Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๑๔ — ๑๑. การซ่อนเพชรพลอย

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.90 บัดนี้วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเราก็ได้ผ่านมาถึงเวลา ๕.๐๐ น.แล้ว, เป็น เวลาที่เรากำหนดไว้สำหรับจะพูดจาเรื่องอะไรกันสักเรื่องหนึ่งเป็นประจำวันเสมอไป. สำหรับวันนี้ จะได้กล่าวถึงการซ่อนเพชรพลอย. สำหรับภิกษุเรามีอะไรเป็นเพชรพลอย, ก็พอจะเดาได้ หรือสันนิษฐานกันได้ ว่ามีอะไรที่ดี ๆ ที่กลัวว่าโจรขโมย จะขโมยเอาไปเสีย นั่นเอง, ดังนั้นเราจึงต้องซ่อนไม่ให้เอาไปได้. เพราะว่าข้อนี้เป็นวิธีที่ฉลาดที่สุด, คือ ข้อที่อย่าให้ ใครรู้ว่ามีอะไร, ขอย้ำว่า ข้อที่ อย่าให้ใครรู้ว่ามีอะไรนั้นจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะไม่ให้เขา ขโมยได้. การเที่ยวโอ้อวดเขา แล้วพยายามหวง และซ่อน นั้นเป็นความโง่ ทำให้เขา ขโมยได้, หรืออย่างน้อยก็ลำบากมาก, มันจึงสู้วิธีที่ไม่ให้เขารู้เสียเลยว่า เรามีอะไรนี้ ย่อมเป็น การสะดวกกว่า. เกี่ยวกับข้อนี้ ก็ต้องอาศัย ภาษาคนภาษาธรรมอีกตามเคย. เพชรพลอยในภาษาคน ก็คือของแข็ง ๆ ราคาแพง ๆ อย่างที่รู้จักกันดี, ส่วน เพชรพลอยในภาษาธรรมนั้น หมายถึง คุณธรรมที่ยิ่งไปกว่าธรรมดามนุษย์เขามีกัน, ซึ่งเราได้ยินชินหูว่า อุตริมนุสสธรรม นี้คือ คำที่เราได้ยินชินหูอยู่เสมอ ด้วยคำพูดภาษาธรรมดาไทย ๆ เราก็คือคุณธรรม ที่ดีกว่าธรรมดา, ถ้าเราไม่ซ่อนเพชรพลอย ขโมยก็เอาไปหมด. ในทางภาษาคนก็หมายความว่า ขโมยจะขโมยเพชรพลอยเหล่านั้นไป ก็เข้าใจกันดี อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร, โจรขโมยก็รู้จักกันดีอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร. แต่ในทางภาษาธรรมนั้น ยังจะต้องการคำอธิบายบ้าง ตั้งต้นแต่การปฏิบัติที่ปฏิบัติได้สูง หรือมากไปกว่าคนสามัญตาม ธรรมดา เรียกว่า เพชรพลอย, ถ้ามี สาเถยฺย คือความโอ้อวด, หรือโอ่อวด ก็ตาม, โอ่อวด แสดงด้วยท่าทาง, โอ้อวดแสดงด้วยปาก, นี่เรียกว่าอวดทั้งนั้น คือแสดงให้เขาเห็น, ทันใดนั้น ก็ถูกขโมยหมด คือพระยามารเป็นผู้ขโมย. พระยามารก็คือกิเลส ที่เป็นเหตุให้โอ้อวด, และ พระยามารที่เป็นความยกหูชูหาง ว่าตัวกู-ของกู มีดีอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นประเภทมานะทิฏฐิ,

น.91 ๘๓ มานะ ว่าดีกว่า เลวกว่า เสมอกัน หรืออะไรทำนองนี้, นี้จะเป็นพระยามารขโมยเอาความดี หรือ คุณธรรมของผู้นั้นไปหมด. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ในตอนนี้ว่า พระยามารคือกิเลสนี้ จะทำลายล้างคุณธรรมที่แท้จริง ของผู้นั้นได้อย่างไร. กิเลสมีชื่อมากเราจัดเป็นกลุ่ม ๆ -พวกโอ้อวด, - พวกมานะ, - พวก ยกหูชูหาง, นี้ก็กลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้จะทำลายความดีของคน และทำให้คนตกเป็นทาสของ พระยามารไปตามเดิมและมีความทุกข์, จะต้องระวังสิ่งที่เรียกว่า โอ้อวด และโอ่อวด นี้ ให้มาก, เพราะว่าวันหนึ่งคืนหนึ่งจะได้ยินถ้อยคำประเภทนี้มากที่สุด แม้ที่คุยกันเล่น เย้าหยอก กันเล่น ล้อหลอกกันเล่น ก็เป็นถ้อยคำประเภทนี้ด้วยเหมือนกัน, อย่างน้อยก็มีมูลมาจากความ รู้สึกประเภทนี้, จึงคุยไปในทำนองอวด ในทำนองเบ่ง, แม้จะไม่เบ่งมากก็ต้องเบ่งน้อย, แต่มันก็เป็นการโอ้อวดอยู่แล้ว ก็แปลว่ามีอะไรดีหน่อยก็ต้องมาอวด, นี้เป็นสิ่งที่ต้องระวัง. การโอ้อวดจะเป็นไปเกินความดีที่ตนมีเสมอไป, ไม่มีอะไรดีพิเศษที่จะอวดได้ถึง เท่านั้น อวดเข้าก็กลายเป็นอวดดี. คนอวดดีนี้ใคร ๆ ก็ชังน้ำหน้า อย่างน้อยก็เขม่น ไม่เห็นมีดี ที่ตรงไหน ขืนอวดไปสักเท่าไร ก็ยิ่งหมดดีมากเข้าเท่านั้น การอวดดี จึงเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง, เพราะว่าทำให้หมดดี. ทีนี้สมมตว่ามีดี ก็ลองคิดดูเถิดว่า ควรอวดหรือไม่ พออวดเข้ามันก็ สร้างกิเลส ประเภทมานะ, ประเภทยกหูชูหาง, นี้คือพระยามาร มันก็กินความดีของเราหมดสิ้น, ถ้ามีเจตนาจะอวดแล้ว มันก็เป็นเรื่องของการถูกขโมยหมด, ขโมยซึ่งหน้า. แต่ถ้าว่ามีดีแล้วประกาศความดีนั้น โดยวิธีที่สมควร โดยเจตนาที่บริสุทธิ์เพียงว่าผู้อื่น จะได้รู้จักความดีบ้าง, เช่นตัวเองทำอะไรได้ ก็สอนให้ผู้อื่นทำได้ด้วย, แม้ที่สุดแต่งานฝีมือ เราทำได้ก็สอนให้ผู้อื่นทำได้ด้วย, อย่างนี้ก็เรียกว่ามีดีจริง แล้วแสดงแก่ผู้อื่นจริง เป็นการ ประกาศความดี เหมือนกับที่พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงธรรมสอนสัตว์ทั้งหลายในเรื่องที่พระพุทธองค์ ได้ตรัสรู้แล้ว อย่างนี้ไม่อาจจะเรียกได้ว่าอวดดี, แต่ว่าเป็นเรื่องประกาศความดี หรือพรหมจรรย์ นั้น ให้รู้กันทั่ว ๆ ไป. ประกาศความดีกับการอวดดีนั้น ต่างกันเป็นฟ้าและดิน. อวดดี, ทำไปด้วยกิเลส ปราศจากความเมตตา กรุณา มีแต่จะยกตนข่มท่าน, ซึ่งเป็นความประทุษร้ายชนิดหนึ่ง. ส่วนประกาศความดีนั้นมีดีจริง ๆ และมีมากกว่าที่เอา มาอวด ดังพระพุทธภาษิต สีสปาวนสูตร ที่ว่า "สิ่งที่ตถาคตรู้ เปรียบเท่ากับใบไม้ทั้งป่า, สิ่งที่ ตถาคตนำมาสอนมีประมาณเท่าใบไม้กำมือเดียว." พระองค์ตรัสอย่างนั้น ในขณะที่ทรงหยิบ ใบไม้ขึ้นมากำมือหนึ่ง ที่เรี่ยราดอยู่แถวนั้น, แล้วก็ชูขึ้นให้พระสาวกเห็น ว่าทรงประกาศเพียง เท่านี้, แต่ทรงรู้เท่ากับใบไม้ทั้งป่า. อย่างนี้จะเรียกว่าอย่างไรกัน ขอให้เราลองคิดดู, คนเรา ธรรมดาสามัญ ที่ชอบโอ้อวดนั้น, มีความรู้มากเท่านั้น, แล้วบอกเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จริงหรือเปล่า, ไม่จริง, อวดเกินต้นทุน ใช้จ่ายเกินต้นทุน. อาจจะรู้อะไรสักนิดหนึ่ง แล้วก็ อวดเป็นชั่วโมง ๆ, อย่างนี้มันก็เป็นคนล้มละลาย, เพราะว่ามีรายจ่ายมากกว่ารายรับท่วมท้น

น.92 ๘๔ อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้, ไม่อยู่ในวิสัย หรือทำนองของพระศาสดา ที่ทรงอวดกำมือเดียว ในเมื่อ มีเท่ากับใบไม้ทั้งป่า, นี่มันมากกว่ากัน กี่ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า ล้านเท่าหรือ ล้าน ๆ เท่าก็ได้. ตรัสว่าทรงแสดงแต่ อาทิพรหมจรรย์ คือ หลักสำคัญที่เป็นเงื่อนต้นพรหมจรรย์ โดยเฉพาะคือเรื่องอริยสัจจ์, เรื่องทุกข์, เรื่องดับทุกข์, เท่านั้น, นอกนั้นไม่ตรัส แม้จะทรงทราบ อยู่อย่างดี เพราะมันเสียเวลา. นี้แปลว่าพระองค์ทรงเป็นนักเศรษฐกิจอย่างยิ่งในทางธรรม, และประหยัดเวลาอย่างยิ่งให้แก่พวกเรา ที่ไม่ต้องเสียเวลามาก ที่จะไปรู้เรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ ซึ่งเราชอบเถียงกันนักทั่วไปหมด เช่นเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด เป็นต้น, อะไรไปเกิดอธิบาย เป็นคุ้งเป็นแคว. อธิบายเฉพาะอะไรไปเกิดอย่างนี้ อธิบายเป็นเดือน ๆ ก็ไม่จบ, แล้วจะยกตัวเอง เป็นนักปราชญ์ แต่ก็เป็นนักปราชญ์กลวง, นักปราชญ์ไม่มีอะไรข้างใน มีแต่เปลือกข้างนอก, นั่นแหละคือผลของการอวด. ก็เป็นอันว่า การอวดนี้เป็นกิเลส เป็นพยามาร, เป็นโจร, ที่จะมาปล้นเอาของดีของเราไป เราจะต้องซ่อนเสีย อย่าให้มันเห็น คืออย่าอวดนั่นเอง, เมื่อไม่มีการอวดก็หมายความว่า ไม่แสดง ให้เห็น มันก็ขโมยไปไม่ได้. สำหรับพวกเรา นักศึกษาธรรมทูต ต่อไปจะต้องทำหน้าที่สำคัญ, จะต้องรักษาหลักเกณฑ์อันนี้ คือประกาศสิ่งที่จำเป็นที่สุด ที่ดีที่สุด, เท่าที่จำเป็นที่สุด นอกนั้น จะสงวนไว้เป็นส่วนใหญ่ หรือเป็นส่วนมากกว่า นั่นคือส่วนที่กิเลสมันอยากจะอวด ถ้าขืนพูด ออกไปก็หมายความว่า กิเลสต้องการให้อวด ให้พูดเกินกว่าจำเป็น. เราจะมีอะไรอวด เราก็ต้องมีดีจริงเสียก่อน, มีอะไรจะสอนจะประกาศนั้น ต้องมีจริง ๆ เสียก่อน. มีธรรมะนี้ ไม่ใช่มีแต่เพียงว่า ปริยัติธรรม, ท่องจำ. มีปัญญานี้ ไม่ใช่เพียงแต่ว่า สุตมยปัญญา, หรือจินตมยปัญญา เป็นเรื่องศึกษาคิด ๆ นึก ๆ, แต่จะต้องมีปัญญา ความรู้ที่แท้จริง เป็นภาวนามยปัญญา นั่นเอง, แล้วก็คัดเลือกส่วนที่สำคัญ หรือจำเป็นออกไปให้เขา. เมื่อเป็น ดังนี้ความจริงที่เด็ดขาดแน่นอน ก็จะมีอยู่ส่วนหนึ่งว่า, ต้องทำเองให้ได้เสียก่อน, แล้วจึง สอนเขา อย่างพระบาลีว่า :- อตุตาน เม ว ปฐมํ ปฏิรูป นิวาสเย - จงตั้งตนให้อยู่ในคุณธรรม ที่สมควรแก่สมณะ, หรือผู้สอนเสียก่อน ; อตฺถญฺญ อนุสาเสยุย น กิลิสฺเสยุย ปณฺฑิโต - ภายหลัง จึงสอนเขา จึงจะไม่เป็นบัณฑิตสกปรก. ขอได้โปรดสะดุ้งกลัวต่อคำว่า “บัณฑิตสกปรก” นี้ให้มาก , จะเป็นศาสนบัณฑิต, หรืออะไรบัณฑิตก็สุดแท้ ย่อมมีส่วน มีโอกาส มีทาง ที่จะเป็นบัณฑิตสกปรก, หรือไม่มีอะไร ที่เป็นคุณธรรมสมแก่ความเป็นเช่นนั้น แล้วก็ไปสอนเขา, อย่างนี้เรียกว่าเป็นบัณฑิตสกปรก. ไม่มีอะไรจะประกาศ มีแต่การอวด. ไม่มีความดีที่จะประกาศ มีแต่การอวดดี, ก็เป็นอันว่า ถูกขโมยย่องเบาบ้าง ปล้นซึ่งหน้าบ้าง เอาไปหมดแล้ว, เพราะการที่แสดงออกมาให้เห็นว่า ตัวมี อะไรด้วยการยกหูชูหาง. เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประกาศแสดงออกไปก็คือ หูและหาง ที่ยกขึ้นสูง ๆ

น.93 ๘๕ เป็นดอกอ้อดอกเลา เท่านั้นเอง, ไม่มีสาระอะไร สำหรับดอกอ้อดอกเลา เหล่านี้, เมื่อเป็นดังนี้ ก็จำเป็นที่จะต้องสังวร สำรวมระวังให้เป็นอย่างยิ่ง. อย่าส่งเสียงลั่น อยู่ที่ไหนก็แสดงให้รู้ว่าอยู่ ที่นั่น, เหมือนกับปลาหมอ เพราะมันพูดพ่นอยู่เรื่อย นี่แหละมันจะต้องตาย , ไม่เพียงแต่ว่า จะถูกปล้นทรัพย์ไปหมด, มันจะต้องเสียชีวิตด้วย คือพระยามาร จะฆ่าให้ตายเพราะเหตุนั้นเอง. นี่เรียกว่าเราจะต้องรู้จักซ่อนชีวิต, หรือซ่อนสิ่งที่ดี ที่มีค่าของชีวิต, อย่าให้ใครรู้ได้. มีเรื่องอยู่ในสูตร ๆ หนึ่ง ที่มีเล่าถึงภิกษุองค์หนึ่ง เมื่อถึงคราวจวนตัวที่คนเขาจะรู้ว่า ประพฤติธรรม มีธุดงค์เป็นต้น, เธอก็แสดงอาการที่ทำให้คนผู้เห็นนั้นไม่รู้ได้ว่า ถือธุดงค์, เช่น ฉันอาหารมื้อที่สองที่สามเสียเลย, ไม่ได้ฉันมื้อเดียว ไม่ได้ซ่อนฉันมื้อเดียวอยู่อย่างเดิม, หรือว่า ถือธุดงค์อย่างอื่น, เช่น ไตร จีวร เป็นต้น ใช้อดิเรกจีวรเสียเลย ไม่ให้คนเหล่านั้นมารู้ว่าถือธุดงค์, มีอยู่ในสูตรไหน ในอรรถกถาตอนไหน ควรจะเป็นหน้าที่ ที่จะไปหาอ่านดูเอง ค้นดูเอง, เพราะ มันเป็นการเอาเปรียบกันนัก และเป็นการขี้เกียจด้วย, เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า เรื่องบางเรื่อง จะไม่บอกที่มา ขอให้ไปค้นเอาเองบ้าง จะแก้ขี้เกียจ และแก้เอาเปรียบ. นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นอุทาหรณ์ที่ดี, ถ้าจะคิดดูว่า จะเป็นหลักพุทธศาสนาหรือไม่, ก็จะพบว่า เป็นหลักพุทธศาสนา อย่างยิ่ง ในข้อที่ไม่โอ้อวด ไม่โอ่อวด. ทีนี้ จะต้องนึกถึงต่อไปอีกว่า ในศาสนาอื่นเป็นอย่างไร, ในศาสนาคริสเตียนก็มีอย่างนี้ เป็นคำสอนของพระเยซู ไปดูที่คัมภีร์ใหม่ (New Testament) ตอนแรก ลองไปค้นดูว่า มันอยู่ ตรงไหน ตอนไหน ข้อความว่าอย่างไร. ใจความเหมือนกันดิกกับเรื่องที่เล่ามาแล้ว. พระเยซู ทรงตำหนิทำนองถึงกับว่ารุนแรง ที่เรียกว่าด่านั่นเอง ต่อพวกนั้น, ที่ทำอะไรก็โอ้อวด คุยโขมง โฉงเฉง เหมือนกับพวกเราส่วนมากสมัยนี้ ทำอะไรได้หน่อยก็โอ้อวด โขมงโฉงเฉง. พระเยซู ท่านสอนสาวกของท่านว่า :- “อย่าให้เขารู้ว่า วันนี้เราสมาทานอุโบสถศีล " ผมใช้คำว่าอุโบสถศีล ขึ้นมาในศาสนาคริสเตียน ก็เพราะอยากให้ได้ความรู้เรื่องนี้บ้าง, วันที่กำหนดไว้สำหรับประพฤติ อะไรเคร่งครัด เป็นวันพระ วันอุโบสถนี้ ภาษาเฮบบรู เรียกว่า วันซาบาธ (Sabbath) ใน วันซาบาธนี้ เขาทำอะไร ๆ เหมือนกับที่เราถืออุโบสถกันในฝ่ายพุทธ, พวกทายกทายิกา ถือ อุโบสถกันอย่างไร ในวันซาบาธนั้น ก็มีอะไรมาก ที่พวกยิวเขาถือกันอย่างนั้น เช่นไม่ทาน้ำหอม ไม่แต่งตัวแต่งเนื้อด้วยพัสตร์ภูษาอาภรณ์, ไม่ได้ประดับสร้อยแหวนอะไรต่าง ๆ, ไม่นอนในที่นอน อันสบาย, เหมือนกันหมดกับการถืออุโบสถของพวกเรา. พระเยซูเลยสอนให้สวมสร้อยประดับ เนื้อแต่งตัว หรือว่ากินในลักษณะธรรมดา นั่งนอนในที่อันสบาย ในเมื่อความจำเป็นอย่างนั้น เกิดขึ้น เพื่อจะไม่ให้ใครรู้ว่าเราสมาทานซาบาธ คือถืออุโบสถ. นี้ก็คือพระเยซูทรงมุ่งหมาย เหมือนกัน, คือเพื่อไม่ให้กิเลสประเภทยกหูชูหางนั้นครอบงำเรา หรือทำลายเรานั่นเอง . แต่แล้วระวังให้ดี มันจะถูกกิเลสเล่นงานเอาสองซ้อน, คือว่าถ้าทำอาการปกปิดเช่นนั้น, เพื่อจะอวดขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ว่าเราเป็นผู้ไม่อยากอวด มันก็ถูกกิเลสเล่นงานเอาสองซ้อน. ดังนั้น

น.94 ๘๖ ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในการที่จะไม่ทำให้ผู้ใดรู้ว่า เราประพฤติอะไรบ้าง, ถ้ากิเลส เล่นงานเอาสองซ้อน ก็หมายความว่าสบายไปเลย, ได้กิน เล่น ตกแต่ง ประดับ หรูหราไป เลย, ด้วยจิตใจที่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ, อย่างนี้ก็ตายสองหน หรือว่าฉิบหายสองเท่า สิ้นเนื้อ ประดาตัวสองเท่า มันก็ไม่ควรอีกเหมือนกัน. เหตุฉะนั้นผู้ที่จะซ่อนทรัพย์ ซ่อนอะไรเหล่านี้ต้องเป็นคนจริง เหมือนกับคนซ่อนทรัพย์ เขาซ่อนจริง ๆ, เอาเพชรพลอยใส่ตุ่มใส่ไหจะไปฝังที่ไหน ก็ไปฝังกลางคืน ดูหน้าดูหลัง ไม่มี โอกาสให้ใครได้รู้ได้เห็น, ฝังแล้วก็กลบสนิท แล้วก็ปกปิดด้วยใบไม้ หรือต้นหญ้า หรือ อะไรให้เหมือนเดิม ไม่ให้รู้ว่าตรงนี้เคยขุดหลุมฝัง. คนเราควรจะทำให้ได้ดีกว่าสุนัข ที่เอา อาหารแห้ง ๆ ไปซ่อนฝังดินแล้ว มันก็ยังกลบแล้วกลบอีก ดมแล้วดมอีก ไม่มีทางที่ใครตัว ไหนจะรู้ได้ว่า มันได้ซ่อนอะไรไว้ที่นั่น, สุนัขตัวอื่นผ่านมา ก็ไม่มีทางที่จะได้กลิ่นสิ่งนั้น สัตว์ เดียรัจฉานยังทำได้อย่างนี้. มีคนเล่าให้ฟังว่า เต่าทะเลขึ้นมาขุดหลุมไข่ที่ชายหาดทราย แล้วก็ฝังแล้วฝังอีก โดย วิธีอย่างนั้นอย่างนี้, แล้วก็เดินกลบเกลื่อนให้มีรอยยุ่งไปหมดจนไม่มีใครจะรู้ได้ว่า ซ่อนไข่ ไว้ที่ไหน. สัตว์เดียรัจฉานยังทำได้อย่างนี้ มันจะดีไปกว่าคนไปเสียแล้วกระมัง, เพราะฉะนั้น คนต้องระวังอย่าให้เลวกว่าสัตว์เดียรัจฉาน คือซ่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ เหมือนเต่าซ่อน ไข่, หรือสุนัขซ่อนอาหารไว้กิน มันทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มันจึงซ่อนได้จริง. นี้กลัวว่าพวก เราจะไม่ซ่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ, แต่ไปซ่อนด้วยความอยากจะอวดเป็นครั้งที่สอง, มันก็ ซ่อนไม่ได้. เพราะฉะนั้นการที่จะมีธุดงค์ มีกัมมัฏฐานภาวนา, มีการบรรลุคุณธรรมเกี่ยวกับ เรื่องนั้น ที่เรียกว่าอุตริมนุสสธรรมแล้ว ก็ควรจะซ่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่างนั้นเหมือน กัน. ขอให้นึกถึงคำสอนข้อแรกที่สุด ภายในวันแรกที่สุดที่เราบวช ที่เรียกว่าอนุสาสน์ว่า :- จะไม่อวดคุณธรรม แม้แต่เพียงสักว่า เป็นผู้ยินดีในเสนาสนะอันสงัดแล้ว, อนฺตมโส สุญฺญา คาเร อภิรมามีติ นี้, แม้แต่จะอวดว่า เราเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะอันสงัดเสียแล้ว ก็ไม่ควรจะ อวด. ซึ่งผู้ที่เป็นอุปัชฌาย์ก็จำได้คล่องใจ คล่องปากทุกองค์, ผู้ที่เคยบวชก็ต้องได้ยินคำนี้ มาแล้ว อย่างน้อยครั้งหนึ่งในวันบวช ว่าอย่าได้อวดสิ่งที่เหนือไปกว่ามนุษย์ธรรมดา, แม้ ที่สุดแต่จะอวดว่า ใจคอของเราชอบความสงัดเสียแล้ว อย่างนี้ก็ยังไม่ควรจะอวด , แล้ว ทำไมจะมาอวดคุณสมบัติที่ยิ่งไปกว่านั้น ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นผลของภาวนา เป็นสมาธิ เป็นฌาน เป็นสมาบัติ เป็นวิมุติ เป็นวิโมกข์ เป็นต้น. ขอได้เห็นว่า การอวดนั้นคือการทำให้ ถูกปล้น ถูกขโมย เอาไปทันที นี้เรียกว่า เป็นส่วนตัว. ทีนี้ ส่วนที่เกี่ยวกับผู้อื่น คือการประกาศ ก็ต้องระวังให้ดี คงจะต้องสำรวมไว้เป็น อย่างยิ่งว่า พวกฝรั่งนั้นเขาฉลาด ทั้งในทางการศึกษา ในจิตวิทยา, เขาอยู่กันในสังคมที่ แข่งขันกันอย่างยิ่ง ในทุกวิถีทาง เพราะฉะนั้นมันต้องฉลาด. อย่าไปทำในลักษณะที่เป็นคำ ด่าของ

น.95 ๔๗ คนโบราณ คือพอเผยอปากก็เห็นขี้ฟัน และทั้งมีกลิ่นเหม็นด้วย. การที่เราจะไปสอนเขานั้น ระวังให้ดี อย่าให้เป็นเรื่องโอ้อวด ราวกับว่าเตรียมยกหูชูหางไปจากที่นี่, ด้วยเจตนาที่จะไป โอ้อวดไปจากบ้านเรา, พอไปถึงก็จะไม่มีอะไร นอกจากอาการดังที่กล่าวแล้วนั้น มันก็ล้ม ละลายหมด. เสียชื่อพระไทยหมด เสียชื่อประเทศไทย ในที่สุดก็เสียชื่อพระพุทธศาสนา เป็นผู้ทำลายพระศาสนา ยิ่งกว่าจะเชิดชูพระศาสนา, หรือประกาศพระศาสนา, จะต้องระวัง ให้ดี ว่าเราไปเผยแผ่พระศาสนา เชิดชูพระศาสนา ไม่ใช่ไปทำลายพระศาสนา. ที่ได้เอาเรื่องนี้มาพูด มากล่าวกันอย่างนี้ ก็เพราะเป็นเรื่องที่ควรวิตกอย่างยิ่งอย่าง หนึ่งด้วยจริง ๆ เหมือนกัน, จึงหวังว่าคงจะได้สังวรระวังไว้เป็นอย่างดี ให้เคร่งครัดที่สุด เหมือนกับรักษาชีวิตด้วยความกลัวตาย ทุก ๆ คนเถิด. เวลาของเราก็หมดลงพอดีสำหรับวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต