Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๑๙ — ๑๖. วัตถุนิยม

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.121 บัดนี้วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงเข้ามาถึงเวลาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว อันเป็นเวลาที่กำหนดให้ สำหรับพูดจาเรื่องใดเรื่องหนึ่งกันเป็นประจำ. สำหรับวันนี้อยาก จะพูดถึงเรื่อง "วัตถุนิยม" ในฐานะที่เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับพวกเราธรรมทูต. เรื่อง วัตถุนิยมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับโลก, เป็นปัญหายิ่งใหญ่ในโลก, แล้วก็พลอย เป็นปัญหามาถึงเราด้วย. เพราะว่าเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยโลก, และมิฉะนั้นก็ยังมีปัญหาเลย มาถึงตัวเราด้วย เพราะว่าถ้าเราตกอยู่ในวิสัยของวัตถุนิยม, เราก็จะเป็นธรรมทูตที่ล้มละลาย ไม่สามารถจะช่วยโลกได้ โดยเหตุนี้เราจึงเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ. เราจะต้องรู้จัก, จะต้องเข้าใจ, จะต้องเห็นแจ้ง, เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงจะสามารถดำเนินงานใน หน้าที่ของเราให้ลุล่วงไป. สำหรับสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมนี้ เป็นคำบัญญัติซึ่งมีความหมายมาก แต่ก็กว้างพอที่จะ เข้าใจผิดได้. บางคนอาจจะคิดไปว่า เราจะต้องเนื่องอยู่ด้วยวัตถุ, จะเว้นเสียจากวัตถุไม่ได้, ความคิดอย่างนี้ก็มีส่วนถูกอย่างมาก. แต่ คำว่า วัตถุนิยมนั้น หมายถึงลุ่มหลงในรสอร่อย อันเกิดจากวัตถุ เมื่อพูดถึงรสอร่อย ก็เป็นสิ่งที่เกิดได้จากวัตถุ, และจากอวัตถุ คือไม่ใช่ วัตถุ, คือเรื่องทางจิต หรือทางนามธรรม, หรือเรื่องทางธรรมโดยเฉพาะ, หรือแม้แต่เรื่องของการ ทำลายวัตถุเสีย ก็เรียกว่า อวัตถุด้วยเหมือนกัน. เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องวัตถุนิยมได้ดี. เราก็ควรจะระลึกถึงคำบางคำในพระพุทธศาสนานี้เอง, คือคำคู่ที่มีอยู่ว่า, กามสุขัลลิกานุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค, กามสุขัลลิกานุโยค คือ การยอม ตนให้จมลงไปในกาม ซึ่งมีรสอร่อยตามแบบของกาม, ส่วนอัตตกิลมถานุโยคนั้น เป็น ไปในทำนองที่จะประชดกาม, จึงทำลายวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งกามเสีย, ทำลายอวัยวะอันเป็น ที่ตั้งแห่งความลุ่มหลงในกามเสีย, มันจึงตรงกันข้าม. ส่วน พุทธศาสนานั้น พระพุทธองค์ ทรงระบุ มัชฌิมาปฏิปทา, คือ ไม่เข้าไปข้องแวะกับของทั้งสองอย่างนั้น, อยู่ตรงกลาง, อาศัย

น.122 ๑๑๔ วัตถุบ้างในทางที่ควร, อาศัยการบีบคั้นร่างกายอันเป็นที่ตั้งของความลุ่มหลงในวัตถุบ้างตามที่ควร, อย่างนี้เรียกว่าอยู่ตรงกลาง, และข้อนี้เองเป็นเหตุให้เราจับหลักพระพุทธศาสนาได้อย่างหนึ่งว่า, ตรงตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า, ไม่มีอะไรที่ควรบัญญัติลงไปได้โดยส่วนเดียว คือจะไม่ถือว่า อะไรดี อะไรถูก โดยการบัญญัติลงไปโดยส่วนเดียว, จักต้องมีข้อแม้ หรือเหตุผลประกอบ เป็นราย ๆ เรื่อง ๆ เป็นกรณี ๆ ไป อย่างนี้เรียกว่าอยู่ตรงกลาง. วัตถุนิยมจึงเป็นเรื่องสุดโต่งฝ่าย ข้างหนึ่ง, จะเรียกว่าฝ่ายซ้ายก็ได้, ส่วนอวัตถุนิยม หรืออัตตกิลมถานุโยค ก็เป็นไปสุดโต่งข้าง หนึ่ง, ซึ่งจะเรียกว่าฝ่ายขวาก็ได้, มีชื่อบางชื่อเรียกลัทธินี้ หรือคำคู่ ๆ นี้ว่า อาคารหปฏิปทา และ นิชชามปฏิปทา. อาคารหปฏิปทา ก็หมายถึง กามสุขัลลิกานุโยค, แต่ในที่นี้เรียกอาคารหปฏิปทา, การ กระทำหรือการปฏิบัติที่เปียกชุ่มเกินไป, นิชชามปฏิปทา, คือการปฏิบัติที่เผาไหม้แห้งแล้งมาก เกินไป. ชุ่มเกินไปก็ไม่ไหว แห้งเกินไป หรือเผาไหม้ไปเลยก็ไม่ไหว จะต้องอยู่ในระดับกลาง. อาคารหปฏิปทา, ในที่นี้ก็คือวัตถุนิยม, หลงใหลในรสอร่อยของวัตถุ. ส่วนนิชชามปฏิปทา, ก็ อยากจะเผาให้หมดไปเสียทีเดียว, ก็เลยไม่ได้อะไรอีกเหมือนกัน ถ้าได้ ก็จะเป็นความที่ถูกเผาแห้ง ไปเท่านั้น. ดังนั้น พุทธศาสนาจึงไม่ใช่ของเปียกชุ่มเกินไป, และไม่ใช่ของแห้งจนไหม้ไปทีเดียว, ย่อมจะอยู่ในระดับกลางอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง วัตถุนิยมนี้เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า โลกายตะ ของจารกวาก, เจ้าลัทธิชื่อ จารกวากะ บัญญัติลัทธิทำนองโลกายตะนี้ขึ้น, เป็นไปสุดโต่งในทางวัตถุนิยม, เป็นต้นตอของ ความคิดที่ว่า ความสมบูรณ์ด้วยวัตถุ หรือกามารมณ์นั้นเป็นนิพพาน, จึงได้มีความคิดที่จะ สร้างสรรค์, หรืออย่างที่เรียกสมัยนี้ว่า ค้นคว้า พัฒนา กันให้เต็มที่ในทางกามารมณ์, ถึงจุดสุด เมื่อไรแล้วจิตก็หยุดเมื่อนั้น แล้วก็เป็นนิพพาน ถือเอากามารมณ์เป็นนิพพาน นี้ก็มีอยู่, ทั้งหมดนี้ เรียกว่าวัตถุนิยม, เป็นตัวอย่างของวัตถุนิยม ที่เอารสอร่อยของวัตถุมาเป็นสิ่งประเสริฐสุด. ทีนี้คำว่าวัตถุนิยม ยังหมายกว้างไปได้กว่านั้น, คือว่าเป็นผู้สนใจแต่เรื่องทางวัตถุเท่านั้น ไม่ถือว่ามีเรื่องอื่นอีกแล้ว, เลยเอาวัตถุนั่นแหละเป็นเครื่องมือสำหรับบัญญัติกฎเกณฑ์ต่าง ๆ. พวกนี้แม้แต่จะเขียนประวัติศาสตร์ ก็เขียนไปในแง่ทางวัตถุเท่านั้น. ไม่ได้มีความรู้สึกหรือบันทึก เรื่องเกี่ยวกับจิตใจไว้ด้วยเลย. แม้จะไม่เกี่ยวกับความลุ่มหลงในรสอร่อยของกามารมณ์, พวกนี้ ก็ยังถูกเรียกว่าเป็นวัตถุนิยมอยู่นั่นเอง. คำว่าวัตถุนิยมจึงมีความหมายดิ่งตรงไปยังกลุ่มของวัตถุ, ถึงตัววัตถุเองก็ได้. กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับวัตถุก็ได้, ผลที่จะเกิดขึ้นจากวัตถุก็ได้ เรียกว่า วัตถุนิยมทั้งหมด. แต่ว่า วั ตถุนิยมที่เป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับพวกเรา, หรือเกี่ยวกับโลกนั้น มันอยู่ ที่รสอร่อยของวัตถุ ซึ่งเกี่ยวกับเนื้อหนัง, ดังนั้นในศาสนาคริสเตียน จึงเรียกสิ่งนี้ว่าเนื้อหนัง ใช้ คำว่า "เนื้อหนัง" คำเดียวเท่านั้น ก็เป็นที่เข้าใจกันได้ว่า, หมายถึงรสชาติ หรือความเอร็ดอร่อย

น.123 ๑๑๕ ที่เป็นไปในทางเนื้อหนัง. คำว่าเนื้อหนังในที่นี้ก็รวมถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างที่เราเรียกกัน ในพุทธศาสนานั่นเอง, แต่รวมความแล้ว มันก็ไปสำเร็จรูปอยู่ที่เนื้อหนัง, หรือทางเนื้อหนัง, ดังนั้นการที่เรียกว่า "เนื้อหนัง" เพียงคำเดียวก็เป็นการสมควร. ทางคริสเตียนประกาศสิ่งที่ เรียกว่า เนื้อหนัง เป็นศัตรูของพระเจ้า. ทางฝ่ายพุทธศาสนาเราก็ประกาศความลุ่มหลงใน กามารมณ์ ว่าเป็นศัตรู, และยังแถมเพิ่มการกระทำ ที่เป็นข้าศึกต่อวัตถุโดยส่วนเดียว ว่าเป็น ศัตรูด้วยเหมือนกัน เพราะเราต้องการจะอยู่ตรงกลาง, คือมองกว้างออกไปจนถึงว่าต้องอยู่ตรง กลาง, แต่รวมความก็ไม่ชอบ ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้วิสัยของวัตถุนิยม. คำว่าวัตถุนิยมนี้ เป็นชื่อของลัทธิก็ได้, เป็นชื่อของความรู้สึกทางจิตใจก็ได้, เป็นชื่อ ของบุคคลผู้นิยมเช่นนั้นก็ได้, แต่เมื่อเราพูดว่าวัตถุนิยม เราก็มักจะหมายถึงความรู้สึก, หรือลัทธิ มากกว่าอย่างอื่น, เป็น Dialetic Materialism ก็หมายถึงลัทธิ ที่เป็นต้นกำเนิดของคอมมิวนิสต์ หรือเป็นรากฐานของลัทธิคอมมิวนิสต์ เดี๋ยวนี้เราจะมองดูกันให้กว้างไปกว่านั้นว่า, สิ่งที่เรียกว่า วัตถุนิยมนี้ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงรากฐานของลัทธิคอมมิวนิสต์, เป็นรากฐานของลัทธิที่ทำความ ยุ่งยากลำบากให้แก่มนุษย์ทั่วไปหมด, แม้ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ถ้าไปหลงในวัตถุนิยม ก็ทำตน เป็นผู้ที่หนาไปด้วยกิเลสมากขึ้นมาทันที. จงดูให้ดีจะเห็นว่า ผู้ที่ถือลัทธิอื่นที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่ก็หนาไปด้วยกิเลส, และสร้างสิ่งซึ่งเป็นเรื่องรบกวนความสงบของโลกได้เท่ากัน. ในพระ- พุทธศาสนาเราปฏิเสธลัทธิกามสุขัลลิกานุโยค อย่างนี้ก็ไม่ได้ระบุถึงคอมมิวนิสต์อย่างเดียว, เพราะว่าวัตถุนิยมนั้นกินความกว้าง, และพวกที่นิยมกามารมณ์นี้ก็มีมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล. ดังนั้น วัตถุนิยมต้องหมายถึงวัตถุนิยมทุกชนิด, คือมีความโง่ความหลง, หลงไปว่า วัตถุ หรือรสอร่อยทางวัตถุนี้เป็นของประเสริฐสุด. หารู้ไม่ว่าวัตถุอย่างเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้, วัตถุจะต้องเนื่องกันกับจิตใจหรือนามธรรม, ดังเช่นที่พุทธศาสนาเราใช้คำว่านามรูป, พวกเราที่ เรียนบาลีกันมาแล้ว ย่อมสังเกตเห็นได้ดีว่า คำคำนี้เป็นเอกวจนะ คือ นามรูป เป็นเอกวจนะ. ความเป็นเอกวจนะนี้หมายความว่า ต้องผสมเป็นสิ่งเดียวกัน จนเหลือเพียงสิ่งเดียว, ไม่ใช่ไปแยก เป็นนามอย่างหนึ่ง, เป็นรูปอย่างหนึ่ง, ตามทางทฤษฎีสำหรับเล่าเรียน แล้วก็มัวไปแจกนาม และรูปนี้ให้ห่างไกลออกไปจากกันทุกที ๆ, นี้เป็นความงมงายหรือความคิดที่จะนำไปสู่ความคิด ที่ว่ามันแยกกันได้. โดยพฤตินัยมันแยกกันไม่ได้, โดยนิตินัยใครจะไปแยกกันอย่างไรก็ได้, เพราะ มันเป็นเรื่องของตัวหนังสือ, หรือคำพูด, แต่ตามที่เป็นอยู่จริงนั้น นามและรูป แยกกันไม่ได้. โวหารของพระพุทธองค์จึงทรงกล่าวไว้ ในฐานะเป็นเอกวจนะเสมอไป ขืนแยกกันเมื่อไรก็เป็น อันหายไปทั้งนามและทั้งรูป, นี้ก็คงจะเป็นสิ่งที่เข้าใจกันได้ดีสำหรับพวกเรา. ดังนั้นในคน ๆ หนึ่ง จะมีแต่วัตถุไม่ได้ จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า นามรวมอยู่ด้วยคนละ ครึ่ง, หรืออะไรก็ตามเถิด แต่ว่าจะมีเพียงอย่างเดียวไม่ได้, พวกที่ไปเห็นว่าสำคัญเพียงส่วน เดียว สำคัญเพียงอย่างเดียว คือวัตถุนั้นเป็นผู้ที่มีความเข้าใจผิด, และแม้จะให้ความสำคัญ

น.124 มากกว่าทางนาม, ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดโดยแน่นอน อย่างน้อยจะต้องอาศัยกันคนละ ครึ่ง, เพราะเหตุฉะนั้นแหละ จะยกเอาวัตถุเป็นสิ่งสำคัญกว่าสิ่งทั้งหลาย กว่านามก็ไม่ได้. บางพวก หรือบางลัทธิถือว่า เมื่อวัตถุดีแล้วจิตใจก็ดีเอง เช่นลัทธิ Dialectic Materialism เป็นต้นนั้น, อย่าง นี้ยอมรับไม่ได้, คือยอมรับในข้อที่ว่า วัตถุสมบูรณ์แล้ว จิตใจก็จะสมบูรณ์เองนี้ยอมรับไม่ได้, และผิดหลักพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ซึ่งมีหลักว่า, ใจเป็นผู้นำ (มโนปุพฺพํคมา); ทุกสิ่งสร้าง ขึ้นด้วยใจ (มโนมยา) ; ใจประเสริฐที่สุด (มโนเสฏฐา); หรืออะไรที่มีมากมายยิ่งไปกว่านี้ ซึ่งล้วนแต่แสดงว่า ใจเป็นส่วนสำคัญในกลุ่มนามรูปนี้, สำคัญยิ่งกว่ากาย. เราจึงเปรียบกาย นี้เหมือนกับเปลือก ใจนั้นเหมือนกับเนื้อใน เปลือกกับเนื้อในต้องอยู่ด้วยกัน, เช่นผลไม้ ถ้าไม่มี เปลือกมันก็อยู่ไม่ได้, มันเกิดขึ้นไม่ได้, มันเจริญขึ้นไม่ได้, มันก็เลยไม่มีค่าอะไร, มันก็ต้องมี เปลือกและมีความสำคัญเท่ากัน. เปลือกมีค่าไปตามทางของเปลือก เนื้อในมีค่าไปตามทางของ เนื้อใน, หากแต่ว่าเราต้องการเนื้อใน, เราจึงประณามเปลือกซึ่งเป็นความโง่ของเราเอง, อาจ จะมีผู้อื่นหรือสัตว์อื่นต้องการเปลือกก็ได้, ไม่ต้องการเนื้อในเลย. มนุษย์เข้าข้างตัวเองเสมอไป บัญญัติสิ่งที่ดีที่งามตามที่ตนชอบ, เพราะฉะนั้นจึงไม่ รู้จักความจริง ในข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหมือนกัน, ยึดถือไม่ได้, ความชั่วก็ยึดถือไม่ได้ ความดีก็ยึดถือไม่ได้, บุญก็ยึดถือไม่ได้, บาปก็ยึดถือไม่ได้ นี้เป็นความจริงหรือเป็นข้อเท็จจริง. แต่เนื่องจากมนุษย์เอาตามใจตนเอง, เห็นอะไรถูกใจตนเอง ก็เอาเป็นของน่ารักน่ายึดถือ, และนิยม ชมชอบไป, แม้อันนี้ก็เป็นเหตุนำไปสู่วัตถุนิยมได้โดยไม่รู้สึกตัว, เช่น ความเมามัวในสวรรค์ ซึ่งสมบูรณ์ไปด้วยกามคุณนั้น จะต้องถือว่าเป็นวัตถุนิยม. ถ้าพวกเรา ธรรมทูต ไปสอนทายกทายิกาให้ลุ่มหลงในสวรรค์ ก็คือสอนลัทธิวัตถุนิยม ดี ๆ นี่เอง, เป็นการขบถต่อพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง, พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสอนอย่างนี้ แม้จะชี้ ให้รู้จักสวรรค์ ก็ชี้ไปในลักษณะที่เห็นว่า มันยังไม่ไหว, มันยังพึ่งไม่ได้, มันยังจะต้องไปให้ ไกลกว่านั้น, ดูตามเรื่องอนุปุพพิกถา ก็จะเข้าใจได้ดีในความจริงข้อนี้. และถ้าคนยังโง่เกินไป ในขนาดเด็ก ๆ ที่จะต้องใช้ลูกกวาดมาล่อแล้ว, มันก็พูดถึงสวรรค์กันไปได้ตามเพรง, แต่ว่าเรา จะถือว่านั่นเป็นเรื่องทั้งหมดไม่ได้, เราจะสอนให้เขาลุ่มหลงหรือหยุดอยู่เพียงแค่นั้นไม่ได้, เป็น ธรรมทูตล้มละลาย คือเป็นกบฏต่อพระพุทธองค์. ขอได้โปรดระวังให้ดี ๆ ในเรื่องนี้ ในเรื่อง ที่จะไปสอนวัตถุนิยมเข้าโดยไม่รู้สึกตัว, เพราะตัวเองก็ชักจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว. แต่คำว่าสวรรค์ ๆ ในภาษาไทยเรานี้ มีความหมายดิ้นได้, จนถึงกับว่า ในบางลัทธิบาง ศาสนาเอาคำว่าสวรรค์ไปใช้เป็นอย่างอื่นก็มี, เช่นในศาสนาคริสเตียน คำว่าสวรรค์มิได้หมายถึง กามารมณ์เต็มเปี่ยมอย่างในพุทธศาสนาก็ได้ คือ บัญญัติสวรรค์เป็นที่อยู่ของพระเป็นเจ้า, แต่ไม่ เกี่ยวกับกามารมณ์อย่างนี้ก็มี. ถ้าสวรรค์เกี่ยวกับกามารมณ์ ก็ต้องจัดเป็นวัตถุนิยมด้วย เหมือนกัน, ถ้าคนอยากไปสวรรค์ เพราะตะกละในรสของกามารมณ์ ก็ต้องเรียกว่าวัตถุนิยม,

น.125 ๑๑๗ ไม่ใช่สมาชิกที่ดีของศาสนานั้น ๆ เลย, คือไม่ใช่สาวกของพระอริยเจ้า หรือไม่ใช่เป็นพระอริย- สาวก, คือสาวกของพระอริยเจ้า. วัตถุมีอะไร ๆ ที่จะต้องระมัดระวังให้มากอย่างนี้ สำหรับ พวกเราธรรมทูต มิฉะนั้นแล้วก็จะตกเป็นทาสของวัตถุนิยม, บูชาวัตถุนิยมโดยไม่รู้สึกตัว. เกี่ยวกับร่างกาย, ในทางพุทธศาสนาเรา ก็มีคำแนะนำสั่งสอนให้บริหาร, แต่คำว่า บริหารนี้ ไม่ใช่หมายถึงการลุ่มหลงบูชา. บริหาร, หมายความแต่เพียงว่า จัดหรือทำไปใน ลักษณะที่เหมาะสม, ให้มันเป็นประโยชน์หรือทำหน้าที่ของมันได้. ร่างกายนี้เปรียบเหมือนม้า สำหรับขี่ ใจจะเป็นผู้ขี่ม้านี้ไป. ตามหลักของวิธีการก้าวหน้า หรือการพัฒนา, เช่นเรื่องของ กัมมัฏฐานอานาปานสติภาวนา. ร่างกายก็เป็นที่ตั้งของการศึกษา, หรือเป็นที่ตั้งของจิต สำหรับ จะปฏิบัติหน้าที่ไปได้, และต้องปรับปรุงให้ดีจนเป็นอุปกรณ์แห่งการศึกษา, และเป็นที่ตั้งของจิต ที่จะทำกิจของมันได้. ดังนั้นเราจึงมิได้ละเลยในร่างกาย, จะต้องสนใจกระทำไปให้ถูกต้องตาม หน้าที่. ในภาพปริศนาธรรม ชุดที่ได้ดูกันแล้วเมื่อคืนก่อน, เปรียบร่างกายเหมือนกับศพเน่า ลอยน้ำมา, ให้บุคคลคนหนึ่งขี่ข้ามฟากไปฝั่งโน้น, พ้นจากอำนาจของโจรที่ไล่ติดตามมาด้วย อย่างนี้ก็ได้. กาย ควรจะประณามเป็นของเน่า, ดังที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีทั่ว ๆ ไป, แต่ก็ใช้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ คือขี่ข้ามไปฝั่งโน้นได้, ก็หมายถึงเป็นอุปกรณ์แก่จิต ที่จะขี่ข้ามไป ฝั่งโน้นได้. ในอีกภาพหนึ่ง เปรียบร่างกายเหมือนกับหม้อน้ำ, เปรียบจิตเหมือนกับลิง, ข้อนี้แสดง ว่า ร่างกายไม่ค่อยมีปัญหา บริหารง่าย ฝึกง่าย แต่เรื่องจิตนี้ฝึกยากเหมือนกับฝึกลิง, มันไว เหมือนกับลิง, ไม่อืดอาด หรือนิ่งเหมือนกับหม้อน้ำ อย่างนี้เป็นต้น. และอีกภาพหนึ่ง เปรียบร่างกายเราเหมือนกับโคลนเน่าเหม็น, แต่ก็เป็นที่เกิดของจิต ซึ่งเป็นเหมือนดอกบัว ซึ่งหอม, โคลนเป็นที่ตั้งที่อาศัยของดอกบัว. ทั้ง ๆ ที่ต่างกันมากอย่างนี้ ถ้าพิจารณาดูตามนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ร่างกายมิใช่สิ่งที่ควรจะยกขึ้นเทอดทูนบูชาให้เหนือจิต ไปได้. เพราะว่าจิตเป็นผู้ขี่ศพ จิตเหมือนกับลิงที่อยู่บนยอดไม้, จิตเหมือนกับดอกบัวที่โผล่พ้น ขึ้นมาจากโคลน, อันไหนควรจะเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ ก็ลองคำนวณดู. เมื่อพบว่าจิตเป็นสิ่งที่ประเสริฐ วิเศษ น่าสนใจกว่า, เราก็จะมีความสนใจไปในทำนอง วัตถุนิยมไม่ได้, เพราะว่าเรื่องจิตแท้ ๆ นั้น แยกออกไปต่างหากจากวัตถุได้โดยนิตินัย. และ คำว่าจิตในที่นี้ก็มิได้หมายถึงจิตที่ติดเนื่องกันอยู่กับร่างกาย จนเป็นทาสของร่างกาย, แต่หมายถึง จิตที่แยกออกไปได้ในลักษณะที่เหมือนกับดอกบัว แยกออกไปจากโคลน, มิได้อยู่ภายใต้การ ครอบงำของโคลน, มันจึงสะอาดได้ สวยได้ หอมได้ เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาได้. ดังนั้นคำว่า ใจนี้ควรจะหมายถึงใจที่ไม่ได้ตกเป็นทาสของกาย. สิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยม หรือผู้นิยมวัตถุนั้น ก็มีทั้งกายและใจ. แต่ว่าใจของเขาตกเป็น

น.126 ๑๑๘ ทาสของกาย ของวัตถุ ไม่เป็นอิสระแก่ตัวเอง. ดังนั้นความหมายของคำว่าใจจึงหมดไป เหลือ แต่วัตถุ และยกเอาวัตถุขึ้นเป็นส่วนสำคัญ เป็นที่ตั้ง, จึงถูกเรียกว่า วัตถุนิยม เพราะเหตุนี้. ทีนี้ในทางที่ตรงกันข้าม ก็เอาใจเป็นประธาน เป็นหลักสำคัญ, ไม่ให้วัตถุหรือกายมา มีอำนาจเหนือ เรื่องก็เดินไปคนละทาง, คือใจนี้มีสภาพเป็นของรู้, หรือความรู้, ไม่เช่นนั้นเราก็ จะไม่เรียกว่า มโน. มโน มีความหมายว่ารู้, รู้ ก็คือรู้จัก, กระทั่งรู้เท่าทัน, กระทั่งรู้จริง, อย่าง นี้มันก็ต้องเดินไปในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่หลับตา, มันจึงรู้ว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร, นี่แหละเป็น ต้นกำเนิดของลัทธิทางจิตใจ ที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่โลกนี้ตั้งต้นขึ้นมาด้วยวัตถุ. ถ้าเราจะเรียนเรื่องธรณีวิทยา, เราจะได้รู้ว่าโลกตั้งต้นขึ้นมาได้ด้วยวัตถุ, เป็นวัตถุที่แยก ตัวออกจากดวงอาทิตย์, หรือว่ารวมตัวเข้มข้นขึ้นมาจาก Nebula, จาก Galaxy อะไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องวัตถุทั้งนั้น, และถ้าจะเรียนเรื่องชีววิทยาต่อมา ก็จะพบว่ามันตั้งต้นขึ้นมาด้วยวัตถุก่อน, จึงจะมีชีวะ ซึ่งตกอยู่ในอำนาจของวัตถุ, แล้วก็ค่อย ๆ แยกตัว, คือพัฒนามาเป็นเรื่องจิตใจมาก ขึ้น, จึงจะมีสัตว์และมีคน. เมื่อมีคนแล้ว ในชั้นแรกจะต้องรู้จักแต่วัตถุเป็นธรรมดา, อย่างคนป่า สมัยหิน จะรู้เรื่องอะไรทางจิตใจเหมือนคนสมัยนี้ไม่ได้, เพราะฉะนั้นคนในสมัยนั้นเป็นคนทาง วัตถุมากกว่า. แต่แล้วทำไมลูกหลานของคนพวกนั้นเอง มารู้เรื่องทางจิตใจได้. คนเราสมัยปัจจุบัน นี้ไม่ได้มาจากไหน, นอกจากที่จะมาจากคนป่า, แต่แล้วทำไมเราจึงรู้เรื่องทางจิตใจได้, เมื่อกล่าว โดยสามัญสำนึกแล้ว คนป่าเหล่านั้นควรจะดิ่งไปแต่ในทางของวัตถุ, ลุ่มหลงไปแต่ในทางของวัตถุ, แต่แล้วทำไมจึงเกิดแยกทางกันเดิน มามีพวกหนึ่งหันมาในทางจิตใจ หรือทางนามธรรม, เกิดเป็น มุนี ฤๅษี ชีไพร อะไรขึ้นมา, กระทั่งมามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก ไม่เดินดุ่มไปแต่ในทาง ของวัตถุ. นี้ก็เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าใจนั้นเองมีอยู่, เป็น Nucleus ของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตหรือคน. มันมีธาตุรู้ มันก็ขึ้นมาตามลำดับ ที่รู้ไปในทางผิดก็ผิดไป, ที่รู้มาในทางถูกก็ถูกมา, มันจึงแยก ทางกันเดินเพราะเหตุนี้. ที่ยังคงลุ่มหลงในวัตถุอยู่ก็เป็นไปสายหนึ่ง, ที่แยกมาในทางจิตใจก็แยก มาสายหนึ่ง เราจึงเกิดมีการแยกทางกันเดิน, เป็นฝ่ายวัตถุนิยม, และฝ่ายอวัตถุนิยม อย่างนี้. ทำไมอวัตถุนิยมเกิดขึ้นมาได้, ก็เพราะว่าถ้าจะกล่าวกันตามสามัญสำนึก และคงจะ เป็นข้อเท็จจริงด้วย, ก็เพราะว่าความพัฒนาทางวัตถุได้หยุดชะงักลง, คนจึงเหลียวมาในทางจิตใจ, หมายความว่า มีอยู่สมัยหนึ่ง ซึ่งความพัฒนาทางวัตถุได้ไปถึงที่สุด หรือชะงักลง, เพราะคน ไม่ได้ไปสนใจมาก ไม่ได้ไปลุ่มหลงมาก, จึงมาพบฝ่ายจิตใจ, ซึ่งมีอะไรน่าสนใจกว่า ลึกซึ้ง กว่า กว้างขวางจนมองไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ไหนกว่า อย่างนี้เป็นต้น, ก็เลยหมุนมาในทาง จิตใจ ค้นคว้ากันในฝ่ายจิตใจ, จึงได้เกิดลัทธิศาสนาในทำนองที่เป็นฝ่ายมโนนิยมขึ้นมา ทีนี้มาถึงปัจจุบันนี้ ทำไมจึงเกิดวัตถุนิยมอย่างรุนแรงขึ้นมาได้เล่า, นี้ก็เพราะว่ามันเป็น เรื่องเผอิญเป็นก็ได้, คือจะมียุคหนึ่งสมัยหนึ่งอีกเหมือนกัน ไปพบความก้าวหน้าทางวัตถุ, พัฒนา

น.127 ค้นคว้าลุ่มหลงกันในทางวัตถุ, ก็สามารถประดิษฐ์วัตถุให้ก้าวหน้า, ให้เกิดรสนิยม สูงไป แปลกไปกว่าที่แล้วมา, คนก็เริ่มหลงใหลในทางวัตถุกันอีกยุคหนึ่ง. และเมื่อสนใจ แต่เรื่องนี้มากเข้า, มันก็ค้นคว้าหรือพบได้มากเข้า, รสของวัตถุนิยมก็รุนแรง จนครอบงำ จิตใจคนสมัยนี้ให้ลุ่มหลงไปในทางของวัตถุ, ไม่สนใจกับเรื่องของจิตใจ, ทำให้ศาสนา เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย. แม้แต่ศาสนาคริสเตียนเอง ซึ่งเป็นศาสนาของพวกฝรั่งที่เก่งในทาง วัตถุนิยม, ก็ได้ประสบปัญหาอันนี้, คือคนหันหลังให้ศาสนาคริสเตียนมากขึ้น ๆ ๆ ยอมเป็นคน ไม่มีศาสนา, ก็เพื่อจะฝากเนื้อฝากตัวกับวัตถุนิยมนั้นเอง, นี่เป็นปัญหาอันร้ายกาจ เป็นปัญหา หนักอกของพวกคริสเตียน. ทีนี้ เมื่อพวกเรา, ไทย, ชาวพุทธ นี้เกิดไปเดินตามก้นฝรั่ง เหมือนกับสุนัขตัวผู้เดินตาม สุนัขตัวเมียอย่างนี้เข้าแล้ว, มันก็ไม่มีทางไปในทางอื่น, นอกจากเป็นไปในทางที่จะประสบปัญหา อย่างเดียวกันอีก, คือจะหันหลังให้พุทธศาสนาของตนเอง, แล้วก็ตกไปในฝ่ายวัตถุนิยม, ยอมตน เป็นคนไม่มีศาสนาไปก็ได้. นี่แหละคือปัญหาสำหรับพวกธรรมทูตเรา ซึ่งรออยู่ข้างหน้าเราว่าทำ อย่างไรเราจึงจะช่วยโลก ให้รอดจากวัตถุนิยมได้, ไม่ว่าจะเป็นพวกพุทธเราเอง หรือพวกศาสนา อื่น ซึ่งรวมกันเป็นโลกนี้ ให้รอดมาจากอำนาจของวัตถุนิยมได้. มันเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมาก, จึงเป็นเรื่องที่เราต้องคิดกันให้มาก, เริ่มคิดกันตั้งแต่บัดนี้, และ ยังจะต้องคิดไปอีกมาก จึงจะรอดไปจากอำนาจของวัตถุนิยม. และข้อแรกที่สุดที่จะต้องคิดก็คือ ว่า : - เราเองนั่นแหละสำคัญยิ่งกว่า, สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดและผู้ใด, ถ้าเราหลงในทางวัตถุนิยม เสียเองแล้ว, มันก็ล้มละลายที่นี่, และเดี๋ยวนี้, ตั้งแต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้, อย่าว่าแต่จะก้าวขาออก ไปต่างประเทศเลย, มันล้มละลายแล้วตั้งแต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ถ้าจิตใจของเราเป็นวัตถุนิยม. ดังนั้นจงประกาศตัวเป็นผู้ต่อสู้กับวัตถุนิยม, ไม่ให้ตัวเรา ไม่ให้เพื่อนมนุษย์ของเราตก เป็นทาสของวัตถุนิยม เราจึงจะเป็นธรรมทูตที่สมบูรณ์ของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นผู้ที่เราอุทิศชีวิต ทั้งหมดนี้ถวายไว้เพื่อรับใช้พระพุทธองค์ด้วยกันทุก ๆ คน. เวลาของเราก็หมดลง สำหรับการพูดจากันในตอนนี้. •

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต