น.154 บัดนี้วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่กำหนดไว้สำหรับพูดจาเรื่องอะไรกันเรื่องหนึ่ง. สำหรับวันนี้จะได้พูดถึงเรื่อง ความนิยมในของแพง, คำว่าของแพงในที่นี้ มีได้ ๒ ความหมาย, คือว่า ของแพง ของดี ของมีราคาสูงสุดจริง ๆ นี้ก็มีความหมายอยู่อย่างหนึ่ง. ส่วนของแพงอีกอย่างหนึ่งนั้น, ก็คือหมายความว่ามันไม่ได้ดีจริง แต่เราไปหลงว่าดี แล้วก็ไป ซื้อหามาในราคาที่แพง คือไปโดนของแพงเข้า ทั้งที่ของนั้นไม่มีราคาเลยก็ได้. อันว่าความนิยมในของแพงของดีนี้ ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปทั้งหมด, เพราะใคร ๆ ก็ชอบของแพง ของดี ด้วยกันทั้งนั้น, แม้ว่าจะไม่ชอบจ่ายเงินมาก หรือลงทุนมาก ก็ยังอยาก จะได้ของแพงของดีที่สุดอยู่นั่นเอง. ดังนั้นจึงเป็นการกระทำ หรือความนิยมที่เคยชินเป็นนิสัย แก่ทุกคน หรือทุกหนทุกแห่งคือนิยมของแพง, ใครมีอะไรดี หรือแพงสักหน่อย ก็ชอบจะโอ้อวด กัน จนกระทั่งกลายเป็นนิสัย. ข้อนี้ก็เป็นลักษณะหนึ่งของความมีตัวกู ของกู หรือส่งเสริม ความรู้สึกเช่นนั้น, มันต่างกันกับผู้ที่หวังจะได้ของแพง หรือมีของแพงโดยบริสุทธิ์ใจ. ของที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด คงจะไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าสิ่งที่เรียกว่านิพพาน, หรือจะเรียก ว่า แก้วสามประการ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งรวมนิพพานอยู่ด้วยเป็นธรรมดา. แต่แล้วของแพงชนิดนี้ พระพุทธองค์กลับตรัสว่าให้เปล่า - ลทฺธา มุทา นิพฺพุตึ ภุญฺชมานา - ได้นิพพานมาบริโภคอยู่เปล่า ๆ. ถึงแม้ในคัมภีร์ของพวกคริสเตียน ก็มีคำกล่าวอย่างเดียวกันนี้ เช่นที่ พระยีซัสไครสต์ กล่าวว่า "ให้น้ำแห่งชีวิตบริโภคเปล่า ๆ ไม่คิดสตางค์." น้ำแห่งชีวิต ในที่นี้ หมายถึงชีวิตนิรันดร หรือแผ่นดินพระเจ้านั่นเอง แล้วแต่จะเรียก, ใครกินน้ำชนิดนี้เข้า ไปแล้ว ไม่รู้จักตาย จึงได้เรียกว่าน้ำแห่งชีวิต นี้ก็หมายความว่า เป็นของให้เปล่าอีกเหมือนกัน. มันน่าประหลาดที่ว่า ของที่ประเสริฐที่สุดนั้นกลับให้เปล่า,. พูดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือไม่มี ราคา. ดังนั้นคำว่า "ไม่มีราคา" จึงมี ๒ ความหมาย คือว่า ไม่มีค่าอะไรเลย ตามที่มนุษย์พูด
น.155 ๑๔๗ กันอยู่ อย่างนี้ก็มี, ไม่มีราคาเพราะอยู่เหนือวิสัยของการที่จะคำนวณราคาได้ เช่นที่พระอริยเจ้า พูดกันอยู่ก็มี, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน เป็นต้นนี้ เป็นอนัคฆะ, คืออยู่เหนือ วิสัยที่จะมีราคา หรือตีราคา และเรียกว่าไม่มีราคา. ในภาษาไทยก็พูดว่าหาค่ามิได้ ในภาษา อังกฤษก็ว่า invalueable - หาค่ามิได้อีกเหมือนกัน. เมื่อนึกดูถึงข้อนี้แล้ว ก็จะนึกเห็นว่า ที่เรียกว่า ความนิยมในของแพงนั้นมันคืออะไรกัน แน่ โดยทั่วไปที่เป็นอยู่จริงในหมู่คนธรรมดาสามัญ แม้ที่เป็นภิกษุสามเณรด้วยก็ได้, ก็คือกิเลส ชนิดหนึ่งนั่นเอง ที่ทำให้นิยมของแพง, ถ้ามีเงินพอแล้วก็เป็นซื้อของแพงนี้เสมอ, โดยไม่ได้คิดว่า จะต้องเป็นของถูก หรือของไม่มีราคาเลย, กิเลสที่เป็นเหตุให้คิดไป ในทางที่จะดีกว่าคนอื่น ๆ, ที่เรียกว่า มานะสังโยชน์ หรือ มานานุสัย เป็นต้นนี้, มีประจำอยู่ในทุก ๆ คน คือ เป็นความ เคยชิน เป็นนิสัยของคนทุก ๆ คน. เด็ก ๆ อาจจะไม่มีกิเลสนี้ไม่มีความรู้สึกอย่างนี้ ในวันที่ คลอดออกมาจากท้องแม่, แล้วโตขึ้น พอโตขึ้นมาอีกเล็กน้อย ก็เริ่มมีความรู้สึกอย่างนี้ด้วยการ อบรม โดยไม่รู้สึกตัว, จนกระทั่งโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ก็มีกิเลสอย่างนี้เต็มที่ และเคยชินเป็นนิสัย. เรานักศึกษาธรรมทูต ก็คงจะมีกิเลสข้อนี้เหลืออยู่มากเหมือนกัน, เพราะว่าความนิยม ในเรื่องของดีของแพง ของมีเกียรติ ของอะไรทำนองนี้ ดูจะพูดกันอยู่อย่างติดปาก, แม้ที่จะไป เมืองนอกนี้ ที่ไปโดยคิดว่า เป็นเรื่องที่มีเกียรติก็คงจะมีอยู่ไม่น้อย นี้ก็เนื่องมาจากนิสัยที่นิยม ของแพง. และเมื่อดูให้ดีแล้วก็เป็นเรื่องที่เป็นปฏิปักษ์, หรือตรงกันข้ามกันอยู่กับหลักธรรมใน พระพุทธศาสนาซึ่งนิยมของให้เปล่า, และนิยมที่จะทำลายสิ่งที่เรียกว่าเกียรตินั้น ให้หมดความ หมายไป. หรือกล่าวอีกทีหนึ่งให้กว้างออกไปก็คือว่า ทั้งสาม ก. คือ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ สาม ก. นี้ ต้องถูกทำลายให้หมดไป, โดยอำนาจของสาม ส. คือ สะอาด สว่าง สงบ ในที่สุดก็จะมีภาวะที่น่าปรารถนาคือไม่มีทุกข์เลย. เรื่องสะอาด สว่าง สงบ ของพระพุทธเจ้าก็คือ ความหมายของนิพพานที่ให้เปล่า, ที่ ไม่ต้องลงทุนซื้อหาแม้แต่สตางค์แดงเดียว ในส่วนนี้, เพราะว่าเป็นเรื่องที่จะต้องสละออกไป, ไม่ใช่เป็นเรื่องรับอะไรเข้ามา, สละออกไป, สละออกไป, จนไม่มีอะไรเหลือ, จึงจะเป็นภาวะ แห่งความสะอาด สว่าง สงบ. ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู นั้นคือ สะอาด สว่าง สงบ เป็นที่สุด, มัน จึงเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ว่า สิ้นเนื้อประดาตัว, ไม่มีแม้แต่ตัวจะเหลืออยู่, จึงจะเป็นความสะอาด สว่าง, สงบ, หรือเป็นภาวะแห่งนิพพาน, ไม่อาจจะมีค่าได้, เพราะไม่มีอะไรเพราะให้ไปจน หมด, ไม่มีอะไรเหลือแม้แต่ตัว, ความนิยมในของแพงไม่มีที่ตั้งที่อาศัย, เพราะไม่มีตัวกู ของกู ที่จะเป็นเจ้าของ หรือเป็นทรัพย์สมบัติ มันขัดกันอยู่กับความรู้สึกนิยมในของแพง. ปากกาที่จะเขียนหนังสือ ก็ต้องแพงที่สุด หรือดีกว่าใคร, นาฬิกาสำหรับดูเวลาก็จะ ต้องดีที่สุด หรือแพงที่สุด แปลกที่สุดกว่าของใคร, แม้สิ่งที่เหลือเฟือออกไปก็ยังจะต้องแพงที่สุด หรือดีสุดอยู่นั่นเอง. ถ้าเขาให้เลือกก็จะเลือกเอา ใบเบิกทาง หรือตั๋วชั้นหนึ่ง เป็นธรรมดาของ
น.156 ๑๔๘ คนประเภทนี้, ดังนั้นจึงไม่มีเนื้อที่เหลืออยู่ว่างอยู่ สำหรับไปเจือจานผู้อื่น, เพราะต้องการจะเอา ไว้ให้ดีที่สุด และรวบให้หมด เพื่อความเหนือผู้อื่น. ความเคยชินเป็นนิสัยเช่นนี้คิดดูให้ดีเถิด จะ เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดทีเดียว, หรือทำลายความเป็นสมณสากยบุตรให้หมดไป ไม่มีอะไรเหลือก็ ว่าได้. มันเลยไปถึงความรู้สึกคิดนึกที่ต้องการจะให้คนอื่นรับใช้ หรือปรนนิบัติ เอาอกเอาใจ ถ้าไปถึงนี้แล้ว งานธรรมทูตก็ล้มละลายตั้งแต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ความคิดที่ว่าจะให้ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ฟังที่ได้รับประโยชน์อะไรจากเรา ปรนนิบัติเรานั้น เป็นอันตรายที่ร้ายกาจที่สุด, เป็นความคิดที่จะทำนาบนหลังโยมหลังทายกทายิกา อย่างไม่มี ที่สิ้นสุด, อาการประจบประแจงโยม คือการประทุษฐร้ายตระกูลก็เกิดขึ้น เพราะข้อนี้, เพราะ นิยมของแพง ของมาก จึงถือว่าเป็นอันตรายของความเป็นสมณสากยบุตรโดยแท้. เรื่องมีญาติ มีโยมก็มีความหมายอย่างนี้เป็นส่วนใหญ่, ไม่ใช่เป็นไปเพื่อสันโดษมักน้อย, เพราะเห็นได้ที่ มี การประจบประแจงโยม, ในบางกรณีก็ถึงกับล่อลวงอย่างหน้าเป็น, เพื่อให้ได้อะไรมา ใน ลักษณะที่ดีไม่มีขอบเขต, มากไม่มีขอบเขต, จึงนับว่าเป็นสิ่งที่น่าอันตรายที่สุด, ที่เกิดมาจาก ความรู้สึกที่ไปนิยมของดี ของแพง หลงใหลในสิ่งนี้โดยไม่รู้สึกตัว. แล้วเราก็ไม่ได้คิดได้นึกอะไร กันมาก, เพราะเป็นของธรรมดาสามัญมีอยู่ทั่ว ๆ ไป, แต่ถ้าเกี่ยวกับความเป็นสมณสากยบุตร และเป็นธรรมทูตที่บริสุทธิ์ด้วยแล้ว, เป็นเรื่องที่ร้ายกาจมาก เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ต่อ เจตนารมณ์ของความเป็นธรรมทูต ที่ถูกต้อง หรือที่จะทำงานได้สำเร็จประโยชน์แท้จริง. หวังว่าพวกเราจะได้เหลือบตาดูไปยังสิ่งที่เรียกว่าดี ว่าแพง นั้นกันเสียใหม่ ด้วยสายตา และน้ำใจที่ผิดจากที่แล้วมา, ที่เรียกว่าอย่างตรงกันข้าม ได้ก็จะเป็นการดี. มีอะไรที่เคยสนใจ ไปในทางที่จะดี จะสวย จะรวย จะงาม จะเหนือคนอื่น แล้วละก็ ควรจะโกยไปทิ้งเสียให้หมด, รวมทั้งความคิด รวมทั้งสิ่งของ, ให้เหลืออยู่แต่ทรัพย์สมบัติตามแบบ "ชีวิตหมอนไม้" ซึ่งมี ความหมายอยู่ในตัวมันเองแล้ว, และดูเหมือน ๕ สตางค์ก็ยังไม่มีใครซื้อ, แต่แล้วก็มีประโยชน์ มาก ถึงกับป้องกันพระยามารได้ ตามพระพุทธพจน์นั้น. ของยิ่งมีค่าทางวัตถุน้อยเท่าไร ก็จะยิ่งมีค่าทางจิตใจเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น, มันตรงกัน ข้าม มันเป็นความเล่นตลกกันอย่างนี้อยู่ร่ำไป, ขอได้โปรดพิจารณาดูอย่างละเอียด ด้วยความ ไม่ประมาทเถิด. และพระพุทธภาษิตที่ว่า จงเป็นผู้ไม่ประมาทนั้น ต้องรวมข้อนี้อยู่ด้วย คือมี สายตาที่ลึกซึ้ง, มองเห็นสิ่งเหล่านี้ โดยไม่ถูกลวงจากสิ่งเหล่านี้ คือจากกิเลสของเราเอง ที่เกี่ยว เนื่องกับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้. เราต้องไม่ถูกลวง, ถูกลวงเมื่อใด เรียกว่าเป็นผู้มีความประมาท เมื่อนั้น, ไม่มีสติสัมปชัญญะเมื่อนั้น. ความเคยชินเป็นนิสัยในของดีของแพงนั้น ต้องถูกสับเปลี่ยน กันเสียอย่างเด็ดขาด, ของดี ของแพง ตามภาษาชาวบ้านนั้น ต้องถูกสับเปลี่ยนกันเสีย ด้วย ของดีของแพงในภาษาพระอริยเจ้า, คือของที่ไม่มีค่าในทางวัตถุ, แต่มีค่าในทางจิตใจ, เช่น พระนิพพาน, เช่นพระรัตนตรัย เป็นต้น จะถูกนำมาสับเปลี่ยนกับสิ่งที่เคยอยู่ในความคิดนึก
น.157 ๑๔๙ หรือลุ่มหลงอยู่เป็นประจำวัน. ในเรื่องอยู่ดีกินดี คำนี้แม้รัฐบาลจะชักชวนมาก, แต่ขอให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า เป็น อันตรายมาก ประชาชนพลเมืองของประเทศไทยเรา จะสูญเสียความเป็นพุทธบริษัทก็เพราะ คำ ๆ นี้ โดยไม่รู้สึกตัว เมื่อไรก็ได้, ทำนองเดียวกับ “งานคือเงิน" นั้นเหมือนกัน. ถ้าถือเอา ความหมายผิด ไม่มีธรรมะประกอบอยู่ด้วยแล้ว เป็นการสูญเสียความเป็นพุทธบริษัท และ จะกลายเป็นคนทุจริต หรือที่เรียกว่ามีคอรับชั่น ไปโดยไม่รู้สึกตัว เพราะความหมายของ คำว่า อยู่ดีกินดี. เมื่อคนไปลุ่มหลงอยู่แต่ในเรื่องว่า อยู่ดีกินดีแล้ว, มันจะหมายถึงอะไรลอง คิดดู, เพราะว่าตามธรรมดาคนเหล่านั้น ย่อมเป็นเรื่องทางวัตถุ, นั้นจะกลายเป็นวัตถุนิยม ไปโดยไม่รู้สึกตัว, เขาก็จะมีความโลภมากขึ้น, มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นโดยไม่รู้สึกตัวอีก เหมือนกัน, และอุดมคตินั้นก็จะฆ่าเขาเสีย ให้ตายจากความเป็นพุทธบริษัทที่ดี, หรือจากความ เป็นพลเมืองดีก็ได้. ถ้าเราจะต้องสอนประชาชนในเรื่องคำ ๆ นี้ ว่า "อยู่ดีกินดี" ก็จงให้ความหมายที่ถูกต้อง, ให้ขอบเขตที่ถูกต้อง, ให้เป็นเรื่องการอยู่ดีกินดีไปตามแบบของพระอริยเจ้า, อย่าให้เป็นเรื่อง อยู่ดีกินดีไปตามแบบของพระยามาร, ซึ่งเป็นกิเลสแห่งการนิยมของแพง, มีมูลมาจากมานะ ที่ว่า จะต้องดีกว่าคนอื่นอยู่เสมอไป. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า อุดมคติอะไรที่ปุถุชนตั้งขึ้น หรือ กล่าวออกมานั้น, มักจะมีลักษณะที่ไม่พ้นไปจากบ่วงของพระยามาร, หรือถึงกับถลำเข้าไปใน บ่วงของพระยามาร ยิ่งไปกว่าเดิม, คือยิ่งไปกว่าตามที่เป็นอยู่ตามธรรมดาปกติวิสัยเสียอีก, ดังนั้นมันก็ไม่ใช่อุดมคติ, มันเป็นความละเมอเพ้อฝันไปตามอำนาจของกิเลสตัณหาเท่านั้น นับว่า เป็นเรื่องที่ต้องสังวรระวังกันอย่างมาก. ถ้าเราธรรมทูตถือว่า ตัวเองเป็นแสงสว่าง, หรืออย่างน้อย ก็นำแสงสว่างของพระพุทธ- องค์ไปแจกจ่าย, คือไปส่องในที่ต่าง ๆ ด้วยแล้ว, ก็ต้องให้เป็นแสงสว่างจริง ๆ, คือเป็นแสงสว่าง ทางจิตใจ, ที่จะให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร, อย่างถูกต้องเท่านั้น, จึงจะเรียกว่า แสงสว่าง, มิฉะนั้นแล้วก็จะกลายเป็นว่าเอาสิ่งพรางตาอะไร อันหนึ่งไปเที่ยวแจกจ่าย, ทำให้ คนหลงผิดถึงกับนิยมสิ่งที่เป็นที่ตั้งของกิเลส ตัณหา อุปาทาน มากขึ้นไปกว่าเดิม, แล้วโลกนี้ ก็จะต้องมีวิกฤตกาลถาวร มากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม, โดยเราเป็นผู้ทำให้, ก็กลายเป็นสมุน บริวาร ลูกน้องของพระยามารไป โดยไม่รู้สึกตัว, ทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบกาสาวพัสตร์ของพระพุทธองค์ ก็กลายเป็นสมุนของพระยามารไปโดยไม่รู้สึกตัว, เที่ยวทำคนให้นิยมเรื่องเกียรติ เรื่องกิน เรื่องกาม, เรื่องอะไรที่หรูหรา ไปตามทางของกิเลส ตัณหา, ตามความนิยมที่เรียกว่า นิยม ของแพง นิยมของดี ของที่จะโอ้อวดกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้ ขอให้แสดงสิ่งที่เรียกว่า ของดีนั้น ให้ถูกต้อง ถูกทาง เพราะมันปนเปกันยุ่งอย่างสับสน ไปหมด. ดีก็เป็นสิ่งที่ต้องละ ชั่วก็เป็นสิ่งที่ต้องละ, มีจิตใจอยู่เหนือชั่วเหนือดี จึงจะเรียกว่า
น.158 ๑๕๐ หลุดพ้น ตามแบบของพุทธบริษัท. ความนิยมของดีนั้นก็คือ กิเลสที่ละเอียดลึกลับซับซ้อน มากยิ่งขึ้นไป, ความนิยมของชั่วก็ไปไม่ไหว ไปไม่รอด, เพราะว่าเต็มไปด้วยอันตรายตั้งแต่ เบื้องต้น. การนิยมของแพง คือวัตถุนิยมจัดยิ่งขึ้นไปอีก และเป็นเหตุให้ตกเป็นผู้นิยมของ ชั่วโดยไม่รู้สึกตัว ดังนั้นมันจึงต้องกวาดทิ้งทั้งโขยง, ขออภัยใช้คำโสกโดก. ทั้งโขยงของ พระยามาร หรือสมบัติของพระยามาร หรือบ่วง หรือดอกไม้ของพระยามาร ให้มากลายเป็น นิยมสิ่งซึ่งอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ที่เราเรียกว่านิพพาน. ไม่มีความ ทุกข์ ไม่มีความร้อน ไม่มีความทนทรมาน จึงจะเป็นนิพพานที่แท้จริง. เท่าที่พบในพระบาลี เราก็พบกันอยู่แล้วว่า นิพพานเป็นชื่อของความไม่มีความร้อนที่ เผาลน ทนทรมาน ให้มีพิษสงอันร้ายกาจ เรียกว่านิพพาน ในทางวัตถุนั้น เช่น ถ่านไฟแดง ๆ ก้อนหนึ่ง พอเย็นลงหมดความร้อนที่เป็นอันตราย ก็เรียกว่า ถ่านก้อนนี้นิพพาน สำหรับสัตว์ เดียรัจฉานนั้น เมื่อได้รับการฝึกฝนที่ดี จนหมดพิษหมดอันตราย ไม่เป็นอันตรายแก่ใคร เอา มาใช้การใช้งานได้ประโยชน์อย่างดี อย่างนี้ก็เรียกว่า สัตว์เดียรัจฉานตัวนั้น นิพพาน คือหมด พิษ หมดโทษ หมดอันตราย ไม่มีเหลืออยู่แม้แต่ประการใด. สำหรับมนุษย์นั้น เมื่อหมดกิเลส อันเป็นพิษร้ายแล้ว ก็เรียกว่า นิพพานด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องต่อตายแล้ว หากแต่ว่าเป็นที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในโลกนี้ ยังมีชีวิตอยู่ ยังประพฤติประโยชน์ อะไรได้ แต่ว่าหมดโทษ หมดพิษ หมดกิเลสร้าย เหมือนกับสัตว์เดียรัจฉานที่ฝึกดีแล้ว หรือ เหมือนกับถ่านไฟที่เย็นสนิทแล้ว ก็เรียกว่านิพพาน. ขอได้พิจารณาดูให้ดี ๆ ว่า สิ่งที่ประเสริฐที่สุดนี้เป็นอย่างนี้ หมดโทษ หมดอันตราย แก่ตนเอง และแก่ผู้อื่นแล้ว ก็เรียกว่า นิพพาน ของดีอย่างนี้มันดีเกินกว่าที่จะเรียกว่า ของดี แต่ภาษาชาวบ้านไม่มีคำจะพูด ก็ต้องเรียกว่า ของดี. ของแพง อย่างนี้มันเกินกว่าที่จะตีราคา ไม่ควรจะเรียกว่า ของแพง เพราะไม่ทำอันตรายใคร. ของแพงนั้น มันทำอันตรายคน คน หนุ่มสาว ลุ่มหลงในกันและกัน เห็นเป็นของแพงที่สุด จึงเสียสละทุกอย่างทุกประการ เพื่อจะได้ มาและเป็นของแพงที่สุด และมันก็ทำอันตรายอย่างยิ่ง ของแพงอย่างนี้เป็นของชาวบ้าน. •
Buddhadasa