น.161 บัดนี้เป็นการสมควรที่ผมจะกล่าวถ้อยคำบางอย่าง แก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย, เนื่อง ในโอกาสที่การอบรมของเราได้สิ้นสุดลง, และจะต้องจากกันไปโดยร่างกาย, เพื่อไปทำหน้าที่ ต่าง ๆ ของตน. สิ่งที่อยากจะกล่าวก็คือ เรื่องที่เนื่อง ๆ กันอยู่บ้างบางอย่างกับการอบรม. สิ่งที่อบรมด้วยความตั้งอกตั้งใจก็คือเรื่อง อานาปานสติภาวนา ๑๖ ขั้น แห่งอานาปาน- สติสูตร ซึ่งขอให้สนใจเป็นพิเศษ, เพราะว่า จะได้อาศัยเป็นหลัก ทั้งในการประพฤติปฏิบัติ ของตนเอง, และการสั่งสอนผู้อื่น, ดังที่ได้พร่ำบอกแล้ว, พร่ำบอกอีกว่า, ไม่เห็นว่ามีแนวไหน ที่จะดีกว่าแนวนี้. จึงถือว่าเป็นกัมมัฏฐานหลัก, ส่วนกัมมัฏฐานอื่น ๆ นั้นก็เป็นเรื่องประกอบ, เช่น พุทธานุสสติก็ทำ, เมตตาก็ทำ, มรณสติก็ทำ, อสุภ หรือปฏิกูลสัญญาก็กระทำ, นั้นเป็น เรื่องประกอบทั้งนั้น, ประกอบเข้าตามส่วนตามโอกาส, บางเวลาที่จิตใจปั่นป่วนรวนเร ออกไป นอกลู่นอกทางบ้าง ไม่โปร่ง ไม่สดใส ไม่เหมาะสม ที่จะทำอานาปานสติแล้ว ก็ใช้กัมมัฏฐาน เบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เหล่านั้น, เป็นเครื่องช่วยประกอบแก้ไข ให้สิ่งที่เป็นอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นหายไป. เมื่อใจคอปกติแล้ว ก็ทำกัมมัฏฐานหลัก, คืออานาปานสตินั้นไปตามเดิม. นี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า กัมมัฏฐานบทไหนก็ยังคงเป็นประโยชน์อยู่ทั้งนั้น, สำหรับจะแก้ข้อ ขัดข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะเกิดขึ้นแทรกแซงในการปฏิบัติกัมมัฏฐานหลักตลอดกาล คืออานา- ปานสตินั้น. เราต้องถือว่า ยังไม่ถึงที่สุดแห่งการประพฤติปฏิบัติ คือ ยังไม่จบกิจพรหมจรรย์อยู่ เพียงใด. สิ่งที่เรียกว่าอานาปานสตินั้น ก็ยังจำเป็นอยู่เพียงนั้น. เพราะฉะนั้นจึงต้องทำตลอด ไปจนกว่าจะจบกิจ หรือกว่าจะสิ้นชีวิต. ขอได้นึกไปในทำนองนี้ และตระเตรียมให้ดี, กระทำ ให้ดีอยู่เสมอ. เวลามีน้อยไม่สามารถจะช่วยเหลือได้มากกว่านี้, คือไม่สามารถจะช่วยเหลือ ซักซ้อมในส่วนที่เป็นการกระทำ, หรือการปฏิบัติโดยตรงให้เต็มที่ได้ เพราะเพียงแต่ทำความ เข้าใจในเรื่องหลักก็หมดเวลาเสียแล้ว, เนื่องจากมีเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจกันมาก, เพราะ
น.162 ๑๕๔ ปรากฏว่าไม่เคยสนใจกันมาก่อนเลย, นี้ก็เป็นการคาดผิดของผมอยู่มากเหมือนกัน คือคาดว่า คงจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้, ในส่วนหลักมาพอสมควรแล้ว, และลงมือปฏิบัติได้เลย แต่เมื่อได้ ทราบว่าไม่เข้าใจกันมาก่อนเลย, ก็ต้องเสียเวลาในส่วนหลัก, เวลาก็หมดไป จึงช่วยได้ในเรื่อง นี้แต่เพียงเท่านี้. ขอให้สนใจไปหาเวลา หาโอกาสต่อไปข้างหน้า, ที่ใดก็ได้, เมื่อไรก็ได้, เพื่อ ปฏิบัติต่อไป, มีอะไรขัดข้องขึ้นก็ปรึกษาไต่ถามกัน, หรือถามท่านผู้รู้, การปฏิบัตินั้น ๆ ก็จะ เป็นไปได้. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องเบ็ดเตล็ดปลีกย่อย คือ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่แสดงออกไปเป็นประจำวัน นั้น จะผิด จะถูก จะเป็นที่พอใจ หรือไม่พอใจ อย่างไรนั้น, ขอได้โปรดถือเสียว่า มันเป็น ความตั้งใจอย่างบริสุทธิ์ หรือ แท้จริงที่จะทำประโยชน์แก่กันและกัน, โดยไม่ต้องคำนึงถึง ว่า จะเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ. คำนึงถึงแต่หน้าที่การงานของพวกเราเท่านั้น, ว่ามีอยู่ อย่างไรบ้าง, จะต้องระมัดระวังอย่างไร, จะต้องแก้ไขอย่างไร, จะต้องช่วยกันอย่างไร. ดังนั้นจึงพูดไปตามตรงทุกเรื่องทุกราว โดยเป็นการประหยัดเวลา, ถ้ามัวแต่จะพูดอ้อมค้อมอยู่ ก็จะได้เรื่องนิดเดียว เสียเวลามาก, สู้พูดตรงๆ ไม่ได้ จะได้เรื่อง หรือได้เนื้อเรื่องมากเกินกว่า เวลา, จึงได้พูดอย่างนี้. ถ้าเป็นเรื่องกระเทือนใจบ้าง ผมก็ขออภัยด้วยเหมือนกัน, แต่ความ มุ่งหมายไม่ใช่อย่างนั้น, มุ่งหมายก็ เพื่อประหยัดเวลา, และเพื่อจะไม่ลืมหรือลืมยาก, กระทบ ใจฝังใจแล้วลืมยากนั่นเอง. โดยที่ผมเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งแก่ผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ ธรรมทูต, ขอให้เอาไปนึกทบทวนกันใหม่ทุก ๆ องค์ ตามที่จดไว้อย่างไร, ก็ขอให้ไปนึกทบทวน ใหม่. มีเรื่องถัดมา คือ เรื่องการเป็นอยู่อย่างที่เรียกว่าต่ำที่สุด, คือนอนกลางดิน, ฉันกลางดิน, หรืออะไรต่าง ๆ ในพวกกลางดิน, มีหมอนไม้เป็นหลักจนเป็นที่เรียกกันว่า ชีวิตหมอนไม้, หรือ จะเรียกว่าพวกแก๊งหมอนไม้ ก็ตามใจได้ทั้งนั้น, เป็นเครื่องกำหนดจดจำได้อย่างดียิ่ง. โดยเฉพาะ เรื่องนี้ อยากจะฝากถ้อยคำพิเศษไว้หน่อยหนึ่งว่า, ผมจำใครไม่ใคร่ได้, เพราะเรื่องมันมาก ขี้ลืม หรือลืมเก่ง, จำหน้าพอจะจำได้บ้าง แต่จำชื่อคงจะเหลว. เพราะฉะนั้น ถ้าพบกันในวันหน้า ก็ต้องให้อภัยถ้าจำไม่ได้, แต่ถ้าอยากจะให้นึกได้แล้ว ก็พูดขึ้นว่า "หมอนไม้" ก็แล้วกัน ผม จะนึกได้ทันที. เป็นแก๊งหมอนไม้, สมาชิกแก๊งหมอนไม้, ก็จะจำได้ทันที, ไม่ว่าในรถไฟ, หรือ ในที่ไหน นี่เป็นเรื่องพิเศษที่ขอฝากไว้. และ ให้นึกต่อไปว่า เรื่อง หมอนไม้นี้เป็นพระพุทธประสงค์ อย่างพระพุทธภาษิต ที่ว่า "กลิงฺครูปทาโน ภิกฺขเว วิหรถ ฯลฯ ในนิทานวรรคสังยุตตนิกาย. ทรงขอร้องว่า, ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้มีท่อนไม้เป็นหมอนเถิด, เมื่อเธอมีท่อนไม้เป็นหมอนอยู่ มารจักไม่ได้ โอกาส, ซึ่งผมก็ได้เคยอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังแล้วโดยละเอียด. สรุปความว่าเรื่องนี้ เป็นชื่อพิเศษ สำหรับเรียกการอบรมของเรา, ไม่ได้เป็นการอบรมที่มีเกียรติ, มีอะไรหรูหรา, แต่ว่ามีอะไร
น.163 ๑๕๕ ที่ขูดเกลาอย่างยิ่ง, สมตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า, พรหมจรรย์นี้เป็นของขูดเกลา, คือ พรหม- จรรย์ในพระพุทธศาสนานี้ ต้องเป็นของขูดเกลา, ถ้าไม่ใช่เป็นการขูดเกลา ก็ต้องไม่เป็น พรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนานี้. เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่ ๆ ควรจะแน่ใจ และภาคภูมิใจอย่างยิ่งว่า, เราทั้งหลายได้ทำตรง ตามพระพุทธประสงค์แล้วในเรื่องนี้, แม้จะมีชื่อคำเดียวว่าหมอนไม้, แต่จะกินความไปถึงเรื่อง ทุก ๆ เรื่อง ที่เป็นเรื่องสันโดษ มักน้อยอีกมากมายหลายเรื่อง หลายสิบเรื่อง. ขอให้สงเคราะห์ รวมกันลงไปในสิ่งที่เรียกว่าธุดงค์, คือเครื่องมือสำหรับขูดเกลากำจัดสิ่งฟุ่มเฟือย, ฟุ้งเฟ้อ ทุกอย่างนานาประการให้หมดสิ้นไป, ให้เหลือแต่ที่จำเป็น ให้เป็นการ สนับสนุนแก่การที่จะเอาชนะมาร, คือกิเลสนั้นด้วย. เราได้ทำกันอย่างสุดความสามารถแล้วในเรื่องนี้ ดังที่เห็น ๆ กันอยู่, แม้แต่ไฟโคมนี้ ก็ให้เป็นเรื่องสันโดษมักน้อย เหมาะสมกับบรรพชิต จัดไฟฉายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย, จัดโคมชนิดนี้ มีเทียนเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้เป็นเรื่องพอดีอย่างนี้ เป็นต้น. ขอได้โปรดนำไปคิดนำไปไตร่ตรองให้ มากเป็นพิเศษ, เพื่อจะได้พบหลักเกณฑ์อันอื่นสืบ ๆ ไปได้ด้วยตนเองทุกสิ่งทุกอย่าง. พวกเรามาพักที่นี่, ในค่ายลูกเสือ ซึ่งมีชื่อว่า ค่ายธรรมบุตร, เผอิญมันตรงกันพอดี กับที่พวกเราทุกคน เป็นธรรมบุตร, และควรจะภาคภูมิใจว่า เป็นธรรมบุตร ยิ่งกว่าพวก ลูกเสือ. พวกลูกเสือเหล่านั้นต้องขนหมอน ขนไห ขนโอ่ง ขนอะไรมา ขนโต๊ะเก้าอี้มา นั่งโต๊ะ กินอาหารด้วยช้อนส้อม, พวกเราเปิบด้วยมือกลางดิน, เพราะฉะนั้นพวกเราเป็นลูกเสือมากกว่า พวกนั้น. เรามีหมอนไม้, ไม่ต้องมีหมอนหอบหิ้วกันมา, ไม่ต้องเอาเสื่อมา, ไม่ต้องเอากระจก ไม่ต้องเอาหวีมา, เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นลูกเสือมากกว่าลูกเสือพวกนั้น. การกระทำเช่นนี้ก็เป็น การประกาศธรรม, หรือแสดงบทบาทของธรรมทูตออกไปมากมายอยู่แล้ว ตั้งแต่ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้. นี่แหละคือการกระทำที่ให้ถูกให้ตรงตามพระพุทธประสงค์, ที่เป็นเรื่องของความสันโดษ มักน้อย, เป็นการประกาศบทบาทของธรรมทูตไปตั้งแต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ และตลอดกาลไปทีเดียว. จึงหวังว่าเราทุกคนจะได้สนใจการกระทำในลักษณะเช่นนี้ให้มากเป็นพิเศษ, จะล้อเลียนท้าทาย ความฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อทุกอย่างทุกประการในโลก, ซึ่งกระทำกันไปด้วยอำนาจความเขลา ความงมงาย, ความอยากทะเยอทะยาน ด้วยกิเลสตัณหา, หวังว่าทุก ๆ องค์จะได้ใช้หลัก- เกณฑ์อันนี้เป็นหลัก สำหรับดำเนินการต่อไปในภายภาคหน้า. และหวังว่า คงจะนึกถึงคำว่า ธรรมบุตร นี้ประจำใจตลอดไปด้วย, เพราะว่ามันไม่เป็น แต่เพียงที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่ง เราได้พักที่ค่ายลูกเสือที่ได้ชื่อว่าค่ายธรรมบุตร, แต่ว่ามันเป็นการ บอกอยู่ในตัวว่า, เราเป็นธรรมบุตร, เป็นบุตรของพระธรรม. เป็นบุตรของธรรม ธรรมนั่น แหละคือองค์พระพุทธเจ้าแท้จริง, อย่างที่พระองค์ตรัสว่า : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต,
น.164 ๑๕๖ ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ที่ไม่เห็นธรรมไม่ชื่อว่า เห็นตถาคต, ทั้งที่แม้ว่าผู้นั้น จะได้ จับมุมจีวรของพระองค์มากุมไว้ ก็ไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคตเลย. ธรรมแท้ ในที่นี้ก็หมายถึง ธรรม ที่มีความมุ่งหมายเป็น ความดับทุกข์, คือความ สะอาด สว่าง สงบ, ซึ่งเป็นภาวะอันสูงสุดของจิตใจ. ผู้ใดมีความสะอาด สว่าง สงบ เท่าไร, ก็เรียกว่ามี ธรรมะ มากเท่านั้น, มีอยู่ในตัวจึงจะมองเห็น, ถ้ามันอยู่นอกตัว มันมองไม่เห็น. เพราะฉะนั้นทุกคนจึงควรทำให้มีภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ในใจ, ในภายในใจ, จึง จะเห็นหรือรู้สึกได้, เห็นได้ด้วยตาข้างใน นั่นแหละจึงจะเรียกว่า เห็นธรรม. เมื่อเห็นธรรมนั้น แล้ว ก็จะชื่อว่า เห็นตถาคต, เห็นตถาคต คือเห็นธรรม, เห็นธรรม คือเห็นตถาคต. เพราะ ฉะนั้นจงได้สนใจที่จะได้เป็นธรรมบุตรอันแท้จริง, คือเห็นพระตถาคตจริง, เห็นธรรมจริง, เห็น พระสงฆ์จริง. เครื่องมืออื่นไม่มี, ผมแน่ใจว่าไม่มี, นอกจากเครื่องมือคือ อานาปานสติภาวนาทั้ง ๑๖ ขั้น ที่เราได้รับการซักซ้อม, ทำความเข้าใจกันมาเป็นอย่างดีแล้ว ว่านั่นแหละคือเครื่องมือ, เครื่องมือที่จะทำให้ถึงธรรม, ให้เห็นธรรม. และให้เห็นองค์พระตถาคต ผู้เป็นเสมือนหนึ่ง บิดา ของผู้ที่เป็นธรรมบุตรทุกๆ คน ทุกๆ องค์ ทุก ๆ รูป ทุก ๆ นาม, ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็น ภิกษุสามเณร หรือเป็นฆราวาส. เพราะว่าโดยจิตใจนั้นเหมือนกัน มีกิเลสก็มีอย่างเดียวกัน, ไม่มีกิเลสก็ไม่มีอย่างเดียวกัน, เห็นธรรมก็ต้องเห็นธรรมที่เหมือนกัน. ผู้ใดมีจิตใจถึงธรรม เห็น ธรรมอย่างนี้ชื่อว่าเห็นองค์พระตถาคต, และมีความเป็นธรรมบุตรอยู่ในนั้นด้วยกันทุกคน. นี้ เรียกว่าเป็นเงินรองทุน หรือเดิมพัน, ถ้าใครไม่มีก็เป็นคนกลวง คนเหลว คนล้มละลาย, เพราะ ไม่มีความเป็นธรรมบุตรอยู่ในตน, ไม่มีอะไรที่เนื่องกันกับพระพุทธเจ้าเลยโดยเนื้อแท้, มีแต่ ลม ๆ แล้ง ๆ ที่ปากว่าเอาเอง, อย่างนี้ใช้ไม่ได้, ต้องเป็นธรรมทูตกันจริง ๆ โดยเครื่องมือคือ อานาปานสติภาวนาทั้งชุดนั้น. ทีนี้ก็มาถึง งานเฉพาะเจาะจงพิเศษขึ้นมา, คือ งานธรรมทูต, คิดดูแล้วทุกคนจะเห็น ได้ว่า เป็นสิ่งที่เนื่องกัน แยกกันไม่ได้. เพราะ พระพุทธองค์ทรงประสงค์อย่างยิ่ง ให้สาวก ของพระองค์ทำหน้าที่อันนี้ ตั้งแต่ในวันที่ได้มีพระสาวกครบ หกสิบ รูป, ทรงกำชับ, ทรง ขอร้อง ทรงวิงวอน ว่าให้ทำหน้าที่อันนี้, และพระองค์ก็ทรงกระทำด้วย ซึ่งเป็นการแสดงว่า พระองค์ไม่ทรงเอาเปรียบใคร, ใช้ใครให้ทำอย่างไรแล้ว พระองค์ก็ต้องทำอย่างนั้นด้วย. เมื่อ ใช้พระสาวกทั้งหลายว่า "เธอจงไป จงพยายามไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อ ความสุขทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ จงไปในทิศทางต่าง ๆ กัน อย่าไปแห่งเดียวกันสองรูป จงไปแต่เพียงแห่งละรูป เพื่อจะได้ไปได้มากแห่ง" พระองค์ทรงกำชับอย่างนี้. แล้วก็ได้ตรัส ในที่สุดว่า, แม้เราเองก็จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคม คือไปทรมานพวกชฎิล. นี่แหละคือหลักที่ผมถือเป็นหลักประจำใจว่า พระพุทธองค์นั้นไม่ทรงเอาเปรียบใคร, ใช้
น.165 ๑๕๗ ให้ผู้อื่นทำอย่างไร พระองค์ก็ทรงทำอย่างนั้น, เพราะฉะนั้นผมจึงกระทำเหมือนเพื่อนสพรหมจารี ทั้งหลาย, กินอย่างไร ก็กินด้วยกันอย่างนั้น, นอนอย่างไร ก็นอนด้วยกันอย่างนั้น, หรือมีอะไร ๆ อย่างไร ก็มีด้วยกันอย่างนั้น, ตามตัวอย่างที่ดี ที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้, ไม่เป็นการเอา เปรียบกันแต่อย่างไร. ท่านอาจจะสงสัยว่า ผมจะเอาเปรียบ ไม่ไปเผยแผ่ธรรมะในต่างประเทศ, ไม่เป็นธรรมทูต ในต่างประเทศ. ข้อนี้อย่าได้คิดอย่างนั้น เพราะว่าผมอยู่ที่นี่ก็ต้องรับหน้าชาวต่างประเทศ, เขา จู่โจมมาถึงรัง, (ขออภัยใช้คำโสกโดกหน่อย) เขาจู่โจมเข้ามาถึงรัง, ถ้าไม่มีอะไรให้เขาได้ ไม่มีอะไรต้อนรับเขา มันก็จะยิ่งขายหน้าห้าแต้มมากไปยิ่งกว่า ที่จะไปทำล้มเหลวในต่าง ประเทศ เสียด้วยซ้ำไป. คิดดูเถิดว่า เขามาประเทศไทย ด้วยคิดว่าประเทศไทยมีอะไรยิ่งกว่า ประเทศใด, ควรจะได้อะไรดีที่สุด มากที่สุด, แต่ถ้ามาถึงเข้าจริง ๆ เราไม่มีอะไรให้ มันก็เป็น เรื่องห้าแต้มเต็มที. ผมก็อายุมากแล้ว และแก่แล้ว ไปเมืองนอกไม่ไหว จึงรับภาระหน้าที่ใน ส่วนนี้ว่า, ถ้ามีอะไรมาถึงที่ มาถึงรังอย่างนี้แล้ว ผมจะสู้เอง. เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ได้เป็นผู้ที่ เอาเปรียบเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ที่จะไปต่างประเทศเลยแม้แต่น้อย. ภาระหน้าที่ต่าง ๆ ยังมีอีกมากมาย ที่จะปรับปรุงสถานที่นี้ไว้ สำหรับรับหน้ากับชาว ต่างประเทศ, ที่จะจู่โจมมาถึงประเทศไทย และมาหาสถานที่นั่น ที่นี่เป็นเรื่อง ๆ ไป เป็นราย ๆ ไป, จะได้ไม่ขายหน้าห้าแต้มแก่เขา. เพราะฉะนั้นผมก็มีหน้าที่ หรือภาระหนักเท่ากันกับเพื่อน สพรหมจารีทั้งหลาย ที่จะถูกส่งไปต่างประเทศ, เป็นอันว่าเราไม่ได้เอาเปรียบกัน แม้แต่อย่างใด เลย, ต้องทนรับภาระหนักเท่ากัน เหมือน ๆ กัน. ท่านทั้งหลายลองนึกดูให้ดีว่า, เมื่อตะกี้นี้และไม่รู้ว่ากี่ร้อยครั้งพันครั้งมาแล้ว, ท่านทุกองค์ ก็ตะโกนว่า :- พุทธสฺสาหสฺมิ ทาโส ว ธมฺมสฺสาหสมิ ทาโส ว สงฺฆสฺสาหสมิ ทาโส ว, ทุกครั้ง ที่ทำวัตรเย็น ประกาศตัวออกมาว่าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, เป็นทาสของพระธรรม, เป็นทาสของพระสงฆ์ นี้เสมอเหมือนกันหมด, ไม่ยกเว้นใคร, ไม่ใช่ว่าจะเป็นทาสของพระ- พุทธเจ้าแต่ผมคนเดียว. ถ้าท่านทั้งหลายพูดจริงไม่เป็นคนตลบแตลงโลเลแล้ว, ก็เป็นทาสของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสมอหน้ากันหมด เท่ากันกับผม. เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นเรื่อง ที่ไม่มีใครจะเอาเปรียบใคร, ยอมบากบั่นกัดฟัน ก้มหน้า อดทน, ปฏิบัติภาระหน้าที่ของตน ๆ สุดความสามารถแห่งตน, โดยไม่ทิ้งอะไรเหลือไว้สำหรับเป็นเครื่องฟุ่มเฟือยเพ้อเจ้อ เหลวไหล, ในเรื่องเล่นหัว เหลาะแหละ, สูบบุหรี่ มีเครื่องสำอาง มีอะไรต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะของคฤหบดี มากกว่า ธรรมบุตร. เราต้องจริงจังกันในเรื่องนี้จึงจะชื่อว่า เป็นทาส เป็นบ่าว, เป็นขี้ข้าของ พระพุทธองค์ ของพระธรรม ของพระสงฆ์, ไม่อย่างนั้นแล้วเป็นเรื่องตลบแตลง หน้าไหว้หลัง หลอกสิ้นดีที่สุด. ขอได้โปรดจำชีวิตหมอนไม้นี้ไว้ให้มั่นคงว่า มันเหมาะสมกับผู้ที่เป็นทาสของพระพุทธ-
น.166 ๑๕๘ องค์, พระธรรม, พระสงฆ์, อย่างไม่มีอะไรจะเปรียบเสมอเหมือน. เราได้มาชิม ได้มาลอง ได้กระทำทุกอย่าง จนเรียกว่า มันเข้ารูปได้กับเราแล้ว, แม้ว่าบางองค์จะอึกอัก, จะกระอัก กระอ่วนมากเมื่อแรกมาชิมเข้า, แต่เมื่อเวลาล่วงมาถึงสองอาทิตย์แล้ว สิ่งต่าง ๆ หมดปัญหาไป. เรื่องไม่มีอะไรจะฉันเพล ก็หมดปัญหาไป, เรื่องไม่มีหมอน ไม่มีเสื่ออะไรดี ๆ ก็หมดปัญหาไป, เรื่องน้ำค้าง เหลือบ ยุง ลม แดด ก็หมดปัญหาไป, อะไร ๆ ก็หมดไปอีกมากมาย, นี้เป็นการ ทำให้สมกับที่ร้องตะโกนว่า, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์, - สรีรญฺชีวิตญฺจิทํ - มอบกายถวายชีวิตแก่พระพุทธเจ้า, มอบ กายถวายชีวิตนี้ แด่พระธรรม, แด่พระสงฆ์ ซึ่งร้องตะโกนอยู่ทุกเวลานาที ที่มีการทำวัตรเย็น อย่างนี้. และเป็นอันว่า ไม่ควรจะมีปัญหาอะไรเหลืออยู่, ในการที่จะไม่เสียสละ จะไม่อดกลั้น อดทน ในการที่จะไม่ทำหน้าที่ของตน ให้สมกับคำว่าพุทธบุตรแต่ประการใดเลย. เมื่อเรามี อะไร ๆ เท่า ๆ กัน, เหมือน ๆ กัน, คือเป็นทาสของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหมือนกัน, มีภาระหน้าที่เฉพาะหน้าเหมือนกันและเท่ากัน ทั้งผู้ที่จะอยู่ และทั้งผู้ที่จะไป, เรามีความรับผิดชอบ เป็นตายกันอย่างนี้ ไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไรกันก็ได้. ที่จริง เราก็มีโทษที่จะต้องขอกันอยู่แน่นอน, เพราะว่ามีความผิดพลั้ง, พลั้งพลาดต่อกัน บ้าง, แต่ว่าเรื่องนั้น มันเป็นเรื่องเล็กเกินไปเสียแล้ว, ในเมื่อมาเทียบกันกับการที่เราจะต้องทำ หน้าที่อันใหญ่ร่วมกัน, เป็นทาสของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสมอหน้ากัน, เสียสละชีวิต เพื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้อย่างนี้, มันก็เป็นการขอโทษและให้อภัยกันอยู่ในตัว แล้วเสร็จทุกทิพาราตรีกาล. เพราะฉะนั้นขอให้ถือเอาการกระทำอย่างนี้เป็นหลักใหญ่ว่า, การ ขออภัยและการให้อภัยนั้น มีอยู่พร้อมเสร็จแล้ว ในเนื้อหาแห่งการเสียสละและความอดกลั้น อดทน ของเรา ดังที่ได้มาร่วมกันอยู่ในที่นี้. ขออภัยตามจารีตประเพณี ตามอริยวังสฏิปทา นั้นก็เป็นการดีควรกระทำอยู่เสมอ, ไม่ใช่ผมจะติเตียนและคัดค้านการขออภัย และให้อภัยตามธรรมเนียม. แต่ว่าขอให้ระลึกนึกถึง ให้มาก, ให้ที่สุด, และให้เป็นอย่างยิ่งว่า, เราจะต้องขออภัย และให้อภัยกันอยู่โดยไม่รู้สึกตัว, โดยไม่ต้องขอนั่นเอง, อยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก, เพราะเราจะต้องตายด้วยกัน, จะ ต้องเป็นด้วยกัน, แล้วจะมามัวเสียเวลาอย่างอื่นไม่ได้. จะต้องรีบทำหน้าที่ที่พระพุทธองค์ทรง มอบหมายไว้, จะมามัวโกรธกันไม่ได้, ถือเขาถือเราไม่ได้, เกี่ยงงอนกันไม่ได้, นั้นมันเป็น ลูกที่สาระเลว ของบิดามารดา, เพราะว่าการทำอย่างนั้น ทำให้หน้าที่การงานที่จะต้องประ- พฤติต่อบิดามารดานั้นเสียหายหมด เราจึงทำไม่ได้. เราจะต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกประการ ที่จะไม่ให้ความรู้สึกทำนองนั้น มาขัดขวาง หน้าที่การงาน ที่เราจะต้องประพฤติและกระทำ, เพื่อสนองพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า
น.167 ๑๕๙ ของพระธรรม ของพระสงฆ์ ซึ่งเรียกว่าเป็นชีวิตจิตใจของเรา, เป็นผู้ที่สร้างเรามาสู่ความเป็น อย่างนี้ คือเป็นชีวิตที่ประเสริฐอย่างนี้. เราได้มาเพราะพระพุทธองค์, เพราะพระธรรมและ พระสงฆ์, เราจึงได้เสียสละให้หมดได้ไม่ว่าอะไร. จะเป็นชีวิต จิตใจ เลือดเนื้อ ร่างกาย สิ่งของ ทุกอย่าง ก็ต้องเสียสละได้, เพื่อทำแต่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ให้ทำ คือหน้าที่ที่จะ ช่วยกันสืบอายุพระศาสนา, ไม่ว่าจะไปเผยแผ่ถึงต่างประเทศ, หรือว่าจะอยู่รับหน้าคนที่จะ เข้ามาในประเทศก็ตาม, มันเป็นภาระที่เท่ากัน และหนักเท่ากัน ไม่เสียเปรียบอะไรกัน. เรา จึงไม่มีอะไรที่จะต้องถือโทษแก่กัน. จงช่วยกันรีบ ๆ รีบ ๆ ทุกอย่างทุกประการที่จะต้องทำ, คือการศึกษาก็ดี. การค้นคว้า ก็ดี, การปฏิบัติก็ดี อะไรก็ดี, จะต้องรีบอย่างเดียว, รีบให้ถูกวิธี ไม่ล้มลุกคลุกคลานด้วย จึง จะสำเร็จประโยชน์ตามที่มีความประสงค์มุ่งหมาย. สิ่งใดยังไม่พอก็ต้องรีบ, ความรู้ทางธรรม ไม่พอ ก็ต้องรีบ, ความรู้ทางภาษาไม่พอ ก็ต้องรีบ, สติปัญญาในทางปฏิภาณไม่พอ ก็ต้องรีบ, ความรู้อย่างเดียวไม่พอต้องมีปฏิภาณในการใช้ความรู้นั้นด้วย, ดังนั้นต้องรีบสร้างปฏิภาณ อบรมให้เกิดปฏิภาณให้มากขึ้น. ความอดกลั้นอดทนไม่พอก็ต้องฝึกให้พอ, ความเสียสละไม่พอ ก็ต้องทำให้พอ, ตลอดถึงกำลังกายกำลังใจยังมีไม่พอ, ก็จะต้องอบรมบ่มให้มันมี ให้มันมากพอ. ในที่สุดก็พอที่จะทำหน้าที่ของพุทธบุตร ตามคำสั่งของพระองค์, นี้เรียกว่ารีบอย่างยิ่ง, รีบทำให้ พอ, รีบสร้างให้พอ, แล้วจะได้ทำหน้าที่ของตน. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการไปต่างประเทศนั้น จะต้องมีความรู้ในภาษาต่างประเทศ, หรือ ความรู้อย่างอื่น ๆ ที่จะไปเอาชนะชาวต่างประเทศได้ให้พอ. มันเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมาก, ถ้า ดูถึงความมุ่งหมายแล้วก็คือ เรื่องช่วยกันสร้างโลกทั้งโลกนี้ให้ดีขึ้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย. ถ้าจะต้องเสียชีวิตไปก็เป็นเรื่องที่สมควรกันอยู่นั่นเอง, แม้จะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องเสียชีวิตไป สิบคนหรือร้อยคน ก็ยังเป็นเรื่องที่สมควรอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้นขอได้ปลงใจ และเสียสละไว้ล่วงหน้าในลักษณะเช่นนี้, ว่าเป็นเรื่องที่ทำ โลกนี้ให้ดีขึ้น. โลกนี้กำลังเอียงไป เหไป ในทางที่จะล่มจม, คือไปมัวเมาในเรื่องทางวัตถุ หรือ วัตถุนิยมมากขึ้น, รู้แต่เรื่องทางวัตถุคือทางเนื้อหนัง, ไม่รู้เรื่องทางจิต ทางวิญญาณ จึงได้เกิด การแย่งชิงประหัตประหารกันขึ้นมา. เพราะว่าความสุขทางวัตถุนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ลุ่มหลง, เพราะเมื่อคนต้องการพร้อม ๆ กันก็ไม่พอ, มันขึ้นอยู่กับวัตถุ, มันจำกัด, มันจึงไม่พอ มันจึง ต้องแย่งกันเหมือนสุนัขกัดกัน เพื่อแย่งอะไรสักอย่างหนึ่ง. แต่ถ้าหากว่ามนุษย์หันไป ในทางที่ตรงกันข้าม, คือไปหาความสุขทางจิตใจแล้ว, มันพอ, มันมีให้พอ, มันไม่ต้องแย่งกัน, มันไม่ต้องอาศัยวัตถุ มันทำขึ้นมาได้เหลือเฟือเกินกว่า พอเสียอีก, ดังนั้นจึงไม่ต้องแย่งกัน, และไม่ต้องกัดกัน. ถ้ามนุษย์หันไปหาความสุขทางนามธรรม หรือจิตใจ โลกมันก็สงบเท่านั้นเอง, เพราะมันมีสิ่งนี้ให้เหลือเฟือเกินกว่าพอ. เราไปสอนเขาให้
น.168 ๑๖๐ รู้จักแสวงหา ความสุขทางนามธรรม ทางจิต ทางวิญญาณ, ก็คือ การสอนให้ได้สิ่งที่มีให้ เพียงพอในโลกนี้, แล้วก็ไม่ต้องแย่งกัน ไม่ต้องกัดกัน. ถ้ายังหลงในวัตถุนิยมอยู่เพียงใด, ก็ยัง จะต้องแย่งกันและกัดกันอยู่เพียงนั้น และจะยิ่งขึ้นทุกที, และจะเป็นการถาวรยิ่งขึ้นทุกที จน เรียกว่าโลกนี้มีแต่วิกฤตกาลที่ถาวรเท่านั้นเอง. นั่นแหละ ขอให้เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย มองดูให้ดี ๆ ในแง่นี้, อย่าอวดดี อย่าประมาท, เมื่อเห็นจริงแล้วจะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องใหญ่, เป็นเรื่องสูงสุด, เป็นเรื่องประเสริฐที่สุด, ควร จะสละชีวิตสักสิบครั้ง ยี่สิบครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้งก็เป็นการสมควร, ทำกันเรื่อยไป เพื่อให้ สิ่งนี้ประสบความสำเร็จ, เหมือนที่พระพุทธองค์ได้ทรงตั้งปณิธาน สร้างสมบารมีถึงสสี่อสงไขย แสนกัปป์. ไปคิดเลขดูเถิดว่า พระพุทธองค์จะต้องตายแล้วตายอีก เกิดแล้วเกิดอีก, ตายแล้ว ตายอีก เกิดแล้วเกิดอีกสักเท่าไร, กี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง กี่พันครั้ง กี่หมื่นครั้ง กี่แสนครั้ง หรือ กี่ล้านครั้ง จึงจะช่วยโลกได้สำเร็จตามความมุ่งหมายของพระพุทธองค์. แล้วเรานี้จะเอากันสัก กี่ครั้ง คิดดูให้ดี ๆ อย่าพูดแต่ปาก อย่าเข้าข้างตัว, ลองปักใจให้มั่นว่าจะเอาสักกี่ครั้งกี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง. ผมคิดว่าดูจะยังไม่เคยคิดกันถึงเรื่องนี้, เพราะคิดถึงแต่เรื่องเกียรติบ้าง เรื่องกินบ้าง เรื่องอะไรบ้างมาเสียมากมาย. แล้วต่อไปข้างหน้าก็ยังจะหวังเรื่องเกียรติ, เรื่องความหรูหรา, ได้รับงานที่มีเกียรติให้ไปทำอย่างนี้เสียมากกว่า. ไม่ได้เคยคิดที่จะไปตายแล้วตายอีก, เกิดแล้ว เกิดอีก, เพื่อทำหน้าที่ของตนเหมือนพระพุทธองค์. นั่นแหละถ้าอย่างไร ลองไปคิดกันเสียใหม่, ลืมเรื่องเกียรติที่รัฐบาลมอบหมาย, ที่คณะสงฆ์มอบหมาย, ลืมเรื่องสำหรับเด็กเล่นอย่างนั้นกัน เสียให้หมด, แล้วก็ไปบากบั่นตั้งหน้า ที่จะทำด้วยชีวิตจิตใจ โดยไม่ต้องมีเกียรติจึงจะสำเร็จ. ขอได้โปรดถือภาษิตที่ว่า ปิดทองหลังพระเอาไว้ นั่นแหละประเสริฐที่สุด, เพราะที่หลัง พระนั้น ไม่ใคร่มีใครชอบปิด. มันว่างอยู่, ชอบปิดทองที่หน้าพระกันทั้งนั้น, คือพวกเอาหน้า เอาเกียรติ, ที่หลังพระเลยว่างอยู่ ไม่มีใครปิด. เรานี่แหละจะเป็นผู้ไปปิดส่วนนั้น, ที่มันยังพร่อง อยู่, คือความยากลำบากที่มนุษย์เขาไม่ชอบกัน ไม่ต้องการกัน นั่นแหละเราจะต้องชอบ. และ เราจะต้องทำหน้าที่ ที่ยากลำบาก ที่เขาไม่ใคร่กระทำกัน, คือการต่อต้าน, หรือการประท้วง ในสิ่งที่ไม่ควรจะมี, ในสิ่งที่ไม่ควรจะเป็น. การต่อต้านและการประท้วงนั้น มันหมายถึงความ ตาย, มันหมายถึงการที่จะต้องถูกเขาฆ่าตาย. พวกมิชชันนารีก็ดี พวกธรรมทูตก็ดี จะต้องอุทิศ กันถึงอย่างนี้จึงจะทำงานได้สำเร็จ. ขอได้โปรดระลึกนึกถึง ที่ได้กล่าวถึงว่า พวกมิชชันนารี ต้องมีองค์ประกอบสามประ- การ ที่เป็นความสำคัญที่สุด คือ ๑. ต้องไม่มีสมบัติอะไร คือเป็นคนจนไม่มีสมบัติอะไร. ๒. ต้องเป็นคนโสด ไม่มีภาระรุงรังเกี่ยวกับครอบครัวนั่น นี่ และ ๓. ต้องมีความเชื่อฟัง. พวก มิชชันนารีคริสเตียน ถือหลักอย่างนี้ เขาจึงทำงานสำเร็จ คือความไม่มีสมบัติอะไร Poverty,
น.169 ๑๖๑ ความเป็นโสด Bachelority, หรืออะไรทำนองนี้ และที่สำคัญที่สุด ความเชื่อฟัง Obedience, เรามีทั้งสามอย่างนี้เต็ม ๆ จริงหรือเปล่า. ความเชื่อฟังมีมากพอหรือเปล่า. ดูให้ดี อย่าเข้าข้าง ตัวเอง ว่าความเชื่อฟังมีมากพอหรือเปล่า, สั่งให้ไปในที่ลำบาก ไปหรือเปล่า, สั่งให้ไปตาย หรือมีหวังว่าจะต้องตาย จะยอมไปหรือเปล่า. ถ้ายัง, ก็ยังไม่มีความเชื่อฟัง, ไม่มากพอที่จะ เป็นมิชชันนารี หรือธรรมทูต. จะต้องไปพ่ายแพ้พวกฝรั่งกลับมาเป็นแน่นอน. ขอได้โปรดนึกถึงข้อนี้ ซึ่งเป็นองค์คุณประกอบที่จำเป็นที่สุด แห่งความสำเร็จของพวก ธรรมทูต, หรือพวกมิชชันนารี, มีอะไรดี, ก็ยังไม่ดี, ไม่เท่ากับองค์คุณเหล่านั้น, อย่างนี้ แม้ จะมีความรู้ มีสติปัญญาท่วมฟ้า ท่วมดิน แต่ถ้าปราศจากองค์คุณสามอย่างนี้แล้ว มันเป็นหมัน, ไม่มีสาระอะไรเลยในหน้าที่ของธรรมทูต, มันต้องมีองค์ประกอบสามอย่างนี้ สิ่งเหล่านั้นจึงจะ เป็นประโยชน์ขึ้นมา. ขอให้นึกถึงข้อที่ว่า เมื่อพระศาสดาตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ได้มีสาวกขึ้นมาหกสิบรูป แล้วส่ง ไปประกาศพระศาสนานั้น, พวกสาวกเหล่านั้นรู้อะไร, รู้ภาษาต่างประเทศหรือเปล่า, แม้ พวกที่พระเจ้าอโศกส่งไปในยุคหลัง ไปต่างประเทศทั่วโลกนั้น, พวกเหล่านั้นรู้ภาษาต่างประเทศ หรือเปล่า. แล้วมาทำให้สำเร็จประโยชน์ได้อย่างไร, โดยวิธีใด, ไปศึกษาดู. ข้อนี้ไม่เหลือวิสัย ของท่านนักศึกษาทั้งหลาย จำนวนนี้ ชุดนี้, ที่จะไปหาเรื่องอ่านดู ในประวัติศาสตร์ส่วนนี้. เขาไม่รู้อะไรมาก, และไม่รู้ภาษาต่างประเทศด้วย, แต่เขาก็ไปทำสำเร็จ, เพราะว่าประกอบ ไปด้วยองค์คุณสามประการ ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ขอให้สังวรในเรื่องนี้, และขอได้เอาเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ สำหรับปรับปรุงตัวเองให้ เหมาะสมแก่งานธรรมทูตด้วย. เอาละ ว่า สมัยนี้มันผิดกับสมัยก่อน และเราก็มุ่งหมายที่จะไป ยังต่างประเทศ, มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้านาน, ดังนั้นเราก็เตรียมได้ ทุกอย่างทุกประการ, แต่ ว่าสามอย่างนั้นอย่าได้ขาด, คือต้องยอมเป็นคนจน, เป็นคนไม่มีภาระผูกพัน, และเป็นคนเชื่อฟัง, ทำตามคำสั่ง, แม้ว่าจะต้องเสียชีวิต สามารถที่จะต่อต้านและประท้วงต่อสิ่งที่ไม่เป็นธรรม, แม้ว่าตนจะต้องเสียชีวิต, อย่างที่ผมเคยย้ำแล้วย้ำอีก ในการสนทนากันเป็นประจำวัน ที่แล้ว ๆ มา. งานต่อต้าน ประท้วงผู้อื่นนั้น ก็เป็นหน้าที่ของธรรมทูตด้วย, แต่ว่าเราไม่ได้ไปประท้วง เขาด้วย ลักษณะหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า. มันป่วยการ, จะต้องประท้วงต่อต้านด้วยวิธีที่ฉลาด, ที่ให้สำเร็จประโยชน์ไปตามนั้น, แต่แม้อย่างนั้น บางทีก็ต้องยอมสละชีวิตด้วยเหมือนกัน มันเป็น เรื่องธรรมดาสามัญที่สุด แล้วถ้าไม่ยินดี ไม่สมัคร, หรือไม่กล้าในการต่อต้านประท้วงสิ่งที่ ไม่เป็นธรรมในโลกนี้แล้ว งานธรรมทูตก็เป็นไปไม่ได้, เพราะว่าจะต้องไปสอนเขาให้กลับหลัง, เดินทางไปในทางที่ถูกต้อง, มันขัดขวางกับความประสงค์ของเขา, มันขัดกับความเคยชินของ เขา, ในเมื่อเขาบูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง, เราไปบอกว่า มันไม่มีสาระอะไรอย่างนี้.
น.170 ๑๖๒ มันเป็นการต่อต้านกันอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นต้องต่อต้านด้วยวิธีที่ฉลาดที่สุด, คือด้วย ความรู้, ด้วยปฏิภาณ, ด้วยโวหาร เหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราได้ทรงใช้มาแล้ว. ไม่มี ลักษณะหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า, แต่ว่ามีอะไรมากยิ่งกว่านั้น. รุนแรงยิ่งกว่านั้น และทำได้สำเร็จ ด้วย. มันเป็นการหักน้ำใจ ล้างสมอง หรืออะไรทำนองนั้นกันได้ โดยไม่มีกระทบกระเทือน. นี่แหละงานธรรมทูตมันมีอยู่อย่างนี้, มันใหญ่หลวงอย่างนี้ มันยาก ประณีต ละเอียด ลำบาก อย่างนี้. หวังว่าจะได้คิดดูให้ดี, ให้เข้าใจพอ, แล้วเตรียมตัวเตรียมกาย เตรียมใจ, เตรียมชีวิต วิญญาณ อะไรทุกอย่าง ไว้ให้พร้อม, และให้เพียงพอ. ขออภัยผมอาจจะพูดมากไปก็ได้, แต่เพราะเหตุว่าเราอาจจะไม่พบกันอีกเลยก็ได้ จึง ต้องพูดมากหน่อย, และในลักษณะที่ลืมยากด้วย. เพราะว่าจะได้ติดไปในจิตใจของเพื่อนสพรหม- จารีทั้งหลาย, อย่างที่ว่าไม่พบกันอีกก็ได้, ถ้าพบกันอีกก็เป็นโชคดี, แต่ไม่พบกันอีกก็ยังได้. เพราะว่าสิ่งนี้จะต้องฝังใจไปตลอดกาล, ไปเป็นเครื่องมือ หรือเครื่องอุปกรณ์, ที่จะช่วยเหลือ ให้งานของเราลุล่วงไปด้วยดี ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน. ท่านทั้งหลายจะต้องรับหน้ากับคนในต่างประเทศ, แต่ผมก็จะต้องรับหน้าคนที่จู่โจมเข้ามา ในประเทศจนมาถึงรัง, หมายความว่าที่ที่เราไม่อาจจะบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงไปไหนอีกแล้ว จนตัว จนตรอกเต็มที่แล้ว, แล้วเราก็จะต้องรับหน้าเขาให้สำเร็จประโยชน์, ให้สมกับที่เป็นสมณสากย- บุตรของพระพุทธองค์. ไม่ให้เสียทีที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ไว้ว่า พวกเราจะต้องทำหน้าที่ อันนี้ได้สำเร็จสุดความสามารถของตนด้วยกันทุกคน. นี่แหละ ทั้งหมดนี้แหละคือเรื่องที่ผมมี, เรื่องอื่นไม่มี มีแต่สำหรับจะกล่าวแก่เพื่อน- สพรหมจารีทั้งหลาย ในฐานะรับผิดชอบร่วมกัน, พูดตรง ๆ ตรงไปตรงมา เปิดเผยที่สุด ไม่ ขยักอะไรไว้. เพราะว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอ้อมแอ้ม หรืออ้อมค้อม, เราไม่มีเวลามากพอ ที่จะมามัวอ้อมแอ้มอ้อมค้อม, เกรงใจอะไรกันอยู่. มันไม่ใช่เรื่องของใคร, ของผู้ใด, ไม่ต้องมี ใครขอบใจใคร, โดยน้ำใจจริงของผมแล้ว ไม่ต้องมีใครจะต้องขอบใจ หรือขอบคุณใคร, ไม่มี อะไรเป็นหนี้บุญคุณกันอย่างนั้น. เพราะว่าเราทุกคนเป็นทาสของพระพุทธองค์ ไม่ใช่แต่ผม คนเดียว ทุกคนเป็นทาสของพระพุทธองค์. ไม่ต้องมีการขอบใจกันในระหว่างพวกเรา, ขอให้พุ่งสายตาไปยังพระพุทธองค์ผู้เป็น เจ้าของงาน. ถ้าจะไปเอาขอบใจอะไรกันบ้าง ก็ไปเอาที่พระพุทธเจ้า, อย่ามาเอาที่พวกเรา. เราเล็กนิดเดียว เป็นทาสของพระพุทธองค์, ก้มหน้า ก้มตากัน ทำหน้าที่ ที่จะต้องทำ, รับ- ผิดชอบร่วมกันแท้ ๆ แล้วจะต้องมาขอบใจอะไรกัน. เพราะไม่มีสองเรื่องสามเรื่อง สองฝัก สองฝ่าย สามฝักสามฝ่ายอะไร, มีเรื่องเดียวทุกคนเป็นทาสของพระพุทธองค์ ต้องทำงานสิ่งนั้น ให้สำเร็จ, ถ้าไม่สำเร็จก็เสียทีที่เรียกตัวเองว่า สมณสากยบุตรบ้าง, ธรรมทูตบ้าง, หรืออะไร บ้างทำนองนั้น.
น.171 ๑๖๓ อย่านึกเป็นห่วงเรื่องว่า จะเป็นหนี้บุญคุณ, จะต้องขอบคุณ, หรืออะไรทำนองนั้น, ไม่ ต้องนึกก็ได้, แต่ว่าจะทำไปตามธรรมเนียมประเพณีก็ได้ ไม่มีใครว่า. แต่ในใจนั้นต้องเรียกว่า ให้อภัยอยู่ในตัวเสมอ, อดโทษอยู่ในตัวเสมอ, และทำนี้ไม่ต้องเอาบุญเอาคุณกับใคร, ทำถวาย พระพุทธเจ้า ไม่ต้องเอาบุญเอาคุณกับใคร, ผมก็ไม่เอาบุญเอาคุณกับเพื่อนสพรหมจารี ทั้งหลาย. เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จึงไม่ควรเอาบุญเอาคุณกับผม, เพราะฉะนั้นเลิกกันฉีก บัญชีทิ้งก็ได้. ถ้าได้จดไว้ทำนองรับจ่าย เจ้าหนี้ลูกหนี้อะไรทำนองนั้น, ไม่มีเรื่องที่จะต้องคิด อย่างนั้น, มีจิตใจเกลี้ยงเกลาแต่จะสละชีวิต อุทิศเพื่อพระพุทธศาสนาแต่อย่างเดียว. ใครจะด่า จะว่า จะทวง จะอะไร ก็สุดแท้ตามใจเขา, เราไม่รู้ไม่ชี้. เราจะทำแต่หน้าที่ ที่เราเห็นว่าตรง ตามพระพุทธประสงค์ เท่านั้นเอง. นี่แหละขอให้คิดดูเถอะว่า มันมีอะไรบ้าง มันไม่มีเรื่องอะไร, มันมีแต่เรื่องเดียว ที่จะ ต้องมอบชีวิตจิตใจ กระทำไปอย่างซื่อสัตย์สุจริต, ไม่มีตลบแตลงต่อพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นบุคคล สูงสุด จนไม่มีปากจะกล่าวได้ว่า สูงสุดเท่าไร อย่างไรประเสริฐอย่างไร. เราไม่ต้องนึกถึงใคร นอกจากพระพุทธองค์ ทำตามพระพุทธประสงค์แล้ว มันก็จะเหมือนกับการนึกถึงคนทุกคนใน โลก. และนึกไปในทางที่เป็นธรรมะที่สุด ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีหมู่คณะ นิกาย, ที่จะต้องเบ่ง ทับกัน, มีเขามีเราไปในทางที่จะปัดแข้งปัดขากัน. มันเป็นเพียงคน ๆ เดียวกัน และเป็นคนเดียว กันกับพระพุทธองค์ ในที่สุดด้วย. นี่แหละคือความหมายอันแท้จริงของธรรมะ ที่เราจะต้องนำ ไปเผยแผ่ในฐานะเป็นหน้าที่การงาน, หรือว่าเผยแผ่อยู่ประจำถิ่น ในเมื่อเขาต้องการและเข้า มาหา. ในที่สุดนี้หวังว่า พวกเราจะมีความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอันดี มีความสมัครสมาน สามัคคีแก่กันอย่างแท้จริง, โดยบทว่า สงฺโฆ โหตุ สมคฺโค ว - ขอพระสงฆ์จงพร้อมเพรียงกัน . ฐาตุ จิรํ สตํ ธมฺโม ธมฺมธรา จ ปุคฺคลา - ขอให้พระสัทธรรมนี้ตั้งอยู่ตลอดกาล รวมทั้ง บุคคลผู้ทรงธรรมด้วย, ให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ในโลกนี้ตลอดกาล รวมทั้งบุคคลผู้ทรงธรรมด้วย. นั้นเป็นสงฆ์ผู้ที่จะต้องพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะเป็น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรืออยู่ ในเพศไหน. ขอให้พร้อมเพรียงกัน เพื่อความตั้งอยู่แห่งพระสัทธรรม, และบุคคลผู้ประพฤติ- ธรรมในโลกนี้. เลิกมีพวกนั้น พวกนี้, เลิกมีคนไทย เลิกมีคนต่างประเทศ, เลิกมีชาตินั้นชาตินี้ ประเทศนั้นประเทศนี้. ขืนมีเป็นคนโง่ และเป็นกบฏต่อพระพุทธเจ้า, เพราะพระพุทธเจ้าท่าน สอนไม่ให้มีความรู้สึกอย่างนี้ เราขืนมี ก็เป็นคนดื้อดึงด้วยความโง่, มีความโง่อย่างเจตนา. ขอได้โปรดสังวรในเรื่องนี้ไว้ในที่สุด, แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยดี สมตามความ ประสงค์อย่างยิ่ง ไม่มีล้มเหลวเลย, ขอได้โปรดนึกคิดและกระทำให้สุดความสามารถเถิด, การ กระทำนั้นจะเป็นเครื่องบูชาพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. และทำให้เรากลายเป็นธรรมะ ถึงความเป็นอันเดียวกันกับพระพุทธองค์, ไม่มีอะไรเหลืออยู่นอกจากธรรม, นอกนั้นก็มีแต่เกิด ๆ
น.172 ๑๖๔ ดับ ๆ ไม่มีสาระอะไร ผมขอฝากสิ่งนี้ไว้ในความทรงจำของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย, อย่าได้ มีความลางเลือน และลืมเลย. ขอยุติคำปราศัยฝากไว้เป็นเรื่องสุดท้าย ในกิจการของเราที่นี่แต่เพียงเท่านี้ เพราะว่า หมดเวลา หรือสมควรแก่เวลาแล้ว. ถึงเวลาจะออกเดินทางแล้ว ไม่ต้องนั่งกราบก็ได้, ยืนไหว้ก็ได้เพราะว่ากราบแล้ว. แต่ จะขอฝากความคิดครั้งสุดท้ายว่า. ขอให้มีความก้าวหน้าในการศึกษา, และในกิจการที่เราได้รับ มอบหมายนี้. ขอให้ถือหลักสำคัญอย่างยิ่งของพระพุทธองค์คือว่า, ให้มีแต่ให้ อย่ารับเอา, มี แต่ให้ อย่ารับอะไรตอบแทน แม้แต่คำว่าขอบใจ. พระพุทธองค์ทรงกระทำเช่นนั้น คือพระ- องค์มีแต่ให้ ไม่มีรับตอบแทน. ถ้าพวกเราทั้งหลายยังคิดถึงหมอนไม้อยู่ตราบใด, สิ่งนี้ก็จะเป็น ของที่ทำได้โดยง่าย คือ มีแต่ให้ ไม่รับตอบแทน. แม้แต่คำว่าขอบใจ. ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ขอนิมนต์ไปขึ้นรถได้.
น.174 คำบรรยาย เบ็ดเตล็ด ๑ ขอเสนอแนะ เกี่ยวกับบริขารบางอย่าง และ หารือเรื่องทำวัตรสวดมนต์ ๑๒ เมษายน ๒๕๑๐ ในการอบรมครั้งนี้ ใคร่แนะนำให้ใช้ หมอนไม้ เนื่องด้วยเห็นว่า เป็นพระพุทธประสงค์ ให้ภิกษุใช้ ; โดยทรงยกตัวอย่างพวกลิจฉวี เคยมีความเข้มแข็งในการรบ ก็เพราะนิยมการใช้ หมอนไม้, ต่อมาละทิ้งนิสัยอันนี้เสีย จึงกลายเป็นพวกที่อ่อนแอไป. แต่เดิมพวกลิจฉวีเคยรบชนะแคว้นมคธ, สมัยเมื่อพวกลิจฉวี มีท่อนไม้เป็นหมอน. ต่อมา ทางมคธส่งนักเลงดีไป, พราหมณ์อะไรคนหนึ่งปลอมเป็นครูบาอาจารย์ พวกลิจฉวีก็ถูกอบรม ให้กลายเป็นคนสำอาง, ไม่หนุนหมอนไม้, หนุนหมอนยัดนุ่น, นอนฟูก, มีหมอนข้างแดง, นอน ตะวันโด่ง, ไม่มีการฝึกอาวุธ, กระทั่งข่มเหงสตรี เพราะเมาจัดขึ้นมา. พอทางมคธเห็นว่าได้การ แล้ว ก็ยกทัพไปรบ ; ฝ่ายลิจฉวีก็ย่อยยับเลย, ลิจฉวีไม่ฟื้นตัวอีกต่อไป. โดยอาศัยเรื่องนี้ พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่า : "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมีท่อนไม้เป็น หมอนเถิด, เมื่อเธอมีท่อนไม้เป็นหมอนอยู่ มารจักไม่ได้โอกาสเลย. การมีท่อนไม้เป็นหมอนนี้ ผมคิดว่าน้อยคนจะเคย. ผมเคย, และรู้เรื่องดี, จึงขอสนทนา เรื่อง ท่อนไม้เป็นหมอนนี้สักหน่อย. เพราะว่าคราวหนึ่งเป็นโรคโลหิตขึ้นศีรษะ, หูอื้อ นอน
น.175 ๑๖๘ ไม่หลับ, รอดตัวด้วยหมอนไม้, ไม่ต้องกินยา. หมอนไม้นี้ทำให้ถูก และใช้ให้ถูกวิธี, ขอให้ สังเกต, มันกดตรงเส้นโลหิตแดง, กดตรงเส้นโลหิตแดงตรงนี้ แล้วโลหิตขึ้นหัวไม่ได้, เลยนอน หลับสบายมากขึ้น ๆ, อาการไม่สบายหายไป. ที่ดีเป็นพิเศษทำให้ตื่นง่าย, แต่หมอนไม้นี้มัน ทำให้นอนน้อย, ไม่สนุก ; คนไม่เคย ยิ่งไม่สนุก, นอนน้อย นอนเท่าที่จำเป็น, นอนคืนละ ๓-๔ ชั่วโมง ได้ง่ายที่สุด, เพราะการใช้หมอนไม้ ทำให้เป็น ชาคริยานุโยค นอนคืนละ ๔ ชั่วโมง ทำได้ง่ายเพราะหมอนไม้. ที่นี่จึงให้เขาทำไว้ ๓๐ อัน เพื่อให้ชิมหมอนไม้ดู, มันจะนอนได้ต่อ เมื่อง่วงนอนเหลือเกิน, แล้วก็นอนในอัตราที่พอดี ; นอนไม่ได้นาน, มันแข็ง, มันรบกวน, ก็ต้อง ตื่นลุกขึ้นทำความเพียร. นี้คือประโยชน์ของหมอนไม้, แล้วมารจะไม่ได้โอกาส, มันไม่มีความ เพลิดเพลินในการนอน, ไม่ประกอบสุขในการนอน, ไม่แสวงสุขในการนอน, มารก็ไม่ได้ โอกาส ; ถูกเผงทีเดียว ที่ว่า "เธอจงมีท่อนไม้เป็นหมอนเถิด, เมื่อมีท่อนไม้เป็นหมอนอยู่ มารจัก ไม่ได้โอกาสเลย." ไหน ๆ เราจะฝึกอบรมแล้ว ก็ควรจะรู้เรื่องเสียให้หมด แม้ว่าจะไม่เป็นสิ่งที่ทำตลอดไป ก็ต้องรู้เรื่องดีที่สุด, แล้วพยายามใช้ให้ตลอดไป คือนอนน้อย, เพื่อผลนอนน้อย จึงใช้หมอนไม้, ควรจะรู้จักหมอนไม้ในคราวนี้เสียด้วย จึงอุตส่าห์ให้ทำมา. ทีนี้ อยู่โดยไม่มีตะเกียง นี่คือการเป็นอยู่ครั้งพุทธกาล ใคร่ขอให้ชิมด้วย, ถ้าอยากรู้ เรื่องนี้ก็ไปอ่านบทบัญญัติ เรื่อง เข้าบ้านเวลาวิกาล. ภิกษุองค์หนึ่งถูกงูกัดตาย, เพราะพยาบาล ไม่ถูกวิธี เพราะไม่มีไฟ. พระพุทธเจ้าทรงทราบเข้า มาตรัสซักถาม ; ภิกษุนั้นตอบว่า "ไม่มี ไฟ" ตรัสว่า "ทำไมไม่เอาไฟไป," ตอบว่า "เพราะวินัยบัญญัติ ห้ามเข้าบ้านในเวลาวิกาล." พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติข้อปลีกย่อย เติมเข้ามาว่า : "ห้ามเข้าบ้านในเวลาวิกาล เว้นไว้แต่ มีเหตุ." นี่คือ ที่มา ที่ทำให้เราทราบว่า ภิกษุอยู่กันอย่างไม่มีไฟ. เมื่อเคยอยู่ด้วยการมีไฟที่กรุงเทพฯ จนชินแล้ว ลองอยู่อย่างไม่มีไฟดูบ้าง, มันจะอึดอัด พอใช้ทีเดียว, จนกว่าจะปรับปรุงจิตใจให้เหมาะสมเสียก่อน จึงจะสนุกในการอยู่มืด ๆ ; ผมก็ เลยไม่จัดไฟที่นี่, แต่ว่าจัดตะเกียงเตรียมไว้, เผื่อจะต้องใช้บ้าง เมื่อต้องการใช้กันจริงๆ คือไป ไหนมาไหน ; และก็ใช้ตะเกียงแบบของพระแท้ คือผ้าขาวหุ้มไม้กลม ๆ มีเทียนตรงกลาง, หิ้วไป. มันไม่สว่างที่จะส่องไปได้ไกล, แต่มันพอที่จะส่องไปรอบ ๆ บริเวณที่เราจะนั่งจะเดิน. เราจะถือว่า ไฟฉายเป็นของเหลือเฟือและสำอาง ไม่เหมาะสมสำหรับภิกษุ, แล้วไม่เป็น เศรษฐกิจที่เหมาะสำหรับภิกษุ, เป็นของเหลือเฟือ เป็นของสำอาง, ไม่เป็นเศรษฐกิจที่ถูกที่ควร สำหรับภิกษุ ; เพราะถ่านไฟฉายมันแพง, ใช้ตะเกียงแบบมีเทียนหุ้มผ้านี้ทดลองดู. พระธุดงค์ ใช้อย่างนี้ทั้งนั้น, ครูอาจารย์ก็ใช้กันมาอย่างนี้ทั้งนั้น. เทียนใส่กะลานั้น ก็ถือเป็นของฆราวาส ไป, แต่ว่าผ้าขาวหุ้มเทียนนี้ คือของสำหรับพระเราแท้ ๆ อุปัชฌาอาจารย์นำใช้สืบกันมานับ ไม่ถ้วนแล้ว, แล้วมันค่อย ๆ หายไป เพราะถ่านไฟฉายเข้ามาครอบงำ. เพราะฉะนั้นเราพยายาม
น.176 ๑๖๙ ไล่กลับกันให้มากเท่าที่จะทำได้, โดยเฉพาะโอกาสอย่างนี้แล้ว อย่าไปแตะต้องมัน, ผมก็ไม่เอา มา, ใครเอามาก็เก็บเสีย ; ลองใช้ตะเกียงพระดู ตะเกียงพระ หมอนไม้. นี้เป็นตัวอย่างเพียง ๒ อย่างในหลายสิบอย่าง ที่เราจะต้องสนใจ. คำว่า "เป็นพระ" นั้นต้องไม่เหลือเฟือ, ต้องไม่สำอาง, และต้องเป็นเศรษฐกิจที่สุด, จึงจะถูกกับเรื่องของพระ ซึ่งไม่มีสตางค์, สุรุ่ยสุร่ายเหลือเฟือ ก็น่าละอาย. สำอางคือเจ้าชู้ไป ก็น่าละอาย. ไม่เป็น economical ไม่ต้องใช้เงิน, หรือใช้แต่น้อยที่สุด นี่ก็ยังน่าละอายสำหรับ พระเรา. เพราะฉะนั้น เราอย่าใช้ปากกาที่แพงเกินไป, ดินสอที่แพงเกินไป, หรืออะไรที่มัน เกินไป, ใช้ธรรมดา ๆ แล้วลดลงไป จนเท่าที่จะเป็นอย่างต่ำที่สุด. (อธิบายวิธีใช้ตะเกียง) โคมนี้มีเทียนอยู่ข้างใน จุดแล้วดึงสายโยงขึ้น มันจะเป็นรูป กระบอกตั้งตรง, ด้านล่าง ด้านบน มีช่องหล่อเลี้ยงให้อ๊อกสิเย็นขึ้น ไม่ให้เทียนหรี่, หิ้วตะเกียง นี้ไว้ แกว่งอย่างไรก็ไม่ดับ, เขยื้อนอย่างไรก็ไม่ดับ, สว่างอยู่ได้ตามอายุของเทียน, เทียนหมด ก็เพิ่มเทียน. แล้วเอาคันมาปักเข้า แขวน เหมือนคันเบ็ด, ปักเข้าไว้ ใช้เมื่อนั่งประชุมกันก็ได้. ผ้าที่หุ้มเมตรหนึ่ง ทำได้ราว ๑๐ ดวง. กระดานกลม ๆ ที่เป็นฐานชั้นบนชั้นล่าง ใช้ไม้อะไรที่ เขาทิ้ง ๆ ก็ได้, ตะเกียงพระเป็นอย่างนี้. ทีนี้ แสดงอานิสงส์ใหญ่โตหน่อย ไฟฉายนั้น สัตว์ไม่กลัว, อย่าเข้าใจผิดว่า ไฟฉายนั้น สัตว์เช่นเสือ หรือสัตว์ป่า จะกลัว. ไม่กลัว, กลับจะวิ่งเข้ามาหา. ถ้าอย่างตะเกียงโคมนี้แล้ว สัตว์ไม่กล้าวิ่งเข้ามาหา, เสือ ช้างเหล่านี้ ไม่กล้าวิ่งเข้ามาหา, โคมนี้ดีกว่ากัน. สัตว์หลายชนิด รวมทั้งปลาหลายชนิด จะวิ่งเข้าหาไฟฉาย เมื่อไปส่องมัน. ผมไปรู้แน่เมื่อใช้ตะเกียงที่ในป่า, ไปนอนในดง, เพื่อฝึกนอนเสียสละ, ดึกเข้ามา มีเสียงโกรกกรากขนาดหนัก, ไม่รู้ว่าตัวอะไร ก็ ส่องไฟฉายตรงตามัน. มันวิ่งเข้ามาหาเลย, เขาเรียกว่า "งูเห่าช้าง," ที่แท้มันก็คือสัตว์ตระกูล เหี้ยชนิดหนึ่ง, แต่ว่ามันมีหนามตั้งแต่ปลายจมูกขึ้นไปจนสันหลัง ตลอดหาง, มีหนามยาว ๆ ตัว ขนาดเท่าเหี้ย, ชาวบ้านเรียกกันว่า งูเห่าช้าง ว่ากันว่า กัดตาย, แต่ไม่เห็นกัด แต่มันสู้ไฟ วิ่ง เข้ามาหา. แต่ใช้โคมอย่างนี้แล้ว แม้แต่เสือก็ไม่กล้ากระโจนเข้ามา. ช้างยิ่งกลัวใหญ่, ช้างกลัว ไฟยิ่งกว่าสัตว์ใดหมด จุดไม้ขีดเท่านั้น พอเห็นไฟ ก็เปิดหนีเลย. เมื่อพระมีโคมอย่างนี้อยู่แล้ว ก็ปลอดภัยได้ แม้จะเดินฝ่าเสือ, แต่เรามันปอดเสียเอง ไม่กล้าเดิน. เสือไม่กล้ากระโจนเข้ามา หาโคมไฟนี้. โคมสีแดง ๆ เขียว ๆ นั้นไม่ทราบ, ไม่กล้ารับรอง, เคยใช้แต่โคมขาวแบบนี้. หรือ ว่ากลดที่มีไฟอยู่ข้างในนั้น ยิ่งแน่นอนใหญ่ สัตว์ไม่กล้ากระโจนเข้าไป, มันไม่รู้ว่าอะไร แล้ว มันกลัวไฟ. ธรรมชาติของสัตว์เหล่านี้กลัวไฟ, ช้างเป็นสัตว์กลัวไฟยิ่งกว่าสิ่งใด, สัตว์ป่าทุกชนิด กลัวไฟ แม้แต่เสือ. เพราะฉะนั้นควรรู้จักเรื่องราวบางอย่างที่น่าสนใจ และเหมาะสมสำหรับ ภิกษุเราไว้ให้ครบถ้วน ไปอวดฝรั่งได้เหมือนกัน, บางทีแสดงปาฏิหาริย์ให้ฝรั่งเชื่อได้ด้วยสิ่ง เหล่านี้ ว่าเรามีคาถากันเสือ, ที่แท้เครื่องมือนี้มันกันของมันเอง. ถ้าไปนอนในป่าดงลึก ๆ เต็ม
น.177 ๑๗๐ ไปด้วยสัตว์ร้ายแล้ว พยายามใช้โคมอย่างนี้, ถ่านไฟฉายไม่ปลอดภัย. ถ่านไฟฉายมันมีความ- หมายอย่างอื่น, มันไปไกลเกินไป, มันสำหรับคนขับรถ, สำหรับคนเจตนาร้ายอะไรอย่างหนึ่ง. พระเราไม่มีความประสงค์อย่างนั้น, จะดูแต่ข้าง ๆ จะดูแต่อันตรายที่เท้า โคมเท่านี้ก็พอแล้ว. เราไม่ได้คิดกลัวโจร กลัวขโมย หรือจะส่องสัตว์ หรืออะไรทำนองนั้น, ก็ไม่ต้องใช้, ค่าไฟฉาย ปีหนึ่ง ๆ เป็นเงินมากเหลือเกิน. ผมพยายามขอร้องให้พระที่วัดนี้ใช้โคมอย่างนี้แทนเสียให้หมด พระฝรั่งก็เลยใช้โคมนี้. ยังมีอีกมากเรื่อง ที่มีความหมายซ่อนเร้นอยู่อย่างนี้. (อธิบายวิธีใช้หมอนไม้) หมอนไม้นี้ คือเหลี่ยมนี้ จะหยุดไม่ให้โลหิตขึ้นหัว, นอนตะแคง ให้ถูกเหลี่ยมพอดีกัน, ถ้าเราไม่ต้องการอย่างนั้น เพราะมันแข็งไป ก็เอาผ้าสังฆาฏิพาดไว้อีก ชั้นหนึ่ง ก็พอนอนไปได้. เราใช้ผ้าพลาสติกแทนเสื่อก็ดีอยู่แล้ว, เป็นชั้นหนึ่งแล้ว, ใช้ผ้าสังฆาฏิพับ ๔ ชั้น ทับมันอีกทีหนึ่ง ก็อุ่นพอสมควร ; แล้วเอาหมอนไม้สอดไว้ใต้นั้นอีกที ก็พอนอนสบาย. ระวังอย่าให้มันมากไป, เดี๋ยวมันจะมากไป เกินต้องการ นอนเกินไป. ถ้าเอาหมอนขึ้นข้างบน สำหรับคนแก่ที่ลมขึ้นหัวอยู่, ได้ผล. ที่นี่ เราสนใจกันแต่เรื่องอย่างนี้ เป็นเรื่องความลับของธรรมชาติ. การอบรมที่เรามา กันที่นี่ จึงขอให้เราสนใจกันในเรื่องความลับของธรรมชาติ เรื่องทางหนังสือหรืออะไร ผมจะ ไม่แตะต้องให้เกินกว่าที่จำเป็น, อยากให้เข้าถึงธรรมชาติมากกว่าอย่างอื่น, เราก็จะต้องอธิบาย เรื่อง วิปัสสนา หรืออะไรกันด้วยเหมือนกัน, แต่ทางหนังสือก็ต้องทำเท่าที่จำเป็น. ๒ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกำหนดเวลาอบรม ผมอยากจะให้ทราบความเข้าใจ ความตั้งใจหรือความรู้สึกของผมเกี่ยวกับที่ได้รับคำสั่ง ให้ช่วยอบรมนี้ หลักการใหญ่ ๆ มีอยู่อย่างนี้ :- เนื่องจากมีเวลาจำกัดไว้เพียงสองสัปดาห์ จึงไม่สามารถอบรมการปฏิบัติอานาปานสติ ทั้งชุดโดยสมบูรณ์ ซึ่งมันจะกินเวลาถึง ๖ เดือน, ดังนั้นจึงวางหลักอย่างรวบรัด ให้เสร็จทันใน เวลาที่กำหนดไว้, แม้จะมีการลงมือปฏิบัติจริง ในทุกขั้นทุกตอน ๑๖ ขั้น ก็เพียงให้เข้าใจ และ เพียงเป็นตัวอย่างเท่านั้น. หลักปฏิบัตินี้ เราเลือกเอาหลักที่มันติดต่อกันโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องเปลี่ยนแนว ค้นหมด แล้ว, มีอานาปานสติ ๔ ในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์. ถ้าเราปฏิบัติตามหลัก ๑๖ ขั้นนั้น แล้ว มันก็ไปตั้งแต่ต้น จนบรรลุมรรคผลเลย, เพราะฉะนั้น จึงถือเอาสูตรนี้เป็นหลัก. ส่วนมหา-
น.178 ๑๗๑ สติปัฏฐานหรือกัมมัฏฐาน ๔๐ เรื่อง, หรืออารักขกัมมัฏฐาน, หรืออะไรอื่นนั้น, ไม่ติดต่อกัน อย่างนี้บ้าง, ไม่เพียงพอบ้าง, เป็นเพียงหัวข้อสำหรับท่องบ้าง, นี้จะได้อธิบายโดยละเอียดใน เวลาเรียนในชั้น. แต่ถึงอย่างไรรายละเอียดปลีกย่อยของกัมมัฏฐานทุกชนิดเอามาใช้ประกอบ อานาปานสติ ๑๖ ขั้น แต่ละขั้น ขั้นใดขั้นหนึ่งได้. อีกเรื่องหนึ่ง อยากจะให้ได้รู้ได้ทราบในวิธีลัด, ซึ่งไม่มีพิธีรีตองมาก, ไม่มี technics มาก ไม่มี Systems ใหญ่อย่างนี้ ; มีอยู่ว่า เหตุไรคนไปฟังพระพุทธเจ้าตรัสไม่กี่นาที ก็ บรรลุมรรคผล, อย่างนี้มันมีวิปัสสนาที่ตรงไหนได้อย่างไร, ตลอดถึงวิธีที่พวกเขาประดิษฐ์ กันขึ้นใหม่เช่น, วิธีของพวกเซ็น, เรียกอย่างญี่ปุ่น ก็ว่า เซ็น, เรียกอย่างจีน ก็ว่า ชาน ; มัน มีหัวใจหรือมีความหมาย หรือต่างกันกับวิธีของเราอย่างไร, ก็ต้องเข้าใจไว้ด้วย. เกี่ยวกับเวลาเรียน เราแบ่งเป็นตอนเช้า คือตอนเช้ากับเพลตอนหนึ่ง, ระหว่างเที่ยงกับ เย็น คือบ่ายตอนหนึ่ง, แล้วตอนกลางคืนอีกตอนหนึ่ง. เป็นหลักทั่วไปว่า ตอนเช้าหัวยังดีอยู่ เรา จะศึกษาหลักอานาปานสติ แต่ละขั้นโดยเฉพาะ, ตอนบ่ายเราจะศึกษาวิจารณ์ ซักซ้อมกันถึง วิธีที่จะสอนกัมมัฏฐานคืออานาปานสติแก่ชาวต่างประเทศได้อย่างไร, ในเมื่อสอนแก่คน ไทย ก็ยังไม่ใคร่จะรู้เรื่อง รวมทั้งวิจารณ์ถึงกิจการเผยแผ่ต่าง ๆ ที่ทำประสบความไม่สำเร็จ. วันแรกนี่จะให้ดอกเตอร์อเมริกันคนหนึ่งพูดเรื่อง ชาวอเมริกันต้องการพุทธศาสนาในลักษณะ อย่างไร ; เพราะเขาเป็นศาสตราจารย์ ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่โดยตรง, เผอิญมาพักที่นี่, เพื่อเรียนอานาปานสติอย่างเดียว อุตส่าห์บินมาจากอินเดีย. วันถัดไปจะให้ท่านสิริจันโท (เยอรมัน) พูดเรื่อง ชาวยุโรปต้องการพุทธศาสนาในลักษณะอย่างไร ; เพราะพระองค์นี้ ก็อุตส่าห์สละ ลูกเมียออกไปบวช สนใจเต็มที่ตลอดเวลา, เขาพอจะรู้ว่า ชาวยุโรป, หรือมนุษย์ในยุโรป ต้องการพุทธศาสนาในลักษณะอย่างไร. วันถัดไปอีก จะให้ท่านปาสาทิโก พระเยอรมันอีก องค์หนึ่ง, ซึ่งขวนขวายที่สุดได้แสดงทัศนะของเขาว่า, มีอะไรบ้างที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิธีการ เผยแผ่พุทธศาสนา ในต่างประเทศ มาตั้ง ๖๐ ปีแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ ; บางอย่าง เตลิดเปิดเปิงออกไปก็มี, เป็นปริยัติเสียเกินขอบเขตก็มี, จนไม่ใช่พุทธศาสนาไปเสียก็มี มันควร จะรู้ไว้บ้างในการถก. อีกอย่างหนึ่งก็คือ คำ, คำที่จะต้องใช้, เช่นความรู้สึกในขณะแห่งปฏิภาคนิมิตเป็นต้น นั้น จะเรียกว่าอะไร, เพราะมันไม่ประกอบด้วยเจตนา, เช่นเรียกว่ากำหนด คำว่า "กำหนด" ภาษาอังกฤษจะเรียกว่าอะไร ; ถ้าใช้ผิด มันเป็นเรื่องเจตนา มันก็ไม่ถูก อย่างนี้เป็นต้น. สาม คนนี้มาถกกับผมทุกคืนก่อนหน้านี้, คืนหนึ่งได้ไม่กี่คำ. ความรู้สึกในขณะได้สมาธิที่เป็นมากขึ้น ตามลำดับ, กระทั่งในขณะแห่งฌานนั้น ; แม้จะใช้คำเหมือนกัน ก็ไม่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ ตามที่เรารู้กันอยู่, มันเป็นความหมายคนละอย่างเสียเลย. หรือว่าคำบางคำในภาษาบาลี มีรูป เหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน เช่น, คำวิตก วิจาร ทั่ว ๆ ไป หมายถึงเจตนาคิดนึกตรึก-
น.179 ๑๗๒ ตรอง. วิตก วิจาร ในขณะแห่งฌาน เป็นเพียงความรู้สึกโดยไม่มีเจตนา, การที่ติดอยู่กับ อารมณ์, หรือการที่รู้สึกทั่วถึงอยู่ในอารมณ์ เป็น วิตก วิจาร ไม่ประกอบด้วยเจตนา จะแปล เป็นภาษาอังกฤษว่าอะไร ; ถ้าใช้คำภาษาอังกฤษ ชนิดที่แสดงว่าต้องทำด้วยเจตนาแล้ว มัน ไม่ใช่วิตกวิจารคู่นี้, มันเป็นวิตกวิจารคู่โน้น, คู่ธรรมดา ที่คนธรรมดารู้สึก อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ในตอนบ่ายนั้น เราใช้เป็นเวลาสำหรับถก เรื่องเกี่ยวกับ "คำต่างประเทศ" ต่างประเทศต้องการอะไร, เราจะทำโดยวิธีเช่นไร, เราจะมีคำบัญญัติให้ถูกต้อง, เพื่อชาวต่าง ประเทศอย่างไร, เราจะวิจารณ์การกระทำ ที่เขาเคยประสบความล้มเหลวมาแล้ว ในต่าง ประเทศด้วย. ตอนค่ำ เราจะฝึกสอนกัน, ฝึกโดยตรงมันสะดวกไม่ต้องเขียน, ไม่ต้องใช้ไฟ, ไม่ต้อง อะไรก็ได้, ไปตามลำดับทีละขั้น. แต่ ๑๖ ขั้นในเวลา ๑๐ วัน คงจะต้องรวบรัดหน่อย, แล้วก็ จะได้เป็นเหตุสำหรับไปวิพากษ์วิจารณ์ในตอนกลางวันอีกทีหนึ่ง. เกี่ยวกับวันทำปาฏิโมกข์ ซึ่งมีอยู่หนึ่งวัน โดยคำแนะนำของท่านเจ้าคุณศาสนโสภณ ผู้เป็นประธาน ขอให้ทำไปตามจารีตที่เคยทำ, ไม่ให้มีการกระทบกระเทือนในความรู้สึกใน ระหว่างนิกาย, ที่เป็นธรรมยุติกนิกาย ก็ให้ได้โอกาสทำในป่า. พอวันนั้นก็หยุด ก็ไปในป่าก็ได้ บนเขานี้ก็เหมาะที่สุด สบายที่สุด, ถ้าจะไปทำที่วัดธรรมบูชา บ้านดอน ก็เสียเวลา ๓ วัน จะ เอาไหม, ถ้าทำในป่านี้ ทำเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ. วันพระ ๘ ค่ำ เราไม่มีกำหนดเรียนอย่างว่า ผมจะพาไปดูกิจการสถานที่ถิ่นต่าง ๆ นอกสถานที่ศึกษา, ศึกษาความรู้ที่เกี่ยวกับธรรมด้วยเหมือนกัน, แต่ว่าอาศัยโบราณคดีเป็น หลัก เช่นไปดูพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น. ศึกษาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสุวรรณภูมิ, เกี่ยวกับพุทธ- ศาสนา, จนกระทั่งพระเถระที่สำคัญที่สุดของนาลันทา ชื่อว่า อติสสะ มาที่สุวรรณภูมิ อยู่ ประจำที่นี่เป็นเวลา ๑๒ ปี. เราควรจะรู้ไว้ สำหรับรู้ความสำคัญของประเทศไทยในครั้งกระโน้น, ในดินแดนไทยนี้, เรียกว่าเราไปศึกษากันนอกสถานที่ จะได้ความรู้ทางธรรมะด้วย. เป็นการ พักผ่อนด้วย, ไปพุมเรียง ไปชายทะเล ไปดูสวนโมกข์ฯ เก่าก็ได้ ผมบอกให้เขาเตรียมรถไว้ แล้ว. ๓ เกี่ยวกับธุดงค์ เกี่ยวกับการปฏิบัติวัตรต่าง ๆ ขอให้ทุกองค์พยายามให้ยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งขึ้น ๆ จนถึงสัปดาห์ที่ ๒ ขอให้ถึงที่สุด เช่น ฉันเพล นี่ก็จะฉันบ้างบางองค์ ไปเรื่อย ๆ ก็ได้ ๑ สัปดาห์ สัปดาห์แรก, พอถึงสัปดาห์ที่ ๒ ขอให้เลิก
น.180 ๑๗๓ กันหมด. ยกตัวอย่างอย่างนี้ เกี่ยวกับธุดงค์ก็เหมือนกัน ให้ใช้ผ้า ๓ ผืนกัน อย่างน่าดูที่สุด, ใช้ เสนาสนะอย่างธุดงค์ที่สุด. ถ้าเราจะนอนกันตรงนี้ก็ได้ ก็ลองดู, แปลว่า สัปดาห์ที่ ๒ ขอให้ เป็นเรื่องสูงสุด, เคร่งครัดที่สุด ในเรื่องของธุดงค์, ของวัตรปฏิบัติต่าง ๆ. มีเวลาเตรียมตัวหนึ่ง สัปดาห์ สัปดาห์ที่ ๑ พยายามผ่อนไประบายไป, พยายามผ่อนไป พอสัปดาห์ที่ ๒ ธุดงค์ทุกข้อ ขอให้เป็นที่สุด, สมัครถือ ๔ ข้อ แต่ขอให้เป็นชั้นอุกฤษฎ์. นี่เป็นเรื่องที่เห็นได้ว่า จะมีค่าที่สุดแล้ว สำหรับเวลา ๒ สัปดาห์ ที่ท่านสั่งให้พวกเรา มาฝึกฝนกันที่นี่, คือต้องศึกษาหลักอานาปานสติทุกขั้น ให้เข้าใจแจ่มชัด แล้วก็รู้จักธุดงค์จริง. และโดยการปฏิบัติอานาปานสติ สิ่งนั้นจะทำให้สมบูรณ์ทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา แล้วก็มี ธุดงค์ด้วย ก็หมดเท่านั้นเอง. ขอให้มีความอดทน ความเสียสละ ความบังคับตัวเอง, นี้ก็ให้ได้ ชินกันไปเสียให้หมด กระทั่งความรู้สึกที่เป็นเกลอกับธรรมชาติคืออะไร เหมือนที่พูดกันวันนี้. ๔ หารือเรื่องทำวัตรสวดมนต์ โปรแกรมของเรามีสำหรับตอนกลางคืนอย่างนี้ มีทำวัตรเย็นด้วย. เราจึงอยากจะถกกัน บ้าง เกี่ยวกับทำวัตรเช้าหรือทำวัตรเย็น. มีพวกที่เรียกตนเองว่า เป็นนักวิปัสสนากัมมัฏฐาน อะไรทำนองนี้, เขามีหลักว่า พวกกัมมัฏฐานไม่ต้องทำวัตร หรือไม่ต้องทำอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง, กระทั่งไม่ไปบิณฑบาตเป็นต้น. เรื่องอื่นก็อย่าเพ่งวิจารณ์ วิจารณ์เฉพาะในข้อที่ว่าพวกทำ กัมมัฏฐานควรจะทำวัตรเช้า หรือทำวัตรเย็นไหม? เพราะอะไร? พวกที่ทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทางจิตใจนี้, ควรจะทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นไหม? ผมอยากจะฟังความคิดเห็นของพวกเรา ไม่ ต้องเกรงใจ เป็นกันเองทั้งนั้น, มีความเห็นอย่างไรก็ลองแสดงมา, พร้อมทั้งให้เหตุผลอธิบาย ด้วย ว่าควรทำหรือไม่ควรทำ? และเนื้อความในบทสวดทำวัตรบางบท บางตอน มีลักษณะ คล้ายกับเป็นการสวดอ้อนวอน หรือไม่? อย่างไร? (ปัญหาข้อหารือเกี่ยวกับการทำวัตรสวดมนต์ดังกล่าวนี้ ท่านผู้เข้ารับการอบรมเสนอ ความคิดเห็นหลายรูป สรุปได้ว่า เห็นควร มีการทำวัตร และสวดมนต์ เลือกบทที่เหมาะสม).
น.181 (คำแปล) คำบรรยายอบรมพระธรรมทูต ๒๕๑๐ เรื่อง ความมุ่งหวังของคนยุโรป ในธรรมทูตภิกขุ จากภาคตะวันออกไกล ของ สิริจนฺโทภิกขุ ท่านธรรมทูตภิกขุ ที่เคารพ ขณะนี้ท่านกำลังศึกษาและฝึกฝนอบรมอยู่ในประเทศไทยนี้ ก็เพื่อจะได้เป็นผู้สื่อธรรมะ (ให้คนถึงธรรม ธรรมถึงคน) ในต่างประเทศ, บางองค์ก็คงจะไปประกาศธรรมในยุโรป. ใน ฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นพระยุโรป จึงได้รับคำขอร้องให้บอกเล่าให้ท่านทราบ ว่าคนยุโรปจะมีความ มุ่งหวังในพระตะวันออกที่มายังประเทศของเขานั้นอย่างไรบ้าง. ๑ เพื่อให้เข้าใจถึงความคิดความมุ่งหวังของชาวยุโรปได้ดี ในชั้นแรกนี้ท่านก็ควรจะนึกถึง การ ติดต่อทางวัฒนธรรมระหว่างภาคพื้นยุโรป กับภาคพื้นตะวันออกไกล เสียก่อนเป็น พื้นพอสังเขป.
น.182 ๑๗๖ ๑. ความสนใจของคนยุโรปในวัฒนธรรมตะวันออก เริ่มมีมากขึ้นในระยะสองสาม ร้อยปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวยุโรปและพวกมิชชันนารีสอนศาสนาได้กลับไปเล่าให้เพื่อนร่วม ชาติของตนฟัง ถึงความประทับใจต่าง ๆ ที่ตนได้พบเห็นเป็นครั้งแรก, แต่ความสนใจอย่างแท้ จริง ในพุทธธรรมนั้นเพิ่งจะเริ่มราว ๑๕๐ ปี มานี้เอง เมื่ออาร์เธอ โชเปนเอาว์ เขียนหนังสือ ปรัชญา เรื่อง "Negation of the Will to Live" (ความปฏิเสธแห่งจิตใจที่จะมีชีวิตอยู่) ความ คิดเห็นใหม่ที่ทำลายความฟุ้งฝันนี้ เกิดขึ้นจากการคิดค้นหาความหมายหรือโครงสร้างที่แท้จริง ของการเป็นอยู่มีอยู่ที่ไม่น่าพอใจนี้. นับแต่นั้นมาปรัชญาและอิทธิพลคำสอนแห่งพุทธในด้านการ ปฏิบัติ ก็ได้เจริญขึ้นพร้อม ๆ กับความก้าวหน้าในการศึกษาพุทธศาสนา ในด้านประวัติศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ปรัชญา และปริยัติ. สิ่งสำคัญที่ท่านทั้งหลายควรตระหนักให้ถ่องแท้ก็คือข้อที่ว่า ความสนใจของชาวยุโรปในพุทธศาสนานั้น เกิดจากเขามี ความสนใจขึ้นมาด้วยตนเอง ไม่ใช่ เพราะมีนักสอนศาสนาชาวตะวันออก ไปทำให้เขาสนใจโดยกิจกรรมใด ๆ, และเพราะ เหตุนี้เองชาวยุโรปจึงไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรนัก ในประเพณีต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา ที่ประเทศ ตะวันออกไกล ทำกันอยู่เป็นธรรมเนียม หรือพิธีการต่าง ๆ โดยเฉพาะ, แลท่านทั้งหลายก็ควร ทราบไว้ด้วยว่า ความสนใจของชาวยุโรปในศาสนาพุทธเป็น เรื่องเฉพาะบุคคล (ต่างคนต่าง สนใจโดยเสรี). มีพุทธศาสนิกชนกลุ่มเล็ก ๆ อยู่ไม่กี่กลุ่ม ที่พุทธศาสนิกชนในกลุ่มนั้น ๆ ร่วม กันศึกษาและมีสมาคมทางพุทธศาสนาจัดตั้งขึ้นก็เพียง ๒-๓ แห่งเท่านั้น : เช่น ลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน แฮมเบอร์ก, และในปัจจุบันมีจัดตั้งขึ้นในเมืองเล็ก ๆ อีก ๒-๓ แห่ง ในประเทศเยอรมันนี. นับแต่ ค.ศ. ๑๙๐๐ ได้มีการพยายามส่ง คณะเผยแผ่ศาสนาจากเอเซีย ไปยังยุโรป บ้างครั้งสองครั้ง, แต่จนกระทั่งปีที่แล้วมานี้ ก็ยังไม่ได้ผลลึกซึ้งกว้างขวางแต่อย่างใด. แม้พระ ที่อยู่ในวัดเป็นเวลานาน อย่างพระลังกาในกรุงเบอร์ลิน ก็ยังไม่ได้รับผลสำเร็จอะไร ในการ สอนธรรมะให้คนในยุโรป, และนักปาฐกถาชาวพุทธยุโรปเอง ก็ไม่ได้ผลอะไรนักเช่นเดียวกัน. ดังนั้นความเห็นของ Edward Conzes ที่ว่า "อย่างไรก็ดี ตราบถึงบัดนี้ พุทธศาสนาในยุโรป ก็ยังไม่สามารถตั้งมั่นได้" (จากหนังสือ Buddhism หน้า ๒๑๒) จึงเป็นความจริงอยู่. นี่คือ สถานการณ์ที่ท่านจะได้พบเมื่อไปยุโรป. ๒. อีกประการหนึ่ง ท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า ความสนใจของชาวยุโรป ในวัฒน- ธรรมตะวันออกไกลนั้น ควบคู่กันอยู่กับความตั้งใจของตนเอง อันที่จะเผยแผ่อิทธิพลความรุ่งเรือง ของประเทศชาติของตน และมุ่งเผยแผ่ศาสนาของตนด้วย, คริสตศาสนิกชนพยายามอยู่เสมอ ที่จะเผยแผ่ความเชื่อในพระไครสต์ให้แก่ประชาชนตะวันออก และโดยเหตุนั้นจึงจำเป็นต้องรู้เรื่อง ศาสนาที่คนตะวันออกนับถืออยู่เดิมแล้ว ในประเทศเหล่านั้น ; คนยุโรปจึงศึกษาพุทธศาสนา เพื่อจะได้ทำงานเผยแผ่ คริสตศาสนาในประเทศในพุทธศาสนา. นอกจากนั้น คนยุโรปที่สนใจ ในความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เป็นอย่างยิ่ง ก็พยายามแล้วพยายามเล่า ที่จะเผยแผ่อิทธิพล
น.183 ๑๗๗ ทางการค้าออกไป ในประเทศภาคพื้นตะวันออกไกล, โดยเฉพาะพยายามเสนอแนะ อารยธรรม และวิทยาศาสตร์ตามแบบตะวันตก ตลอดจนเสนอแนะความคิดเห็นต่าง ๆ ทางสังคม และแนะ กรณียกิจวิชาการแบบตะวันตก. คนยุโรปจึงสนใจพุทธศาสนาด้วย เท่าที่จำเป็นจะต้องมีความรู้ เรื่องศาสนาพุทธไว้ เพื่อช่วยในการขยาย "ชีวิตแบบปัจจุบันทันสมัย" ในประเทศที่นับถือ พุทธศาสนา. ๓. จนกระทั่งทุกวันนี้ ความมุ่งหมายของคนตะวันตกในการที่จะเผยแผ่แบบชีวิตตะวันตก ไปทั่วโลก, กับการที่คนตะวันตก ได้รับผลจากประสบการณ์ฝ่ายวัฒนธรรมตะวันออก อันจะ เป็นผลดีแก่ตนเองนั้น ยังไม่ได้สัดส่วนกัน : คือ ยังมิได้ช่วยให้เกิดความทรงตัวที่ถูกต้อง แก่ ยุโรปได้. คนตะวันตกควรจะสามารถมองเห็นได้ว่า ระบบวิธีการแก้ปัญหาชีวิตมนุษย์ โดยแก้ จากสิ่งภายนอกนั้นหาเพียงพอไม่ และคนตะวันตกควรจะสามารถเข้าใจได้ว่า ในวัฒนธรรม ตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในลัทธิพุทธศาสนา ซึ่งมีความเจริญอย่างยิ่งในอันที่จะแก้ปัญหา จากสิ่งภายในนั้น และจะเป็นการช่วยสถานการณ์ที่ยังไม่เพียงพอนั้นให้สมบูรณ์ได้. อีกนัยหนึ่ง กล่าวได้ว่า คนตะวันออกไกล และพระตะวันออกไกล ยังไม่มีความรู้ลึกซึ้งกว้างขวางพอใน เรื่องวัฒนธรรมตะวันตก, จึงยังไม่สามารถหาทางที่เหมาะที่ควร ในอันที่จะเสนอสนองประสบ- การณ์ของตนให้แก่คนตะวันตกได้ ; และท่านทั้งหลาย รวมทั้งประชาชนชาวเอเซียอื่น ๆ จึง ควรจะมองเห็นว่าท่านจะต้องมีชีวิตอย่างคนยุโรป ดำเนินชีวิตอย่างนั้น ร่วมกับชาวยุโรปสัก หลาย ๆ ปี เพื่อว่าจะได้สามารถหาทางปฏิบัติธรรมะ ที่จะเป็นผลสำเร็จดีแก่ชาวยุโรปได้. ท่าน ทั้งหลายและประชาชนชาวเอเซียอื่น ๆ ควรจะเห็นว่าการมีชีวิตอยู่ในยุโรป และการศึกษา ค้นคว้าในยุโรป นั้นยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้ มิใช่แต่เพียงสิทธิในแง่สังคมและความก้าวหน้า ทางเศรษฐกิจ (อย่างที่นักศึกษาตะวันออกส่วนมากคิดกัน) เท่านั้น แต่ยังจะมีผลดีในการปฏิบัติ พุทธศาสน์ของเราด้วย ถ้าท่านพยายามที่จะดูดดื่มซึมทราบความรู้ฝ่ายยุโรป เข้าด้วยกันได้กับ พุทธธรรมอย่างเหมาะสมและถูกทาง. ท่านทั้งหลายก็เห็นอยู่แล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นคนยุโรปก็ดี หรือคนเอเซียก็ดี ทั้งสองฝ่ายยังขาดการทรงตัวที่ดีในขบวนการแห่งการติดต่อ เพื่อประสาน ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่ายนั้น แลท่านเองนั่นแหละ อาจจะพยายามสร้างความ พอดีนี้ให้เกิดขึ้นได้ เพื่อยังประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์ทั้งปวง. ๒ อีกแง่หนึ่งที่เราควรพิจารณาดู ในเรื่องความมุ่งหวังของชาวยุโรป ในงานธรรมทูตของ ท่านทั้งหลาย ก็คือ ความสนใจพุทธศาสนาในแง่ต่าง ๆ กัน ของคนกลุ่มต่าง ๆ ๑. คนยุโรปกลุ่มหนึ่ง ได้แก่คนที่เป็น พุทธศาสนิกชน ปฏิบัติพุทธธรรมอยู่แล้ว, คน
น.184 ๑๗๘ เหล่านี้มุ่งหวังอะไรในพระไทยที่มายังประเทศของเขา? ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือว่า ท่านทั้งหลาย จะไม่ได้พบความประพฤติอันเป็นแบบแผนอะไรนัก ในความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนิกชน ชาวยุโรปกับตะวันออก ไม่มีการเคารพนบนอบอะไรมากไปกว่าท่าทางอันสุภาพตามธรรมดา บ้างเพียงเล็กน้อย และก็อาจมีอยู่บ่อย ๆ ที่ท่านอาจจะไม่ได้พบ แม้แต่ความสุภาพเช่นนั้น. คน ยุโรปนั้นตามปกติ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทนเคารพพิธีการและกฎต่าง ๆ ของคนอื่น ๆ ได้ตาม สมควร และเขาก็จะรู้สึกเช่นนั้นในตัวท่าน ในฐานะที่เป็นสมาชิกแห่งสงฆ์, แต่ในการติดต่อ เกี่ยวข้องกันตามแบบชีวิตคนยุโรปนั้น เขาก็คงจะอยากให้ท่านประพฤติต่อเขาอย่างอลุ่มอล่วย สักหน่อย. ท่านทั้งหลายไปยุโรป อยู่ในยุโรป มิใช่เพียงฐานะสมาชิกสงฆ์ และมิใช่เพียงใน ฐานะของแขกผู้มีเกียรติ ควรแก่การเคารพแต่ในฐานะอีกอย่างหนึ่งด้วย คือ เป็นสงฆ์ที่สามารถ คล่องแคล่วยิ่งในด้านจิตใจอยู่ในบรรดาชาวพุทธอื่น ๆ ที่สามารถคล่องแคล่ว เช่นเดียวกัน และ ดังนั้นเขาจึงถือว่าท่านนี้แหละเป็นเสมือน เพื่อนธรรมิกสหายร่วมปฏิบัติพุทธธรรมด้วยกัน. ชาวยุโรปอาจหวังให้ท่านปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่นั่น เพื่อจะได้ช่วยแสดงวิถีทางปฏิบัติ แห่งชีวิตชาวพุทธ ในสภาพต่าง ๆ ของยุโรป ให้เขาประจักษ์. ถ้าเขาเห็นว่า ท่านยึดติดใน ประเพณีตะวันออกไกล เคร่งครัดเกินไปในการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างพระกับฆราวาส, ท่าน ก็จะเลยหมดโอกาสที่จะทำให้เขาเห็นด้วยได้ ในคำสอนเรื่องอนัตตา และเรื่องการยกสถานะ (ทางวิญญาณ) ให้พ้นจากความยึดมั่นถือมั่น, เขาจะเห็นไปว่าท่านนั้นมีแต่กฎข้อบังคับและพิธี ต่าง ๆ เท่านั้นเอง. มีพุทธศาสนิกชนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ (น้อยคนมากทีเดียว) ที่ชอบและเคยได้รับการอบรมใน พิธีตะวันออก ต่าง ๆ, เช่นพิธีบูชา การกราบไหว้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การ ให้ทาน การทำบุญ และพิธีการกุศลต่าง ๆ เหล่านี้หรือการท่องบ่นสวดมนต์ตามแบบประเพณี ตะวันออก เขาย่อมอยากจะเห็นและอยากจะได้ยินท่านทำพิธีต่าง ๆ เหล่านี้ และอาจจะอยากให้ ท่านสอนเขาในเรื่องนี้. ข้อใหญ่ใจความที่ชาวพุทธในยุโรปสนใจมากก็คือ เขาพยายามหาทางที่ถูกต้องใน การ ปฏิบัติอันสำคัญ ซึ่งจะนำเขาไปสู่ที่สุดแห่งทุกข์. บางคนก็เคยมีความรู้สึกซึ้งมาแล้วในเรื่อง ต่าง ๆ ในเรื่องการฝึกอบรมทางพุทธศาสนาลัทธิต่าง ๆ อย่างตะวันออก และบางคนก็มีประสบ- การณ์มาแล้ว ในการปฏิบัติต่าง ๆ ด้วย คนเหล่านี้จะมีความสนใจในประสบการณ์ของท่าน ได้ โดยเปรียบเทียบกับผลการปฏิบัติของเขา. ในการอภิปรายเรื่องดังกล่าว ท่านก็จะได้ฟังความ เห็นที่ยังไม่ปลงใจเชื่อท่านบ้าง และความเห็นที่วิพากษ์วิจารณ์แย้งความเห็นของท่าน ก็คงจะมี อยู่ในเรื่องว่าการที่ท่านจะใช้วิธีการปฏิบัติแบบตะวันออก กับคนตะวันตกนั้นจะได้ผลละหรือ ถ้า ไม่ดัดแปลงปรับให้เข้ากับคนตะวันตกเสียก่อน. ชาวยุโรปหลายคนคิดว่าคนเอเซียมีโครงสร้าง ทางอารมณ์ต่างจากคนยุโรป หรือมีการกระทำ (กรรม) ที่ทำให้มีลักษณะชีวิตต่างออกไป
น.185 ๑๗๙ ฉะนั้นจึงมีวิธีการกำจัดกิเลสต่างจากคนยุโรป. ชาวยุโรปบางคนก็ประหลาดใจว่า ในการตอบ คำถามที่ยุ่งยากซับซ้อนนั้น ข้อโต้ตอบของคนเอเซีย ทำไมจึงไม่ลึกซึ้งซับซ้อนเอาเสียเลย, คิด ดังนั้นแล้วก็เลยชักจะผิดหวัง และหมดความสนใจไปเลยก็ได้ และพาลหมดความสนใจในประสบ- การณ์การปฏิบัติธรรมของชาวเอเซียไปเสียสิ้น คิดไปเสียว่าคนเอเซียนั้นตื้นเกินไป หรือไม่ ประสีประสาเกินกว่าที่จะเข้าใจ สภาพอันยุ่งยากซับซ้อนของเขาได้. อย่างน้อยที่สุดคนในยุโรป ก็หวังจะให้ท่านสนใจ ในสภาพชีวิตอันยุ่งยากของเขาในทางวิญญาณและจิตใจ เพื่อจะได้สามารถ ให้คำแนะนำแก่เขาได้เพียงพอ ในการที่จะให้คนเหล่านั้นสามารถทำจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจด. ท่านก็ควรพยายามเข้าใจความทุกข์ความเดือดร้อนต่าง ๆ ของเขาเหล่านั้นเป็นราย ๆ ไป. พุทธศาสนิกชนชาวยุโรปบางคน ชอบพระตะวันออก เพราะเป็นพระตะวันออกก็เลย ชอบ. อาจจะเป็นด้วยเห็นว่า ตนมีประสบการณ์น้อยกว่าและไม่ลึกซึ้งเท่า และเพราะเห็นว่า ประเพณีชาวพุทธแบบเก่า ที่ท่านปฏิบัติอยู่ย่อมช่วยให้ท่านมีประสบการณ์ก้าวหน้า เขาคิดว่า ท่านได้รับการฝึกอบรมมาใกล้เคียงกับที่พระพุทธองค์ได้ฝึกมาทีเดียว. ในข้อนี้ท่านก็ควรจะ พยายามเป็นในสิ่งที่เขาคิดว่าเป็น เพื่อท่านจะได้ช่วยผู้ที่มีความไว้วางใจในตัวท่าน ให้บรรลุธรรม ได้เป็นอย่างดี. ๒. คนในยุโรปอีกหลายกลุ่ม สนใจแต่เพียงความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนา โดยมิได้มี ความสนใจที่จะปฏิบัติพุทธธรรม. คนเหล่านี้ต้องการให้ท่านให้ความรู้แก่เขาในเรื่องชีวิตชาวพุทธ ในตะวันออกไกล เขาอยากรู้เรื่องประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธ และความรู้เบื้องต้น ทั่ว ๆ ไป เพื่อนำไปสู่ความรู้อันลึกซึ้ง เกี่ยวกับการอ่านคัมภีร์พระพุทธศาสนา หรือบ้างก็อยาก ให้ท่านสอนความรู้อันลึกซึ้ง เกี่ยวกับปริยัตินั้นให้แก่เขาด้วย. นักปราชญ์นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ อาจต้องการมีความรู้ ในการ แปล และ ตีความหมาย ของหนังสือบาลี, ผลของการที่ท่านทั้งหลาย ได้ศึกษาเล่าเรียนพระบาลี มาแล้วเป็นอย่างดี ตามประเพณีไทยนี้แหละจะทำให้เขาสนใจ. ในฐานะนักศึกษา เขาจะไม่ สนใจนัก เรื่องการตีความเนื้อบาลีออกมาว่า ตรงตามรากฐานหลักธรรมที่วางไว้หรือไม่, แต่ จะสนใจเรื่องเกี่ยวกับนิรุกติศาสตร์และความเข้าใจในประวัติศาสตร์มากกว่า ทั้งยังสนใจในการ เปรียบเทียบลัทธิต่าง ๆ ในพุทธศาสนาว่าจะเป็นเหตุให้รากศัพท์คำนั้น ๆ พัฒนาไปต่าง ๆ กัน ได้อย่างไรบ้าง ความรู้ของท่านในคำสอนของพระพุทธเจ้า จะได้รับความนับถือเพียงในแง่ ประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งรับทอดสืบมาตามประเพณี. นักปราชญ์นักศึกษาบางคน อยากจะทราบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในเรื่องประเพณีของท่าน ในแง่ ศาสนา และ ปรัชญา อยากทราบเรื่องปัญหาต่าง ๆ ทาง สังคม ทาง การศึกษา และ อยากทราบความคิดเห็นต่าง ๆ ในแง่ จิตวิทยา , ท่านก็ควรพยายามตอบคำถามเหล่านั้น อย่าง ตรงไปตรงมาโดยมิจำเป็น ต้องทำให้สละสลวยงดงามแต่อย่างใด. คนตะวันออกสนใจต่างประเทศ
น.186 ๑๘๐ น้อยกว่าคนตะวันตก, คนยุโรปส่วนมาก มักจะรู้เรื่องเกี่ยวกับต่างประเทศ และทราบความ เป็นจริงในชีวิตในประเทศนั้น ๆ ดี. ฉะนั้น ถ้าท่านพยายามปิดบังความยุ่งยากหรือปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับศาสนาพุทธทุกวันนี้ แม้จะเป็นปัญหาในประเทศพุทธศาสนาที่สืบกันมา เช่นประเทศ ไทยก็ตาม ถ้าท่านพยายามปิดบังปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ การก็จะกลับเป็นผลเสียหายแก่การ เผยแผ่ธรรมของท่าน. นักศึกษาในมหาวิทยาลัยครู และนักเรียนในโรงเรียนมัธยม และนักศึกษาผู้ใหญ่ใน โรงเรียนภาคค่ำ สนใจในพุทธศาสนาอยู่บ่อย ๆ โดยมิได้ตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตเป็นพุทธศาสนิกชน. มีนักปาฐกถาชาวเยอรมันผู้รู้ศาสนาพุทธ ปาฐกถาในที่ต่าง ๆ เช่น ที่โรงเรียนภาคค่ำ และท่าน อาจจัด ชมรมนักศึกษาและอภิปราย ขึ้นหลาย ๆ กลุ่ม ร่วมกับคนเหล่านี้ ความสามารถที่จะ ขจัดความทุกข์ทั้งปวง ได้หมดจดสิ้นเชิงก็มีอยู่ โดยความหลุดพ้นเป็นอิสรภาพจากความมืดบอด หลงยึดถือ (ตน) นั่นเอง. แม้คนในยุโรปที่ยังเยาว์วัย และมีการศึกษาน้อยกว่านั้น ก็ยังชอบอภิปรายหลังจากฟัง ปาฐกถาแล้ว. ในปัญหา "weltanschaung" เกี่ยวกับการแปลความหมายของโลก เรื่องศาสนา ต่าง ๆ ในเรื่องปรัชญาต่าง ๆ และเรื่องข้อคิดเห็นต่าง ๆ ทางจิตวิทยา หรือเรื่องง่าย ๆ ที่พึ่ง ปฏิบัติได้. คำถามและข้อโต้แย้งของคนเหล่านี้ ในบางครั้งก็อาจจะไม่เป็นที่เข้าใจได้ง่ายนัก สำหรับคนตะวันออกที่ไม่คุ้นกับชีวิตและความคิดเห็นแบบตะวันตก. ข้าพเจ้าขอแนะว่าท่านควร จะถามกลุ่มนั้น ๆ เรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ให้มากที่สุดที่จะทำได้ เพื่อจะได้ทราบประสบการณ์ และความเข้าใจอย่างแบบยุโรป. ท่านควรจะร่วมอภิปรายและสนิทสนมกับเขาให้มากที่สุด เท่าที่ พระและคนตะวันออกจะสามารถทำได้ เพื่อว่าจะได้สามารถช่วยเขาได้จริง ๆ เพื่อว่าจะได้ทำให้ เขาเห็นจริงได้ว่าพุทธธรรมมีค่ายิ่ง ไม่เพียงแต่เพื่อการศึกษาค้นคว้าหรืออภิปรายเท่านั้น แต่ มีค่าจริงแม้ในชีวิตแบบใหม่สมัยปัจจุบันนี้ ซึ่งจะปฏิบัติพุทธธรรมได้เหมือนในกาลก่อน และแม้ กระทั่งในเท่าทุกวันนี้ ในประเทศตะวันออกมากหลาย ก็ยังปฏิบัติพุทธธรรมกันอยู่เป็นคุณค่า ยิ่ง. ท่านควรแสดงให้เขาทราบว่าในโครงสร้างอันลึกซึ้งแห่งชีวิตมนุษย์นั้น ย่อมเหมือนกันเสมอ ไปทุกกาลเวลาและทุกแห่งทุกหน ความสัมพันธ์ระหว่างความทนทุกข์ทรมาน และความมืดบอด แห่งตัวตนเป็นศูนย์กลาง ความจับฉวยหลงยึดเอาตนเข้าไว้เป็นรากเง่าแห่งชีวิต (ปรุงแต่ง) และ จบสิ้นลงอย่างเดียวกัน. ฉะนั้น ความสนใจในเรื่อง โยคะ การรักษาสุขภาพจิต โดยให้ความ เข้าใจเห็นอกเห็นใจผู้ป่วย (psycho therapy), ความลึกซึ้งแห่งวิชาจิตศาสตร์อภิญญา (parapsychology) และการที่มนุษย์มีอำนาจเหนือสิ่งลึกลับทางไสยศาสตร์ หรือโหรา- ศาสตร์ (occultism), เหล่านี้มักจะผสมกันอยู่กับ ความสนใจในเรื่องสมาธิภาวนา ตามหลัก พระพุทธศาสนาที่ปฏิบัติกันอยู่ กับความสนใจในเรื่องสมาธิภาวนา ตามหลักพระพุทธศาสนา ที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศตะวันออกไกล. ดังนั้น ท่านก็อาจจะชี้ให้ คนยุโรปที่สนใจในเรื่องเหล่า
น.187 ๑๘๑ นี้อยู่แล้ว ให้ทราบถึงการใช้ประโยชน์จากการปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ได้ประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นไป กว่าสิ่งที่เขาคุ้นเคยอยู่หรือปรารถนาหา. ทั้งนี้ควรใช้วิจารณญาณโดยรอบคอบ ว่าพึงบอกแก่ ใครเมื่อใด เพียงใด ดูให้เหมาะสม (เช่นให้เหมาะแก่พื้นวิสัยแห่งจิต เหมาะแก่ขั้นแห่งสภาพจิต และเหมาะแก่การฝึกปฏิบัติของผู้นั้น ๆ เป็นขั้น ๆ ไป) ๓. นอกจากคนสองกลุ่มนั้น ซึ่งมีความรู้ในพุทธศาสนาอยู่บ้างแล้ว ก็ยังมีคนซึ่ง ยัง ไม่เคยได้ยินได้ฟังอะไรเกี่ยวกับพุทธธรรมมาก่อนเลย แต่แท้ที่จริงกำลังปฏิบัติพุทธธรรม อยู่เองแล้ว เท่าที่คนเหล่านั้นสามารถกระทำได้โดยปราศจากคำแนะนำ. คนบางคนก็อาจจะ เป็นผู้ปฏิบัติพุทธธรรมดียิ่งกว่าคนอีกหลายคน ที่เรียกตัวเองว่าพุทธศาสนิกชน แต่ไม่ปฏิบัติ ตามหลักเนื้อแท้แห่งธรรมะ. ท่านอาจจะมองดูคนเหล่านั้นว่า มีใครบ้างที่กำลังปฏิบัติธรรมะอยู่ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องพุทธธรรมจากใครเลย, และท่านก็อาจจะใช้ความรู้ที่ท่านมีอยู่ ช่วยคน เหล่านั้นให้เกิดมีความรู้ในพุทธธรรมขึ้น ให้มากที่สุดที่พึงประสงค์ ตามความจำเป็นหรือความ ต้องการของคนเหล่านั้น. ๔. ท่านจะเห็นว่าคนยุโรปส่วนมาก ไม่ค่อยจะสนใจในพุทธศาสนากันเสียเลย เขาเหล่า นั้นไม่ต้องการอะไรจากท่าน, หรือในทางตรงกันข้าม เขาแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ ในการ กระทำของท่านในยุโรป, เขาไม่ต้องการถูกรบกวนอย่างใดในเรื่องประเพณีของเขา โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง คือ ในเรื่องความเชื่อในคริสตศาสนา หรือในการต่อสู้ของเขาตามแบบวัตถุนิยม ตาม ปกติท่านก็ไม่มีทางจะประกาศธรรมะ ให้เข้าหูเขาเหล่านั้นได้อยู่แล้ว. สถาบันการศึกษาทั้ง เอกชนและรัฐบาล การออกอากาศทางวิทยุหรือโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์รายวันหรือนิตยสาร ก็ ไม่อาจใช้เป็นวิธีเผยแพร่ความคิดเห็นของคนกลุ่มน้อยได้ และพุทธศาสนิกชนในประเทศยุโรป ก็มีอยู่น้อยเสียเหลือเกิน. ถ้าท่านได้รับความสำเร็จในการกระทำของท่านในยุโรป เขาก็อาจ จะลงข่าวให้บ้างนิด ๆ หน่อย ๆ เพียงเท่านั้นเอง เป็นสิ่งที่ท่านจะหวังได้และได้เพียงเท่านั้น. ใน ทางตรงกันข้าม ท่านไม่อาจแน่ใจได้ดอกว่า ไม่มีคนบางกลุ่มในยุโรป กำลังทำงานคัดค้านต่อ ต้านการกระทำของท่านอย่างเปิดเผย หรือทำเงียบ ๆ เป็นส่วนตัว ตามความเห็นของเขาเหล่า นั้น เขาก็อาจจะเห็นไปว่าท่านเป็นนักสั่งสอนความเชื่อแบบนัตถิกทิฏฐิที่น่ากลัวอันตรายยิ่ง และ เขาจะทำให้คนกลัวอิทธิพลฝ่าย "ปฏิเสธ" ของท่านไปเสีย. ดังนั้นจึงเป็นข้อสำคัญเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะต้องทราบรากเหง้าของความคิดเห็นผิด ๆ (มิจฉาทิฏฐิต่าง ๆ เช่น นัตถิกทิฏฐิ ฯลฯ) เหล่านี้ ให้ดีจนสามารถเปรียบเทียบกันได้กับพุทธ- ศาสนา ว่าแตกต่างกันอย่างไร และที่สำคัญที่สุดก็คือทราบความหมายของนิพพาน เพื่อว่า จะได้สามารถชี้แจงได้ถูกทาง เมื่อมีโอกาสอภิปรายกัน.
น.188 ๑๘๒ ๓ แง่ที่สามที่ควรคำนึงก็คือ ความคิดเห็นแบบยุโรป ในการสัมพันธ์ระหว่าง ความสนใจ ของเขาเหล่านั้น ในพุทธธรรม และในอิทธิพลของพุทธศาสนิกชน จากประเทศตะวันออกไกล ๑. ที่สำคัญก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า พุทธศาสนิกชนชาวยุโรปไม่ได้เติบโตขึ้นมาในประเพณี ชาวพุทธอย่างใดเลย และประเพณีต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เจริญขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ไปแล้ว เกิดขึ้นจากสงฆ์กลุ่มต่าง ๆ กัน ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ กัน ในประเทศที่พุทธศาสนาได้ แผ่ไปถึง. ในยุโรปคนมีโอกาสที่จะเลือกปฏิบัติให้ถูกทาง ได้อย่างเสรีเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวล กันถึงประเพณีต่าง ๆ เหล่านี้. คนยุโรปจึงอาจพยายามที่จะหาดูว่า จากความเจริญตามแบบ ประเพณีต่าง ๆ นั้น มีความเป็นมาอย่างไร สืบสาวกลับไปหาคำสอนธรรมะตามที่พระพุทธองค์ ทรงสอนไว้ และสืบสาวกลับไปถึงแบบดั้งเดิมในสมัยพุทธกาลนั้นด้วย. เขาอาจจะต้องการความ ช่วยเหลือ เกี่ยวกับการสอนและวิธีสอนอบรมโดยเฉพาะบางอย่าง ซึ่งเจริญมาในสิ่งแวดล้อม ที่พอจะทัดเทียมกับชีวิตแบบยุโรปในปัจจุบัน ว่าอย่างนั้นแหละจึงจะเป็นประโยชน์แก่พวกเขา ได้มาก. ฉะนั้นขอได้โปรดอย่าประหลาดใจเลย ถ้าคนตะวันตกขอร้องท่านให้ช่วยแนะนำ ให้ เขามีความเข้าใจและปฏิบัติธรรมะแบบเซ็น หรืออยากจะพูดคุยกับท่านด้วยคำถามต่าง ๆ เกี่ยว กับข้อคิดและประสบการณ์ต่าง ๆ ตามแบบมหายานในสมัยแรก ๆ เพื่อเปรียบเทียบ กับความ คิดเห็นของท่านแบบเถรวาท. ตามความคิดเห็นของคนที่อยู่ห่างไกลถึงยุโรปนั้น ความแตกต่าง ระหว่างลัทธิต่าง ๆ ในพุทธศาสนานั้น ไม่สำคัญอย่างใดนัก แม้ว่าท่านเองอาจจะเห็นสำคัญใน เรื่องข้อแตกต่างนั้นก็ตามที. คนยุโรปนั้นชอบค้นคิด เรื่องความมีอยู่แห่งมนุษย์ชาติที่แท้จริง สิ่งหนึ่ง ภายใต้สิ่งปิดบังต่าง ๆ ในประวัติความเป็นมาที่ผ่านมาแล้ว และโดยวิธีนี้ เขาก็อาจจะ ค้นหาธรรมชาติแห่งพุทธะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งทุกสิ่ง. ถ้าท่านพยายามจะโต้แย้งเพียงแต่ตามแบบ ถือลัทธิตายตัว เพื่อลัทธิเถรวาท หรือยืนกรานตามความคิดเห็นเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งของ กลุ่มเถรวาทบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอภิธรรมแล้วละก็ ท่านก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใด นัก. ในการเผยแผ่ธรรมะในยุโรป ท่านจะได้รับความสำเร็จดีกว่านั้นมาก. ถ้าท่านมีความ คิดเห็นกว้างขวางและเสรี และมีความรู้อันลึกซึ้งรอบรู้หลายๆ วิธี หลาย ๆ ลัทธิ แทนที่จะรู้แต่ เพียงลัทธิใด แต่อย่างเดียว, เพราะลัทธิต่าง ๆ นั้น ก็ล้วนแต่เป็นการสอนแห่งพุทธะอย่างเดียว กัน ให้ประจักษ์แจ้งในสิ่งเดียวกันนั้นเอง. อย่างน้อยที่สุด คนยุโรปก็ต้องการให้ท่านแสดง เนื้อ แท้สิ่งหนึ่งนี้ ตามความเข้าใจของท่านเองเป็นพิเศษ และตามการปฏิบัติของท่านเอง, การตี ความหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะและการฝึกอบรมต่าง ๆ ของท่าน จะเป็นที่สนใจของเขา ก็ต่อเมื่อ เขาเห็นว่ามันเป็นประโยชน์แก่พวกเขา ในสภาพชีวิตของเขานั้นเอง. ๒. การที่จะสอดใส่ประสบการณ์อย่างพุทธะ และความคิดเห็นต่าง ๆ อย่างชาว
น.189 ๑๘๓ พุทธ ลงไปในชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนยุโรป นั้น จะทำไม่ได้เลยถ้าไม่มี การดูดดื่มซึม ทราบพุทธธรรมโดยเฉพาะ . พุทธศาสนาสำหรับคนยุโรป ในแบบที่ถูกต้องเหมาะสมควรจะ ได้ตั้งขึ้น, อย่างในสมัยพุทธกาล พุทธธรรม ก็ยังสามารถเผยแผ่ไปยังประเทศต่าง ๆ ได้ โดย การดูดดื่มซึบทราบในพุทธธรรมนี้เอง. ประชาชนในยุโรป ไม่เพียงแต่สามารถเลือกหยิบสิ่งที่ เขาต้องการ (คือพุทธธรรม) ได้จากพุทธศาสนาของประเทศต่าง ๆ แต่ยังสามารถดัดแปลง ลัทธิประเพณีต่าง ๆ นั้น ให้ลงรูปกันได้เป็นอย่างดีกับจังหวะชีวิตของเขาเอง และเข้ากับสิ่ง แปลก ๆ หลายหลากในชีวิตของเขา, ถ้าท่านพยายามหยุดยั้งการนั้นเสีย เพราะมุ่งแต่จะเผยแผ่ ลัทธิเถรวาทอย่างบริสุทธิ์แล้ว ความพยายามของท่านก็จะเหมือนดังหมุนลูกล้อแห่งชีวิตให้ถอย หลังกลับและดังนั้นก็ย่อมจะไร้ผล แลการดึงลูกล้อแห่งชีวิตให้ถอยหลังกลับนั้น ก็เป็นสิ่งที่พุทธ- ธรรมได้สอนเราทั้งหลายอยู่แล้ว ว่ามันเป็นไปไม่ได้. ท่านจะต้องสังเกตดูอย่างสุขุมรอบคอบ ถึงปฏิจจสมุปบาท แห่งการอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น ในชีวิตคนยุโรปเหล่านี้ให้จงดี. การปฏิบัติธรรมะของเขาเพื่อให้บรรลุสภาวะอิสระเหนือวัฏฏ- สงสาร ระหว่างความเกิด ความตาย ในทุกขณะแห่งความมีความเป็นด้วยความอยากนั้น จำเป็น จะต้องเพียงพอกับเหตุปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดใหม่ทุกครั้ง และความตายทุกทีไปตาม กรรมต่าง ๆ แบบยุโรปนั้นแล. การที่จะช่วยคนเหล่านั้น ให้บรรลุธรรมอันอิสระเหนือวัฏฏะได้อย่างแท้จริงนั้น ท่านก็ จะต้องอลุ่มอล่วยผ่อนหนักผ่อนเบา ในการให้คำแนะนำ ให้เหมาะสม แก่กิเลสและความทุกข์ ของคนยุโรป. ขบวนการแบบยุโรป (process) ในอันที่คนยุโรปจะค่อยๆ ดูดดื่มซึมทราบพุทธ- ธรรมได้นั้น จะบังคับให้ท่านปรับตัวท่านเอง ให้อลุ่มอล่วยเหมาะแก่การณ์ ในการสัมพันธ์กับ คนยุโรป ให้ได้เป็นผลสำเร็จดี. ๓. ยิ่งกว่านั้น คนตะวันตก ยังไม่เพียงแต่จะดูดดื่มซึมทราบพุทธธรรมในวิถีทางที่ถูกต้อง เท่านั้น แต่ควรจะต้อง ประสมประสานพุทธธรรมเข้ากับส่วนต่าง ๆ ในวัฒนธรรมของตน ด้วย ได้อย่างเหมาะเจาะเป็นอันดี. ในเรื่องนี้ท่านทั้งหลายอาจจะช่วยเขาไม่ได้มากนัก เพราะ ถึงแม้จะใช้เวลาหลายปีอยู่ ท่านก็อาจจะยังไม่คุ้นกับวัฒนธรรมยุโรปดีพอ ว่าทั้งหมดมีอะไรบ้าง ที่สมควรจะประสมประสานกลมกลืนกันกับพุทธธรรม. ประสบการณ์บางอย่างบางส่วนใน ศาสนาโดยเฉพาะแบบ mysticism ๑ ในคริสตศาสนา และความคิดเห็นฝ่ายปรัชญาบางประการ เช่น ปรัชญาของ Arthur Schopenhauer และระบบปรัชญาบางอย่างของยุโรปทั้งแบบเก่า และแบบใหม่ ก็อาจใช้เป็นสะพานเชื่อมโยงในขั้นแรก เพื่อช่วยให้คนยุโรปเข้าใจประสบการณ์ ๑. Mysticism หมายถึงการบรรลุสัจจธรรมหรือการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า ของคริสตศาสนิกชน โดยอาศัยญาณ หรือ สัญชาตญาณ หรือการมองด้านในโดยตรง แทนที่อาศัยอายตนะ แค่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น และถือว่าทุกสิ่งเป็นสิ่ง เดียวกัน. -ผู้แปล
น.190 ๑๘๔ พุทธะ และความคิดเห็นอย่างพุทธะได้. ในศิลปะยุโรป และวรรณคดียุโรป ก็น่าจะมีข้อเทียบ เคียงได้กับพุทธธรรม อย่างน้อยก็อาจจะมีธรรมะ โดยการมองด้านใน อยู่ในบางสิ่งบางชนิด ซึ่งอาจจะหาพบได้ในงานของศิลปินตะวันตก และนักเขียนตะวันตก ในอดีตหรือในปัจจุบันนี้. ถ้าเมื่อใดตะวันตกให้โอกาสท่าน โดยชี้ให้ท่านดูตัวอย่าง (วรรณกรรมหรือศิลปกรรม) อย่างใด แล้ว ท่านก็ควรจะศึกษางานนั้น ดูด้วยความสนใจอย่างแท้จริง และให้ลึกซึ้งพอที่จะใช้สิ่งเหล่า นั้นเป็นประโยชน์ ในการสอนของท่านสืบไป. คนยุโรปจะรู้สึกเป็นกันเองดีขึ้นมาก ในอันที่จะ เข้าใจพุทธศาสนาได้ดี ถ้าเขามองเห็นว่ามีความสัมพันธ์กันอยู่ ระหว่างพุทธธรรมกับความคิด สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมของเขา หรือเห็นข้อเทียบเคียงที่คล้ายคลึงกันได้บางประการ ในวัฒน- ธรรมของเขากับพุทธธรรม. ๔ ความมุ่งหมายของคนยุโรป เกี่ยวกับงานของท่านทั้งหลาย ในประเทศยุโรป ที่เราควร คิดดูเป็นข้อที่สี่ก็คือ วิถีทางต่าง ๆ ที่จะเข้าถึงธรรมะ ในเรื่องนี้เท่าที่กล่าวไปแล้ว ก็คือหลัก หรือพื้นฐานในเรื่องการดูดดื่มซึมทราบพุทธธรรม และการประสมประสานระหว่างประเพณี พุทธะฝ่ายตะวันออก กับประเพณีวัฒนธรรมฝ่ายตะวันตก. ๑. ปาฐกถาและอภิปราย เป็นวิธีที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในยุโรป ในการสอนการเรียน และ การตระเตรียมลู่ทางไว้สำหรับประสบการณ์ในชีวิต. ท่านอาจจะใช้แบบวิธีให้การศึกษาประ- ชาชนแบบนี้ได้ทุกวงการ : แม้แก่คนที่ยังมิได้ปฏิบัติพุทธธรรมแต่สนในพุทธศาสนา, และแม้ คนที่เป็นพุทธศาสนิกชนแล้วในยุโรปก็ยังพอใจวิธีรับความรู้แบบเรียนอย่างผู้ใหญ่มุ่งให้ได้ผล ตามความมุ่งหมายนี้. คนเหล่านั้นคุ้นเคยกับการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ และประกอบด้วย เหตุผล ซึ่งส่งเสริมความคิดอ่านด้วยตนเอง และพุทธธรรมก็เป็นสิ่งเพียงพออยู่แล้ว ที่จะนำมา อธิบายและแนะนำให้คนรู้จักได้โดยวิธีนี้. คนยุโรปส่วนมากมีความเข้าใจได้ดี ในสิ่งที่สอนตาม ระบบที่วางแผนไว้ดี ถึงแม้จะลุ่มลับซับซ้อน แต่มีเนื้อหาวิชาแยกแยะไว้ชัดเจน เขาก็เข้าใจได้. ปาฐกถาแบบประวัติศาสตร์ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เขาสนใจเป็นอย่างยิ่งเหมือนกัน เขาชอบดูและ เข้าใจเหตุผลเกี่ยวกับประวัติความเจริญพัฒนาทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ในโลกนี้, ฉะนั้นจึงชอบที่ จะรู้เรื่อง ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ ในเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า และประเพณีต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา ที่เกิดขึ้นและพัฒนามา ว่าเกี่ยวพันกันอยู่อย่างไรบ้างกับการสอนของพระ- พุทธองค์. ในกลุ่มพุทธศาสนิกชนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น และในกรณีพิเศษ เช่นในเทศกาลทางพุทธ- ศาสนาเท่านั้น ที่คนยุโรปกลุ่มนั้นจะชอบฟังธรรมเทศนาแท้ ๆ ตามแบบ เทศน์ เกี่ยวกับเรื่อง สุตตะ หรือในวิธีที่เสรีในการพินิจพิจารณาถึงเรื่องสำคัญ ๆ แห่งพุทธธรรม หรือเป็นเรื่อง
น.191 ๑๘๕ พุทธธรรมสัมพันธ์กับปัญหาชีวิตประจำวันเป็นต้น. ๒. วิธีสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ในการปฏิบัติธรรมสำหรับคนยุโรป ก็คือการเพ่งสมาธิภาวนา ควรเป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่ง และแม้กระนั้น ก็ไม่สามารถบรรลุขั้นสูง แห่งการฝึกอบรมพุทธ- ศาสนาได้ หลังจากที่ได้เพ่งตามขั้นแห่งมรรคแปด. ส่วนใหญ่ก็เพ่งในสิ่งที่เราเรียกว่าศีล และ ขั้นต้น ๆ แห่งปัญญาเท่านั้นเอง. พุทธศาสนิกชนเหล่านี้ไม่ประสงค์จะได้รับการสั่งสอนในวิธี สมาธิ, แต่ท่านอาจจะพยายามให้เขาเห็นด้วยได้ว่า การนั่งสมาธิเป็นการเพ่งพิจารณา และ เป็นความเจริญก้าวหน้าในการสมาทานศีล ควบคู่กับปัญญา อันเป็นทางที่ถูกต้องแห่งการอบรม อย่างเต็มสมบูรณ์ครบตามมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นทางอันเอก นำไปสู่โอกาสอันประเสริฐยิ่ง ขึ้นไป เพื่อกำจัดกิเลสตัณหาทั้งปวงให้หมดสิ้น และถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้สิ้นเชิง. คนยุโรปเหล่านั้น ซึ่งทราบข้อนี้ และประสงค์จะปฏิบัติสมาธิภาวนา หรือได้เคยปฏิบัติ สมาธิภาวนามาแล้ว ก็ย่อมหวังจะให้ท่านอธิบายทั้งทฤษฎีและวิธีการปฏิบัติ และผลงานของ สมาธิภาวนา ตลอดจนต้องการข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์และปฏิบัติได้. คนยุโรปทั่วไปชอบ การอธิบาย ที่แจ่มแจ้งเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางกายและทาง จิต หน้าที่ ของกายและ จิต และ ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในขั้นต้น ๆ ของการฝึกอบรม หรือลักษณะอาการความเจริญแห่งจิต ใน การเพ่งสมาธิภาวนา รวมทั้งวิธีการปฏิบัติ. วิธีเพ่งสมาธิภาวนาตามแบบตะวันออก มีอยู่หลาย วิธีด้วยกัน และแตกต่างกันไป. เช่นแบบเซ็นนั้นไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ในการที่จะมัวคิดหา เหตุผลเรื่องการปฏิบัติ (คือพุทธภาวะเป็นสิ่งมีอยู่เดิมแล้ว ไม่ต้องอิงอาศัยการคิดมากอะไรอีก), และวิธีอันเคร่งครัดของสมาธิแบบเซ็นโด (Zendo meditation) ก็คงเป็นเพราะการไม่นิยมการ คิดหาเหตุผลเป็นอย่างยิ่งนี้ ยังมิได้จัดตั้งขึ้นในยุโรป. กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าท่านมัวพยายาม สอนระบบปริญญา หรือจิตวิทยาตรรกศาสตร์ เกี่ยวกับปรากฏการณ์และขบวนการทั้งหมด ทางร่างกายและจิต โดยมิได้คำนึงถึงว่าจะปฏิบัติได้หรือไม่, เช่นการให้ระบบทฤษฎีอภิธรรม ก่อนฝึกสมาธิ หรือระหว่างการปฏิบัติสมาธิ เป็นต้น, ดังนี้ก็ย่อมจะเป็นการขัดขวางในประสบ- การณ์อันแท้จริงของสมาธิภาวนา. เพราะการคิดตามวิชาจิตศาสตร์เช่นนั้น ทำให้ต้องใช้ความ คิดหนักและแผ่สร้านแตกฉานซ่านเซ็น เกี่ยวโยงเรื่องโน้นเรื่องนี้หลายเรื่องด้วยกัน, ซึ่งเป็นสิ่ง ที่หนักเกินไป สำหรับความคิดจิตใจของชาวยุโรปและเป็นอุปสรรคอันยากลำบากอย่างหนึ่ง ใน การปฏิบัติสมาธิและขัดขวางความเจริญก้าวหน้าในสมาธิปัญญา. ทางที่ดีที่สุดก็คือการใช้ สายกลาง และอธิบายหรือชี้แจงให้เข้าใจ ให้เหมาะแก่การเจริญสมาธิ ของแต่ละคนเป็นคน ๆ ไป. ระบบสมาธิอะไรที่ชาวยุโรปชอบนั้น ยากจะกล่าวได้. หลายคนมีความรู้มากในวิธี ๒-๓ วิธี ที่เจริญอยู่ในประเทศตะวันออก หรือเข้าไปเจริญอยู่ในยุโรป, แต่ชาวยุโรปตามปกติ ไม่มีประสบการณ์พอ และไม่ทราบว่าอย่างไหนจึงจะเหมาะแก่ตน. อาจจะเป็นด้วยเขาเหล่านั้น
น.192 ๑๘๖ จะต้องหาวิธีฝึกอบรมให้เหมาะแก่ตนเป็นราย ๆ ไปก็ได้, หรือในทางตรงกันข้าม อาจจะถูกที่ว่า เพราะเขาค่อนข้างชอบเจริญภาวนาไปตามลำพังตน. ดังนั้นจึงควรชดเชยโดยการฝึกอบรมสมาธิ เป็นกลุ่ม คราวละหลาย ๆ คน รวม ๆ กันไป, แต่เขาก็ยังไม่ทราบอยู่ดีแหละว่าเขาควรจะใช้ สมาธิวิธีไหน. ท่านก็ทราบอยู่แล้วว่า ในประเทศของท่านเอง ก็ยังมีระบบสมาธิภาวนาต่างกัน อยู่ ๒-๓ ระบบเหมือนกัน, ที่สอนกันอยู่และปฏิบัติกันอยู่อย่างขะมักเขม้น เหมือนกับเป็นหนทาง อันถูกต้องทางเดียวเท่านั้น ในเรื่องสมาธิภาวนาในศาสนาพุทธ. ฉะนั้นจึงอย่ามัวโต้เถียงในเรื่อง ระบบวิธีเลย ควรพยายามช่วยชาวยุโรป โดยไม่จำต้องยึดติดในระบบใดเถิด. เขาเหล่านั้นมิได้ ต้องการวิธีที่โฆษณากันแพร่หลายที่ไหนดอก แต่เขาต้องการหนทางที่จะช่วยเขาได้แน่นอนใน การปฏิบัติธรรมะ. · ๓. ทางที่ถูกต้องอีกทางหนึ่ง ในการที่จะนำชาวยุโรป ให้เข้าถึงความเข้าใจอันลึกซึ้ง ในธรรมะ ก็คือการใช้ รูปภาพ ช่วยสอนธรรมะ. ท่านก็คงจะเห็นแล้วว่า การใช้วิธีนี้ที่สวน- โมกข์นั้นเป็นผลดี. ชาวยุโรปนิยมชมชอบศิลปะมากจนติดเป็นนิสัยสืบทอดกันมา จึงชอบการ สอนที่แสดงความคิดให้ปรากฏด้วยภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมของเขาอยู่แล้ว. จนกระทั่ง ทุกวันนี้พุทธศาสนิกชนชาวยุโรป ก็ยังมิได้มีศิลปะทางพุทธขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว แต่เขาก็คุ้นกับ ศิลปกรรมทางศาสนาพุทธในประเทศตะวันออกดีอยู่. เขาย่อมชอบให้ท่านแสดงตัวอย่าง ศิลป- กรรมไทยทางพุทธศาสนาให้เขาดู หรือของประเทศอื่น ๆ ใกล้เคียงเป็นต้น, และชาวยุโรป สนใจใน กวีนิพนธ์และเรื่องราว (stories นิยาย นิทาน นวนิยาย ฯลฯ) ทางศาสนาพุทธ ด้วย, ซึ่งมีแปลไว้มากมายเป็นภาษาในยุโรป โดยแปลเรื่องเก่า ๆ จากบางประเทศทางตะวัน- ออก. ดังนั้นท่านอาจจะใช้ โคลงกลอนไทยที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นวิถีทางอันเหมาะสมเพื่อ สอนธรรมะให้แก่เขาได้. ๔. การเรียนธรรมโดย ท่องบ่น หรือ ฟังการสวดมนต์บ่นท่อง เป็นสิ่งที่คนยุโรป ไม่คุ้นเลย และไม่ใช่วิธีที่ชาวยุโรปจะทำได้. ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเขาเกลียดการสวดมนต์ เพราะ คริสตศาสนิกชนชาวยุโรปก็ชอบท่องโศลก. อุปสรรคอยู่ที่ว่าเขามีความรู้น้อยทางบาลี และ ยากที่จะเรียนท่องบ่นในภาษาที่เขาไม่คุ้นเคย, แม้ข้อความเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่เป็นภาษายุโรป เอง (เช่นที่แปลมาจากภาษาตะวันออก ก็ยังไม่อาจใช้ร้องเพลงกันได้ในแบบสวดที่คุ้นอยู่แล้วนั้น หามิได้). ดังนั้น ถ้าจะให้เขามาเลียนแบบสวดมนต์อย่างไทย ๆ ก็เห็นจะไม่ได้ผลแน่. แต่คน ยุโรปบางคนก็อาจจะชอบให้ท่านสวดมนต์ให้เขาฟัง และบางทีก็อาจจะลองสวดมนต์กับท่านด้วย. ๕. บูชาและทาน แม้การใช้ ศีล เป็นหนทางปฏิบัติขั้นต้นเข้าสู่ธรรมะ ก็ไม่ใช่วิธีที่ชาว พุทธในยุโรปจะเข้าใจได้. คนไทยเข้าใจผิดเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ ในยุโรปนั้นเขาไม่มีความเข้าใจเรื่อง นี้เอาเสียเลย. คนตะวันตกที่ได้รับการศึกษาสูงไม่ชอบกฎพิธี และไม่ชอบการแสดงศรัทธา ปฏิบัติใด ๆ ในเรื่องเหล่านี้ (ศีลและทาน) ทั้งไม่มีความเข้าใจในความหมายของ ปัญญา เขา
น.193 ๑๘๗ คิดว่ามันเป็นเครื่องปิดบังเนื้อแท้ของพุทธธรรมเสียเปล่า ๆ. ตามปกติแล้วชาวยุโรปต้องการคำ แนะนำ ที่ปฏิบัติได้ ที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเขา มากกว่า และใช้สิ่งนั้นหรือใช้การแก้ ปัญหานั้น เป็นวิถีทางเข้าถึงการยกสถานะทางใจให้หลุดพ้นจากทุกข์. ถ้าท่านพยายามให้คุ้นเคย กับชีวิตประจำวันของเขาให้มาก ๆ ท่านก็จะทราบพร้อม ๆ กับเขาเหล่านั้นว่า จะใช้สิ่งใดเป็น วิถีทางเข้าถึงธรรมโดยใช้ปัญหาชีวิตประจำวันนั้นเอง มาแก้ปัญหาให้ถูกทางและเหมาะสม เพื่อนำไปสู่ธรรมะขั้นสูง จนถึงความหลุดพ้น. ๕ ข้อที่ห้า (เกี่ยวกับเรื่องของเรา) ก็คือคิดดูว่า มีโอกาสอะไรบ้างที่จะนำชาวยุโรป ให้ เข้าถึงแก่นพุทธธรรมที่แท้จริงได้ ตามวิธีที่ได้พิจารณามาแล้ว ๒-๓ อย่าง และในขบวนการ แห่งการดูดซึมรับพุทธธรรมโดยค่อยเป็นค่อยไป และการประสมประสานให้เข้ากับชีวิตและ วัฒนธรรมตะวันตก. ๑. ความต้องการอันลึกซึ้ง เพื่อมุ่งให้ลุถึง ความหลุดพ้นที่แท้จริงจากความทุกข์ นั้น จะพบได้ในคนยุโรปทั้งหลาย เหมือนกับที่มนุษย์ทุกคนทุกหนแห่งต้องการ. นี้เป็นหลักความจริง ตามธรรมชาติ เหมือนข้อที่ว่าความทุกข์เป็นผลตามธรรมชาติ อันเกิดจากความเป็นอยู่ที่ไม่น่า พอใจของเรานั้นเอง. แต่ในยุโรปเหมือนกับในประเทศอื่น ๆ ที่มีอารยธรรมตะวันตก ความ ปรารถนาที่จะหลุดพ้นนั้นถูกปิดบังเสีย ภายใต้ความเพลิดเพลินทางวัตถุ ซึ่งมีอยู่มากมายก่าย กอง เป็นการชดเชยกันกับความทุกข์, และในยุโรป คริสตศาสนายังมีชีวิตอยู่ ช่วยอำพราง ความต้องการที่แท้จริง ในการหลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ประเดี๋ยวประด๋าว โดยใช้ความคิด เรื่องสวรรค์ภายหลังความตายเข้ามาช่วยปะทะปะทังไปได้ชั่วครู่ชั่วยาม แลคนต้องการจะเข้า ถึงสวรรค์ให้ได้ ก็โดยการยืนหยัดรับความทุกข์เหมือนทนทานได้. ท่านอาจจะช่วยคนเหล่านั้น ให้ตระหนักในความจริงอันลึกซึ้ง ในเรื่องความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ เรื่องความจริงที่การ พ้นทุกข์มีอยู่จริง และเรื่องวิธีที่จะดับทุกข์หลุดพ้นได้จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่เพียงแต่ถูกปิดบังอยู่เสีย ภายใต้ความอยาก ความหลงยึดมั่นถือมั่น และความเห็นผิด ๆ เท่านั้นเอง. ท่านจะสามารถทำให้คนยุโรปเห็นด้วยได้เพียงไม่กี่คนนัก เพราะขนบประเพณีแบบ ยุโรป อันมีรากฐานเก่าแก่มั่นคงนั้น ทำให้ชาวยุโรปแม้ในสมัย "ปัจจุบัน" ยากที่จะเห็นความ จริงได้ โดยปราศจากความฟุ้งฝัน (คือลัทธิประเพณีต่าง ๆ ที่สืบทอดกันมา เช่นความหลงติด ในความเจริญในทางวัตถุหรือแม้แต่ความยึดถือในศิลปะในอำนาจ ฯลฯ ทำให้คนยุโรปยากที่จะ ตัดความฟุ้งฝันได้โดยเด็ดขาด จึงยากที่จะเห็นความจริงเรื่องทุกข์ และความดับทุกข์ได้-ผู้แปล).
น.194 ๑๘๘ ๒. คนยุโรปบางคนอาจสามารถเข้าใจ พุทธศาสนาบางแง่. กลุ่มหนึ่งพอใจกับสภาวะ อันสงบพอประมาณในชีวิต หรือขั้นที่หนึ่งแห่งความสุขอย่างสูงที่จะเข้าถึงได้ในการเพ่งสมาธิ ; อีกกลุ่มหนึ่งต้องการเข้าถึงสถานะแห่งจิตใจ ที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก โดยการสมาทานศีล และ พยายามกระทำดี หรือมีเมตตากรุณาอันเป็นความรักสากลแก่สรรพสัตว์ ; กลุ่มที่สามารถเข้าใจ ได้ตามความคิดของคนยุโรป ถึงเรื่องความไม่เที่ยงแท้ถาวร และความฟุ้งฝันของ "ตัวตน" และ "ของตน" ว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์. ขั้นต้น ๆ เหล่านี้ของสมาธิศีลและปัญญาที่คนยุโรปปฏิบัติประสบ มาแล้ว แม้จะยังเป็นคริสตศาสนิกชนก็ตาม ท่านควรนำมาใช้เป็นแนวทางในตัวเขา เพื่อให้เขา เข้าถึงพุทธธรรมได้อย่างสมบูรณ์. ๓. จะมีปัญหาข้อหนึ่งสำหรับท่าน ก็คือพวกคนยุโรปที่ต้องการจะใช้สมาธิเป็นประโยชน์ อย่างอื่น มิใช่เพื่อการปฏิบัติธรรม เช่น เพื่อ ความเจริญทางฝ่ายปฏิบัตินิยม ๑ ในเรื่องราว เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เขาต้องการเพ่งจิตให้เกิดสมาธิแน่วแน่ ก็เพื่อจะได้รับผลสำเร็จในการ ต่อสู้ทางโลก หลังจากที่ได้เข้าถึงพลังจิตอย่างใหม่โดยสมาธิแล้ว เขาจะใช้ท่านเป็นผู้แนะนำ เพื่อให้เขาได้เจริญก้าวหน้า ในการกระทำต่าง ๆ ทางอารมณ์ เท่านั้นเอง. หรือชาวยุโรปที่ต้องการจะรักษาตัวให้หาย จากโรคประสาท จากความยุ่งยากทางจิต และความยุ่งเหยิงทางใจ โดยใช้สมาธิเป็นเครื่องรักษา เขาจะใช้ประโยชน์จากท่านเสมือนท่าน เป็นจิตแพทย์ ที่จะเยียวยารักษาโรคจิตให้แก่เขา. คนอื่น ๆ อาจต้องการคำแนะนำจากท่าน ในเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว. ท่านเป็นพระ (ตามความคิดของเขาคือพระ) ในฐานะ หลวงพ่อผู้ฟังคำสารภาพบาป, ยิ่งกว่านั้นบางคนอาจ หวังให้ท่านแนะนำให้ในเรื่อง การกระทำต่าง ๆ ทางจิตฝ่ายคาถาอาคมขลัง เช่น การติดต่อ กับผี เป็นต้น. คนยุโรปเหล่านี้ เข้าใจหน้าที่ของท่านในฐานะสาวกแห่งพุทธธรรมไขว้เขวไป เขาไม่ เข้าใจหน้าที่ของครูผู้สอนสมาธิภาวนา. และท่านควรพยายามเปิดตาของคนเหล่านั้น โดยการ สอนพุทธธรรมที่แท้จริง. ๖ หลังจากที่เราได้ตรวจดู ความมุ่งหวังต่าง ๆ ของยุโรป ที่น่าจะมี ในพระตะวันออก ดังกล่าวมาแล้วนี้, ท้ายที่สุดก็ควรจะคิดดูถึง ปัญหาสำคัญ ๆ ของคนยุโรปและความทุกข์ยาก ลำบากของเขา และหนทางที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นโดยพุทธธรรม ที่ท่านกำลังจะสอนเขา. ๑. ลัทธิปฏิบัตินิยม (pragmatism) นั้นถือเอาการปฏิบัติได้นำหน้าความคิดหรืออุดมคติ จึงอยู่ข้างจะเอนเอียงไปทางวัตถุนิยม เพราะความคิดถูกจำกัดแคบอยู่แค่นั้น -ผู้แปล.
น.195 ๑๘๙ ๑. อุปสรรคประการแรกแบบยุโรปก็คือ การที่เขาเหล่านั้นมีเอกัตภาพมาก มีตนเป็น ใหญ่เป็นศูนย์กลาง และมีตนขึ้นหน้าคืออยู่ข้างจะคิดว่าตนวิเศษ (egocentric and egoistic individualism) ถ้าหากจะนำแม้เพียงข้อสังเขปคร่าว ๆ โดยเฉพาะในเรื่องนี้มาแสดงให้ท่านดู ว่าจิตใจคนยุโรปได้พัฒนามาอย่างไร ในระยะสองสามร้อยปีมานี้ ก็คงจะต้องใช้เวลานับเป็น ชั่วโมง ๆ และถ้าจะให้ท่านเข้าใจแม้เพียงความทุกข์สำคัญ ๆ ซึ่งมีรากเหง้ามาจากเอกัตภาพ ชนิดนี้ ก็คงจะเสียเวลามากนับเป็นชั่วโมง ๆ เช่นเดียวกัน ความเข้าใจอันลึกซึ้งในความหมาย ที่แท้จริงของ อนัตตา จะเป็นการแก้ปัญหานี้ได้ ฉะนั้นท่านจึงควรช่วยคนยุโรปให้เห็นว่าแท้ ที่จริงแล้ว ไม่มี "ฉัน" หรือ "ของฉัน" ที่จะเอาไปทำให้เกิดเอกัตภาพอะไรขึ้นมาได้เลย. ๒. เหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่งของความทุกข์ ก็คือความเชื่อของคนยุโรปในการที่จะได้มี อนาคตที่ดียิ่งขึ้นไปอีก หรือได้รับการชดเชยอย่างสมบูรณ์ ในสถานะอันมีชีวิตที่เป็นสุขยิ่ง. คริสตศาสนิกชนเชื่อใน สวรรค์ หลังจากที่ตายไปแล้ว ซึ่งจะเข้าถึงได้โดยมีชีวิตที่ทำให้พระเจ้า พอพระทัย. พวกนักวัตถุนิยมเชื่อใน ความเพลิดเพลินในโลกนี้ ซึ่งเข้าถึงได้โดยการใช้วัตถุ ต่าง ๆ ให้ถูกต้อง รวมทั้งการใช้พลังทางจิตทางสมอง การใช้อำนาจ และความเชี่ยวชาญ ต่าง ๆ. ในทั้งสองอย่างนี้ ที่ต่างกันในความพยายามต่อสู้เพื่อความสุขในอนาคต. คนก็ยิ่งมีทุกข์ โน่นทุกข์นี่, เพราะต้องการอนาคตที่ดียิ่งขึ้นไปอย่างฟุ้งฝันบรรเจิด. ฉะนั้นขอจงแสดงให้คนยุโรป เหล่านั้นเห็นความไม่เที่ยง ไม่คงที่ถาวร และเห็นรากเหง้าแห่งโครงสร้างอันไม่เพียงพอแก่สภาพ ชีวิตทุกชีวิต. ท่านอาจช่วยเขาเหล่านั้นให้เรียนรู้ ในการที่ไม่เข้าไปยึดติด ในสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ เหล่านั้น ในกระแสแห่งปรากฏการณ์อันไหลเชี่ยวเรื่อยไปนี้. โดยวิธีนี้ เขาเหล่านั้นจะได้รับการ รักษาให้หายจากโรคหลงยึดถือความสุขในอนาคต ซึ่งคอยกีดขวางเขาไว้ ไม่ให้บรรลุถึงสภาพ จิตเดิมว่าง ซึ่งปราศจากความทุกข์ได้จริง ในที่นี้และในปัจจุบันนี้. ๓. เหตุข้อที่สาม ในเรื่องทุกข์ของคนยุโรป โดยเฉพาะได้แก่ โครงสร้างชีวิตอันยิ่งใหญ่ ด้วยปัญญา และการทำเทียม. คนยุโรป ไม่เพียงแต่เจริญในทางความคิดด้วยสมอง อย่าง ล้นเหลือเป็นคน ๆ ไปเท่านั้น แต่ยังทำจิตใจของตนให้ยุ่งยากซับซ้อนด้วยความคิดด้านปัญญา ปรุงแต่ง กอร์ปด้วยการคิดหาเหตุผลอีกมากมาย ทั้งฝ่ายนามธรรมไม่มีรูป (abstract) และฝ่าย ความคิดเห็นทางวิญญาณ หรือจิตใจ (spiritual ideas). โครงสร้างทางสังคมที่จัดกันขึ้นมา ก็ ยุ่งยากซับซ้อน, และการจัดการฝ่ายเทคนิควิชาการต่าง ๆ ก็ยุ่งยาก, ความทุกข์ต่าง ๆ นานา จึงเกิดขึ้นเป็นผลตามธรรมชาติ. เพราะสิ่งยิ่งใหญ่สารพันเหล่านี้ ไม่อาจกลับคืนมาสู่ความราบรื่น กลมกลืนได้อีก. แม้ตามลำพังตัวมันเอง หรือในพื้นฐานประสบการณ์แห่งชีวิตตามปกติวิสัย ภายใต้การตีความหมาย และการจัดการทำที่ยุ่งยากซับซ้อนกองพะเนินเทินทึกนี้, ชีวิตง่าย ๆ ตามธรรมชาติธรรมดา จึงถูกบดบังเสียมืดมิดไป อย่างเลี่ยงไม่พ้น และถูกปกปิดซ่อนเร้นจน มองไม่เห็น เหมือนร่อแร่ปางตาย.
น.196 ๑๙๐ ท่านอาจช่วยชาวยุโรป ให้ได้กลับคืนสู่ประสบการณ์ดั้งเดิมของมนุษย์ได้ โดยตระหนัก ในพุทธธรรมที่ปฏิบัติได้ ซึ่งเป็นธรรมชาติดั้งเดิมแท้จริงในตัวเอง โดยมิอาจถูกทำให้วิกลวิการ ไปได้โดยการสร้างสรรค์อันยุ่งยาก โดยการแปลความหมายชีวิตอย่างฟุ้งฝันเลอะเลือน และ โดยระบบแห่งความยึดถืออันซับซ้อนยุ่งยากนั้น. ขอให้ท่านทั้งหลายจงสำเร็จ ในการนำคนอื่นให้เข้าถึงพุทธธรรม ในยุโรปและในประเทศ อื่น ๆ ขอให้ท่านจงสำเร็จ ในวิถีทางของท่านในการปฏิบัติพุทธธรรมเทอญ. สุณีต ประภาสวัต -ผู้แปล
น.197 คำบรรยายของท่านปสาทิโกภิกขุ (เยอรมัน) บรรยายแก่ภิกษุธรรมทูต ท่านสหธรรมิกผู้มีเกียรติทั้งหลาย, ก่อนอื่นกระผมรู้สึกว่า กระผมจะต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า ในการกล่าวข้อความบางอย่าง ซึ่งจะต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา และกระผมหวังว่าท่านทุกคนจะเห็นด้วยกับกระผมในที่สุด ว่าการวิพากษ์วิจารณ์โดยยุติธรรมนั้น เป็นทางเร่งเร้าอย่างหนึ่งให้เกิดความคิดเพื่อให้สถาน- การณ์ดีขึ้น ในเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างจำเป็นที่จะต้องกระทำ. ตามความหมายแรกเริ่มเดิมทีนั้น แน่นอนทีเดียว ภิกขุทุกองค์ควรจะเป็นธรรมทูตภิกขุ, หน้าที่โดยเฉพาะของภิกขุก็คือ สละอุทิศ (ชีวิต) แล้วอย่างสิ้นเชิง ในการที่จะเผยแผ่พุทธภาวะ แห่งธรรมะอันแจ่มแจ้งแล้วนั้น ให้ปรากฏประจักษ์แก่โลกอันยังทนทุกข์กันอยู่ เพื่อให้ได้ถึง ธรรมร่วมกัน. ผู้สื่อธรรมะที่แท้จริง ก็คือผู้ที่ได้ตระหนักในธรรมะแล้วโดยประจักษ์ ไม่ใช่โดย การศึกษาจากหนังสือ (สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงวิถีทางอย่างหนึ่ง ในวิธีอันเชี่ยวชาญหลายอย่าง ที่จะนำมาใช้ให้ถูกต้องได้ในขั้นเริ่มต้น) แต่การตระหนักในธรรมนั้น จะต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัว เป็นธรรมะตลอดหมดทั้งชีวิต. สิ่งที่ธรรมทูตภิกขุควรจะเป็น ตามความหมายอันเฉพาะเป็นพิเศษยิ่งขึ้นไปอีกก็คือภาวะ ดังที่มีในมัชฌิมนิกาย เรื่อง พระโอวาทแก่พระปุณณะ. พระรูปหนึ่งชื่อ ปุณณะ ตั้งใจจะไปยังแคว้นชาวสุนาปรันตระ อาณาจักรทางทิศตะวัน- ตก, พระพุทธเจ้าได้ทรงตักเตือนพระปุณณะ ถึงความดุร้ายของคนเหล่านั้น และเตือนให้เห็น
น.198 ๑๙๒ งานซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายนั้น. พระปุณณะ, อย่างไรก็ดี, เพื่อจะให้บรรลุถึงธรรมะโดยสมบูรณ์ เต็มที่ เต็มใจจะประสบกับสภาพต่าง ๆ อันเลวร้ายที่สุด แม้ถึงกับจะต้องสูญเสียชีวิตก็ตาม. โดย ความเร่งเร้าจากความบริสุทธิ์ใจอันมั่นคงเด็ดเดี่ยวแล้ว พระปุณณะก็เริ่มทำหน้าที่งานธรรมทูต ไม่นานนักท่านก็ได้บรรลุถึงเป้าหมายอันสูงสุดยิ่ง, และพร้อมกันนั้นเอง คนหนึ่งพันก็ได้กลาย เป็นผู้เดินตามรอยพระปุณณะด้วย ดังนี้ก็สมตามคำกล่าวตามความเป็นจริงที่ว่า "ผู้ที่ชนะตนเอง นั้นชนะคนทั้งหมด." เท่าที่กล่าวมาแล้ว เราพูดกันถึงสิ่งที่ควรทำในระดับสูงทางจิตใจหรือวิญญาณ. ต่อไปนี้ เราจะได้กล่าวถึง สิ่งอันควรกระทำในระดับต่ำกว่านั้นลงมามาก. แต่ถึงอย่างไร, แม้จะเป็น เรื่องการกระทำในระดับต่ำลงมาก็ตาม ก็ยังจำเป็นที่จะต้องกล่าวไว้ด้วยว่า ขันตีอันเป็นสิ่ง จำเป็นสำหรับงานอันหนักของธรรมทูตนั้น จะพึงมีได้จริง ก็ต่อเมื่อเราเพียรพยายามอย่างจริงจัง ที่จะให้มีความปรารถนาตั้งใจมั่นอันสูงส่งดังกล่าวข้างต้นนั้น อยู่ได้ตลอดเวลา. ความพยายามของธรรมทูตนั้น เริ่มมาจากพระมหาเมตตาคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ที่ทรงมีต่อมวลมนุษย์ ที่เป็นทุกข์ทรมานกันอยู่, ความจรรโลงใจอันลึกซึ้งนี้ ใน เวลาต่อมาได้ขยายขึ้นเป็นอุดมการณ์อย่างโพธิสัตว์. พระมหากรุณา ซึ่งเราจะต้องนึกถึงอยู่ใน ใจก็คือ ความเผยแผ่อันสูงส่ง ซึ่งกระผมเห็นควรจะเรียกว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อินเดีย. ภิกขุชาวอินเดียได้พยายามกระทำจริง ในอันที่จะเผยแผ่พุทธธรรมะไปทั่วดินแดนอัน เข้าใจกันว่าตลอดทั้งโลกในสมัยนั้น (สำหรับนักศึกษาที่เป็นเพียงนักประวัติศาสตร์ ก็จะเห็น ว่าความสำเร็จในการเผยแผ่ศาสนาครั้งนั้นเป็นผลดียิ่ง จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังคิดไม่ออก ว่าท่าน ทำได้เป็นผลดีเช่นนั้น ได้อย่างไร) แม้จะไม่คิดถึงการเผยแผ่แรกเริ่มของสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ก็ตาม ตามประวัติศาสตร์ ยังเห็นได้ว่าการเผยแผ่ธรรมะของสงฆ์อินเดียสมัยโบราณ เป็นไป อย่างแจ่มใสงดงาม และเป็นงานสร้างสรรค์จรรโลง ที่ประเดิมแรกเริ่มสืบมาจนถึงวาระสุดท้าย ที่พุทธศาสนาถูกกำจัดให้สูญสิ้นไปโดยอำนาจทางทหาร และกำลังอำนาจทางการเมืองที่ไม่ เกี่ยวกับธรรมะ. ท่านทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้วถึงกิจกรรมต่าง ๆ ของธรรมทูตที่เห็นการณ์ไกล เช่น พระเถระโมคคัลลีปุตตะติสสเถระ เป็นต้น ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศก ผู้ได้ ส่งภิกขุออกไปไกลถึงอีจิปต์และกรีก. ท่านทั้งหลายก็คงทราบดีอยู่แล้วถึงเรื่อง กุมารชีพ พระ อินเดียผู้กล้าหาญ ซึ่งไปตั้งหลักแหล่งในเอเซียกลางและในประเทศจีน ก็ได้แปลคัมภีร์ต่าง ๆ ออกเป็นภาษาจีน จากพระไตรปิฎกที่รับช่วงสืบกันมา. พระภิกขุนี้ เป็นเพียงพระภิกขุรูปหนึ่ง ในบรรดาภิกขุมากหลายจากอินเดีย จีนและธิเบต ซึ่งอุทิศชีวิตทั้งหมดแล้ว ให้แก่การเผยแผ่ ความรู้หรือธรรมะ อันยิ่งใหญ่แห่งพระเมตตาธรรม (พระพุทธเจ้า) ออกไป ให้ไพศาล ให้ได้ จริง และให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามกำลังของภิกขุแต่ละองค์. ในประเทศอินเดียเอง, ภิกขุ เช่น นาคารชุน และ อสงค์ ได้วิวัฒนาการคำสอนของพระพุทธเจ้า ออกไปเป็นระบบวิธีต่าง ๆ
น.199 ๑๙๓ อย่างฉลาดและเหมาะสม ซึ่งนอกเหนือจากลัทธิไชนะ และ ฮินดูแล้ว พุทธศาสนาในระบบแห่ง วิวัฒนาการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ยังคงอยู่สืบมา เป็นหลักปรัชญาทางวิญญาณของอินเดีย แม้จน ตราบเท่าทุกวันนี้. ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า โดยสรุปแล้ว สงฆ์อินเดียเป็นผู้นำฝ่ายคุณธรรมของสังคม สมัยนั้นอย่างแท้จริง. กล่าวโดยทั่วไปแล้ว สงฆ์ทั้งมวลในแหล่งต่าง ๆ ก็เป็นผู้นำฝ่ายคุณธรรม ในชุมชนนั้น ๆ เช่นในลังกา พม่า สยาม ฯลฯ. อย่างไรก็ดี โดยการที่ความคิดแบบตะวันตก ไหลเข้ามาโดยคิดมุ่งสู่สิ่งภายนอกเป็นเกณฑ์ และโดยการยอมพ่ายแพ้ยินยอมรับเอา ความเจริญ ก้าวหน้าแบบตะวันตก และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (เห็นไปว่าดีกว่าธรรมะ) ในที่ทุกหน ทุกแห่ง เช่นนี้ทำให้สงฆ์เริ่มเสื่อมลง. เนื่องจากฝ่ายนักศึกษาหรือนักปราชญ์ทางสงฆ์ ยอม พ่ายแพ้ถอยหนี ขาดความริเริ่มในการกระทำ ฯลฯ, โดยเหตุนั้นเอง กระผมจึงคิดว่า สาเหตุ สำคัญของความเสื่อมในสมัยปัจจุบันนี้ก็คือ การลาสึกจากสมณเพศ และชีวิตการเป็นพระ ก็ได้ กลายเป็นเพียงการกระทำผิวเผินอย่างชั่วคราวหรือขอไปที ซึ่งเราจะได้พูดถึงเรื่องนี้กันต่อไป. เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ, อิทธิพลฝ่ายตะวันตกนั้นมีทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ, ลักษณะเช่นนี้เอง จึงมีอิทธิพลถึงคณะสงฆ์. ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบสังคม ย่อมพอใจยินดีในโลกียวิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้ามาในรูปอันเป็นศิลปะอย่างที่สุด หรือเข้ามาเป็นแบบชีวิตสมัยใหม่ อย่างเชี่ยวชาญการสมาคม หรืออย่างรู้ดีทางโลก (sophisticated) สงฆ์โดยทั่วไป ในที่นี้กระผม ขอยกเว้นสงฆ์บางองค์ เป็นส่วนน้อย ที่เป็นนักบุญจริง ๆ และที่รู้จริง (enlightened) แม้ใน ศตวรรษปัจจุสมัยของเราเองนี้ ก็ดูเหมือนจะได้ถูกทำให้งงงวยไป. ในการกล่าวเช่นนี้มิได้หมาย ความว่า กระผมควรจะเห็นว่าสงฆ์ควรตัดขาดจากสมัยปัจจุบัน, แล้วตั้งหน้าตั้งตาแต่การปฏิบัติ และการอบรมต่าง ๆ อย่างมีเกียรตินั้นถ่ายเดียว มิใช่เช่นนั้น, สงฆ์ควรจะทำตนให้ทันสมัย และ รู้ทันเหตุการณ์ปัจจุบันด้วย ; การท่องบ่นพระปริตต์ จนเข้าใจได้คล่องหมด เพื่อจะได้สอบพระ- บาลีแบบเก่าได้นั้น, และทำอะไรอื่น ๆ ได้อีกมากมายนั้น, ก็หาเพียงพอไม่. สังคมสมัยปัจจุบัน นั้น มีปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา. สิ่งเหล่านี้ภิกขุควรจะมองเห็นในแง่ “ปรมัตถ์" หรือเพื่อหาทางรักษาเยียวยา, ภิกขุก็ควรจะมีการมองเห็นภายในอย่างแจ่มชัดทะลุถึงรากเหง้า หรือสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น. นั่นคือ ภิกขุจะต้องมองดูสังคมสมัยปัจจุบันให้ตลอดหมด (ให้ทะลุถึงราก) ทั้ง ๆ ที่มันมีวัตถุและจิตใจประกอบกันอยู่นั่นเอง. ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วถึงความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว, แม้ในสยาม ทุกวันนี้, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ. เมื่อพูดถึง "ความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว" ในเรื่องภายใน ของคณะสงฆ์แล้ว เราก็เว้นที่จะกล่าวถึงเสียมิได้ ถึงเรื่องการสึกจากสมณเพศ ซึ่งมีปรากฏอยู่ ในประเทศสยามนี้, เราทราบดีถึงผลได้และผลเสียของการสึกจากสมณะ, เนื่องจากคำบรรยาย นี้พูดกับพระธรรมทูตโดยตรง เราก็ควรจะเน้นในเรื่องผลเสียไว้ ณ ที่นี้ นอกจากในกรณีเร่ง
น.200 ๑๙๔ ด่วนทางวิญญาณ เป็นบางกรณีเท่านั้น, การลาสึกจากสมณะเพศแสดงให้เห็นความอ่อนแอลง เป็นอย่างยิ่งของคณะสงฆ์ กล่าวโดยทั่วๆ ไปแล้ว ระเบียบข้อบังคับเท่าที่เป็นอยู่ส่วนมากก็ได้ แก่ศีลเท่านั้น ในขั้นสมาธิก็ยังเรียกได้ว่าน้อยมาก และในขั้นปัญญาอย่างในสมัยก่อนนั้น ก็ดู จะไม่กระทำให้ถึงขั้นนั้นกันเสียแล้ว. ในปัจจุบันพระสงฆ์ผู้มีสมองดีที่สุดหลายองค์ ได้ลาสึก ออกไปเพื่อ "ศึกษาขั้นสูงขึ้นไปอีก," หรือไม่ก็บวชเพียงเพื่อปฏิบัติตามประเพณีชั่วคราวเท่านั้น. ถ้าจะแก้ปัญหากันให้ได้มั่นคงแล้ว ก็ควรจะตัดสินใจกันให้แน่นอนว่า ตนจะสามารถบวชเป็น พระ ใช้ชีวิตอย่างพระ ตามความหมายของคำว่าพระได้หรือไม่, ถ้าหากยังคิดกระอักกระอ่วน ใจอยู่ ระหว่างความเป็นพระและชีวิตฆราวาสละก็ ผลก็เป็นไปในรูปความล้าเรื่อยเฉื่อยผะอืด- ผะอมอยู่ทางวิญญาณ. ซึ่งถ้าหากตัดสินใจให้ตั้งมั่นว่า จะใช้แบบชีวิตแบบใดแบบหนึ่ง ในสอง แบบนี้ได้ ให้แน่นอนไปข้างหนึ่ง นั่นแหละจึงจะให้ได้ผลดีที่สุด. ส่วนเรื่องงาน และความรับผิดชอบ ต่าง ๆ ของพระธรรมทูต ซึ่งเป็นผู้แทนของสงฆ์ทั้งหมด และสอนธรรมะตามคำสอนของพระ- พุทธเจ้าแก่คนภายนอก กระผมก็หวังว่าท่านทั้งหลายจะเห็นด้วยกับกระผมว่า พระภิกษุที่เป็น ธรรมทูตนั้น ๆ ควรจะตั้งใจมั่น, ใช้ตนเองให้เข้ากับสิ่งที่จะต้องกระทำนั้นไปจนตลอดชีวิต หรือถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ควรจะรับทำงานนี้เสียเลยจะดีกว่า. ในการที่จะสอนธรรมะแก่ โลกนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นชีวิตที่รกรุงรังด้วยวัตถุนิยม ก็จำเป็นจะต้องใช้สงฆ์ ที่เป็นผู้นำของสังคม ในฝ่ายคุณธรรมอย่างแท้จริง และเป็นผู้ที่สามารถที่สุด และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพ- การณ์ได้ อย่างมีธรรมะและงดงาม. มันไม่เป็นการยากนัก ที่จะเห็นได้ว่า ถ้าปราศจากสงฆ์ ที่ทรงปัญญาคุณเป็นผู้นำสังคมได้เช่นนั้นแล้ว คณะสงฆ์ก็จะกลายเป็นเพียงระบอบประเพณี ที่ทำสืบ ๆ กันไป อย่างโครงกระดูกที่ไม่มีความหมายและจะเสื่อมถอยลงไปทุกทีจนสลายตัวไป (นี้พูดอย่างภาษาโลก ไม่ใช่ภาษาธรรม). ตามความเป็นจริงนั้นหากคณะสงฆ์เสื่อมลงไปเสีย แล้ว การปฏิบัติพุทธธรรมส่วนใหญ่ก็จะเสื่อมถอยตามลงไปด้วย ไม่ว่าทางฝ่ายบ้านเมืองจะ พยายามค้ำจุน และไม่ว่าจะเป็นแบบประเพณีอันโอ่อ่าอย่างใด คอยปะคอยชุนให้หรือคอยขัดเงา ระดับผิว ๆ ให้สักเท่าใดก็ตามที. ขอให้เราช่วยกันคิดดู ถึงการที่จะแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้น, ในเรื่องงานธรรมทูตนั้น ความปรารถนาเสียสละอุทิศโดยตั้งใจจริงแท้ และการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เป็นสิ่งที่จะต้อง กระทำให้แน่วแน่จริงดังกล่าวแล้ว, เพื่อให้การตัดสินนี้เข้มแข็ง และเพื่อให้ได้พลังเพียงพอ ไว้ ใช้ในการฝึกฝนอบรมอันยากลำบากสูงชันนี้ ท่านก็จะต้องหาประโยชน์ให้ได้เต็มสมบูรณ์ ใน สัปดาห์แห่งการฝึกฝนอบรมนี้ ด้วยการ "ปฏิบัติ" ดังที่ท่านจะได้ปฏิบัติในวันแห่งการฝึกฝน อบรมนี้ เริ่มด้วยการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ต่อไปก็มีระยะเวลาประจำ ให้ ได้ฝึกฝนอย่างจริงจังในป่า ตามโคนไม้ ในเรือนว่างเหมือนอย่างในสมัยพุทธกาล. ในการตระเตรียมบางอย่าง ทางฝ่ายทฤษฎีเพื่องานธรรมทูตนั้น, กระผมอยากจะให้ท่าน
น.201 ๑๙๕ เหลือบมองดูหลักสูตร ในการอบรมผู้สอนศาสนาฝ่ายคริสต์ดูบ้าง, เพื่อให้ได้สมตามวัตถุประสงค์ ของเราฝ่ายพุทธที่จะได้ปฏิบัติกันได้จริง. การอบรมฝ่ายคริสต์นั้น ก็ได้แก่ เช่น การอบรมที่ วัดวาติกันเป็นต้น ทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า โรงเรียนหรือวิทยาลัย ของฝ่ายสอนศาสนาคริสต์ ในประเทศไทยนั้น ได้รับความนิยมว่ารวมอยู่ในจำพวกสถานศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศ มีนัก ศึกษาที่เป็นพุทธศาสนิกชนไปเข้าเล่าเรียนกันมากมาย และ ถ้าเราเห็นว่าใครมีวิธีการอย่างไร เราก็ควรจะรับรู้เอาไว้ในวิธีการที่เขารู้ดีกว่า โดยมีเหตุผลและมีความเต็มใจที่จะเรียนรู้จาก เขาบ้าง เพื่อว่าเราจะได้ประสบความสำเร็จดีได้เช่นนั้นบ้าง. ต่อไปนี้เป็นโครงร่างคร่าว ๆ ใน สิ่งที่เป็นกิจกรรมต่าง ๆ ของฝ่ายมิชชันคัทธอลิค : ก. ผู้ที่จะเป็นนักสอนศาสนาคริสต์ จะต้องสละอุทิศชีวิตของตนทั้งหมดให้แก่การเผยแผ่ ศรัทธาความเชื่อของตน, ข. แล้วก็จะมีการตัดสินว่าเขาจะถูกส่งไปที่ไหน เช่นไปประเทศไทย, ค. ฝ่ายวัดวาติกันจะจัดโปรแกรมให้อย่างเต็มโครงการ ในเรื่องเทววิทยา, ปรัชญา, จิตวิทยา, และการศึกษาภาษา (พูดได้ว่า แทบจะไม่มีภาษาไหนเลยในโลก ซึ่งหาครูสอนไม่ได้) ครูที่สอนได้ดีที่สุด (ครูชั้นที่หนึ่ง) จากมหาวิทยาลัยระดับมาตรฐานที่ดีที่สุดนั้น ก็หาได้จาก พวกพระนั้นเอง, ง. เมื่อถึงประเทศไทยแล้ว ผู้เผยแผ่ศาสนาเหล่านี้ ก็รู้เรื่องเมืองไทยมาแล้วเป็นอย่างดี เรื่องคนไทย, เรื่องจิตใจ, ตลอดหมดทั้งในแง่ที่เข้มแข็งและในจุดอ่อนต่าง ๆ, เรื่องภาษา, ประ- เพณี, การปฏิบัติในศาสนา ฯลฯ, จ. ตามปกติเขาจะเริ่มสอนวิชาทางโลกก่อน "ศีลธรรม" เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษา ในเวลาเดียวกัน เขาก็จะกระทำหน้าที่ของเขาอย่างพระ เขาจะรวบรวมสาระเนื้อหาต่าง ๆ เรื่อง ประเทศไทย หรือเรื่องที่มีในประเทศไทย เพื่อจัดพิมพ์ขึ้นในกรุงโรม (เช่นตีพิมพ์เป็นงานค้นคว้า หรือเป็นเอกสารวิชาการ) หรือตีพิมพ์ขึ้นในประเทศไทยเอง เพื่อเผยแพร่ศรัทธาความเชื่อของ เขา, ฉ. เขาจะใช้ชีวิตส่วนมากในประเทศไทย เพื่อจะได้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่จริง ๆ ให้ได้ผลดี, ช. ในระหว่างหยุดพักเป็นครั้งคราว ก็จะได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอน และไป กรุงโรม เพื่อรายงานและให้ข้อเท็จจริง และให้คำสั่งสอนแก่ผู้อื่นที่จะมาเป็นนักสอนศาสนา อย่างเขาบ้าง ในเวลาต่อไป. ท่านคิดบ้างไหมว่า หัวข้อต่าง ๆ เหล่านี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมทูตภิกขุควรจะคิดและทำดู บ้าง? เราจะต้องยอมรับว่า ความสำเร็จของนักสอนศาสนาคริสต์นั้น เป็นสิ่งที่น่าดูมิใช่น้อยเลย แต่เขาก็จะต้องเข้าใจกันให้ดีว่า วิธีการของธรรมทูตภิกขุไม่อาจจะเหมือนของบาทหลวงได้ และ
น.202 จะต้องไม่เหมือนของบาทหลวงเสียทีเดียว เมื่อกล่าวถึงข้อนี้ โดยเฉพาะแล้วก็จำเป็นว่า ภิกขุ ทั้งหลายจะพึงปฏิบัติให้ได้ปริญญาเอก (Ph. D.) และหลักสูตรปริญญาเอก (หรือดุษฎีบัณฑิต) ของภิกษุทั้งหลายก็คือการปฏิบัติกัมมัฏฐาน และเมื่อไปต่างประเทศแล้วก็จะไม่สอนวิชาทางโลก แต่จะสอนวิปัสสนาสมาธิ. เป็นการตั้งต้นที่ดียิ่ง ที่คณะแรกของพระธรรมทูตนี้ มารับการฝึกฝนอบรมอันจำเป็นนี้ ทีเดียวพร้อมกันทั้งคณะ, อย่างไรก็ดี การอบรมนี้เป็นเพียงการตั้งต้นเท่านั้น และการฝึกฝนอบรม ควรจะดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน, หลังจากนั้นก็ควรจะทำให้ลึกซึ้งขึ้นและทำให้แก่สุกได้ที่ดี โดยการอยู่ในต่างประเทศให้หลายปีที่สุด ที่จะทำได้, ในการขยายโครงการธรรมทูต ก็ควร จะได้มีการศึกษาภาษาฮินดี และเยอรมันด้วย ควบคู่กันกับการเรียนภาษา ก็ควรจะเป็นการ ศึกษาโดยตรง ในเรื่องจิตใจของคน และเรื่องวัฒนธรรมของคนเหล่านั้นไว้เป็นพื้นความรู้ (คน เหล่านั้น หมายถึงประชากรชาตินั้น ๆ ที่ธรรมทูตผู้นั้นจะไปเผยแผ่ธรรมะ เช่นถ้าไปอเมริกา ก็ควรมี ความรู้เรื่องวัฒนธรรมของชนชาติอเมริกัน เป็นต้น) สิ่งที่สำคัญในที่นี้ก็คือ ภิกขุจะต้อง มีจิตใจอันตื่นตัวอยู่เสมอในการที่จะคอยถามปัญหา และมีความเฉียบแหลมคล่องแคล่วอยู่เสมอ ในการที่จะคอยสังเกตและเรียนรู้ จนกระทั่งสามารถเข้าถึงคนเหล่านั้น ผู้ซึ่งเหมาะสมที่จะรับ ของขวัญอันมีค่าที่สุด คือธรรมะ ในที่สุดนี้แต่ไม่ใช่น้อยที่สุด ขออวยพรให้ท่านประสบสิ่งที่ดีที่สุด ขอให้เราเตือนตนเอง ไว้ว่า การสอนธรรมะเป็นหนทางอย่างหนึ่งในหลายวิถีทาง ที่จะทำให้เราเองตระหนักถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่น้อยไปกว่าการเห็นแจ่มแจ้งภายใน อันสูงสุด สุณีต ประภาสวัต - ผู้แปล
น.203 วามต้องการพุทธศาสนาในอเมริกา แปลจากคำบรรยายของ Dr. Kilby, เรื่อง The Need for Buddhism in the United States ที่พูดนี้จะแบ่งเป็นสองส่วน ๑. ความสนใจและความต้องการพุทธศาสนา ๒. ปัญหาที่เป็นอยู่และข้อเสนอแนะ ความสนใจและความต้องการพุทธศาสนา คนอเมริกันจำนวนมากจะสนใจในพุทธศาสนา ประจักษ์พยาน ในเรื่องนี้ก็คือ : ก. คนอเมริกันได้แสดงความสนใจในพุทธศาสนาแบบเซ็น. ข. เริ่มมีการก่อตั้งชมรมศึกษาพุทธธรรม และเริ่มมีการก่อตั้งสมาคมต่าง ๆ ทางพุทธ- ศาสนาขึ้นแล้ว. ค. คนอเมริกันสนใจในวิธีการต่าง ๆ ในการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน. ท่าน (ที่จะไปเป็นธรรมทูต) หวังได้ว่าจะได้รับการต้อนรับด้วยความสนใจมาก และ จะได้รับการต้อนรับอย่างเป็นมิตร แต่คำถามที่ควรจะถาม (ก่อนอื่น) ก็คือว่า "พุทธศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างแท้จริงสำหรับคนที่นั่น จริงหรือ?” คำตอบก็ต้องตอบว่า "ครับ" โดยเหตุผลดังต่อไปนี้ ก. คริสตศาสนากำลังสูญเสียอิทธิพลไป ในชีวิตประจำวัน ของคนเหล่านั้น แม้ว่าคน ทั้งหลายจะยังคงไปวัด และเป็นคริสตศาสนิกชนก็ตาม. ข. คนเป็นจำนวนมากกำลังมองหาหนทางแห่งชีวิต มองหาสัจจธรรม, หรือศาสนา ศาสนาคริสต์ก็ไม่ทำให้คนเหล่านั้นเลื่อมใสได้.
น.204 ๑๙๘ ค. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีการศึกษา, ไม่ได้รับความพอใจในคริสตศาสนา, เพราะ คริสตศาสนา ขอให้คนเชื่อในสิ่งที่ยากจะเชื่อได้, เช่นเรื่องปาฏิหาริย์, เรื่องการกำเนิดพระเยซู จากสตรีที่ไม่เคยสมรส, เรื่องที่ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า หรือเป็นบุตรของพระเจ้า และเป็นเพียง พระบุตรองค์เดียวเท่านั้นของพระเจ้า ที่จะอุบัติขึ้นในโลกนี้ได้, แต่พุทธศาสนาไม่ได้ขอให้ท่าน เชื่อสิ่งทำนองนี้เลยแม้แต่น้อย พุทธธรรมเป็นสิ่งที่คงทนสม่ำเสมอเข้ากันได้ดี กับความรู้ทาง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่, และคงทนสม่ำเสมอ สามารถตอบข้อสงสัยตามความคิดของคนได้ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่มีเหตุผลหรือเป็นศาสนาที่ "เป็นเหตุเป็นผล" และแม้กระนั้นก็ยังมี อุดมการณ์อันสูงส่งยิ่งในทางจริยธรรมอยู่อย่างพร้อมมูล ทั้งยังมีคำตอบได้จริงในปัญหาสำคัญ ต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่จะนำคนเข้าสู่ศาสนา (หรือเข้าถึงธรรมะ) และพุทธศาสนายังมุ่งตรงถึง ใจฝ่ายธรรมารมณ์ อันสูงส่งที่สุดแห่งคุณธรรมตามธรรมชาติของมนุษย์. ง. สิ่งที่ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการที่จะต้องมีพุทธศาสนาก็คือ การโจรกรรม, การทำ ร้ายสตรี ทางกามารมณ์ การมึนเมา การหลงยึดถือวัตถุนิยม ความทุกข์ใจและการฆ่าตัวตาย ความทุกข์อันเกิดจากโรคประสาท ความยึดถือตัวกูเป็นใหญ่ ความกลัวต่อความชราและความ กลัวความตาย ทัศนคติผิด ๆ ในเรื่องเพศ ความเย่อหยิ่งมีอัสมิมานะและความหลงละเมอในสิ่ง มายา ความหึงหวงระแวงแคลงใจ และความอิจฉาริษยา จึงเป็นอันแน่นอนว่า คำสอนแห่ง พุทธะและทางดำเนินแห่งชีวิตตามหลักพุทธศาสนาเป็นสิ่งจำเป็น. ปัญหาที่เป็นอยู่และข้อเสนอแนะ ๑. ในปีต่อ ๆ ไปข้างหน้านี้ กิจกรรมส่วนมากของท่านก็คงจะเป็นเรื่อง "พูดถึงเรื่อง ราวของพุทธศาสนา" ฉะนั้นจงเตรียมตัวไว้ให้รอบรู้โดยละเอียดในเรื่องประวัติพุทธศาสนา โดย เฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าเอง และเตรียมตัวไว้พูดหรือปาฐกถาเรื่องพุทธ- ศาสนาได้ คนอเมริกันส่วนมากจะไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย และการบรรยายของท่านก็ไม่ควรจะ แห้งแล้ง เป็นรายงานประวัติศาสตร์แต่อย่างเดียว แต่ควรจะแสดงให้เห็นคุณธรรมของพระ- พุทธเจ้าและคำสอนของพระองค์ด้วย มุ่งให้ผู้ฟังซาบซึ้งสนใจในพุทธธรรม. ๒. หาความรู้ใส่ตัวไว้ในเรื่องประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนา ไม่ใช่แต่ในฝ่ายเถรวาท แต่อย่างเดียว คำถามต่าง ๆ ที่จะมีคนถามนั้น ผู้ตอบจะต้องมีความรู้กว้างขวางจึงจะตอบได้. ๓. ข้าพเจ้าขอแนะนำไว้ด้วยว่า ขอให้ท่านนำคนเข้าสู่ธรรมะ โดยวิธีการอันเสรีและ กว้างขวาง ในเรื่องลัทธินิกายต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา ซึ่งในปัจจุบันได้แก่ทั้งเถรวาทและมหายาน คนต่างคนก็จำจะต้องได้สิ่งต่างกันจากศาสนา (ลางเนื้อชอบลางยา) บางคนต้องการแนะนำ,
น.205 ๑๙๙ พาไปสู่ความสว่างด้วยปัญญา (enlightenment) และแต่ละคนก็เลือกแนวทางของตนเองใน พุทธศาสนา. ๔. จงช่วยคนให้ได้ใช้พุทธศาสนา ให้เข้ากับปัญหาที่เขาประสบอยู่จริง ๆ และช่วยแก้ ปัญหาในชีวิต. ๕. จงศึกษาเรื่องวิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักพุทธศาสนา และฝึกให้ได้เป็นครูได้ใน การทำสมาธิวิปัสสนา (ที่อเมริกา) จะมีคนหลายคนขอให้ช่วยแนะนำในการฝึกสมาธิวิปัสสนา. ๖. คนอเมริกันจะถามว่า "พุทธศาสนิกชนเชื่อในพระเจ้าหรือเปล่า?" หรือถามว่า "พุทธศาสนิกชนมีความเชื่ออย่างไร?” เช่นนี้เป็นคำถามที่มีเหตุผลที่คริสตศาสนิกชนชอบที่ จะถาม เพราะคริสตศาสนิกชนเห็นว่า เรื่องความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่คนที่ถามเช่นนี้ (บางที) ก็อาจไม่ใช่คริสตศาสนิกชนเสมอไป ที่ข้าพเจ้ายกตัวอย่างคำถามเช่นนี้ขึ้น ก็เพราะ อยากให้ท่านเรียนรู้เอาไว้ และมองเห็นลักษณะปัญหาและคำถามตามความนึกคิดของคนอเมริกัน ได้. ๗. จงพยายามเป็นพิเศษ เพื่อหาทางไปเยี่ยมโรงเรียน, วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ เพื่อสื่อธรรมะให้นักศึกษาทราบ และเพื่อจัดตั้งชมรมศึกษาธรรมะขึ้น นักศึกษาเหล่า นั้นกำลังต้องการความรู้จากท่าน จะยินดีรับความรู้และจะช่วยเหลือเผยแผ่คำสอน (แห่งพุทธ- ธรรม). ๘. คนอเมริกันเคยชินในการเข้าร่วมกับองค์การต่าง ๆ และคนอเมริกันหลายคนก็อาจ จะถามท่านว่า เขาจะต้องทำอย่างไรบ้าง ในการที่จะเข้าร่วมกับพุทธศาสนา ฉะนั้นท่านก็ควร จะมีโครงการบางอย่างไว้เพื่อจัดตั้งองค์การและจัดหาสมาชิก. ๙. จะมีคนเอกชนหลายคนและมีองค์การหลายองค์การที่จะช่วยท่าน ถ้าเขาทราบว่า ท่านอยู่ที่นั่น. จงอย่าละโอกาสที่จะแสดงตนและทำความคุ้นเคย (กับใคร ๆ) และบอกให้คน ที่นั่นทราบว่าท่านอยู่ที่นั่น จงใส่ชื่อ "วัด" (ในที่นี้หมายถึงศาสนา หรือลัทธินิกายอันควรจะ เลื่อมใสใช้เป็นที่พึ่งได้ มิได้หมายถึงวัดที่เป็นวัตถุ -ผู้แปล) ของท่านไว้ในสมุดโทรศัพท์ จงเริ่ม ทำสงครามแห่งศานติหรือทำวิปัสสนากัมมัฏฐานทันที ไม่ว่าท่านจะเล็กแค่ไหนก็ตาม พระที่เป็น คริสต์บางองค์และพระยิวบางองค์ก็เต็มใจกระตือรือร้นที่จะช่วยท่าน. นิกายหนึ่งเรียกว่า ยูนิต- แทเรียน (Unitarian) สอนศาสนาทุกศาสนาหมด ดังนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกของนิกายนี้ ก็จะช่วยท่านได้เป็นอย่างดี. สุณีต ประภาสวัต - ผู้แปล
น.206 รายนามผู้ร่วมสมทบพิมพ์ เจ้าชื่น สิโรรส ๑๐,๐๐๐ บาท พญ.ดวงเดือน คงศักดิ์ ๑๐,๐๐๐ บาท คุณยายเซ็ง คุณากร ๑๐,๐๐๐ บาท คุณมาลี เจริญกร ๑๐,๐๐๐ บาท คุณผกาศรี เล็กสกุลชัย ๑๐,๐๐๐ บาท คุณสมยุทธ ประดิษฐ์รุ่งวัฒนา ๒,๐๐๐ บาท คุณเพเล่, คุณนิภา, ด.ช.อเล็กซานเดอร์ อีริคเซ่น ๒,๐๐๐ บาท คุณพันธ์ศรี พูนทองดี ๑,๐๐๐ บาท คุณจริยา เหลืองรังสรรค์ ๑,๐๐๐ บาท คุณอุดมพร หล่อกิติยะกุล และครอบครัว ๑,๐๐๐ บาท คุณวิมลศรี ศิริธารกุล ๕๐๐ บาท คุณวิภาดา เหล่ากุลดิลก และครอบครัว ๕๐๐ บาท คุณสังวาลย์ รัสมูสเซ่น ๕๐๐ บาท คุณเทียมใจ ยอร์เกนเซ่น ๕๐๐ บาท คุณวิรัช, คุณพรวดี ตันติกรพรรณ ๕๐๐ บาท คุณเตียวฮก แซ่เฮง, นางป้วยจือ แซ่จิว ๕๐๐ บาท คุณเพลินพิศ นวาระสุจิตร ๕๐๐ บาท คุณอาจารี พรหมธน ๕๐๐ บาท คุณสอาด, คุณอมรรัตน์ พนารังสรรค์ ๔๐๐ บาท คุณวัลภา เลขวนิชย์กุล ๒๐๐ บาท คุณภากร สุนทรรังษี ๒๐๐ บาท คุณปิยวรรณ ศุภวานิช ๒๐๐ บาท คุณเป็กซิม แซ่ยัง ๒๐๐ บาท คุณอุนสี แซ่ฮิ้ม ๒๐๐ บาท คุณผ่องศรี เจยาเสนานนท์ ๒๐๐ บาท พญ.ขนิษฐา ประเสริฐผล และครอบครัว ๒๐๐ บาท คุณจินตนา ปิยะกุลวรศักดิ์ และครอบครัว ๑๐๐ บาท คุณวิภาวี ศรีวัฒนะ ๑๐๐ บาท คุณทองหล่อ ฮะยิ้ม ๑๐๐ บาท
น.207 พระธรรมทูต คือ ผู้ประกาศศาสนา หรือประกาศพรหมจรรย์ นำความจริง และแบบอย่างชีวิตอันประเสริฐไปแสดงแก่ชาวโลก ทั้งโดยการ "บอกให้จำ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น และเย็นให้สัมผัส" จึงต้องมีคุณสมบัติพร้อมด้วยวิชชา (ความรู้) และ จรณะ (การประพฤติปฏิบัติ) นอกจากนั้นยังต้องสามารถในการสอนและเข้าใจพื้นจิต ภูมิธรรม และวัฒนธรรมของผู้รับอย่างดีอีกด้วย การอบรมพระธรรมทูตไปเผยแผ่พุทธธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมความ พร้อมและปรับปรุงคุณภาพของผู้ทำงานอันสำคัญยิ่งนี้ การอบรมนี้จึงมีทั้งหลักการที่ จำเป็นในงานพระธรรมทูต หลักปฏิบัติอานาปานสติ ตลอดจนการปฏิบัติธุดงควัตรอย่าง เข้มข้น นับเป็นการอบรมที่น่าสนใจนำมาประยุกติใช้ แม้ในการสร้างบุคลากรทางศาสนา ในปัจจุบันนี้.
Buddhadasa