Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๑๕ — ๑๒. เราเป็นคนรวย

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.96 บัดนี้ วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาแล้วถึงเวลา ๒๑.๓๐ น. เป็นเวลาที่เรากำหนดไว้ สำหรับการพูดจาสนทนากันด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สำหรับวันนี้จะได้พูดเรื่อง เราเป็นคนรวย. วันก่อนได้พูดว่า ธรรมทูตจักต้องเป็นคน ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร, คือเป็นคนจน มีทรัพย์สมบัติ เปรียบเหมือนนก มีแต่ปีกสองข้างเป็น ภาระเท่านั้นเอง, แต่บัดนี้เราเป็นคนรวย, ขอให้ทำความเข้าใจกัน ในเรื่องนี้ให้ดี ๆ. ตั้งแต่ต้นมาจนถึงวันนี้ เราฝึกการเป็นอยู่ อย่างที่เรียกว่า อยู่กลางพื้นดินเป็นเกลอกับยุง อาบน้ำค้างก็นอนได้, และมีการกินการอยู่ อย่างที่เรียกว่า ตามแต่จะเป็นไป. เรื่องที่ต้องคิด ก็มีอยู่ว่า ถ้าเราฝึกอย่างนี้เสร็จไป เราจะได้อะไรจากการฝึกนี้, ผมขอตอบว่า เราเป็นคนรวย, ต่อไปนี้โลกทั้งโลกจักเป็นของเรา, เพราะว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ได้ทั่วทั้งโลก โดยที่ไม่มีอะไรเป็น ปัญหาเลย, ดังเช่นกลางสนาม เราก็อยู่ได้เหมือนกับที่เรากำลังเป็นอยู่. การเป็นอยู่ในแบบนี้ เหมือนกับการพักแรม และยิ่งกว่าการพักแรม ถ้าเราอยู่อย่างนี้ได้ ก็เป็นอันว่าหมดปัญหาที่ว่า เราจะอยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ได้ ไม่มีใครจะทำให้เราเกิดปัญหาในเรื่องที่อยู่ได้, เพราะว่าที่เช่นนี้ก็จะ มีให้เรา ธรรมทูต ในทุกหนทุกแห่งในโลกเป็นแน่นอน. ที่ว่า เราเป็นคนรวยอย่างไรนั้น, ถ้าใครยังนึกไม่ออก ก็เป็นเพราะไม่ได้นึกถึงพระพุทธ- ภาษิตที่ว่า " สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ ” - ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง. นี้เรากำลังฝึกความ สันโดษ เพื่อความเป็นผู้อยู่อย่างสันโดษ เราก็จะต้องมีทรัพย์อย่างยิ่ง, เมื่อเรามีทรัพย์อย่างยิ่ง แล้ว จะไม่ให้เรียกว่าเป็นคนรวยได้อย่างไรกัน. เราต้องเป็นคนรวยโดยแน่นอน เพราะว่าการฝึก ทุกอย่างนี้เป็นไปเพื่อความสันโดษ, ที่อยู่อาศัยเป็นไปเพื่อความสันโดษ, อาหารการกินเป็นไป เพื่อความสันโดษ จีวรก็เป็นไปเพื่อความสันโดษ ยาแก้โรคก็เป็นไปเพื่อความสันโดษ, แม้แต่ เครื่องใช้ไม้สอย เช่น หมอนไม้ โคมผ้า เหล่านี้ ก็เป็นเรื่องของความสันโดษ เมื่อเต็มไปด้วย ความสันโดษ ก็ต้องเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง ดังนั้นเราจึงเป็นคนรวย.

น.97 ๘๙ เมื่อกล่าวว่าเป็นคนรวยขึ้นมา มิขัดกันกับข้อที่กล่าวว่า ธรรมทูตต้องไม่มีทรัพย์สมบัติ อะไรติดตัวเลยไปหรือ, ผู้มีปัญญาจะมองเห็นได้ว่าไม่ขัดกัน คือเราไม่มีทรัพย์ในทางฝ่ายวัตถุ แต่ เรามีทรัพย์ในทางฝ่ายนามธรรม. ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัว, เพราะว่า เราจะต้องไปสอนสิ่งนี้ให้ทั่วไปทั้งโลก ถ้าโลกมีทรัพย์อย่างนี้กันแล้ว โลกนี้จะไม่มีวิกฤตกาลใด ๆ ซึ่งเป็นความเดือดร้อน หรือเป็นทุกข์. เดี๋ยวนี้ โลกทั้งโลกเต็มไปด้วย วิกฤตกาล และเป็นการถาวร คือมีการทุกข์ร้อนเดือดร้อน เป็นการถาวร มาจากการสงครามเป็นต้น, นี่ก็เพราะว่าโลกหรือชาวโลกเหล่านั้นไม่มีทรัพย์ อย่างนี้, มีทรัพย์ไปในทางวัตถุ แล้วยังต้องการเพิ่มอีกมากมาย ไม่มีที่สิ้นสุด. สงครามไม่ว่าที่ไหน และเมื่อไร เป็นไปเพื่อจะป้องกันวัตถุของตน และแสวงหาวัตถุเพิ่มเติม กะแผนการไว้อย่างยาวยืด ไม่มีที่สิ้นสุด, ดังนั้นจึงต้องรบกัน เอาลัทธินั้นลัทธินี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง บังหน้า เป็นเครื่องบังหน้า แต่เนื้อแท้นั้นก็เพื่อประโยชน์ในทางวัตถุนั่นเอง. แต่ถ้าเป็นผู้มีทรัพย์ที่เป็นอริยทรัพย์ หรือทรัพย์ในทางธรรมแล้ว มันจะเป็นเช่นนี้ไม่ได้, มีผู้ที่มีใจประกอบไปด้วยธรรม อิ่มเอิบไปด้วยทรัพย์อย่างยิ่งชั้นสูงแล้ว ก็ไม่ไปมัวเมาหลงใหล ในวัตถุ ตะกละตะกรามในวัตถุ จนมีแผนการที่จะหา รักษา คุ้มครอง แต่ทรัพย์สมบัติทางวัตถุ ไม่มีที่สิ้นสุด, จึงกลายเป็นคนยากจนไปทั้งที่มีทรัพย์สมบัติทางวัตถุมากมายมหาศาล. กลายเป็น คนยากจน ก็คือไม่มีความสงบใจ, ไม่มีความผาสุกใจ, เป็นคนอยากคอแห้งกระหายอยู่เสมอ, แล้วยังเป็นการเบียดเบียนตนและผู้อื่น ให้เป็นทุกข์เดือดร้อน นอนไม่หลับอยู่ด้วยกันทั้งนั้น แล้วจะ เรียกว่าคนรวยได้อย่างไร. สำหรับ เรา เป็นคนรวยก็เพราะมีอริยทรัพย์ อย่างน้อยก็มี ความสันโดษ ที่เรากำลังฝึกกันอยู่. ทีนี้ดูให้ละเอียดอีกต่อไป คือดูความแตกต่างตรงกันข้ามระหว่างทรัพย์ทางวัตถุ กับ ทรัพย์ทางนามธรรม, คือคุณธรรมซึ่งเรียกว่า อริยทรัพย์, กับทรัพย์ที่ไม่ใช่อริยทรัพย์. ของ ๒ อย่างนี้ ถ้ากล่าวโดยปรกติสามัญ หรือโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว มันเป็นข้าศึกแก่กัน มันอยู่ด้วยกัน ไม่ได้ ถ้าพอใจในอริยทรัพย์ ก็จะขยะแขยงต่อทรัพย์ทางวัตถุ, ถ้าไปหลงใหลในทรัพย์ทางวัตถุ ก็จะเกลียดและกลัวทรัพย์ที่เป็นอริยทรัพย์เป็นแน่นอน ดังนั้นมันจึงต้องแยกกันเป็นธรรมดา. แต่ถ้าบุคคลมีปัญญา, คือมีอริยทรัพย์เต็มที่แล้ว ทรัพย์ทางวัตถุก็กลายเป็นของง่ายที่จะมีมา แต่ เขาก็จะรับเอาไว้แต่เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ทำความยุ่งยาก. การมีทรัพย์เกินกว่าจำเป็นนั้น ก็เป็นการเพิ่มความลำบากยุ่งยากไม่สงบ, และการมีมากเกินกว่าจำเป็นนั้น เป็นบาป ชนิดหนึ่ง คือทำให้ผู้อื่นขาดแคลน เป็นบาปได้โดยไม่รู้สึกตัว ในข้อที่ว่าทำให้ผู้อื่นขาดแคลน, ถ้าต่างคนต่างมีกันแต่พอเหมาะสมแล้ว ก็จะอยู่กันเป็นผาสุก ไปทั้งโลกทีเดียว. ทีนี้ ทรัพย์ในทางวัตถุนั้น มันทำให้ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ, สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักมัน, คือ คนธรรมดามีกิเลสหนา ย่อมตะกละตะกรามทรัพย์ทางวัตถุไม่มีอิ่ม, ไม่มีพอ, มันจึงเผาผลาญ

น.98 ๙๐ บุคคลนั้น, และทำให้ผู้อื่นพลอยลำบากเดือดร้อนไปด้วย. ธรรมทูตในศาสนาคริสเตียน ดังที่ ได้เล่าให้ฟังแล้วว่า ต้องประกอบไปด้วยคุณสำคัญข้อนี้ คือความยากจน, หรือความไม่มีอะไร ด้วยเหมือนกัน, นั้นก็คือหมายความว่า ต้องรวยด้วยอริยทรัพย์ คือความเสียสละ ความเห็นแก่ ผู้อื่น แล้วก็เอาอริยทรัพย์นี้แหละไปแจกจ่าย. ที่ว่ารับใช้พระเป็นเจ้าไปประกาศธรรมะ ก็คือประกาศให้คนเห็นแก่พระเป็นเจ้า, อย่าไป เห็นแก่ทรัพย์ทางวัตถุ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เป็นต้น ก็จะทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้เหมือนกัน. ถึงพวกเราธรรมทูตในฝ่ายพุทธศาสนา ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรผิดแปลกแตกต่างไปจากนี้ คือจะ ไปสอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว ให้ ทุกคนไม่เห็นแก่ตัว ถึงกับเลิกมีตัวเสียได้ ก็ยิ่งเป็นการดี, เมื่อไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ก็ต้องเห็นแก่ธรรมะเป็นแน่นอน เมื่อไม่เห็นแก่โลกียทรัพย์แล้ว ก็ย่อมเห็นแก่โลกุตตรทรัพย์, หรืออริยทรัพย์เป็นแน่นอน, เมื่อเห็นแก่ธรรมะ หรืออริยทรัพย์ แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเบียดเบียนกันได้เลย. ดังนั้นลัทธิที่ต้องการจะเผยแผ่นี้ จึงเป็นลัทธิที่ ประเสริฐ ที่จะทำโลกนี้ให้อยู่เป็นผาสุก, ให้คนไม่ลุ่มหลงในโลกียทรัพย์, โลกียวัตถุ, โลกียสุข, หรือโลกียอะไรอีกมากมาย, แต่ให้อยู่เหนือวิสัยแห่งโลกียะเหล่านั้น เป็นอริยะ หรือเป็นโลกุตตร ขึ้นมาทีเดียว นั่นแหละเราเป็นคนรวยแล้วมิหนำซ้ำยังแจกอีกด้วย คือแจกไม่มีที่สิ้นสุด ตามหน้าที่ ของพระธรรมทูต, ที่จะต้องเอาอริยทรัพย์ไปแจกให้ ไม่มีที่สิ้นสุด และเราก็ต้องเป็นคนรวยจริง ด้วยเสียก่อนจึงจะมีแจกไม่มีที่สิ้นสุด, เพราะเหตุฉะนี้เอง เราจะต้องสนใจในสิ่งที่เราจะรวย และจะเอาไปแจก ให้ถูกต้องให้เพียงพอ. ทีนี้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราจะนึกคิดกันอย่างไร, ในทางโลกุตตระ, หรือโวหารทางโลกุตตระ นั้น ก็มีอยู่ชัดแล้วว่า, คนที่ไม่เอาอะไรนั้น คือคนที่ได้ทั้งหมด, คนที่ไม่เอานั่นแหละจะได้, ถ้าพูดอย่างสำนวนฝ่ายคริสเตียนก็ว่าคนที่ยอมเสียชีวิตนั่นแหละจะได้ชีวิต. ชีวิตแรกหมายถึง โลกียะ ชีวิตหลังหมายถึงโลกุตตระ. จะต้องระวังดูให้ดี ๆ ว่า แม้แต่ในฝ่ายอื่นเขาก็มีหลักเกณฑ์ อย่างนี้, แล้วเราจะไปงมงายคลานต้วมเตี้ยมอยู่ได้อย่างไรกัน มันต้องมีอะไรที่เสมอกัน หรือดีกว่า ในสิ่งที่เป็นเนื้อหาของพระศาสนา หรือสิ่งที่จะต้องเผยแผ่นั่นเอง. เรื่องที่ว่า "ไม่เอา นั่นแหละจะได้," หรือ คนที่ไม่เอาเลยเป็นคนได้ทั้งหมด คนที่ เอากลับไม่ได้ อย่างนี้ มีอยู่ด้วยกันหลาย ๆ ลัทธิ หรือหลาย ๆ ศาสนา, โดยเฉพาะในลัทธิเล่าจื๊อ ก็ยังมีสำนวนโวหารอย่างนี้มาก, ในพุทธเรา ฝ่ายพุทธเราก็มีอย่างนี้. ฝ่ายคริสเตียนก็มีอย่างนี้, พอที่จะกล่าวได้ว่า นี้เป็นหลักที่สูงสุด และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่ผู้มีปัญญา หรือในหมู่ พระศาสดา หรือศาสดาแม้ในอันดับที่รอง ๆ ลงมา. มีสำนวนโวหารประจำบ้านประจำเมืองนี้อยู่อย่างหนึ่งว่า “ดีอยู่ที่สละพระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย.” หรือถ้าว่าให้หมด ก็ต้องว่ามาตั้งแต่ต้นว่า. "ความงามนั้นอยู่ที่ ซากผี ; ความดีอยู่ที่ละ , - คือไม่เอา พระนั้นอยู่ที่จริง, นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย." นี้

น.99 ๙๑ เราจะต้องเป็นคนรวยอย่างของท่าน, เป็นคนรวยชนิดของท่าน, เป็นคนรวยเหมือนท่าน ซึ่ง หมายถึงรวยอริยธรรม อริยทรัพย์ ดังที่กล่าวแล้ว. แต่อย่างต่ำที่สุด อย่างเลวที่สุด ก็จะมีสันโดษ, ความสันโดษ ดังเรากำลังฝึกกันอยู่ ด้วยธุดงค์ เพื่อเป็นอริยทรัพย์อย่างยิ่ง นี้ก็เป็นทรัพย์อย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน. แม้จะยังไม่หมดกิเลส อุปาทาน เป็นพระอรหันต์ ก็ยังเรียกว่าเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง, ยิ่งถ้าได้หมดกิเลส หมดอุปาทาน มีความเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เป็นทรัพย์สูงสุด ทั้งอย่างยิ่ง และทั้งสูงสุด ก็คือเป็นยอดสุดของ คนรวย. ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แหละ คือคำอธิบายที่ว่าเราเป็นคนรวยอย่างไร. เมื่อ เราเป็นคนรวย เราก็ภาคภูมิใจที่จะไปแจกของ, ถ้าเราไม่เป็นคนรวย เราก็ว้าเหว่ใจ ไม่รู้ จะเอาอะไรไปแจก, ที่เอาไปแจก ก็คือของลม ๆ แล้ง ๆ ตามประสาคนจน ไม่มีอะไร แล้วจะ เผยอหยิ่ง จะเป็นแจกกับเขาด้วย. ถ้าจะเป็นผู้แจกกะเขาสักที ก็จะต้องมีอะไรที่ดี ๆ ที่ควรจะแจก และให้มากพอกัน, ดังนั้นเราไม่ต้องไปสนใจกับ เรื่องโลกียทรัพย์ โลกียธรรม หรือวัตถุ, เป็นผียิ่งกว่าผี, คือหลอกลวงยิ่งกว่าผี, และนำมาซึ่งความโง่เขลา และความทุกข์ในที่สุด, จึงควร เห็นว่า ที่กล่าวว่า ความงามอยู่ซากผีนี้ เป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง. ดีอยู่ที่ละ, คือไม่เอา, คนสมัยนี้ดีอยู่ที่ได้ ได้มาก ๆ ยิ่งดี, จนถือ " ศาสนาได้ " เป็น ศาสนากันไปเสียแล้ว, แทนที่จะพูดว่า :- พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ , ก็พูดว่า :- สตางค์ สรณํ คจฺฉามิ ได้ยินกันมาหนาหูขึ้นนี้ ก็เพราะถือลัทธิได้ นั้นเป็นดี, ไม่ถือลัทธิที่ว่า สละออกไปนั้นเป็นดี มันต่างกันอย่างนี้ แล้วใครจะอยู่ต่ำสุด ใครจะอยู่สูงสุด ลองไปคิดดู. พระอยู่ที่จริง, นี่อย่าต้องพูดกันเลย, ควรจะรู้กันดีว่า พระนั้นอยู่ที่บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง รู้จริง ได้ผลจริง แล้วสอนสืบกันไปจริง ๆ ให้มันจริงอย่างนี้. ส่วน นิพพานนั้นอยู่ที่ตายแล้วก่อนตาย, คือว่าเดี๋ยวนี้ร่างกายยังไม่ทันแตกดับนี้. เราก็หมดชีวิตแล้ว หมดตัวกูแล้ว หมดตัวตนแล้ว. นี่สละหมดไม่เอาอะไรเลย แม้แต่ตัวตนก็ ไม่เอาไว้, ดังนั้นจึงเป็นนิพพาน หรือสิ่งสูงสุด. นั่นแหละคือไม่เอาอะไรเลย แต่กลับได้หมด, ไม่เอาอะไรเลยกลับได้หมด, ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด แม้กระทั่งชีวิตว่าเป็นของตน, แต่กลับได้ไป ทั้งหมด ของสิ่งทั้งหมด ที่ควรจะได้, คือพระนิพพาน, จึงเรียกว่าเป็นคนที่รวยที่สุด. พวกเราอยู่ในลักษณะอย่างนี้กันอย่างเต็มที่, และพยายามที่จะเป็นอย่างนี้ และชักจูง กันให้เป็นอย่างนี้, สรรเสริญความเป็นอย่างนี้, ไม่มีอะไรที่จะต้องเอาต้องเป็น, ไม่อยากจะเอา อะไร, ไม่อยากจะเป็นอะไร, เพราะว่า ความอยากนั้นเป็นเรื่องของความโง่เขลา มาแต่ อวิชชา, เรียกว่าตัณหา มีความอยากชนิดนี้ มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นคนจนมากขึ้นเท่านั้น, คือจะกระหาย จะกระวนกระวายเหมือนคนจนมากขึ้นเท่านั้น. พอไม่อยากเพราะมีปัญญา รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง, ไม่อยากเอาอะไรเลย ก็เป็นคนมั่งมีขึ้นมาทันที, และ

น.100 ๙๒ เป็นสำนวนโลกุตตระ หรือเป็นสำนวนอริยะแท้. ความงามอยู่ที่ซากผี มันฝืนความรู้สึกของคนทั่วไป เข้าใจไม่ได้, เพราะยังตะกละ ในเรื่องของโลกียะ ผู้ที่รู้เรื่องของโลกุตตระจะมองเห็นได้ทันที ว่าซากผีมีความงาม, เพราะว่า มันแสดงความจริง, มันไม่ปิดบังความจริง มันไม่หลอกลวง มันเปิดเผย, เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ของงาม, เพราะเป็นของจริงและของมีประโยชน์, เป็นของไม่ทำให้คนหลง และจะทำให้คนฉลาด และนำคนให้พ้นจากทุกข์. ส่วนความงามที่อยู่ในคนที่เป็น ๆ แต่งเนื้อแต่งตัวสวย ๆ ไปด้วยการ ตบแต่ง หรือ make-up มากขึ้น อย่างสมัยนี้, นั่นคือความสกปรก ความหลอกลวง ความ มายามดเท็จ เพราะฉะนั้นจึงไม่เรียกว่างาม. ไปมองเห็นว่าซากผีนี้ประกอบไปด้วยความงาม ความจริง ความเป็นที่พึ่งได้ อาศัยได้ ความมีประโยชน์, ส่วนความงามอย่าง make-up นั้นแหละ เป็นความมั่งมีที่สูงสุดด้วย ได้แก่พระอรหันต์ ผู้หมดอุปาทาน ในการที่จะยึดถือสิ่งใดว่าเป็น ของตน, นี้คือคนร่ำรวยที่สุด มีพระพุทธเจ้า เป็นจอมประธานของบุคคลประเภทนี้. เราก็เป็น สาวกของท่าน มันจึงเป็นการแน่นอนที่ว่า เราจะต้องเดินตามอย่างไม่ขบถ ไม่ทรยศต่อท่าน, เพราะมันมีเฟ้อเต็มโลก ทำโลกให้ยุ่งยากเต็มทีแล้ว, เราก็สนใจในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ อริยทรัพย์, โลกุตตรทรัพย์, โลกุตตรธรรม, ซึ่งเป็นของบริสุทธิ์แท้จริง ไม่ทำอันตรายใคร ยิ่งมีมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นการดีที่สุดเท่านั้น. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดสนใจในวิธีที่จะนำมาซึ่ง อริยทรัพย์ที่จะพอกพูนอริยทรัพย์ อย่างเช่นอานาปานสติภาวนานี้ เป็นต้น, เพื่อจะพอกพูน อริยทรัพย์ให้ทวีมากขึ้นตามลำดับ, ให้สูงขึ้นตามลำดับ แล้วก็จะนำไปแจกได้จริง. เดี๋ยวนี้เราเป็นคนสันโดษแล้วเป็นอย่างน้อย, เราก็ต้องเป็นคนรวยในระดับหนึ่ง, และ เมื่อเราประสบผลสำเร็จ ในเรื่องของอานาปานสติภาวนา เป็นต้น เราก็เป็นคนรวยถึงที่สุด, เป็นสิ่งที่เราหวังอยู่ในอนาคต. พยายามกระทำให้อยู่ในวิสัย ในความเป็นไปได้สำหรับเรา และมั่นใจว่าเราจักต้องได้, เราจึงมั่นใจว่าเราเป็นคนรวยแล้ว และจะเป็นคนรวยต่อไปจนถึงที่สุด, เป็นคนรวยในสิ่งที่จะแจกเท่าไรก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้น, แถมกลับจะทำให้มีมากยิ่งขึ้นในโลกนี้. นี่แหละคือความประหลาดของอริยทรัพย์ ยิ่งให้ยิ่งมีมาก, ยิ่งใช้ยิ่งมีมาก, ยิ่งไม่รู้จักหมดจักสิ้น, เป็นสิ่งที่น่าสนใจ, เป็นสิ่งที่น่าแสวงหา, เป็นสิ่งที่น่าจะมี และใช้ให้เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง และผู้อื่น, ก็จะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา, แล้วยังทำตนจะเป็นผู้จ่าย ผู้แจก หว่านโปรย ทำนองเดียวกันกับพระศาสดา, ในฐานะที่เป็นสาวกผู้ซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่ง ต่อพระองค์, เป็นทาสที่จงรักภักดีอย่างไม่มีอะไรจะเปรียบได้, สมตามที่เราทุก ๆ รูป มีความ ตั้งใจไว้ในเจตนารมณ์ของกิจการธรรมทูต ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นทุกประการ. หวังว่าพวกเราจะได้นึกถึงข้อนี้กันไว้บ้าง, เพื่อเป็นเครื่องจูงใจ หรือกระตุ้นใจให้เรา เพลิดเพลินสนุกสนานในหน้าที่ของเรา. ถ้าจะพูดอย่างสำนวนคริสเตียนว่า ต้องเป็นคนหมดจด ไม่มีอะไรเลย ก็ดูจะว้าเหว่ สู้เป็นคนรวยไม่ได้, ดังนั้นจึงเลือกเอาข้างความเป็นคนรวย โดย

น.101 ๙๓ ยอมสละทรัพย์ฝ่ายโลกียะให้หมดให้สิ้นเชิง ถึงกับว่าเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว ในทางฝ่ายโลกียะ, แล้วก็เป็นมหาเศรษฐีในฝ่ายโลกุตตระ หรืออริยะ แล้วแต่จะเรียกด้วยกันจงทุกคนเถิด. เป็น มหาเศรษฐีมีอริยทรัพย์ไว้สำหรับแจกผู้อื่นโดยทุกวิถีทาง, มหาเศรษฐีฝ่ายโลกียทรัพย์ มีแต่กักตุนสะสม, มหาเศรษฐีฝ่ายโลกุตตระ กลับมีแต่แจกจ่าย เพราะการแจกจ่ายนั่นเอง จึงเป็นมหาเศรษฐียิ่ง ๆ ขึ้นไป ร่ำรวยและสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมอย่างสูงสุด ไม่มีอะไรจะเปรียบ ได้ จึงเป็นยิ่งกว่ามหาเศรษฐี จนไม่มีคำจะเรียก จนเรียกได้ด้วยคำสั้น ๆ คำเดียวว่า เป็นมนุษย์ ที่เต็ม ตรงกันข้ามกับมนุษย์ที่พร่อง หรือกลวง. เราได้ เป็นคนเต็มก็พอแล้ว, เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าเราทุกคน ซึ่งอ้างตนเป็นพระธรรมทูต นี้ จะเป็นทูตที่ร่ำรวยด้วยธรรม, แล้วก็จำแนกแจกจ่ายธรรม ถือตะเกียงเที่ยวส่องให้ทั่วโลก, คือแจกจ่ายแสงสว่าง อันเป็นสิ่งซึ่งไม่รู้จักหมดจักสิ้น, เหมือนกับโคมที่มีแสงสว่างส่องไป ในที่ที่ แสงพระอาทิตย์ส่องไม่ถึง ด้วยกันจงทุก ๆ รูปเถิด, สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปในทางที่ไม่ต้องเสียใจ ทีหลัง, ไม่มีอะไรที่จะต้องตำหนิติเตียนกันที่ตรงไหน, มีแต่จะเป็นที่อนุโมทนา สาธุการ ทั้งของ เทวดาและมนุษย์ เป็นพุทธบุตร, เป็นธรรมบุตร, เป็นสังฆบุตร เป็นอะไรในทำนองนี้ อย่าง ไม่มีอะไรที่จะเปรียบปาน, คุ้มค่ากันแล้วทีเดียวกับการเสียสละทุกอย่างทุกประการ เพื่อปฏิบัติ หน้าที่อันนี้. เวลาของเรากำหนดไว้อย่างนี้ จึงขอยุติเฉพาะคราวนี้. •

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต