Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๑๑ — ๘. เรื่องธรรมชาติ

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.70 วันนี้จะเป็นวันหยุด ก็มีเรื่องพูดตามสมควรแก่วันหยุด ซึ่งผมคิดว่าจะพูด เรื่อง ธรรมชาติ. เพราะว่าคำว่า ธรรมชาตินี้เป็นคำที่สำคัญอย่างยิ่งอยู่คำหนึ่ง และเป็นคำที่คุ้นเคยกับ พวกเรามากที่สุดคำหนึ่งด้วยเหมือนกัน. เมื่อเราแปลบาลีในโรงเรียน มักจะใช้คำว่าธรรมชาตินี้เป็นคำกลาง, ในเมื่อจนแต้ม เข้ามา ก็ใช้คำว่า ธรรมชาติเสมอไป ไม่ต้องคิดนึกอะไรมาก. แต่ว่าความสำคัญนั้นมันอยู่ที่ว่า, สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั้น คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานทุก ๆ สิ่ง, เพราะคำว่า ธรรมชาติ แปลว่า เกิดอยู่ตามธรรมดา, เกิดขึ้น เกิดอยู่ เป็นไปตามธรรมดา, จะเป็นเรื่องรูปธรรมหรือนามธรรม ก็ตาม เรียกว่า ธรรมชาติ ได้ทั้งนั้น วัตถุธาตุต่าง ๆ นานาชนิด ที่เป็นอยู่เองตามธรรมชาติก็เรียกว่า ธรรมชาติ, นี้เป็น ภาษาทั่วไปทั้งภาษาไทย หรือภาษาต่างประเทศ. สำหรับนามธรรมนั้น คือสิ่งที่ไม่ใช่รูป ไม่ใช่ ตัววัตถุโดยตรง, หากแต่ว่าเป็นนามธรรม หรือเป็นภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง, หรือเล็งถึงตัว การกระทำ ไม่ใช่ตัววัตถุก็ได้, นี้เรียกว่าธรรมชาติฝ่ายนามธรรม. เห็นได้ง่าย ๆ เช่น ถ้าใคร มีการประพฤติอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ จนเป็นนิสัยตามธรรมชาติของเขา, ก็เรียกว่า, ธรรมชาติ หรือ nature ของบุคคลนั้นด้วยเหมือนกัน, หรือจะหมายถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่เห็นตัวมี สภาวะของมันเอง เป็นอยู่เอง เป็นไปเอง ตามกฎของมันเอง ก็เรียกว่าธรรมชาติ, เช่นว่า กิเลสเป็นไปเอง หรือเป็นธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนี้ ; เช่น พระนิพพาน เป็นธรรมชาติอย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นคำว่า ธรรมชาติ, เราจึงเล็งถึง หมดทั้งรูปธรรม และนามธรรม, เป็น อันว่าหมดไม่มีเหลือ. สิ่งที่ไม่ควรเรียกว่า นามธรรม เช่น พระนิพพาน ก็ยังถูกเรียกว่าธรรมชาติ

น.71 ๖๓ โดยสงเคราะห์เข้าเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง แปลกพิเศษออกไปจากนามธรรมธรรมดา, เพราะว่า นามธรรมธรรมดาที่คู่กันกับรูปธรรมนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่มีเหตุมีปัจจัย, ส่วนนิพพานถือว่าเป็นสิ่งที่ ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย แต่เอามาจัดเป็นธรรมชาติ ก็ต้องถือว่าเป็นธรรมชาติที่ไม่มีเหตุปัจจัย ปรุงแต่งด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ, นี่ขอให้คิดดูให้ดีว่า ธรรมชาติ คำนี้หมายถึงสิ่งทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร, เมื่อเรารู้จักตัวธรรมชาติโดยตรงอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า รู้จัก ธรรมชาติแล้ว โดยปริยายที่ ๑. ทีนี้ที่จะต้องมองกันต่อไปก็คือ ธรรมชาติชนิดที่เป็นกฎเกณฑ์ อยู่ในตัวธรรมชาตินั้น ธรรมชาติอย่างนี้เราไม่ชอบเรียกกันว่าธรรมชาติ, แต่ไปเรียกว่า กฎของธรรมชาติ เป็นธรรมชาติ ทางวัตถุ เป็นวัตถุธาตุก็มีกฎเกณฑ์อะไรของมัน อยู่ในตัวมันเอง ธรรมชาติที่เป็นนามธรรม ไม่มี อะไรก็ล้วนแต่มีกฎเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งในตัวมันเอง จึงทำให้มันต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็น อย่างนี้ ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกฎเกณฑ์, นี่ธรรมชาติส่วนที่เป็นกฎอย่างนี้เราเรียกว่า กฎ ธรรมชาติ. นี่เป็น ปริยายที่ ๒. ทีนี้มนุษย์เราประกอบอยู่โดยร่างกายโดยจิตใจ, ก็ประกอบอยู่ด้วยวัตถุธาตุ และนามธรรม ที่เป็นธรรมชาติ, แต่ในธรรมชาตินั้น ก็มีกฎของธรรมชาติรวมอยู่ด้วย, ดังนั้นมนุษย์ก็คือสิ่งที่ ประกอบขึ้นจากธรรมชาติ โดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ดังนั้นจึงมีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติ กระทำ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, นี้เรียกว่าหน้าที่ ที่สิ่งเหล่านั้นจะต้องประพฤติ เป็นไปให้ถูกตามกฎธรรมชาติ นี้เป็นธรรมชาติ ปริยายที่ ๓ เรียกว่า หน้าที่ ของมนุษย์ตาม กฎธรรมชาติ. อันสุดท้าย ปริยายที่ ๔ ก็คือ ผล ที่เกิดขึ้น เพราะกระทำหน้าที่นั้นได้สมบูรณ์ ผลเกิดขึ้น ตามธรรมชาติ ก็คือการที่ได้ธรรมชาติส่วนที่ไม่เป็นความทุกข์, หรือการที่จะเข้ากันได้กับการ ที่จะมีชีวิตต่อไป. ขอทบทวนใหม่ด้วยการขอร้องให้ฟังให้ดีว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั้นมีอยู่ถึง ๔ ความหมาย, - คือตัวธรรมชาติแท้ ๆ อย่างหนึ่ง, - กฎของธรรมชาติอย่างหนึ่ง, - หน้าที่ที่จะต้องทำตามกฎ- ธรรมชาตินั้นอย่างหนึ่ง, - และผลที่เกิดขึ้นมานี้อีกอย่างหนึ่ง. คำว่า ธรรมชาติ โดยมากเล็งถึงคำว่า nature แต่ก็ไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก. บางทีพวกอื่น มีความหมายของคำว่า nature เป็นอย่างอื่นไปเสียบ้างก็มี, แต่โดยทั่วไปพอจะพูดกันรู้เรื่องว่า nature หมายถึงธรรมชาติ, - กฎของธรรมชาติ ก็หมายถึง Law of nature นี้ก็พอจะเข้าใจ กันได้ทั่ว ๆ ไป - หน้าที่ตามกฎธรรมชาติก็คือ Duty to the Law of nature เรียกสั้น ๆ ว่า Duty สำหรับสัตว์หรือมนุษย์ หรือสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงมี Duty ทั้งนั้น, - ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ Reasult of duty อันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราปรารถนา. ทั้ง ๔ อย่างนี้ ถ้าจะเรียกด้วยภาษาบาลีแล้ว ก็เรียกด้วยคำเพียงคำเดียวคือคำว่า ธัมมะ.

น.72 ๖๔ ขอให้สังเกตดูจากบาลี, จากอรรถกถา จากพระคัมภีร์ทุกชั้น, จะพบว่า คำว่า ธรรม หมายถึง ธรรมชาติ คือสภาวธรรม. ; คำว่าธรรมหมายถึง กฎแห่งธรรมชาติ เช่นสัจธรรม, คำว่า ธรรมหมายถึง หน้าที่ของมนุษย์ตามธรรมชาติ คือ ปฏิปัตติธรรม, และ ผลที่เกิดขึ้นจากการ ปฏิบัติหน้าที่นั้น ก็เรียกว่าธรรม ซึ่งหมายถึง ปฏิเวธธรรม เป็นต้น, เราเรียกด้วยคำว่า ธรรม เพียงคำเดียวก็เล็งถึง สิ่งทั้งสี่นี้ได้ครบถ้วน. ตอนนี้ควรจะ สังเกตให้เป็นพิเศษ ถึงความน่าอัศจรรย์ของคำว่า ธรรม นี้ ให้เป็น ที่เข้าใจแจ่มแจ้งกันเสียก่อน, จะรู้สึกประหลาดใจ หรือถึงกับภูมิใจก็ได้ว่า เรามีคำพิเศษใน ภาษาบาลีคือคำว่า ธัมมะ ซึ่งเล็งถึงทุกสิ่งอย่างนี้ ซึ่งไม่มีภาษาใดมีคำอย่างนี้ก็ได้. นี้เป็นเหตุ ให้เกิดความจำเป็นอย่างหนึ่งคือ ไม่อาจจะแปลคำว่าธรรมนี้ ออกเป็นภาษาต่างประเทศว่า อย่างไร, จำเป็นต้องใช้คำว่าธรรมไปตามเดิม “ธมฺม” ไปตามเดิม, ถ้าแปลออกไปเป็น ภาษาต่างประเทศ มันจะถูกเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น, คือมันจะไปเป็นธรรมชาติก็ได้, ไปเป็น กฎของธรรมชาติก็ได้, ไปเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติก็ได้, เป็นผลที่เกิดขึ้นก็ได้. คำว่าธรรมที่แปล ออกไปเป็นคำอังกฤษโดยเฉพาะตั้งสามสิบกว่าคำนั้น แต่ละคำ ๆ มันถูกเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น, ต่อไปเราพยายามที่จะไม่แปลคำนี้ โดยใช้คำเดิมคือคำว่า "ธรรม," แล้วก็ค่อยให้ความหมาย หรือคำจำกัดความ โดยเฉพาะแก่กรณีนั้น ๆ ที่พูดถึง, ให้รู้ว่า หมายถึงอะไร อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่ ทำได้. ดังนั้นควรจะระวังให้ดี ในการที่จะไปเผยแผ่ธรรมนั้น, ถ้าไม่ระวังให้ดีจะไขว้กัน จะ สับสนวุ่นวาย หรือจะถูกแต่น้อยที่สุด. เราจะต้องรู้ด้วยตนเองเสียก่อนว่า, สิ่งที่เราจะพูด, หรือจะ อธิบายแก่เขานี้ หมายถึงธรรมประเภทไหน, คือธรรมชาติ, หรือกฎธรรมชาติ, หรือหน้าที่ ตามธรรมชาติ หรือผลที่จะเกิดจากการปฏิบัติตามหน้าที่นั้น, แล้วก็เลือกใช้คำ ที่ให้ได้ความตรง ตามนั้น ก็จะพูดกันรู้เรื่องได้ง่ายเข้า. ถ้าพูดว่าธรรม หรือ ธมฺม เฉย ๆ ก็ต้องที่เป็นรู้กันแล้วว่า หมายถึงอะไร ประเภทไหน, ถ้าในกรณีที่ไม่อาจจะรู้, ต้องให้คำประกอบ ให้รู้ให้จนได้ว่า เล็งถึงธรรมชาติประเภทไหน. ทีนี้ที่อยากจะให้ สังเกตต่อไป ก็คือ คำว่า ธรรม, หรือ ธรรมชาติ นี้ มันจำเป็น อย่างยิ่งที่มนุษย์จะต้องรู้ เพราะมันได้แก่สิ่งที่เป็นตัวมนุษย์เอง, หรือที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับ ตัวมนุษย์เอง โดยมิอาจจะแยกกันได้, ถ้าใครไม่รู้ธรรม ก็แปลว่าโชคร้ายเต็มที่, ไม่ได้สิ่งที่ดี ที่ควรจะได้. ดังนั้นการที่เราจะตั้งต้นความสนใจ หรือให้เกิดความสนใจแก่ชาวต่างประเทศ, เราไม่ควรจะเอ่ยถึงศาสนา เช่น พุทธศาสนา หรือ พระธรรม หรืออะไรทำนองนั้นให้มากนัก. แต่ชวนกันให้เกิดความสนใจ ในคำว่า ธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติ, หน้าที่ตามธรรมชาติ, และผลที่จะเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น, ให้เข้าใจแจ่มแจ้งกันเสียก่อน, เขาจะสนใจขึ้นมาทันที, และเป็นสิ่งที่เขาสนใจกันอยู่เป็นอย่างมากแล้วด้วย, พอเข้าใจสิ่งทั้งสี่นี้แล้ว, พูดว่าพระธรรม คืออะไร, เพียงหน่อยเดียวเท่านั้น เขาก็จะชอบสิ่งที่เรียกว่าพระธรรม. และเมื่อพูดว่าพระพุทธเจ้า

น.73 ๖๕ คือบุคคลผู้รู้เรื่องนี้และเอาชนะสิ่งนี้ได้มากเท่าไร, เพียงไม่กี่ประโยค เขาก็จะเกิดความสนใจใน พระพุทธเจ้า, หรือในพระพุทธศาสนาขึ้นมาทันที, เพราะว่าพุทธศาสนาได้กล่าวถึงสภาวธรรม - คือตัวธรรมชาติ, ได้กล่าวถึงสัจจธรรม - คือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ครอบงำที่ควบคุมธรรมชาติอยู่, และได้กล่าวถึงปฏิปัตติธรรม - คือหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ หน้าที่ที่จะเอาตัวรอดออกไปให้ได้. และได้กล่าวอย่างสมบูรณ์ถึงภาวะที่จะเป็นผลของหน้าที่ เหล่านั้น, เขาก็เกิดความสนใจในพระพุทธเจ้า ในพระพุทธศาสนา หรือในพระธรรมขึ้นมา ได้โดยง่าย ในเวลาอันสั้น. ทีนี้ที่จะต้องดูกันต่อไปก็คือ อานาปานสติกัมมัฏฐาน ๑๖ ขั้นของเรานั้นเกี่ยวข้อง กันกับธรรมชาติ ใน ๔ ปริยายนี้อย่างไรบ้าง. คำว่า กาย, คำว่า เวทนา, คำว่า จิต , คำว่า ธรรม, สี่อย่างนี้เป็นตัวธรรมชาติ อยู่แล้วโดยตรง, เป็นธรรมในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ. ทีนี้อาการที่มันต้องเป็นอย่างไร, ต้องเป็นอยู่อย่างไร นี้ก็เป็นกฎของธรรมชาติ. คืออะไร ทำให้ ต้องหายใจ, ต้องหายใจอย่างไร? ลมหายใจต้องเนื่องกับกายขึ้นลงพร้อมกันอย่างไร? ปิติและสุข มันต้องปรุงแต่งจิตตามกฎธรรมชาติอย่างไร? คือจิตมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎธรรมชาติ, หรือ มีกฎธรรมชาติประจำตัวเองอย่างไร? อนิจจัง คือกฎของธรรมชาติอย่างไร? วิราคะ นิโรธะ เหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่ต้องมีขึ้น เกิดขึ้น หรือเป็นไปตามกฎธรรมชาติอันเด็ดขาดอย่างไร? และ ในที่สุด ปฏินิสสัคคะ คือผลที่มนุษย์จะพึงได้จากการปฏิบัติตามหน้าที่ของตนตามธรรมชาติ นั้นคืออะไร? ขอให้สังเกตดูให้ดี โดยรายละเอียดทีละข้อ, ทีละขั้น จนเข้าใจได้ชัดว่า, เราจะมองเห็น สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งได้ แม้ในอานาปานสติภาวนาทุกขั้น ทั้ง ๑๖ ขั้น, และในขั้นบางขั้นอาจจะมองเห็นทั้งตัวธรรมชาติ, และกฎของธรรมชาติ, และหน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องกระทำ. เพราะฉะนั้นเราอาจจะพิสูจน์ให้เขาเห็นได้ว่า เรื่องอานาปานสติภาวนานี้ เป็นเรื่องที่จำเป็นแก่มนุษย์อย่างยิ่ง, หรืออย่างเด็ดขาดเพียงไร, ข้อนี้ต้องพยายามพิสูจน์ ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้วว่า มนุษย์จะต้องรู้จักตัวธรรมชาติ, รู้จักกฎของธรรมชาติ, หน้าที่ตามธรรมชาติ, ผลตามหน้าที่นั้น. ทีนี้ในอานาปานสตินั้น ไม่ใช่เรื่องยกเมฆ, ไม่ใช่เรื่อง โคมลอย, ไม่ใช่เรื่องประดิษฐ์ขึ้นมาตามพอใจ, หรืออะไรทำนองนั้น แต่เป็นเรื่องที่เป็นเทคนิค Technics ตามธรรมชาติ. ในเมื่อเทคนิคสมบูรณ์แล้ว ก็ยังได้แสดงวิธีปฏิบัติคือ Technique ของมันไว้อีกส่วนหนึ่ง, จนมนุษย์สามารถปฏิบัติได้จริง ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า อานาปานสตินี้ จำเป็น แก่คนทุกคน. พอเขาเข้าใจเห็นแจ้งในส่วนนี้เท่านั้น เขาก็จะสนใจที่จะศึกษาและจะปฏิบัติ แล้ว ก็เป็นการง่ายแก่พวกเรา ที่จะช่วยเหลือเขาในส่วนนั้น. ปัญหายังเหลืออยู่ก็แต่ว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดีจริงหรือไม่, เราปฏิบัติสิ่งเหล่านี้แล้วหรือยัง เราปฏิบัติได้รับผลเป็นที่พอใจโดยสมควรแล้วหรือยัง อย่างนี้ เป็นต้น เท่านั้นเอง. ถ้าพิจารณา

น.74 ๖๖ ดูอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่ามันยังเหลืออยู่ แต่ว่า, เราต้องรู้, ต้องปฏิบัติ ให้ได้ผลของการปฏิบัติ อย่างในเรื่องนี้เสียก่อน, เราจึงจะมีอะไรไปสอนเขา และทำให้เขาสนใจได้, แล้วพูดกันรู้เรื่อง ง่ายในเวลาอันสั้น ก็จะทำให้เขารับเอาพุทธศาสนาไปได้โดยไม่รู้สึกตัว อย่างนี้เอง. เรื่องอื่น ๆ ไม่สำคัญเท่าเรื่องนี้ คือเรื่องธรรมะ, หรือเรื่องธรรมชาติ เท่าที่เกี่ยวกันอยู่กับมนุษย์ เพราะฉะนั้น เรื่องปรัชญา, เรื่องจิตวิทยา, หรืออะไรก็ตามในแขนงอื่น ๆ เป็นเรื่องเปลือก เรื่องฝอย เรื่องกะพี้ ซึ่งไกลออกไปทุกที. ส่วนเรื่องภาษานั้น เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร ถ่ายทอดความรู้ ความคิด เท่านั้นเอง, ไม่ใช่ตัวธรรมะ. ตัวธรรม ต้องอยู่ที่สิ่งทั้งสี่ อย่างที่กล่าวแล้ว ว่า ธรรม คือ ธรรมชาติ หรือ สภาวธรรม ; ธรรมคือ กฎของธรรมชาติหรือสัจจธรรม, ธรรมคือหน้าที่ของมนุษย์ตามธรรมชาติ คือ ปฏิปัตติธรรม, ธรรมคือผลที่มนุษย์ควรจะได้รับ ตามกฎธรรมชาติ คือปฏิเวธธรรม, สิ่งนี้ เป็นหัวใจ เป็นเนื้อแท้ เป็นตัวธรรม เป็นตัวพุทธศาสนา. ภาษาเป็นเพียงภาชนะ เหมือนกับถาด หรือถ้วยชามจาน เป็นต้น ที่จะใส่เอาไปให้ใครคนใดคนหนึ่ง เท่านั้นเอง, ถูกแล้ว ไม่มีภาชนะ เราก็ไม่สามารถจะเอาอะไรไปให้ใครได้. ไม่มีภาชนะใส่ข้าวกิน เราก็กินไม่ได้ หรือยากลำบาก แม้แต่จะใส่มือ มือก็กลายเป็นภาชนะไป. รวมความแล้วก็เป็นอันกล่าวได้ว่า ภาชนะก็เป็นสิ่ง สำคัญเหมือนกัน, หรือว่าส่วนที่เป็นเปลือกก็สำคัญเหมือนกัน, ไม่มีเปลือกแล้วผลไม้งอกขึ้น ไม่ได้, เจริญขึ้นมาไม่ได้, จึงถือว่าภาชนะก็เป็นส่วนสำคัญเกี่ยวกับธรรม แต่โดยเนื้อแท้มันก็เป็น ธรรมชาติอันหนึ่ง, คือเป็นธรรมอยู่ในปริยายหนึ่งแล้ว ในฐานะที่เป็นเปลือก หรือเป็นภาชนะ, แต่มันไม่ต้องการมากมายนัก. เพราะว่าดูเถอะจาน หรือว่าเปลือกผลไม้ มันก็ต้องการจำนวนจำกัด พอดี ๆ และเป็นเปลือกที่ถูกวิธี ถูกต้องตามเรื่องตามราว จึงจะรักษาเนื้อของผลไม้ไว้ได้, ถ้า เปลือกไม่ถูกวิธี แม้จะมีมากมายเพียงไร ก็ไม่มีประโยชน์แก่เนื้อในแต่ประการใด, เพราะมัน ผิดกฎธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น ขอให้สนใจในคำว่า ธรรมชาติ ๆ นี้ให้มากเป็นพิเศษ เป็นที่ รวมแห่งทุกสิ่ง, เพราะว่ามันเป็นทุกสิ่ง, แล้วเราก็จะรู้เรื่องทุกสิ่ง, และเราก็จะรู้จักคัดเลือก เอาแต่สิ่งจำเป็นแก่มนุษย์, ในที่สุดก็สรุปความว่า เราจะต้องรู้จักธรรมชาติโดยแน่นอน ทีนี้ ในการเป็นอยู่ประจำวันทั่วไปของเรา, เราควรจะทำตัวใกล้ชิดธรรมชาติให้ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, ดังนั้นจึงได้ขอร้องแล้วขอร้องอีก ต่อเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายว่า, จงบำเพ็ญตนให้เป็นเกลอกับธรรมชาติเถิด, แล้วก็จะรู้จักธรรมะเป็นแน่นอน. เป็นเกลอ กับธรรมชาติ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ, เหมือนกับเรากำลังมานั่งนอนอยู่ที่นี่, ฟังเสียงนกร้อง, ฟังเสียงลมพัด, แหงนขึ้นไปบนฟ้า ก็เห็นเมฆและดาว, ได้มีความรู้สึก, หรือการกระทบกัน ตามธรรมชาติ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนังผิวกาย, ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแต่จะ ส่งต่อเข้าไปยังจิตใจ, เป็นการทำให้เข้าใจธรรมชาติ ใกล้ชิดธรรมชาติ, เป็นคลังของความรู้ อันเกี่ยวกับธรรมชาติ ที่เราสะสมไว้อย่างมากมาย เพียงพอแก่การที่จะใช้จ่าย, เพียงพอที่จะ

น.75 ๖๗ ใช้มันในการปรับปรุงอะไรขึ้นมาให้เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อเข้าใจธรรมชาติ ; เพื่อปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ, และเพื่อให้ได้รับผลตามธรรมชาติโดยแน่นอน. อย่าได้เข้าใจไปว่า มนุษย์เราจะเอาตัวรอดได้ หรือจะฉลาดไปได้ โดยไม่ต้อง เข้าไปสัมพันธ์กันกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด , อย่าลืมหรือเขลาไปให้มาก จนถึงกับไม่รู้ว่า ในเนื้อหนังร่างกายของเราก็เป็นธรรมชาติ, จิตใจของเราก็เป็นธรรมชาติ, ทั้งหมดนั้นก็เป็นไป ตามกฎธรรมชาติ ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่นได้เลย. เราต้องรู้จักให้ดี แล้วจะได้ปฏิบัติ ให้ถูกต้องจนได้รับผล ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้อง ก็คือปฏิบัติผิด, ซึ่งเรียกว่าไม่ได้รับผล. คำว่า "ผิด" นี้มันหมายถึงผิดจากกฎธรรมชาติ. ผิดจากความต้องการของธรรมชาติ, จงสังเกต ดูเถิดว่า การปฏิบัติหรือการกระทำอย่างใดที่เราเรียกกันว่าผิดนั้น มันผิดอะไร โดยเนื้อแท้ มันก็คือ ผิดกฎธรรมชาติเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจงเป็นเกลอกับธรรมชาติ จนถึงขนาดที่เรา จะรู้จักมันดี ไม่มีทางที่จะทำผิดต่อกันและกันได้ แล้วเราก็จะสบาย. ดังนั้นการที่เรามานั่งนอนอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เรื่องงมงาย หรือเรื่องเดา ว่าคงจะได้อะไรบ้าง หากแต่ว่าเป็นเรื่องที่รู้แจ่มแจ้งอยู่แล้วอย่างชัดเจน เราจะเข้าถึงธรรมชาติ จะเป็นเกลอกับ ธรรมชาติ จะคุ้นเคยกันกับธรรมชาติ จนให้กลายเป็นของธรรมดาไป คือไม่แปลกประหลาดอะไร แก่เรา เป็นการรวบรวมเอาซึ่งความรู้ ความชำนาญ ความเจนจัดในสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมชาติ นี้ไว้ตลอดเวลา. ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำอย่างนี้จนตลอดชีวิต แต่ว่าเราจักต้องทำในระยะใดระยะหนึ่ง ตามสมควรโดยแน่นอน และเมื่อเป็นดังนี้เราต้องรีบทำให้ดี ให้ได้ผลสมกับที่เราไม่ต้องทำจน ตลอดชีวิต ทำให้ถูกทำให้ดี ในระยะไม่นานนักก็คุ้นเคยกับธรรมชาติได้ แต่ว่าเรายังจะต้องทำ อย่างอื่นอีกมากมายหลายแขนง. เราก็ต้องรีบทำให้เสร็จ ๆ ไป เป็นเรื่อง ๆ ไป เป็นแขนง ๆ ไป จนกว่าจะสมบูรณ์และทั้งหมดนั้นล้วนแต่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติโดยตรงด้วยกันทั้งนั้น เพราะว่า มันไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมชาติ ๔ ประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว ตั้งแต่ต่ำที่สุด เช่นกายเน่านี้ ก็เป็นธรรมชาติ และสิ่งสูงสุด คือพระนิพพานก็เป็นธรรมชาติ อะไร ๆ ในระหว่างนั้น ซึ่ง คาบเกี่ยวกัน ก็ล้วนแต่เป็นธรรมชาติโดยปริยายใดปริยายหนึ่ง. จึงขอให้สนใจในคำว่า ธรรมชาติ ๆ ให้มาก และสูตรที่เกี่ยวกับธรรมชาติที่เหมาะที่สุด สำหรับมนุษย์ ก็คือ อานาปานสติภาวนา ซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงจัดมันขึ้น Systematize มันขึ้นอย่างดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ก็เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นยอดนัก ธรรมชาติ เป็นยอดแห่งนักปราชญ์โดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน. เรา จึงรับเอาได้ ซึ่งคำสอนของพระองค์ โดยไม่มีความลังเลสงสัย เหลืออยู่แต่จะเอามาศึกษาให้ดี แล้วก็ปฏิบัติให้ดี จนได้รับผล ตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ทุก ๆ ประการก็จะได้ชื่อว่า เราไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา ได้รับประโยชน์อันสูงสุดในส่วนตนแล้ว ก็มีความเมตตากรุณาที่จะเผื่อแผ่ให้แก่ผู้อื่น ซึ่งการกระทำอันนี้ ก็เป็นหน้าที่ หรือเป็นเจตนารมณ์

น.76 ๖๘ โดยตรงของพระธรรมทูตของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเอง. เป็นอันว่าธรรมทูต หรือทูตแห่งธรรม นี้ก็คือทูตแห่งธรรมชาติ ที่จะไปเผยแผ่ประกาศ ความจริงอันเร้นลับของธรรมชาติ ให้แก่เพื่อนมนุษย์ตาดำ ๆ ด้วยกันทุกคนได้ทราบ จนสามารถ ประพฤติปฏิบัติถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้วได้รับผลตามที่ควร และไม่เสียทีที่ได้ เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาอย่างเดียวกัน. ทั้งหมดนี้ คือใจความสำคัญของคำว่า "ธรรมชาติ" ซึ่งขอฝากไว้ในวันนี้สำหรับเป็น พื้นฐานของการศึกษา คิดนึกต่อไปในวันหน้า. เวลาสนทนาของเราก็หมดลงพอดี.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต