น.134 บัดนี้วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ก็ได้ล่วงมาถึงเวลาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว, เป็นเวลาที่เรากำหนดไว้ สำหรับการพูดจาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง. ในวันนี้จะได้กล่าวถึงเรื่อง ธรรมะจะต้องชนะวัตถุนิยม. สิ่งที่เรียกว่า วัตถุนิยมคืออะไร ก็ได้พูดกันแล้วแต่วันก่อน, โดยใจความก็คือ ความที่ลุ่มหลงนิยมในรสอันเกิดจากวัตถุ ที่ประณีต ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ตลอดถึงความคิดความเข้าใจไปว่า อะไร ๆ ก็สำคัญอยู่แต่ที่วัตถุ. ถ้าวัตถุสมบูรณ์ หรือดีแล้ว จิตใจก็จะดีไปเอง. วัตถุนิยมเช่นนี้ไม่ว่าในปริยายไหน ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้ลุ่มหลง ในวัตถุทั้งนั้น. เมื่อกล่าวโดยที่แท้ คนเรา หรือมนุษย์เรา ก็มีความรู้สึกเป็นไปแต่ในทางของวัตถุอยู่ ตามธรรมดา, เพราะว่าเป็นสิ่งที่รู้จักได้ง่าย และเกี่ยวข้องกันอยู่กับชีวิตชีวาเป็นประจำวัน. ทีนี้เมื่อไปขยายขอบเขตของวัตถุให้กว้างออกไป, หรือทำให้ประณีตลึกซึ้งยิ่งขึ้น, ความลุ่มหลง ในวัตถุก็มีมากขึ้น. จะเปรียบเทียบกันได้ง่าย ๆ :- คนโบราณไม่มีความเจริญทางวัตถุ, ก็พอใจ สิ่งที่เป็นวัตถุ แม้ในระดับที่ต่ำ ๆ หรือง่าย ๆ. สมัยเมื่อ ๕๐ - ๖๐ ปีมานี้ ผมได้เคยเห็นคนแก่ ๆ แม้ได้เศษกระดาษมาแผ่นหนึ่ง ก็ดีใจอย่างยิ่ง ถึงกับเก็บไว้เหมือนกับเก็บเงิน, เพราะว่ากระดาษ ยังเป็นของแปลกพิเศษกว่าใบตอง, ใช้กระดาษนั้นห่อของที่มีค่า กระทั่งห่อเงินห่อทองไปเลย ทีเดียว, พอมาถึงสมัยนี้กระดาษเป็นของเกลื่อน ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไม่มีความหมายอะไร. เด็ก ๆ สมัยก่อนได้กระดาษคาบอนที่เขาทิ้งข้างออฟฟิศมาเล่นสักแผ่นหนึ่ง แล้วก็ดีใจแทบตาย, เด็ก สมัยนี้ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างนั้น, ล้วนแต่ทะเยอทะยานจะได้อะไรบ้าง, ก็ลองคิดดูเถิด. ความก้าวหน้าของวัตถุนั้น ทำให้คนเตลิดเปิดเปิงไปในเรื่องของวัตถุ, ต้องกินต้องนอน อย่างนั้นอย่างนี้, อย่างที่เราพูดกันติดปากว่า สมัยนี้ต้องมีตู้เย็น ต้องมีโทรทัศน์ เป็นต้น. ในที่สุด ก็ยังกลายเป็นของธรรมดาไปอีก, ต้องการอะไรที่มากไปกว่าตู้เย็น หรือโทรทัศน์, นี้แสดงว่า ความนิยมวัตถุกำลังครอบงำจิตใจของมนุษย์ แม้ที่เป็นชาวพุทธมากเพียงไร, และครอบงำแม้
น.135 ๑๒๗ กระทั่งชาวพุทธ ที่เป็นบรรพชิตด้วย. และเมื่อบรรพชิตตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นที่เคารพสักการะ มันก็ยิ่งเป็นไปได้ง่าย ในการที่จะทำให้ทายกทายิกาแสวงหาวัตถุที่ยิ่งขึ้นไป มาอำนวยให้แก่ บรรพชิต, ทั้งหมดก็เลยกลายเป็นวัตถุนิยม ตาม ๆ กันไปและยิ่งขึ้น. มองออกไปนอกวงของพุทธบริษัท ก็เห็นได้ว่า คนส่วนใหญ่นั้นตั้งหน้าตั้งตาที่จะค้นคว้า และประดิษฐ์เรื่องทางวัตถุให้ประณีตยิ่งขึ้น, จนถึงกับว่า คนจะต้องเปลี่ยนเครื่องใช้ไม้สอย เปลี่ยนรถยนต์ เปลี่ยนอะไรต่าง ๆ กันเรื่อยไป ทุก ๆ แบบที่ออกมาใหม่ จนกระทั่งเงินทองส่วนใหญ่ หมดเปลืองไปกับเรื่องนี้ด้วยกันทั้งโลก, แล้วคิดดูเถิดว่า ส่วนที่ฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นนั้น มันจะมี มากเท่าไร. และเมื่อมีความทะเยอทะยานที่จะได้ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก, ก็ต้องขวนขวายหาทาง ได้ที่ไม่มีขอบเขต และการได้ที่ไม่มีขอบเขตนั่นแหละ ย่อมทำให้เกิดความเสีย, หรือการขาดแคลน ขึ้นอีกทางหนึ่งเป็นธรรมดา. เพราะฉะนั้นพวกหนึ่งก็มีมากเกินไป. พวกหนึ่งก็ขาดแคลน, โลกนี้ ก็ปั่นป่วนวุ่นวาย เป็นเหตุให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงกัน โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง. เมื่อประโยชน์ หรือความต้องการบีบบังคับมากเข้า คนเหล่านั้นก็จะต้องจับกลุ่มกันเป็น พวก ๆ ไป ตามที่ประโยชน์ของตนจะบังคับให้ทำอย่างไร, จึงเกิดแบ่งกลุ่มแบ่งพวก สำหรับ ต่อสู้กัน, แย่งชิงกัน, โลกก็ประกอบไปด้วยวิกฤตกาลอันถาวร, แทนที่จะมีสันติภาพถาวร, ก็ กลายเป็นมีวิกฤตกาลถาวรติดต่อกันไป, ไม่มีขาดสายยิ่งขึ้นทุกที นี้คือผลของวัตถุนิยมครองโลก. ธรรมะไม่มีโอกาสที่จะครองโลก, เพราะว่ามนุษย์ได้สลัดธรรมะทิ้งออกไป , ปัญหาจึง เกิดขึ้นทันทีและมากมาย ในการที่จะแสวงหาสันติภาพให้แก่โลก, แต่ ข้อเท็จจริงนั้นมันเป็น ไปไม่ได้ ในการที่จะแสวงหาสันติภาพให้แก่โลกด้วยจิตใจที่เป็นวัตถุนิยม , เพราะว่า วัตถุ นิยมนี้มันเป็นสุดโต่งข้างหนึ่งของความรู้สึก, คือความรู้สึกที่เป็นไปในทางกิเลส, มันผิดหลักธรรมะ ที่ว่าจะต้องอยู่ตรงกลาง. สิ่งที่เรียกว่า “ ธรรมะ " โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนานั้น ต้องไม่เหวี่ยงไปสุดโต่งข้างใด ข้างหนึ่ง, จะต้องอยู่ในลักษณะที่เป็นกลาง, เพราะว่าการเหวี่ยงไปสุดโต่งข้างหนึ่งนั้น มันไปเป็น ทาสของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ลัทธิใดลัทธิหนึ่ง, หรือความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง, มันเสียดุลยภาพ มันจึงเป็นความวุ่นวาย, ต่อเมื่อไม่มีการเสียดุลยภาพ มันจึงเป็นความสงบ. ธรรมะมีหวังที่จะชนะ วัตถุนิยมได้ ก็ตรงที่จะสามารถทำให้เกิดดุลยภาพดังที่กล่าวนี้. มนุษย์เหยียบย่ำธรรมะ, ธรรมะ ก็ตบหน้ามนุษย์, ธรรมะก็จะตบหน้ามนุษย์ยิ่งขึ้นทุกที ๆ, คือวิกฤตกาลที่มากขึ้นทุกทีในโลกนั้น. บัดนี้ก็จะเริ่มเห็นกันได้แล้วว่า มันเป็นสิ่งที่น่าสังเวช, หรือน่าเศร้า, หรือน่าหวั่นวิตก, มนุษย์จึงเริ่มสนใจ ในสิ่งซึ่งเรียกว่า ธรรมะ หรือศาสนากันขึ้นบ้าง, เพียงแต่บ้างเท่านั้น, เพราะ การบีบคั้น, หรือการตบหน้าของธรรมะยังไม่มากพอ, ยังไม่ถึงขีดสูงสุด, จึงเหลียวมาดูธรรมะ แต่คนประเภทที่เรียกว่าหน้าบาง. ส่วนคนที่หน้าหนาเกินไป, คือจมปลักอยู่ในวัตถุนิยมนั้นยังไม่ เหลียวแล. และแม้ในส่วนพวกที่เหลียวแลจะเห็นความจริงข้อนี้อยู่บ้าง, ก็ทนอิทธิพลของคน
น.136 ๑๒๘ ส่วนใหญ่ไม่ได้, ยังไม่สามารถจะดึงคนส่วนใหญ่มา ให้สนใจในข้อเท็จจริงอันนี้ได้. โลกจึงยัง จะต้องรีรอต่อธรรมะอยู่ระยะหนึ่ง, จนกว่าเมื่อใดความทนทรมานมีมากขึ้นเพียงพอ, เมื่อนั้นการ สนใจในธรรมะก็จะมีมากขึ้น, กลับมาสู่ดุลยภาพในทางธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง, เมื่อนั้นแหละ ธรรมะก็จะชนะวัตถุนิยม. ทีนี้ปัญหาสำหรับพวกเรา ธรรมทูต ก็มีอยู่ว่า เราจะช่วยให้มันเร็วเข้าได้บ้างอย่างไร. ก็ดูเหมือนจะมองเห็นกันว่าจะต้องเผยแผ่ธรรมะให้เป็นที่เข้าใจ, ให้มากขึ้นหรือเร็วขึ้น, กิจการ ส่วนนี้จึงเริ่มฟักตัวขึ้นในที่ทั่ว ๆ ไป ก่อความสนใจขึ้นทีละเล็กละน้อย เป็นวงกว้างออกไป. เรา ไม่มัวสวดอ้อนวอน เหมือนชนบางหมู่บางเหล่า, เพราะว่าการสวดอ้อนวอนนั้นมีอิทธิพลน้อยกว่า กันมาก. การพูดให้เข้าใจกันและกันจะมีผลกว่า, ดังนั้นพุทธบริษัทจึงไม่มีพิธีสวดอ้อนวอน แต่ มุ่งหมายที่จะพูดกันให้รู้เรื่อง คือการเผยแผ่ธรรมะ. แม้จะมีการกระทำชนิดที่เป็นการแผ่ธรรมะ. ตั้งจิตปรารถนาให้มนุษย์กลับใจ หันมา สู่ความเมตตากรุณา หรือสันติภาพบ้าง, ก็ยังไม่ถึงกับเป็นลักษณะของการอ้อนวอนเฉย ๆ, ความหวังและการแผ่เมตตาทำนองนี้ อย่างน้อยก็ในทางหนึ่ง ก็เป็นการกระตุ้นผู้แผ่เมตตานั้นเอง, ให้รีบเผยแผ่ธรรมะ. พวกธรรมทูตเราตั้งเมตตาเป็นเบื้องหน้า จึงได้ทนความยากลำบาก ที่จะ ทำการเผยแผ่ธรรมะ, ทั้งหมดนี้ย่อมหมายความว่า พวกธรรมทูตเหล่านั้นต้องไม่เป็นทาสของ วัตถุนิยม เป็นข้อสำคัญ, จะมัวนั่งแผ่เมตตาด้วยความเป็นทาสของวัตถุนิยมอย่างนี้เป็นเรื่องล้มละลาย เหลวแหลกไปแล้วตั้งแต่ทีแรก. ผู้แผ่เมตตาให้โลกประสบสันติสุข, แต่ตนไปบูชาวัตถุนิยม ซึ่ง เป็นต้นเหตุของวิกฤตกาลถาวร อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องน่าหัวสักเพียงไร, ขอจงได้คิดดู. ดังนั้นพวกธรรมทูตใจสิงห์ ของพระพุทธองค์ จะต้องทำอย่างไรในเรื่องนี้, ก็ขอให้คิด ดูเถิด. การที่จะมัวอ่อนแอ ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความยั่วยวน, หรือแม้แต่ความบีบคั้นของ วัตถุนิยมนั้น, มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับธรรมทูต และธรรมทูตใจสิงห์ของพระพุทธองค์. คำว่า "ใจสิงห์ " นี้เป็นคำที่รู้จักกันดี เป็นคำธรรมดาที่ใช้กันอยู่ในโลก (Lion - hearted) หมาย ความว่านักต่อสู้, นักเสียสละและจริงจัง, เรียกว่าสู้จนตาย ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมถอยหลัง. เมื่อ ทำอย่างนั้นได้ ก็มีหวังที่จะชนะ, คือตัวเองก็จะชนะวัตถุนิยม, แล้วก็จะช่วยให้ผู้อื่นชนะวัตถุนิยม, นั่นก็คือช่วยโลก ให้พ้นจากการบีบคั้นของวัตถุนิยม. ธรรมะมีลักษณะเป็นกลาง ไม่ชวนให้ตก ไปเป็นทาสของวัตถุนิยม, และอีกทางหนึ่งก็มิได้หมายความว่า จะไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ใช้สอย วัตถุ มันอยู่ในระดับกลางที่จะเกี่ยวข้อง หรือใช้วัตถุ นั้นเป็นเครื่องยังชีพ, และในที่สุด ก็เป็น เครื่องมือที่จะช่วยปราบปรามความนิยมวัตถุนิยมอย่างหลับหูหลับตาไปด้วย พร้อมกันไปในตัว ทีเดียว. ทีนี้ถ้าเราจะมองดู เนื้อแท้ของธรรมะ, หรือธรรมชาติของธรรมะ เราก็มองเห็นอยู่แล้วว่า ธรรมชาติของธรรมะนั้น มันไม่หนักไปในทางวัตถุ และก็ไม่หนักไปในทางจิตใจล้วน จนรังเกียจ
น.137 ๑๒๙ วัตถุ เหมือนความคิดของคนบางพวก. สิ่งที่เรียกว่ากายกับใจ หรือ นาม กับ รูป นี้ ต้องเป็น อันเดียวกัน ในสัดส่วนที่สมกัน, ดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว จึงจะอยู่ในสภาพที่เรียกว่า มีดุลยภาพ หรือที่เรียกว่าสมดุลย์. ธรรมะทรงตัวอยู่ได้เพราะความมีดุลยภาพ, สูญเสียดุลยภาพก็คือไม่มีธรรมะ, ซึ่งคำว่า ธรรมะ ในที่นี้หมายถึงธรรมะที่เป็นปกติ ที่เป็นความสงบสุข. ความสูญเสียดุลยภาพตามธรรมชาติ ก็คือ ธรรมชาติที่เป็นธรรมชนิดหนึ่งเหมือนกัน, แต่เป็นธรรมชาติที่เป็นอธรรม. ธรรม หรือ อธรรม ในความหมายทั่วไปก็เป็นธรรมด้วยกันทั้งนั้น, คือเป็นธรรมชาติ, บาปก็เรียกว่าธรรม บุญ ก็เรียกว่า ธรรม, กุศล ก็เรียกว่าธรรม, อกุศล ก็เรียกว่าธรรม นี้เป็นคำกลาง. แต่คำว่า ธรรมะ ที่จะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์นั้น เราหมายถึงความสมดุลย์ ไม่เอียงไปทางไหน ไม่เอียงไป ทางวัตถุ หรือทางใจ สุดโต่ง, แต่อยู่ในสภาพที่สมดุลย์ จึงจะเป็นความหยุด, หรือความสงบ, เกิดเสียสมดุลย์เมื่อใด มันก็วุ่นวายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเมื่อนั้น. เราถือเอาความไม่สงบนั้นว่าเป็น อธรรม, ถือเอาความสงบ ว่าเป็น ธรรม. สภาพของ ความสงบจึงได้แก่ความสมดุลย์ในทางธรรม, ตัวธรรมะจึงคือสมดุลย์อยู่ในตัวมันเอง. ธรรมะที่ จะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้มีลักษณะอย่างนี้, ถ้าว่าโดยเนื้อแท้ให้ลึกลงไปอีกแล้ว ธรรมะจะต้อง เป็นความสมดุลย์อยู่เสมอ. แต่จิตใจของมนุษย์ต่างหากสูญเสียความสมดุลย์, คือไปลุ่มหลงเข้า ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างนี้จะไปโทษธรรมไม่ได้ มันอยู่ที่มนุษย์โง่เขลาไปเอง, ไปติดมั่นยึดมั่นในส่วนใดส่วนหนึ่งเข้า จนเสียความสมดุลย์. ถ้าหากมนุษย์ได้ปล่อยไปตามเรื่อง ของธรรม หรือให้ธรรมจัดการหรือควบคุมแล้ว, สภาพที่น่าทุเรศเช่นนั้น ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เราก็จะได้สภาพที่สมดุลย์อยู่เป็นปกติ. เดี๋ยวนี้มนุษย์เกิดต่อต้านธรรมะ, เหยียบย่ำธรรมะ ความ สมดุลย์ก็สูญหายไป เกิดความระส่ำระสายขึ้น, นี่แหละคืออาการที่เรียกโดยสมมติว่า ธรรมะได้ ตบหน้ามนุษย์เข้าแล้ว, คือความไม่สมดุลย์นั้นเอง ได้ตบหน้าเอามนุษย์เข้าแล้ว. ความเข็ดหลาบ ของมนุษย์จะมีเมื่อไร, เมื่อนั้นก็จะย้อนกลับมาหาธรรมะกันใหม่ และเป็นชัยชนะของธรรมะ เหนือมนุษย์ต่อไป. เดี๋ยวนี้มันมีสิ่งที่ควรจะคิด ในข้อที่ว่า มนุษย์ทั้งหมดในโลก ไม่ได้ตกไปเป็นเหยื่อของ วัตถุนิยมไปทั้งหมด, ยังมีคนที่ทรงตัวอยู่ได้ในสภาพที่สมดุลย์. คือยังมีคนที่สนใจธรรมะ, พอใจ ธรรมะ, ฝากเนื้อฝากตัวไว้กับธรรมะ ก็ยังมีอยู่เป็นอันมาก, แต่ว่ามันไม่มากเท่า หรือเทียบกัน ได้กับพวกที่ลุ่มหลงอย่างหลับหูหลับตา ไปในทางของวัตถุ จนยอมพลีชีวิตเพื่อสิ่งนั้น. ตายกัน วันละพันวันละหมื่น ก็ยังมีอยู่ เพื่อบูชาอุดมคติทางวัตถุ, ไม่ยอมถือ หรือปฏิบัติคำสั่งสอน ของ พระยีซัส ไครสต์ ที่ว่า :- เขาตบแก้มซ้ายแล้ว จงให้เขาตบแก้มขวาเสียด้วยกัน, แทนที่จะไป ตบเขาเข้าอีก, เขาขโมยเสื้อไปแล้ว ก็เอาเสื้อคลุมชั้นนอกตามไปให้เขาด้วย, ดีกว่าที่จะไปโกรธ เขา หรือจับเขาไปส่งตำรวจอย่างนี้เป็นต้น, ไม่มีใครถือลัทธิอย่างนี้ ทั้งที่เป็นลูกศิษย์ของพระ
น.138 ๑๓๐ ยีซัส ไครสต์ โดยทะเบียน. นี่แหละเราเห็นได้ว่า โลกนี้กำลังตกอยู่ในอำนาจของวัตถุนิยมมาก เท่าไร, วัดได้ด้วยการที่ลืม หรือละทิ้งพระศาสนา แห่งศาสนาของตน ๆ ด้วยกันทุกศาสนา. แม้ในพุทธศาสนา พวกที่ขึ้นทะเบียนเป็นพุทธบริษัท ก็เดินตามก้นพวกฝรั่งอยู่เป็นอันมาก ในทางที่จะหันหลังให้ศาสนา, โดยไปลุ่มหลงบูชาวัตถุนิยมซึ่งไม่เคยมีในคำสอนของพระพุทธองค์, ซึ่งไม่เคยมีในหมู่ของพุทธบริษัทในยุคแรก ๆ, แล้วก็ค่อยมีมากขึ้น ในยุคที่พุทธบริษัทเริ่มลืมตัว เผลอมาสู่ขอบเขตของวัตถุนิยม. ดังนั้นพวกเราธรรมทูต จะต้องนึกถึงข้อเท็จจริงข้อนี้, นึกแล้ว ก็พิจารณาจนเห็น แจ่มแจ้ง ชัดเจนยิ่งขึ้นไปทุกที ตามนัยแห่งวิธีการพิจารณา ๑๖ ขั้น เหมือน ที่เราถูกกันเมื่อวานนี้ นั่นแหละจึงจะมากพอ, ที่จะรู้จักตัววัตถุนิยม มากพอที่จะเบื่อหน่ายระอา มีนิพพิทาต่อวัตถุนิยม. เมื่อนั้นแหละเราจึงจะเป็นตัวของเรา มากพอที่จะต่อต้านวัตถุนิยม, ไม่ เป็นธรรมทูตที่ตกอยู่ใต้ฝ่าเท้าของวัตถุนิยม. เป็นธรรมทูตไปต่างประเทศแล้ว ก็ไปสึกแต่งงาน กันเสียกับสตรีชาวต่างประเทศ, มีจำนวนมากมายมาแล้ว ในประวัติศาสตร์ของธรรมทูตสมัย ปัจจุบัน. ขอได้โปรดสังวรว่า อย่างนี้ไม่มีทาง ที่ธรรมะจะชนะวัตถุนิยม เว้นแต่เป็นไปในทาง ที่ตรงกันข้ามเท่านั้นเอง, โดยเนื้อแท้แล้วธรรมะมีส่วนชนะวัตถุนิยมอยู่เสมอ เพราะมีความ สมดุลย์อยู่ในตัวมันเอง. แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ฝากเนื้อฝากตัวไว้กับธรรมะโดยแท้จริง, ฝากกัน แต่ปาก, ก็เลยพลัดไปในอำนาจของวัตถุนิยม เรื่องก็กลายเป็นล้มละลาย. ขอให้เชื่อมั่นเถอะว่า, ธรรมะ จะต้องชนะวัตถุนิยม, ขอแต่ให้เราฝากเนื้อฝากตัว ไว้กับธรรมะ ให้ธรรมะมีอยู่ที่เนื้อที่ตัว อย่างเต็มเนื้อเต็มตัว ทั้งทางกายทางวาจา และทางใจ เหมือนการสวดร้องท่องบ่น ทำวัตร สวดมนต์ของเรานั้น วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น ที่ว่าธรรมะจะชนะ วัตถุนิยม, ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว วัตถุนิยมก็จะครองโลกตลอดกาล. เรา ไม่มีโอกาสที่จะได้เห็น ภาวะที่ธรรมะจะชนะวัตถุนิยม, เราก็ต้องตายไป เสียก่อน และตายไปแล้วไปอีกไม่มีวันที่ จะได้เห็น, เว้นเสียแต่อย่างเดียวเท่านั้น คือว่าในส่วนตัวเราเองจะต้องตั้งอยู่ในธรรมะ ชนะวัตถุนิยมให้ได้ก่อน เป็นคน ๆ ไป อย่างน้อยเราก็จะได้เห็นความชนะวัตถุนิยมของ เราเอง. จะเป็นที่หวังได้ว่า ในโลกนี้ยังมีคนที่ชนะวัตถุนิยมด้วยธรรมะ, มีภาวะที่ธรรมะชนะ วัตถุนิยมได้ที่บุคคลนั้น ๆ. พวกธรรมทูตก็ต้องเป็นพวกแรกที่จะต้องมีภาวะเช่นนี้อยู่ในตน, เหมือน กับที่เรากำลังฝึกฝนอะไรบางอย่างอยู่ที่นี่ ในเวลานี้, อย่างที่เรียกโดยสมมติว่า "ชีวิตหมอนไม้" นี้ ก็คือการต่อต้านวัตถุนิยม, ไม่ให้เราลุ่มหลงไปในทางของวัตถุนิยม, เป็นการเตรียมเนื้อเตรียมตัว อยู่ตลอดไปเพื่อความเป็นผู้ไม่หลงใหล ตกจมอยู่ในวัตถุนิยม, เป็นการตั้งค่ายมั่น หรือแนวรบ ที่มั่นคง สำหรับต่อต้านวัตถุนิยมไปตั้งแต่ขั้นต้น หรือขั้นต่ำสุดไปทีเดียว. หวังว่าเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะคงยังมีสติสัมปชัญญะไม่เผลอตัว, จะยังคงมีความ
น.139 ๑๓๑ พอใจในชีวิตที่เป็นการต่อต้านวัตถุนิยมนี้ตลอดไป, ให้ธรรมะชนะวัตถุนิยมให้ได้ สมตามความ ปรารถนาจงทุก ๆ องค์เถิด. เวลาสำหรับพูดจากัน เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นประจำวัน ของเราก็สิ้นสุดลงตอนหนึ่ง, ต่อไปนี้เราก็จะได้ทำวัตร สวดมนต์ ตามวิธีของเราต่อไปอีก, คือเหมือนกับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์, แสดงเนื้อตัวของเราที่สะอาด ปราศจากความฉาบทาของวัตถุนิยม, ประกาศตัวเอง ปฏิญญา ยืนยันต่อพระพักตร์พระพุทธองค์ว่า, เราได้มอบกาย ถวายชีวิตนี้แด่ พระองค์, มิได้มอบกายถวายชีวิตแด่วัตถุนิยม. เราขอพรจากพระองค์ เพื่อให้เรามีชัยชนะต่อ วัตถุนิยม เราขออภัยโทษต่อพระองค์ ที่ในบางครั้งบางคราวเราเผลอไปแตะต้องวัตถุนิยมเข้าบ้าง. และเราจะกรวดน้ำอุทิศ แผ่ส่วนบุญให้ แก่สรรพสัตว์ ว่า อย่าได้หลงใหลไปในวัตถุนิยมเลย, และว่า เรามีการตั้งมั่นอธิษฐานจิต ดำรงกายไปในลักษณะที่จะเป็นไป, เพื่อความสิ้นตัณหาอุปาทาน ไม่ตกเป็นบ่าวเป็นทาสของวัตถุนิยมแต่ประการใดด้วย. ดังนั้นขอให้ตั้งอกตั้งใจ สำรวมจิตใจ ใช้กำลังกาย กำลังใจทั้งหมด, ในการที่จะทำวัตร สวดมนต์, ให้มีความหมายในลักษณะที่กล่าวมาแล้วนี้ อย่างสุดความสามารถของเราด้วย และ เวลานั้นก็มาถึง.
Buddhadasa