Buddhadasa.org

อนัตตาของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๒๐ — อัตตาของปราชญ์ตะวันตกหรือฝรั่ง

อนัตตาของพระพุทธเจ้า — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อนัตตาของพระพุทธเจ้า (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.106 แต่ว่าก่อนที่จะข้ามกลับมาพิจารณากันถึงพุทธปรัชญา เราลองข้ามไปค้นหาสารมติในเรื่องนี้ดูบ้างจากปรัชญาฝ่าย ตะวันตก คือของฝรั่ง ว่าจะมีอะไรที่แปลกออกไปสำหรับเหลืออยู่ เป็นอัตตา ให้งดงามกว่าที่กล่าวมาแล้วบ้าง. แต่เราควรทราบว่า ในสมัยที่อินเดียหรือชมพูทวีปกำลังรุ่งเรืองด้วยปรัชญาอันว่าด้วย อาตมันในยุคร่วมพุทธกาลนั้น ปรากฏในประวัติศาสตร์ว่า ยุโรป ยังไม่เคยได้รับแสงแดดของปรัชญา อันว่าด้วยอสังขตธรรมประเภท นี้, จะมีบ้างก็ต่อในสมัยโรมัน ซึ่งตรงกับราวสิ้นสมัยพุทธุปบาท- กาล (พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว) ไม่นาน แต่ก็เป็นปรัชญาที่เป็น ไปในทางประชาคมเป็นส่วนใหญ่. การค้นพบสิ่งอันเร้นลับทาง ฝ่ายอตินทรียวิทยา (Meta-Physics) อันกล่าวถึงเรื่องจิตและธรรม- ชาติอันเร้นลับนั้น นับว่าเพิ่งเจริญขึ้นเมื่อไม่นานนี้ และโดยไม่ต้อง สงสัย แนวปรัชญาฝ่ายตะวันออกเรา ได้เข้าไปแทรกแซงเป็นมูลฐาน อยู่ด้วยเป็นอันมาก ในความคิดของชาวตะวันตก เพราะพวก โฟนิเชียนหรือบาบิโลเนียน ได้ติดต่อกับชาวอินเดียมาก่อนพุทธ- กาลนานไกล ทั้งการติดต่อทางบกระหว่างอินเดียกับปาเลสไตนฺ กระทั่งถึงโรมันก็มีมาแล้วแต่โบราณ และก่อนที่ปรัชญาของชาว ตะวันตกจะได้ฟักตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง. แต่เราจะยุกติในที่นี้ เอา เป็นว่า ปรัชญาของชาวตะวันตกตั้งแต่ต้นมาจนกระทั่งบัดนี้ จะมี มูลมาอย่างไรก็ตาม เราอยากทราบแต่เพียงว่าเขากล่าวถึงอาตมัน

น.107 ๙๕ หรืออัตตาไว้มีหลักอย่างไรบ้าง เท่านั้น. และเราจะถือปัจจุบันนี้ เป็นที่ค้น. นักปรัชญาฝ่ายตะวันตกทุกสมัยรวมกัน เราอาจแบ่งได้เป็น สองพวกเหมือนกัน คือมีอัตตา กับพวกอนัตตา. พวกมีอัตตามีมูล มาจากทางฝ่ายศาสนาซึ่งมีหลักศีลธรรม และการกระทำหรือกรรม เป็นส่วนใหญ่ จึงต้องมีตัวตนสำหรับทำกรรม หรือรับผลกรรม และเป็นผู้กลัวความทุกข์. พวกอนัตตามีมูลมาจากแนวคิดตามแบบ วิทยาศาสตร์ อันได้มาจากพวกวัตถุนิยม แล้วก้าวขยับขึ้นไปจนถึง ขั้นที่เป็นจิต หรือวิญญาณ (Spiritual) ในภายหลัง, และอนัตตา ของพวกนี้ บางทีก็เลยไปจนถึงเป็นนัตถิกทิฏฐิ (Nihilism) ก็มี. แต่ในที่นี้ เราจะค้นหาเฉพาะมติอันเกี่ยวกับอัตตาเท่านั้น ว่าเขาไป ได้ไกลเพียงไหน. เราจะมองเห็นเมฆแห่งอัตตา อันตั้งขึ้นเป็นเค้าได้จากถ้อยคำ ของ ซิเซโร (Cicero) ที่กล่าวว่า "สภาพตัวที่รู้จักคิด รู้จักเข้าใจ รู้จักปรารถนา และรู้จักกระทำ นั้นมันจะเป็นอะไรก็ตาม มันต้อง เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเป็นฝักฝ่ายของสวรรค์หรือเป็นเทพ. และยิ่งกว่า นั้น, มันต้องเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วย." ๑ แม้ท่านผู้นี้จะ ไม่เรียกสิ่งนั้นว่าอัตตาหรือโซล, แต่ยอมรับว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งแบ่ง มาจากสวรรค์หรือแดนลี้ลับ อันเราเข้าใจไม่ได้ มาเป็นแก่นอยู่ใน ๑. Whatever that be, which thinks, which understands, which will, which acts, it is something celestial and divine ; and, upon that account, must necces- sarily be eternal.

น.108 ๙๖ กายวัตถุของเรา ซึ่งนับว่าสิ่งนั้นเอง เป็นตัวผู้คิดผู้ทำ ผู้รู้สึก และรับ ผลอะไรต่าง ๆ และมีอยู่เพื่อความเป็นเช่นนั้น หรือสามารถเป็นเช่น นั้นได้ตลอดเวลาอันไม่มีขีดสุด. เราอาจจับเค้าเงื่อนได้สืบไปอีกจากคำของ เบลี (Bailey) ที่ กล่าวว่า " โบสถ์พังทะลายไป, แต่พระเป็นเจ้ายังคงอยู่. " ๑. นี้ย่อม แสดงว่าเขามีความเชื่อในสิ่งที่ไม่รู้จักตายหรือทำลาย ว่าสิ่งชนิดนั้น จะต้องมีอยู่แน่ ๆ แต่เมื่อไม่เหมาะที่จะเรียกอย่างอื่น ก็ต้อง เรียกว่าพระเป็นเจ้า. อีปิคติตุส (Epictetus) กล่าวว่า " ตัวข้าพเจ้าคือตัวอัตตา ( หรือวิญญาณ) ซึ่งกำลังหอบหิ้วซากศพพาไปด้วยกัน. ” ๒ ข้อนี้ เขาย่อมหมายความว่า ตัวเขาหรือตัวเราที่แท้จริงนั้น หาใช่ร่างกาย นี้ไม่ มันเป็นสภาพอันเร้นลับอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อัตตา หรือโซล (SOUL), อัตตานี้หอบหิ้วกายท่องเที่ยวไป กายเป็นเพียงซากหรือ โครงเท่านั้น. ตามนัยนี้เป็นอันว่าเขารู้จัก "ตัวเรา" ได้ลึกเข้าไปกว่าที่ รู้จักตามสัญชาตญาณชวนให้รู้, คือรู้ที่กายตามธรรมดา เช่นที่ คนป่าหรือสัตว์มันรู้. และเขาถือเอาสิ่งนี้ว่าเป็นเนื้อแท้ (Essence) ของสิ่งที่เรียกว่า คน. มติชนิดนี้ไม่แปลกไปจากความเชื่ออันเก่าแก่ ของอินเดีย หรือดังที่โปฏฐปาทกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า. เกอเธ้หรือโกเต้ (Goethe) กล่าวว่า " ข้าพเจ้าแน่ใจเต็มที่ว่า ๑. The temples perish, but the God still lives. ๒. I am a soul, dragging about a corpse.

น.109 อัตตาเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักทำลาย และว่ากรรมนียภาพ ๑ ของมันนั้น จะยังคงมีประจำตัวมันตลอดอนันตกาล. มันเหมือนกับดวง อาทิตย์ ซึ่งตาของเราท่านดูคล้ายกับมันดับไปในเวลากลางคืน แต่ความจริงมันเพียงแต่กำลังไปเบ่งแสงจ้าอยู่ด้านอื่นเท่านั้น ” ๒ นี่เราจะเห็นได้ว่า ท่านผู้นี้มีความเชื่อว่าอาตมัน เป็นสิ่งที่ไม่ตาย เหมือนกาย และมันสามารถทำหน้าที่ของมันอย่างคล่องแคล่วอยู่ เสมอไปไม่มีวันสิ้นสุด. การตายของคนเรานั้นพรางตา คือเพียงแต่ ร่างกายเน่าลงเท่านั้น ส่วนตัวจริงคือตัวอัตตานั้น กำลังไป "เป็น" อยู่อีกด้านหนึ่ง เช่นเดียวกับที่มันเป็นในที่นี้เมื่อแล้วมา จึงเปรียบ เหมือนกับดวงอาทิตย์ ที่ความจริงเป็นอยู่อย่างนั้นเองตลอดเวลา เราเห็นผิดไปเองว่าพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์แผดแสงจ้า และ พระอาทิตย์ตกหรือดับ. ถ้าหากเราสามารถเกาะตามไปกับพระ อาทิตย์ เราจะเห็นว่าพระอาทิตย์เป็นอย่างเดียวกันตลอดเวลา ไม่โชติช่วงหรือหรี่ลงบางเวลาดังที่เราเห็นด้วยตา. อัตตาก็เช่นนั้น, กายกำลังเกิด หรือกำลังหนุ่มสาว หรือกำลังตายไปก็ตาม แต่อัตตา คงที่อย่างเดียวกันเสมอไป และเป็นเช่นนั้นตลอดอนันตกาล, ไม่มี วันกลายเป็นอย่างอื่น. เราจะเห็นได้ว่ามติของท่านผู้นี้เข้ากับ ปรัชญาฮินดูได้สนิท คือเชื่อเอาสิ่ง ๆ หนึ่งว่าเป็นตัวเรา และมีอยู่ ไม่รู้จักตาย และทั้งไม่เปลี่ยนแปลงด้วย. แต่เราจำเป็นที่จะต้องกล่าว ๑. ความสามารถในการกระทำหน้าที่ประจำตัวมัน (activity) ๒. I am fully convinced that soul is indestructible, and that its activity will continue through eternity. It is like the sun, which, to our eyes, seems to set in night ; but it has in reality only gone to diffuse its light elswhere.

น.110 ๙๘ ว่ามติของท่านช่างหวังในกรรมนียภาพ (Activity) ของอัตตานั้นเสีย จริง ๆ และต้องการให้อัตตา "ทนทำงาน" ตลอดอนันตกาลคือมี ตัวตนสำหรับทำงานอยู่เรื่อยไม่มีวันจบ เช่นเดียวกับที่บางลัทธิ ต้องการให้เป็นสุขสงบ (ไม่ต้องทำงาน) อยู่เรื่อยไม่มีวันจบฉันนั้น เหมือนกัน. แต่ถ้าเราจะแปลคำว่างานนั้นว่า การเสวยสุข, หรือการ เสวยสุขนั่นแหละคือการทำงาน, นั่นจะพอไปได้. ชารฺลส เวสเล่ (Charles Wesley) อีกคนหนึ่ง ที่เชื่ออัตตาอัน ทำงานไม่รู้หยุดเช่นนี้ เขากล่าวว่า "ข้าพเจ้ามีภาระที่จะต้องจัดทำ, มีพระเป็นเจ้าที่จะต้องยกย่อง, มีอัตตา (ตัวข้าพเจ้าเอง) อันไม่ รู้จักตาย ที่จะต้องคุ้มครองและปรับปรุงมันให้เหมาะกับสวรรค์.” ๑ ท่านเกอเธ้ ยังกล่าวไว้อีกตอนหนึ่งว่า "จากความเห็นเรื่อง กรรมนียภาพ (ของอัตตา) ของข้าพเจ้านั่นเอง ข้าพเจ้าแน่ใจใน อัตตภาพอันอื่น ของอัตตาของข้าพเจ้า. แม้ข้าพเจ้าทำงานไม่ หยุดหย่อนจนตาย ธรรมชาติก็จะให้อัตตภาพรูปอื่นแก่ข้าพเจ้า ในเมื่ออันปัจจุบัน ไม่สามารถรองรับวิญญาณของข้าพเจ้าอีก ต่อไป." ๒ ท่านผู้นี้เชื่อการเวียนเกิดของอัตตา และเป็นอัตตาที่ไม่ ๑. A charge to keep I have, A God to glorify ; A never dying soul to save, And fit it for the sky. ๒. To me the external existence of my soul is proved from my idea of acti- vity. If I work incessantly until my death, nature will give me an other form of existence when the present can no longer sustain my spirit.

น.111 ๙๙ รู้จักสิ้นสุด, คล้ายกับมีหลักว่า ความอยากทำงานเป็นปัจจัยสำคัญ แห่งความมีอยู่ของอัตตา. เราไม่พบว่าท่านผู้นี้ให้ความเห็นเรื่อง ที่สุดจบของอัตตาไว้อย่างใด หรือบางทีท่านอาจไม่เคยนึกถึงฉาก สุดท้ายของอัตตา มากมายไปกว่าความมีอยู่อย่างเป็นสุขที่ไม่รู้จัก เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับมติของฮินดู เช่นเดียวกัน. ท่านแอดดิสัน (Addison) ขยายความที่เป็นลักษณะแห่ง อัตตาได้อย่างสุขุมที่สุดว่า มันไม่มีภาระในความเป็นความมีของ ตัวมันเอง; ๑ ตรงกันข้ามกับที่มนุษย์เราต้องมีภาระหนักในความ มีความเป็นของเรา เช่นอย่างน้อยที่สุดเราต้องรับประทาน ต้องถ่าย หนักเบา และบริหารกายอย่างอื่น ตลอดถึงเสาะแสวงหาสิ่งอันจะ หล่อเลี้ยงความอยากของเรา. และข้อนี้เป็นการแสดงลักษณะแห่ง ความสุขได้สุขุมยิ่งนัก. ทั้งยังกล่าวความไม่รู้จักตาย และความไม่รู้ หวั่นไหวต่อสิ่งมากระทบไว้ด้วย ซึ่งแสดงว่าสิ่งนี้หรือธรรมนี้ อยู่ลึก หรือเหนือขึ้นไปจากโลกวิสัย. ท่านผู้นี้กล่าวว่า "อัตตาซึ่งไม่มีภาระ หนักในการเป็นอยู่ในตัวเอง, มันคงยิ้มได้เสมอต่อกริชที่เงื้อแทง, และร้องท้าทายคมแหลมของกริชนั้น. ดวงดาวยังร่วงโรยไป, ดวงอาทิตย์ก็ยังเศร้าหมองลงเพราะกาลนาน, ธรรมชาติต่าง ๆ ก็พากันร่วงโรยไปทุกปี ๆ, แต่ "ท่านนั้น" จะรุ่งเรืองอยู่เสมอใน ความหนุ่มที่ไม่รู้จักตาย, ไม่ถูกอะไรกระทบกระทั่งในท่ามกลาง ๑. คำกล่าวเช่นนี้ ใช้กันได้กับลักษณะของ อสังขตธรรม ในพุทธ- ศาสนา.

น.112 ๑๐๐ ความปั่นป่วนของวัตถุธาตุ ในท่ามกลางความแตกสลายของวัตถุ รูปและความแหลกละเอียดของสากลโลก” ๑ ลองเฟลโลว (Longfellow) ว่า "อัตตาของพวกที่ตายไป เป็นเพียงแสงแดดที่ส่องสูงขึ้นเท่านั้น” ๒ นอกจากท่านผู้นี้จะเชื่อใน ความไม่ตายของอัตตาแล้ว ยังเชื่อในความที่มันจะยิ่งดีขึ้น หรือใกล้ ต่อความสุขอันไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วย. มตินี้สบหลัก ชีววิทยาในส่วนวิวัฒน์ของสัตว์ จะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่ฝ่ายนี้ ยึดถือเป็นตัวเดียวกันเรื่อย แต่อีกฝ่ายหนึ่งถือว่าเป็นตัวที่สืบต่อ ออกมาจากกัน ซึ่งสบกับหลักพุทธศาสนาอีกต่อหนึ่ง. มองตุโกเมอรี (Montgomery) ว่า "อัตตานั้น เป็นอมตะ คือไม่รู้จักตายเหมือนกับบรรพบุรุษของมัน มันจะไม่ตายได้ เลย." ๓ ทำให้เราเล็งเห็นได้เป็นเงา ๆ ขั้นหนึ่งก่อนว่า ท่านเหล่านี้ มีความเชื่อในแดนที่ออกมาของอัตตาอยู่บ้างเหมือนกัน ดังที่ใน ปรัชญาฮินดูเรียกว่าพรหม หรือบรมอัตตาของโลก เป็นที่กำเนิด ๑. The Soul, secure in her existence, smiles At the drawn dagger, ant defies its point, The stars shall fade away, the sun himself Grow dim with age, and nature sink in years ; But thou (the soul) shalt flourish in immortal youth, Unhurt amidst the war of elements, The wrecks of matter, and the crush of worlds. ๒. Ah, the soul of those that die Are but sunbeams lifted higher. ๓. The soul, immortal as its sire, shall never die.

น.113 ของสิ่งทั้งปวง หรือถ้าพูดด้วยโวหารสามัญก็คือว่าพระเป็นเจ้า ผู้สร้างสิ่งทั้งปวง. ถ้าอย่าทำหรือกล่าวให้เป็นตัวตนบุคคลขึ้นมา เช่นนี้ อาจลงรอยกันได้กับมติพุทธศาสนาที่ว่า ทั้งสองอย่างนั้น คือที่เรียกว่าอัตตารวมหรืออัตตาย่อยนั้นก็ตาม เป็นเพียงธรรม หรือธรรมชาติชนิดหนึ่งเท่านั้น, กฎธรรมชาติอันเด็ดขาดย่อมเป็น ตัวยืนโรงอยู่ในสิ่งทั่วไป ที่ทำให้สิ่งทั้งหลายยังคงมีอยู่เป็นอยู่ หรือเป็นไปได้ต่าง ๆ แม้วัตถุนั้น ๆ จะแปรเปลี่ยนหรือแตกดับไป แต่กฎธรรมชาติไม่มีเปลี่ยน มีก็แต่ว่าจะปรากฏออกให้เห็นหรือไม่ เท่านั้น. แต่จากคำของ เวอดเวอธ (Wordsworth) เราจะพบได้ว่า มีท่านเหล่านี้ที่มีความเชื่อในพระเป็นเจ้าชนิดที่เป็นบรมอัตตาหรือ อัตตาของโลก (Universal Soul), ท่านผู้นี้กล่าวว่า "การเกิดขึ้นของคน เรา เป็นความหลับและลืมอย่างเดียว, อัตตาเท่านั้นเป็นจุดสำคัญ ของชีวิต, ซึ่งปรากฏขึ้นมาด้วยกันกับเรา, มั่นมีกำเนิดตั้งขึ้นใน ที่อื่น และมาแต่ที่ไกล ; มิใช่ว่าเรามาในท่ามกลางความลืมหลง หรือความเปลือยเปล่าอย่างเดียว แต่เราได้มาจากพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็นบ้านของเรา โดยพ่วงมากับหมู่เมฆอันสุกใส." ๑ มติเช่นนี้ ๑. Our birth is but a sleep and a forgetting ; The soul that rise with us, our life's star, Hath had elswhere its setting, And cometh from a-far ; Not in entire forgetfulness, And not in utter nakedness, But trailing clouds of glory, do we come From God, who is our home.

น.114 ๑๐๒ เชื่อว่า คนมาจากพระเป็นเจ้าโดยตรง จะเป็นโดยพระเจ้าสร้าง หรือเป็นอย่างเดียวกับอาตมันของฮินดูก็ตาม มีความยึดถือและ อุ่นใจในตัวเอง คือตัวอัตตาที่ยืดยาวสืบโดยตรงลงมาจากพระ เป็นเจ้า ถึงกับประณามเวลาที่เกิดมามีชีวิตเช่นนี้ เป็นขณะที่หลับ หรือมัวเมา. พูดตรง ๆ ก็คือเป็นขณะที่เป็นอยู่ เป็นขณะที่เลวกว่า ขณะที่ตาย เพราะขณะที่อัตตาอยู่กับร่างกายเช่นนี้ ถูกห่อหุ้ม ครอบงำและทำสิ่งที่เศร้าหมองมากนัก แต่ขณะที่มันทิ้งร่างกายไป เสีย เป็นขณะที่สะอาดและบริสุทธิ์. ถ้ากล่าวตามสำนวนของท่าน ผู้นี้สำหรับพุทธศาสนาเรา จุดกลางหรือดวงดาราของชีวิตตรงกับสิ่งที่ เรียกว่า ภวตัณหาอย่างยิ่ง. โสเมอรฺวิลี (W.C. Somervilie) แยกรูปวัตถุหรือโลก ออก จากอัตตาอย่างเด็ดขาด เขากล่าวว่า "สิ่งที่ปรุงขึ้นมาจากธาตุดิน จะต้องกลับไปสู่ดิน, .... อัตตาของคนเราเท่านั้น เป็นส่วนแห่ง เทพยเจ้า มันเลี่ยงพ้นจากการทำลายของโลก ในเมื่อสิ่งทั้งปวง เหลวแหลก." ๑ ความเชื่อเช่นนี้ ยึดดิ่งไปจนถึงที่สุดว่า อัตตาหรือ วิญญาณนั้น เป็นคนละสิ่งถึงกับอยู่ได้ลำพังมันเอง โดยไม่ต้อง อาศัยรูปวัตถุ เช่นกายเป็นต้นนี้เลยก็ได้. ถ้าถือเช่นนี้ไขว้กับหลัก พุทธศาสนาที่ว่า ใจปรากฏได้เฉพาะเมื่อมีรูปธรรมเป็นที่อาศัย เช่นลูกคลื่นปรากฏได้ต่อเมื่อมีน้ำ, และตัวที่คนเราเข้าใจกันว่าเป็น ๑. What'er of earth is form'd to earth returns, . . . . . . . . The soul Of man alone, that particle divine, Escapes the wreek of worlds, when all things fail

น.115 ๑๐๓ ตัวอัตตานั้น เป็นเพียงความรู้สึกของใจ หรือเป็นตัวใจ อันเกิด ชั่วขณะ แต่สืบต่อกันถี่ยิบ และทั้งต้องอิงอยู่กับรูปธรรมเป็นเครื่อง ช่วยด้วย. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า ถ้าขาดรูปธรรม ความรู้สึก ทางใจก็มีไม่ได้ เช่นขาดมันสมอง เราก็ไม่มีความคิดได้. แต่ถ้าเขา หมายให้สิ่งที่เรียกว่าอัตตานี้ หมายถึงสิ่งที่ไม่เกิดและไม่ดับอยู่ใน ตัวเอง ก็ตรงกับมติอาตมันของฮินดู. พุทธศาสนาไม่มีคนอัตตาของ คนจึงมีไม่ได้ : สิ่งใดที่ท่านเหล่านี้เรียกว่าคนเราก็ดี ที่เรียกว่าอัตตา ก็ดี เป็นเพียงธรรม (ธรรมชาติ) ชนิดหนึ่ง ๆ เท่านั้น. ยูเวนาล (Juvenal) ค้นพบอัตตาโดยเพิกร่างกายขึ้นเสีย เหมือนเราเลิกเสื่อขึ้นพบของที่ซ่อนอยู่ภายใต้นั้น. เขากล่าวว่า "ความตายเท่านั้นที่จะเปิดเผยให้เราเห็นธรรม หรือความจริงอันน่า อัศจรรย์นี้ (คือข้อที่ว่า) ร่างกายอันเล็กเหลือประมาณ ย่อมรองรับ ไว้ซึ่งมหิทธิอัตตาอันใหญ่ยิ่ง" ๑ เขาหมายความว่าเมื่อเราปราศ- จากร่างกายอันเป็นเครื่องปิดบังความจริงนี้แล้ว เราจะพบสิ่งที่เป็น ตัวเราอันแท้จริง หรือที่เรียกว่าอัตตา เป็นสิ่งที่ใหญ่ยิ่งไม่ว่าทาง คุณภาพหรือปริมาณ มีกายอันน้อยค่าเป็นเครื่องรองรับไว้. น่า ประหลาดใจอย่างยิ่งในข้อนี้ว่า เมื่อก่อนนี้หรือตามธรรมดาเราเห็น กายเป็นสิ่งสำคัญ แต่ครั้นเราพบอาตมันแล้ว เรากลับเห็นว่ากายเป็น เพียงเศษกระดาษอะไรนิดหนึ่ง ที่บรรจุข้อความอันมีค่าหาอะไร เปรียบมิได้ไว้ และเราหมุนความรักหรือความสนใจของเราละจาก ๑. Death only this mysterious truth unfolds, The mighty soul, how small a body holds.

น.116 ๑๐๔ กายมาอยู่ที่อาตมันนี้ทันที. มติเช่นนี้ทำให้ไม่กลัวตาย และไม่เห็น แก่กาย, แต่ขอให้พึงทราบไว้ก่อนว่า แม้ว่ามติเช่นนี้จะแยบคายและ สูงในทางปรัชญาอยู่เพียงไร มันก็ยังหาใช่ขีดสุดของความหมด ทุกข์ไม่, เขตสุดของความหมดทุกข์ต้องไปให้สูงหรืองดงามเลยนั้น ไปอีก. มันเป็นปรัชญาแห่งอนัตตา ที่งดงามยิ่งกว่าอัตตา หรืออย่าง น้อยที่สุดก็งดงามเท่ากัน. เมื่อมีความคิดเช่นนี้ ความรู้สึกนิยมก็น้อมไปยังตนภายใน หรืออัตตานี้มากขึ้น คล้าย ๆ กับว่าถ้าใครไม่รู้จักสิ่ง ๆ นี้ คนนั้นยัง ไม่รู้จักชีวิต หรือประสาต่อความรู้ในเรื่องความเป็นคน, และในขั้น สุดท้าย คือยังไม่สามารถดูดดื่มรสของความเกิดมาเป็นคนได้เต็มที่. เราจะสังเกตได้จากคำของ เยอริมี เทเลอรฺ (Jeremy Taylor) ได้ ว่าความสนใจของท่านประเภทนี้ ได้ฝากไว้แต่แก่อัตตาหรือคน ชั้นในอย่างเดียว. เทเลอรฺ กล่าวว่า "มิใช่ดวงตาดอก ที่จะเห็น ความงดงามของสวรรค์, มิใช่หูดอก ที่ฟังความไพเราะของดนตรี หรือข่าวดีแห่งความมีโชคอันใหญ่หลวง, แต่มันเป็นอัตตานั่นเอง ที่เป็นผู้รู้สึกรสชาติทุก ๆ อย่าง ทั้งด้านกามารมณ์และด้านปรีชา- ญาณ, และอัตตานั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าสูงกว่าเป็นไหน ๆ ความรู้สึกที่เป็นรสของมัน เป็นรสที่สูงและกว้างขวางกว่า (รสทั้ง ปวง)." ๑ ๑. It is not the eye that sees the beauties of heaven, not the ear that hears the sweetness of music, or the glad tiding of a prosperous accident ; but the soul that percieves all the relishes of sensual and intellectual perceptions : and the more noble and excellent the soul is, the greater and more savoury are its percep- tions.

น.117 ๑๐๕ ในบรรดาท่านรุ่นหลัง ๆ ลอรุด อะเวบิวรี่ (Lord Avebury) ผู้หนึ่งได้เขียนไว้ว่า "พวกเรามีร่างกาย, ตัวเราเองเป็นวิญญาณ. ร่างกายเป็นเพียงวัตถุที่แตกทำลายได้ ของเนื้อแท้ (คือตัวเรา) อันเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตายเท่านั้น" ๑ รวมความว่า ท่านเหล่านี้มี ความรู้อันฝังอยู่ในอัตตาหรือดวงวิญญาณ ที่เชื่อกันว่าไม่รู้จักตาย เป็นของตัวเอง แม้บางท่านจะเชื่อว่าอัตตานั้น มีกำเนิดออกมาจาก อัตตาใหญ่ ก็ยังมีความเป็นอิสระที่จะทำอะไรของตัวเองได้. นับว่า ยังแตกต่างกับมติของทางศาสนาบางศาสนา ที่ไม่มีอัตตาของตัว เอง มีแต่อัตตาซึ่งเป็นบ่าวหรือบริวารของพระเป็นเจ้า เป็นของเล่น ของพระเป็นเจ้า หรือพระเป็นเจ้าสร้างขึ้นมาควบคุมไว้ตลอดเวลา. ๑. We have bodies, we are spirits. The body is the mere perishable form of the immortal essence.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต