Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๒๓ — ๒๐. เรื่องผี ๆ สาง ๆ

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.147 บัดนี้ วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ก็ได้ล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๐๐ น. แล้ว, เป็นระยะเวลาที่เรากำหนดกันไว้ ว่า จะได้พูดจากันด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตามที่เห็นว่า สมควร. ในวันนี้จะได้พูดกันถึงเรื่องผี ๆ สาง ๆ ตามที่นักศึกษาธรรมทูต น่าจะสนใจ และสังวร กันไว้บ้าง. ข้อสำคัญที่สุดนั้นมีอยู่ว่า ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ผิดแล้ว, ก็จะทำพุทธศาสนาให้กลายเป็น ลัทธิ ผี หรือวิญญาณ หรือ Animism ไปโดยไม่รู้สึกตัวก็ได้, และอาจจะทำพระพุทธองค์ให้ กลายเป็นวิญญาณ หรือผีศักดิ์สิทธิ์ หรือเจว็ดอะไรไปก็ได้ในที่สุด. ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าจะสนใจ กันบ้าง ให้ถูกทาง, อย่าให้เผลอไปเข้าใจผิดในเรื่องนี้. แม้แต่ในบทสวดทำวัตร ที่เราสวดกัน เมื่อตะกี้นี้ ก็มีบทสวดที่ทำให้คนบางคนฟังแล้วรู้สึกเหมือนกะว่า พระพุทธองค์ยังทรงมีวิญญาณ, หรือมีอะไรเหลืออยู่, สำหรับรับ, หรือพูดจา, หรือต่อรอง, รับการขอขมา, หรืออะไรกันกับ พวกเรา, ถ้าใครไปมีความคิดอย่างนี้เข้า ก็จะกลายเป็นเรื่องทำพระพุทธองค์ให้เป็นวิญญาณ, หรืออาจจะเป็นผีชนิดหนึ่งไปในที่สุด, เป็นที่น่าสลดสังเวชยิ่งนัก, นี่แหละจึงได้ชวนกันให้สนใจ เรื่องนี้ ตามที่เห็นว่าจะเป็นผลดีอย่างไร. สำหรับเรื่อง ผี นี้ มีปัญหามาก ที่ถกเถียงกันอยู่ตลอดกาล คล้ายกับว่าเป็นปัญหาโลกแตก, และปัญหาที่มาก่อนปัญหาอื่นก็คือ ปัญหาที่ว่า ผี มีหรือไม่มี. ถ้าถามอย่างนี้ พวกเราธรรมทูต หรือแม้พุทธบริษัททั่วไป ก็จะต้องตอบว่า มี มีอย่างแน่นอนด้วย, แต่แล้วมันจะเป็นผี เหมือนกับ ที่เขาคิดนึกกันหรือไม่นั้น มันอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก. แต่ว่า สิ่งที่เรียกว่า ผี หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในทำนองที่เป็น ผี ตามที่เขาเข้าใจกันนั้น มีอยู่แน่นอน, แต่ว่าตัวจริงของมันจะเป็นอย่างไร ในทัศนะของพุทธบริษัทนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง. สำหรับข้อนี้ผมอยากจะแสดงทัศนะ, เป็นเพียงทัศนะ, ให้ไปนึกไปคิด, ให้ใคร่ครวญ กันดู. สิ่งที่เรียกว่า ผี นั้นมีจริง, แต่ ผี นั้นคืออะไร. ถ้าอยากจะเข้าใจก็ต้องมาคิดกันในข้อนี้

น.148 ๑๔๐ ก่อนว่า, มันเกิดมาจากอะไร, ผมเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า ผี นี้ เกิดมาจากอำนาจของอวิชชา ของ คนรวมกันมาก ๆ นั่นเอง. ที่แท้หาได้เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หรือจิตหรืออะไร เหมือนที่นึกคิด กันไม่, หากแต่เป็น กระแสในทางนามธรรมชนิดหนึ่ง ที่อวิชชาของมนุษย์จำนวนมากมหึมาได้ ช่วยกันสร้างขึ้น. ในชั้นแรกขอให้มองดูกันก่อนในข้อที่ว่า, สิ่งที่เรียกว่าจิตนี้มีกระแสอย่างหนึ่ง, มีอำนาจ และมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งในกระแสนั้น, และกระแสจิตนั้นจะมีเข้มข้นมาก ในเมื่อมนุษย์ จำนวนมากได้เชื่อ, และเชื่ออย่างแน่นแฟ้นจริง ๆ. สิ่งที่จะทำให้เชื่ออย่างแน่นแฟ้นจริง ๆ ก็คือ อวิชชา - ความโง่, ความหลง อย่างรุนแรง, แล้วคนพวกนี้ก็มีปริมาณมาก, มีความเชื่ออย่างนั้น ลงไปจริง ๆ โดยไม่รู้สึกตัว. ดังนั้น จึงไม่ใช่เป็นเรื่องแกล้งทำ, แต่เป็นเรื่องทำจริงสุดชีวิตจิตใจ คือเชื่อรวมกัน เหมือนกัน จุดเดียวกัน, ด้วยอำนาจอวิชชานั้น และมีปริมาณมาก ดังนั้นกระแสจิต ของมนุษย์ทุกคนนี้ จึงเข้มข้นมาก, เกิดเป็นอำนาจอะไรอันหนึ่งขึ้นมา, ซึ่งถูกสมมติเรียกว่า ผี. อำนาจกระแสจิตของคนโง่ ๆ เขลา ๆ รวมกันมาก ๆ เช่นนี้, มีมากพอที่จะครอบงำจิตใจ ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง, เพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ได้, เมื่อใดเมื่อหนึ่งก็ได้, และ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเป็นไปตามนั้นจริง ๆ ความเชื่อในเรื่อง ผี ก็เกิดขึ้น อย่างแน่นแฟ้น และสมบูรณ์. สิ่งที่เรียกว่า อวิชชา สร้างความเชื่อขึ้นมาผิด ๆ แก่คนจำนวนมาก, แล้วความเชื่อ นี้เองยังมีอยู่เพียงใด, ก็หล่อเลี้ยงสิ่งที่เรียกว่า ผี ไว้เพียงนั้น, จนกว่าเมื่อไรความเชื่อชนิดนี้ จะหมดไปจากมนุษย์, แล้วสิ่งที่เรียกว่า ผี ก็จะค่อยจางลง ๆ และหมดไปเองในที่สุด, ไม่ต้องมีใครฆ่า, ไม่ต้องมีใครปราบ, นอกจากสิ่งที่เรียกว่า วิชชา หรือสัมมาทิฏฐิ - คือความรู้, ความเข้าใจอันถูกต้องนั่นเอง. นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า ผี ที่แท้จริง ยิ่งกว่า ผี อย่างอื่น ๆ, อำนาจ จิตที่เหนือกว่า ที่สามารถครอบงำใจของคนบางคน แล้วทำให้รู้สึกไปเช่นนั้นจริง ๆ นี้ มันก็มี ขึ้นมาได้ด้วยเหตุนี้, เพราะว่าคนตั้งหมื่น ตั้งแสน ตั้งล้าน หรือเป็นล้าน ๆ เชื่อกันอย่างนี้ และ เป็นเวลานานแน่นแฟ้นเพียงพอ. สิ่งที่เรียกว่ากระแสจิตชนิดนี้ สิงสถิตอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งก็ได้ แล้วแต่ว่าคนนั้นจะเชื่อกัน อย่างไร. เมื่อไปรุมเชื่อกันในสิ่งนั้น หรือสถานที่ตรงนั้นว่าเป็นอย่างนั้น, อำนาจลึกลับชนิดนี้ ก็จะเกิดขึ้นที่นั่น และจะครอบงำจิตใจบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้โดยง่ายดาย, ให้มีความรู้สึกตามนั้น, เช่นตามที่เขาเชื่อกันว่า ตรงนี้จะต้องเห็นภาพอย่างนั้น เห็นภาพอย่างนี้, ก็จะต้องเห็นจริง, ตรงนี้ ถ้าใครไม่ทำความเคารพจะชักดิ้นชักงอ, ก็จะชักดิ้นชักงอจริง ๆ, เป็นเรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าหากว่ากระแสจิตด้วยอำนาจความเชื่อนั้นมีมาก และรุนแรงมาก, ก็ทำให้คนที่ถูกครอบงำ นั้นถึงตายได้. เมื่อเป็นดังนี้ เราก็อาจจะอธิบายสิ่งที่เรียกว่า พระภูมิ, หรือผีเรือน, หรือเทพารักษ์, หรือปู่เจ้า หรืออะไรอีกมากมาย, ได้โดยไม่ยากเลย, ว่าสถานที่นั้น ๆ เป็นอย่างนั้น ๆ มีเรื่อง

น.149 ๑๔๑ มีราว มีประวัติอย่างนั้น, แล้วก็จะเป็นอย่างนั้นจริง ถ้าหากว่า คนทั้งหมดยังเชื่อกันอยู่อย่างนั้น. ทีนี้ก็มีแจกเป็นประเภท ผีดี, ผีดุ, ผีดีก็คือช่วยคน เมตตากรุณาสงสารคน, ผีดุ ก็ ทำร้ายคน, นั่นก็เหมือนกัน มันมาจากกระแสจิตที่คนจำนวนมากได้มีความคิดแบ่งแยกกัน อยู่อย่างนั้น. เพราะฉะนั้น ผีดี ก็ถูกเรียกว่าเป็นเทวดา, เป็นอะไรไปในทำนองนั้น, ผีเลว ก็คง เรียกว่าเป็นผีไปตามเดิม, แต่เมื่อความคิดนั้น หรือกระแสจิตอันนั้น มีสถานที่จำกัด มีเวลาจำกัด หรือมีอะไรจำกัด มันก็มีข้อปลีกย่อยอย่างอื่นแทรกแซงเข้ามา. แม้แต่ว่าจอมปลวกสักจอมหนึ่ง ก็จะกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปได้, ถ้าหากว่ามีคนโง่มากเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ แสน ๆ ระดมทุ่มเท ความเชื่อด้วยอำนาจ อวิชชา ลงไปในจอมปลวกนั้น. สิ่งที่เรียกว่ากระแสจิตนี้ เป็นสิ่งที่อธิบาย ยาก, แต่ว่ามีอยู่อย่างแน่นอน ที่จะ impress คือสิงอยู่ในที่ใด บุคคลใดก็ได้. ด้วยเหตุฉะนี้แหละ ในหมู่คนโง่เขลาทั้งหลาย แม้แต่จอมปลวกก็กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ด้วยเหตุนั้น, และ เมื่อคนฉลาดขึ้น ๆ ไม่มีความเชื่อนี้หล่อเลี้ยงไว้ จอมปลวกนั้นก็คลายความศักดิ์สิทธิ์ไปเอง ไม่มี ปัญหาอะไร. ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นอย่างเดียวกัน, มีผีเกิดขึ้นมาเพราะ ความโง่ของคน, แล้วก็กลับทำอันตรายคน น่าจะพูดว่าสมน้ำหน้า, ความโง่ของคนก็ทำ อันตรายคน โดยไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่นใด. ทีนี้เราจะมาดูกันต่อไปอีกนิดหน่อยในเรื่องนี้ว่า, ทำไมผี จึงไม่มีในโลกของสัตว์เดียรัจฉาน. สัตว์เดียรัจฉานตัวไหนกลัวผี, หรือว่าสัตว์เดียรัจฉานตัวไหนถูกผีหลอกบ้าง, ไม่มีทางที่จะค้นพบ ได้, ฉะนั้นสัตว์เดียรัจฉาน เช่นสุนัข เป็นต้น ก็ต้องดีกว่าคน, เพราะว่าไม่มีผีที่จะคอยรบกวน, แล้วก็ยังจะชนะผีกินซากผีเสียด้วยซ้ำไป. นี้เป็นที่เห็นได้ว่า ในโลกของสัตว์เดียรัจฉานนั้น ไม่มีผี, ผีเพิ่งจะมีในโลกต่อเมื่อมีคนที่ฉลาดกว่าสัตว์เดียรัจฉาน เพราะฉลาดโง่นั่นเอง. เมื่อแรกเกิดมีสัตว์ขึ้นมาในโลก ก็ต้องมีสัตว์เดียรัจฉานก่อน เป็นแน่นอน ก็ยังไม่มีผี, พอมีคนครึ่งคนครึ่งสัตว์ เช่นเอป (ape) อย่างนี้ขึ้นมาก็ยังไม่มีผี, จนกระทั่งมีคนป่าแท้ ๆ ขึ้นมา ก็ยังไม่มีผี. ต่อเมื่อคนป่านี้ค่อย ๆ ฉลาด. ค่อย ๆ ฉลาดขึ้นมา, จะเป็นคนบ้านนี่แหละ จึงจะมีผี, เพราะ ว่ามันรู้จักคิด. รู้จักนึกมากออกไป, จนสามารถสร้างความเชื่อระบบใดระบบหนึ่งขึ้นมาได้, สร้าง ความกลัวอันเป็นที่หล่อเลี้ยงความเชื่อระบบใดระบบหนึ่งได้. จิตจึงมีความคิดไปในทำนองที่ให้ รู้สึกว่ามีอะไรลึกลับ, แล้วก็มีความเชื่อในความลึกลับนั้น ตามความเห็นของตัว ซึ่งเป็นลักษณะ ของอวิชชา ความคิดเป็นทำนองที่ว่ามีอะไรศักดิ์สิทธิ์ ทำนองผีก็ได้เกิดขึ้น, แล้วก็ค่อยสอนกัน ให้มากขึ้น, แล้วก็ระดมความเชื่อกันให้มากขึ้น, ผี ก็สร้างสถาบันขึ้นมาได้สำเร็จ, บนความโง่ ของมนุษย์นั่นเอง นี่ลองคิดดูให้ดีเถิดว่า ในโลกของสัตว์เดียรัจฉานไม่มีผี แล้วมามีในโลก ของมนุษย์ อย่างนี้ มันน่าละอายสักเท่าไร, แล้วเราจะรับมติความคิดเห็นในเรื่องนี้กันอย่างไร. ทีนี้เราลองมาดูถึงสมัยนี้ ที่ความรู้ หรือการศึกษาเจริญก้าวหน้าไปมากขึ้น ความเชื่อ อย่างที่เคยมีอย่างแต่ก่อนนั้น มันจางไป ๆ แม้แต่เพียงชั่ว ๕๐ ปีในชั่วอายุผมนี้ ก็รู้สึกว่ามันจาง

น.150 ๑๔๒ ไปมากเหลือเกิน. ความเชื่อนี้จางไปเท่าไร ผี ก็ค่อย ๆ จางลงไปเท่านั้น, และในที่สุดก็หมดไป หลายอย่างหลายประการ, แต่เป็นที่แน่นอนว่า ถ้าคนยุคจรวดปรมาณูนี้กลับไปโง่ ซ้ำรอย ประวัติศาสตร์ ผีก็จะกลับมาอีก จะเป็นผีศาลพระภูมิ, หรือผีเรือน, หรือผีเทพารักษ์, หรือผี อะไรก็ตาม, จะกลับมาอย่างสมบูรณ์อีก. แต่ถ้าการศึกษานำไปในทางที่ไม่ให้มีความเชื่ออย่างนี้ ผีก็จะตายไปเอง ไม่ต้องมีใครฆ่า ไม่ต้องมีใครปราบ. สำหรับพวกเรานักศึกษาธรรมทูต ขอได้โปรดสังวรระวังให้ดี, เมื่อจะต้องตอบคำถาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าในที่ไหน ๆ ไม่ว่าในเมืองไทย หรือในต่างประเทศ ขอให้ระมัดระวัง. ข้อแรก ที่สุดก็คือว่า อย่าได้ไปทำพระพุทธเจ้าให้เป็นผีไปเสีย, แม้ในประเทศไทยนี้ ก็อย่าได้ทำพระแก้ว มรกตให้กลายเป็นผีที่ชอบฉันไข่กับปลาร้าไปเสีย, เป็นที่น่าสลดสังเวช และน่าละอายอย่างยิ่ง สำหรับพุทธบริษัทเรา ถ้าทำไปในลักษณะเช่นนั้น. พระพุทธรูปบางองค์ศักดิ์สิทธิ์, แต่ศักดิ์สิทธิ์ไปในทำนองของผี ไม่ใช่ศักดิ์สิทธิ์ไปใน ทำนองของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, นี่ก็เพราะสาวกของอวิชชา ในนามของพุทธบริษัท นั้นได้ทำขึ้นมา. แม้แต่เศียรพระพุทธรูปก็กลายเป็นผีไปได้, พระเครื่องราง ก็กลายเป็นผีศักดิ์สิทธิ์ ไปได้, ทั้งที่เป็นรูปพระพุทธรูป, เพราะว่าได้ไปทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์ในทำนองนั้นขึ้นมา, ถ้าสมมติว่าคนสักสองสามร้อยคนมีความเชื่อจริงว่า, พระเครื่องรางองค์นี้ มีอานุภาพอย่างนั้น อย่างนี้เข้าแล้ว, วัตถุเล็ก ๆ นั้น ก็จะมีกระแสจิตที่โง่เขลาอย่างยิ่งนั้น ฝังอยู่จริงเหมือนกัน, แล้วก็จะทำให้ใครคนใดคนหนึ่ง เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง, ในทางดีหรือทางร้ายก็ตาม, ได้เช่นนั้น เหมือนกัน, นี้คือการทำรูปพระพุทธรูป ให้กลายเป็นผีชนิดหนึ่งไปแล้ว. แต่แล้วเขาก็เรียกว่า พระพุทธเจ้า, เรียกว่า อานุภาพของพระพุทธเจ้า, เรียกว่า พระพุทธคุณ. นี้เป็นการกบฏทรยศ ซึ่งปล้นเอาไปซึ่ง ๆ หน้า, ไม่ใช่เรื่องของพุทธบริษัท, ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าแต่ ประการใด. หวังว่าพวกเรานักศึกษาธรรมทูต จะได้สนใจเป็นพิเศษด้วย, อย่าให้ถูกเขาปล้นเอา พระพุทธเจ้าไปซึ่ง ๆ หน้า, แล้วเอาไปทำให้เป็นผี เป็นเทวดา หรืออย่างใดอย่างหนึ่งไป, เหมือน ที่เห็นกันอยู่ และเชื่อกันอยู่ อย่างนี้มันเป็นการทำพระพุทธรูปให้กลายเป็นผี หรือเป็นรูปเจว็ด ไปในที่สุด. พระพุทธรูปจะต้องเป็นวัตถุอนุสรณ์แห่งพระพุทธเจ้า, แห่งพระพุทธองค์, สำหรับ ส่งกระแสจิตของเรา ผ่านสิ่งนี้ไป, ทะลุไปยังพระพุทธเจ้าองค์จริง ที่ยังทรงอยู่โดยพระคุณ จะเป็นผี หรือเป็นเทพารักษ์, เป็นเจว็ดอะไรไปไม่ได้, และเราจะไม่ทำให้พระพุทธศาสนา อันประเสริฐสุดของเรานี้กลายเป็นลัทธิเชื่อวิญญาณ. อย่างคนสมัยที่โง่เขลางมงายก่อนพุทธกาล ขึ้นมาอีก. การเชื่อไปในทำนองมีผี มีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์, หรือมีอะไรทำนองนั้น มันไม่ควรจะมี ปะปนอยู่ในพุทธศาสนา, และอย่าเอามาเกี่ยวข้องพัวพันกันกับพระพุทธรูป, หรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์

น.151 ๑๔๓ ในพระพุทธศาสนา แต่ประการใดเลย. ถึงแม้ว่าเรื่องราวในพระไตรปิฎกของเราจะมีกล่าวถึงผี, ถึงอะไรทำนองนั้น ก็ขอให้ เข้าใจว่าผี เป็นผลิตภัณฑ์ของความเชื่อที่เป็นไปอย่างรุนแรง, ด้วยอำนาจของอวิชชา ดังที่ กล่าวมาแล้ว. มันแสดงออกมาทางคนนั้นคนนี้ ตามเรื่องตามราวของมัน, จะขจัดไปได้ก็ต้อง ขจัดด้วย วิชชา หรือสัมมาทิฏฐิเสมอไป. สำหรับเรื่องเทวดาเป็นฝูง ๆ ในสวรรค์ หรือที่อื่น ๆ ที่จะมาเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือมาเกี่ยวข้องกันกับมนุษย์นั้น, เมื่อยังอธิบายอย่างไรไม่ได้ก็ทิ้ง ไว้ก่อน, ถ้ามีทางที่จะอธิบายให้มีประโยชน์ได้จึงค่อยอธิบาย, การอธิบายเดา ๆ สุ่ม ๆ ไปนั้น ไม่ควรจะทำ และอาจจะเป็นเพียงเรื่องซึ่งมิได้มีตัวจริง, หากแต่ว่าคนในอินเดียสมัยนั้น เขา เชื่อกันอยู่อย่างนั้น ไปลบล้างไม่ได้ ก็ต้องฉวยโอกาสนั้น เป็นเครื่องมือ สำหรับเผยแผ่ธรรมะ, หรือเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยให้หันมาสู่พุทธศาสนา ให้หันมานับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งดีกว่าพวกเทวดาเหล่านั้น, จนพวกเทวดาเหล่านั้น ก็ยอมรับนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. คนบางคนไปประณามข้อความในสูตร ที่ว่าด้วยเรื่องพระอาทิตย์ พระจันทร์, ถูกราหู จับแล้วก็กล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ เอ่ยชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำให้ราหูต้องปล่อย, นี้ว่า เป็นเรื่องเหลวใหล หรือเป็นเรื่องแปลกปลอมเข้ามา. ผมพิจารณาดูแล้วรู้สึกว่า นี้เป็นวิธีการ เผยแผ่พุทธศาสนาต่างหาก, คือแสดงในข้อที่ว่า แม้แต่เทพเจ้าที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์แห่งสมัยนั้น, คือ พระอาทิตย์ก็ดี, พระจันทร์ก็ดี, พระราหูก็ดี, หรืออะไรก็ดี ที่เชื่อกันอยู่ในสมัยนั้น, ก็ล้วน แต่พ่ายแพ้แก่อำนาจของพระพุทธเจ้า, ต้องพึ่งพระพุทธเจ้า ต้องยอมแก่พระพุทธเจ้าทั้งนั้น. นี่เป็นความมุ่งหมายของการมีเรื่องนี้, แล้วจะมาให้ยืนยันว่า มีสิ่งเหล่านี้จริง ๆ, หรือมีเทพเจ้า เหล่านี้จริง ๆ นั้น มันอีกปัญหาหนึ่งต่างหาก, ไม่อยู่ในขอบเขตของพวกเรา, เพราะว่ามันเป็น กรรมสิทธิ์ของเดิมเขา ที่เขาเชื่อกันอยู่อย่างนั้นแล้ว ก่อนพระพุทธเจ้า. ถ้าเราจะฉวยเอาประโยชน์ จากความเชื่อของเขา มาเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนา, ก็ต้องทำไปในรูปนี้ทั้งนั้น, คือเอา เทพเจ้าเหล่านั้นมาเป็นข้าทาสบริวาร ในพุทธศาสนาให้หมด. ที่จริงเรื่องเทวดาในพุทธศาสนา มีมากกว่าที่เรารู้จักกันเดี๋ยวนี้เสียอีก, ในหินสลักที่เมือง ภารหุต สลักรูปเทวดาไว้มากมาย ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งนั้น ทั้งเทวดาผู้หญิง เทวดาผู้ชาย. แต่ในที่สุดก็เป็นในลักษณะที่เรียกว่า เป็นส่วนประกอบ หรือเป็นส่วนที่ปลีกย่อย, เพื่อเทิดทูน พระพุทธศาสนาส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง, มิได้มีความหมายมากถึงกับจะเป็นสถาบันของเทพเจ้า ขึ้นมาได้, กลายเป็นของฝอย หรือของปลีกย่อย เพื่อจะสนับสนุนพระพุทธศาสนาไป. นี้เกี่ยวกับ เทวดา ลองคิดดูว่า มันมีข้อเท็จจริงอย่างไร, ที่เราจะต้องพูดถึงเรื่องนี้ หรือวิจารณ์เกี่ยวกับ เรื่องนี้ ในลักษณะที่ไม่เป็นภัยแก่พุทธศาสนาเอง. ถ้าขืนปนกันยุ่ง หรือสับสนแล้ว พุทธบริษัท นั่นแหละจะทำลายพุทธศาสนา, โดยทำให้กลายเป็นลัทธิโง่เขลางมงาย ทางด้านผีสาง หรือ ทางด้านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ อะไรทำนองนั้นไป โดยไม่รู้สึกตัว เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง.

น.152 ๑๔๔ เท่าที่กล่าวมานี้ ก็พอจะเป็นการชี้ให้เห็นได้แล้วว่า ขอบเขตของพุทธบริษัทเรา, หรือ ว่าเรื่องผีสาง ที่อยู่ในขอบเขต ที่พุทธบริษัทเราจะเกี่ยวข้องด้วยในการที่จะพูด หรือจะอธิบาย หรือจะตอบปัญหานั้นมีอยู่อย่างไร, มีอยู่เท่าไร เราอย่าทำให้เลยขอบเขต, และอย่าทำให้เขว ออกไปนอกทางของ สัมมาทิฏฐิ และของวิชชา. เรามิได้ปฏิเสธว่า ที่ศาลพระภูมินั้นไม่มี อำนาจไปเลยแต่เรารู้สึกว่าเป็นที่รวมของอำนาจที่ร้ายกาจอันหนึ่ง, ที่เกิดมาจากอวิชชา, หรือความโง่เขลาของมนุษย์ที่ไปใส่ ๆ สุ่ม ๆ ขึ้นที่นั่น, จนเกิดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แสดง เป็นปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งออกมาได้. และเมื่อใดคนเหล่านั้น กลายเป็นคนมีสัมมาทิฏฐิ และวิชชาไป, อำนาจนั้นก็สูญหายไป, และหมดความหมาย ทำอะไรใครไม่ได้ แม้แต่สุนัขก็ เยี่ยวรดได้. นี้เป็นอันว่า เรายังคงถือหลักพุทธศาสนาไปตามเดิมว่า สิ่งทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัย, สิ่ง ทั้งหลายต้องเป็นไปตามอำนาจเหตุปัจจัย, และเป็นไปตามกฎนั้น, และตามกฎของธรรมชาตินั้น. แม้แต่คนแท้ ๆ ก็ยังไม่มีตัวไม่มีตนอยู่แล้ว, มันเป็นเพียงกลุ่มแห่งเหตุแห่งปัจจัย ใหลเรื่อย เปื่อยไปเท่านั้นเอง, แล้วสิ่งที่เรียกว่า ผีสางอะไรทำนองนั้น จะมามีตัวมีตนยิ่งไปกว่าคน อย่างไรได้, เพราะมันเป็นเพียงผลิตผลในทางนามธรรม, หรือวิญญาณธาตุที่เกิดมาจากความ โง่, หรืออวิชชาของมนุษย์รวม ๆ กันเท่านั้น, จะเป็นไปตามกระแสแห่งเหตุปัจจัย เกิดขึ้นมาได้ ก็ต้องดับไป, เมื่อ เกิดขึ้นมาได้ด้วยอำนาจของอวิชชา, ก็ต้องดับไปด้วยอำนาจของวิชชา หรือสัมมาทิฏฐิเป็นแน่นอน. จึงขอให้ระมัดระวัง อย่าได้เผลอทำตนไปเป็นสาวกของผีสาง หรือเทวดาเหล่านั้น โดย ไม่รู้สึกตัว, ทั้งที่เราอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์, ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งสมาชิกของพระพุทธองค์ เผลอเมื่อไรเป็นได้ไปเป็นสาวกของผีสางเทวดาเหล่านั้น โดยไม่ต้องสงสัยเลย, แล้วก็จะหมด ความเป็นพุทธบริษัทอย่างยิ่ง, นี้คือข้อที่ต้องระวัง, อย่าให้ในพุทธศาสนานี้มีลัทธิเจตภูต, ลัทธิ อัตตา, ลัทธิชีโว, อะไรขึ้นมา. ให้พุทธศาสนายังคงเป็นลัทธิ ธาตุมัตตโก นิสสัตโต นิชชีโว ต่อไปตามเดิม แม้แต่คนก็มิได้มีอัตตา, ชีโว, เป็นธรรมชาติที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ผีที่เป็น ผลิตภัณฑ์ของอวิชชา ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไปที่จะมาเป็นอะไร, หรือเป็นคู่แข่งกับคนได้, ถึง กับคนต้องกลัว เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ต้องกลัวผี, หรือง้อเทวดา. เราจะต้องสอนให้ไม่กลัวผีจนได้ และไม่ต้องง้อเทวดากันต่อไป จึงจะสมกับหน้าที่ของพระธรรมทูต ผู้ทำตนเป็นแสงสว่าง, อัน ส่องแสงสว่างอย่างสว่างไสวแก่ชาวโลกทั้งมวล. นี้คือธรรมทูต, คือทูตแห่งพระธรรม, สำหรับกำจัดผี สำหรับปราบผีให้หมดไป แม้ใน ผืนแผ่นดินไทย. ภาคไหนของประเทศไทยมีผีชุม ก็รู้เถิดว่าที่นั้นยังขาดสัมมาทิฏฐิ จงช่วยกัน นำสัมมาทิฏฐิไปสู่ภาคนั้น จงช่วยกันเผยแผ่สั่งสอนให้มาก, ให้มี วิชชา สัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น, แล้ว ผีปอบ ผีป่า ผีอะไรก็สุดแท้ จะไม่มีเหลืออยู่ในแผ่นดินนั้น ในภาคนั้นอีกต่อไป, นี่แหละคืองานของ

น.153 ๑๔๕ ธรรมทูต. ลองอ่านเรื่องการส่งพระสาวกไปแผ่พระศาสนา, ครั้งพระเจ้าอโศก เป็นสาย ๆ ไป แต่ละสาย ๆ ก็มีกล่าวถึงเรื่องไปปราบผี ปราบยักษ์ ปราบรากษส ปราบอะไรทั้งนั้น, นั่นแหละ ขอได้โปรดคิดเถิดว่า นั้นเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องนี้, ในถิ่นนั้นมีความโง่มาก จึงมีผี มีรากษส มีอะไรต่าง ๆ พระสาวกที่ถูกส่งไปนั้นได้ไปปราบให้หมดไป, ด้วยอำนาจของพระพุทธศาสนา คือเอา วิชชา หรือ สัมมาทิฏฐินั่นเองไปปราบ. ในที่บางแห่งยังระบุสูตร, เช่นพรหมชาลสูตร ด้วยเลย, ว่าไปปราบผี ปราบยักษ์ ปราบอะไรได้, นี้เป็นเรื่องของสัมมาทิฏฐิไปปราบอวิชชา, ซึ่งเป็นต้นตอของผีสางเทวดาอะไรทำนองนั้น ให้หายไปจากจิตใจของมนุษย์ คือลัทธิ Animism หลาย ๆ แขนง ได้สูญสิ้นไปจากจิตใจของมนุษย์เหล่านั้น, นับว่าเขาได้รับประโยชน์ ได้รับ อานิสงส์เหลือประมาณ จากการเผยแผ่ของพระศาสนาของพระสาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. หวังว่าพวกเราทั้งหลาย คงจะได้กระทำกันไปในทำนองนั้นต่อไปด้วย ในเรื่องอันเกี่ยว กับผี ๆ สาง ๆ หรือเทวดา หรืออะไรทำนองนั้น, ให้กลายเป็นเรื่องดับทุกข์ของมนุษย์ไปในที่สุด, ไม่มีปัญหาที่จะจมลงไปในทะเลของความโง่เขลาอีกครั้งหนึ่ง. จึงหวังว่าจะเป็นที่สนใจของเพื่อน สพรหมจารีทั้งหลายนำไปคิดไปนึก, แล้วทำให้สำเร็จประโยชน์โดยสมควรแก่ความสามารถ ของตนจงทุก ๆ องค์เทอญ. เวลาสำหรับพูดจาของเราก็สิ้นสุดลงอีกตอนหนึ่ง.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต