น.83 วันนี้จะได้กล่าวถึงภาษาพูด สำหรับนักศึกษาธรรมทูต, คำว่าภาษาพูดก็เป็นที่เข้าใจกันดี อยู่แล้ว ว่าหมายถึงอะไร, แต่ภาษาพูดสำหรับนักศึกษาธรรมทูตนั้น ยังมีอะไรที่ยังไม่เข้าใจ หรือซ่อนเร้นอยู่บ้างก็ได้, เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจฟังให้ดี. ภาษาพูดที่คนทั่วไปรู้จัก ก็รู้จักกันแต่ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ตามธรรมดาในหมู่มนุษย์. ดังนั้นจะขอเรียกในที่นี้ว่าภาษาคน, ส่วนภาษาที่คนธรรมดาสามัญไม่รู้จักนั้นก็คือ ภาษา ธรรมชาติ, หรือภาษาธรรมะ. ภาษาธรรมนี้จะรู้จัก หรือใช้กันได้ ก็แต่เฉพาะคนที่เข้าถึง ธรรมชาติอันลึกซึ้งเท่านั้น , ดังที่ได้กล่าวแล้วแต่วันก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นั้น คือ ธรรมชาติทั้งนั้น, ธรรมะในฐานะเป็นตัวธรรมชาติก็มี, ธรรมะในฐานะเป็นกฎของธรรมชาติก็มี, ธรรมะในฐานะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎธรรมชาตินั้นก็มี, และธรรมะในฐานะเป็นผลของ การปฏิบัติตามหน้าที่นั้นก็มี. มนุษย์ธรรมดาสามัญคนไหนรู้จักธรรมชาติ ในลักษณะที่ลึกซึ้ง เช่นนี้บ้าง, นี้ก็หมายความว่า เป็นผู้ที่ไม่รู้ธรรมหรือธัมมะ หรือธรรมชาตินั่นเอง ดังนั้นจึงไม่มี ภาษาธรรมชาติชนิดนี้ ที่ใช้พูดกันอยู่สำหรับคนธรรมดาสามัญ. เป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวังสังเกตดูให้ดีว่า ภาษามีอยู่ ๒ ภาษา เช่นนี้ : ภาษาคน สำหรับคนที่ไม่รู้ธรรมะพูด, ภาษาธรรม สำหรับคนที่รู้ธรรมะพูด . สำหรับนักศึกษาธรรมทูต ในที่นี้จะไปเผยแผ่ธรรมะ และในระดับลึกซึ้งด้วยซ้ำไป แล้วจะมัวไปพูดภาษาคนอย่างเดียว อยู่ได้อย่างไร, เพราะจะต้องไปพูดในลักษณะที่เป็นภาษาลึกซึ้งกว่าภาษาคน. ปัญหาก็จะเกิดขึ้น ว่า จะไปทำให้คนที่รู้แต่ภาษาคนเหล่านั้น ฟังเรื่องของเรารู้เรื่องได้อย่างไรกัน. นั่นแหละคือ ความยากลำบากในการที่จะทำหน้าที่ธรรมทูต, เพราะว่า ธรรม ของพระศาสดานั้นลึกซึ้ง อย่างที่เราได้ยินกันจนชินหูว่า :- เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปทิ
น.84 ๗๖ ปฏินิสฺสฺโค วิราโค นิโรโธ นิพพานํ - ธรรมที่เป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง, เป็นที่ดับเสียซึ่ง อุปทิทั้งปวง, เป็นความจางคลายจากความยึดมั่นถือมั่น, เป็นความดับ, เป็นนิพพาน, นี้ประณีต เหลือเกิน ละเอียดเหลือเกิน ดังนี้เป็นต้น. ที่ว่า ประณีตเหลือเกิน ละเอียดเหลือเกิน ก็เพราะเป็นภาษาธรรมชาติที่พูดได้ด้วย การหุบปาก อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วในวันก่อน, ว่าเป็นภาษาที่ลึกซึ้งที่ต้องพูดด้วยการหุบปาก, ขืนเปิดปากพูดก็จะยิ่งผิด และก็จะผิดมากขึ้น. เราจะต้องรู้สึกด้วยใจของตนเอง นี้เป็นลักษณะ ของภาษาธรรมที่สูงสุด , เดี๋ยวนี้เท่าที่อยู่ในลักษณะที่จะพูดได้ ก็ยังจะต้องพูดด้วยภาษาธรรมะ นั้น, อย่างที่เราได้ยินกันชินหูอยู่ทั่วไปว่า " ไม่มีคน มีแต่ขันธ์ ธาตุ อายตนะ " อย่างนี้ก็พูดกัน เกร่อไปหมด. แต่กลัวว่าคนพูดนั้นจะพูดแต่ปาก เพราะได้ยินได้ฟัง แล้วจำ ๆ เขามาพูดก็ได้ หรือไม่ได้เห็นด้วยใจจริงว่า, ที่แท้ไม่มีคน มีแต่ธรรม หรือธรรมชาติทั้งสี่ อย่างดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าเห็นธรรมชาติก็ไม่เห็นคน เห็นธรรมก็ไม่เห็นคน, อย่างเดียวกับบทที่ว่า เห็นธรรมะคือ เห็นตถาคต เห็นตถาคตคือเห็นธรรม. พระตถาคตในที่นี้ไม่ใช่คน, เพราะมีกล่าวอยู่แล้วว่า ถ้าไม่เห็นธรรมแล้ว แม้จะเห็น องค์ตถาคต ขนาดจับจีวรเอาไว้ ก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นตถาคต, ดังนั้นตถาคตในลักษณะนี้ จึงไม่ใช่คน แต่เป็นธรรม, คนที่ไม่เห็นธรรม จึงไม่มีโอกาสจะเห็นตถาคต, นี้ก็เป็นลักษณะที่แสดงว่า แม้แต่ พระพุทธเจ้าในภาษาคนนั้น เป็นอย่างหนึ่ง ในภาษาธรรมนั้น เป็นอย่างหนึ่ง. พระพุทธเจ้า ในภาษาคนนั้น นิพพาน คือดับขันธ์ลงไปได้, ส่วนพระพุทธเจ้าในภาษาธรรมนั้น ไม่รู้จัก สิ้นสูญ คงอยู่อย่างไรก็คงอยู่อย่างนั้นตลอดกาลทั้งปวง. คิดดูเถิดว่า แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยัง มีอยู่ใน ๒ ภาษา แล้วก็พูดกันแต่ในภาษาคน, น้อยนักน้อยหนาที่จะพูดกันในภาษาธรรม เพราะ ไม่รู้จัก เอามาพูดไม่ได้. ที่ลำบากมากไปกว่านั้นอีกก็คือว่า คำ ๆ เดียว ย่อมมีความหมายเป็น ๒ ภาษาเสมอ เช่นคำว่า " ตัวตน" ถ้าในภาษาธรรมะ ก็ถือว่าไม่มี , แต่ในภาษาคนยังยอมรับกันว่ามี , คือมีตัวตนในภาษาสมมุติ. หรือภาษาคน, เช่นที่พระองค์ได้ตรัสว่า " ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน " ดังนี้, ส่วนในภาษาธรรมะนั้นตรัสว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา " - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน อย่างนี้. คำว่า "ตน" มีแต่ในภาษาคน คือคนที่ไม่รู้ธรรม พูดกันอยู่ตามภาษาชาวบ้าน เมื่อพระพุทธองค์ จะต้องตรัสด้วยภาษาชาวบ้าน ก็ตรัสได้เหมือนกัน, และตรัสออกไปอย่างนั้น, แต่เมื่อจะตรัส ในภาษาธรรม ก็กลายเป็นไม่มีตน สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตนดังนี้. เพราะเหตุฉะนี้แหละ เมื่อพระพุทธองค์ จะตรัสภาษาชาวบ้านในเรื่องการเกิด การตาย การเกิดใหม่ เป็นต้น ก็ตรัสได้เหมือนกัน, ตามที่ชาวบ้านเขาเชื่อและเขาพูดกันอยู่อย่างไร ว่าตายแล้วเกิดใหม่อย่างนั้นอย่างนี้ตามที่เขา ต้องการ, และตรัสไปในลักษณะที่จะให้คนเหล่านั้นค่อยดีขึ้น ค่อยสูงขึ้นในทางจิต ในทางวิญญาณ จนกว่าจะรู้ธรรมะในขั้นสูงสุด. พอรู้ธรรมะในขั้นสูงสุดแล้ว ก็คือรู้ว่า "คน" นั้นไม่มี, แม้
น.85 ๗๗ เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่า คน นั้นก็ไม่มี มีแต่ขันธ์ มีแต่ธาตุ มีแต่อายตนะ, หรือมีแต่ส่วนธรรมชาติ ต่าง ๆ ที่เกาะกุมกันอยู่ คนที่แท้จริงหามีไม่, แล้วจะพูดว่าคนตาย คนเกิด คนเกิดใหม่ อย่างนี้ ได้อย่างไรกัน ดังนั้นในภาษาคนก็มีคน วุ่นวายไปหมด, ในภาษาธรรมก็หาคนไม่ได้ แต่ว่าง ไปหมด. นักศึกษาธรรมทูต จะทำหน้าที่เผยแผ่พุทธศาสนาอย่างไร? และด้วยภาษาอะไร? ในเมื่อมันมีภาษาคน และภาษาธรรมที่ตรงกันข้ามกันอยู่อย่างนี้. ยกตัวอย่างอีกคำหนึ่ง เช่น คำว่า "ว่าง." ภาษาคนคำว่า “ว่าง" ก็หมายถึงไม่มีอะไรเลย, แต่คำว่า "ว่าง” ในภาษาธรรม นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างคงมีอยู่ตามเดิม, หากแต่ว่าไม่มีความรู้สึกว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นตัว เป็นตน, หรือเป็นตัวเราเป็นของเรา, เท่านั้น จึงเรียกว่าทุกสิ่งว่าง. มีคนโง่ ๆ ตั้งหลายคน พอได้ยินคำว่า "ว่าง" ของพระพุทธเจ้า ก็เข้าใจเอาว่าไม่มีอะไรไปหมด, เลยไม่เข้าใจคำว่า "จิตว่าง” คือ จิตที่ไม่ได้ยึดถือสิ่งใดไว้โดยความเป็นตัวตนของตน, คือว่างจากการยึดถือ, ไป เข้าใจในภาษาคนไปเสียว่า เมื่อจิตว่างแล้ว ก็ไม่มีความรู้สึกคิดนึกอะไรเลย ดังนี้เป็นต้น. อีกคำหนึ่ง เช่น คำว่า ความเกิด ในภาษาคน หมายถึงเกิดจากท้องแม่, แต่ใน ภาษาธรรมนั้น หมายถึงการเกิดของความรู้สึกที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู เป็นของกู เท่านั้นเอง. มันแตกต่างกันถึงกับว่า ความเกิดในภาษาธรรมนี้ เป็นทุกข์แน่ ๆ, และเกิดได้วันละตั้งหลายครั้ง หลายสิบ หลายร้อยครั้ง, เกิดทีไรเป็นทุกข์ทุกที, ส่วนการเกิดในภาษาคนนั้น คนหนึ่งมีครั้งเดียว, เกิดจากท้องแม่ครั้งเดียว, และไม่เป็นทุกข์เลย, จนกว่าจะไปยึดถือความเกิดนั้นเป็นของเรา เสียก่อน มันจึงจะเป็นทุกข์, ดังนั้นก็เป็นเพราะไปเกิดใหม่ในภาษาธรรมเข้านั่นเอง คือไปยึดถือว่า ความเกิดนั้นเป็นของเรา, มันจึงเป็นทุกข์ขึ้นมา, ความเกิดในภาษาธรรม หมายถึงการเกิดแห่งอุปาทาน ยึดมั่นว่าตัวเรา ของเรา, ทำให้มีอะไรเกิดเป็นตัวเรา, หรือเป็นของเราขึ้นมา จึงได้เป็นทุกข์. ส่วนความเกิดหรือแม้แต่ ความแก่ ความตาย ตามธรรมชาตินั้นหาได้เป็นทุกข์ไม่, ต่อเมื่อใดไปยึดมั่นเอาความเกิด ความแก่ ความตาย นั้นว่าเป็นของเราขึ้นมา มันจึงจะเป็นทุกข์. เพราะฉะนั้นพระศาสดาจึงตรัสว่า " สงฺขิเตน ปญฺจุปาทานก . ขนฺธา ทุกฺขา," เมื่อจะกล่าวโดยสรุปความแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน นั่นแหละเป็นตัวทุกข์ ดังนี้. เบญจขันธ์ธรรมดาหาได้เป็นทุกข์ไม่, เบญจขันธ์ประกอบด้วย อุปาทานขึ้นมา, ก็เมื่อเกิดอุปาทานขึ้นมาในใจ ทำให้ยึดถือขันธ์เหล่านั้น ขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง ก็ตาม ว่าเป็นตัวฉัน หรือเป็นของฉัน มันจึงเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงเกิดได้ทุกคราวที่มีการ ยึดมั่นด้วยอุปาทาน อันมาจากตัณหา และมาจากเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น เป็นต้น. ความเกิดในภาษาคน หาได้เป็นทุกข์ไม่ และคนหนึ่งก็เกิดครั้งเดียว, และก็เสร็จเรื่อง เสร็จราวไปแล้ว ตั้งแต่แรกเกิดนั้น ส่วนความเกิดในภาษาธรรมนั้น มีได้เรื่อยไป, และ
น.86 ๗๘ วันหนึ่งมีได้หลายครั้ง หลายสิบครั้ง. บางคนเกิดเก่ง อาจจะเกิดได้ตั้งร้อยครั้งก็ได้ภายในวันเดียว คือมีความทุกข์ตั้งร้อยครั้งก็ได้ภายในวันเดียว เพราะว่าได้เกิดอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตั้งร้อยครั้ง ในวันหนึ่ง ดังนี้, นี้เรียกว่าความเกิดในภาษาธรรม. เมื่อภาษามีอยู่ ๒ ภาษาอย่างนี้ เราจะต้องพิจารณาดูให้ดี ๆ ว่า จะต้องใช้ภาษาไหน ในลักษณะอย่างไร การที่จะพูดกะคนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ, ในสามัญชนที่ไม่รู้เรื่องธรรมะ ก็ต้อง พูดภาษาคนไปเท่านั้นเอง จึงได้พูดไปในทำนองยุยงส่งเสริมว่า, "เอาเข้า เอาให้มากเข้าไว้, ทำความดีให้มากเข้าไว้, เพื่อจะได้ไปสวรรค์" อย่างนี้เป็นต้น. เพื่อให้มีตัวตนที่ดี ดีมากขึ้น ๆ อย่างนี้เรียกว่า พูดในภาษาคน, ส่งเสริมให้มีความยึดมั่นในทางที่ดี ฟังรู้เรื่องกันได้ในภาษาคน, ส่วนที่จะไปพูดว่า มันไม่มีอะไรเลย ที่น่าเอาน่าเป็น, ไม่มีอะไรที่ควรจะยึดถือไว้ด้วยความเป็น ตัวเรา หรือของเรา อย่างนี้มันตรงกันข้ามอย่างยิ่ง และก็ฟังไม่ถูก. ลองไปพูดที่กลางตลาด ทางสี่แพร่ง ตามถนนหนทางดู, พูดอยู่อย่างนี้ก็จะถูกหาว่าคนบ้า, และจะถูกจับไปส่งโรงพยาบาล เป็นแน่นอน ทั้งที่พูดถูกพูดจริงในภาษาธรรม เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านพูด, นี่แหละคือข้อที่จะ ต้องสังวรไว้ว่า นักศึกษาธรรมทูตทั้งหลาย จะจัดการกับภาษาทั้งสองภาษานี้กันอย่างไร. ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ว่า จะเอาภาษาธรรมะที่ไหนมาพูด, ถ้าหากว่าผู้นั้นยังไม่ได้บรรลุธรรม ที่แท้จริง ในลักษณะที่เห็นความไม่มีคน หรือไม่มีตัวตนโดยแท้จริง มันก็พูดภาษาธรรม ไม่ได้, ได้แต่พูดภาษาคนไปตามเดิม แม้จะพูดเรื่องธรรม ก็เพราะจำเอาไปพูด. การจำเอา ไปพูดนี้ เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือจะสับสนกัน จะปนเปกัน ข้างต้นกับข้างหลังจะไม่เข้ารูป เข้ารอยกัน, พูดไปเดี๋ยวเดียวมันก็เฉออกไปคนละทางสองทาง, นี้คือผู้ที่ไม่รู้จักธรรม และจำ ภาษาธรรมเขาไปพูด. ผู้ที่จะประกาศพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาจะทำเช่นนั้นไม่ได้, จะไม่เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเลย, เมื่อพูดภาษาคน ก็ต้องรู้ภาษาคนจริง ๆ, เมื่อพูด ภาษาธรรม ก็ต้องรู้ภาษาธรรมจริง ๆ เหมือนพระพุทธเจ้า เมื่อท่านพูดภาษาคน ก็พูดตาม ภาษาที่คนเขาพูดกันโดยสมมุต หรือบัญญัติ, แต่ว่าในพระหฤทัยของท่านนั้น หาได้มีความคิด ที่ตรงตามภาษาที่พูดอยู่นั้นไม่. ในทำนองที่อาจจะพูดได้ว่า “ปากพูดอย่าง แต่ใจนั้นเป็นอีกอย่าง" คือ ปากพูดภาษาคนออกไปในลักษณะที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น, เช่นสอนให้คนทำดี สอนให้ มีตนเป็นที่พึ่งของตน, แต่ภายในใจนั้น พระพุทธองค์ทรงทราบดีว่า ตน นั้นไม่มี, และความดี นั้นก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น และเป็นทุกข์ เหมือนกับความชั่วเหมือนกัน แต่ท่านก็ต้อง ตรัสว่า จงทำดี, และมีตนเป็นที่พึ่งของตนอยู่นั่นเอง. ต่อเมื่อท่านเห็นว่าคนบางคน จะเข้าใจเรื่อง ไม่มีตนได้, ท่านจึงจะพูดตรัสสอนไปในทำนองที่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นตนหรือตัวตนของตน, ไม่มี อะไรที่ควรจะยึดมั่นในทำนองนั้น ดังนี้เป็นต้น. ผลมันก็แตกต่างกัน คือ คนยึดมั่นก็ต้องยึดมั่น ไปในทางที่ดีเรื่อยไป เวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไป, ส่วนคนที่รู้ภาษาธรรม ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น นั้น ก็สิ้นสุดความว่ายเวียนลงไปทันที, ความทุกข์ก็สิ้นสุดลงไปทันที, มันแตกต่างกันอย่างนี้
น.87 ๗๙ เราจะไปพูดในต่างประเทศ แก่บุคคลที่มีแต่ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน และยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วนั้น อย่างไรกันเล่า. เราสนใจในธรรมะที่จะนำไปสอนที่เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา, เช่น เรื่องอริยสัจจ์ก็ดี, เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ดี ล้วนแต่เป็นทฤษฎีเรื่องไม่มีคน หรือว่าเราจะ สอนข้อปฏิบัติ, เช่น อานาปานสตินี้ก็ดี มันก็เป็น การปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อไม่มีคน, ดับความรู้สึก ว่าคน ได้หมดอีกนั่นเอง. ปัญหาคงจะมีไม่น้อย และเป็นความยากลำบาก ที่จะไปพูดธรรมะ แก่คนที่รู้จักแต่เรื่องคน, ไม่รู้จักเรื่องของธรรมะ พูดภาษาธรรมะแล้วฟังไม่รู้เรื่อง. เมื่อพูด ภาษาคน มันก็ไม่แสดงธรรมะได้แต่ประการใด มันขัดกันอยู่อย่างนี้, เราจะทำอย่างไร, ขอให้ นึกกันเสียตั้งแต่บัดนี้. ขอให้พยายามอย่างยิ่ง ที่จะใช้ภาษาธรรมให้เป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไป ให้จงได้, ข้อนี้จะสำเร็จได้ด้วยการระมัดระวัง สังเกตไปตั้งแต่ต้น, และสังเกตจากการที่เราพูด กับคนไทย ในประเทศไทยด้วยกันนี่แหละ ว่าการที่จะพูดภาษาธรรมะชั้นลึกออกไปทันทีนั้น เป็นการยาก. ต้องมีการตระเตรียม ใช้เวลาเป็นปี ๆ. อย่างที่ผมจะพูดเรื่อง "ว่าง" หรือเรื่องสุญญตา, ก็คิดตกล่วงหน้าไว้แล้วว่า ที่พูดนี้ สำหรับคนจะเข้าใจได้ ต่อเมื่อ ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีล่วงไปแล้ว, แต่เผอิญว่าคนเข้าใจกันได้เร็วกว่านั้น, คือมีหลายคนเหมือนกัน ที่เข้าใจเร็วกว่าที่จะต้องรอถึง ๑๐ ปี, และก็มีคนเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่แล้วก็ยังเป็นความจริงอยู่ในข้อที่ว่า ในการพูดครั้งแรก ๆ นั้น ไม่มีใครยอมรับ, ไม่มีใคร ยอมเข้าใจ, อย่างดีที่สุดก็เข้าใจเพียงลาง ๆ แล้วค่อยเข้าใจเพิ่มขึ้น ๆ, ในเมื่อได้พูดในปีต่อมา และปีต่อมาอีกจึงจะมีคนเข้าใจได้ดี แต่ก็เพียงไม่กี่คน. นี่แหละขอให้เข้าใจเถิดว่า ในประเทศไทย แท้ ๆ ยังเป็นอย่างนี้ ในต่างประเทศนั้นจะเป็นอย่างไร. เราจะสังเกตดูกันให้ดีถึงข้อที่ว่า จะมีลู่ทาง หรือวิถีทางอันไหน อย่างไรบ้าง, ที่จะ ไปเริ่มต้นพูดให้คนสนใจ เรื่องที่ไม่มีตัวตน แก่บุคคลที่เขาต้องการจะมีตัวตน และอะไรเป็นของตน. จงสังเกตดูให้ดีว่า พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ทรงแสดงเรื่องนี้แก่คนทั่วไป แก่คนธรรมดาสามัญ, แต่ ได้ทรงแสดงแก่ผู้ที่สนใจและศึกษามาก่อนแล้วเป็นอันมาก คือพวกปัญจวัคคีย์. พวกนี้ได้เที่ยว เสาะแสวงหาธรรมมาเป็นอันมาก, เรียกว่ามีการปรับปรุงล่วงหน้า เผื่อไว้แล้วบ้างจึงสามารถ จะฟังเรื่องนี้เข้าใจ, ถึงแม้อย่างนั้น พระพุทธองค์ก็ยังต้องทรงใช้วิธีที่เรียกว่า "ดักคอ” คือการ ทวนถามให้เกิดความคิดขึ้นมาเอง ว่าถ้ามันเป็นตัวเป็นตน มันจะต้องเป็นอย่างไร, ให้ผู้ฟังคิดนึก เอาเอง เป็นการต้อนความคิดของผู้ฟัง ให้ไปในร่องรอยของธรรม ที่พระองค์จะทรงแสดง, ดังนั้น จึงมีคนเข้าใจได้เป็นชุดแรก คือพวกปัญจวัคคีย์. แต่ก็จงพิจารณาดูให้ดี จะเห็นได้ว่า มีทรง ตระเตรียมในการแสดงเรื่อง ธัมมจักกัปปวัตนสูตรกันเสียก่อน, คือแสดงไปในทำนองที่ว่า ไม่มีตัวตน, มีแต่สิ่งที่เป็นเหตุและเป็นผล, และเป็นไปตามกฎแห่งเหตุผล. นี้ก็เป็นเหมือนการ ตระเตรียมที่จะทรงแสดงเรื่อง อนัตตลักขณสูตร อันเป็นความไม่มีตนโดยสิ้นเชิง. มนุษย์สมัยนั้น ในอินเดียสมัยนั้น ผิดกว่าพวกฝรั่งในสมัยนี้มาก, เพราะว่าในอินเดีย
น.88 ๘๐ สมัยนั้น เขารู้จักสิ่งที่เรียกว่าขันธ์ห้า :- รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นทุนกันอยู่ ก่อนแล้ว. เมื่อพิสูจน์สิ่งเหล่านั้น แต่ละสิ่งให้เป็นความที่บังคับไม่ได้ เป็นต้น, ก็จะเข้าใจเรื่อง ความไม่มีตนได้ขึ้นมาตามลำดับ. ในหมู่ชนที่ไม่มีต้นทุนเรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ มาก่อน เช่น พวกฝรั่งสมัยนี้, มันก็จะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นและผิดกัน, ดังนั้นจะต้องรู้จัก ตะล่อมให้เข้าไปหาจุด. ให้เข้าไปหาขอบเขต, ที่จะทำให้รู้จักความไม่มีตัวไม่มีตนได้ตามลำดับ และวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ‘ต้อนเข้าไปหาความรู้เรื่องธรรมชาติว่า ธรรมะ นี้ ไม่มีอะไรนอกจาก ธรรมชาติ คือ - ตัวธรรมชาติ, - กฎธรรมชาติ, - หน้าที่ตามธรรมชาติ, - และผลตามธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาแล้ว. นี้เป็นทางที่จะให้เห็นว่า ไม่มีตัวไม่มีตนได้ง่ายขึ้น, สำหรับพวกต่างประเทศ ที่มีความรู้เรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว ตามสมควร. ถ้าทำอย่างนั้นก็ยังไม่ได้อีก ก็ต้องพูดภาษาธรรมกันด้วยวิธีขู่ให้กลัว, โดยชี้แจงให้ เห็นชัดในข้อเท็จจริงที่ว่า พอเรามีความรู้สึกว่า มีตัวตนขึ้นมาเมื่อไร ความทุกข์เป็นมีขึ้นมา เมื่อนั้น, เพราะฉะนั้นอย่าไปเถียงกันว่า "เนื้อแท้ ตัวตนนั้นจะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตน" อย่าไป วินิจฉัยกันในข้อนี้, ไปวินิจฉัยกันในเรื่องธรรมชั้นสูงสุดเสียเลยทีเดียวว่า, พอมีความรู้สึกว่า ตัวว่าตนขึ้นที่ไหน เมื่อไร เป็นมีความทุกข์ที่นั่นแหละเมื่อนั้น, ดังนั้นจงหาวิธีที่จะทำ อย่าให้ เกิดความรู้สึกว่าตัวว่าตนขึ้นมา ก็จะเป็นการดีกว่า, และเรื่องก็จะสั้นเข้า, ไม่ต้องไปอธิบายเรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ กันให้มากมาย ก็ยังมีหนทางที่จะทำได้อยู่, โดยพยายามที่จะชี้ให้เห็น ข้อเท็จจริงที่ว่า พอมีความรู้สึกเป็นตัวตนขึ้นมาที่ไหน ก็มีความทุกข์ที่นั่น. แล้วก็บอกวิธีที่จะให้ ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวตนเกิดขึ้นมาในใจ, คืออย่าให้มีคนเกิดขึ้นมา ในภาษาธรรม เป็นตัวกู เป็นของกู แล้วก็จะไม่มีความทุกข์เลยดังนี้. มันเป็นการขู่อยู่ในตัวอย่างน่ากลัวที่สุด, ในข้อที่ว่า พอมีตัวตนขึ้นมาเท่านั้น จะมีความทุกข์หนักอย่างใหญ่หลวงเกิดขึ้น. เมื่อใคร ๆ ก็ไม่ชอบทุกข์ ก็คงอยากจะพยายามเข้าใจ หรือจะกระทำตาม, ยิ่งเมื่อชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์อย่างนี้แหละ ทุกข์อย่างใหญ่หลวง, หากแต่ว่าซ่อนเร้น, เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้ดีด้วยความระมัดระวัง จึงจะเข้าใจเรื่องความทุกข์ที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างใหญ่หลวงนี้ได้. เท่าที่กล่าวมานี้ก็เป็นอุบายที่จะทำให้คนรู้ภาษาธรรมะ, รู้ภาษาธรรม, เข้าใจธรรม ที่พูดกันด้วยภาษาธรรม ได้ในเวลาอันสมควร, ถ้าจะไปพูด, หรือมัวพูดกันแต่ในเรื่องภาษาคน แล้ว สอนจนตายก็ไม่ถึงตัวของพุทธศาสนาเป็นแน่นอน การที่จะไปสอนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อจะเอาดิบเอาดีอย่างนั้นอย่างนี้นั้น, สอนกันอย่างไรก็ไม่ถึงตัวพุทธศาสนาโดยแน่นอน, เพราะว่า มันจะทำให้ยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ๆ จมอยู่ในกองทุกข์ หรือวัฏฏสงสารมากขึ้น, ไกลจากพระนิพพาน ยิ่งขึ้น, จึงเรียกว่าไม่เข้ามาสู่พุทธศาสนา หรือไกลออกไปจากพระพุทธศาสนา ดังนี้. เท่าที่ยกตัวอย่างมานี้ ก็เป็นการชี้ให้เห็นโดยทั่ว ๆ ไปครั้งหนึ่งก่อนว่า ภาษามีอยู่ ๒ ภาษาอย่างไร, แล้วจะพูดกันไม่รู้เรื่อง, เพราะมันมีความหมายตรงกันข้ามไปเสียหมดทุกอย่าง
น.89 ทุกทาง. จะไปพูดภาษาธรรมะกับคนธรรมดาสามัญอย่างไร, จะใช้ภาษาคนนั่นแหละดึงคน เข้ามาสู่ความเข้าใจในภาษาธรรมะได้อย่างไร, เป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังให้ดี, จึงได้นำ มาบอกกล่าวกันอีกเรื่องหนึ่ง เป็นชุดรวม ๆ กันไปกับ เรื่องทั้งหลายดังที่ได้เคยบอกมาแล้ว ว่า ภาษาธรรมะกับภาษาคนนี้ มันต่างกันอย่างนี้ เป็นคู่กันอย่างนี้, และคอยจะประหัตประหาร กันอยู่อย่างนี้. จงได้เข้าใจภาษาคนและภาษาธรรมให้ดีเถิด การเผยแผ่พุทธศาสนาในหน้าที่นักศึกษา ธรรมทูต นี้คงจะเป็นไปได้ไม่เหลือวิสัย, และจะได้รับความสะดวกมากกว่าที่จะไม่สนใจภาษา ๒ ภาษานี้ อย่างยิ่งทีเดียว.
Buddhadasa