น.140 บัดนี้ วันที่ 24 เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่เรากำหนดกันไว้ว่า จะพูดจาเรื่องใดเรื่องหนึ่งกันเป็นประจำวัน . วันนี้จะได้กล่าวถึงเรื่อง ชาตินี้ - ชาติหน้า , เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญแก่คนทุกคน ในฐานะที่เป็นปัญหา, และพวกธรรมทูต ก็จำเป็นที่จะต้องสอนเรื่องนี้ นอกจากจะเป็นเรื่องที่จะ ถูกถามแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ จะถูกถามหรือไม่ถูกถามก็ต้องสอนให้รู้จัก, ให้เข้าใจในการ ปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้. ที่แล้วมาได้สังเกตเห็นว่า ความเข้าใจผิดในเรื่องนี้มีอยู่มากทีเดียว, เมื่อ เข้าใจผิด ก็ทำให้การปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้พลอยผิดไปด้วย หรือไปสนใจในทาง, หรือในแนวที่ผิด ๆ. การที่จะสันนิษฐาน หรือแม้แต่ตัดสินลงไปว่า เรื่องใดผิดเรื่องใดถูกนี้ ก็มีปัญหาอยู่ บางอย่าง, คือถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะเอามาแสดงกันได้โดยเปิดเผยชัดเจน, มันก็กลายเป็นเรื่อง ที่ขึ้นอยู่กับเหตุผล, และมักจะเป็นเหตุผลของการพูดจาเสียมากกว่า เช่นโลกหน้าเป็นต้น ดังนั้น มันมีทางออกอีกทางหนึ่งที่จะวินิจฉัยหรือตัดสิน เกี่ยวกับเรื่องนี้, คือว่าความเห็นหรือเหตุผลนั้น จะต้องฟังดูอีกทีหนึ่งว่า, การกล่าวลงไปเช่นนั้น มันมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์, ถ้ามันมี ประโยชน์ ก็ต้องนับว่าเป็นการสันนิษฐาน หรือความเข้าใจที่ถูกต้อง. ถ้ามันเป็นประโยชน์กว่า ก็ต้องถือว่าถูกต้อง, ถ้ามันเป็นประโยชน์เต็มที่ ในเมื่อความเห็นอีกทางหนึ่งไม่มีประโยชน์อะไร เลย อย่างนี้ก็ต้องเอาอย่างที่เป็นประโยชน์เต็มที่ นี่แหละเรื่องเกี่ยวกับชาติหน้า หรือชาติอื่น ที่เอามาให้ดูไม่ได้, เพราะไม่ใช่เรื่องวัตถุ จะต้องเป็นไปในทำนองที่ว่า ความคิดเห็นหรือหลัก เกณฑ์อย่างไรเป็นประโยชน์ ความคิดเห็นหรือหลักเกณฑ์อันนั้นถูกต้อง. การที่จะสอนเรื่องโลกหน้ากันไปตามตัวหนังสือ, หรือตามความเข้าใจที่นำสืบ ๆ กันมา อย่างหลับหูหลับตานั้น อาจจะกลายเป็นผู้ทำผิด, หรือเป็นผู้โง่เขลาเกี่ยวกับเรื่องนี้เสียเอง. ดังนั้นเราในฐานะที่เป็นนักศึกษาธรรมทูต จักไม่ตกหลุมตกบ่อของตัวเอง, ของความโง่เขลา ของตัวเองมากเหมือนอย่างนั้น, ยิ่งตั้งอยู่ในฐานะที่จะไปสอนเข้าด้วยแล้ว ก็ต้องระวังให้ดี, หรือ ควรจะรับผิดชอบให้เต็มที่, ให้มันเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ จึงจะเรียกว่าถูกต้อง.
น.141 ๑๓๓ ทีนี้เราจะได้พูดกันถึงเรื่อง ชาตินี้ ชาติหน้า โลกนี้ หรือโลกหน้าต่อไป. ข้อนี้มันเกี่ยวกับ คำว่า "ชาติ" คือความเกิดเป็นส่วนใหญ่. สิ่งที่เรียกว่าความเกิดนั้น มันต้องรู้กันด้วยว่า เป็นความเกิดของอะไร, เป็นความเกิดของเนื้อหนังร่างกาย, หรือว่าเป็นความเกิดของจิตใจ. แน่นอนความเกิดนั้นต้องเป็นความเกิดของตัวเราหรือตัวกู แต่มันยังมีเป็น ๒ อย่างอยู่, คือเกิด ทางร่างกาย, หรือเกิดทางจิตใจ. ตัวเราเกิดทางร่างกาย หรือ เกิดจากท้องแม่, เกิดทีเดียว ก็เสร็จไปตลอดชาติ, แต่ว่าการเกิดทางจิตใจนั้นเกิดได้เรื่อยไป, วันหนึ่งเกิดได้หลาย ๆ หน, หรือหลายสิบหน. ปัญหาจึงมีขึ้นเป็นชั้นแรกว่า ความเกิดชนิดไหน เป็นความเกิดที่เป็นปัญหา สำหรับมนุษย์เราที่เราจะต้องรู้, ที่เราจะต้องเอาชนะให้ได้, โดยมีหลักอยู่ว่า ความเกิด เป็นทุกข์, หรือความเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที. ถ้าเกี่ยวกับความเกิดจากท้องแม่ มันก็เป็นเรื่องเสร็จสิ้นไปแล้ว, ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่, แต่ถ้าเป็นการเกิดทางจิตใจ มันยังจะเกิดอีกเรื่อยไป, คือมันยังจะมีความทุกข์อีกเรื่อยไป, นี่เป็น การเกิดทางใจ ทางนามธรรม เป็นการเกิดของอุปาทานว่า ตัวเรา ว่า ของเรา. พระพุทธองค์ ก็ได้ตรัสว่าเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั้นเป็นทุกข์, เบญจขันธ์ที่มิได้ประกอบ อยู่ด้วยอุปาทาน ไม่เป็นทุกข์. ด้วยเหตุนี้เราพอจะจับหลักได้ว่า เบญจขันธ์มีอุปาทานว่า ตัวกู ของกู ขึ้นในขณะใด, ขณะนั้นเบญจขันธ์นั้นจะต้องมีความทุกข์ เพราะมีการยึดถือเบญจขันธ์ นั้นเอง ว่าเป็นตัวกูบ้าง ว่าเป็นของกูบ้าง, ในขณะใดเบญจขันธ์ปราศจากความรู้สึกว่ามีอุปาทาน ในขณะนั้นก็ไม่มีทุกข์. เบญจขันธ์ของพระอรหันต์เรียกว่า เบญจขันธ์บริสุทธิ์, ปราศจากกิเลสอุปาทาน. จึง ไม่เป็นทุกข์ตลอดเวลาตลอดกาล, ส่วนเบญจขันธ์ของคนธรรมดานั้น เดี๋ยวก็เกิดอุปาทาน, เดี๋ยว ก็เกิดอุปาทาน, มีความรู้สึกไปในทำนอง เป็นตัวกูของกูเกิดอยู่บ่อย ๆ จึงเป็นทุกข์บ่อย ๆ พร้อม ที่จะเกิดและจะเป็นทุกข์, และง่ายดายที่สุดที่จะเกิดและเป็นทุกข์ มันแตกต่างกันอยู่อย่างนี้. นี้คือ การเกิด และเป็นการเกิดของ ตัวกู หรือของกู ในทางฝ่ายนามธรรม หรือทางจิต, ดังนั้นสิ่ง ที่เรียกว่า ชาตินี้หรือชาติหน้า ในทางฝ่ายร่างกาย และทางฝ่ายนามธรรมมันจึงต่างกันอย่างยิ่ง อีกเหมือนกัน, ชาติหน้าฝ่ายร่างกาย หรือฝ่ายวัตถุนั้น มันต้องเข้าโลง ตายเข้าโลง เน่า ไปแล้วจึงจะมีชาติหน้า. ส่วนเรื่องชาติหน้าของการเกิดฝ่ายนามธรรม หรือฝ่ายจิตนั้น มีสลับกันอยู่ในชาตินี้, และกระทั่งในวันนี้ มีชาตินี้ชาติหน้าสลับกันอยู่. จนกล่าวได้ว่า ในกรณีที่มีความรู้สึกว่า ตัวกูของกูเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง นั้นก็คือ ชาติหนึ่ง, พอกรณีนั้นสิ้นสุดไปก็เรียกว่า ชาตินั้นสิ้นสุดไป พร้อมที่จะมีชาติหน้าใหม่, คือจะมีกรณีที่ทำให้เกิดตัวกู ของกูต่อไปใหม่ นี้เรียกว่า ระหว่าง ชาตินี้กับชาติหน้า, แม้ในภายในวันหนึ่งก็มีได้ตั้งหลายชาติ, ผลที่ทำไว้ในชาติที่แล้วมา คือใน กรณีก่อน, จะมามีความทุกข์เกิดขึ้นในกรณีหลัง อย่างนี้เป็นสิ่งที่แน่นอน, เห็นได้ชัดด้วยตาด้วย
น.142 ๑๓๔ ใจอย่างชัดแจ้งเปิดเผย, เช่นตัวกูเกิดขึ้น กระทำไปอย่างโจร, เสร็จแล้วตัวกูก็เกิดขึ้น ในลักษณะ ที่กลัวความผิด, หรือร้อนใจ, คือตัวกู กระทำความชั่วไว้ในกรณีแรกที่กระทำอย่างโจร, แล้ว ตัวก็เป็นทุกข์ในกรณีหลัง ที่เกิดตัวกูรู้สึกในเรื่องนี้ขึ้นมา, แล้วก็ร้อนใจและเป็นทุกข์ ดังนี้เป็นต้น. เรียกว่าผลในชาติก่อนให้ผลแล้วในชาติถัดมา, ดังนั้น ในวันหนึ่งจึงมีการเกิดตัวกูของกูอย่างนี้ ได้หลาย ๆ ชาติ มีทั้งชาตินี้ มีทั้งชาติหน้า. ถ้าจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า เป็นกรณี ๆ ไปทีเดียว, กรณีหนึ่งก็คือชาติหนึ่ง, แต่ คำว่า "กรณี, กรณี" ในที่นี้ต้องสมบูรณ์จริง ๆ, หรือเป็นกรณีที่มีความรู้สึกเป็นตัวกู ของกู เกิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์, เรียกว่า การเกิดขึ้น, การตั้งอยู่, การดับไป โดยสมบูรณ์ ใน กรณีของการที่อุปาทานได้เกิดขึ้น. การเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของจิต ในขณะจิตตามธรรมดานั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ และไม่มีความหมายอะไร, การเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ของอุปาทาน เนื่องด้วย ตัวเรา ของเรานี้ มีความหมายเต็มที่ และปัญหาอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงต้องจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดี ๆ ให้เห็นว่ามันอยู่ใกล้ที่นี่และเดี๋ยวนี้, เราจึงจะกำจัดความทุกข์ที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้. คนโง่ย่อมคิดไกลเกินไปจนไม่มีประโยชน์, "คนโง่ก็ไปคิดเอาสิบเบี้ยไกลมือ, คนฉลาด ก็ไปคิดเอาหนึ่งเบี้ยสองเบี้ยใกล้มือ." นี้เป็นคำพูดพื้นบ้าน, ซึ่งดูเหมือนจะมีอยู่ทั่วไป ว่า คนโง่ คิดไกลอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ชาติหน้าของคนโง่จะต้องอยู่ไกล หลังจากตายไปแล้วอยู่เสมอ แต่ชาติหน้าของคนฉลาดต้องอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ติดต่อกันไปทีเดียว จึงสามารถป้องกัน มันได้. คนโง่จะเอาเรื่องเหตุไว้ที่ชาติอื่น, เอาผลไว้ที่ชาติอื่น, แล้วมันจะทำกันได้อย่างไร, เช่น ว่าเดี๋ยวนี้เราจะมีความทุกข์, เราต้องการจะตัดต้นเหตุของความทุกข์, แล้วเราเอาเหตุของความทุกข์ ไปไว้ที่ชาติอื่น คือชาติที่แล้วมา, อย่างนี้มันจะตัดต้นเหตุของความทุกข์ได้อย่างไร ; นี่พูดถึง ชาติทางร่ายกาย. มันต้องอยู่ในชาติทางร่างกายเดียวกันนี้, ทั้งเหตุและทั้งผล, เราจึงจะสามารถตัด ต้นเหตุแห่งความทุกข์นั้นได้ และได้รับผลเป็นความไม่ทุกข์ได้. สิ่งต่าง ๆ ต้องอยู่ในวิสัย ที่เราจะเกี่ยวข้องได้, จัดการได้ มันจึงจะเป็นประโยชน์, ถ้าเอาไปไว้กันเสียคนละชาติแล้ว มันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไร และในบางกรณีมันทำไม่ได้. เหมือนกับที่ เราจะดับทุกข์ของ ชาตินี้, แต่เหตุของมันอยู่ที่ชาติก่อนโน้นแล้ว, จะไปดับได้อย่างไร. ทีนี้เรามาคิดดูกันใหม่ ว่าอะไรบ้างที่จะต้องนึกเกี่ยวกับเรื่องนี้, ในฝ่ายชั่วฝ่ายเป็นทุกข์ จะนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า อบาย, คือความทุกข์, หรือความเสื่อม, ความไม่เจริญ, ความทรมาน, จำแนกเป็นนรก สัตว์เดรัจฉาน, เปรต, อสุรกาย, ความรู้ที่ได้มาจากภาพเขียนฝาผนังโบสถ์. ล้วนแต่แสดงว่า ตายเน่าเข้าโลงไปแล้ว จึงจะเป็นนรก เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย อย่างใด อย่างหนึ่ง. นั้นมันเป็นเรื่องทางร่างกาย, เกี่ยวกับความเกิดทางร่ายกายอยู่ไกล, เป็นวิสัยของคน โง่, คนโง่ที่ต้องขู่, ต้องหลอกด้วยเรื่องอย่างนี้จึงจะเชื่อ จึงจะยอมทำความดีนี้เป็นคนโง่, คนฉลาด
น.143 ๑๓๕ ไม่ต้องถูกขู่ถูกหลอกเช่นนั้น, ชี้ให้เห็นได้ว่า มันอยู่ใกล้ ๆ กำลังจะมา. ให้ระวังให้ดี. ข้อนี้หมายความว่า นรกนั้น คือความร้อนใจเหมือนไฟเผา , จะเป็นนรกชนิดไหน ก็ต้องมีความหมายอย่างนี้ทั้งนั้น, ถ้าไม่ใช่อย่างนี้แล้วไม่ใช่นรก. เมื่อใดจะมีความร้อนใจ อย่าง ไฟเผาแล้ว, ให้รู้เถอะว่า นั่นแหละจะตกนรก, และเมื่อใดได้ร้อนใจเข้าแล้ว นั่นแหละเป็นการ ตกนรกแล้ว. จะร้อนใจด้วยเหตุใดก็ตาม, กระทำความชั่ว, หรือว่า เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตาม ความต้องการ ก็ตาม, ความร้อนใจที่สุมเผาเหมือนกับไฟ ก็ต้องเรียกว่านรก, เช่นคู่ครองไม่ ซื่อสัตย์ มีความร้อนใจเป็นไฟเผา อย่างนี้ก็เป็นนรกชนิดหนึ่ง. ทำผิดกลัวอยู่, ร้อนใจเป็นไฟเผา นี้ก็เป็นนรกชนิดหนึ่ง. เหมือนข้อความในคัมภีร์ที่กล่าวไว้ว่า มีนรกอยู่หลายชนิด ๑๘ ชนิด หรืออะไร แล้วก็ไปคิดเอาเอง มันมีอยู่ต่าง ๆ กัน. อบายที่ ๑. คือนรก, ความหมายของนรกที่แท้จริงคือ ร้อนใจเหมือนไฟเผา , แม้ จะถูกจับไปต้มไปแกง ถ้าไม่เป็นทุกข์เดือดร้อน มันก็ไม่ใช่นรก. ถ้าร้อนใจเป็นไฟเผาแล้ว, แม้ อยู่ที่นี่ นั่งอยู่ที่นี่เฉย ๆ มันก็เป็นนรก, ร้อนใจเมื่อไร ก็เป็นนรกเมื่อนั้น, เพราะฉะนั้นวันหนึ่งอาจ จะตกนรกได้หลายหน เพราะว่ามันเกิดหลายชาติ มันมีการรับผลหลาย ๆ ชาติ. อบายที่ ๒. คือ เดียรัจฉาน , เป็นเดียรัจฉานได้เมื่อมีความคิดอย่างสัตว์เดียรัจฉาน คนนี่แหละมีความคิดอย่างสัตว์เดียรัจฉานเมื่อไร, ก็เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานเมื่อนั้น. ความหมาย ของสัตว์เดียรัจฉาน คือความโง่, เมื่อใดมีความโง่อย่างไม่น่าเชื่อ. เมื่อนั้นเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แล้ว , เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานแล้ว จงระวังให้ดี ๆ. เมื่อใดมีความโง่อย่างไม่น่าจะโง่, โง่อย่าง ดักดาน ก็เป็นสัตว์เดียรัจฉานขึ้นมา, วันหนึ่งอาจจะเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานได้หลายหนก็ได้ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ และใกล้ ๆ นี่เอง. อบายที่ ๓. คือ เปรต, นี้มีความหมายเป็นความหิวคอแห้งอยู่เสมอ , อยากจะเป็น นักปราชญ์ อยากจะเป็นบัณฑิตมีชื่อเสียง, ด้วยความหิวกระหายคอแห้งอยู่เสมอ, ก็คือเป็นเปรต ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, อยากในเรื่องเงิน, เรื่องทอง, เรื่องข้าวของ, กามารมณ์, หิวกระหาย จนคอแห้งอยู่เสมอ, ก็เป็นเปรตชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เพราะมีอาการเหมือนกับว่า ท้องเท่า ภูเขา ปากเท่ารูเข็ม, มันสนองความอยากได้ไม่ทัน, มันจึงต้องหิว เหมือนจะขาดใจอยู่เสมอ . เมื่อใดใครมีอาการอย่างนี้ เมื่อนั้นคนนั้นก็เป็นเปรตแล้ว, วันหนึ่งอาจจะเป็นเปรตได้หลายหนก็ได้. อบายที่ ๔. อันสุดท้ายคืออสุรกาย, หมายถึงความขลาดความกลัวอย่างไม่น่าเชื่อ มีเรื่องที่ให้กลัวมากสำหรับคนเรา, นับตั้งแต่กลัวจิ้งจกตุ๊กแก. นั่นแหละคิดดูเถอะว่า มันเป็น ความกลัวที่ไม่น่าจะกลัว, กลัวอย่างโง่เขลามากมายไปเท่าไร, คนโต ๆ แล้ว ก็ยังกลัว, ผู้หญิง ก็กลัว, ผู้ชายก็กลัว, กลัวจะเสียนั่นกลัวจะเสียนี่ ไม่กล้าเข้ามาวัด, ไม่กล้าเข้ามาสนใจต่อพุทธศาสนา, กลัวว่าจะสูญเสียความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง เหมือนที่เป็นกันโดยมาก. มีเงินก็มาก มีอะไรก็มาก แต่แล้วก็ยังกลัวต่อการที่จะเข้ามาสนใจในธรรมะ, โดยกลัวว่า มันจะจืดชืด มันจะ
น.144 ๑๓๖ แห้งแล้งเกินไป, นี้คือความกลัวอย่างโง่เขลาที่สุด, เรียกว่ากลัวนิพพาน ว่านิพพานนั้นจะแห้งแล้ง เกินไป. คนโง่เป็นอันมากกลัวความว่าง, ไม่เข้าใจความว่าง, ไม่กล้าจะเข้าใจความว่างในฐานะ เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา ก็เลยเกียดกันออกไปเสียไกลทีเดียว, ไม่ให้เข้ามาใกล้ตัว, เพราะความโง่. ความโง่ทั้งหมดนี้เรียกว่า อสุรกาย เมื่อใดมีความโง่อย่างนี้แล้ว เมื่อนั้นก็มีความเป็นอสุรกาย. ทบทวนสั้น ๆ ว่า ความร้อนใจเป็นนรก, ความโง่เป็นสัตว์เดียรัจฉาน, ความหิวเป็นเปรต, ความกลัวเป็นอสุรกาย, มีอยู่ใกล้ ๆ นี้, ตกลงไปในอบายนี้เมื่อไรก็ได้ . ถ้าไม่เชื่อลองไปทำดู ตามที่พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า อบายมุข, เช่นการดื่มน้ำเหล้า, การเล่นการพนัน, หรืออะไร ก็ตาม, ที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็น อบายมุข, คือปากทางแห่งอบาย : สมมุติว่าไปเล่นการพนัน มันก็มีความรู้สึกต่าง ๆ กันครบได้ แม้ในการพนันนั้น ถ้าเสียขึ้นมาก็ร้อนใจเป็นไฟเผา, มันก็ ตกนรก ขณะเล่นการพนันอยู่นั้น, มีความหิวอย่างเปรตตลอดเวลา, และมีความกลัวว่าจะพ่ายแพ้, หรือกลัวอะไรต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา, และมีความโง่ดักดานที่ไปเล่นการพนัน ด้วยหวังว่ามันจะ นำมาซึ่งโชคดี. อย่างนี้เห็นได้ชัดทีเดียวว่า มันเป็นอบายมุข คือปากทางแห่งอบาย, ไปเล่นเข้า ก็ตกอบายอย่างนั้นที อย่างโน้นที ตลอดเวลาที่เล่นการพนัน, อบายมุขอย่างไหนก็มีลักษณะ อย่างนี้ทั้งนั้น จึงเรียกว่าอบาย สมตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่าเป็นอบายมุข. ทีนี้เรามาคิดดูว่า อบายมุขของพระพุทธองค์นั้น มันเป็นอย่างไรกันแน่ ผมคิดว่า ต้องเป็น เรื่องของคนฉลาด. เรื่องอบายของคนโง่เขลาถึงต่อตายเข้าโลงไปแล้วนั้น, มันมีมาแล้วก่อนพุทธกาล เขาพูดกันเกร่อไปหมดแล้ว ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล. พระพุทธองค์ก็ต้องทรงฉลาดกว่านั้น, ต้องพูด เรื่องจริงกว่านั้น, ต้องเป็น practical ยิ่งกว่าใด ๆ หมด, ทั้งในทางที่จะรู้, ทั้งในทางที่จะทำ, ทั้งในทางที่จะได้รับผลของการกระทำ. เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจว่า ต้องเป็นเรื่องที่มองเห็นชัด, เป็นสันทิฏฐิโก, เป็นปัจจัตตัง, เป็นอย่างนี้, เรื่องอบายของพระพุทธเจ้า ต้องเป็นอย่างนี้. ทีนี้เรา จะไม่เถียงกันในปมอื่น ในแง่อื่น, เราจะเถียงกันว่า หลักเกณฑ์อันไหนปฏิบัติได้ หลักเกณฑ์ อันไหนเป็นประโยชน์ที่สุด. ถ้าเอาหลักเกณฑ์อันนี้มากล่าว มายึดมาถือ, ก็จะต้องกล่าวว่า เรื่อง อบายที่เห็นชัด ๆ อยู่ใกล้ ๆ ตัวนี้ เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด. ต่อไปอีก เราจะมองเห็นต่อไปว่า, ถ้าเราไม่ตกอบายชนิดใกล้ ๆ นี้แล้ว, อบายต่อ ตายแล้ว เป็นไม่ตกแน่นอน , เพราะฉะนั้นปัดทิ้งไปเลยก็ได้, ระวังแต่อย่าให้ตกอบายที่นี่และ เดี๋ยวนี้, อย่าให้มีอาการเป็นนรก, เดียรัจฉาน, เปรต, อสุรกาย, ที่นี่และเดี๋ยวนี้แล้ว เป็นไม่มี ตกอบายต่อไป, อีกต่อไป. เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าพระพุทธองค์คงจะทรงสอนในข้อนี้ อย่างนี้ มากกว่า, แต่คนไม่เข้าใจ เพราะโง่เกินไป, ตามวิสัยของคนโง่ ชอบของไกล จึงไม่สามารถจะ ได้รับสิ่งใดเป็นส่วนใหญ่. คนฉลาดต้องเอาที่เห็นอยู่, และที่กระทำได้หรือที่ใกล้ ๆ ที่อยู่ในวิสัย แห่งการบังคับควบคุม. เมื่อบังคับควบคุมตนเอง ไม่ให้ตกอบายทั้งสี่ประการ ในทำนองนี้ได้แล้ว ก็เรียกว่า
น.145 ๑๓๗ ปลอดภัย, ไม่ว่าจะเข้าใจคำว่าชาติ, ชาตินี้ ชาติหน้า ก็ตาม, ในลักษณะไหน, เป็นการปลอดภัย ทั้งนั้น. ดังนั้นจึงอยากจะให้พวกเรานักศึกษาธรรมทูต สนใจเรื่องนี้ให้มากเป็นพิเศษด้วยเรื่องหนึ่ง, เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องไปสอน และจะต้องเผชิญกันเข้ากับปัญหาที่หนักแน่น และคมคายเต็มไป ด้วยเหตุผล. อย่าได้ไปจำนนห้าแต้มให้แก่ตัวเอง แล้วพลอยทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียไปด้วย, เพราะว่าสอนไม่ถูกตามที่เป็นจริง ตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา ในเรื่องอันเกี่ยวกับ ชาตินี้ หรือชาติหน้า. ตัวอย่างที่จะยก ยังมีอีกมากมาย, และยังจะต้องยกในฝ่ายดี ฝ่ายบุญ, ฝ่ายกุศล, เรื่อง เกี่ยวกับสวรรค์ พรหมโลก อะไรอีก เวลาไม่พอ, แต่จะสรุปความว่า, เมื่อใดมีความสุขตามวิสัย ของกามคุณ, เมื่อนั้นเป็นสวรรค์กามาวจร, เมื่อใดมีความสุขไม่เกี่ยวกับกามคุณ เป็น ของจืดสนิท บริสุทธิ์ คือความสุขเกิดจากสมาธิ คือความที่ใจสะอาด สว่าง สงบแล้ว, เมื่อนั้นเป็นความสุขอย่าง รูปาวจรบ้าง อรูปาวจรบ้าง อย่างโลกุตตระบ้าง. มันต้องเป็นเรื่องที่นี่, ในโลกนี้, ในวิสัยที่เราจะควบคุมบังคับได้, จึงจะมีประโยชน์แก่เรา, นี้เรียกว่าสุคติก็ตาม, ทุคติก็ตาม, ต้องอยู่ในวิสัยที่เราจะเกี่ยวข้องด้วยได้ ควบคุมได้, บังคับได้ เห็นอยู่เองโดยประจักษ์ ในลักษณะที่เป็น สันทิฏฐิโก, เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เสมอไป. และเมื่อทำในส่วนนี้ได้แล้ว ก็เป็นอันรับประกันได้ว่า แม้จะมีชาติหน้าอย่างไร อีกกี่ชาติกี่อะไร ก็ตาม, มันก็เป็นอันกระทำแล้วด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องเป็นห่วง. ให้สนใจทำที่นี่ด้วยสติปัญญาของตนเอง, อย่าต้องให้กระทำไปด้วยการถูกขู่ให้กลัว, หรือถูกล่อให้อยากได้ ให้หลงใหล, อย่างที่เรียกว่าเอานรกมาขู่, เอาสวรรค์มาล่อ ทำนองนั้นเลย, มันไปไม่รอด. และมันไม่อยู่ในวิสัยที่นักศึกษาธรรมทูตจะเชื่ออย่างนี้ และจะสอนอย่างนี้, เพราะ มันไม่สบหลักวิทยาศาสตร์, เพราะมันไม่อยู่ในเหตุผล, ไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับได้ ควบคุมได้, หรือดับทุกข์ได้เลย. ต้องทำไปในลักษณะที่เห็นอยู่, เข้าใจอยู่, กระทำได้อยู่, รู้สึกได้ด้วยตนเอง อยู่, พร้อมไปด้วยเหตุผลเสมอ. เรื่องเกี่ยวกับชาตินี้ หรือชาติหน้า จักต้องเป็นอย่างนี้ จึงจะ มีประโยชน์และปลอดภัยจริง ๆ. ถ้าเป็นอย่างอื่นแล้วเป็นเรื่องคาดคะเน, และจะเป็นเรื่องเหลวคว้าง เป็นน้ำเหลวไปในที่สุด, เป็นเพียงแต่เรื่องการขู่ให้กลัว, เพื่อผลดีทางศีลธรรมบ้างเท่านั้นเอง. นี่เป็น motion อันหนึ่งที่กำลังผลักดันให้คนประพฤติศีลธรรม, แต่มันอาจจะใช้ได้แก่ คนที่มีความเชื่อ หรือความกลัวอยู่อย่างนั้น ในสมัยก่อน หรือว่าในเวลาอื่น ในถิ่นอื่น ในยุคอื่น เสียมากกว่า. สำหรับคนในยุควิทยาศาสตร์นี้, หรือยุคดาวเทียม, หรือยุคอะไรทำนองนี้, motion หรือ motive อันนี้คงจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว, motive แปลว่า เครื่องทำให้เกิดการไหว หรือผลักดัน ไปให้เป็น motion คือการกระทำ. คำสอนที่สอนให้เห็น ให้เชื่อ เกี่ยวกับชาตินี้ ชาติหน้า เป็น motion อันสำคัญแน่นอน จริงแท้เปลี่ยนแปลงไม่ได้, แต่มันมีปัญหาอยู่ว่า สอนว่าอย่างไรต่างหาก จึงจะเป็น motive ที่
น.146 ๑๓๘ ทำให้คนทำความดีละความชั่ว, แล้วทำให้คนดำรงจิตใจอยู่ได้ ในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ ซึ่งเป็น ผลส่วนตัวสูงขึ้นไป. เรื่องทางสังคมนั้น ก็มีความสำคัญ, แต่ว่าไปไม่ได้สูงเหมือนเรื่องส่วนตัว, เรื่องส่วนตัวไปได้ถึงนิพพาน. เรื่องสังคมนั้น ก็คลานต้วมเตี้ยมอยู่ในหมู่สังคมนั่นเอง, แต่แล้วก็ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับชาตินี้ และชาติหน้าอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. เป็น เรื่องที่นักศึกษาธรรมทูตจะต้องสนใจเป็นพิเศษ เอาไปสอน, เอาไปถก, เอาไปวิพากษ์วิจารณ์กัน ให้ดี ๆ, หน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายจึงจะเป็นไปด้วยดี, ไม่เสียทีที่ถูกยกย่องว่า เป็นกิจอันมีเกียรติ และสำคัญ. คำว่า ชาตินี้ คำว่าชาติหน้า มีความหมายเป็น ๒ อย่าง อยู่อย่างนี้, คือความหมายทาง ภาษาคน, คนโง่, คนไม่รู้ธรรม, ก็ดูจะเป็นเรื่องเนื้อหนังร่างกาย, ตายแล้ว, เข้าโลงไปแล้ว จึง จะเป็นชาติหน้า. ส่วนชาติหน้าตามภาษาธรรม, คือภาษาของคนที่รู้ธรรมะนั้น จักไม่ใช่อย่าง นั้น, จักต้องเป็นเรื่อง การเกิดตามทางธรรม. เกิดได้เมื่อไรก็ได้, แล้วเกิดได้มาก ๆ ในวันหนึ่ง ๆ, แล้วก็มีปัญหาเป็นเรื่องไป เป็นกรณี ๆ ไป. เขาจะต้องรู้จักจัดทำในปัญหาประจำวัน ในชีวิต ประจำวันนี้ อย่าให้ตกอบาย, ให้เป็นที่พอใจ, คือเป็นสวรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ จนกว่า จะถึงขั้นสุดท้าย คือไม่เป็นอะไรหมด, เพราะว่าการที่ต้องเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น มันเหมือนกับการแบกของอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เสมอไป, สู้ไม่เป็นอะไรไม่ได้, คือเป็นโลกุตตระ, หรือเป็นนิพพาน, อยู่เหนือสิ่งใดหมด. เพราะฉะนั้น เรื่องชาตินี้ ชาติหน้านั้น เป็นเรื่องของความทุกข์ที่ต้องระมัดระวังทั้งนั้น, เป็นทุคติ ก็มีความทนทรมานไปตามแบบของทุคติ, เป็นสุคติ ก็มีความทนทรมานอย่างประณีต ละเอียดสุขุม แทบจะไม่รู้สึกตัว ไปตามแบบของสุคติ, สู้ไม่เป็นอะไรเลยไม่ได้, นี้คือการแก้ปัญหา, เกี่ยวกับชาตินี้ ชาติหน้า ให้หมดไป. ขอได้โปรดสนใจให้เป็นพิเศษ เรื่องเกี่ยวกับชาตินี้ ชาติหน้า มันมีหลักสำคัญอยู่อย่างนี้, เราจะไปสอนให้คนจมติดอยู่ ที่ชาติใดชาติหนึ่งนั้น เป็นเรื่องความโง่ของผู้สอนนั้นเอง, และไม่เป็น พุทธศาสนาด้วย เพราะไม่สอนความหลุดรอด, หรือหลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร. ชาตินี้ ชาติหน้า คือวัฏฏสงสารทั้งนั้น ต่อเมื่อเหนือชาติ จึงจะเป็นนิพพาน หรือเป็นโลกุตตระ. เรารู้เรื่องชาตินี้ชาติหน้าให้ถูกต้อง, ให้อยู่ในวิสัยที่จะจัดการกับมันได้ แล้วให้ได้รับผล เป็นความพ้นไปจากชาติ ทันในปัจจุบันทันตาเห็นนี้ ก่อนแต่จะเน่าเข้าโลงไป จึงจะได้ชื่อว่า เป็นสาวก ผู้สั่งสอนถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา. หวังว่าจะได้มีการสังวรระวังในเรื่องนี้ ให้มากเป็นพิเศษ, ให้สมกับที่เป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องเดียว, เรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนา, มีความหลุดพ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวด ด้วยกัน จงทุก ๆ คนเทอญ. เวลาที่กำหนดไว้สำหรับการพูดจากันตอนหนึ่งนี้ ก็สิ้นสุดลงแล้ว. •
Buddhadasa