Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๑๘ — ๑๕. งานธรรมทูตคือ งานต่อต้านผู้อื่น

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.114 บัดนี้ วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงเข้ามาถึงเวลา ๒๐.๔๐ น. แล้ว, เป็นเวลาที่เราจะพูดจากันด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตามเคย. สำหรับวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า งานธรรมทูต คืองานต่อต้านผู้อื่น. งานธรรมทูตคืองานต่อต้านผู้อื่น , งานธรรมทูตจะต่อต้านผู้อื่นอย่างไร เราจะได้ พิจารณากันต่อไป. เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายย่อมมองเห็นอยู่แล้วว่า งานธรรมทูตก็คืองานเที่ยว สั่งสอนให้รู้เรื่องความดับทุกข์ ความดับทุกข์ เป็นเรื่องละเอียดประณีต, จนถึงกับพระพุทธองค์ ทรงท้อพระทัย จะไม่แสดงธรรมที่ตรัสรู้แก่มหาชนมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็ทรงแสดงเพราะ เห็นว่ามีบางคนจะเข้าใจได้. ข้อนี้แสดงว่า ธรรมะนั้นยากแก่บุคคลทั่วไป , ข้อที่ยากนั่นแหละ เป็นการแสดงว่า ไม่เข้ารูปกันได้กับความรู้สึกของมหาชน, นี้ก็ข้อหนึ่งแล้ว ที่แสดงให้เห็นว่า มันฝืนความรู้สึก, เป็นการฝืนความรู้สึกของมหาชน. ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่จะต้องสังเกตอีกสิ่งหนึ่งก็คือว่า แม้สมเด็จพระศาสดาเอง ก็ทรงถูกมหาชน ต่อต้านเนื่องด้วยคำสอนของพระองค์, เพราะว่าทรงสอนไปในทางที่ฝืนความรู้สึกของมหาชน นั่นเอง. ในที่หลายแห่งพระพุทธองค์ทรงถูกเขาด่า เขาหาว่า พระสมณโคดมนี้ไม่มีอะไร ดีแต่จะ เที่ยวทำให้คนเป็นหม้าย, เช่นเมื่อสามีไปบวชเสีย ภรรยาก็เป็นหม้าย อย่าง นี้เป็นต้น . และยังทรง ถูกมนุษย์กล่าวหาด่าว่าอย่างอื่นอีกมากมาย เช่นว่า ทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว นำไปทำให้ฉิบหาย อย่างนี้เป็นต้น, ซึ่งเป็นการแสดงว่าความรู้สึกไม่ตรงกัน จึงเป็นการต่อต้านกันอย่างยิ่ง. นี่ขอให้ สังเกตในข้อที่ว่า แม้แต่พระองค์เองก็ยังทรงถูกเขาต่อต้านอย่างนี้. เพราะว่า ธรรมนั้นมันเป็น ไปเพื่อการฝืนนิสัยของคนธรรมดาสามัญ ที่ไม่รู้ธรรมะ. เมื่อเริ่มสอนธรรมะก็ต้องประสบการต่อต้าน ดังนั้นเราจึงถือว่างานของธรรมทูต คืองาน ต่อต้านผู้อื่น, หรือต่อต้านกับผู้อื่น, แล้วเราจะเอาแต่ความสะดวกสบาย ให้ใครมาคอยนอบนบไป หมดอย่างนี้, ไม่มีหวัง, ถ้าคิดอย่างนั้นก็เป็นความเขลาเต็มที่ และไม่ใช่ความคิดของพระธรรมทูต

น.115 ๑๐๗ ด้วย, เป็นความคิดของบุคคลผู้ทำการค้า หรือแสวงหาลาภอย่างใดอย่างหนึ่ง เท่านั้นเอง. ต่อเมื่อใด มองเห็น และคิดว่างานธรรมทูตเป็นงานต่อต้านผู้อื่น, แล้วรู้สึกว่าจะต้องเสียสละ, จะต้องอดกลั้น อดทน, จะต้องต่อสู้ แม้กระทั่งสูญเสียชีวิตก็ยอมแล้ว, นั่นแหละจึงจะเป็นพระธรรมทูต. เหมือนกับ พระปุณณะ ที่จะไปเผยแผ่ศาสนา, หรือพรหมจรรย์ในแคว้นสุนาปรันตะ ซึ่งคนดุร้าย ท่านก็ ยอมเสี่ยง ยอมเสียชีวิตไว้เป็นการล่วงหน้า, พระศาสดาจึงทรงอนุโมทนาว่า สมควรแล้วที่จะเป็น ธรรมทูต ดังนี้ จึงหวังว่าเราทุก ๆ รูป จะมีความรู้สึกเช่นนี้ไว้เป็นการล่วงหน้าด้วยเหมือนกัน. เราลองพิจารณาดูจะเห็นได้ว่า มันเป็นการต่อต้านอยู่มากมายหลายชั้น หลายระดับ, ใน ชั้นแรกที่สุดก็จะมองเห็นได้ว่า เป็นการต่อต้านทั่ว ๆ ไป คือฝืนความรู้สึกของปุถุชนที่เห็นแต่ความ สุขทางเนื้อทางหนังทั่ว ๆ ไป อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้, เพราะว่า ธรรมะนี้ไม่สนับสนุนความสุข ทางเนื้อทางหนัง ซึ่งเป็นมายาหลอกลวง, เป็นเหมือนเหยื่อติดเบ็ด แต่ว่าพวกปลาเหล่านั้น ต้องการเหยื่อ ไม่มองเห็นเบ็ด, จึงหวังในความสุขทางเนื้อทางหนัง, การเผยแผ่ธรรมะจึงเป็นการ ต่อต้านกันอยู่ในตัวกับคนทั่ว ๆ ไป. ทีนี้มองให้แคบเข้ามาอีกหน่อย ก็จะเห็นได้ว่า งานธรรมทูตนี้เป็นงานต่อต้านต่อบุคคล ผู้ที่รู้สึกว่าเขาได้เสียประโยชน์อะไรไป, เช่นว่าเราสอนให้คนเลิกกินเหล้า คนที่ขายเหล้าเขาก็ เสียประโยชน์ไป, หรือว่าเราสอนให้คนไม่แสวงหาความสุขทางเนื้อหนัง, ผู้ที่ทำหน้าที่ขาย ความสุขทางเนื้อหนัง ก็เป็นผู้เสียประโยชน์ไป, ก็มีความรู้สึกต่อต้าน, แม้ที่สุดแต่วัดวาอาราม นี้เองก็ยังต่อต้านงานธรรมทูต, ในที่บางแห่งที่ปรากฎมาแล้ว มีอยู่เป็นตัวอย่าง, เช่น ท่าน ปัญญานันทะถูกต่อต้านด้วยการแกล้งทำให้ไฟฟ้าเสีย เสีย อย่าให้พูดต่อไปได้, เพราะว่าการพูด นั้นเป็นการขัดกับประโยชน์ของวัดวาอารามนั้น ซึ่งจัดงานขึ้นเพื่อหาเงิน. และคำพูดของท่าน ปัญญานันทะไปขัดกันเข้ากับวิธีหาเงิน, เขาก็ต่อต้านด้วยการทำให้เครื่องไฟฟ้า หรือเครื่องขยาย เสียงชะงักไป พูดไม่ได้ต้องเลิกกัน อย่างนี้ก็มี. นี้เรียกว่าวัดวาอารามนั่นเองต่อต้านงานธรรมทูต, เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะไปหวังอะไรจากคนทั่วไป ขอให้สนใจอย่างนี้กันบ้าง. ทีนี้มองดูอีกทีหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่า งานธรรมทูตของเรา ก็เป็น งานต่อต้านรัฐบาลของ ประเทศ เราก็ยังมีอยู่. รัฐบาลต้องการจะขายของเมา เช่นเหล้า เช่นบุหรี่, แต่ธรรมะของเรา หาว่าเรื่องเหล่านั้น เป็นเรื่องอบายมุข, เมื่อเราจะสอนให้คนไม่กินเหล้า ซึ่งเป็นอบายมุข ก็เป็นการ ต่อต้านรัฐบาล, ที่ต้องการจะขายเหล้าหาภาษี หรือกำไรจากเหล้า จากบุหรี่ให้มาก, จะเอาเงิน ภาษีนี้ไปช่วยกิจการของรัฐบาล. มันก็กลายเป็นเรื่องที่น่าหัวเต็มที, โดยที่รัฐบาลขอร้องให้ พระธรรมทูตทำงานเผยแผ่ศาสนา, แต่แล้วก็ต้องไปเผยแผ่ในลักษณะที่ต่อต้านรัฐบาลเช่นนี้ เป็นต้น. รัฐบาลเปิดโอกาสให้มีการยั่วยวน ซึ่งเป็นอบายมุขยิ่งขึ้นไปอีก เช่น ไนท์คลับ เป็นต้น, ควรจะถือว่าเป็นอบายมุขที่น่าขยะแขยงยิ่งขึ้นไปอีก, แต่รัฐบาลก็อำนวยให้มี เพื่อต้องการภาษี. เราก็มีหน้าที่ที่จะบอกว่า นั่นเป็นอบายมุข และก็ต่อต้านกันอยู่ในตัว. ธรรมทูตกับรัฐบาลต่อต้าน

น.116 ๑๐๘ กันอยู่ในตัวอย่างนี้ จงพิจารณาดูเถิด หน้าหัวหรือไม่น่าหัว ทั้งที่งานธรรมทูตอยู่ในอุปการะของ รัฐบาล, แต่ว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่แสวงหาภาษีมาบำรุงกิจการของรัฐบาล, ก็น่าเห็นใจอยู่. ทีนี้มาถึงเรื่องเหลว ๆ แหลก ๆ ไม่ใช่ได้ภาษีอะไร, เช่นเรื่องวิทยุที่ส่งเพลง อยากจะ ขอให้สังเกตว่า สถานีวิทยุส่งเพลงให้ประชาชนรับฟังได้ทั้งวันทั้งคืน, ไม่ว่าจะต้องการฟังเพลง เวลาไหน เป็นหาฟังได้ตลอดวันตลอดคืน. ทีนี้มาดูถึงเพลงนั้น จะเห็นได้ว่าเนื้อหาของเพลงนั้นไม่มี อะไร, เป็นเรื่องอบายมุขชัด ๆ คือ ส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกในทางมัวเมา, วัดความสุขทางเนื้อ ทางหนังจนหลงใหลเคลิบเคลิ้มไป จนกระทำสิ่งที่ไม่ควรทำ. เมื่อสักสองปีมานี้ ผมได้ฟังเพลงที่ส่งทางสถานีวิทยุที่ดีที่สุดของรัฐบาลเพลงหนึ่ง ในเพลง นั้นมีคำที่โสกโดกน่าเกลียดน่าชัง เช่นคำว่าจูบตั้ง ๒๐ ครั้ง ชั่วเวลาสามนาที มีคำว่าจูบตั้ง ๒๐ ครั้ง, ขอให้คิดดูเถอะ และพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า ไม่มีแง่ที่จะให้อภัยว่ามันเป็นศิลป, หรือศิลปิน ที่ตรงไหนในเพลงนั้น, มีลักษณะเป็นคำฉอเลาะผู้ชายของหญิงโสเภณีดี ๆ นี่เอง. เนื้อหา น้ำเสียง ทำนอง อะไรก็ตาม มีลักษณะเป็นหญิงโสเภณีฉอเลาะผู้ชาย มีคำว่าจูบ ๒๐ ครั้ง ก็รู้สึกสะดุ้ง หวาดเสียวว่า เด็ก ๆ ของเราจะเป็นอย่างไร? แล้วก็เบื่อขี้เกียจจะฟังอีกต่อไป. ในเพลงของสถานีวิทยุของรัฐบาล ไม่ใช่เพลงปลุกใจ ไม่ใช่เพลงที่จะส่งเสริมจิตใจให้ ดีขึ้น, แต่ว่าเป็นเพลงชนิดที่เร้ากามารมณ์ไปทั้งหมด, มีลักษณะเป็นอบายมุขชัด ๆ, แล้วก็ส่ง อยู่ได้ทั้งกลางวันกลางคืน ทยอยกันไปสถานีนั้น สถานีนี้ ซึ่งล้วนแต่อยู่ในอำนาจของรัฐบาล ทั้งนั้น. ผมมารู้สึกว่า ถ้ารัฐบาลกระทำสิ่งนี้ไปโดยไม่รู้สึก ก็ยังต้องคิดว่าเป็นรัฐบาลที่สะเพร่า และงมงายที่สุด, และถ้ายิ่งทำไปด้วยความรู้สึกแล้ว ก็จะต้องพูดว่าเป็นรัฐบาลที่โง่โดยเจตนา จะเป็นรัฐบาลของประเทศไทย หรือของประเทศไหนก็ตาม, จะต้องกล่าวอย่างนี้ ไม่กลัวคน ของรัฐบาลจะมาฆ่าให้ตาย และยังได้ประท้วงโดยการบอกกล่าวประชาชนว่า ถ้าขืนเปิดฟังเพลง ทำนองนี้ทั้งกลางวันกลางคืนแล้ว ความเสนียดอัปรีย์จัญไรก็จะคืบคลานขึ้นไปบนบ้านเรือนนั้น. ขอให้ช่วยกันระมัดระวังเพลงของสถานีวิทยุให้ดี ๆ ให้ฟังแต่ข้อความที่เป็นประโยชน์. แม้อย่าง นี้ก็ยังไม่สำเร็จ. คนส่วนมากก็ยังคอยแต่จะฟังเพลง พอส่งสารคดีหรือแม้แต่ข่าวขึ้นมา ก็หมุน หาสถานีอื่นที่มีเพลง, เป็นอันว่าเด็กที่กำลังคึกคะนองในเรื่องของความสุขทางเนื้อหนังนั้น มี โอกาสฟังเพลงตลอด ๒๔ ชั่วโมงถ้าเขาต้องการ. มันก็เป็นความเสียหายอย่างยิ่งในทางจิตทาง วิญญาณ เพิ่มภาระให้แก่พวกธรรมทูตมากขึ้น. เพราะว่าผู้ที่หลงใหลไปในเรื่องเร้าอารมณ์ชนิด นี้มากมาย มีจิตใจตกต่ำแล้วนั่นแหละคือพวกที่จะประกอบอาชญากรรม ไม่ว่าในประเทศไหน. ในประเทศที่เรียกว่าเป็นประเทศผู้นำก็ยิ่งเป็นอย่างนี้, จนมีอาชญากรรมเรื่องฉุดคร่าอนาจาร ทุก ๆ ๗ นาที อย่างนี้เป็นต้น ในประเทศนั้นทั้งประเทศ. ขอให้คิดดูเถอะว่า มันเป็นเรื่องอะไร, มันไม่ได้อะไร, ส่งเพลงชนิดนี้ไม่ได้ภาษีอะไร ที่จะไปช่วยเหลือกิจการของรัฐบาล. แต่อีกทางหนึ่งก็ทำคนให้เลวลง, มีจิตใจเสื่อมทรามเป็น

น.117 ๑๐๙ สัตว์เดรัจฉาน แม้แต่จะนั่งอยู่ก็ต้องกระดิกเท้า. พอเพลงนี้ส่งขึ้นมา ตัวก็เต้นระริก ๆ ไปตาม ทำนองเพลง, แล้วจิตใจของเขาจะเป็นอย่างไร, เราก็พอทายได้. เพราะเหตุฉะนี้แหละจึงรู้สึกว่า มันเป็นการต่อต้านกันอย่างยิ่ง ในระหว่างธรรมทูตเรา กับการกระทำชนิดนี้อย่างนี้ของรัฐบาล เอง, แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี ขอให้ลองคิดดู. มันมีอะไรอยู่อีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งรัฐบาลปล่อยออกมา, แล้วก็พร้อมกันนั้น ขอให้ ธรรมทูตช่วยเทศนาสั่งสอน เพื่อจะห้ามกันสิ่งเหล่านั้นอย่าให้เกิดมีขึ้น, ยกตัวอย่าง เช่นเรื่อง น้ำเมาเป็นต้น, หรือเรื่องอบายมุขอื่น ๆ, เรื่องสิ่งที่ยั่วยวนกิเลสอย่างอื่น ๆ. มาคิดดูเถิดว่า ธรรมทูต ไม่กี่องค์จะไปต่อต้านสิ่งเหล่านี้ของคนนับล้าน ๆ ได้อย่างไร. และมันจะมีความสำเร็จที่ตรงไหน, ใครจะเป็นคนเหนื่อยเปล่า, และรัฐบาลจะได้อะไรจากการสนับสนุนงานธรรมทูต, ผมมีความรู้สึก อย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ออกเทศนาสั่งสอนประชาชนตามจังหวัดต่าง ๆ, พร้อมกันนั้นก็พิจารณาดู, สังเกตดูการกระทำบางอย่าง ซึ่งตรงกันข้ามจากที่เราสั่งสอน, และกลับไปเห็นเสียว่า เจ้าหน้าที่ ของรัฐบาล แม้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ช่วยเหลืองานเผยแผ่สั่งสอนเองก็มี, กระทั่งพวกศาสนาจารย์ ของกรมการศาสนาเองก็มี ที่เป็นผู้ทำการต่อต้านเสียเอง, คือมีอะไร ๆ ที่เป็นไปในทำนองที่ ส่งเสริมกิเลส. พูดจาก็เล่นหัวไปหมด ในคำเทศน์คำสอนก็เป็นเรื่องสรวลเสเฮฮาไปหมด, ไม่ มีผลเป็นงานต่อต้านกิเลส, แต่ส่งเสริมกิเลส. ดูให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่า มันยิ่งเป็นการช่วยเพิ่มกำลัง ให้แก่ฝ่ายพระยามารไปเสีย, แทนที่จะมาช่วยร่วมมือสนับสนุน หรือเพิ่มกำลังให้แก่ฝ่ายธรรมทูต, ภาระหนักก็เพิ่มมากขึ้นแก่พวกธรรมทูต. ถ้าหากว่าเราไปเทศนาแก่ประชาชนที่มีใจคอปกติ ไม่เป็นทาสของกิเลส, ของพระยามาร, มันก็เทศน์สั่งสอนกันได้โดยง่าย ไม่ยากลำบาก, พอจะพูดกันรู้เรื่อง พอจะมีศรัทธา ความเคารพ และอื่น ๆ ในการเทศน์ในการสอน. แต่ถ้าไปเทศน์กับคนที่เป็นบ่าวเป็นทาสของพระยามาร, คือเป็นบ่าวเป็นทาสของความสุขทางเนื้อทางหนัง หรือวัตถุนิยมเสียแล้ว ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง. ถูก เกณฑ์ให้มาฟังเทศน์ ก็มานั่งหลับ ข้าราชการจำนวนมากที่มานั่งฟังเทศน์ก็มานั่งหลับ, เพราะว่า เบื่อ, แม้ว่ามันจะเป็นความบกพร่องของผู้เทศน์เองบ้าง, ส่วนใหญ่มันก็มาจากความรู้สึกที่ฝืน กันอย่างยิ่ง มันจึงได้ง่วงนอน แล้วมานั่งหลับ, และบางทีก็ส่งเสียงอื้อฉาวเป็นการประท้วงอยู่ ก็มี. นี่แหละขอให้สังเกตดูเถอะว่า งานของเราที่ได้รับมอบหมายมา หรือเป็นงานที่ประเสริฐนี้ เป็นงานต่อต้านโดยแท้, เป็นงานต่อต้านผู้อื่นโดยแท้. ขอให้นึกดูให้ดีเถิดว่า เราจะต้องเพิ่มอะไร อีกมาก, จะต้องเพิ่มสมรรถภาพ เช่น วิชาความรู้, ความอดกลั้น, ความอดทน, ความพากเพียร, ความเสียสละ, อะไร ๆ อีกหลายอย่างและอีกมาก. ขอให้เตรียมเนื้อเตรียมตัวในส่วนนี้, ถ้า มิฉะนั้นแล้วก็ยิ่งจะมีความเหลวล้มละลายได้โดยง่ายยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า. ในที่สุดก็เป็นการกระทำ สักว่ากระทำไปเท่านั้นเอง. นี้เรามองดูว่า มันเป็นการต่อต้านรัฐบาลอย่างยิ่งอยู่ในตัว.

น.118 ๑๑๐ มองดูไปอีก ให้ละเอียด ลึกลงไป มันก็เป็นการต่อต้านกิเลสของเราเอง, หรือต่อต้าน ตัวเราเองอยู่โดยธรรมชาติด้วยเหมือนกัน, เพราะว่าพระธรรมทูตเอง ก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์ อย่าง ที่พูดกันอยู่เสมอ ผมก็ได้ยิน. เมื่อพระธรรมทูตไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ยังมีความเห็นแก่ตัว, ยังมี กิเลสเป็นของตัว, กิเลสกับธรรมะนี้ต้องเป็นข้าศึกแก่กันอยู่เสมอไป, ตัวตนเกิดขึ้น ธรรมะ ก็หายไป, ธรรมะเกิดขึ้นมา ตัวตนก็หายไป , มันเป็นข้าศึกแก่กันและกันอยู่อย่างนี้. ถ้าหากว่า พระธรรมทูตยังมีความเห็นแก่ตัวเมื่อไร, เมื่อนั้นธรรมะก็หายไป, การกระทำนั้นก็ไม่เป็น ธรรมทูต, แม้แต่คำพูดที่ออกไปก็ไม่ใช่ธรรม, หรือจะเป็นธรรมก็เป็นธรรมแต่ปาก ในใจไม่ได้ เป็นธรรม. ถ้าพิจารณาดูอาการอย่างนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า, งานธรรมทูตนั้นเป็นงานต่อต้านตัวเอง ด้วย เป็นการย้อนกลับมาต่อต้านตัวเองด้วยในบางขณะ. บางทีอาจจะรู้สึกเบื่อ, หรือขี้เกียจ ขึ้นมาก็มี, บางทีก็จะไปหวังความสนุกสนานอย่างอื่น, หรือลาภสักการะเกียรติยศอย่างอื่น, ทำไปไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของพระธรรมก็มี, อย่างนี้แหละขอให้ถือว่า มันเป็นการต่อต้านตัวเอง, เป็นการย้อนกลับมาต่อต้านตัวเอง เป็นสิ่งที่น่าเศร้า เป็นสิ่งที่น่าสลดสังเวชอย่างยิ่ง. ขอได้โปรด รู้จักกับมันเสียให้ดี ๆ ให้แจ่มแจ้งชัดเจนตั้งแต่บัดนี้, และเอาชนะมันให้ได้. เราชนะตัวเองได้ ก่อนจึงชนะผู้อื่นได้ ตามคำที่พระศาสดาได้ตรัสไว้ จงชนะตัวเองก่อน แล้วก็ชนะผู้อื่นได้, ชนะ ตัวเองเพียงคนเดียวดีกว่าชนะผู้อื่นตั้งหมื่นตั้งแสน . ดังนั้นจึงเป็นปัญหาสำคัญที่สุด, ที่เรา จะต้องชนะตัวเองก่อน งานธรรมทูตจึงจะไม่ย้อนมาต่อต้านเราเข้า, ถ้าไม่ทำเช่นนั้นเราจะถูก ต่อต้านรอบด้าน. ตัวเราเองก็ต่อต้านเรา, รัฐบาลก็ต่อต้านเรา, ประชาชนทั้งโลกก็ต่อต้านเรา, แล้วจะทำไปได้อย่างไร. ขอให้ลองคิดดู และพร้อมกันนั้นก็ขอให้สำนึกสำเหนียกอะไรต่าง ๆ ทุกอย่าง, ว่าเรากำลัง ได้รับมอบหมายภาระหน้าที่ ที่ยากลำบากเท่าไร, หรือจะมองกลับกันอีกแง่หนึ่ง, ก็ว่ายิ่งยากยิ่ง ลำบากเท่าไร ก็ยิ่งประเสริฐสูงสุดเท่านั้น, ยิ่งประเสริฐสูงสุดเท่าไร มันก็ยิ่งยากลำบากเท่านั้น, มันเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ในข้อนี้ มันต้องเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา. เราจึงตั้งหน้าอดกลั้นอดทน ฟันฝ่า ที่จะปฏิบัติงานที่แสนยากลำบาก และแสนจะประเสริฐพร้อมกันไปในตัวนี้ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี. งานอบรมของพวกเราจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอบรมในความรู้สึกข้อนี้มากกว่าอย่างอื่น, เพราะความล้มเหลวมันอยู่ที่นี่ มากกว่าที่จะอยู่ในข้อที่ว่าความรู้บางอย่างยังไม่พอ. ความรู้ภาษา อังกฤษยังไม่พอ นี้ก็ยังไม่ร้ายเท่ากับที่ว่า, เราไม่สามารถชนะตัวเอง, หรือความรู้ทางธรรมะ บางอย่างยังไม่พอ. ความรู้ภาษาอังกฤษยังไม่พอ นี้ก็ยังไม่ร้ายเท่ากับที่ว่า, เราไม่สามารถ ชนะตัวเอง. หรือความรู้ทางธรรมะบางอย่างยังไม่พอ ก็ยังไม่ทำให้งานล้มเหลวได้ เท่ากับที่ เราไม่สามารถชนะตัวเอง. เพราะว่า การเผยแผ่ธรรมะนั้น ถ้าว่าโดยที่จริงแล้ว ก็ไม่ต้อง ใช้ความรู้อะไรมากมายเหมือนกับที่เรานึก ๆ กัน, คือขอให้เป็นอยู่ให้ดี ๆ ให้ถูกต้องเท่านั้น ,

น.119 ๑๑๑ มันก็เป็นการเผยแผ่ธรรมะพร้อมกันไปในตัว, มันเท่า ๆ กันกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จักมีความเป็นอยู่โดยชอบแล้วไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์" - อิเม เจ ภิกฺขเว ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยุํ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส . อยู่ให้โดยชอบเท่านั้น โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ , หมายความว่า เมื่อเป็นอยู่โดย ชอบนี้ กิเลสก็จะไม่มีโอกาสที่จะได้อาหาร, ก็ผอมซูบตายไปเอง แล้วก็เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา. การเผยแผ่ก็เป็นไปในทำนองนั้น. ขอให้อยู่ให้ชอบ, เป็นอยู่ให้ชอบ, ประพฤติอยู่ให้ชอบ, ไม่ต้อง เอ่ยปากพูดสักคำก็ได้. การเป็นอยู่โดยชอบนั้น จะทำให้เกิดมีผู้สนใจและปฏิบัติตาม , เพราะ ว่ามันเป็นเครื่องรับประกันดีกว่าพูดด้วยปาก. พูดด้วยปากนั้นเขาอาจจะหาว่าพูดแต่ปาก, แล้ว ก็ไม่ได้ทำ, แต่ถ้าเราทำแสดงอาการอยู่ที่ กาย วาจา ใจ เป็นธรรม ประกอบด้วยธรรม, เขาก็ เชื่อและไว้ใจ, และเอาอย่าง, และสนใจเข้ามาติดต่อด้วย, และก็ได้พูดจากัน, ทำความเข้าใจ กัน, เลยได้รู้เต็มที่บริบูรณ์. นี่แหละการเผยแผ่ด้วย การทำอยู่จริง ๆ ที่เนื้อที่ตัว, นี้เป็นการเผยแผ่สูงสุดอยู่แล้ว , แต่ทีนี้มันทำอย่างนี้ไม่ได้, เพราะว่าทนการต่อต้านของกิเลสไม่ไหว, หรือทนการต่อต้านของ ตัวเองไม่ไหว, ก็ล้มละลายไป, เมื่อส่วนนี้ล้มละลายแล้ว, ส่วนอื่นต้องล้มละลายเป็นแน่นอน. และแม้ว่าจะพูดเก่ง มีความรู้ทันสมัยอย่างอื่น ๆ อีกมาก, ก็ยังต้องล้มละลายอยู่นั่นเอง, ไม่ล้ม ละลายทันที ก็ต้องล้มละลายในเวลาต่อมา. สรุปความแล้ว ก็ควรจะมองเห็นกันได้ว่า งานธรรมทูตนั้นก็คืองานต่อต้านผู้อื่น, รวมทั้ง ตัวเอง, เราต้องชนะตัวเองก่อน แล้วจึงจะชนะผู้อื่นได้, จึงต้องสนใจในวิธีที่จะชนะตัวเองด้วยการ ปฏิบัติธรรมะ เพื่อตนเอง ให้สำเร็จไป. อานาปานสติภาวนาก็เป็นวิธีที่ประเสริฐที่สุดแล้ว ที่จะทำ การต่อต้านตัวเองให้ชนะเสียก่อน, ดังที่เรากำลังสนใจกันอยู่นี้ ก็จงสนใจเพื่อนำไปต่อต้านตัวเอง ก่อน. อย่าเพิ่งไปนึกถึงสอนผู้อื่นก่อน จงสนใจที่จะต่อต้าน, หรือสอนตัวเองก่อน, ชนะ ตัวเองให้ได้ แล้วย่อมจะชนะผู้อื่นได้โดยง่ายดาย . เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วว่า พระอรหันต์ ในครั้งพุทธกาลนั้น ท่านเผยแผ่พระศาสนาด้วยเพียงแต่เดินให้ดูเท่านั้นเอง อย่างนี้เป็นต้น. เรา จึงรู้สึกในความจริงข้อนี้แล้วรีบต่อต้านตนเองให้ชนะก่อน แล้วก็จะต่อต้านผู้อื่นได้. หรือว่าเราจะมี ความซื่อตรงจงรักภักดีต่อธรรมแล้ว, ไม่เข้าข้างใคร, ไม่ลำเอียงข้างไหน, พูดอะไรออกไปตรง ๆ ได้โดยไม่ต้องเกรงใจคนทั้งโลก, หรือไม่ต้องเกรงใจรัฐบาลในการที่จะพูดความจริง, งานธรรมทูต ของเรา จึงจะบริสุทธิ์ผ่องใส สมกับที่เป็นธรรมบุตร หรือเป็นพุทธบุตร หรือเป็นอะไร ๆ ที่ ไพเราะอย่างยิ่ง ในการเรียกในการพูดจา. หวังว่าเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะได้สำเหนียกในข้อนี้ให้มาก แล้วทำตนให้เป็น ธรรมทูตที่ดี รบกิเลสของตนชนะก่อน แล้วไปรบกิเลสของผู้อื่น เป็นการประกาศพรหม- จรรย์ในพระพุทธศาสนาโดยวิธีนี้ โดยทำนองนี้ ประสบความสำเร็จได้ทุกเมื่อเทอญ.

น.120 ๑๑๒ เวลาสำหรับการพูดจากันในตอนนี้ก็สิ้นสุดลงแล้ว. เราจะได้ปฏิบัติตามกำหนดการของ เราต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต