Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๒๐ — ๑๗. การทำวัตร สวดมนต์

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.128 บัดนี้ วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. แล้ว, เป็นเวลาที่เรากำหนดไว้ สำหรับพูดจาเรื่องหนึ่งกันตามสมควร. ในวันนี้จะได้กล่าวถึงเรื่อง การทำวัตรสวดมนต์ ของนักศึกษาธรรมทูต, เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรจะสนใจ, และก็ได้กำลังสนใจกันอยู่แล้ว เป็นพิเศษ. สำหรับเรื่องทำวัตรสวดมนต์นี้ ควรจะถือว่า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่ง, ตามคำกล่าว ที่กล่าวสืบ ๆ กันมาว่า บิณฑบาต, กวาดวัด, ปลงอาบัติ, ทำวัตร, สวดมนต์, ติดปาก กันอยู่อย่างนี้, ซึ่งเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่ได้กระทำกันมาแล้วตั้งแต่โบราณกาล. แม้ว่าเราจะพิจารณา ดูกันสักเท่าไร ก็ยังเห็นได้ว่าไม่พ้นสมัย, หากแต่ว่าจะต้องปรับปรุงกันบ้างในบทที่สวด, หรือ ในเนื้อความเนื้อหาของเรื่องที่จะสวด ให้มีประโยชน์ยิ่งขึ้นทุกที แล้วก็จะเป็นการรักษาขนบ- ธรรมเนียมประเพณีไว้ได้ด้วย, และเป็นการได้รับประโยชน์โดยตรง จากการทำวัตรสวดมนต์ นั้นด้วย, ดังนั้นควรจะได้พิจารณากันต่อไปให้ถ้วนถี่ .. อยากจะขอบอกกล่าวให้ทราบทั่วถึงกันว่า ในการทำวัตรสวดมนต์ประจำวัน ทั้งเช้า และเย็นของเรานั้น, สังเกตดูให้ดีแล้วจะพบว่า มีอยู่เป็นส่วน ๆ ด้วยความมุ่งหมายที่ต่างกันคือ :- ตอนต้นสุดเป็นการทำวัตร, ตอนที่ ๒ เป็นการสวดมนต์, ตอนที่ ๓ เป็นการปัจจเวกขณ์, ตอนที่ ๔ เป็นการแผ่ส่วนบุญ, ตอนที่ ๕ เป็นการอธิษฐานจิตประจำวันของตนเอง. สำหรับตอนที่ ๑ ที่เรียกว่าเป็นการทำวัตรนั้น มีความมุ่งหมายที่จะให้เราเจริญ พุทธา- นุสสติ, ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ เป็นประจำวัน. แต่ให้เจริญในลักษณะที่ใกล้ชิดกว่าธรรมดา คือ ทำความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่า เราได้เข้าถึงพระพุทธองค์, หรือเข้าเฝ้าพระพุทธองค์, แล้ว กราบทูลอะไรบางอย่างแก่พระองค์. ในคำกราบทูลนั้น มีคำสรรเสริญสาธุการพระคุณ ของพระองค์, มีการมอบกายถวายชีวิตแด่พระองค์, และมีการกล่าวไปในทำนองขอร้อง

น.129 ๑๒๑ วิงวอนอะไรบางอย่างต่อพระองค์, และในที่สุดกล่าวคำขอโทษล่วงเกินต่อพระองค์. อย่าง น้อยก็เป็น ๔ อย่าง อยู่อย่างนี้ทั้งนั้น, ไม่ว่าเป็นการทำวัตรบทไหน ถ้าสมบูรณ์แล้ว จะต้องประกอบอยู่ด้วยความหมาย ๔ ความหมายนี้ทั้งนั้น. ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่ามีอาการ เสมือนหนึ่ง เราเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ด้วยตนเองจริง ๆ. ถ้าเป็นสมัยพุทธกาลโน้น เราก็ไปเฝ้าพระองค์จริง ๆ. แต่เป็นสมัยนี้เราก็เฝ้าพระองค์ ได้โดยอีกวิธีหนึ่ง คือเฝ้าพระองค์ที่ยังทรงพระชนม์อยู่โดยพระคุณ, มิได้ทรงอยู่โดยพระ สรีรกาย, แต่ทรงอยู่โดยพระคุณ. พระคุณของพระองค์มีอย่างไร, เพียงไร, ในเมื่อยังทรง พระชนม์ชีพอยู่, เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่อย่างนั้นและเพียงนั้น, สมตามที่พระองค์ตรัสว่า : "ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลายนั้น จักอยู่เป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในกาลเป็นที่ล่วงลับไปแห่งเรา." พระพุทธภาษิตนี้แสดงว่า พระองค์ทรงขอให้เราถือว่า. ธรรมวินัยนั้นเป็นองค์พระศาสดา และอยู่มาจนตลอดกาลนาน หรือไม่มีกาลอันสิ้นสุด, เรา จึงมีโอกาสที่จะเฝ้าพระพุทธองค์ ซึ่งยังทรงอยู่โดยพระคุณเสมอไป. ด้วยเหตุฉะนี้แหละบทสวดมนต์ ทำวัตรจึงเป็นไปในลักษณะที่แสดงพระคุณของพระองค์ก่อน, ให้เป็นอันว่าพระองค์ยังทรง อยู่โดยพระคุณ ทำประหนึ่งว่าไปเฝ้าพระองค์, แล้วก็กล่าวคำที่ควรกล่าว อาจจะต่างกันบ้าง ในคำทำวัตรบางบท, หรือบางยุค ใจความต้องคล้ายกันดังที่กล่าวแล้ว. การกล่าวมอบถวายชีวิตจิตใจของเราแก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นประจำ วันนี้ ก็เป็นการดีมาก, เป็นการเตือนไม่ให้รู้จักลืม. และถ้าการกระทำนั้นทำจริง, ไม่ได้ ทำแต่ปากแล้ว จะเป็นเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเรา ให้รอดจากอันตราย มีพระยามาร เป็นต้น. ในหมู่ศาสนาที่เกี่ยวกับความเชื่อล้วน ๆ คือศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า เช่นศาสนาคริสเตียน, พวกบาทหลวงในฝ่ายโรมันคาทอลิก ก็มีการมอบชีวิตถวายพระเจ้า นี้เองเป็นเครื่องราง สำหรับ คุ้มครองป้องกัน มิให้ตกไปอยู่ในอำนาจของกิเลส, เช่นความรู้สึกในทางเพศ ถึงกับทำให้ต้อง ลาสึกไป, เมื่อมานึกถึงว่าได้มอบชีวิตทั้งหมดนี้แก่พระเป็นเจ้าเสียแล้ว รู้ความประสงค์ของ พระเป็นเจ้าดี ตนก็ไม่มีโอกาสที่จะทำเหลวใหล สึกหาลาเพศ หรืออะไรทำนองนั้น, ดังนั้นจึง ถือว่าเป็นเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์กันสึกได้. และยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็ยังเป็นสิ่งที่กระตุ้นใจ หรือ ว่าบังคับเอาทีเดียว, ให้ทำหน้าที่ ที่ตนจะต้องทำ ตามความประสงค์ของพระพุทธองค์, หรือ จะเรียกว่าของพระเป็นเจ้าในฝ่ายศาสนาอื่น ให้สมกับที่ได้มอบกาย ถวายชีวิตนี้ไว้จริง ๆ แล้ว ทำงานที่ควรกระทำ เช่นงานธรรมทูตที่เรากำลังได้รับภาระมอบหมายกันอยู่ในที่นี้ ด้วยความ เสียสละอดกลั้นอดทนอย่างเข้มแข็ง ไม่เห็นแก่ชีวิตเป็นต้น. ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การมอบกาย ถวายชีวิต ด้วยบทสวดในคำทำวัตรนั้น มีความหมายมากถึงเพียงนี้, เป็นเครื่องรางก็ได้, เป็น เครื่องกระตุ้นใจ, ให้ทำหน้าที่ถึงที่สุดก็ได้. สำหรับการขอร้อง, หรือกล่าวในทำนองขอร้องอะไรบางอย่างนั้น ถือว่าเป็นของธรรมดา

น.130 ๑๒๒ มีไว้สำหรับทุกคนตั้งแต่ขั้นต้นขั้นต่ำที่สุด จะได้ใช้ประโยชน์จากถ้อยคำเหล่านี้ เพราะว่าจะเป็น เครื่องอุ่นใจว่า ด้วยอำนาจการกระทำเช่นนี้ พระพุทธองค์จะทรงช่วย, พระธรรมจะทรงช่วย, พระสงฆ์จะทรงช่วย, มีความกล้าหาญ เกิดขึ้นในจิตใจของภิกษุหนุ่มและสามเณรเป็นส่วนใหญ่. แล้วก็มีประโยชน์แม้แก่พระเถระผู้สูงอายุ, เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีมาแต่โบราณกาล ที่จะต้องมีสิ่งซึ่งเรียกว่าศักดิ์สิทธิ์ หรืออำนาจที่จะคุ้มครอง, ให้ช่วยคุ้มครอง, แม้ว่าจะมีจิตใจ หลุดพ้นแล้วจากทุกข์ทั้งปวง, สิ่งนี้ก็มีไว้สำหรับคนที่ยังไม่หลุดพ้น ไม่จำเป็นจะต้องแยกกันก็ได้ จะทำให้ยุ่งยากลำบาก เป็นหลายฝักหลายฝ่าย. นี่กล่าวถึงถ้อยคำที่เป็นการอ้อนวอนขอร้อง. ทีนี้ก็มาถึงถ้อยคำที่เป็นการให้อดโทษ เช่นบท :- กาเยน วาจา ฯลฯ เป็นต้น, คิดดูแล้ว ก็มีทางที่จะเข้าใจผิดได้ ในเรื่องอันเกี่ยวกับกรรม, เช่นว่า "ใครทำดีต้องได้ดี ใครทำชั่วต้องได้ชั่ว" จะมายกเว้นผ่อนผันอะไรกันได้ ดังนี้. ข้อนี้มีทางที่จะคิดว่า สำหรับกรรม ประเภทกรรมเบา และเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างบุคคลกับบุคคลนั้น, เป็นสิ่งที่ทำให้เป็นอโหสิกรรมไปได้ด้วยการ ขอขมา, ด้วยเหตุนี้แหละจึงมีระเบียบการขอขมาแก่กันและกัน และแม้แก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ดูให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นการฝึกฝนให้ตนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมที่จะขอโทษ อยู่เสมอ, ไม่ดื้อกระด้าง อย่างนี้มากกว่า, หรือแม้ว่าจะถือว่าเป็นการขอโทษจริงๆ ก็ยังมีความ หมายที่ดีอยู่นั่งเอง, เพราะว่าบางเวลาเราอาจจะสะเพร่า, กระทำบางสิ่งบางอย่างที่เห็นได้ว่า เป็นการล่วงเกินในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เช่นในบทอันกล่าวด้วยคารวะ ใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บางทีด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ, อาจจะเผลอไป ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ต่อหน้าวัตถุศักดิ์สิทธิ์ เช่นต้นโพธิ์ หรือพระพุทธรูป ก็ถือว่าเป็นการล่วงเกินใน พระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ กันมาแล้วแต่โบราณกาล. นี้คิดดูก็จะเห็นได้ทันทีว่า ผู้ที่ทำได้เช่นนั้นเป็นคนที่มีจิตใจหยาบ หรืออย่างน้อยก็เป็น คนสะเพร่า ไม่ดูไม่แลอะไร. ในบางครั้งบางคราวยังเผลอไป เอ่ยคำที่ไม่สมควรเกี่ยวเนื่องถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ก็เรียกว่าล่วงเกิน, บางทีใจก็คิดนึกไปในทำนองที่ว่า ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เคารพต่อคำสั่งสอนของพระองค์ คือหลักธรรม นี้เรียกว่าล่วงเกิน. เมื่อนึกได้ ก็จะต้องมีความรู้สึกสลดใจ และกลับตัว, อย่างนี้มีกันในทุกศาสนา เรียกว่า Repentance จะต้อง มีสำนึกบาป แลกลับตัวอยู่ประจำวัน, และพยายามซักซ้อม หรือสอบสวนอยู่เป็นประจำวันทีเดียว, ที่เรียกว่าแก้บาป หรืออะไรทำนองนั้น. พวกเราก็มีการกระทำอย่างนั้น, เมื่อทำแล้วก็จะรู้สึกว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้อง, และทำให้จิตใจเบาสบายไปตามเดิม, โปร่งและผ่องใส, พร้อมที่จะ ปิติปราโมทย์ หรือสมาธิไปได้, ด้วยเหตุนี้แหละจึงมีการทำวัตร ซึ่งประกอบไปด้วยองค์คุณ ๔ ประการ ที่สำคัญ ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว. หวังว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายจะได้เอาไปนึกดู, ไปซักซ้อมดูใหม่, แล้วปรับปรุงแก้ไข, ในบทที่จะเลือกเอามาสวด, หรือจิตใจในขณะที่สวด ให้สำเร็จประโยชน์ตามนั้น การทำวัตรก็

น.131 ๑๒๓ จะมีความหมาย. ทีนี้มาถึงตอนที่ ๒ เรื่องสวดมนต์, บทสวดมนต์ทั้งหลาย ก็เป็นคำสอนของพระองค์, เป็นโอวาทของพระองค์ ทำเสมือนหนึ่งเราไปเฝ้าพระองค์มาด้วยการทำวัตรนั้น แล้วก็ได้รับเอา พระโอวาทนี้มา ตามที่พระองค์ประทานให้. การที่เราเลือกเอาบทสำหรับสวดมนต์ดี ๆ มีประโยชน์ แก่การปฏิบัติ มาสวดนั้น, มันก็เข้ารูปเข้ารอยกันกับการที่ได้ไปเฝ้าพระพุทธองค์, แล้วได้รับ สิ่งที่ประทานมาให้, ก็เป็นการดี, เราก็เอามา สวดเป็นการรักษาไว้, และเพื่อปฏิบัติตาม นั้นจริง ๆ . เพราะฉะนั้นการสวดมนต์ก็คือสวดเพื่อจะท่องจำ, หรือย้ำในคำสอนให้มั่นคง มีอยู่ เป็นหลัก ไม่รู้จักลืม, เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การปฏิบัติของตน และการสั่งสอนผู้อื่นสืบ ๆ ไป นี้เรียกว่าประโยชน์อย่างยิ่งของการสวดมนต์. ต่อมาถึงตอนที่ ๓ สิ่งที่เรียกว่า ปัจจเวกขณ์ คือการพิจารณาสิ่งที่ควรพิจารณา, การทำอย่างนี้ก็คือการทำกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นประจำวัน , เรียกว่าเป็นการ ปฏิบัติโดยตรง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณา ธาตุปัจจเวกขณ์, คือบท ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ เป็นต้นนั้น เป็นการทำกัมมัฏฐานชั้นสูงสุด, คือชั้นที่กล่าวถึง สุญญูตา และ อนัตตา . เป็นสิ่งที่ ต้องพิจารณาอย่างยิ่ง และเป็นประจำวัน. แม้ว่าเราจะเอามาสวดเป็นการสวดต่อท้ายสวดมนต์ไป, ในจิตใจก็ต้องทำให้ดีเป็นพิเศษ ให้สมกับที่บทสวดตอนนี้เป็นบทกัมมัฏฐาน และยังจะต้องเอาไป ระลึกนึก หรือกระทำเป็นพิเศษในส่วนตนในที่เงียบสงัดอีกด้วย. การปัจจเวกขณ์ หรือสวด บทปัจจเวกขณ์บทใดก็ตาม ย่อมมีผลเป็นการทำกัมมัฏฐานหมู่ ประจำวัน อย่างนี้, ดังนี้ก็นับว่า เป็นสิ่งน่าพอใจ. ทีนี้ก็ล่วงมาถึงตอนที่ ๔ และที่ ๕ กล่าวคือกรวดน้ำ ท้ายสุดมีอยู่ ๒ ตอน ตอนแรก เป็นการแผ่ส่วนบุญ ตอนหลัง เป็นการอธิษฐานจิตของตัวเอง เป็น Auto suggestion เป็น ประจำวัน ให้มั่นอยู่แต่ในทางที่ถูก ที่ควร ที่ดี หรือสูงขึ้นไป. สำหรับตอนต้นที่เป็นการแผ่ส่วนบุญ เป็นประจำวันนั้น มองดูอีกแง่หนึ่งก็เป็นการเจริญเมตตาภาวนา. การเจริญเมตตาภาวนานี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด, คือจะต้องย้อมจิตใจให้ประกอบอยู่ด้วยเมตตา ให้มีเมตตาประจำใจ. ข้อนี้ อย่าคิดเสียแต่เพียงว่า แผ่ส่วนบุญให้เขาเพื่อเราจะได้บุญด้วย, เราจะต้องแผ่เมตตา เพื่อย้อม ใจเรา ให้รู้จักเสียสละ, พอกพูนนิสัยของการเสียสละให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์, เพราะว่าการ ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นนั้น ต้องอดกลั้นอดทน ต้องเหน็ดเหนื่อย ต้องเสียสละ แม้กระทั่งบางทีก็ต้อง ยอมเสียชีวิต อย่างนี้ก็มี. และเมตตานี้จะต้องคู่กันกับปัญญา จึงจะเหมาะสมกันกับผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนา, ถ้าไม่เอาเมตตาเป็นเครื่องถ่วงปัญญาไว้บ้าง, ปัญญาอาจจะเตลิดเปิดเปิงไป ในทางเห็นแก่ตัว, เข้าข้างตัวไป, ไม่ทันจะรู้ก็ได้. แต่ถ้าเมตตาคือ ความเห็นแก่ผู้อื่นได้ถ่วงปัญญาไว้บ้างแล้ว, ปัญญาก็จะต้องน้อมไปในทางเห็นแก่ผู้อื่น, ใช้ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น, และ

น.132 ๑๒๔ เมื่อมีความรู้สึกที่เห็นแก่ผู้อื่นอยู่แล้วก็เป็นการปลอดภัย, เพราะไม่มีทางที่จะย้อนกลับไป เป็นการเห็นแก่ตนได้. ปัญญากับเมตตาจะต้องคู่กันไปอย่างนี้ เป็นเครื่องถ่วงซึ่งกันและกัน, ดังนั้นการกรวดน้ำแผ่ส่วนบุญ ควรจะเป็นเรื่องที่มีขอบเขตกว้างถึงขนาดนี้, เป็นการเจริญ เมตตาภาวนาดังที่กล่าวมาแล้ว. ทีนี้ ก็มาถึง ตอนที่กล่าวอธิษฐานจิตของตัวเอง , คือตั้งความปรารถนาของตัวเอง ว่า, ขอให้เป็นอย่างนั้น, ขอให้เป็นอย่างนี้, รวมใจความสำคัญอยู่ที่ว่า ขอให้สิ้นกิเลสอาสวะ ในที่สุด หรือโดยเร็ว. นี้เป็นเรื่องที่ดี, คือไม่รู้จักลืมวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมาย , ยังมุ่งแน่วต่อ จุดหมายปลายทางของตนอย่างถูกต้อง. และในบางบทมีข้อความดีมาก เช่นบท ยนฺทานิ เม กตํ ปุญญํ ฯลฯ ที่เพิ่งจะสวดเสร็จไปเมื่อตะกี้นี้ มีทั้งการปลอบ มีทั้งการขู่ มีทั้งการชักจูงตัวเอง พร้อมเสร็จในตัว นี้เป็นการช่วยได้มาก สำหรับผู้ที่ยังอยู่ในขั้นธรรมดา ยังไม่บรรลุธรรมะ ในขั้นสูงสุด หรือเป็นพระอรหันต์, ยังต้องการกำลังใจ, หรือต้องการ การปลอบใจ, หรือ ต้องการการขู่, ให้เป็นไปในทางที่ควรจะเป็นไปอยู่เสมอ ๆ. ขอให้ตั้งอกตั้งใจกล่าวคำเหล่านั้น ออกไป ด้วยความรู้สึกในใจอย่างแท้จริง อย่าได้กล่าวสักว่า พอเป็นธรรมเนียม เหมือนนกแก้ว นกขุนทอง ให้แล้ว ๆ ไปเท่านั้น, มันเป็นการจูงจิตใจของตัวเอง โดยตนเอง, รับประกันไม่ให้ลืม, ไม่ให้เขว, ไม่ให้เหลวไหล, เรียกว่าเป็นการจูงตนด้วยตน หรือทำที่พึ่งของตนด้วยตน ได้อย่างหนึ่ง เหมือนกัน. บทกรวดน้ำบทไหนก็มีแบ่งอยู่เป็น ๒ ตอน อย่างนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบท เทวตา ปัตติทานคาถา แล้ว มีข้อความสำคัญอยู่ในตอนนี้ คือกว้างออกไป จนถึงกับอธิษฐานจิตไปถึง สิ่งที่ เรียกว่า ศาสนาโดยบทว่า :- ฐาตุ จิรํ สตํ ธมฺโม ธมฺมทฺธรา จ ปุคฺคลา :- ขอให้ธรรมะของ สัตบุรุษดำรงอยู่, ให้ผู้ทรงธรรมดำรงอยู่. อย่างนี้ลองคิดดูทีว่า มันเป็นคำกล่าวของบุคคลที่มี ใจสูงมากน้อยเท่าไร ให้สัจจธรรมยังคงอยู่ในโลกนี้ ให้ผู้ทรงธรรมคงอยู่ในโลกนี้ ให้โลกนี้มีธรรม และมีผู้ปฏิบัติธรรม. เป็นความรู้สึกที่สูงมาก, เพราะมองเห็นว่า ธรรมะเท่านั้นเป็นสิ่งจำเป็น อย่างยิ่ง, ที่จะต้องมีอยู่ในโลก เฝ้าพร่ำภาวนาถึงสิ่งนี้อยู่เสมอ. แล้วยังมีแถมว่า :- สงฺโฆ โหตุ สมคฺโค ว :- ขอให้พระสงฆ์เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน, นี้เป็นคำกล่าวที่ดีที่สุดแล้ว เพื่อป้องกัน การแตกแยกกัน. การไม่สามัคคีกันนั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตำหนิอย่างยิ่ง , มันเป็นเรื่องล้มละลาย ของคณะสงฆ์เอง, โดยเกี่ยงงอนกัน ไม่กระทำหน้าที่ของตน, ไม่ร่วมมือกัน, ไม่ช่วยเหลือกัน, ไม่ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน นี่ก็คือความล้มละลายของหมู่คณะ. อันนี้แสดงให้เห็นว่า เป็น คำกล่าวที่เห็นแก่ส่วนรวม, เห็นแก่ความตั้งอยู่ได้ของสงฆ์นั่นเอง, ถ้าผู้กล่าวไม่กล่าวแต่ปาก คือกล่าวด้วยใจจริงแล้ว ไม่เท่าไรก็จะต้องเป็นสงฆ์ที่มีความสามัคคี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้, ถ้ามัวกล่าวแต่ปากแล้ว อีกกี่ร้อยปีก็ไม่มีทางจะสามัคคีกันได้ จึงเป็นสิ่งที่ควรจะเอาใจใส่ พินิจ

น.133 ๑๒๕ พิจารณาดูให้ดี, แล้วกระทำลงไปเพื่อประโยชน์แก่คณะสงฆ์เองด้วย, และเพื่อสนองพระคุณ หรือพระพุทธประสงค์ของพระพุทธองค์ด้วย. นี่คิดดูเถอะว่า มันเป็นสิ่งเล็กน้อยหรือใหญ่โตมโหฬารสักเท่าไร สำหรับถ้อยคำที่เรา เรียกว่ากรวดน้ำ, ถ้าไปมัวนึกแต่เรื่องกรวดน้ำ ไม่นึกถึงตอนนี้ที่มันมีอะไรยิ่งไปกว่ากรวดน้ำ. ดังนั้นจึงหวังว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายจะได้ไปนึกดูกันเสียใหม่ ด้วยความสุขุมรอบคอบ, ไปปรับปรุงการกระทำอันนี้ให้สมบูรณ์ โดยหลักดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า :- เรื่องที่ ๑ ในการทำวัตรนั้น จะต้องมีการกล่าวสรรเสริญคุณ หรือความเคารพต่อพระองค์, จะต้องมีการมอบชีวิตจิตใจแด่พระองค์, และมีการผูกพันกัน ในการที่จะขอและตอบสนองการขอ ในระหว่างกันและกัน และต้องมีการอดโทษกันและกัน นี้เป็นส่วนทำวัตร, ปรับปรุงให้สำเร็จ ประโยชน์ ทั้งโดยอรรถะและโดยพยัญชนะ. เรื่องที่ ๒ เรื่องสวดมนต์ ก็เลือกเอาเรื่องที่มีประโยชน์จริง ๆ มาสวดไว้เป็นประจำ, สิ่งใดที่เป็นหัวใจของพระธรรม หรือของพระศาสนาในแง่ต่าง ๆ กันแล้ว จะเลือกเอามาสวด ให้เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าขึ้นปากขึ้นใจ คล่องปากคล่องใจ สะดวกในการปฏิบัติในการสั่งสอนผู้อื่น. เรื่องที่ ๓ ปัจจเวกขณ์ เลือกให้ดี ให้ได้ปัจจเวกขณ์ในบทที่ดี, แม้บทที่เรียกกันว่า ปลง สังขาร ของภาคใต้นี้ นั้นก็เป็นปัจจเวกขณ์ ทศธรรมสิบประการ นั้นก็เป็นปัจจเวกขณ์ เตือน ตนเองอย่างยิ่ง, ประมวลคำที่เป็นปัจจเวกขณ์นี้มาดูให้ดี ๆ มาจัดสรรกันให้ถูกลำดับ แล้วก็ ปัจจเวกขณ์, นับว่าเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากการสวดมนต์. เรื่องที่ ๔ บทกรวดน้ำ ก็ต้องได้รับการพิจารณา คัดเลือกไม่ให้ซ้ำกัน, แล้วก็เปลี่ยน กันได้ เช่นตอนเช้าสวดบทที่เหมาะสมแก่ตอนเช้า, ตอนเย็นสวดบทที่เหมาะสมแก่ตอนเย็น, เราก็จะได้บทกรวดน้ำมากพอ. เรื่องที่ ๕ มาถึงบทอธิษฐานจิต, ชักจูงตัวเอง, ตั้งความปรารถนาอันสูงไว้เป็นเบื้องหน้า, ก็เลือกดูให้ได้ถ้อยคำที่ไพเราะจับใจ มีความหมายเด่นชัดในทำนองนั้น, แล้วก็ย้อมจิตให้เป็น อย่างนั้นจริง ๆ อยู่เสมอแล้ว แน่นอนทีเดียว ไม่ต้องมีใครมารับประกัน ก็รับประกันตัวเองได้ ว่า ความเป็นไปในชีวิตของเรา ผู้เป็นสาวกของพระพุทธองค์นั้น จักเดินไปถูกทางอย่างรวดเร็วที่สุด. สำหรับพวกเรานักศึกษาธรรมทูตโดยเฉพาะนี้ คิดดูให้ดีจะเห็นว่า เราต้องรับผิดชอบ, เราปฏิเสธไม่ได้ ในฐานะที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นนักศึกษาผู้มีสติปัญญา, เราจะทำอะไรอย่างเขลา ๆ งมงายไป ในกรณีเหล่านี้ไม่ได้เลย ต้องทำให้ดี, และถ้ายิ่งถึงกับต้องไปกระทำในเมืองนอก เมืองนาด้วยแล้ว จะต้องกระทำให้ถูกกับจิตวิทยา หรือความนิยมของผู้ที่จะมาพบเห็นในที่นั้น อีกด้วย, และมีเหตุผลพร้อมที่จะตอบปัญหา ตอบคำถาม ที่จะมีผู้มาถาม หรือมาซักไซ้ให้จนมุม ก็ตาม, ในข้อความอันเกี่ยวกับการทำวัตรสวดมนต์ การปัจจเวกขณ์ การกรวดน้ำและการ อธิษฐานจิต เป็นต้น จะถูกนำไปเปรียบเทียบกันกับศาสนาอื่น, แล้วเราก็ต้องไม่ถูกกระทำย่ำยี ให้ตกอยู่ในฐานะที่น่าอับอาย แต่จะพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่า เป็นสิ่งที่มีเหตุผล. •

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต