Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๑๒ — ๙. ชีวิตของนักเผยแผ่

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.77 วันนี้อยากจะพูดถึงเรื่องชีวิตของนักเผยแผ่, หรือที่จะเรียกว่า ธรรมทูต. โดยกว้าง ๆ เราควรจะมองกันถึงแบบของการเป็นอยู่, ที่มีอยู่ในหมู่มนุษย์ทุกชนิดกันดูเสียก่อน, เช่นว่า อยู่ครองเรือน หรือไม่มีเรือน ไม่ครองเรือน. พวกที่อยู่ครองเรือนก็ต้องมีบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติ หน้าที่การงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือบุตร ภรรยา, ดูเหมือนว่าทำทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อเรือน เพื่อบุตร เพื่อภรรยา, ดังนั้นจึงมีใจอุทิศ, หรือถึงกับมัวเมาอยู่แต่ในเรื่องบุตรภรรยา สามี, ทั้งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นชีวิตครองเรือน. ทีนี้ชีวิตนักบวช หรือบรรพชิต หรืออนาคาริกมันก็ต้องตรงกันข้าม, ไม่ครองเรือน คือไม่ต้องมีเหย้าเรือน ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีบุตรภรรยา, เรียกว่าชีวิตไม่มีถิ่น ไม่มีที่ ไม่มี สำนักหลักแหล่ง. ต่างจากชีวิตครองเรือน, ซึ่งมีอะไรมาก แล้วเป็นสำนักหลักแหล่ง, เหมือนกับว่า ปักลงไปที่นั่น เพื่อจะได้ทำอะไรมาก ๆ, เช่นมีที่นา จะต้องทำนาอย่างนี้เป็นต้น ก็มีเรื่องต่างกัน มาก, สำหรับนักบวชมีชีวิตเร่ร่อน, ใช้คำว่าเร่ร่อนจะถูกกว่า แม้จะใช้คำว่าพักแรมก็ไม่ถูกนัก. คำว่าพักแรมควรจะใช้กับวัดวาอารามที่เราอยู่อาศัย, วัดวาอารามควรจะเป็นเพียงที่ พักแรม คือไม่ใช่บ้านเรือนที่อยู่จริง. ชีวิตการเป็นอยู่ในวัดวาอารามควรจะจัดให้เหมือนกับ พักแรม, ไม่ใช่ถาวร, ยกตัวอย่างเช่นมีอะไรในกุฏิหมด กระทั่งห้องส้วม ห้องน้ำ อย่างนี้ไม่ใช่ ชีวิตพักแรม, ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นชีวิตเร่ร่อน แต่จะเป็นชีวิตคฤหบดีครองเรือน. ชีวิตพักแรม ควรจะจัดให้มีอะไรชนิดที่ว่า ไม่เหมือนกับคฤหบดีครองเรือน, ให้เหมือนกับที่ว่า เราไปพักแรม อยู่ในป่า, ตั้งค่ายอยู่ในป่า, มีอะไรเพียงเพื่อแก้ปัญหาขัดข้องประจำวันไปเท่านั้น. ดังนั้นขออภัย ที่ยกตัวอย่างที่สวนโมกข์นี้ โดยวลีที่ว่า "กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู” อย่างนี้ก็เพื่อพอให้ มันแล้ว ๆ ไปทีเท่านั้น อยู่ในแบบที่เรียกว่าพักแรม, แม้ส้วมก็ทำไว้ในที่ไกล. ไม่นิยมที่จะทำส้วม

น.78 ๗๐ ไว้ในที่อยู่ หรือในห้องนอน เพื่อให้เป็นแบบพักแรมมากหน่อย จะเป็น เครื่องป้องกันไม่ให้คนเกิด นิสัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะหาความสบายแก่เนื้อแก่หนัง ไม่ค่อยระมัดระวัง ไม่ค่อยจะเป็น ระเบียบเวลา. ถ้าห้องส้วม ห้องน้ำ มันอยู่ไกลออกไป มันก็ต้องทำเป็นระเบียบเวลา, เพราะว่า ถ้าทำผิดเวลามันทำยาก มันไม่ชวนทำ, จะต้องระมัดระวังเรื่องท้อง เรื่องไส้ เรื่องกิน อย่าให้ ต้องลำบากในเรื่องไปส้วมไกล ๆ ค่ำ ๆ คืน ๆ อย่างนี้เป็นต้น, มันมีผลดีอยู่บางอย่าง ถ้าเราจะ จัดกันไปในแบบชีวิตพักแรม. ทีนี้มามองถึง ชีวิตบรรพชิตโดยตรง, คำว่าพักแรมก็ยังจะมากไป, ควรจะใช้คำว่า เร่ร่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเราธรรมทูต ควรจะเป็นชีวิตเร่ร่อน, ชีวิตเดินทางแบบกระเป๋า เดินทางหรือ Portable อยู่เรื่อย. ไม่มีอะไรจะลงหลักปักแน่นลงไปที่ไหน, เรียกว่าชีวิตกระเป๋าหิ้ว ดีกว่า, เพราะฉะนั้นขอให้เตรียมตัวอย่างที่จะมีชีวิตกระเป๋าหิ้ว ให้มากขึ้น ด้วยการทำความเข้าใจ กันให้ดี, และหวังว่าหลังจากที่กลับไปจากที่นี้ เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายจะได้มีชีวิตกระเป๋าหิ้ว มากขึ้นกว่าแต่ก่อน. เกี่ยวกับชีวิตธรรมทูตที่ถูกส่งออกไปประกาศลัทธิศาสนา หรือโดยเฉพาะของเราที่ เรียกว่าพรหมจรรย์, คือแบบแห่งการมีชีวิตอันประเสริฐนั้น ก็ยิ่งสำคัญมาก, และลองนึกดูว่า เราจะทำได้อย่างไร, จะทำได้เพียงไร, หรือจะทำอยู่แล้วอย่างไร. เพื่อเข้าใจได้ดี หรือจะเป็น หนทางที่เราจะเข้าใจได้ดีต่อไป เราลองนึกดูถึงพวกที่เขาทำงานนี้จริง ๆ จัง ๆ กว่าพวกเราดูเป็น ตัวอย่างสักพวกหนึ่งก่อน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็พวกมิชชันนารีของคริสเตียน และจะต้องระบุชัด เฉพาะพวกโรมันคาทอลิค, พวกนี้มีหลักตายตัวแน่นอน ประกาศตายตัวลงไปว่า พระจะต้องมีชีวิต ประกอบไปด้วยองค์สามคือ ๑. ความไม่มีสมบัติอะไร เรียกว่าความจน Poverty และ ๒. ความ เป็นคนโสด ก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า โสดหมายถึงอะไร ชีวิตเดียว ชีวิตโสด Bachelority หรืออะไร ทำนองนั้น ไปหาคำพูดเอาเองก็แล้วกัน ผมก็จำไม่ค่อยได้แน่ ๓. ความเชื่ออันเฉียบขาด Obedience เมื่อครบ ๓ อย่างนี้ จึงจะถือว่าเป็นพระสาวก, และเป็นสาวกที่พร้อมที่จะประกาศพระศาสนา ไม่มี สมบัติอะไรเลย ก็ไม่มีห่วง เรียกว่าเป็นคนมือเปล่า, ถ้าจะมีก็มีแต่หมวกกับไม้เท้ากับเครื่องนุ่งห่ม Robe ชนิดที่กำลังสวมอยู่นั่น เท่านั้นเอง สตางค์สักสตางค์หนึ่งก็ไม่ต้องมี, ไปแก้ปัญหาเอา ข้างหน้าทั้งนั้น ที่จะไปประกาศพระศาสนาในโลก อย่างเซนต์ปอลหรือเซนต์อะไรก็ตาม ตั้งแต่ ดึกดำบรรพ์ของเขามา กระทั่งจนเดี๋ยวนี้ ผู้ที่จะไปประกาศพระศาสนา ก็มีสมบัติเท่านี้, ไป แก้ปัญหาเอาข้างหน้า ก็หมายความว่า เป็นความสามารถของตนเอง ที่จะหาสิ่งประทังชีวิต' ได้ไปวันหนึ่ง ๆ. การเดินทางก็มีเท้าเป็นทุน, อาหารการกินก็มีปัญญา แก้ไขเอาเฉพาะหน้า, ตามคำที่พระยีซัสไครัสต์สอนว่า แม้แต่นกกระจอก กระจิบ ก็ไม่อดตาย แล้วทำไมคนจะต้อง อดตาย. ในพระพุทธศาสนาเรา พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า ภิกษุมีทรัพย์สมบัติเหมือนกับนกมีเพียง

น.79 ๗๑ ปีกสองข้าง แล้วก็บินไป, นี่มันเรื่องเดียวกันแท้ เรื่องไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร เรียกว่าความจน, ถ้าไปเกิดมีทรัพย์สมบัติอะไรเข้าแล้ว มันก็เป็นห่วง จะต้องหอบต้องหิ้วไป, แล้วก็ต้องเกิดการ สะสม กำลังกายกำลังใจก็จะถูกแบ่งมาอยู่กับทรัพย์สมบัติ ฉะนั้นจึงมีไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นมี อะไรก็ให้จัดกระทำไปเหมือนอย่างกะว่าไม่มี. ไม่มีดีกว่า, เพราะว่าเราไม่จำเป็นต้องมี, ถ้า จำเป็นต้องมีก็ต้องเป็นของสงฆ์ เครื่องใช้ไม้สอยทุกสิ่งทุกอย่างนั้นให้เป็นของสงฆ์, แม้แต่การ เดินทางก็เป็นเรื่องที่ผู้อื่นออกให้. ไม่ต้องมีเงิน ไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติ ที่เรียกได้ว่าเป็นสิทธิของ บุคคลนั้น นี้เรียกว่าความจน. ที่เขาเรียกว่าชีวิตโสดนี้ ก็เข้าใจกันได้ดี ไม่มีครอบครัวเลย คือเป็นนักบวช, ดังนั้น พวกโรมันคาทอลิค จึงได้เปรียบพวกคริสเตียน ซึ่งมีลูกมีเมีย บางทีเดินควงแขนกันด้วยซ้ำไป พวกโปรเตสแตนต์. เราลองเปรียบเทียบพวก ๒ นิกายนี้ดูว่า พวกโปรเตสแตนต์ กับพวกโรมัน- คาทอลิค, พวกหนึ่งเป็นชีวิตโสด, พวกหนึ่งเป็นชีวิตคู่, หรืออย่างน้อยก็ครึ่งชีวิตคู่ แม้จะมี ภรรยาอย่างเพื่อนเหมือนพระมหายานบางนิกาย มันก็ไม่วายที่จะเป็นชีวิตคู่, หรือมีอะไรผูกพัน ทำนองกิเลสผูกพัน อดห่วงหน้าห่วงหลังไม่ได้ เลยต้องเอาไปด้วยกัน มาเมืองไทยก็มาด้วยกัน ไปเมืองไหนก็ไปด้วยกัน อย่างนี้ ไม่ใช่ชีวิตโสด, พวกโรมันคาทอลิค ไม่ยอมเป็นเด็ดขาด. สำหรับพวกภิกษุเราก็ไม่ต้องพูดถึง, อย่างน้อยก็ต้องไม่เลวกว่าพวกโรมันคาทอลิค ในเรื่อง ชีวิตโสด, ถึงไม่มีอะไรจะต้องผูกพัน เกี่ยวกับอะไรทำนองนี้ ที่เป็นที่ตั้งของตัณหากิเลสนานา ประการ, เรื่องราคะ เรื่องทำนองเพศนั้นก็มี เรื่องที่ผูกพันด้วยความรักใคร่ยึดหน่วงอาลัยอาวรณ์ ก็มี มันต้องไม่มีอย่างนี้ก่อน. อันสุดท้ายก็มาถึงความเชื่อฟัง Obedience ก็หมายถึงเคร่งครัดเฉียบขาด, เพราะเหตุ ที่เป็นชีวิตโสด และไม่มีทรัพย์สมบัติอยู่แล้ว มันจึงสามารถมีความเชื่อฟังได้ทันที พอบอกว่า "ไป" ก็ลุกขึ้นเดินไปได้ทันที, เพราะไม่มีครอบครัว ไม่มีทรัพย์สมบัติ, และเมื่อจะต้องไปใน ถิ่นที่แสนจะทุเรศกันดาร และมีอันตรายแก่ชีวิต อย่างในแอฟริกานี้ ก็ไปได้ทันที, ไปด้วย น้ำใจทั้งหมด คือความเชื่อฟังนั่นเอง. ถ้าไม่มีความเชื่อฟัง ก็จะต้องโต้แย้งขอร้อง ขอทุเลา ผ่อนผัน ว่า ที่นั่นอันตรายแก่ชีวิต ขอไปที่โน่นเถิด, หรือกว่าจะพร้อมที่จะออกเดินทาง ก็ยาก ที่จะทำได้ ในเมื่อไม่มีความเชื่อฟัง, เพราะฉะนั้นจึงต้องมีลัทธิแห่งการเชื่อฟังเกิดขึ้นอย่างเฉียบขาด. พวกเราในพุทธศาสนาก็ต้องเป็นอย่างนั้น เหมือนกับที่พระสาวก ๖๐ รูป พอได้รับพระพุทธดำรัส เรื่องให้ออกไปก็ได้ไปอย่างแท้จริง เหมือนกันกับที่กล่าวมาแล้วนี้, เพราะมีชีวิตโสด ; เพราะ ไม่มีอะไรเป็นทรัพย์สมบัติ, เพราะเชื่อฟังสมเด็จพระบรมศาสดาอย่างยิ่ง จึงออกไป และได้ผล สมตามความปรารถนา. ทีนี้ เราจะต้องพิจารณากันถึงพวกเรา ธรรมทูต สักหน่อย, ข้อแรก เรื่องทรัพย์สมบัติ มีอะไรเป็นเครื่องห่วง ถ้ามีอยู่ขอให้นึกว่าจะต้องสละ. ทรัพย์สมบัตินี้ร้ายกาจมาก ถ้า

น.80 ๗๒ ลงรักลงพอใจแล้ว ก็จะต้องอาลัยอาวรณ์, แม้ที่สุดจะเป็นของเล่น ก็ยังอาลัยอาวรณ์ อุตส่าห์ ไปซื้อไปหา ไปพยายามขวนขวายมาจนได้. พูดง่าย ๆ ก็บางทีอุตส่าห์ไปตบตาโยม จนเอาอะไร มาได้สักอย่างหนึ่ง ในฐานะเป็นทรัพย์สมบัติที่ไม่เกี่ยวไม่จำเป็นกับการประพฤติพรหมจรรย์ เลยก็มี, นี่แหละลองพิจารณาดูเถอะว่า มันมีพิษสงร้ายกาจเท่าไรเกี่ยวกับเรื่องนี้. เราจะต้องเป็น ผู้ที่ไม่มีอะไรห่วง. ผู้ที่ได้รับหน้าที่เป็นสมภาร ก็มักจะมีอะไรห่วงมากเกินไป จนทำอะไรไม่ได้, แต่ถ้าถือว่าหน้าที่สมภาร ก็เป็นหน้าที่ดูแลทรัพย์สมบัติของสงฆ์ ไม่ใช่ของเรา มันก็ควรจะมี ห่วงน้อยที่สุด, หรือไม่มีห่วงเลยก็ได้ มันเป็นเพียงทำงานตามหน้าที่ก็แล้วกัน. แต่เดี๋ยวนี้มีความคิด เลยเถิดไปเอง ให้ยึดมั่นถือมั่น ในลักษณะที่เป็นของตน เพราะว่าตนใช้สอย หรือบันดาลทำอะไร ได้ต่าง ๆ ตามพอใจ, ลืมไปว่า เป็นของสงฆ์กลายเป็นของตนโดยไม่รู้สึกตัว, อย่างนี้ก็มีทรัพย์สมบัติ มหาศาล เท่ากับคฤหบดี บางคนไปก็ได้, มันไขว้กันอยู่อย่างนี้ แม้ที่เป็นลูกวัดก็มีอาการอย่างนี้ ไปตามส่วน. เพราะฉะนั้น เรื่องชนิดนี้ทำนองนี้ ไม่ควรจะมีแก่พวกเรา ธรรมทูตเลย. ทีนี้ เรื่องชีวิตคู่, อย่าได้ไปคิดว่า คู่ นี้จะหมายความแต่กับเพศตรงข้ามอย่างเดียว, ถ้ามีอะไร เป็นที่รักที่อาลัยอาวรณ์มากแล้ว ก็เรียกว่า ไม่ใช่ชีวิตโสดด้วยเหมือนกัน, เพราะ มีบุคคลที่ต้องเลี้ยงดูด้วยความรักใคร่อาลัยอาวรณ์ อย่างนี้ไม่ใช่ชีวิตโสด. ขอได้นึกดูให้จริง ๆ ภายใน โดยจิตใจที่แท้จริง, บางทีอาจจะรักเด็กสักคนหนึ่งก็ได้ จนถึงกับไปไหนด้วยความ อาลัยอาวรณ์ อย่างนี้ไม่ใช่ชีวิตโสด. มันต้องเป็นชีวิตโสดที่ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรักใคร่อาลัย- อาวรณ์หรือผูกพัน, ดังนั้นเราจะต้องเตรียมตัวเพื่อเอาชนะข้อนี้ด้วย. ทีนี้เกี่ยวกับ ความเชื่อฟัง ต่อไปอีก, เรามีความเชื่อฟัง ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือยังต้อง พิจารณาดู ด้วยการเทียบส่วนกันกับกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้เห็นแก่ตน. ถ้าความเห็นแก่ตนมีมาก เต็มที่แล้ว ความเชื่อฟังแทบจะไม่มี, หรือมีอยู่อย่างหน้าไหว้หลังหลอก เป็นเรื่องตบตาทั้งนั้น, ใช้ให้ไปทำอะไรที่ไหนก็จะทำอย่างตบตาทั้งนั้น, ความเชื่อฟังนั้นไม่มีความหมาย ที่เราเชื่อฟังกัน เพราะเห็นแก่ประโยชน์เพื่อจะได้แก่ตัวนั้น ไม่เรียกว่าความเชื่อฟังในที่นี้, กลัวว่าจะถูกคัดบัญชี ออก แล้วก็เชื่อฟังอย่างนี้ ไม่ใช่ความเชื่อฟังในที่นี้, กลัวจะไม่ได้อะไรแล้วเลยต้องเชื่อฟังอย่างนี้ มันใช้ไม่ได้. มันต้องเชื่อฟังด้วยการอุทิศชีวิตต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, หรือต่ออุดมคติ, หรือต่อการงานหน้าที่ ที่เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์ แล้วก็เชื่อฟังเพื่อทำหน้าที่นั้น, อย่างนี้ จึงจะเรียกว่า ความเชื่อฟัง. ไม่มีการตบตา ไม่มีอาการหน้าไหว้หลังหลอกเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว จึงจะเป็นความเชื่อฟังที่บริสุทธิ์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของพวกเรา ธรรมทูต มิฉะนั้นแล้ว จักต้องล้มละลาย, เพราะมีอยู่หลายสิ่งหลายอย่าง ที่ไม่อาจจะทำได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง ต้องอาศัยหัวหน้าทีม หรือผู้บังคับบัญชา. จะเห็นได้ง่าย ๆ ที่การปฏิบัติหน้าที่ทหารในสนามรบ คนตั้งร้อยตั้งพัน หรือบางทีก็ ตั้งหมื่น ที่จะต้องทำร่วมกัน, ถ้าปราศจากความเชื่อฟังแล้ว ย่อมหมายถึงความตายหมดโดย

น.81 ๗๓ แน่นอน. เพราะฉะนั้น ในระเบียบทหารจึงต้องการความเชื่อฟังเฉียบขาดถึงที่สุด ถึงกับว่า ไม่เชื่อฟังนิดเดียวจักต้องลงโทษถึงชีวิต, นี้ก็เพื่อให้เกิดการเชื่อฟังอย่างยิ่ง เพื่อจะรักษาเอา หมู่คณะไว้ให้รอดได้, ไม่มีคนใดคนหนึ่งทำผิดไปเพราะความดื้อดึง แล้วตายกันทั้งหมู่ทั้งกอง อย่างนี้เป็นต้น. สำหรับภิกษุเราไม่มีเรื่องที่ต้องตายกันทั้งหมู่ทั้งกองอย่างนั้นก็จริง, แต่ว่าเรา ก็ยังต้องหวังผลของการกระทำนั้น เพื่อให้เป็นไปอย่างที่เรียกว่า มีการประสบความสำเร็จ ตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์. อย่างกับที่ผมได้กล่าวแล้วว่า งานธรรมทูตนี้ ไม่ใช่ความ ประสงค์ของรัฐบาล หรือของคณะสงฆ์, แต่เป็นความประสงค์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเราเอง. ท่านทรงประสงค์อย่างนั้นตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว ทรงขอร้อง หรือทรงสั่งก็แล้วแต่ จะเรียก, หรือรวมกันทั้งหมดก็ได้ ว่าให้กระทำหน้าที่นี้ และเราต้องเชื่อฟังพระองค์, เมื่อเรา เชื่อฟังพระองค์เต็มที่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเชื่อฟังคณะสงฆ์ หรือผู้บังคับบัญชา, เพราะว่ามันไม่มี อะไรมากไปกว่านั้นอีกแล้ว. เพราะฉะนั้นการเชื่อฟังของเราต้องสูงสุด ต้องเฉียบขาดที่สุด, เพราะว่าเราเชื่อฟังพระศาสดา ซึ่งไม่มีบุคคลใดในโลก ที่เราจะรักจะเคารพ จะเชื่อฟังยิ่งไป กว่านี้. เพราะฉะนั้นขอให้มุ่งหน้าต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาเพียงพระองค์เดียว การเชื่อฟัง ก็จะเป็นไปถึงที่สุดได้โดยแน่นอน, แล้วการเชื่อฟังคณะสงฆ์ หรือว่าผู้บังคับบัญชาเราโดยตรง ก็เป็นไปได้โดยง่าย. ทีนี้สำหรับ Team-work การเชื่อฟังอาจจะมีปัญหาบ้าง ในเมื่อมีความคิดแตกต่างกัน ออกไป ในระหว่างสมาชิกคนหนึ่งกับหัวหน้าทีม, ถ้าเป็นอย่างนี้ต้องระวังให้ดี ต้องให้ความคิด ที่แตกต่างนั้น ไม่เป็นอันตรายแก่ความเชื่อฟัง หรือไม่เป็นอันตรายแก่หมู่คณะ. เราจะต้องยินยอม ตามมติของหมู่คณะหรือหัวหน้าทีม ทั้งที่ในบางกรณีเราไม่เห็นด้วย, เราก็ทำไปได้โดยที่แสดง ความคิดเห็นขัดแย้งแล้ว, แต่เมื่อมติส่วนใหญ่เป็นอย่างไร เราก็ทำไปอย่างนั้นได้, เมื่อผลเกิดขึ้น ก็ค่อยว่ากันทีหลังก็ได้, อย่างนี้ก็ไม่เสียหาย ในส่วนที่เรียกว่าความเชื่อฟัง. และบางทีจะได้ผลดีกว่า อย่างใดหมด, เพราะว่าคน ๆ เดียวมีส่วนที่จะผิดมากกว่า, แม้มีส่วนจะถูก เราก็ยังต้องรับผิดชอบ ร่วมกัน. เพราะฉะนั้นความเชื่อฟังยังคงมีประจำเป็นอย่างยิ่งอยู่นั่นเอง, ถ้ามันขัดกันถึงกับ ลาออกก็เป็นเรื่องลาออกไปจากทีม, มันก็ไม่เสียหายในส่วนความเชื่อฟัง, เพราะหมดความผูกพัน กันแล้ว อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าเราจะได้ รักษาองค์ประกอบส่วนสำคัญ คือ ความเชื่อฟังนี้ไว้ให้ดี, เราจะสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปด้วยดีโดยเร็วที่สุด ทั้งในส่วน ที่จะต้องละ ทั้งในส่วนที่จะต้องกระทำให้มีขึ้น. คนเราทุกคนประกอบไปด้วยส่วนที่จะต้องละ, และประกอบไปด้วยสิ่งที่จะต้องทำให้มี ขึ้นด้วยกันทั้งนั้นทั้งหมด ไม่ว่าหน้าที่การงานชนิดไหน. ภิกษุเราก็มีส่วนที่จะต้องละ เกี่ยวกับ สิกขาบทโดยตรงก็มี, เกี่ยวกับที่มันเนื่อง ๆ กันอยู่ เช่นจะต้องละ หมากพลู บุหรี่, ละสิ่งที่เป็น อุปสรรคหยุมหยิม เหล่านี้ก็มีเราก็จะต้องละ. ทีนี้เราจะต้องอาศัยคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง

น.82 ๗๔ ซึ่งสำคัญมากที่จะทำให้ละได้, อย่างน้อยที่สุดก็คือความเชื่อฟัง, ส่วนที่จะทำให้ต้องเกิดมีนั้น มันก็จะแน่นอนยิ่งไปกว่า, เพราะว่าเป็นเรื่องที่มากออกไป ก้าวหน้าออกไป ซึ่งเรายังไม่รู้ก็เป็น ส่วนมาก แล้วจะต้องร่วมกันเป็นหมู่เป็นคณะ. ขาดความเชื่อฟังเสียอย่างเดียว หมู่คณะก็ กระจายล้มละลาย ตั้งอยู่ไม่ได้ เกิดขึ้นไม่ได้, ดังนั้นความเชื่อฟังจึงมีความจำเป็นมาก เป็นองค์ประกอบที่จะขาดเสียไม่ได้, หรือตั้งอยู่ในฐานะเป็นหัวใจขององค์อื่น ๆ ของทั้งหมด ก็ว่าได้, เพราะว่าแม้เราจะมีทรัพย์สมบัติ หรือชีวิตไม่เป็นโสด, แต่ถ้ามีความเชื่อฟังเด็ดขาด มันก็ไปได้เหมือนกัน. แต่ทีนี้เพื่อมิให้การเชื่อฟังนั้นเกิดเป็นพิษหรือทรมานใจมากนัก, จึงมี องค์ประกอบอย่างอื่นเช่นว่าบรรพชิต เป็นผู้ไม่มีทรัพย์สมบัติ และมีชีวิตโสดเป็นต้น ก็เป็น เรื่องที่เข้ารูปเข้ารอยกันดี. หวังว่าเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะได้นำเอาองค์คุณ ๓ ประการนี้ ไปพิจารณาดู, แล้ว ขยับขยายปรับปรุงภาวะความเป็นอยู่ ของตนให้ห่างไกลจากชีวิตครองเรือน, จากชีวิตครึ่ง ครองเรือน เช่นพักแรม จนมาเป็นชีวิตเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่ ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีอะไร. มีแต่ ความอุทิศทั้งหมดนั้น เพื่อทำหน้าที่ตามพระพุทธประสงค์ ก็จะเป็นเรื่องที่เรียกว่าถูกต้อง และ มีค่าสูงสุด, ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ทำ, เพราะว่าเรามีแบบแห่งการครองชีวิตที่ถูกต้อง ตรงตามคำที่เรียกว่าพรหมจรรย์ทุกประการ. จะปฏิบัติกิจเพื่อประโยชน์ตน ก็ต้องอาศัยองค์คุณ ๓ ประการนี้, จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ผู้อื่นเช่น ธรรมทูต เป็นต้น ก็ต้องอาศัยองค์คุณ ๓ ประการนี้ จึงหวังว่าจะได้นำไปพิจารณาด้วยดี, แล้วปรับปรุงภาวะแห่งตน ให้เป็นผลที่ดีที่สุด จงทุกองค์เถิด. เวลาสำหรับการพูดจาของเราในตอนนี้ ก็มีอยู่เพียงเท่านี้, และก็มากพอที่จะไปคิดไปนึก ไปปฏิบัติให้เป็นปี ๆ ด้วยเหมือนกัน. •

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต