น.102 บัดนี้ วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเราได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น.แล้ว เป็น เวลาที่เรากำหนดไว้ สำหรับพูดจากันด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง, ขอได้โปรดตั้งใจฟังให้ดี ๆ, และ ส่งใจไปตามนั้นให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ด้วย, โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องเขียนต้องจด จะมีเวลา และมีโอกาสที่จะสำรวมจิตใจเพื่อส่งใจไปตามนั้น ให้มากที่สุดด้วย. ในวันนี้จะพูดเรื่องว่า โดยที่แท้เราไม่เป็นอะไรเลย, ในวันก่อน ๆ ก็ได้พูดว่า เราเป็น คนจนบ้าง, เราเป็นคนรวยที่สุดบ้าง, และเป็นอะไร ๆ อีกหลาย ๆ อย่าง. โดยเฉพาะเป็นธรรมทูต แต่เดี๋ยวนี้กำลังบอกว่า เราไม่เป็นอะไรเลย โดยที่แท้ มีคำว่า "ที่แท้" อยู่อย่างนี้ ย่อมเข้าใจ ได้เองทุกคนว่า, โดยที่ไม่แท้นั้นเราเป็นอะไรมากมายทีเดียว แม้แต่เป็นธรรมทูต เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็จะต้องเข้าใจต่อไปอีก ในข้อที่ว่า พูดอย่างไรเป็นพูดภาษาคน พูดอย่างไรเป็นพูดภาษาธรรม. ที่พูดว่า เราเป็นอะไรอย่างนั้นอย่างนี้นั้น มันเป็นการพูดตามภาษาคน, ส่วนที่ว่า เรา ไม่เป็นอะไรเลยนั้น เป็นการพูดตามภาษาธรรม. ภาษาคนนั้นจริงอย่างสมมติ หรือที่เรียกว่า Relative Truth ส่วนพูดอย่างภาษาธรรมนั้น มันจริงแท้ หรืออย่างที่เรียกว่า Ultimate Truth เมื่อเราเปรียบเทียบกันดูอย่างนี้ เราจะเห็นได้ว่า ในภาษาพูดมีความจริงอยู่ ๒ อย่าง : จริงตามที่ ยืดหยุ่นได้, เปลี่ยนแปลงได้, ขึ้นอยู่กับความรู้สึก, หรือความเข้าใจของคนผู้พูด, ส่วนความจริง แท้นั้นไม่ขึ้นอยู่กับใคร ขึ้นอยู่กับตัวมันเองคือ ธรรมชาติ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าความจริงนี้ ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง. ธรรมชาติที่แท้จริงก็อย่างหนึ่ง ธรรมชาติที่ไม่แท้จริงก็อย่างหนึ่ง, แต่แล้วมันก็ยังคงเป็นธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น. ธรรมชาติที่ไม่แท้ก็คือ ตามที่มันจะปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไปตามความรู้สึกคิดนึก, ถ้า เป็นคนก็เป็นความรู้สึกคิดนึกของคน, ความรู้สึกคิดนึกที่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอย่างนี้เปลี่ยนได้ ดังนั้นจึงไม่แท้, เราเรียกว่าสมมติสัจจ์, สัจจะที่สมมต. ส่วนที่ไม่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของคน ขึ้นอยู่กับตัวมันเองนั้นเป็นปรมัตถสัจจ์, หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก, แต่ความหมายสำคัญอยู่ที่ว่า
น.103 ๙๕ มันเด็ดขาด มันเที่ยงแท้ มันแน่นอน. ตามสมมติสัจจ์ เราก็เป็นนั่นเป็นนี่มากมายหลายอย่าง และเปลี่ยนแปลงเรื่อย, แต่ตามปรมัตถสัจจ์ เราก็ไม่เป็นอะไรเลย ดังนั้นขอให้นึกถึงบทสวด ธาตุปัจจเวกขณ์ ที่ว่า นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ. คำสอนของบูรพาจารย์ที่เคยได้รับกันมา สืบ ๆ กันมา บอกกล่าวกันอยู่ในหมู่พวกเราว่า เวลาเช่นเวลานี้ ก่อนสว่างนี้จะต้องปัจจเวกขณ์ ธาตุปัจจเวกขณ์นี้ให้ครบ ๑๐๘ จบ, ไม่อย่างนั้น จะตายไปเป็นวัวเป็นควาย ใช้หนี้เจ้าของจตุปัจจัยที่เราไปรับเอามาบริโภค. คิดดูเถอะว่า จะต้อง ท่องให้ครบ ๑๐๘ จบ ตามจำนวนลูกประคำที่รูดไปทีละเม็ด ๆ จะต้องตื่นตั้งแต่เมื่อไร, แล้ว จะต้องสำรวมจิตใจเท่าไร, จะต้องเข้มแข็งเท่าไรจึงจะทำได้, เพียงเท่านี้ก็เป็นการดีมากอยู่แล้ว แม้ว่าจะทำไปโดยไม่รู้เรื่อง. แต่ถ้าเรารู้เรื่องว่ามันหมายความว่าอะไร, แล้วประทับหรือย้อม ลงไปในจิตใจตั้ง ๑๐๘ ครั้ง กว่าจะสว่าง, อย่างนี้ มันคงจะมีผลมากเอาการอยู่ทีเดียว, ดังนั้น ถ้าเราจะตื่นแต่เนิ่น ๆ หน่อย, แล้วมาคิดถึงความจริงข้อนี้ คือข้อที่ เราไม่เป็นอะไรเลยนี้ ตั้ง ๑๐๘ ครั้ง กว่าจะสว่าง. ในอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรก็ได้ ก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง, จะเป็นการกระทำที่ตรงตามพระพุทธประสงค์อย่างยิ่ง, และอาจจะเอามาใส่เข้าไปในรูปของ อานาปานสติภาวนาได้โดยง่าย คือรู้สึกอยู่, รู้แจ้งอยู่, เห็นแจ้งอยู่ ทุก ๆ ครั้ง ที่หายใจเข้าออก ตลอดระยะที่มันหายใจเข้า หรือมันหายใจออก ซึ่งสงเคราะห์ได้เป็น อานาปานสติภาวนา ขั้นที่ ๑๓ คือ อนิจจานุปัสสี นั่นเอง. สำหรับข้อที่ว่าเราไม่เป็นอะไรเลยนั้น พวกเราที่เป็นมหาเปรียญ ก็แปลข้อความนั้น ออกได้ด้วยตนเอง เริ่มต้นขึ้นด้วยคำว่า :- ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวตํ - สิ่งนี้นี่เป็นสักว่า ธาตุ เท่านั้น. เอตํ - สิ่งนี้นี่, ธาตุมตฺตํ เอว - สักว่าธาตุ เท่านั้น, ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ เป็นไปอยู่ ตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนื่องนิจ, ก็แปลว่า มันไม่ได้เป็นเรา หรือเป็นใคร เป็นสักว่าธาตุเท่านั้น, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ เพราะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ จึงเป็นอะไร แท้จริงไม่ได้, โดยแท้จริงเป็นอะไรไม่ได้, เป็นอะไรได้อย่างหลอก ๆ ชั่วขณะหนึ่ง ๆ ตามเหตุ ตามปัจจัย. บทถัดไป แสดงอย่างชัดเจนรุนแรงยิ่งขึ้น ย้ำว่า :- ธาตุมตฺตโก - สักว่าธาตุ, นิสตฺโต - ไม่ใช่สัตว์, นิชฺชีโว - ไม่ใช่ชีวะ, สุญฺโญ - ว่าง. แต่ในภาษาบาลีตอนนี้เอง ก็มีบอกอยู่ชัด อย่างหนึ่งว่า :- ยทิทํ จีวรํ - สิ่งนั้นคือ จีวร, ตทุปภุญฺชโก จ ปุคฺคโล - และบุคคลผู้บริโภค ผู้ใช้สอยจีวรนั้น, มีคำว่าบุคคลชัดอยู่ ปรากฏอยู่ว่า บุคคลผู้ใช้สอยจีวรนั้น. ผู้ที่ไม่เข้าใจจะ สงสัยว่า ทำไมจึงมามีบุคคลอยู่ที่นี่, เมื่อบุคคลผู้ใช้สอยจีวรนั้น, นี้พูดตามภาษาคน มันต้องมี บุคคล, คือตัวเราผู้ใช้สอยจีวรนั้น, แต่ภาษาธรรม คือภาษาแท้นั้นเป็น นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ , ก็เป็น ธาตุมตฺตโก - สักว่าธาตุ เท่านั้น ตลอดเวลา. โดยภาษาคน เป็นบุคคลและใช้สอยจีวร นั้นอยู่ นี้เป็นการพูดอย่างสมมติสัจจ์ เป็นบุคคล. แต่แล้วติดกันไปนั้นก็ปฏิเสธบุคคลว่า ธาตุมตฺตโก - เป็นสักว่า ธาตุเท่านั้น, นิสฺสตฺโต - ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล, นิชฺชีโว - ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่อาตมัน ไม่ใช่อัตตา สุญฺโญ - ว่าง
น.104 ๙๖ โดยบทว่า "ว่าง" นี้ แสดงความหมายลึกซึ้งมาก คือเราเป็นอะไรไม่ได้. จะพูดว่า "เป็นของว่าง" อย่างนี้ไม่ถูก, เพราะว่าความว่างหรือของว่างนี้มันไม่ต้องเป็น, เพราะเหตุ ที่ไม่มีอะไรจะเป็น ดังนั้นจึงเป็นอะไรไม่ได้ คือ ว่าง. ถ้าจะพูดว่า เป็นของว่างเข้าไปอีก ก็เป็น ภาษาคนขึ้นมาอีก, มันก็โง่ลงเท่านั้นเอง. ถ้าพูดว่าว่างในภาษาธรรม ก็คือ ไม่ต้องเป็น, ความว่าง เป็นสิ่งที่ไม่ต้องเป็น ความว่างเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่ตามภาษาคน. นี่แหละจึงกล่าวว่า "ที่แท้เราไม่ได้เป็นอะไรเลย" เมื่อเรามิได้เป็นอะไรเลยแล้ว ก็ หมายความว่า เรามิได้มีอะไรเลยเป็นเรา เป็นของเรา, เราจึงไม่มี ไม่เป็น ไม่เป็น ไม่มี, นี้คือ ว่าง, "ที่แท้เราไม่เป็นอะไร" ก็พอจะเข้าใจกันได้ในตอนนี้. ที่เราเป็นพระธรรมทูตก็เป็นโดยการสมมต, โดยการแต่งตั้ง, แต่โดยเนื้อแท้เราจะต้องไม่เป็นอะไรเลย, ต้องเข้าถึงความไม่เป็นอะไรเลย. จึงมี คำถามเกิดขึ้นมาเองว่า ที่ว่าไม่เป็นอะไรเลยนั้น ใครจะเป็นผู้ไม่เป็น, หรือว่าเราจะเป็นพระ- ธรรมทูตอย่างนี้ ใครจะเป็น, ที่จะเป็น หรือจะไม่เป็นก็ตามก็คือว่าง. ว่าง นั้นมีอะไรหมดทุกอย่าง อย่างที่ได้กล่าวแล้ว. คนโง่เข้าใจว่า เมื่อพูดว่าว่าง ก็คือไม่มีอะไรเลย, คนรู้ธรรมรู้ว่ามีทุกอย่าง แต่ไม่มีความรู้สึกยึดถือ เข้าใจสำคัญมั่นหมายว่า เป็นอะไรในสิ่งนั้น. จิตนั้นจึงว่าง เพราะ ไม่มีตัวที่จะเป็นตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือเป็นตัวผู้อื่น, และว่างเพราะไม่มีอะไรที่จะเอาไว้ เป็นของตัว มันเป็นจิตที่ไม่ได้ยึดถืออะไร, ไม่คุมอะไร จึงเรียกว่ามันว่าง เหมือนมือที่ว่าง ที่ ไม่ได้ยึดถืออะไร. คำว่า “ว่าง" หรือ "จิตว่าง" ในภาษาธรรมะจึงหมายถึงมีอะไรทุกอย่างครบไปหมด, แต่มิได้มีความสำคัญมั่นหมาย หรือความรู้สึกที่เป็น Conception อย่างใดอย่างหนึ่งว่า เป็น ตัวฉันหรือเป็นของฉัน, นั่นแหละคือความที่ไม่มีอะไร หรือไม่เป็นอะไรในขั้นแรก. แต่แล้วที่ว่า ใครเล่าจะเป็นธรรมทูต, หรือ ใครเล่าที่จะไม่เป็นอะไร, ก็ต้องตอบว่า ใจ นั่นเอง. ร่างกาย นั้นไม่ต้องพูดถึง มันเป็นของไม่มีความรู้สึก เป็นเพียงเปลือกนอกให้ใจอาศัย เหมือนเปลือกหอย ที่ให้ปูเสฉวนอาศัย. ใจข้างในนั้นมีอะไรประกอบกันอยู่ เป็นส่วนประกอบหลาย ๆ อย่าง, อย่าง ที่เราเรียกว่ นาม นี้ประกอบอยู่ด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นต้น, ส่วนที่เป็นจิต ก็มีหน้าที่กระทำ, ส่วนที่เป็นเจตสิกก็มีส่วนที่ประกอบการทำ, ดังนั้นสิ่งที่รวมกันเรียกว่าใจนี้เอง เป็นผู้รู้สึก เป็นผู้กระทำ, โดยที่ตัวมันเองไม่ต้องเป็นตัวตน ตามความหมายของบุคคลผู้ไม่รู้อะไร ว่าเป็นตัวฉัน. จิตนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก, อธิบายได้ยาก, เป็นธรรมชาติทางฝ่ายนามธรรมอันหนึ่ง ที่รู้สึกอะไรได้ และบังคับควบคุมร่างกายด้วย. ถ้าไม่รู้ความจริง จิตนี้ก็มีตัวฉัน, มือหังการ นมังการ, เป็นไปในทางยกหูชูหาง อยากดีอยากเด่น เป็นธรรมดา, อยากอวดสิ่งที่ตนรู้ เหมือนที่ คนทั่วไปทุกคนรู้อะไร ก็อยากจะให้ผู้อื่นรู้ว่า ตนรู้สิ่งนั้น, แม้ที่สุดแต่ว่ามีงูอยู่ที่นั่นตัวหนึ่ง ก็อด ปากบอนไม่ได้ที่จะเที่ยวบอกกันว่า มีงูอยู่ที่นั่นตัวหนึ่ง, มีนิสัยอยากจะเป็นผู้รู้และเป็นผู้เหนือผู้อื่น
น.105 ๙๗ ในทางที่จะเป็นผู้รู้ นี้ก็เป็น Instinct อันหนึ่งด้วยได้ ซึ่งเราจะต้องควบคุมมันด้วย คือสัญชาตญาณ แห่งการที่จะยกหูชูหางเหนือผู้อื่น, แต่แล้วก็ควรจะดัดแปลงได้ คือแทนที่จะปล่อยไปตามอำนาจ ของมัน, ก็ควบคุมปรับปรุง หรือดัดแปลง หรือ Sublimate มาในทางที่จะเป็นประโยชน์ คือ ไม่เป็นทุกข์แก่ตนเอง แก่ผู้อื่นด้วย. ดังนั้น เมื่อจะสอนก็จงสอนด้วยความรู้สึกที่ควบคุมแล้ว, อย่างพระธรรมทูต จะพูดจะสอน ก็ต้องไม่ใช่โอ้อวด, โอ่อวด เหมือนที่เราเคยกล่าวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง, แต่จะต้องด้วยความรู้สึก ที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวฉัน ไม่เป็นอะไรเลย. เป็น "จิตว่าง” บริสุทธิ์ แล้วให้มันทำงานไปตามหน้าที่, คือรู้อะไรหรือรู้สึกอะไรตามที่เป็นจริง แล้วก็บรรยายไป, อย่างนี้แหละจึงจะสำเร็จประโยชน์ สูงสุด ตรงตามหน้าที่ของพุทธบุตรแห่งพระพุทธองค์. เราจงสำนึกในข้อที่ "ที่แท้เราไม่เป็นอะไร," ที่แท้เราไม่เป็นอะไร, ที่แท้เราไม่เป็นอะไร นี้แหละให้ประจำอยู่ในใจ, เป็นอานาปานสติรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ เราจึงจะไปสอนพุทธ- ศาสนาที่แท้จริงและถูกต้องให้แก่โลกได้, ถ้ามิฉะนั้นแล้วจะมิเป็นการสอนอะไรเลย, เพราะว่า เราก็เป็นอะไรอยู่มาก ๆ. มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ก็เป็นอะไรกันอยู่มาก ๆ, แล้วจะสอนอะไรกัน, เพราะมีกิเลสเหมือนกันและเท่ากัน, มีนั่นมีนี่, เป็นนั่นเป็นนี่ ให้ยุ่งไปหมด. ยิ่งพวกฝรั่งด้วยแล้ว เขายิ่งเป็นอะไร มีอะไรได้เก่งกว่าเรา, เราจะไปเป็นลูกน้องเขามากกว่า ไปเดินตามก้นเขา มากกว่า, ดังที่คนไทยส่วนมากกำลังเดินตามก้นฝรั่งอยู่ในบัดนี้, นี้คือข้อที่ไม่มีอะไรเหนือกว่า มันจึงทำกันไม่ได้ สอนกันไม่ได้. พวกฝรั่งนั้น ที่เลวก็เลวไปจนไม่มีศีลธรรมมีแต่กิเลส แต่ส่วน ที่ยังดียังมีศีลธรรม มีวัฒนธรรมก็ยังมีอยู่มาก, แล้วเขาก็มีวัฒนธรรมไปในทางที่จะเป็นนั่นเป็นนี่, เอานั่นเอานี่ได้ดีกว่าเรา คือเขาเป็นอะไรได้ดีกว่าเรา เราก็จะไปพ่ายแพ้กันที่ตรงนี้. ที่เราจะชนะได้ก็มีทางเดียว คือ เราไม่เป็นอะไร ตามแบบของพระพุทธองค์, แล้วไป สอนเขาให้รู้จักไม่เป็นอะไรเสียบ้าง ว่าเป็นอะไร มีอะไร ก็เป็นไปตามสมมตเถิด, ที่แท้จริง อย่าเป็นอะไร, แล้วเขาก็จะมีความดับทุกข์ได้สิ้นเชิง, มีความสุขชนิดแท้จริงในภาษาธรรม, เหมือนพระอริยเจ้าในพระพุทธศาสนาได้ คือ เราไปประกาศพรหมจรรย์ เพื่อความเป็น พระอริยเจ้าแก่คนทั่วไปในโลก. ดังนั้นเราจะต้องเป็นพระอริยเจ้าอย่างน้อยในอันดับใด อันดับหนึ่ง, แม้แต่ในขั้นตระเตรียมก็ยังดีกว่าที่จะไม่เป็นเสียเลย. ข้อนี้สำเร็จได้ด้วยการ ที่เราไม่เป็นอะไร, มีความรู้อย่างถูกต้องในการที่จะไม่เป็นอะไร แล้วสำคัญมั่นหมายทางที่จะ ไม่เป็นอะไร จึงจะเรียกว่าเป็น ผู้รู้ธรรม และเป็นธรรมทูต มีธรรมสำหรับไปเผยแผ่. คิดดูให้ดีแล้ว จะรู้สึกได้ด้วยตนเองทุก ๆ องค์ว่า, เราต้องสนใจในความไม่เป็นอะไรนี้ ให้ มากกว่าการเล่าเรียนอย่างอื่น หรือแขนงอื่น. ทุกวันที่เราพูดกัน และแสดงบทบาทอะไรออกมา เป็นประจำวันนี้ แสดงให้เห็นอยู่ชัดยิ่งขึ้นว่า เรายังขาดความรู้ในส่วนเนื้อแท้ของธรรม คือ ความที่จะไม่เป็นอะไร, เรามีความรู้ในส่วนภาษา หรือส่วนอื่น ๆ, แต่แล้วก็กลับจะส่งเสริม
น.106 ๙๘ ไปในทางที่จะเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นครูบาอาจารย์ ถ้าความรู้แม้แต่ในทางภาษาก็ยังไม่ไหว, มันก็ยิ่ง อธิบายความไม่เป็นอะไรนั้นไม่ได้มากขึ้นทุกที, อธิบายได้แต่ความเป็นอะไร ตามความรู้สึก ของตนไปอย่างกระท่อนกระแท่น, นี้มันก็เป็นการแสดงว่า จักต้องล้มเหลวเป็นแน่นอน. ดังนั้นขอให้เราพยายามเพิ่ม. หรือรีบเริ่งในส่วนที่เป็นความรู้อันแท้จริง คือความไม่เป็น อะไร หรือตัวธรรมแท้ในพระพุทธศาสนานั้น ให้มากให้ทันกันกับความรู้ประกอบ, ซึ่งเป็น เพียงเครื่องมือสำหรับการเผยแผ่. หัวใจของพุทธศาสนา จะต้องสรุปอยู่ในประโยคสั้น ๆ ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" สพฺเพ ธมฺมา - สิ่งทั้งหลายทั้งปวง. นาลํ - ไม่ควร, อภินิเวสาย - ที่จะฝังตัวเข้าไป ว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา อย่างที่เราได้ยินกันชินว่า แปลว่า "ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น." ในที่นี้ก็หมายความว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่ควร ที่ใคร ๆ จะไปรู้สึกว่า เป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. หรือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างจากความหมาย แห่งความเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา นั่นเอง. มีผู้ไปทูลถามพระพุทธองค์ว่า ให้ทรงประมวลธรรมะทั้งหมดเป็นข้อความสั้น ๆ เป็น ประโยคสั้น ๆ จะได้หรือไม่ และว่าอย่างไร, พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสพระพุทธวจนะสั้น ๆ ประโยคนี้ ดังที่ปรากฏอยู่ในมัชฌิมนิกาย. เราจึงถือว่า คำว่า "สิ่งทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเรา หรือของเรา" นี้แหละว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา, เป็นหัวใจของธรรมะ, เป็น ตัวธรรมแท้ ที่จะมาประกอบกันเข้ากับคำว่า ธรรมทูต. คือทูตแห่งธรรม, คือทูตแห่งความจริง ข้อนี้ว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. เราจะไปบอกให้รู้กันทั่วโลกว่า ความจริง หรือ ธรรมะนั้นเป็นอย่างนี้ คนจะได้ เข้าใจความจริงของธรรมชาติข้อนี้, และมีความรู้สึกเป็นอยู่ด้วยการไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่ามี ว่าเป็นอะไรเลย, สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นของที่ไม่ทำความทุกข์ให้แก่ผู้นั้น. จะมีทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง, อะไรเท่าไรก็ได้, มันก็ไม่มาทำความทุกข์ให้แก่บุคคลผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น, แล้วจะอำนวยความสะดวกสบายเสียอีก. แต่ ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว, ทุกอย่างที่มีมันจะ ระดมกันตบหน้าคนผู้นั้นเอง, สุมเผาบุคคลผู้นั้นเอง, หรืออย่างน้อยที่สุด มันก็มาสุมอยู่บน ศีรษะของบุคคลผู้นั้น, แล้วมันจะหนักสักเท่าไร, ขอให้ลองคิดดู. ถ้าวัวควายไร่นาทั้งหมด มาสุม อยู่บนศีรษะของคนผู้เป็นเจ้าของแล้ว, มันจะน่าทุเรศสักเท่าไร, ก็ขอให้ลองคิดดู. นี่แหละคือข้อที่พุทธศาสนาได้สอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในฐานะที่เป็นหัวใจ ที่เรา จะนำไปเผยแผ่, จนให้รู้ว่า โดยที่แท้นั้นเราไม่ได้เป็นอะไรกันเลย, ไม่ว่าใคร, ไม่ว่าคนไหน, โดยที่แท้นั้นไม่ได้เป็นอะไรเลย, แต่ที่ไปสำคัญมั่นหมาย เป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นมา ต่าง ๆ นานา วันหนึ่ง หลายสิบครั้ง หลายร้อยครั้ง พันครั้งนั้น, เพราะ อำนาจความไม่รู้ธรรม, ไม่รู้ความจริง แล้ว จึงได้เป็นทุกข์ทุกที, ตามที่ได้มีความรู้สึกขึ้นมาว่า ตนเป็นอะไร, เป็นพ่อก็เป็นทุกข์อย่างพ่อ, เป็นแม่ก็เป็นทุกข์อย่างแม่, เป็นลูกก็เป็นทุกข์อย่างลูก, เป็นเศรษฐีก็ทุกข์อย่างเศรษฐี, เป็นขอทาน
น.107 ๙๙ ก็ทุกข์อย่างขอทาน, เป็นเทวดาก็ทุกข์อย่างเทวดา, เป็นมนุษย์ก็ทุกข์อย่างมนุษย์, เป็นคนมีบุญ ก็ทุกข์อย่างคนมีบุญ, เป็นคนมีบาปก็ทุกข์อย่างคนมีบาป. และในที่สุดต้องเข้าใจให้ดีว่า คนมีทุกข์ ก็ทุกข์อย่างคนมีทุกข์ คนมีสุขก็ทุกข์อย่างคนมีสุข, ถ้าหากว่ายึดมั่นถือมั่นว่า "ตน" ว่า "กู" เป็นผู้มีสุข. ที่แท้เราไม่ได้เป็นอะไรเลย, นี้จะไม่มีความทุกข์เลย. เราไปสอนธรรมะอันประเสริฐ, หรือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด, ที่ทำให้ไม่ต้องทุกข์, ไม่ต้อง เกิด, ไม่ต้องแก่, ไม่ต้องเจ็บ, ไม่ต้องตาย, ที่เรียกว่าอมตธรรมนี้ แก่คนทั้งหลายในโลก ตาม พระพุทธบัญชา, ให้ถูกต้องให้ตรง, ให้สุดความสามารถของเรา, ซึ่งเราต้องเตรียมตัวกันเสีย แต่บัดนี้, ด้วย ตนเองไม่เป็นอะไรเสียก่อน โดยเนื้อแท้ โดยที่แท้, แล้วจึงจะไปสอนข้อ เท็จจริงอันนี้แก่ใคร ๆ ก็ได้. ไปสอนความจริงอันเป็นปรมัตถสัจจ์นี้ แก่คนทุกคน ที่มีอุปนิสัย พอจะเข้าใจได้, ไม่เป็นอภัพพสัตว์เกินไปแล้ว ก็จะต้องเข้าใจได้วันหนึ่ง โดยแน่นอน. พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อยนั้นก็มีอยู่, จึงได้ทรงแสดงธรรม พยายามแสดงธรรม, แม้ในสมัยนี้เราก็เชื่อได้ว่า, คนที่มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อยนั้นจะต้องมีอยู่ โดยแน่นอนเหมือนกัน, เพราะว่ามีการศึกษาอบรมก้าวหน้ามาก. คนที่ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส เสียโดยส่วนเดียวก็ยังจะมีอยู่, เราก็มุ่งหวังเฉพาะคนประเภทนี้, เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ที่ทรง มุ่งหวังคนประเภทนี้ แล้วจึงทรงแสดงธรรม, อปรชคฺคชาติกา - สัตว์ที่มีชาติแห่งความมีธุลี ในดวงตาเล็กน้อยนั้นก็มีอยู่ สัตว์ประเภทนี้จักเข้าใจคำพูดที่ว่า "ที่แท้เราไม่เป็นอะไรเลย" ได้โดยแน่นอน. หวังว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะได้สนใจข้อนี้เป็นพิเศษ แล้วความเป็นธรรมทูต ของเราก็จะสมบูรณ์ และบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นแน่นอน. เวลาที่กำหนดไว้สำหรับการพูดจาก็หมดลงเท่านี้. •
Buddhadasa