Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๑๗ — ๑๔. หมอนไม้

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.108 บัดนี้ วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น.แล้ว, เป็น เวลาที่ได้กำหนดไว้ว่า จะพูดจากันในเรื่องหนึ่งเสมอไป. สำหรับวันนี้ที่จะขอกล่าว เรื่องหมอนไม้ อีกครั้งหนึ่ง, ผมรู้สึกว่า สิ่งที่เรียกว่า หมอนไม้ นี้ มีความสำคัญสำหรับพวกเราอย่างยิ่ง, และผมรู้จักดี ดังนั้นจึงมีเรื่องที่จะพูด เกี่ยวกับหมอนไม้นี้ พอสมควรอยู่เหมือนกัน. ผมใช้หมอนไม้มาตั้งแต่ก่อนที่จะได้อ่านบาลีพระพุทธภาษิต ที่ทรงแนะ หรือทรงขอร้องให้ใช้หมอนไม้ ดังพระบาลีว่า :- "กลิงฺครูปทานํ ภิกฺขเว วิหรถ" ซึ่งแปลว่า ภิกษุ ทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้มีท่อนไม้เป็นหมอนเถิด เมื่อมีท่อนไม้เป็นหมอนอยู่ มารจักไม่ได้ โอกาส. เมื่อออกมาอยู่ที่สวนโมกข์ฯ เก่า, มาสร้างสวนโมกข์ฯ เก่าขึ้น ตั้งแต่วันแรกมาก็ได้ใช้ หมอนไม้ เนื่องจากความเดาเอาว่า นี้จะมีประโยชน์, อย่างน้อย ก็ไม่มีใครขโมย. ไม่ลำบากในเรื่อง เก็บรักษา, เรื่องซักเรื่องฟอก, และก็เห็นเขาใช้กันอยู่ทั่ว ๆ ไป ไม่เห็นเป็นอะไร, แม้ว่าเขาจะใช้ นอนเล่นชั่วขณะ เราใช้จริงตลอดคืน ก็เพราะว่าเรานอนน้อย, การนอนของเราก็น้อย ๆ ในคืนหนึ่ง เท่า ๆ กับการนอนเล่นของเขาอยู่แล้ว, เพราะฉะนั้นก็คงจะใช้ได้, เพราะถ้ามันแข็งนัก ก็ใช้ ผ้าสังฆาฏิรองก็ยังได้, เพราะฉะนั้นจึงได้ใช้หมอนไม้มาตั้งแต่วันแรกของการมีสวนโมกข์ฯ คือ พ.ศ. ๒๔๗๕. เมื่อใช้เข้าจริงก็เห็นประโยชน์หลายอย่างอย่างที่ว่าแล้ว. และโดยเฉพาะเหมาะสำหรับ คนที่คิดเรื่อย โลหิตขึ้นหัว โลหิตขึ้นศีรษะ ทำให้มึนหรืองง หรือปวดหัวได้ในที่สุด. การใช้ หมอนไม้ เมื่อรู้จักใช้แล้วก็จะช่วยให้ มีการโลหิตขึ้นศีรษะนั้นน้อยลงได้, แต่นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอได้โปรดถือว่านี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ, เรื่องสำคัญอยู่ที่ว่า. นี้ มันเป็นคำแนะนำ คำสั่งของ พระศาสดา เพื่อว่ามารอย่าได้โอกาสนั่นเอง. เมื่อพิจารณาดูต่อไปอีกก็ยิ่งเห็นอะไร ๆ มากไปกว่า ที่มารจะไม่ได้โอกาสนั้นยิ่งขึ้นไปอีก, ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาเล่า เพื่อเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายจะได้คิดดูเป็นการเปรียบเทียบกัน.

น.109 ๑๐๑ ว่าความเป็นธรรมบุตรอย่างของเขา กับความเป็นธรรมบุตรอย่างของเรา มันต่างกันสักเท่าไร, ข้อนี้คือเมื่อมีการอบรมลูกเสือที่ค่ายธรรมบุตรนี้เอง ผมก็รู้เรื่องและสังเกตดูอยู่ตลอดเวลาทุกคราว ไป, ต้องขนหมอนมาเป็นอันมาก หมอนธรรมดา หมอนตะพาบสีขาว, ก็ต้องเที่ยวรวบรวม หยิบยืมตามบ้านตามวัด จนถึงกับว่า เสื่อจะหมดทั้งวัด, เพราะว่ามีคนมากหลายร้อยคน มีทั้งเสื่อ มีทั้งหมอน แล้วยังแถมมีทั้งกระจกเงาส่องหน้า มีหวี มีน้ำมันใส่ผม มีเครื่องที่ต้องใช้กับผมและ หน้า อย่างอื่น ๆ ในที่สุดก็คือข้อที่เขาจะต้องปรุงอาหารเป็นการใหญ่, จะต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อทำแสงสว่าง. คิดดูเถอะเพียงเท่านี้ก็เป็นความโกลาหลวุ่นวายเท่าไร, หมดเปลืองเท่าไร. อย่างเครื่องไฟฟ้านี้ ของสวนโมกข์ฯ นี้ก็มี, แต่ผมรู้สึกว่ามันน่าขยะแขยง ที่จะเอาเครื่องไฟฟ้า มาเดินเข้าติดให้สว่างไสว แล้วเขียนหนังสือหรืออ่านหนังสือด้วยสิ่งนี้, น่าขยะแขยงสำหรับ พระเรา ซึ่งเป็นพุทธบุตร ธรรมบุตรโดยเนื้อแท้, พระพุทธองค์ก็ไม่เคยทรงรู้จักกับสิ่งเหล่านี้ และไม่จำเป็นที่จะต้องมีไฟสว่างไสวมาก แม้เพียงเท่าที่เรากำลังมีอยู่นี้ คือมีโคมหลาย ๆ ดวง อย่างนี้. จะมีประทีปก็แต่สักดวงหนึ่ง ก็ประชุมกันได้ หรือไม่มีเลยก็ประชุมกันได้. นี่เราก็มีหมอนไม้ และผ้าพลาสติกพอสำเร็จประโยชน์ในการเป็นอยู่และการนอน, และ เราก็นอนได้ที่สนามหญ้า, ในเมื่อลูกเสือเหล่านั้นต้องนอนในหลังคา. คำว่าลูกเสือในที่นี้ คนโต ๆ ทั้งนั้น รุ่นครูทั้งนั้น ทั้งหญิงทั้งชาย อายุก็เท่า ๆ เรา แต่ต้องนอนในหลังคา. เรานอนได้ที่นี่ กลางหาว ไม่เป็นหวัดเลย นี่ก็เพราะอานุภาพของชีวิตแบบหมอนไม้, เราไม่ต้องเป็นทาสที่จะต้อง ซักปลอกหมอน, เพราะหัวของเราไม่เปื้อนน้ำมันใส่ผม, และหมอนของเราก็เปื้อนไม่ได้ เพราะ มันเป็นไม้และทาน้ำมัน หรือไม่ทาน้ำมันก็ตาม. นี้แหละคือ "ชีวิตหมอนไม้” ที่น่าสนใจ, ไม่ต้อง เป็นทาสของอะไร, เหมาะสมสำหรับสมณสากยบุตร. และเพราะเหตุนี้เองเราจึงไม่ต้องตั้งโรงครัว ไม่ต้องจ่ายอาหาร, แล้วก็ไม่ต้องทำกันให้โกลาหลวุ่นวายในโรงครัว เหมือนที่เขามีกันอยู่นั้น, เพราะว่าเราหนุนหมอนไม้ จึงได้ฉันอาหารฟรีของชาวบ้าน. หากลูกเสือจะทำอย่างนี้บ้าง ก็คงจะได้กินอาหารฟรีของชาวบ้านได้เหมือนกัน. ชาวบ้านสมัครใจเสียสละให้อาหาร และให้อื่น ๆ ทุกอย่างถ้าต้องการแก่เรา, เพราะว่า เรามีชีวิตหนุนหมอนไม้. ถ้าหากว่าพวกลูกเสือเหล่านั้นจะมีชีวิตให้คล้ายเรา ในทำนองนี้ ผมก็ เชื่อว่า ชาวบ้านเขาคงจะช่วยให้อาหารโดยที่ไม่ต้องปรุงอาหารเองด้วยเหมือนกัน เพราะว่า อุดมคติของลูกเสือนั้น ลองไปอ่านดูที่ไหนก็ตามใจ จะเห็นว่ามันมีหลักธรรมในพระพุทธศาสนา. ผมจึงตั้งชื่อค่ายนี้ว่า “ค่ายธรรมบุตร," เพราะว่าลูกเสือก็เป็นธรรมบุตรเหมือนกัน, ถ้าว่าลูกเสือ นั้นประพฤติให้ถูกต้องแท้จริงตามกฎเกณฑ์ของลูกเสือ ด้วยกาย วาจา ใจ หรือด้วยใจด้วย สุดชีวิตจิตใจให้จริง ๆ ก็จะเป็นธรรมบุตร เป็นพระ เป็นเณร หรือค่อนพระค่อนเณรไปทีเดียว. ความเสียสละ, ความซื่อตรง, ความเป็นระเบียบเรียบร้อย, ความเห็นแก่ผู้อื่น เหล่านี้ก็คือธรรมะ ในพุทธศาสนา. ไปตรวจดูรายละเอียดในบัญชีเหล่านี้แล้วจะเห็นได้ว่า เป็นธรรมะในพุทธศาสนา

น.110 ๑๐๒ ทั้งนั้น, หากแต่ว่าเขาไม่จริงมากเหมือนเรา, ยังมีลูกมีเมีย ยังเห็นแต่ความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย, ยังเอากระจกเงา เอาน้ำมันใส่หัวมาในค่าย, แล้วจะเป็นลูกเสือ สมคำว่าลูกเสือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้อย่างไร, นั่นแหละจึงต้องหุงข้าวกินเอง. ไม่มีสิทธิอันชอบธรรมมากพอที่จะกินอาหารฟรี เพื่อทำหน้าที่ของลูกเสือให้สมบูรณ์, เพราะทำหน้าที่ของลูกเสือไม่สมบูรณ์ ยังมีส่วนที่เห็นแก่ตัว แม้แต่การแต่งเนื้อแต่งตัว, อย่างนี้จึงไม่มีสิทธิที่จะกินอาหารฟรี. ทีนี้ สำหรับพวกเรา ถืออุดมคติว่า ชีวิตหมอนไม้กันดีกว่า, โปรดจำไปด้วยว่า การอยู่ ที่นี่จะบัญญัติคำขึ้นคำหนึ่งว่า "ชีวิตหมอนไม้," ท่านทั้งหลายได้มาร่วมชีวิตหมอนไม้, และเป็น สมาชิกของธรรมบุตรนี้, จะช่วยให้เป็นที่ระลึกถึงความจำแก่เหตุการณ์ ๒ อาทิตย์ที่นี่ว่า "ชีวิต หมอนไม้ของค่ายธรรมบุตร," เป็นสมาชิกของค่ายธรรมบุตรกลับไป. ชีวิตหมอนไม้ช่วยให้ได้ กินอาหารฟรี, ช่วยให้ได้รับความสะดวกอย่างอื่น. อย่าคิดว่าผมเป็นผู้ต้อนรับ หรือเป็นผู้จัดให้ มีอาหารฉัน หรืออะไรทำนองนั้น, จะต้องเข้าใจว่าชีวิตหมอนไม้ของเราต่างหาก ที่ทำให้ได้ เป็นอย่างนั้น. ชีวิตหมอนไม้นี้มีกำเนิดมาจากพระพุทธองค์, ซึ่งทรงรับสั่งว่า "จงมีท่อนไม้ เป็นหมอนเถิด มารจักไม่ได้โอกาส." คำว่า "มารจักไม่ได้โอกาส" นั่นแหละคือความหมาย ของพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์, ได้มามีชีวิตหมอนไม้อยู่ ๒ สัปดาห์ พอจะทำให้เกิดนิสัย อย่างนี้ขึ้นบ้าง. คำว่า ชีวิตหมอนไม้ มันมีความหมายรวมทั้งการกิน การนอน การกระทำ ทุกอย่าง, ซึ่งสรุปความว่า ทำให้เราเป็นคนรวยอย่างยิ่ง, เพราะสันโดษ, รวยในทางจิตใจ, และทาง ฝ่ายเนื้อหนังนั้น จะต้องลดลง เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดได้กระทำไป ในลักษณะที่ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว, จะทดสอบหลักสูตรนี้ได้โดยข้อเท็จจริงที่ว่า กลับไปจากนี้จะต้องมีน้ำหนักลดลงไป อย่างน้อย องค์ละ ๕ กิโลกรัม, ถ้าน้ำหนักยังไม่ลดลงไปองค์ละ ๕ กิโลกรัม ก็ถือว่ายังไม่ครบตามหลักสูตร ยังไม่ได้ผลตามหลักสูตร. ชีวิตหมอนไม้ของเราจะเริ่มความร่ำรวยในทางจิต ทางวิญญาณ แต่จะลดทุกอย่างในทางเนื้อหนัง. เท่าที่พูดมานี้ ก็พอจะแสดงให้เห็นว่า ชีวิตหมอนไม้นี้คืออะไร, เป็นชีวิตจิตใจของพวกเรา ธรรมบุตรอย่างไร. เราประสบความสำเร็จ คือชนะน้ำใจ อยู่เหนือน้ำใจของประชาชนอย่างไร, ผิดจากลูกเสือตามธรรมดาอย่างไร. เราเรียกตัวเองว่าลูกเสือของพระพุทธเจ้า คือเป็นธรรมบุตร ตามแบบของพระพุทธเจ้า, ส่วนลูกเสือตามธรรมดานั้น ก็เป็นลูกเสือของเขาเอง, เป็นธรรมบุตร โดยที่ผมอยากจะเรียก ก็เพราะอยากจะให้มีคุณธรรมอย่างธรรมบุตร. และหวังว่าถ้าผู้ที่มี อำนาจในวงการของลูกเสือ ได้เห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้โดยประจักษ์แล้ว, คงจะแก้ไขระเบียบ ของลูกเสือ ให้มามีชีวิตหมอนไม้อย่างพวกเรานี้เป็นแน่นอน, เพราะมันสมกับคำว่าลูกเสือ คือ สัตว์ที่อยู่ในป่า และเข้มแข็งที่สุด, มีคุณธรรมอะไรดีที่สุด ไม่ควรจะหนุนหมอนนุ่น ให้เปื้อนน้ำมัน ใส่หัวอีกต่อไป.

น.111 ๑๐๓ ข้อนี้ขอให้เอาไปคิดสำหรับเปรียบเทียบดูกับกิจการอย่างอื่น ๆ และรวมทั้งปรับปรุงอะไร บางอย่าง ในเมื่อกลับไปถึงวัดแล้ว, อย่าให้ต้องซักปลอกหมอนเหมือนพวกฆราวาสดูจะดีมาก. จะทำโดยวิธีใดก็ตาม อย่าให้พระเราต้องซักปลอกหมอนเหมือนพวกฆราวาสดูจะดีมาก, บางที พลาสติคจะช่วยได้, หรือถ้าถึงที่สุดแล้วหมอนไม้นั่นเองจะช่วยได้. นี่ไม่ได้ทำเพียงว่ามันจะได้ขลัง, หรือจะได้เป็นพิธีที่จะช่วยให้ขลัง, แต่ว่าเป็นเหตุผลและเป็นเนื้อแท้ หรือเป็น spirit - เจตนารมณ์ ของพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า, ของชีวิตพรหมจรรย์, อย่างน้อยก็ขอให้ไปทดลองดู เพื่อเป็นการสังเกตและเป็นความรู้ เมื่อแน่ใจอย่างไรก็เอาความจริงใจนั้นเป็นหลัก แล้วก็กระทำไป ให้สมคล้อยกับเจตนารมณ์ของพรหมจรรย์เถิด. เราก็จะเป็นสพรหมจารี, คือจะเป็นพรหมจารี ในส่วนตัว. และจะเป็นสพรหมจารีแก่กันและกัน ในส่วนสังคมของพระสงฆ์ ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม. จึงหวังว่าการที่เรามา train มาฝึกตัวเองในชีวิตแบบนี้ ที่นี่ ในลักษณะอย่างนี้ นี่จะ ได้ช่วยให้จิตหรือวิญญาณสูงขึ้นไป สำหรับที่จะเป็นธรรมทูต. ลดหย่อนอุปสรรคทางเนื้อหนัง ลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, แล้วก็เพิ่มความสูงความประเสริฐ หรือกำลังวังชาในทางจิต ทางวิญญาณให้มาก ให้เข้มแข็ง ให้แหลมคม สมกับที่จะเป็นธรรมทูต, ตามที่พระพุทธองค์ ตรัสในทำนองทั้งขอร้องและบังคับว่า "จงไป" หมายความว่าจงไปให้ทั่วโลก และเพียงเพื่อ ประโยชน์สุข, เพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก. จงทำความอนุเคราะห์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์. มนุษย์จะได้รับประโยชน์ เทวดาจะได้บุญเพราะอนุโมทนา, นับว่าเป็นการสงเคราะห์ทั้งแก่มนุษย์ และแก่เทวดา ด้วยเหตุนี้. เราจะต้องมีชีวิตหมอนไม้ จึงจะสามารถจาริกไป ตามคำสั่งของ พระองค์ และสำเร็จประโยชน์ตามนั้นได้, ถ้าเรายังติดชีวิตฟุ่มเฟือย เรายังไปไม่ได้. เราต้อง เสียสละความฟุ่มเฟือยทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง, แล้วร่ำรวยด้วยคุณธรรมในทางจิตทางวิญญาณ จึงจะออกเดินท่อม ๆ ไปทั่วโลกได้, บำเพ็ญประโยชน์แก่มหาชนได้เต็มที่ สงเคราะห์ทั้งเทวดาและ มนุษย์ได้จริง. ขอได้โปรดพิจารณา ถึงความประเสริฐของชีวิตแบบนี้ให้จริงจัง, และพยายามเป็นอยู่ หรือครองชีวิตอยู่ในแบบนี้ให้มากยิ่งขึ้น, เป็นชีวิตอนาคาริก, เป็นชีวิตของบรรพชิต ปราศจาก เหย้าเรือน, ปราศจากสิ่งที่เป็นภาระรุงรัง ไม่มีสิ่งที่เป็นภาระรุงรัง ตัดออกไป ๆ ๆ ให้เหลือแต่ ที่จำเป็นจริง ๆ คือไตรจีวร นอนไหนนอนได้ โลกนี้เป็นของเราทั้งโลก คือเราอยู่ที่ไหนก็ได้ ทั้งโลก. ถ้าเราต้องการจะอยู่อย่างนั้น จะกินอย่างนี้ เราไม่อาจจะอยู่ได้ทั้งโลก, แต่ถ้าเรามีชีวิต แบบหมอนไม้ เราอยู่ได้ทั้งโลก. และจะทำให้โลกนี้เป็นของเรา, เพราะว่ามีคนร่วมมือกะเรา, ผู้มีชีวิตพรหมจรรย์อย่างแท้จริง ตามแบบของพระพุทธองค์ สมกับที่ว่าธรรมะนี้เป็นของสำหรับ โลกทั้งโลก ทั้งหมด, เราจะกระทำให้เป็นอย่างนั้นด้วยน้ำมือของเรา, ผู้เป็นอยู่ อย่างชีวิต หมอนไม้. คำว่า "หมอนไม้" นี้ อยู่ในอัญญประกาศ คือมีความหมายมาก กว้างออกไป, หวังว่า

น.112 ๑๐๔ เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะได้จดจำคำนี้ไปว่า "ชีวิตหมอนไม้ของค่ายธรรมบุตร," และผม ถือว่าเพื่อนสพรหมจารีทุกองค์เป็นสมาชิกค่ายธรรมบุตรเช่นเดียวกับผม, แล้วเราคงจะได้ช่วย กันทำโลกนี้ ให้เป็นโลกที่มีธรรมะยิ่งขึ้น สมตามเจตนารมณ์ของพวกเรา, และสมตามที่เหตุการณ์ ในโลกนี้ มันส่อไปในลักษณะเช่นนี้, มีเหตุผลที่จะแสดงว่า โลกนี้ต้องการความช่วยเหลือจากเรา อย่างยิ่ง และโดยแท้จริงแล้ว, ขอได้โปรดทำในใจอย่างนี้ให้เต็มที่เถิด. หวังว่าสิ่งนี้จะติดอยู่ในความทรงจำ ไม่มีการลางเลือนจนตลอดชีวิต, มีชีวิตอย่างที่ เรียกว่า นอนกลางดินกินกลางทราย ทำนองเดียวกับที่เราถืออุดมคติกันอยู่เป็นประจำว่า "กินข้าว จานแมว อาบน้ำในคู." และสมคล้อยกันกับอุดมคติสากลที่ว่า plain living, high thinking นี้ เป็นของคู่กัน plain living มีชีวิตอยู่ให้ต่ำที่สุด แล้วก็จะมี high thinking ได้ คือมีความคิดสูงได้. ถ้ามี high living เสียแล้วจะเป็น low หรือ plain thinking กลับกัน, เพราะมีความสูงทางเนื้อหนัง แล้ว จะมีความตกต่ำทางวิญญาณ. ถ้ามีความต่ำทางเนื้อหนังแล้ว จะมีความสูงในทางวิญญาณ กลับกันอยู่อย่างนี้เสมอไป. ขอได้โปรดคิดให้ดี สังเกตให้ดี ทดลองให้ดี จนเข้าใจข้อเท็จจริงเรื่องนี้, แล้วดำรงชีวิต ในลักษณะที่เรียกว่า plain living ถึงผมไม่ขอร้องก็เข้าใจว่า เพื่อนสพรหมจารีทุกองค์กลับไป จากนี้ คงจะต้องไปปรับปรุงอะไรที่กุฏิ หรือที่วัดของตนบ้างเป็นแน่นอน, และคงจะรังเกียจ อะไรบางสิ่งบางอย่าง ที่เป็นอุปสรรคแก่ high thinking ที่แท้จริง และที่บริสุทธิ์. เรามีอะไร ที่คอยกระตุ้นให้ไม่มี high thinking คือคิดแส่ไปแต่ในทางสูง, เพราะว่ามันไม่ค่อยจะสนุกสำหรับ ผู้ที่มีความต้องการ ความเป็นอยู่ในทางวัตถุหรูหรา. ความเป็นอยู่ในทางวัตถุที่หรูหรา เป็น ข้าศึกกันกับความคิดที่สูงที่ประเสริฐ ตามแบบของพระพุทธศาสนา, ดังนั้นจึงเชื่อว่า คงจะต้อง มีการปรับปรุงอะไรบ้างไม่มากก็น้อย, แม้แต่นิดหน่อยก็ยังดี, เพื่อสนับสนุนภาวะที่สูงในทางจิตใจ ไม่มีอะไรที่เป็นไปในทางที่สูงยิ่งขึ้น ๆ. สิ่งที่ต้องนึกต้องคิดก็คือ ความสนุกสนาน ความคะนองกาย คะนองวาจา เพราะว่า การคะนองกาย คะนองวาจานั้น ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ที่เป็นไปในทางวัตถุ, นี้มันตรงกันข้าม กับคุณสมบัติที่จะทำให้เกิดความสูง ความประเสริฐในทางของพระอริยเจ้า ดังที่มีคำกล่าวชัด อยู่แล้วว่า :- อปฺปคพฺโภ กุเลสุ อนนุคิทฺโธ อปฺปคฺโภ, - ไม่คะนอง, กุเลสุ อนนุคิทฺโธ - ไม่ ข้องเกี่ยวในสกุลทั้งหลาย, ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวพัวพันงอแงอยู่ในสกุลทั้งหลาย. ภิกษุเราไปข้องเกี่ยว งอแงอยู่กับพวกโยม หาประโยชน์จากโยม ในการได้กินดี หัวเราะร่วน, นี่เรียกว่าไม่ กุเลสุ อนนุคิทฺโธ มันกลายเป็น อุปฺปคิฺโธ - เข้าไปข้องเกี่ยวพัวพันงอแง ออดแอดอยู่ในสกุลทั้งหลาย คือพวกโยม, แล้วก็มี ปคพฺโภ - คะนองกายคะนองวาจา. นี้เป็นตัวการแท้ของการมีชีวิตสำอาง สำรวย, ตรงกันข้ามกับชีวิตสันโดษของพระองค์, ตรงกันข้ามกับชีวิตหมอนไม้. เพราะฉะนั้น จะต้องไปปรับปรุงอะไรหลายๆ อย่าง หรือบางอย่าง ที่ส่งเสริมชีวิตอ่อนแอ, อ่อนแอไปใน

น.113 ๑๐๕ ทางที่จะต้องตามใจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อความสะดวกสบาย เอร็ดอร่อยทางเนื้อ ทางหนัง นั่นเอง. ขอได้โปรดนึกในเรื่องนี้ เตรียมตัวเพื่อจะเป็นผู้เข้มแข็ง, เมื่อถูกส่งไปต่างประเทศแล้ว ความสำเร็จก็จะอยู่ในกำมือของเรา, เพราะว่าเราจะไม่ไปตกเป็นเหยื่อของความหรูหรา ฟุ่มเฟือย ในต่างประเทศเป็นแน่นอน. ประวัติศาสตร์จะไม่ต้องซ้ำรอยในข้อที่ว่า ภิกษุที่ ถูกส่งไปต่างประเทศนั้น ไปสึกมีภรรยา เป็นชาวต่างประเทศ. เป็นการทำลายขวัญ, เป็นการ ทำความฉิบหายให้แก่อุดมคติ, นี้ปรากฏมาแล้วเป็นอันมาก. ถ้าเราไม่เป็นทาสของความหรูหรา ฟุ่มเฟือยไปตั้งแต่บัดนี้, เราก็จะไม่ไปเป็นทาสแห่งความหรูหราฟุ่มเฟือยในเมืองนอกเป็นแน่นอน. ขอได้โปรดถือเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งด้วย, ในการที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของเรา ด้วยความเสียสละอดกลั้นอดทน, เป็นเครื่องบูชาคุณของพระพุทธองค์ ด้วยปฏิบัติบูชา อย่าง สูงสุด จงทุกองค์เถิด. เวลาสำหรับพูดจาตอนนี้ของเราก็สิ้นสุดลง ซึ่งเราจะได้ทำตามโปรแกรมต่อไปในเรื่อง ทำวัตร และวันนี้เราก็จะมีเวลามากพอ เพราะว่าเราเริ่มก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง. •

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต