Buddhadasa.org

อนัตตาของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๘ — เรื่องอนัตตาอยู่ในขั้นปรัชญา

อนัตตาของพระพุทธเจ้า — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อนัตตาของพระพุทธเจ้า (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.14 การบรรยายเรื่องอนัตตา เป็นงานหนัก. ทั้งนี้ เพราะว่าเป็น เรื่องชนิดหัวใจของพุทธศาสนา ชวนให้เกิดความลังเลว่าจะทำ ได้ลึกซึ้ง สมตามที่มันเป็นเรื่องลึกซึ้งหรือไม่. ถ้าหากว่าทำได้ต่ำ ไป ก็จะมีผู้เข้าใจว่าพุทธศาสนามีดีเพียงเท่านั้นไปก็ได้ และนั่น ก็เป็นผลร้ายแก่ศาสนาเท่า ๆ กับที่บรรยายไปผิดพลาดเหมือนกัน. บัดนี้ความแน่ใจได้เกิดขึ้นโดยลำดับ ๆ เนื่องจากได้รับความคิด เห็นจากมิตรสหายหลายท่าน ซึ่งแสดงความเห็นและข้อข้องใจ ของตน ๆ ขึ้นมามากพอ จนทำให้จับความจริงได้ว่า ถ้าทำขึ้น จะเป็นผลดีมากกว่าที่ไม่ทำไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยที่สุด อาจทำให้การถุ้งเถียงกันในเรื่องนี้เสร็จสิ้นกันไปเสียที. ที่ว่าดีกว่าไม่ทำ หมายความว่ายังมีบางท่าน ที่ยังลังเล หรือไม่เข้าใจในแง่ต่าง ๆ ที่เป็นเหตุผลประกอบ. ถ้าได้บรรยาย ไป แม้เพียงเท่าที่จะเป็นการตอบแก้ข้อสงสัยเหล่านั้นเท่านั้น ก็ย่อมเป็นผลดีงาม และเป็นที่พอใจของข้าพเจ้ามากอยู่แล้ว ไม่ จำเป็นที่จะต้องนึกไปถึงว่า จะต้องหมดจดสิ้นเชิงก็ได้. หากมัน จะได้ผลงอกงามมากไปกว่าที่นึก หรือถึงกับสิ้นเชิงเอาทีเดียว ก็นับว่าเป็นผลกำไรอีกส่วนหนึ่งต่างหาก.

น.15 ๓ อัตตา - อนัตตา มิใช่ปัญหาโลกแตก ปัญหาอนัตตา ในประเด็นที่ว่า มีอัตตาหรือไม่มีอัตตานี้ บางท่านอาจเห็นไปว่าเป็นปัญหาโลกแตก คือไม่อาจเข้าใจตรง กันได้ จนกระทั่งโลกแตกไปในที่สุด, เช่นเดียวกับปัญหาโลกแตก อื่น ๆ แต่ความจริงปัญหานี้ หาใช่ปัญหาโลกแตกไม่ เป็นปัญหา ที่จำกัดที่สุด เป็นแต่ลึกซึ้งเท่านั้น และความลึกซึ้งนี่เองที่ทำ ให้ผู้ไม่เข้าใจทั่วถึง เกิดมีความเห็นที่แย้งยันกันขึ้น. ขอสมมติตัวอย่างด้วยปัญหาที่ว่า ฆ่าสัตว์ บาปหรือไม่ บาป. บางพวกถือว่าฆ่าสัตว์ไม่บาป ดังที่จะเห็นนักบวชของ บางศาสนาจับปืนขึ้นยิงนกก็มี. แต่ฝ่ายพุทธบริษัทถือว่าเป็น บาป. แม้ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาก็ยังมีผู้เห็นแตกแยกกัน อยู่นั่นเอง. เราจะถือว่าปัญหานี้เป็นปัญหาโลกแตกหรือไม่. สำหรับพุทธบริษัทเรา ไม่ถือว่านี่เป็นปัญหาโลกแตกเลย และ ถือว่ามันเป็นบาป. แม้มนุษย์ส่วนมาก ที่ถ้ามีความสงสารต่อ สัตว์นั้น ๆ อยู่ในใจสักปรมาณูหนึ่ง ก็จะต้องนึกว่าเป็นบาป. นี่ เราจะเห็นว่า ถ้าเพ่งเฉพาะในวงพุทธศาสนาของเราแล้ว ปัญหา ชนิดนี้ไม่อาจเป็นปัญหาโลกแตกได้เลย เป็นปัญหาที่มีความเด็ด ขาดอยู่ในตัวโดยแท้. สำหรับปัญหาอัตตาอนัตตานี้ ก็ทำนอง เดียวกัน เมื่อเพ่งเฉพาะในวงพุทธบริษัทเราแล้ว เป็นปัญหา ที่ควรจับขึ้นมาวินิจฉัย และจะได้พบความหมายอันเด็ดขาด; จะ เป็นปัญหาโลกแตกขึ้นมาก็ต่อเมื่อเอาเข้าไปเทียบคู่กับศาสนา ที่ต่ำกว่าหรือตื้นกว่า จนไม่รู้จักความหมายของคำว่า อนัตตา

น.16 ๔ เช่นเดียวกับเอาปัญหาเรื่องการฆ่าสัตว์ เข้าไปวินิจฉัยกับพวกที่ เห็นชีวิตสัตว์เป็นของไม่มีค่า ฉันใดก็ฉันนั้น. คู่วิวาท อย่างไรก็ตาม เราได้พบแล้วว่า ปัญหานี้ได้เกิดขึ้นเฉพาะ ในวงพวกพุทธบริษัทกันเองแทบทั้งนั้น. ทีนี้ เราลองมาช่วยกัน จับคู่วิวาทขึ้นมาพิจารณาดูกันเสียก่อน. ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้อง ตามที่เป็นจริงที่สุดแล้ว ต้องกล่าวว่าปัญหานี้, คือปัญหาที่ว่า พุทธศาสนามี "อัตตา" ที่เที่ยงที่ยั่งยืนหรือไม่นั้น ได้เกิดขึ้น ระหว่างมหายานบางนิกาย กับเถรวาทหรือหินยานบางพวก มากกว่า, มิใช่เกิดขึ้นในหมู่พวกเราซึ่งเป็นหินยานล้วน ๆ. พุทธ- บริษัทไทยเราเป็นพวกหินยานหรือเถรวาท ซึ่งตามธรรมดาถือ มติที่ว่า ในพุทธศาสนา ไม่มีอัตตา หรือตัวตน (Self or Ego) แต่การที่มีบางคนอุตริ ไปถือพ้องกับพวกมหายานบางนิกาย ใน มติว่า มีตัวตน นั้น ไม่เป็นของแปลก เป็นเพราะไม่เข้าใจในลัทธิ ของตนมากพออย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งได้เค้าเงื่อนกระเส็น กระสายเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างมาจากพวกมหายาน มาสอน กันอย่างลับ ๆ บางคน แล้วในที่สุดจับฉวยเอาเป็นจริง เพราะตรง กับความคิดของตน ซึ่งเชื่อดังนั้นอยู่แล้ว. คู่วิวาทจึงได้แก่มหา- ยาน (บางนิกาย) กับพวกเถรวาทเรา เท่านั้น.๑ ๑. การที่มหายานบางนิกาย กล่าวให้มีอัตตาขึ้น ก็เนื่องจากความจำเป็น บางอย่าง คือความจำเป็นที่เกิดขึ้นในการแข่งขันกับศาสนาพราหมณ์ ‘ภายหลังพุทธปรินิพพาน หลายร้อยปี ดังจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า. อน

น.17 การที่มีบางคนในฝ่ายเถรวาทเรา เกิดมีมติแตกแยกไปพ้อง กับมหายานบางนิกายนั้น เป็นของธรรมดา เช่นเดียวกับที่แม้ใน พวกมหายานเอง ก็มีการถือมติแตกแยกเป็นนิกายเล็กนิกายน้อย ฉันนั้น. เป็นอันว่าในพวกหนึ่ง ๆ ย่อมอดที่จะมีบางคนที่มีมติแตก แยกไปพ้องกับพวกอื่นไม่ได้. แต่เรารู้ได้ว่าพวกไหนมีมติอย่างไร เป็นของตัวจริง ๆ ก็โดยอาศัยศึกษาให้ทั่ว ๆ ไป ทุก ๆ พวก ตาม ที่เป็นมาทั้งทางประวัติศาสตร์ และทางหลักธรรมจริง ๆ เมื่อย้อน มาดูเฉพาะในพวกเถรวาทในเมืองไทยเรา เราจะพบว่ามีน้อย คนที่สุดที่มีมติเอียงออกไปหาพวกมหายาน. มิหนำซ้ำยังหลับตา หลงอยู่เสมอว่าเป็นมติใหม่ของตนโดยเฉพาะ ทั้งที่พวกมหายาน เขายืนยันออกมาตั้งนมนานแล้ว. บางคน ครั้งแรกยืนยันเอาจริงจังว่า มีอัตตาในพุทธศาสนา ได้แก่ตัวนิพพาน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อสังขตธรรม, ครั้น ต่อมาเห็นท่าไม่ดีเลยเลี่ยงออกไปเสียข้าง ๆ ว่า เป็นแต่เพียงอยาก จะเรียก หรืออยากจะสมมติเช่นนั้น เท่านั้น, บางคนพูดส่าย ไม่แน่นอน เช่นว่านิพพานจะเป็นอัตตาก็ไม่ใช่ อนัตตาก็ไม่ใช่, หรือเป็นอะไรไม่ได้ทั้งหมด ทั้งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยยืนยันปรากฏ อยู่ในหนังสือที่เขาเขียนว่า เป็นอัตตา. ในที่สุด มีบางคนออก ตัวไปได้หลุดลุ่ยว่าที่กล่าวให้นิพพานเป็นอัตตา ก็เพื่อเพียงให้ เป็นเครื่องจูงใจคนที่ยังต่ำอยู่ให้ขะมักเขม้นยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่อย่างไร ก็ตาม ยังคงมีบางคนที่ถือมติว่า พุทธศาสนามีอัตตา (ได้แก่ นิพพาน) อยู่เสมอ ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความตามที่เขาเขียนส่ง

น.18 ๖ มายืนยันในหน้าหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา และในที่อื่น ๆ แล้ว. ประเด็นที่วิวาท แต่เมื่อเรายอมนับกันว่ามหายานหรือหินยานก็ตาม ล้วน แต่เป็นพุทธบริษัทด้วยกัน คู่วิวาทจึงต้องจัดแบ่งออกทั้งสองฝ่าย โดยอาศัยประเด็นที่วิวาทเป็นเกณฑ์ จะถือเป็นของพวกไหน นิกายไหนโดยตรงไม่ถนัด เพราะปรากฏว่ามหายานมีหลาย นิกาย และมิได้มีมติตรงกันทุกนิกาย และทั้งหินยานเรา ก็ยัง มีบางคนที่มีมติของพวกมหายานดังกล่าวแล้ว. ฉะนั้นจึงแบ่งได้ แต่เพียงว่า มี ๒ พวก; พวกหนึ่งถือว่า ในพุทธศาสนานี้แม้กล่าว โดยปรมัตถ์คือมิได้สมมติอย่างโลก ๆ ตื้น ๆ แล้ว ก็ยังมีอัตตา เป็นอัตตาที่แท้จริงได้แก่นิพพาน หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อสังขตธรรม พร้อมทั้งยืนยันว่ามตินี้ตรงตามพระพุทธพจน์แท้ อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจพระพุทธพจน์ผิดไปเอง จึงกลายเป็นไม่มีอัตตา ไปเสีย. นี้พวกหนึ่ง. อีกพวกหนึ่งยืนยันว่า พุทธศาสนาไม่มีอัตตา ทุก ๆ สิ่งไม่ใช่อัตตา หรือไม่มีอัตตา กระทั่งถึงพระนิพพานเป็น ที่สุด, การที่มีคำว่าอัตตาใช้อยู่ในพุทธภาษิตนั้น เป็นเพียงฝ่าย โวหารโลก หรือสมมติตามที่โลกเขาสมมติกันใช้เป็นคำพูดอยู่ เพื่อให้ฟังกันเข้าใจเท่านั้น. รวมความสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่ง ก็คือว่า • พวกหนึ่งถือว่าในพุทธศาสนามีอัตตา พระพุทธเจ้าสอน ให้ค้นหาเอาเป็นที่พึ่ง (ซึ่งต่อไปนี้จะได้เรียกพวกนี้ว่า พวกอัตตวาที)

น.19 ๗ • พวกหนึ่งถือว่าไม่มีอัตตาในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนให้ค้นหาอัตตา แต่กลับทรงสอนให้ถอนความรู้สึกว่า อัตตาหรือเกี่ยวกับอัตตา ทิ้งเสียให้หมดทุก ๆ อย่าง แล้วก็จะพ้น ทุกข์ ไม่ต้องพึ่งอะไรต่อไป (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า พวกอนัตตวาที). ในที่สุด เราจับตัวคู่วิวาทได้ว่า พวกที่มีอัตตาหรือตัวเรา กำลังวิวาทกับพวกที่ไม่มีอัตตา . ( วิวาทในที่นี้ หมายความว่า มีวาทะ ต่างกันไม่ตรงกัน, มิใช่ทุบตีกัน ). ทั้งสองพวกนี้ ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล ของตนอย่างไรนั้น จะได้กล่าวถึงโดยละเอียดในตอนที่หยิบขึ้น วินิจฉัย ในตัวเรื่องของเรื่องนี้. เฉพาะในตอนคำปรารภนี้ จะขอ กล่าวถึงความสำคัญของการที่เราจำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาอัน ยุ่งยากนี้สืบไป อีกเล็กน้อย. ทางลุกลามแห่งการวิวาท ได้กล่าวมาแล้วว่า เรื่องอนัตตานี้ เป็นเรื่องชนิดหัวใจของ พุทธศาสนาอันเป็นที่รักของนักแสวงหาความพ้นทุกข์ และนักคิด ทั้งปวง ทุก ๆ กาลและเทศะอันไม่มีจำกัด. นักศึกษาที่เป็นชาว ยุโรปแม้ที่ยังไม่ชอบรับไปถือ ก็ยังอดที่จะศึกษา เพื่อเป็นอาหาร อันประณีตแก่สมองของตนไม่ได้ และถือว่า เรื่องอนัตตานี้เท่า- นั้น ที่เป็นลักษณะเฉพาะของพุทธศาสนา ที่ต่างออกไปจาก ศาสนาอื่น. แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นนักศึกษาชาวตะวันตกบาง คน ที่หลงไปบ้าง ถึงกับเข้าใจมติของพุทธศาสนาผิดไปก็มี เช่น หนักไปทางฝ่ายมหายาน หรือถือว่าคัมภีร์ของฝ่ายหินยานมิใช่

น.20 ๘ เป็นคัมภีร์ที่เป็นพุทธวจนะแท้จริง. ยิ่งกว่านั้น บางพวกได้สำคัญ ผิด ถึงกับไปจับเอามติของฝ่ายอื่น เช่นเวทานตะของพวกอุปนิษัท เป็นต้น มาเป็นพุทธศาสนาไปโดยปริยาย. เมื่อนักศึกษาเหล่านั้น เป็นผู้มีชื่อเสียง ประกอบด้วยวิทยฐานะ และถือปริญญาบาง อย่างไว้สูง ๆ หรือเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่สำคัญ ๆ ของโลก ก็มี จึงเกิดมีผู้เชื่อและถือตามท่านเหล่านั้นไปด้วยเป็นอันมาก เลยทำให้เกิดการแตกแยกกันมากออกไปอีก จนในที่สุดทำให้ เกิดการงง หรือวนเวียนสำหรับผู้ที่จะศึกษาต่อไปในวันหน้า. ในบัดนี้ มีหนังสือและหนังสือพิมพ์ทางพุทธศาสนาที่พิมพ์ ขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศเป็นจำนวนมาก มีทั้งฝ่ายหินยานและ มหายาน. พวกไหนถือมติฝ่ายไหน ก็กล่าวไปตามมติของพวก ตัว และข้อที่แตกแยกกันอย่างสำคัญที่สุด ก็คือมติเรื่องอนัตตานี้. ทางฝ่ายมหายานคงออกหน้าตามเคย เพราะนอกจากจะมีการ โฆษณาและการอธิบายที่ทันสมัยแล้ว ยังแถมมีมติที่ว่ามีอัตตา หรือ Self ซึ่งตรงกับความรู้สึกของคนทั่วไปด้วย. เพราะฉะนั้นเรา จึงไม่ควรประหลาดใจในข้อที่ว่า ทำไมจึงเกิดมีมติที่แตกแยกกัน ขึ้น ในวงนักศึกษาหรือนักคิดชั้นสูง ทั้งที่เป็นพุทธบริษัทและเป็น ชาวต่างประเทศ ซึ่งศึกษาเพียงเพื่อเป็นอาหารของสมองที่ชอบ คิด. หลักการศึกษาศาสนา ๔ ขั้น อันการศึกษาวิชาทางศาสนานั้น ไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหน

น.21 ๙ ก็ตาม, เรานิยมกันว่า มีหลักที่จะศึกษาเป็น ๔ ขั้น คือ (๑) เรื่องประวัติและคำสอน (Life & Teaching) ของศาสดา แห่งศาสนานั้น ๆ เช่นที่พวกพุทธบริษัทเราเรียนพุทธประวัติ และ พระสูตรต่าง ๆ (๒) เรื่องข้อปฏิบัติขั้นต้น ๆ ทั่วไป (Exoteric doctrine) ได้ แก่เรื่องที่ศาสนิกแห่งศาสนานั้น ๆ ทุก ๆ คนจะต้องรู้และปฏิบัติ ได้แก่ศีลธรรมประจำศาสนาของตัว และสำหรับทุก ๆ คนจริง ๆ, จนกระทั่งถอนตนออกจากทุกข์ได้. (๓) เรื่องปรมัตถ์หรือปรัชญา (Esoteric or Philosophy) เช่น เรื่องอภิธรรมปิฎกของพุทธศาสนาเรา เป็นเรื่องที่ตั้งขึ้นตามหลัก แห่งตรรก จำแนกข้อธรรมให้ละเอียดออกไปตามแนวแห่งเหตุผล ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติเพราะเป็นหลักทฤษฎีสำหรับคิดอย่างเดียว ซึ่งพวกนักปฏิบัติแม้ไม่จำเป็นต้องรู้ ก็สามารถปฏิบัติออกจาก ทุกข์ได้. (๔) เรื่องลี้ลับซึ่งอยู่เบื้องหลังที่สุด (Mysticism) , เช่นความที่ ศาสนาที่แท้จริงนั้น เป็นความจริงที่มิได้มีใครตั้งขึ้น เป็นความ จริงของธรรมชาติ มีเค้าความส่วนใหญ่เหมือนกันทุกศาสนา เช่น ข้อที่ว่า เมื่อทำดีถึงที่สุดแล้ว จะได้เข้าอยู่ในสภาพที่เป็นสุขตลอด อนันตกาล ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ซึ่งสภาพอันนั้น จะได้แก่ พระนิพพาน หรือพระเป็นเจ้า หรือปรมาตมัน หรือสวรรค์ หรือ อะไรก็ตาม. จุดมุ่งของทุกศาสนาล้วนแต่อยู่ที่ขั้นนี้ และเหมือน กันทุกศาสนาคือ สภาพที่เป็นสุขตลอดนิรันดรอันนี้, ซึ่งเมื่อเล็ง

น.22 ๑๐ ตามหลักนี้ เราควรจะถือว่า ในโลกนี้หรือโลกไหนก็ตาม มี ศาสนาเดียวเท่านั้น คือศาสนาแห่งความจริง หรือศาสนาความ จริงของธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเราประพฤติต่อมันอย่างถูกต้องแล้ว จะพบสุขที่เป็นยอดสุขไม่เปลี่ยนแปลง เรื่องอนัตตาอยู่ในขั้นปรัชญา สำหรับปัญหาเรื่องอัตตาและอนัตตา ตามนัยที่กำลังถูกกัน อยู่นี้ นับว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในขั้นสาม คือขั้นปรัชญา และคาบเกี่ยว อยู่กับขั้นสี่. ที่ว่าอยู่ในขั้นสาม ก็เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎี ล้วน ชี้ให้เห็นความเป็นมายาหรือความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของ คนและสัตว์ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกปรุงขึ้นจากสิ่งอื่น ๆ โดยอำนาจ ธรรมชาติ, ให้รู้จักจำแนกสิ่งนั้น ๆ ออกเป็นส่วน ๆ กระทั่งถึง ส่วนย่อยที่สุด ที่ประกอบหรือประชุมกันเข้าเป็นก้อนใหญ่, ให้ รู้ว่าเกิดมาจากอะไร เกิดมาอย่างไร เปลี่ยนไปอย่างไร และ ทำไมจึงได้เป็นอย่างนั้นเป็นต้น. และที่ว่าเรื่องอนัตตานี้คาบเกี่ยว ไปถึงขั้นที่สี่นั้น หมายถึงว่า น้ำหนักหรือความหมายแห่งความ เป็นอนัตตานี้ ย่อมครอบงำไปถึงนิพพาน ซึ่งได้แก่สภาพที่เป็น สุขสงบอยู่ตลอดนิรันดร ซึ่งทุก ๆ ศาสนาล้วนแต่มีจุด ๆ นี้ตรง เป็นอันเดียวกัน. จะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่ศาสนาอื่น ๆ ถือว่า มนุษย์มีอัตตาหรือตัวตนของตน ที่เป็นผู้เข้าไปถึงสุขนิรันดรอัน นั้น ซึ่งเป็นตัวตนใหญ่ เรียกว่าตัวตนของโลก หรือตัวตนของ

น.23 พระผู้เป็นเจ้า. ส่วนพุทธศาสนาปฏิเสธตัวตนเหล่านั้นทั้งหมด : สิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริง แต่มิใช่ตัวตน เพราะบางสิ่งเป็นเพียงมายา, ที่มิใช่มายา ก็เป็นเพียงธรรม หรือธรรมชาติชนิดหนึ่งเท่านั้น, อย่ายึดถือให้เป็นตัวตนขึ้นมา จะทำให้เกิดความพัวพันขึ้นแก่จิต และติดอยู่ในสิ่งนั้นไม่หลุดออกไปได้ ซึ่งจะต้องทนทุกข์อย่าง ประณีต หรือไม่รู้สึกตัวอยู่เสมอ. เท่าที่กล่าวมานี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่าปัญหาเรื่องอนัตตา เป็น ปัญหาที่ประณีตและสุขุมเพียงไร เป็นจุดกลางหรือแกนกลาง ของพุทธศาสนาเพียงไร ซึ่งถ้าเราเรียนรู้ความจริงเรื่องอนัตตา นี้แล้ว เราจะรู้ความจริงอย่างกว้างและทั่วจบไปหมด ไม่ว่าจะ เป็นฝ่ายสิ่งที่มีรูปหรือไม่มีรูป ที่เป็นวิสัยของโลกหรือนอกเหนือ ไปจากวิสัยของโลก (Phenomenal or Noumenal ; Mundane or Ultra-mundane); และจะทำให้เรารู้สึกว่า ไม่มีอะไรแปลก ไม่มี อะไรที่น่ายึดถือหรือหลงใหลอีกต่อไป กลายเป็นคนที่ไม่หวั่นไหว ต่อสิ่งทั้งปวงได้. กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าหากจะเพ่งเล็งไปใน แง่ที่ว่าจะมีแนวปรัชญาอันไหนบ้าง ที่จะสามารถเป็นเครื่องนำ ทางของจิต (Spiritual Guide) นำจิตไปสู่ความรอดพ้นที่แท้จริงได้ แล้ว เราจะพบว่า ปรัชญาอันว่าด้วยอนัตตานี่เอง ที่จะสามารถ เป็นมัคคุเทศก์ของวิญญาณ นำไปสู่ความรอดพ้นและอิสระอย่าง เด็ดขาดได้ถึงที่สุด. ปรัชญาอันว่าด้วยอนัตตา จะนำจิตไปสู่ความ รอดพ้นได้อย่างไรนั้น จักได้กล่าวไว้ในตอนท้ายของเรื่องนี้ เพราะ จะต้องกล่าวถึงแนวของอนัตตา ว่ามีอย่างไรเสียก่อน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต