Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๒๘ — ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบริขารบางอย่าง และหารือเรื่องทำวัตรสวดมนต์

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.8 สารบาญ คำบรรยายเบ็ดเตล็ด • ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับบริขารบางอย่าง และหารือเรื่อง ทำวัตร สวดมนต์ ๑๖๗ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกำหนดเวลาอบรม ๑๗๐ เกี่ยวกับธุดงค์ เกี่ยวกับการปฏิบัติวัตรต่าง ๆ ๑๗๒ หารือเรื่องทำวัตร สวดมนต์ ๑๗๓ คำแปลคำบรรยาย "ความมุ่งหวังของคนยุโรป ในธรรมทูตภิกษุ จากภาคตะวันออกไกล" ของ สิริจนฺโทภิกขุ ๑๗๕ คำแปลคำบรรยายแก่ภิกษุธรรมทูต ของ ปสาทิโกภิกขุ ๑๙๑ คำแปลคำบรรยาย "ความต้องการพุทธศาสนาในอเมริกา" ของ ดร.กิลบี ๑๙๗

น.9 ในสวนโมกขพลาราม พ.ศ. ๒๕๑๐ คำกล่าวเปิดการอบรม ของ พระราชชัยกวี ผู้ให้การอบรม ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ที่เป็นทั้งเพื่อนสพรหมจารี และเพื่อนธรรมทูต ผมขอร้องให้ทุกท่านมาประชุมกันที่นี่ ในเวลานี้, ถือเป็นเสมือนหนึ่งทำการเปิดอบรม, ที่กำหนดไว้ว่าจะมีในสถานที่นี้โดยเฉพาะ, คือการอบรมความรู้อันเกี่ยวกับการปฏิบัติ ส่วน จิตภาวนา หรือสมาธิภาวนา. เราถือว่าการอบรมของเราตั้งต้นแล้วตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป, จึงถือเสมือนหนึ่งว่า เราเปิดการอบรมของเราบนยอดเขาพุทธทองนี้. อย่างน้อยก็ควรจะจดจำ ไว้เป็นที่ระลึกอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกันว่า เราได้ทำอะไรที่นี่ ในวันนี้, มีความหมายอย่างไร. ทำไมผมจึงเลือกเอาสถานที่นี้ และการกระทำอย่างนี้. ขอซ้อมความเข้าใจว่า การที่เลือกเอาสถานที่อย่างนี้, แทนที่จะทำในอาคารก่อสร้าง นั้น ก็เพื่อผลทางจิตใจบางอย่าง, ที่เชื่อว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย, เพื่อนธรรมทูต คงจะ พอเดาเอาได้, หรือเข้าใจได้, ซึ่งรวมความแล้วก็คือว่า เราจะสร้างความรู้สึกในจิตใจ เช่นเดียวกัน กับที่เคยมีในครั้งพุทธกาล. สำหรับท่านที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เช่นภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น, ไม่ใคร่จะได้ใกล้ชิดกับสิ่งปลูกสร้างแบบอาคาร, และโดยเฉพาะอาคารสมัยใหม่, เราคิดดูแล้ว จะเห็นได้ว่ามันต่างกันมาก. ถ้าเราจะไปนั่งในอาคารสถานที่ปลูกสร้าง แม้ที่สุดแต่อย่างในตึก ค่ายลูกเสือ กับนั่งที่นี้เดี๋ยวนี้ มันก็ต่างกันแล้ว. เพราะฉะนั้นความประสงค์ก็เพื่อจะกระทำเหมือน หนึ่งว่า ย้อนรอยถอยหลังไปหาครั้งพุทธกาล ให้ได้ความรู้สึกที่คล้าย ๆ กัน.

น.10 ๒ สำหรับเรื่องนี้ ขอฝากความคิดเห็น, หรือความแน่ใจไว้แก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย สักอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราจะมีความรู้สึกคิดนึกอย่างท่านผู้ใดหรือของท่านผู้ใด เราจะต้องพยายาม เป็นอยู่ให้คล้ายกับท่านผู้นั้นด้วย. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าเราอยากจะมีความรู้สึก ความคิดนึก เหมือนท่านผู้ใด ให้ง่ายที่สุดแล้ว เราก็ควรจะเป็นอยู่ให้เหมือนกับท่านผู้นั้นด้วย. ดังนั้น ถ้าเราเชื่อว่า พระพุทธเจ้าท่านประทับ นั่ง นอน ยืน เดิน อยู่อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างไร เราก็ควรจะพยายามเลียนแบบท่านให้มากที่สุด, เราจะเข้าใจท่านได้ง่ายที่สุด, กว่าที่เราจะเป็น อยู่อย่างแตกต่างจากท่านอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ. แม้ที่สุดแต่ในสมัยปัจจุบันนี้ ถ้าเราอยาก จะรู้สึกคิดนึก, หรือเข้าใจความรู้สึกคิดนึกของนักปราชญ์ นักศึกษาผู้ใด, เราก็ควรจะพยายาม เป็นอยู่ หรือทำอะไรทุกอย่างให้คล้ายท่านผู้นั้นให้มากที่สุด, เราก็จะเกิดความรู้สึกคิดนึกเหมือน ท่านได้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่อย่างแตกต่างกัน, ดังนั้นเป็นอันว่าสมัยนี้ก็ดี สมัยโบราณก็ดี หลักเกณฑ์ อันนี้ยังใช้ได้. เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามที่จะนั่งนอน ยืนเดิน ให้ใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด, เพื่อผลข้อแรกคือจะได้มีความรู้สึกคิดนึกเหมือนท่าน ที่เป็นอยู่ใกล้ธรรมชาติมากที่สุดได้โดยง่าย นี้เป็นข้อแรก. ทีนี้เรามองดูต่อไปอีก เราจะพบว่า ธรรมชาตินี้มีอิทธิพลครอบงำจิตใจของเรา ให้ เป็นไปในทาง สะอาด สว่าง สงบ, ถ้ายิ่งไกลไปจากธรรมชาติไปเท่าไร, ก็ยิ่งถูกจูงใจไปใน ทางที่ตรงกันข้ามจาก ความสะอาด สว่าง สงบ. เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามใกล้ชิดกับธรรมชาติ ในลักษณะอย่างนี้ให้มากที่สุด, เพื่อเอากำไรโดยไม่ต้องลงทุนมากในส่วนนี้, คือส่วนที่ธรรมชาติ จะให้แก่เรา. เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะเป็นกันเองกับธรรมชาติ, เพื่อเราจะศึกษา ธรรมชาติ, ผมจึงได้ชวนเพื่อนสพรหมจารีทุกคนมาเริ่มการอบรมของเรา หรือเหมือนกับเปิด การอบรมของเราที่ตรงนี้ ในวันนี้ด้วยการตั้งต้น ด้วยความเป็นผู้คุ้นเคยกับธรรมชาติก่อน, ขอได้โปรดเข้าใจอย่างนี้ด้วย. เราตั้งต้นด้วยธรรมชาติเช่นนี้ มันก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องตั้งต้นด้วยความอดกลั้น อดทน, ความอดกลั้นอดทนเป็นสิ่งจำเป็นตลอดกาลสำหรับการประพฤติธรรมะ และการสั่งสอน การเผยแผ่. ท่านหลาย ๆ องค์เคยไปประเทศอินเดีย, เคยไปที่เขาคิชฌกูฎ. เห็นสถานที่ประทับ ซากพระคันธกุฎีเล็ก ๆ ของพระพุทธเจ้าบนยอดภูเขานั้น. ถ้าท่านมีความคิด, คงจะคิดในข้อ ที่ว่า, ทำไมพระพุทธองค์จึงได้เสด็จขึ้นไปประทับบนยอดเขาคิชฌ กูฎเป็นส่วนมาก เมื่อเสด็จ อาศัยกรุงราชคฤห์, ทำไมจะต้องทนลำบากขึ้น ๆ ลง ๆ กับภูเขาคิชฌกูฎ ซึ่งแสนจะลำบากนั้น, พระองค์จะมิทรงเหน็ดเหนื่อยอย่างที่พวกเราสมัยนี้จะต้องร้องว่า แย่ แย่. สำหรับผมเองคิดว่า พระองค์อยู่เหนือความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย, เพราะฉะนั้นจึงชอบประทับที่บนยอดเขาที่ขึ้นลงยาก เช่นนั้น. เพราะฉะนั้นเราควรจะสรุปใจความข้อนี้กันได้ว่า, ความลำบากหรือความเหน็ดเหนื่อย นั้น ดูจะไม่มีสำหรับพระพุทธองค์.

น.11 ๓ พอมาถึงพวกเราสมัยนี้ ดูจะรู้สึกว่า เห็นความลำบากและเหน็ดเหนื่อยนั้นเป็นเรื่อง ใหญ่โต, พยายามหลบหลีกกันให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้. ถ้าความรู้สึกอย่างนี้มีแล้ว ผมรู้สึก ว่าไม่เหมาะสำหรับพวกธรรมทูต, และไม่เหมาะแม้กระทั่งผู้ที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ประจำ ท้องถิ่นด้วยซ้ำไป. เพราะฉะนั้นเรามาชวนกัน เป็นเกลอกันกับความลำบาก และความอดทน และ ธรรมชาตินี้ให้มากที่สุด, ดังนั้นผมจึงเขียนโปรแกรมไปในลักษณะที่ว่า เช้าประชุมที่นั่น, บ่าย ประชุมที่นี่, กลางคืนประชุมที่โน่น, ซึ่งมันจะต้องใช้ความลำบากและความอดทน, ดังนั้นการ วางรูปกำหนดการเช่นนี้ ก็คือการอบรมอยู่ในตัวของการวางกำหนดการนั่นเอง. เพราะฉะนั้นถ้าเห็นด้วยกันกับผมในเรื่องนี้, ก็ขอให้ช่วยกันฝึกฝนความอดทนต่อความ ลำบาก, ซึ่งเช้าจะต้องอบรมที่นั่น, บ่ายจะต้องอบรมที่นี่, กลางคืนจะต้องอบรมที่โน่น, ไม่เหมือน ในห้องเรียน ที่จัดไว้อย่างสะดวกสบายทุกอย่าง, ไม่ต้องปีนไม่ต้องป่าย นี่เราจะต้องปีนจะต้อง ป่าย, จะต้องขึ้นจะต้องลง จะต้องวกวนไปมา, จะต้องนั่งอยู่กับธรรมชาติ นี้เป็นข้อแรก, รวม ความแล้วก็คือว่า เหตุที่ชักชวนให้มาเปิดการอบรมชั่วโมงแรกของการอบรมของเราที่นี่ ด้วย วัตถุประสงค์อย่างนี้, เพื่อใกล้ชิดกับธรรมชาติ, เพื่อทำความคุ้นเคยกับความอดทนและความ ลำบากจนเป็นของไม่มีความหมาย, เหมือนกับที่มันไม่มีความหมาย สำหรับพระพุทธองค์ ผู้ เป็นศาสดาของเราอย่างที่เคยยกตัวอย่างให้ฟังแล้ว. และพวกเราควรจะระลึกนึกถึง ข้อที่พระพุทธองค์จะเสด็จไปที่ไหนก็ต้องทรงเดินเท้า, เดินไปด้วยเท้าและแถมเท้าเปล่าด้วยซ้ำไป, และดินฟ้าอากาศในประเทศอินเดียดุร้ายเพียงไร, พวกเราก็เคยไปชิมกันมาแล้วหลาย ๆ องค์, ควรจะคำนวณได้ถูกต้องว่า พระพุทธองค์ผู้เป็น ศาสดาของเรานั้น ท่านเป็นผู้ที่อดทนและเข้มแข็ง และไม่รู้จักความยากลำบาก นี้อย่างไร. เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดนึกกันเสียใหม่, ที่จะต้องปรับปรุงกันเสียใหม่, โดยไม่ปล่อยให้ความรู้สึกอย่างปัจจุบันนี้ครอบงำเรา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมือนขณะที่เรากำลัง อยู่ในกรุง, หรือเป็นอยู่ทุกอย่างในกรุง, ซึ่งมันจะต้องแตกต่างกันมากกับในป่า. เพราะฉะนั้น เราจึงมาชิมป่า, และตั้งต้นความคิดนึกอะไรบางอย่างกันในป่า ซึ่งจะง่ายกว่าในกรุง. ถ้าเรา อยากจะทราบความรู้สึก หรือมีความรู้สึกในทางใจของพระพุทธเจ้า, หรือที่เป็นไปตามทำนอง ของพระพุทธเจ้า, อย่างที่กล่าวแล้วว่า มีความเป็นอยู่เหมือนผู้ใด, เราก็เข้าถึงความรู้สึกใน ทางจิตใจของผู้นั้นได้โดยง่ายนั่นเอง นี่เป็นข้อแรก. สำหรับ ธรรมชาติ ชวน หรือบังคับความรู้สึกของมนุษย์ ไปในทางความสะอาด สว่าง สงบ นั้น มีประจักษ์พยานชัดเจนอยู่แล้วในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นไปในครั้งพุทธกาล, และ ก่อนพุทธกาลนานไกล, และแม้ที่สุดแต่หลังพุทธกาลมาอีกมาก, แต่ไม่ถึงสมัยปัจจุบันนี้ก็ตาม, แม้กระนั้นก็เป็นระยะกาลที่นานยาว, ยาวนานโขอยู่ทีเดียว, ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลนานไกล ถึง พุทธกาลและหลังพุทธกาลมาอีกมาก ซึ่งเขายังคงใช้ธรรมชาติอันสงบสงัด เป็นพื้นฐานของ

น.12 ๔ การศึกษา, ของการเป็นอยู่, ของการศึกษา ของการปฏิบัติอบรมในทางจิตทางใจ, เพราะ ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องง่ายดาย. มันง่ายดายโดยธรรมชาติช่วย, เพราะฉะนั้นจึงถือว่า เป็นการ ได้กำไรมากโดยลงทุนน้อยและเกือบจะเป็นอัตโนมัติ คือเป็นไปได้เอง, จึงขอให้สนใจในส่วนนี้, เข้าใจในส่วนนี้, ความมุ่งหมายของเราที่จะอบรมอะไรบางอย่างนี้ จะสำเร็จได้โดยง่าย. สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั้น เป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม, หรือว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาตินั้นเป็นพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม, หรือพระธรรม. เพราะผู้ที่เรียนภาษาบาลี มาเพียงพอแล้วจะทราบได้เองว่า, คำว่า “ธรรม” ที่เรามาเรียกกันว่า พระธรรมนี้, คำว่า ธรรมนี้เล็งถึงตัวธรรมชาติโดยตรง นี้อย่างหนึ่ง, เช่นพระนิพพานเป็นธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งคุ้นปากเรา ในการเรียนภาษาบาลี. และคำว่า ธรรมนั้นเล็งถึงตัวกฎของธรรมชาติ, คือสัจจะต่าง ๆ ด้วย, และคำว่า ธรรม นั้น เล็งถึงการปฏิบัติ, หรือหน้าที่ที่เราจะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั้นด้วย แล้วในที่สุดคำว่าธรรมนั้นเล็งถึงผลของการปฏิบัติ, เช่น มรรค ผล นิพพาน เป็นต้นด้วย. เพราะฉะนั้นคำว่า ธรรมจึงเนื่องกันอยู่กับธรรมชาติ, ในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ, ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ, ในฐานะที่เป็นหน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ และเป็นผลที่มนุษย์จะได้รับถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ, ทั้งสี่อย่างตั้งรากฐานอยู่บนธรรมชาติ. เราจึงต้องทำความเป็นสหายกันกับ ธรรมชาติให้มากที่สุด, ดังนั้นผมจึงเริ่มต้นการอบรมของเราด้วยการกระทำเสมือนหนึ่งว่า มาเซ็นสัญญาเป็นเกลอกันกับธรรมชาติเสียก่อนเป็นสิ่งแรก, จึงได้ชวนมาทำพิธีคล้ายกับว่า เปิดการอบรมชั่วโมงแรกกันที่นี่. ทีนี้ สิ่งต่อไป, ถัดไปที่จะขอให้สังวรไว้ในใจให้มากก็คือ ความที่พุทธบุตร หรือธรรมบุตร ก็ตาม ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย. ผู้ที่เป็นสาวกพุทธบุตร ธรรมบุตร ของพระพุทธเจ้าต้อง เป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่งตายตัวลงไปเป็นของตน, ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย เป็นของตน, อย่างในบาลีพุทธภาษิต ขุททกนิกายบาลีธรรมบท ที่ว่า "ภิกษุที่คิดว่า เราจะอยู่ จำพรรษาที่นี่ตลอดสามเดือนนี้ เป็นภิกษุพาล, พาละ-เป็นพาล, เป็นคนโง่, เป็นคนอ่อน, เป็น คนเลว, "ว่าเราจะอยู่ จำพรรษาที่นี่สักสามเดือน" ถ้ามีความคิดอย่างนี้เป็นคนพาล, เป็นคนโง่, เพราะไม่รู้ว่า เราไม่ควรจะมี "เรา" และอยู่ที่ไหน นั่นเอง. ถ้าตามวินัยจะบังคับว่า จะต้องอยู่จำพรรษาตลอดสามเดือนที่นั่นที่นี่, นั่นเป็นเรื่องของ วินัย, มันคนละความหมาย, ในทางธรรมกลับหาว่าเป็นพาล, เพราะไม่ต้องการให้เป็นผู้มีสถานที่ ยึดมั่นถือมั่นเป็นของตน แม้แต่ในชั่วระยะสามเดือน. ความรู้สึกว่าเป็นผู้ไม่มีที่อยู่ที่อาศัยเป็น ของตน นี้สำคัญมาก . เพราะฉะนั้นผมจึงวางรูปกำหนดการโปรแกรมของเราต่าง ๆ ไป ใน ลักษณะที่ไม่ให้มีที่อยู่อาศัยที่ไหน, เพราะคืนนี้เราอาจจะปูถุงพลาสติกนอนตรงนี้ก็ได้, คืนหลัง ปูนอนตรงอื่นก็ได้ทั่วไป, ไม่อาจจะกล่าวว่า เราอยู่ที่ไหน, และที่นอนของเราอยู่ที่ไหน, ที่ฉัน

น.13 ๕ ของเราอยู่ที่ไหน, เหมือนกับที่เราได้เริ่มการฉันมาแล้วตั้งแต่เมื่อเช้า และเดินมาที่นี่, แต่เรา ไม่ได้กำหนดสักทีว่า เราจะมีที่อยู่อันแท้จริงที่ไหนในที่นี้. ไม่ได้กำหนดว่า คืนนี้จะนอนที่ไหน กันสักที. เราอาจจะตกลงกันตอนเย็นนี้ก็ได้ว่า คืนนี้จะนอนกันที่ตรงไหน, ส่วนคืนต่อไปก็ยัง ไม่ทราบ. นี้คือบทเรียนหรือที่เรียกว่า อบรมการปฏิบัติส่วนหนึ่ง เกี่ยวกับการที่เราจะเป็น ธรรมทูต. เราจะเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่, เราจะเป็นผู้ล่องลอย, เลื่อนลอยเหมือนกะลมพัด, เหมือนที่พระ- พุทธเจ้าได้ตรัสขอร้องนักขอร้องหนาว่า ภิกษุจงเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่เหมือนนก ที่มีแต่ปีก เป็นภาระ, หรือเป็นสมบัติ, หมายความว่านกทุกตัวไม่มีสมบัติอะไรนอกจากปีกสองปีก. นก ทุกตัวไม่มีสมบัติอะไรนอกไปจากปีกสองข้าง, เมื่อยังคงมีปีกเป็นสมบัติอยู่ มันก็รอดตายแน่, และภาระของมันก็คือใช้ปีกบินไป เพื่อกินอาหารก็ดี, เพื่ออะไรก็ดี, สำเร็จได้ด้วยปีกนั้น, เป็น ของเล็กนิดเดียว, ง่ายที่จะติดไปกับตัว. ท่านทรงขอร้องให้เราเป็นอยู่อย่างนั้น, หรือถือหลักอย่างนั้น ปรากฏอยู่ทั่วไปในบาลี มากมายหลายแห่ง, ด้วยเหตุนี้แหละ จึงได้ขอร้องว่า อย่าได้มีอะไรเลย ในการมาพักผ่อนอบรม ที่นี่, อย่าได้มีอะไรเลย นอกจากไตรจีวร กับบาตรกับผ้าปูนั่งปูนอนและกันฝนผืนหนึ่ง. นี้ก็ เทียบคล้าย ๆ กันได้กับว่า นกมีสมบัติเพียงปีกสองข้างเหมือนกัน, เพราะบริขารคือไตรจีวร บาตร นี้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้อย่างตัดทอนที่สุดแล้ว, ให้เหลือน้อยที่สุดแล้ว, เทียบเท่า กับปีกสองข้างของนก, เพราะฉะนั้นอย่าได้มีอะไรให้เป็นภาระ, ไตรจีวร เราก็ติดตัวไปได้, บาตร เราก็ติดตัวไปได้, จะนั่งจะนอนที่ตรงไหน เมื่อไรอย่างไร ก็ได้. นี่คือสิ่งที่ขอให้สนใจ และขอให้รับเอาในฐานะที่เป็นการอบรม, ซึ่งผิดแปลกแตกต่างจากการอบรมที่รับอยู่ในกรุงเทพฯ ที่นี่รับการ อบรมส่วนที่เกี่ยวกับจิตใจโดยเฉพาะ, จึงต้องตั้งต้นไปตั้งแต่เรื่องที่เป็น พื้นฐาน, เป็นรากฐาน, หรือเกี่ยวกันกับจิตใจ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่นการเป็นเกลอกันกับ ธรรมชาติ หรือการไม่มีอะไร, ไม่มีตัวเราจะอยู่ที่ไหน. ขอให้ทำในใจให้เข้ารูปเข้ารอยกันกับ ความมุ่งหมายอันนี้ นี่เพียงสองข้อ เท่านี้ก็พอแล้ว, ที่เรียกว่า ได้ผล ในการที่เราทนลำบาก ปีนขึ้นมาบนยอดภูเขานี้, และทำความเป็นสหายใกล้ชิดกันกับธรรมชาติทั้งหลายบนภูเขานี้. ภูเขานี้ ชาวบ้านเรียกว่า เขาพุทธทอง, พระพุทธเจ้า, หรือว่าพุทธอะไรก็บอกไม่ได้, แต่สันนิษฐานว่าคงจะหมายถึง พุทธ-พระพุทธเจ้า, จะมีพระพุทธรูปทองคำอะไรกันมาสัก คราวหนึ่ง ก็อาจจะเป็นได้ เอาเป็นว่าพุทธทองนี้หมายถึงพระพุทธเจ้า. เรา สังเกตดูลานชาน- ชาลา (platform) สี่เหลี่ยมนี้, เราจะเห็นได้ทันทีว่าไม่ใช่ฝีมือธรรมชาติล้วน, เป็นผลของ การที่มนุษย์ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ตกแต่งบ้าง, คือจัดก้อนหินให้เป็นเครื่องรับน้ำหนัก กันดินพัง อยู่รอบ ๆ อย่างนี้. เมื่อผมมาที่นี้ มันก็รกไม่มองเห็นสภาพเช่นนี้, แต่เพียงเอาของรถออกไป เท่านั้น ก็เห็นสภาพเช่นนี้, จึงเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่บรรพบุรุษของเราได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย,

น.14 ๖ คือจัดทำมัน. ทีนี้เมื่อเราสังเกตดูก้อนอิฐ, และวิธีจัดก้อนอิฐเป็นพระเจดีย์, หรืออะไรทำนองนี้, เท่า ที่มีอยู่ที่ภูเขาลูกนี้ และลูกอื่น ๆ เล็ก ๆ ที่คล้ายกัน เป็นแถวไปนั้นทำให้ทราบได้อีกว่า, เป็น ศิลปกรรมถึงสมัยศรีวิชัย คือพ้องสมัยเดียวกันกับพระบรมธาตุ ที่วัดพระบรมธาตุ ที่เรา แวะเข้าไปเมื่อตอนเช้า. เพราะฉะนั้นควรจะถือว่า สถานที่นี้อย่างน้อยก็มีความศักดิ์สิทธิ์ มาตั้ง ๑,๒๐๐ ปีแล้ว เพราะความเก่าของมัน เคยมีผู้ที่รักที่พอใจในพระศาสนา เสียสละ เพื่อพระศาสดาได้ทำมันขึ้น. เราก็ควรจะภาคภูมิใจ ที่ว่ามันมีความเก่า มีความศักดิ์สิทธิ์ถึง ๑,๒๐๐ ปี, ถ้าอย่างไร มันจงช่วยสนับสนุนจิตใจของเรา ให้เป็นไปในลักษณะที่มั่นคงอดกลั้นอดทน, ให้ใกล้ ให้เข้า ไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของเรา ในการที่จะสืบอายุพระศาสนาของพระองค์ต่อ ๆ ไปได้. นี่พูดคล้าย ๆ กับว่า ถือโชคถือลางไปหน่อย แต่ก็มีเหตุผล, ไม่ใช่ถือโชคถือลางอย่าง งมงาย, ถือโชคถือลางอย่างมีเหตุผล, เพราะว่าความสำเร็จของบุคคลผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นยัง ประทับใจเราอยู่. เราก็จะจัดจะทำไปตามรูปตามรอย, ให้ความสำเร็จนั้นเกิดขึ้นแก่เราด้วย. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า เป็นการตั้งต้น หรือเป็นนิมิตที่ดีที่เรามาประชุมชั่วโมงแรกของการอบรม ในจิตตภาวนา, หรือเพื่อจิตตภาวนากันที่บนลานยอดเขาพุทธทองนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยธรรมชาติ, ตามธรรมชาติ. ทีนี้เราจะนึกกันเรื่อยเปื่อยไปว่า เหมือนกับเรานั่งอยู่ในอาคารสถานที่แห่งภาษาธรรม, ภาษาธรรมะ, ภาษาธรรมชาติแท้ก็ยังได้, คือว่าต้นไม้ทุก ๆ ต้นรอบตัวเรานี้ ก็เหมือนฝาผนัง อยู่แล้ว, กิ่งไม้ใบไม้เบื้องบนเราก็เหมือนหลังคาอยู่แล้ว, เพราะฉะนั้นจะเรียกว่า เรานั่งอยู่ใน โบสถ์ ในวิหาร ในอาคารอะไรก็ได้, แต่เป็นโบสถ์ เป็นวิหาร เป็นอาคารในภาษาธรรม. โบสถ์ วิหาร อาคาร ในภาษาคนก็คือ โบสถ์วิหาร อาคาร ตามธรรมดา ที่เราเห็น ๆ กันอยู่, หรือ เรียกร้องกันอยู่, นี่เรียกว่าโดยภาษาคน. แต่ถ้าโดยภาษาธรรมก็คือ ละเอียดประณีตเป็นไป ในทางนามธรรม ยิ่งไปกว่านั้น, ฉะนั้นเราจึงมีต้นไม้เป็นฝาผนัง มีใบไม้เบื้องบนเป็นหลังคา. ทำไมเราจึงว่าเป็นวิหารของธรรม, หรือภาษาธรรม, ก็เพราะว่ามันให้ความรู้สึกซึ้ง ที่เป็นอย่างละเอียดในทางนามธรรม, ยิ่งกว่าที่จะไปนั่งในโบสถ์ในวิหาร ในภาษาคน ที่สร้างขึ้น สวย ๆ ทั่ว ๆ ไป แน่นรกรุงรังไปทั้งโลก. เพราะว่าโบสถ์วิหารในที่นั้น ให้ความรู้สึกไปใน ทางรูปธรรม , ซึ่งเป็นของหยาบและเอียงไปในทางตามใจกิเลส, ส่งเสริมกิเลส, ส่วนโบสถ์ วิหารในภาษาธรรม ที่เรากำลังนั่งกันอยู่ในที่นี้นั้น, เป็นของละเอียดเป็นไปในทางฝ่ายนาม- ธรรม, เป็นข้าศึกแก่กิเลส, ทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นการต่อต้านกิเลส เกิดขึ้นมาในตัวเอง. เพราะฉะนั้นโบสถ์วิหารในภาษาคนนั้นก็อย่างหนึ่ง, โบสถ์วิหารในภาษาธรรมนั้นก็ อีกอย่างหนึ่ง แล้วตรงกันข้ามด้วย. แล้วเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกันด้วย. ถ้าเราชอบโบสถ์วิหาร

น.15 ๗ และอาคารในภาษาคน เราต้องเกลียดโบสถ์วิหารอาคารในภาษาธรรม. ถ้าเราชอบโบสถ์วิหาร อาคารในภาษาธรรม เราก็ต้องเกลียดโบสถ์วิหารอาคารในภาษาคน, หรืออย่างน้อยก็ขยะ- แขยงเอือมระอาเป็นต้น, มันแตกต่างกัน, เป็นของตรงกันข้ามอยู่เรื่อยไปในระหว่างภาษาคน กับภาษาธรรม. ทีนี้ เรื่องจิตตภาวนานั้นเป็นเรื่องนามธรรม, เป็นเรื่องจิต เป็นเรื่องละเอียด, เรามา ตั้งต้นกันในโบสถ์ วิหาร ในภาษาธรรมอย่างที่นี่ เวลานี้ก็เป็นการถูกต้องแล้ว. เพราะฉะนั้น ขอให้ถือว่าเราได้เปิดชั่วโมงแรกแห่งการอบรมของเราในโบสถ์ ในวิหาร, หรือในอาคารก็ตาม ที่ประเสริฐที่สุด, ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่จะมีผลดีแก่การงานของเราที่สุด. ขอให้พอใจและยินดี ด้วยทุก ๆ คนเถิด, และมีความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในเรื่องอันเกี่ยวกับนามธรรม, หรือ ภาษาธรรม ที่เป็นไปตามทางธรรม. เราจะรู้สึกได้จากการอ่านพระบาลีทั่วไปทั้งพระไตรปิฎกว่า พระพุทธองค์ ส่วนมาก ประทับอยู่ในโบสถ์ วิหาร อาคาร ตามแบบภาษาธรรม, น้อยนักที่จะประทับในโบสถ์ในวิหาร อาคารภาษาคน. เพราะส่วนมากพระองค์ประทับอยู่ตามธรรมชาติ, และแม้แต่กุฏิวิหาร ที่ พระองค์ประทับจริงก็เล็กเกินกว่าที่จะมีความหมาย เหมือนโบสถ์วิหารในภาษาคนแห่งสมัยนี้. อย่างที่เราไปเห็นพระคันธกุฎีที่เขาคิชฌกูฏนั้น กว้างยาวไม่เกินด้านละสามเมตรอย่างนี้เป็นต้น, มันแทบจะไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าที่บังฝนนิดหน่อยเท่านั้น. เพราะฉะนั้นพระองค์ ต้องถือเอาภูเขาทั้งภูเขานั่นแหละเป็นอาคารสถานที่ สำหรับประทับอยู่อาศัย, เป็นโบสถ์, วิหาร อาคาร ในภาษาธรรมอีกนั่นเอง. ทีนี้ เราหวังจะสืบอายุพระศาสนาของพระองค์, เผยแผ่ธรรมในประเทศ, นอกประเทศ ในฐานะที่เป็นธรรมทูต, เราจะต้องนึกถึงสิ่งที่เรียกว่าธรรมะของธรรมฑูต. ธรรมะอะไรของ ธรรมทูต ที่จะเอาไปเผยแผ่ แก่โลกอันกว้างขวาง, ถ้าทำผิดนิดเดียวก็กลายเป็นไม่ใช่ ธรรมะ หรือเป็นธรรมในภาษาคน, คือเรื่องหรูหราฟุ้งเฟ้อ ไปตามความนิยมของคนที่มีความรู้ ความคิด การศึกษา และการกระทำ, อย่างที่กำลังกระทำกันอยู่ในเวลานี้ แม้ในมหาวิทยาลัย ในสถาบันการศึกษาอันสูงสุด, อะไรก็ตามทั่วโลก. เราจะหลงลืมตัว จะหลงใจลอยไปตามความนิยมของคนเหล่านั้น, ในที่สุดก็จะเป็น แต่เพียงธรรมะในภาษาคน, ไม่ใช่ธรรมะในภาษาธรรม, เป็นธรรมที่ฟุ้งเฟ้อไปตามความคิด นึกรู้สึกของคนสมัยปัจจุบัน, ตามวิธีคิดนึกของคนปัจจุบัน, กลายเป็นเรื่องจิตวิทยาล้วน ๆ ไปบ้าง, เป็นปรัชญาล้วน ๆ ไปบ้าง, ไม่ใช่เป็นธรรมะ, หรือเป็นพรหมจรรย์ในพุทธศาสนา เลย, นี่ก็เพราะว่าจิตใจน้อมไปในทางภาษาคน. แต่ถ้าเรารู้เรื่องของธรรมะในภาษาธรรม, เราจะสามารถไปแก้ไขสิ่งเหล่านั้น ให้ เป็นไปในลักษณะที่ถูกต้อง คือจะไป แก้ไขพุทธศาสนา ที่อยู่ในรูปของปรัชญา, หรือจิตวิทยา

น.16 ๘ ล้วน ๆ นั้น ให้มาอยู่ในรูปของพรหมจรรย์ ในพระพุทธศาสนาได้. ซึ่งหมายความว่า เรา อาจจะสอนธรรมะ, หรือพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องแก่ชาวโลกในมหาวิทยาลัยหรือในสถาบัน การศึกษาไหนก็ตาม, เพราะเรารู้พระพุทธศาสนาในลักษณะที่เป็นธรรมแท้ และในภาษาธรรม. เราก็จะต้องทำไปได้โดยถูกต้อง ไม่ไปตกหลุมตกบ่อของธรรมะในภาษาคน, เหมือนที่พวก ศาสดาจารย์ นักปราชญ์อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นเขากำลังตกกันอยู่. ผมมีความรู้สึกในเรื่องนี้มากที่สุด เพราะฉะนั้นจึงขอเอามากล่าวเป็นเรื่องแรกในวันแรก ว่า ระวังตัวให้ดี, รักษาตัวให้ดี, ให้อยู่ในเนื้อหาของธรรม ในกรอบของธรรม, ที่ตั้งรากฐาน อยู่บนธรรมชาติแท้ ๆ ให้แน่นแฟ้น, แล้วก็จะไปแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่ทำไปผิด ๆ ให้ถูกต้องได้, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระพุทธศาสนาที่สอนกันไปแต่ในลักษณะของภาษาคน จนกลายเป็น พุทธศาสนาแบบอื่น คือเป็นปรัชญา, เป็นจิตวิทยาล้วน ๆ ไปเป็นต้น ไม่ใช่เราจะติเตียนผู้อื่น, และยกตนเองข่มผู้อื่น, ไม่ใช่. แต่เราอาจจะกล่าวได้ว่า การเผยแผ่พุทธศาสนาที่เป็นไปใน โลกประมาณหกสิบปีมาแล้วนี้ มากมาย ๆ, แต่ทั้งหมดนั้นยังเป็นไปแต่ในทางภาษาคน เป็น เรื่องของหนังสือก่อน แล้วยังไถลเดินไปแต่ในรูป ในแนวของจิตวิทยา ของปรัชญา ตรรก- วิทยาหรืออื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่อยู่ในรูปของพรหมจรรย์หรือศาสนาโดยตรง. นี้จึงเรียกว่า สิ่งซึ่งจะต้องไปช่วยกัน ทำให้กลับมาสู่แนว, หรือร่องรอยที่แท้จริง ซึ่งเป็นหน้าที่ของท่านธรรมทูตทั้งหลายจะต้องไปทำ. แล้วไม่ไปตกบ่อตกหลุมพรางที่มันมีอยู่ แล้วมากมายนั้นด้วย, หรือไม่ถึงกับไปเดินตามกันเขาอีกด้วย. เพราะว่า เขาอาจจะก้าวไปไกล ในแนวของปรัชญาจิตวิทยา ยิ่งกว่าพวกเราที่เพิ่งเรียนกันใหม่ ๆ นี้ด้วยซ้ำไป, นี่เราอาจจะถึง กับไปเดินตามก้นเขาก็ได้ ถ้าทำไปในรูปนั้น. นี่เราจะต้องทำไปในทางชี้ให้เห็นความผิดความถูก, แก้ไขสิ่งที่มันไถลไปไกล ให้กลับมาสู่ร่องรอยที่ถูกต้อง, ให้มาสู่ธรรมะที่เป็นธรรมแท้ มีรากฐาน อยู่บนธรรมชาติ. ดังนั้นเราจึงมา เป็นเกลอกันกับธรรมชาติให้มาก ในวันนี้, นั่งกลางพื้นดินนี้ก็ต้องการ เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ ยิ่งกว่านั่งบนโต๊ะบนเก้าอี้สวย ๆ ในห้องเรียน. นั่งในโรงเรียน อาคาร เรียนที่มีใบไม้เป็นเครื่องมุง มีต้นไม้เป็นฝาผนังนี้, มันก็เป็นเกลอกับธรรมชาติ ยิ่งกว่านั่งใน อาคารเรียน ที่สร้างขึ้นด้วยเงินแสนเงินล้าน แพง ๆ มาก, ซึ่งมันแวดล้อมจิตใจไปในทางอื่น ไกลจากธรรมชาติ เพราะฉะนั้น อย่างไรก็ดีเราถือเสียว่าเราจักเป็นผู้รู้ทั้งสองฝ่าย, อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺฑิโต - บัณฑิต ฉลาดสามารถถือเอาความหมายได้ทั้งสองฝ่าย, คือ ที่มันตรงกันข้าม ทั้งฝ่ายภาษาคนและฝ่ายภาษาธรรม. เราจะชนะ, เราจะไม่ตกหลุมพราง, เราจะไม่กลายเป็นเดินตามหลังฝรั่ง ที่เป็นนักศึกษา ในทางพุทธศาสนา อย่างแตกฉานไปในรูปของภาษาคน, ภาษาคนที่ฉลาดอย่างยิ่งด้วย, น่าสนใจ ด้วยเหมือนกัน, แต่มันไม่อาจจะตรงจุดของพุทธศาสนาได้, เพราะมันเหินห่างจากธรรมชาติ

น.17 ๙ ออกไปทุกที. เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันว่า เรากำลังทำสิ่งที่ทำยากที่สุด, ผมขอบอกเพื่อนสพรหมจารี, เพื่อนธรรมทูตทั้งหลาย ที่นี่ ในเวลานี้ ว่า, เรากำลังทำสิ่งที่ยากที่สุด คือ การเป็นเกลอกับ ธรรมชาติ, การศึกษาธรรมะโดยมีรากฐานบนธรรมชาติ, การเข้าใจธรรมะ, และประสบผล ของการปฏิบัติ โดยมีรากฐานอยู่บนธรรมชาติ, นี้เป็นสิ่งที่ทำยาก. และยากออกไปอีกก็คือ, เราจะต้องไปแก้ไข สิ่งที่ไม่เป็นอย่างนี้ ให้มาเป็นอย่างนี้ เพื่อความเป็นพุทธศาสนาที่ถูกต้อง หรือเดิมแท้ให้แก่โลกด้วย. อย่าได้เห็นเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เลย, ระยะเวลาที่เขากำหนดให้อบรมกันเพียง ๑๘ เดือนนี้น้อยที่สุด เป็นของเล็กน้อยเกินไป ไม่สมกับที่เป็นเรื่องที่ยากที่สุด, แล้วถ้ายิ่งไปศึกษา, เกี่ยวกับวัตถุ, เกี่ยวกับคน, เกี่ยวกับอื่น ๆ นอกจากธรรม เสียมาก, แล้วมาศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ ธรรมะ, เกี่ยวกับจิตใจเพียงสัปดาห์สองสัปดาห์อย่างนี้ มันก็ยิ่งยาก. ยิ่งเป็นบทเรียนที่ยาก สำหรับท่านทั้งหลาย ยิ่งขึ้นไปอีก. เพราะฉะนั้นถ้าหวังจะให้สำเร็จประโยชน์จริง ๆ แล้ว, ขอ ได้โปรดระมัดระวังให้ดี, จงตั้งต้นอธิษฐานจิต ด้วยความไม่ประมาทอย่างยิ่งว่า เรามีเวลา ระยะสั้นสำหรับการอบรม. เรื่องนั้นยากมาก, เพราะฉะนั้นต้องอุทิศทุกสิ่งทุกอย่าง, ต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง. สิ่งใดเป็นข้าศึกแก่การถึงธรรมะแล้ว ต้องสละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่การเข้าถึงธรรมะการเข้าใจ ธรรมะ นั้น, ซึ่งมีมาก. นับตั้งแต่การหัวเราะ, ชอบหัวเราะมากเท่าไรก็ยิ่งลบเลือน กลบ- เกลื่อนธรรมะมากขึ้นเท่านั้น. ยกตัวอย่างชนิดนี้ต้องขออภัย, อย่าคิดไปว่า ผมพูดในทำนอง กระทบกระทั่ง, เพราะคนก็ชอบหัวเราะอยู่ด้วยกันทุกคน, แต่ว่าสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่การรู้ธรรมะนั้น ก็คือการหัวเราะด้วยเหมือนกัน, หัวเราะในภาษาคนในลักษณะของคน ตามธรรมดาของ คนที่ชอบหัวเราะ, หัวเราะอย่างนี้เป็นข้าศึกแก่การรู้ธรรม พิจารณาธรรม, เพราะมันทำ ให้ฟุ้งซ่าน ให้อ่อนแอ ให้เลอะเลือน. แต่ถึงอย่างไรก็ดี มันยังมีหัวเราะอีกชนิดหนึ่ง, เป็น การหัวเราะในภาษาธรรม คือหัวเราะเยาะกิเลส, อย่างที่พระอรหันต์ท่านจะหัวเราะเยาะทุกสิ่ง ทุกอย่าง, ไม่ไปเป็นบ่าวเป็นทาสของมัน, แล้วก็หัวเราะเยาะมัน, นั่นเป็นอีกหัวเราะหนึ่ง, ไม่ใช่ หัวเราะเดียวกัน. เพราะฉะนั้นการที่ขอร้องให้ระมัดระวังการหัวเราะนั้น, หมายถึงหัวเราะ อย่างคน. อย่างภาษาคนที่ชอบเล่นหลุกหลิกอ่อนแอ หัวเราะร่วน, นี้เรียกว่าข้าศึกเบื้องต้น. ถ้าเอาชนะข้าศึกเบื้องต้นไม่ได้, แล้วยากที่จะเอาชนะข้าศึกที่ละเอียดลุ่มลึกเข้าไป. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดนึกถึงคำว่า อดกลั้น อดทน อดกลั้นต่อความยาก ความลำบากทุก อย่างทุกประการ, นับตั้งแต่ไม่ได้หัวเราะ, นี้ก็เป็นเรื่องของความยากลำบากมากสำหรับผู้ที่ เคยหัวเราะเป็นนิสัย เคยหยอกเคยล้อ เคยเล่นกันเป็นนิสัย. ถ้าหัวเราะนี้ยังอยู่แล้วไม่เข้าถึง ธรรม, ไม่เข้าถึงธรรมแล้วก็จะเอาอะไรไปเผยแผ่, ปัญหามันก็มีมากขึ้น. เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำทุกอย่างทุกประการ ที่ จะช่วยให้เข้าถึงธรรม ซึ่ง สรุปอยู่

น.18 ๑๐ ในคำพูด คำเดียวว่า "ความอดกลั้น อดทน," เรื่องไม่ได้กินไม่ได้นอน, ไม่ได้อะไรต่าง ๆ ตามพอใจนั้น นั่นแหละคือความลำบาก ที่ต้องอดกลั้นอดทน. อันนี้เป็นธรรมอย่างยิ่งอยู่ในตัว ของมันเอง, แต่เรามองข้ามไปเสีย เห็นเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งคนโดยมากจะเห็นว่า เรื่อง สูบบุหรี่นี้จะอะไรนักหนาเที่ยว, เราอาจจะไปสูบบุหรี่อวดฝรั่ง สอนธรรมะให้แก่เขาก็ได้ผล ถมไปแล้ว. แต่ความจริงคงจะไม่เป็นเช่นนั้น, เพราะว่า เรื่องสูบบุหรี่นี่เป็นเรื่องของคนอ่อนแอ และเหลวไหล บังคับตัวเองไม่ได้. โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นบรรพชิตซึ่งจะต้องบังคับตัวเอง ยิ่งกว่าฆราวาส, ถ้าทำเพียงเท่านี้ไม่ได้มันก็มีความอ่อนแอมาก, แล้วก็ไม่เข้าถึงธรรมะชนิดที่ จะเอาชนะกิเลสได้, และชนิดที่จะเอาไปครอบงำโลกทั้งโลกได้, ทีนี้การอดบุหรี่ก็เป็นความ ลำบากที่จะต้องอดกลั้นอดทน. ถ้าเราเอาชนะความลำบากนี้ไม่ได้, คืออดกลั้นอดทนนี้ไม่ได้, มันก็เป็นปัญหา เหมือนกับหิน, ที่เรียกว่า หินขวางทาง, เป็นภูเขาที่สะกัดกั้นขวางทางขนาดนั้น ทีเดียว, ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย. ดังนั้นพร้อม ๆ กันไปในตัว ก็ขอให้ถือโอกาสสละสิ่งที่ทำไปด้วยความรู้สึกอันอ่อนแอ, เช่นชอบหัวเราะตามสบายเกินไป, ชอบสูบบุหรี่ตามสบายเกินไป, ชอบนั่งนอนในที่สบายเกินไป, อะไรเหล่านี้มากมายหลายอย่าง แต่รวมแล้วก็คือความอ่อนแอนี้กันในเบื้องต้น. อย่างน้อยก็ อธิษฐานจิตว่า เราจะทำลายสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะชนะ. และขอให้ความรู้สึกอันนี้ตั้งต้น ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้, บนยอดเขาพุทธทองนี้ด้วย, แล้วมีอะไรกี่รายการ หรือกี่สิบรายการ, หวังว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายย่อมรู้ได้เอง. ผมกล่าวมาเพียงตัวอย่าง, ยกมาเพียงพอเป็นตัวอย่าง ก็พอแล้ว. เวลาเท่าที่กำหนดไว้ที่นี่ก็มีอยู่เท่านี้. เพราะฉะนั้นจึงขอสรุปความว่า, เราอธิษฐานจิต ที่นี่เวลานี้, เสมือนหนึ่งตั้งต้นชั่วโมงแรกของการอบรมของเราด้วยการ :- ๑. เป็นสหายใกล้ชิดกับธรรมชาติ. ๒. ยอมอดกลั้นอดทน เหมือนพระพุทธองค์ เพื่อเป็นการบูชาพระพุทธองค์. และ ๓. เป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัย ในโลกนี้ไม่มีที่อยู่อาศัยใด ๆ ที่เป็นที่อยู่ที่อาศัยของเรา. แล้วก็จะมุ่งหมาย ในการที่จะดำเนินงานธรรมทูตของเรา ให้สำเร็จไปด้วยความเสียสละ เหล่านี้ของเรา, เพื่อเป็นธรรมทูตที่แท้จริง, ไปสอนธรรมะที่ถูกต้อง, และไปแก้ไขธรรมะที่ สอนกันไว้ เตลิดเปิดเปิงไป จนจะไม่เป็นตัวพุทธศาสนานั้น, ให้กลับคืนมาสู่ร่องรอยของพุทธ- ศาสนาที่แท้จริงกันในเวลาอันสั้นที่สุด, จนกว่าพระพุทธศาสนาหรือธรรมที่แท้จริงจะครอบงำ โลกทั่ว ๆ ไป, ปกป้องโลกนี้ให้ประสบความสุขหรือสันติภาพอันถาวรให้ได้. และทั้งนี้ทำไป เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ เมตตาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา, ไม่ใช่เพื่อ ตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง, ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง. ขอร้องขอวิงวอนว่า, ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง, แก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย. ผมปิดอบรมชั่วโมงแรกแห่งการอบรมเท่านี้ ทีนี้โปรแกรมของเรามีว่า ไปดูวัด.

น.19 คำอธิบาย สภาพความเป็นมา ของ วัดธารน้ำไหล ขอบอกกล่าวเรื่องวัดนี้ก่อนเดินไปดูบ้างว่า วัดนี้โดยทะเบียนวัดชื่อว่า "วัดธารน้ำไหล” ชาวบ้านเรียกว่าวัดเขาพุทธทอง, พวกเราหมู่หนึ่งเรียกว่า สวนโมกข์ฯ, จะเลือกเรียกด้วย ชื่อไหนก็ได้ทั้งนั้น, เป็นอันว่ารู้กันได้. เนื้อที่ประมาณสามร้อยไร่ขึ้นไปเป็นอย่างน้อย, เพราะ ว่าโดยพฤตินัยก็บวกค่ายลูกเสือเข้าไว้ด้วย. เขาพุทธทองนี้อยู่ศูนย์กลางของพื้นที่, พวกเรา, แต่ไม่ใช่เพื่อของเรา, เพื่อตัวเรา หรือ ว่าเป็นของเรา, แต่เรียกว่า พวกเราทั้งหมด, คือพวกพุทธบริษัทนี้ได้มาฟรี, เพราะว่าเราจัด การซื้อที่ดินรอบ ๆ ภูเขานี้, หรือว่าทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย เป็นเนื้อที่ของ วัดหมด. ส่วนภูเขานี้ก็เลยได้ฟรีโดยไม่ต้องทำนิติกรรมใด ๆ, ได้ฟรีโดยปริยายคือไม่มีใครมา ยื้อแย่ง. แล้วเราก็สร้างอะไรได้บนภูเขานี้ โดยไม่ถือสิทธิอะไรมากไปกว่าความต้องการชั่ว- คราว. เพราะฉะนั้นโดยพฤตินัยก็เรียกว่า นับภูเขานี้รวมเข้าไปด้วยกันกับที่รอบ ๆ ภูเขานี้ เป็นวัดนี้ จึงมีประมาณ สามร้อยไร่ขึ้นไป. นี่เรากำลังหันหน้าไปทางทิศเหนือ. หันหน้าไปทางกรุงเทพฯ, ขวามือของเรานี้เป็น ทิศตะวันออก, ซ้ายมือเป็นตะวันตก, ด้านหลังกระผมนี้เป็นทิศใต้, ด้านทิศตะวันออกนั้นมีกุฏิ อยู่สองสามกุฏิ อยู่กันสองสามองค์ในลักษณะที่เป็นผู้ติดต่อทีแรก, พระที่อยู่จริงอยู่ทางด้าน ทิศตะวันตกของภูเขา คือไปทางซ้าย, และกำลังสร้างกุฏิพระที่เป็นที่อยู่อาศัยทางนี้หมด, เพราะ เรารู้ว่าไม่เท่าไร ถนนที่หนวกหูจะผ่านมาทางด้านหน้า, เราจึงเตรียมรับสถานการณ์นี้ ด้วยการ สร้างที่อยู่อันแท้จริงไว้ทางทิศตะวันตก, ข้างหน้าคงไว้เพียงเป็นที่ติดต่อ. อุบาสิกาก็อยู่กันบริเวณ หนึ่ง, มุมหนึ่งทางทิศเหนือ, ค่ายลูกเสืออยู่ทางทิศเหนือ, ทางด้านทิศใต้นี้จะสร้างเป็นที่อยู่ของ พวกอุบาสกรวมกับพระตามสมควร, และมีลำธารอยู่ทางนั้น. เรามีหนทางที่ทำไว้เดินรอบภูเขานี้ เป็นชั้น ๆ นับตั้งแต่ชั้นแรกที่สุด ที่เดินลงไปหน่อยหนึ่งก็ถึง, ก็เดินไปได้โดยรอบ, ลงไปอีกชั้น ก็เดินได้รอบ, ไกลไปอีกชั้นรถยนต์วิ่งได้รอบอย่างนี้เป็นต้น, เพราะฉะนั้นเดินดูเอง. เมื่อผมมาอยู่ใหม่ ๆ หมู่บ้านยังไม่มี บนนี้ยังมีกวางป่า, ขึ้นมาถึงตรงบนนั้น ยังเจอกัน กับกวางป่า, กลางคืนยังมีเสือมาเที่ยวเป็นบางฤดู, มีสัตว์ป่าเช่นอีเก้งมากมาย ร้องกันแซ็ด ไปหมด. ทีนี้เมื่อมีวัดมาอยู่, หรืออยู่ในทำนองวัดอย่างนี้, พวกชาวบ้านเขาตามมาอยู่มากขึ้น สัตว์เหล่านี้ก็ค่อย ๆ หาย ๆ ไป. โดยเฉพาะกวาง ถูกฆ่าตายสองตัวที่ผมเห็นด้วยตา, นอกนั้น

น.20 ๑๒ มันก็หนีไปหมด, แม้กระทั่งเสือก็ถูกจับไปขายหมด, เป็นสินค้าที่ดี, อีเก้งก็หายหมด. เดี๋ยวนี้ ก็เหลืออยู่แต่สัตว์เล็ก ๆ ที่อยู่บนยอดไม้ เช่น ค่างเป็นต้น, ออกไปนอกวัดทีไร ถูกยิงตายตัวหนึ่ง, สองตัว, ที่เหลือหนีกลับมาอยู่ในวัด, พอนาน ๆ เข้ามันลืมไป มันก็ออกไปนอกวัดให้ถูกยิงอีก, จนตำรวจเขาช่วยขอร้อง, ช่วยคุ้มครองก็ค่อยยังชั่ว นกหคก็พลอยได้รับการคุ้มครองไปด้วย. เราประสงค์จะให้เป็นมิคทายวัน แต่ไม่ค่อยสำเร็จ, เพราะพอออกไปนอกวัดมันก็ถูก ฆ่า, แล้ววัดก็ไม่ได้กว้างขวางมากมาย, มันมีส่วนที่จะออกไปนอกวัดง่าย, มันก็ถูกฆ่าบ่อย ๆ, มันก็ร่อยหรอลงไป. ค่างก็เหลือไม่กี่ตัวแล้ว, มันก็นอนอยู่บนยอดไม้แถว ๆ นี้กลางคืน, เดี๋ยวนี้ มันก็อยู่ในวัดแต่มันก็ไม่อยากให้เรารู้หรือมองเห็น, มันสงบนิ่ง. แต่ว่าผมเชื่อว่า เราเหลือวิสัย สุดความสามารถ ที่จะสงวนสิ่งเหล่านี้ไว้ได้, มันสงวนยากเหลือเกินมันคงจะหมดไป. ที่เราสงวนอย่างมากอีกอย่างหนึ่ง คือต้นไม้, ขอร้องป้องกันทุกอย่าง ทุกทางที่ จะสงวนเอาไว้ ให้คงเป็นสภาพธรรมชาติ, ใหญ่โต, ร่มเย็น, เพื่อว่า พอสักว่าเข้ามาในบริเวณนี้ มันก็เย็นเอง, หยุดเอง, สงบเอง, ว่างเอง. เพราะฉะนั้นวัดนี้, หรือสวนโมกขฯนี้ก็ตาม มีหลักการ ที่ยึดถืออย่างเคร่งครัดอยู่อย่างหนึ่ง, คือจะสร้างหรือจัดสรรมันไปในลักษณะที่ว่า, พอเข้ามา ในเขตนี้แล้ว จิตใจจะว่างเอง หยุดเอง สงบเอง ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. ฉะนั้นเราจะต้อง คงสภาพของต้นไม้ ก้อนหิน อะไร, ไว้ในลักษณะที่จะช่วยให้เกิดความรู้สึกอย่างนี้, เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่ามันก็เป็น ธรรมทูตด้วยเหมือนกัน. ก้อนหินมันก็เป็นธรรมทูต, ต้นไม้นั้นมันก็เป็นธรรมทูต, ธรรมชาติอื่น ๆ ในบริเวณนี้ มันก็เป็นธรรมทูต, เพราะว่าพอเข้ามา จิตใจของผู้เข้ามาก็ว่างเอง, เย็นเอง, หยุดเอง, สงบเอง, เป็นธรรมทูตในอีกแบบหนึ่ง, อีกด้านหนึ่ง ลักษณะหนึ่ง. เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่ามันเป็นพวก ธรรมทูตเหมือนกับเรา, เป็นเกลอของเรา, เป็นสหธรรมมิกของเรา เป็นสหายของเรา. ขอให้ สังเกตในข้อนี้ แล้วพอใจหรือยินดี, หรือรักธรรมชาติ, และสงวนความรู้สึกรักธรรมชาตินี้ไว้ ให้ยังคงประทับใจ, ประจำจิตใจอยู่เสมอ, จะเป็นเครื่องรางคุ้มครองตลอดกาล ไม่ให้เราไป ตกหลุมพรางของโลกสมัยใหม่ได้, ผมยึดในข้อนี้มากทีเดียว. ในการที่จะจัดวัดจัดบริเวณวัด จะตัดต้นไม้สักต้นหนึ่ง มีความรู้สึกบอกไม่ถูก, คงจะเท่า ๆ กับว่าที่คนธรรมดาเขาจะฆ่าลูก สักคนหนึ่งอย่างนั้นด้วยซ้ำไป, แต่มันก็ช่วยไม่ได้, บางทีก็ต้องตัดต้นไม้บางต้นออกเหมือนกัน, เพราะมันเป็นอันตรายหรือมันอยู่ไม่ได้, มันมีเหตุผลอย่างอื่น, นอกจากต้นไม้ ก้อนหินเป็น ธรรมชาติ แล้วเราก็ยังต้องช่วยจัดด้วยเหมือนกัน, ที่จะให้เกิดความรู้สึกประทับใจส่อแสดง ไปในอะไรต่าง ๆ. เพราะฉะนั้นถ้าเกิดสงสัยว่า ทำไมปล่อยไว้ให้รกรุงรังก็มี, ปล่อยไว้ตาม ธรรมชาติเกินไปก็มี, เข้าไปจัดการตกแต่งก็มี, พึงทราบได้เองเถอะว่า มันมุ่งหมายอย่างที่ว่า. ทีนี้ เราจะเดินไปดูวัดให้เข้าใจยิ่งขึ้นตามโปรแกรมที่เขียนไว้, ผมจะพาไปดู, แล้วก็ ไปหยุดกันที่สนามหญ้า ค่ายลูกเสือ. มีอะไรบางอย่างที่อยากให้ดู, ต้องพาไปเองด้วยจึงจะดูออก.

น.21 ทำวัตร คืออะไร เดี๋ยวนี้ก็ถึงเวลาที่เรากำหนดกันไว้ ถือเป็นชั่วโมงเรียนของเราอีก ผมอยากจะถือเป็นโอกาสซ้อมความเข้าใจ เกี่ยวกับการทำวัตรอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสรุป ใจความทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกัน ; เพื่อฟังง่ายเข้าใจง่าย เพื่อความก้าวหน้าและเป็นวิธีการทำวัตร ของพวกทำภาวนากัมมัฏฐาน ฯลฯ. เพราะว่าที่แล้วมา คำว่าทำวัตรนี้ดูมันถูกจัดไว้ในลักษณะ ที่ต่ำและง่าย, เป็นชั้นต้นมากเกินไป, ที่จริงมันก็แล้วแต่ว่า ความรู้สึก ความเข้าใจของคน. ทีนี้เราพวกพระป่า, พวกพระกัมมัฏฐานภาวนา ก็ยังต้องทำวัตร, และพอใจจะทำวัตรตามมติ ที่ได้ปรึกษากันแล้วเมื่อกี้นี้. ถ้าเราจะทำวัตรในลักษณะขั้นต้นขั้นต่ำ มีความหมายอย่างที่เขา ทำเมื่อแรกเข้ามาอยู่มาบวช อย่างนี้ก็น่าหัว, คงจะไม่ใช่เรื่องที่จะไปอวดฝรั่งได้. เพราะฉะนั้น ควรจะมีความเข้าใจที่ดี สำหรับคำว่า "ทำวัตร" ไม่ให้เป็นเรื่องการอ้อนวอนบวงสรวง ไม่แต่งตั้ง พระพุทธองค์ให้เป็นผู้รับการอ้อนวอนบวงสรวง โดยไม่รู้สึกตัว, เพราะฉะนั้นจึงมีการทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น, หรือสวดมนต์เช้าสวดมนต์เย็น ในลักษณะที่ไม่เป็นอย่างนั้น คือไม่เป็นการบวงสรวง อ้อนวอน, แต่เป็นไปในลักษณะที่ดีกว่า ประเสริฐกว่า และให้กลายเป็นอยู่ในรูปของไตรสิกขา ขึ้นมาทีเดียว. คำอธิบายนี้เทียบได้กับหลัก ปฏิสัมภิทามรรค ฝ่ายอานาปานสติ นั่นเองว่า : - กิริยา ที่ภิกษุสังวร, ควบคุมใจ บังคับใจ ให้มีการกำหนดลมเป็นต้นนั้น เอาการสังวรนั้นเป็นศีล, กิริยาที่มีจิตแน่วแน่ มีอารมณ์จำกัดลงไป เช่นนั้นก็เป็นสมาธิ, แล้วความรู้สึกตัวทั่วพร้อมใน สิ่งที่ตนกระทำ แม้ในขั้นต้น ๆ ก็ตาม และความรู้สึกหรือญาณที่เกิดขึ้นในขั้นต่อๆ ไป ก็ตาม นั่นเป็นปัญญา. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เพียงแต่ให้ลงมือเจริญอานาปานสติเท่านั้น ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมครบหมด ; และก็น่าจะเป็นอย่างนั้น, เพราะเราเห็นได้ตรงที่ว่า ในอานาปานสติ ๑๖ ขั้นนั้น มีเพียงสองขั้นแรกเท่านั้น ที่ใช้คำว่า ปชานาติ คือท่านให้กำหนด รู้ลม ส่วน ๑๔ ขั้นต่อมา ใช้คำว่า สิกขติ ทั้งนั้น. คำอธิบายขยายออกเป็น สิกขา ซึ่งมีสาม แล้วก็ครบทั้ง ศีลสิกขา, สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา อย่างนี้เป็นต้น.

น.22 ๑๔ ทีนี้เรามาดูการทำวัตรของเรา, ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นนี้, เราต้องสำรวม ระวัง บังคับตัว บังคับใจ อย่างนี้ก็เป็น ศีลสิกขา. การที่เรามีจิตใจจดจ่ออยู่ในวัตถุที่เราทำวัตร คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้มันก็แน่นอน มันเป็น พุทธานุสสติ, ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ, นี่ก็เป็น สมาธิสิกขา จิตตสิกขา. ความรู้สึกตัวใน ลักษณะของสัมปชัญญะ ซึมซาบอยู่ในคุณของพระพุทธองค์เป็นต้น ว่าเป็นอย่างไร, ในบท "พุทฺธวารหนฺตวรตาทิคุณาภิยุตฺโต” นี้แสดงลักษณะที่ต้องรู้ต้องเข้าใจ ให้ซึมซาบแจ่มแจ้ง นี้ก็เป็น ปัญญา. เพราะฉะนั้น เมื่อเราทำวัตรอยู่ ก็ควรจะเป็นทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา, ส่วนที่จะเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างสูง หรือกลาง หรือต่ำนั้น มันแล้วแต่เรา ; มันแล้วแต่ความสามารถ ของเรา แล้วแต่การกระทำของเรา. อาจจะทำให้สูงสุดก็ได้, ในเมื่อเราได้ตั้งใจปรับปรุง ขยับขยาย ความรู้สึกในขณะที่ทำวัตรของเรานั้น ให้สูง ๆ สูงขึ้นไปตามลำดับด้วยสติปัญญา หรือด้วย เหตุผล. ไม่ได้ทำวัตรแต่เพียงปากว่า เหมือนนกแก้ว นกขุนทอง, หรือบางทีก็ทำวัตรด้วย ความจำใจ เพราะระเบียบของวัด ของคณะ บังคับเอาไว้ ไม่ทำไม่ได้ อย่างนี้ก็ฝืนความรู้สึก. ทำด้วยใจที่เลื่อนลอยไปในที่ต่างๆ ปากก็ว่าไปอย่างนกแก้วนกขุนทอง อย่างนี้จะเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ไปไม่ได้ ควรจะเว้นเสียเด็ดขาด ควรจะไม่มีในหมู่พวกเรา ที่ว่าเป็นนักศึกษาด้วย, เป็นนักกัมมัฏฐานภาวนาด้วย แต่ ควรจะมีในลักษณะที่เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ดังที่กล่าว แล้วข้างต้น นี้ข้อหนึ่ง เป็นเรื่องที่หนึ่ง. ทีนี้ ถ้าเราทำได้ดี จนในขณะนั้นจิตใจประกอบไปด้วยธรรม, เช่น ความสะอาด สว่าง สงบ เป็นต้น ; ธรรมะปรากฏในใจของเราในลักษณะอย่างนั้น, การทำวัตรของเรา ก็จะเหมือน กับการไปเฝ้าพระพุทธองค์เช้าเย็น เช้าเย็น เป็นประจำ, ซึ่งจะทำกันได้ในสมัยพุทธกาล ใน ประเทศอินเดีย ในเมื่อพระพุทธองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่. เดี๋ยวนี้พวกเราก็ยังไปเฝ้าพระพุทธองค์จริง ๆ องค์แท้ที่เหลืออยู่โดยพระคุณ, ในลักษณะ ที่ว่าธรรมะคือพระองค์ พระองค์คือธรรมะ : - "ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต" โดยลักษณะอย่างนี้แล้ว เราก็ได้ไปเฝ้าพระพุทธองค์อย่างแท้จริงด้วย. เพราะฉะนั้นการทำวัตรเช้าเย็นของเรา ก็ควรจะถูกถือว่า เป็นการเฝ้าพระพุทธองค์จริง จริง ยิ่งกว่าคนสมัยโน้นบางคน ไปเฝ้าพระพุทธองค์โดยทางร่างกาย. เขาไม่มีธรรมอยู่ในใจ ไม่เห็นธรรมอยู่ในใจ ก็ไม่ใช่พระพุทธองค์จริง ๆ เป็นพระพุทธองค์ส่วนภายนอก, คือส่วนร่างกาย. นี้แปลว่า เราสมัยนี้ เวลาห่างไกลมาตั้งสองพันห้าร้อยปี แล้วดินแดนก็ไกลกันถึงขนาดนี้ แต่ เราก็ยังเข้าเฝ้าพระองค์จริงได้ ด้วยการกระทำวัตรที่ถูกต้องหรือตรงตามความหมาย. เพราะฉะนั้น ขอได้โปรดนึกถึงเรื่องนี้ แล้วขยับขยายปรับปรุงการทำวัตรของเรา ให้เป็นไป ในลักษณะนี้ เป็นเรื่องที่สอง.

น.23 ๑๕ ทีนี้ ที่จะต้องนึกมากออกไปอีก ก็เหมือนกับเรื่องที่ได้กล่าวเมื่อคืนที่แล้วมานี้ว่า ทุกคราว ที่เข้าไปจุดธูปจุดเทียนที่บูชา ทำวัตร หรืออะไรอย่างนี้, ต้องมีเนื้อมีตัว มีกาย วาจา ใจ ที่ไม่ประกอบด้วยโทษ. ทำเสมือนหนึ่งว่า พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่นั้นก็ดี. หรืออะไร ก็ตาม ที่เราไปจุดธูปเทียนทำวัตรนี้ จะตะเพิดบุคคลผู้มีเนื้อมีตัวอันสกปรกในทางนามธรรมนั้น ให้ถอยกลับออกมา : เช่นมีจิตใจที่เหลาะแหละ โลเล ในหน้าที่ของสมณะ เป็นต้น. เข้าไปในโบสถ์ จุดธูปเทียน ทำวัตรนี้ ก็จะถูกพระพุทธรูปตะเพิดไล่กลับออกไปนอกโบสถ์ ให้ไปแก้ไขเรื่องนั้น ให้ดีเสียก่อน แล้วจึงกลับเข้ามาจุดธูปเทียน และทำวัตรเป็นต้น. นี้ขอให้ถือว่า เป็นเรื่องที่ต้องคิด เพราะว่าเราจะเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ทั้งที ก็ต้องเข้าไปในลักษณะที่พระองค์จะไม่ทรงไล่กลับ, เพราะว่ามีการกระทำอะไรผิด ๆ ไม่เหมาะ ไม่สม ; เข้าไปใกล้พระพุทธองค์ก็ทรงไล่กลับ, ดังที่ปรากฏอยู่ในสูตรหลายสูตร ทรงไล่, หรือทรงให้ไล่ภิกษุหมู่, ที่เข้าไปในเชตวัน ส่งเสียง เอ็ดตะโรไปตั้งแต่ประตูจนได้ยินถึงพระพุทธองค์, ก็ทรงให้ไล่ ไม่ให้เฝ้าเป็นอันขาด จนกว่า จะไปแก้ไขตนเองให้ดีเสียก่อน. เราก็เหมือนกัน ถ้าจะเข้าไปในโบสถ์ เข้าไปจุดธูปเทียน ทำวัตรในโบสถ์ก็ควรจะไม่มี อะไรที่เป็นมลทินติดตัวเข้าไป สำหรับไปทำวัตรเช่นนั้น. ดังนั้นเราควรจะถือว่า เวลาทำวัตร ซึ่งเปรียบเสมือนหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ ควรจะ เป็น เวลาซักฟอกตัวเอง. พูดโดยอุปมาก็เหมือนว่า เป็นการแสดงอาบัติเสียก่อน แล้วจึงไปทำวัตร หากแต่ว่าเป็น การแสดงอาบัติในทางธรรม. จะมีคำอื่นดีกว่านี้ หรือไม่ก็ไม่ทราบ ผมก็ขอใช้ คำว่าแสดงอาบัติอย่างนี้ ; คือโทษทางธรรม ต้องชำระให้สะอาดเสียก่อน แล้วจึงไปทำวัตร เป็นการเฝ้าพระพุทธองค์, เช่นเดียวกับเราแสดงอาบัติในทางวินัยเสียก่อน แล้วจึงจะลงปาฏิโมกข์. ก่อนทำปาฏิโมกข์เราแสดงอาบัติทางวินัย, แต่เมื่อจะไปทำวัตรให้จริงจังตามแบบของเรา ก็ต้อง แสดงอาบัติตามทางธรรม. เช่นเดียวกับว่า พวกอิสลามจะเข้าไปในโบสถ์ในสุเหร่าของเขา ก็ต้องผ่านการล้าง การเช็ด การอาบ อะไรทั้งหลาย หลาย ๆ ขั้น, เขามีน้ำสะอาด มีอะไร สะอาดที่นอกโบสถ์ ที่ทางเข้าไปในโบสถ์. สรุป เพื่อล้างกันให้สะอาด ทางวัตถุแท้ก็ยังทำ เพื่อจะเข้าไปในโบสถ์, โบสถ์นั้นศักดิ์สิทธิ์ เกินกว่าจะเข้าไปทั้งของสกปรก. ความหมายที่ลึกเขาคงจะหมายถึง ความสกปรกในทางจิตใจ ได้เหมือนกัน, แต่ว่าเมื่อคนมันเขลามากเข้า มันก็เห็นเป็นเรื่องทางวัตถุไปหมด. เพราะฉะนั้น จึงสนใจกันแต่ในเรื่องทางวัตถุ เหลืออยู่แต่ซาก เป็นเรื่องทางวัตถุ, นี่เป็นความตกต่ำของมนุษย์ สมัยนี้ในทางจิตทางวิญญาณ. แต่ว่าพวกเราก็ไม่ควรจะตกต่ำในลักษณะอย่างนั้น, ควรจะเป็น นักจิตใจ นักวิญญาณ ที่มีความรู้ความเข้าใจ และการกระทำทางฝ่ายจิต ทางฝ่ายวิญญาณ. และยังคิดว่าจะมีจิต มีวิญญาณ อย่างนี้บริสุทธิ์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า, มีการแสดงอาบัติทางธรรม ก่อนที่จะทำวัตร เป็นต้น. นี่เป็นเรื่องที่สาม ที่ว่าการทำวัตรนี้เป็นเรื่องที่สาม คือ การแสดงอาบัติ

น.24 ๑๖ ในทางธรรม เป็นประจำวัน เหมือนกับอาบน้ำให้แก่จิตใจเป็นประจำวันด้วย. ในการทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นนั้น อย่างน้อยก็ได้เป็น ๓ เรื่องแล้ว คือเป็นการรักษา ไว้ซึ่ง ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกลมหายใจเข้าออก ทุกอิริยาบถ อย่างหนึ่ง, เป็นการขยันไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ประกอบไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณแก่เราอย่างใหญ่หลวง เราก็ไม่ขี้เกียจ ที่จะไปเฝ้าทุกเช้าทุกเย็น อย่างนี้เป็นต้น นี้ก็อย่างหนึ่ง. แล้วก็เป็นโอกาสให้ชำระชะล้างเหมือน กะอาบน้ำให้แก่จิตใจก่อนจะไปเฝ้า เป็นการแสดงอาบัติในธรรมเป็นต้น นี่ก็อีกอย่างหนึ่ง. แม้เพียง ๓ อย่างนี้ ก็นับว่าเป็นการเพียงพอทีเดียว ที่จะกล่าวว่า การทำวัตรเช้าเย็นนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย. ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเหมือนที่คิดกันเข้าใจกันโดยมาก ว่าเป็นระเบียบ เบื้องต้น สำหรับบังคับผู้มาใหม่ให้ทำ, หรือว่ากระทำไปเพียงรักษาประเพณีพิธีรีตองเอาไว้, หรือบางทีก็คิดว่า พูดว่า ทำเพราะกลัวชาวบ้านจะติเตียน ว่าขี้เกียจขี้คร้าน อย่างนี้เป็นต้น ; นั้น ไม่ควรจะมีในหมู่พวกเรา. เมื่อเป็นดังนี้ ปัญหาก็เกิดขึ้นแก่เราว่า ทำอย่างไรจึงจะเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ใน ขณะทำวัตรได้มากที่สุด, เป็นการไปเฝ้าพระพุทธองค์โดยแท้จริงที่สุด, และเป็นการแสดง อาบัติทางธรรม หรืออาบน้ำให้แก่จิตใจเป็นประจำวันได้ดีที่สุด. นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องวิพากษ์- วิจารณ์ ปรึกษาหารือกันต่อไป, และพร้อมกันนั้น ก็จะพยายามทดสอบตัวเอง ที่ทำวัตรเช้าหรือ ทำวัตรเย็นว่า การกระทำของเรา โดยเฉพาะคือจิตใจของเรานั้น มันสูงขึ้นตามนั้นจริง ๆ หรือ เปล่า. เพราะฉะนั้นขอให้คิดว่า การทำวัตรของเราที่ตรงนี้หรือที่ตรงไหนก็ตาม. ขณะนี้อยู่ที่ ตรงนี้, เราได้ปรับปรุงให้มีความสูงขึ้นมาถึงขนาดนี้ด้วยหรือเปล่า หรือว่าวันนี้เราควบคุม จิตใจของเราได้ดีตลอดเวลาทำวัตร ยิ่งกว่าเมื่อวานหรือเปล่า. นี้มันก็น่านึกว่า บางทีทำไมเรา ว่าผิด, เราว่าคำทำวัตรผิดพลาดไปก็มีหรือว่าความ ผิดพลาดนั้น เกิดมาจากการที่เรานึกถึงความหมายของพระพุทธองค์จริง ๆ มากเกินไป ปาก จึงว่าผิด, หรือว่าเป็นเพราะว่า ใจลอย ไม่มีสติสัมปชัญญะ อยู่กะเนื้อกะตัว, นี้ก็ยิ่งเป็นเรื่อง เสียหาย เป็นโทษในการทำวัตร. แต่ทว่า ว่าพลั้ง ว่าผิดไป เพราะจิตไปนึกถึงธรรม ถึงพระพุทธเจ้า องค์จริงมากไปก็ไม่เป็นไร, เพราะว่าปากไม่ได้อยู่ในการควบคุม ก็เพราะว่าใจไปนึกถึงธรรม, ก็ไม่ควรจะถือว่าเป็นเรื่องผิดหรือเสียหาย, แต่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ทิ้งไว้เป็นเครื่องทดสอบ ตัวเองด้วยกันทุก ๆ องค์ ก็แล้วกัน. เพราะฉะนั้น ขอให้เราตั้งหน้าตั้งตาทดสอบว่า เรามีความบกพร่องอะไรในเรื่องการทำ วัตรเช้าเย็น ทั้ง ๓ ความหมายนี้ อย่างไรหรือไม่. - ให้เป็นเรื่องไตรสิกขาสมบูรณ์, - ให้เป็น เรื่องเฝ้าพระพุทธองค์ทุกเช้าเย็น, - ให้เป็นเรื่องแสดงอาบัติทางธรรมทุกคราวที่ทำวัตร, เพราะฉะนั้นจึงขอร้องว่า ก่อนแต่จะลงมือทำวัตร เหมือนเมื่อคืนนี้ก็ขอร้องว่า ขอให้ปรับปรุง จิตใจ, ชำระชะล้างจิตใจ อย่าให้มีสิ่งใดเหลืออยู่ ในลักษณะที่เป็นการฝ่าฝืน, หรือไม่เคารพ

น.25 ๑๗ ไม่เอื้อเฟื้อ ต่อพุทธประสงค์. พวกเราสมัยนี้ รวมทั้งผมด้วย ก็มักจะนึกถึงเรื่องดีเรื่องเด่น ในเรื่องวิชาความรู้ เรื่อง เกียรติยศอะไร ที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, แม้ในการเผยแพร่ศาสนา และแม้ในการประพฤติปฏิบัติ ที่ เคร่งครัดด้วยซ้ำไป, อย่างนี้ก็ถือว่า เป็นเรื่องไม่สมควรที่จะมีอยู่ในเนื้อ ในตัว ในใจ ใน ขณะที่จะไปเฝ้าพระพุทธองค์. เพราะฉะนั้นขอให้เราลืมเรื่องนี้เสียให้หมด ในขณะที่เราทำวัตร และไปเฝ้าพระพุทธองค์, ตลอดถึงกิริยาอาการ อากัปกิริยา อย่างที่ แม้จะถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ว่าไม่ให้เป็นคนโลเล เหลาะแหละ หรือกระทำบางสิ่งที่เคยชินเป็นนิสัย. อย่างนี้เราก็จะต้องคิดว่า เราจะทำอย่างนั้นต่อหน้าพระพุทธองค์ไม่ได้ มันไม่ควรจะเหลืออยู่ในเรา ในขณะที่จะ ไปเฝ้าพระพุทธองค์ด้วย. หรือเราจะนึกถึงเรื่องว่า เราเป็นธรรมทูต จะไปต่างประเทศ หรือ ไปไหนก็ตาม เรากระทำไปโดยมีความมุ่งหมายที่เป็นธรรม และปรารภธรรมแท้ ; หรือว่าปรารภ ตัวเอง เห็นแก่ตัวเอง, หรือปรารภโลก, ปรารภสังคม, อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นขอให้ถือเอาปัญหานี้ เอาข้อเท็จจริงอันนี้มาพิสูจน์ตัวเอง, มาปรับปรุง ตัวเอง ในขณะที่จะกล่าวคำทำวัตรเย็น ซึ่งเราจะได้กระทำกันอีกในวันนี้ต่อไป. แต่ก่อนที่จะทำนี้ ก็ต้องสอบสวนดู ทดสอบดู ใคร่ครวญดู ไตร่ตรองดู ร่อนตะแกรงดูว่า กำลังเป็นอย่างไร โดยจิตใจ, โดยการกระทำ, เราจะต้องละสิ่งเหล่านั้น. เพราะว่าถ้าเรากระทำลงไปทีไร เราว่า "กาเยน วาจาย ว เจตสา วา ฯลฯ" อย่างนี้ทุกที ; - ขอให้จงงดโทษที่ล่วงเกินไปแล้ว จะ ไม่ทำอีก จะสำรวมระวังต่อไป." ถ้าเราถือว่าอากัปกิริยาใด ๆ แม้เรื่องเหลาะแหละ, แม้แต่เรื่อง เช่นถือว่าเรื่องสูบบุหรี่ เป็นเรื่องไม่สมควร มันก็ต้องเป็นเรื่องไม่สมควร, อยู่ในพวกที่ไม่ควรจะเข้าไปใกล้พระพุทธองค์ ด้วยเหมือนกัน. เราตั้งอธิษฐานจิตที่จะไม่มีเรื่องอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้, แล้วต่อไป มากขึ้น ๆ. ผมคิดว่าไม่เกินเจ็ดวัน สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยดี เท่ากันหมด ; เช่น บุหรี่ก็ทิ้งได้, ความรู้สึกนึกคิดในทางที่จะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะละได้, ความโลเล เหลาะแหละ อะไร ก็จะได้, เพราะเรารักพระพุทธองค์มากกว่าที่จะเห็นแก่ตัวเรา. จึงขอร้องให้ขยันคิดนึกอย่างนี้ ซักซ้อมจิตใจอย่างนี้ กระทำในใจอย่างยิ่งอย่างนี้, ทุกคราว ที่จะทำวัตร และกำลังทำวัตรอยู่, และทำวัตรแล้วก็จะระลึกนึกถึง. ถ้าเป็นอย่างนี้การทำวัตร ของเราก็จะมีคุณมหาศาล, กลายเป็นเครื่องมือที่ประเสริฐที่สุด ที่จะแก้ไขเรา ทั้งเนื้อทั้งตัว ให้ละจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา, สู่ความสะอาด สว่าง สงบ, เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่งขึ้นทุกที ๆ ทุกวัน ๆ ที่เรามีการทำวัตรเช้าเย็น. เพราะฉะนั้น ขอได้มีการสำรวมจิตใจ, สำรวม ทุกอย่างทุกประการ ให้เข้ารูปเข้ารอยกันอย่างนี้แล้วจึงทำวัตรเย็น และหวังว่าเราจะทำได้ดีกว่า เมื่อวาน ทั้งโดยปากที่สวดร้อง, และทั้งโดยจิตใจที่ทำความรู้สึกคิดนึกในทางสติสัมปชัญญะ กระทั่งรู้ความหมายของคำที่ทำวัตร, และมีความรู้สึกซึมซาบเอิบอาบ ปีติปราโมทย์ สว่างไสว

น.26 ๑๘ แจ่มแจ้งได้โดยแท้จริง. จึงขอร้องโดยแท้จริง, อย่าได้เข้าใจว่า การทำวัตรเช้าเย็น เป็นเรื่อง เล็กน้อย เป็นบุรพภาคของคนซึ่งเพิ่งเข้ามาในศาสนาหรือว่าเป็นอะไรไปในทำนองนั้นเลย, ถือว่า เป็นบทเรียนที่ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าเราจะเป็นพระอรหันต์ การทำวัตรเช้าเย็นในลักษณะที่ถูกต้อง ๓ ประการ อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังคงเป็น บทเรียนที่ไม่สำเร็จ ที่สอบไล่ไม่ได้ ผ่านไปไม่ถึงที่สุดอยู่นั่นเอง จนกว่าเราจะเป็นพระอรหันต์ นี่ถ้าพูดอย่างนี้ ก็จะไปเกิดท้อใจขึ้นว่า มันมากเกินไป ไม่เอาละโว้ย ก็คงจะไม่ถูกเหมือนกัน ; เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นสมณสากยบุตรก็ต้องพยายามเรื่อยไป, โดยพระพุทธภาษิตที่ว่า : - วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา ซึ่งคุ้นเคยกับหูของเรามากแล้ว. เพราะฉะนั้นเราก็ต้องตั้งหน้าปักใจ อธิษฐานจิต ให้การทำวัตรเช้าเย็นของเราเลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไปจนสมแก่การที่เป็นนักศึกษา, เป็นธรรมทูต, เป็นนักจิตตภาวนา, เป็นอรัญญวาสี, หรือเป็นอะไรต่าง ๆ ที่ว่า สูงขึ้นไปตามลำดับ. มีการทำวัตรที่เหมาะสมแก่ภาวะของเรา, เป็นสารูปแก่หน้าที่การงานของเรา, แล้วเราก็จะได้ ชื่อว่าได้ทำดีที่สุด สุดความสามารถของเรา, เป็นการได้ที่ดี ไม่มีที่ต้องตำหนิติเตียน. นี่ขอให้ ปรับปรุงการทำวัตรเช้าเย็นของเรา ในลักษณะที่เหมาะสมแก่พวกเรา, เพราะว่าทำหน้าที่ที่ มอบหมายที่สูง ที่ดี และที่ยาก. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดถือว่า เป็นการตั้งต้นตั้งแต่คราวนี้ และต่อไปเรื่อยไปจนตลอดชีวิต, โดยถือเสียว่า ที่แล้ว ๆ มาจนกระทั่งวันนี้นั้น เราไม่ได้สนใจกับการทำวัตรของเรามากเหมือน คราวนี้. แล้วมันก็จะเป็นเหมือนขยะกระบุงหนึ่งที่แขวนคอเราอยู่นั่นเอง, ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ด้วย, หนักรกรุงรังเปล่า ๆ ด้วย. ขอให้สลัดทิ้งมันเสียเถิด, โดยปรับปรุงให้ไม่เป็นขยะกระบุงใหญ่ ต่อไป, แต่ให้เป็นอะไรที่เปรียบดั่งเพชรพลอยที่เล็กนิดเดียว, แล้วยังลึกอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ มองไม่เห็นก็ได้. ขอได้โปรดทำในใจอย่างนี้, แล้วก็ทำวัตรเย็นกันอีกทีตามกำหนดการของเรา, ที่เมื่อคืนนี้ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า เมื่อมีในโปรแกรมแล้วก็จะรักษาไว้. เพราะฉะนั้นขอให้เรา รักษาไว้, แต่ว่าคำว่า "รักษาไว้" นี้ก็อย่ารักษาไว้ในสภาพที่ย่ำเท้า ๆ อยู่ เหมือนกับที่แล้วมา. ขอให้เป็นการก้าวหน้า ๆ ไป โดยนัยดังที่กล่าวแล้วนั้น, ก็เป็นอันว่าผมได้ปรารภและขอปรารภ, ขอปรับปรุงความเข้าใจเสีย, กับการทำวัตร โดยสรุปตะล่อมความรู้สึกนึกคิด หรือเหตุผล ที่อภิปรายกันมาแล้ว เมื่อคืนโดยตลอด, แล้วสรุปเป็นคำอบรมสั้น ๆ ครึ่งชั่วโมงอีกครั้งหนึ่ง แล้วเราก็จะได้ทำวัตรกันต่อไป. •

น.27 ความอดทน บัดนี้ วันนี้ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๐ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น. ตามกำหนดของเราแล้ว เรามาสนทนาอะไรกันต่อไปตามเคย. วันนี้ผมอยากจะขอโอกาสสรุป หรือตะล่อมข้อความ ที่เกี่ยวกับความอดทนมาทำความ เข้าใจซ้ำ ๆ กันอีกคราวหนึ่ง. สิ่งที่อยากจะให้สังเกตก็คือ : - ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันกับข้ออื่น ๆ เช่นเรื่องทำวัตร เป็นต้น, คือ ปัญหา ที่ว่าพระที่เป็นนักศึกษา ในอันดับสูง, เป็นพระกัมมัฏฐาน, หรืออะไรทำนองนี้ จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จัดไว้เป็นเบื้องต้น เป็นเรื่องต่ำ ๆ นั้นอย่างไร, หรือว่าต้องปรับปรุงต่อไปอีกอย่างไร, เช่นเรื่องทำวัตรเราก็มีการขยับขยายให้เหมาะสมกันกับ เรื่องของนักศึกษา. ทีนี้ ธรรมะเบื้องต้นอื่น ๆ, เช่นความอดทนอย่างนี้ เราจะปรับกันเข้าอย่างไร หรือจะทิ้งไป ในฐานะที่เป็นธรรมเบื้องต้น, ไม่เกี่ยวกับนักศึกษาหรือนักปฏิบัติในชั้นสูง. ข้อนี้ผมอยากจะแนะนำ ให้เห็น อันตราย ที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว, คือ การมองข้ามไปเสีย, เช่น เรื่องสติสัมปชัญญะ เปิด นวโกวาท ขึ้น ก็เป็นเรื่องแรก ก็จัดเป็นหญ้าปากคอกไป ไม่สนใจ กันยืดยาว. มันก็เนื่องมาจากคำสอนที่สอนกันอยู่ไม่สมบูรณ์นั่นเอง, จึงเป็นเพียงเรื่อง สติสัมปชัญญะ สำหรับประกอบการงาน ตามธรรมดาประจำวันไปหมด. แต่ที่จริงเรื่องสติสัมปชัญญะนี้ ไปไกล จนถึงที่สุด คือนิพพาน อย่างในบาลี สติปัฏฐาน : - "อาตาปี สมุปชาโน สติมา วิเนยุย โลเก อภิชุฌา โทมนสฺสํ" : - ซึ่งหมายถึงการบรรลุมรรคผล แต่ต้นจนปลายทุกประการ ไม่ใช่เรื่องหญ้าปากคอก สำหรับสติสัมปชัญญะ. ถัดไปเรื่อง ขันติ โสรัจจะ เราก็สอนเรื่องนี้กันในสำนักเรียนเบื้องต้น แต่เพียงเป็นเรื่อง ของคนธรรมดาสามัญ ในการปฏิบัติประจำวัน ชีวิตประจำวันไปเสีย, เช่นว่า ขันติ - คือความ อดทน ทนลำบากในการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นต้น. ทนตรากตรำ ทนแดด ในเรื่องประกอบการงาน เป็นต้น แล้วก็ทนเจ็บใจ เมื่อมีคนมาด่าว่าให้เจ็บใจเป็นต้น. การสอนเพียงเท่านี้ มันก็ไม่พอแน่นอน

น.28 ๒๐ เป็นเรื่องของเด็กไปก็ได้, และสิ่งที่เรียกว่า อธิวาสนขันติ ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จะ ไม่รวมอยู่ในคำสอนชนิดนี้ก็ได้, เพราะตามความรู้สึกของผมนั้นเห็นว่า อธิวาสนขันติ นั้น คือการอดทนต่อการบีบคั้นอันรุนแรงของกิเลส, ไม่ใช่เพียงแต่ทนลำบากเมื่อเจ็บไข้ ทน ตรากตรำเมื่อทำงาน, หรือทนถ้อยคำที่เขาด่าว่านินทา, นั้นมันล้วนแต่สิ่งที่เนื่องด้วยสิ่งภายนอก หรือผู้อื่นไปเสียทั้งนั้น. ส่วนการทนต่อการบีบคั้นของกิเลส ซึ่งเป็นเรื่องภายใน และเป็นเรื่อง ส่วนตัวเราโดยตรงนั้น มันควรจะมากไปกว่านั้น. ทีนี้ เรื่อง ขันตี สำคัญหรือมีความจำเป็นอย่างไร สำหรับพวกเราที่นี่เวลานี้, ก็ขอให้ นึกถึงบาลีพระพุทธภาษิตต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ ขันตี ซึ่งชินหูพวกเรามากที่สุด, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำที่ว่า : ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา "-ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง, จัดเป็นบรมธรรม คือ บรมธมฺม, ปรมตโป คู่กันกับ นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทธา : - นิพพานก็เป็นบรมธรรม ในส่วนผลที่ จะได้รับ ขันตีก็เป็นบรมธรรมในส่วนเหตุที่จะพึงกระทำ พึงปฏิบัติเพื่อจะให้ได้รับ. เพราะ- ฉะนั้นไม่เป็นเรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว และดูจะเป็นการยืนยันมาแต่ดึกดำบรรพ์ ก่อนพุทธกาลว่า : ขนตี พลํ เวยุยตีนํ :- ความอดทนเป็นกำลังของผู้บำเพ็ญพรต, นี้จะใช้ได้ทั่วไปหมดในทุกศาสนา. หรือว่า :- มูลํ ฆเนติ ขนฺติโก :- ขันติ ย่อมขุดเสียซึ่งมูลราก กล่าวคือกิเลส, หรือมูลรากของ กิเลสอีกทีหนึ่ง. นี้ก็เป็นหลักปฏิบัติโดยเฉพาะ ในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว, เพราะฉะนั้นขันตี ไม่ใช่เรื่องของภิกษุหนุ่ม หรือสามเณร อย่างที่สอน ๆ กันอยู่ในสำนักเรียน ที่เราก็เคยเรียนกันและ เคยสอนคนอื่น. อีกอย่างหนึ่ง ที่อยากจะให้สนใจเป็นพิเศษก็คือ ขันตี ที่ไปรวมอยู่ในหมู่ฆราวาสธรรม, คือ :- สัจจะ, ทมะ, ขันติ, จาคะ :- ความจริงใจ, การบังคับตัวเอง ความอดทน, ความสละ สิ่งที่เป็นข้าศึกในใจออกไปเสีย, เราก็สอนกันแต่เพียงว่า เป็นฆราวาสธรรม เป็นธรรมะสำหรับ ฆราวาสไป นี้ไม่ใช่ความจริง ถ้าสอนเพียงเท่านี้, ตามความจริงแล้ว ธรรม ๔ ประการนี้ สำหรับทุกคนทุกระดับ ทุกกิจการงาน กระทั่งบรรลุนิพพาน, โดยภาษิตที่คู่กันว่า :- ให้ไป ถามสมณพราหมณ์เหล่าอื่นดูเถิดว่ามีอะไร มีธรรมอะไร ที่ยิ่งไปกว่าสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เหล่านี้, เพราะฉะนั้น ธรรม ๔ ประการนี้ ก็ไม่ใช่ธรรมสำหรับเด็ก หรือขั้นเด็ก หรือภิกษุหนุ่ม สามเณร หรือพวกฆราวาส, และก็ต้องเป็นธรรมะสำหรับพวกเรา ที่เรียกตัวเองว่า นักศึกษา ในระดับสูงสุดของการศึกษา, เพราะการเป็นพระกัมมัฏฐาน, พระภาวนา, จะเป็นพระธรรมทูต ที่นำพระธรรมออกไปเผยแผ่ ในที่ ๆ ควรเผยแผ่จนทั่วโลก. ดังนั้น เราควรจะพิจารณาฐานะของธรรมะ ที่เรียกว่า "ขันติ" กันเสียใหม่, และปรับให้ เหมาะสมกันกับเรื่องของเรา. ผมรู้สึกและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ว่า ขันตีเป็นตบะอย่างยิ่ง เป็น กำลังของผู้บำเพ็ญพรต, และก็เป็นการขุดรากเง่าของกิเลสด้วย. เราจะพิจารณาดู ขันตี ในระดับต่ำก่อน, เช่นว่าความอดทนต่อความเจ็บไข้ ความลำบาก

น.29 ๒๑ ตรากตรำต่อการกระทบความร้อน ลม แดด น้ำค้าง, และอดทนต่อความเจ็บใจ. เดี๋ยวนี้เรา ไม่ได้เจ็บไข้ลำบากทางกาย, ขันตี ข้อแรกก็หมดปัญหาไป. เดี๋ยวนี้เราก็ไม่ได้ถูกใครมาด่าว่า ให้เจ็บใจ, ขันตี ข้อสามก็หมดไป. ขันตี ข้อสองที่ตรงกลาง ที่ว่า ทนความตรากตรำนี้ ดูจะ ยังมีปัญหาอยู่ คือว่าเราจะทนต่อความบีบคั้นของดินฟ้าอากาศ ซึ่งเราได้ชิมกันมาสองวันแล้ว, แดดบ้าง เหนื่อยบ้าง. เพราะฉะนั้นขอให้สังเกตดูต่อไปว่า เราเป็นเพื่อนใกล้ชิดกับธรรมชาติได้ มากน้อยเท่าไร โดยเฉพาะเกี่ยวกับแดด เราก็ชิมกันมาตั้งแต่วันแรก เมื่อวานที่ฉันอาหารกลางแดด ที่ตรงนี้. เพราะฉะนั้นขอให้ยินดีที่จะรู้จักกับมัน และได้รับประโยชน์จากมัน คือว่าสิ่งที่เรียกว่า แดดจะไม่มีความหมายอะไรสำหรับเรา, เกิดเป็น care free ชนิดหนึ่งขึ้นมาได้. นี่แหละคือ เคล็ดหรือข้อเท็จจริง ที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างลี้ลับข้อหนึ่ง. ขอให้พวกเราสังเกตดูให้ดี ๆ ต่อไปด้วย และขอให้หมดความอิดหนาระอาใจ ในการที่จะเป็นเกลอกันกับแดด กับฝน กับยุง กับริ้น ต่อไปจงทุก ๆ รูปด้วยเถิด, เป็นกำลังของผู้บำเพ็ญพรตอย่างยิ่ง และมีความจำเป็นสำหรับ พวกเราเป็นอย่างยิ่ง โดยไม่ต้องสงสัย. นี่ขอให้นึกให้มาก ในเรื่องทำนองนี้ ที่มันซ่อนเร้น มันแฝงอยู่ภายใต้ความไม่ซื่อตรงต่อตัวเองของเรา, หรือความไม่ซื่อตรงต่อธรรมะของเรา ซึ่ง เป็นสัจจะข้อแรก, แล้วเราก็ไม่มีการบีบบังคับตัวเองที่เพียงพอ จนไม่ต้องใช้ความอดกลั้นอดทน อะไร, แล้วเราก็ไม่มีโอกาสจะสละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจเป็นธรรมดา, เรื่องก็จะต้อง ล้มเหลวกันเพราะเหตุนี้. เพราะฉะนั้น เราจะถือเอาความอดทนเป็นใจกลางของธรรมหมวดนี้, ทำความอดทนทุกอย่างทุกประการ, แม้ที่สุดแต่ที่จะมานั่งกลางน้ำค้าง กลางอากาศหนาว อย่างนี้ ก็เป็นกำลังของผู้บำเพ็ญพรต, เป็นตบะอย่างยิ่งที่จะเผากิเลส, เป็นการขุดรากเง่า ของกิเลสเป็นลำดับ ๆ ลึก ๆ เข้าไป นี้เรียกว่า ขันตี ในส่วนทั่วไป. ทีนี้ เราก็มาถึง ขันตี ในอันดับสูง, ที่จะเรียกว่า อธิวาสนขันตี - คือ อดทนต่อการ บับคั้นของกิเลส. อธิวาสนขันติเป็นเหตุให้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน, แต่พร้อมกันนั้นก็นำมา ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน. คนในโลกกำลังขาด อธิวาสนขันตี คือความอดทนต่อการบีบบังคับ ของกิเลส จึงได้หมุนไปในทางต่ำ หรือทางวัตถุนิยม และจมติดลงในวัตถุนิยมมากขึ้น, ยกตัวอย่าง เช่น ต้องไปดูหนังดูละคร, เมื่อไม่ได้ไปดูหนังดูละครมันก็เกิดการเจ็บปวดขึ้นมาในใจ, คือในการ บีบบังคับของกิเลส ที่อยากจะไปดูหนัง. ทีนี้เมื่อไม่ใช้อธิวาสนขันตีต่อต้านการบีบคั้นของกิเลส, ก็เป็นทาสของกิเลส และต้องไปดูหนัง, มันจึงน้อมไปในทางต่ำ หรือตามใจกิเลสมากขึ้นทุกที โลกก็จะหมุนไปในทางต่ำหรือทางล่มจม, เพราะการบีบคั้นบังคับตัวเอง ให้ทนต่อการบีบคั้น ของกิเลส. ทีนี้ พวกเราบรรพชิตก็มีกิเลสบีบคั้นอยู่มากมาย เกี่ยวกับความอยากกิน อยากเล่น ในสิ่งเสพติดต่าง ๆ , ยกตัวอย่างเช่น บุหรี่, เมื่อไม่ได้สูบตามกำหนดเวลา ก็เกิดการบีบคั้น ของกิเลสขึ้นมา. ถ้าเราไม่ต่อสู้ไม่อดทนไม่เอาชนะมันให้ได้, เราก็แพ้มัน, เราก็กลายเป็นผู้ที่มี

น.30 ๒๒ ปัญหา, เป็นผู้มีจิตใจตกอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งเสพติดอยู่เรื่อยไป, แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในสิ่งที่เราต้องทำ เพื่อเป็นปฏิบัติบูชา, เป็นเครื่องสนองพระคุณ บูชาพระคุณของสมเด็จพระ- บรมศาสดา เป็นแน่นอน. เพราะฉะนั้นจะต้องมี อธิวาสนขันตี ต่อสู้กับการบีบคั้นของกิเลส, แม้ที่สุดแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเรื่องการสูบบุหรี่ เป็นต้น. สูงขึ้นไปถึง เรื่องอาหารการกิน, เมื่อไม่ได้อย่างใจ ก็เกิดการบีบคั้นของกิเลสขึ้นมา. ถ้าเราไม่ต่อสู้ แล้วไม่เอาชนะให้ได้ ก็จะมีความล้มเหลว ที่สูงขึ้นไปตามลำดับ. ไม่ต้องพูดถึง กิเลส คือ ราคะที่บีบคั้นเราจนต้องสละพรหมจรรย์นี้ไป, แม้แต่กิเลสเรื่องอาหารการกิน และ สิ่งเสพติด เช่นบุหรี่ เป็นต้น กระทั่งติดวิทยุ ติดโทรทัศน์ เป็นต้น มันก็ล้วนแต่เป็นอันตรายที่ ร้ายแรงไปด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นขอวิงวอน เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ขอได้โปรดนึกถึงสิ่งเหล่านี้ ซึ่งล้วนแต่ เป็นการบีบคั้นของกิเลสทั้งนั้น, ที่จะเอาเราไปเป็นทาสของมัน. เราจะต้องอาศัย อาธิวาสนขันตี ในอันดับสูงสุด ที่ไม่ค่อยสอนกันในโรงเรียนนักธรรม ; นั่นแหละมาเป็นเครื่องมือสำหรับต่อสู้ ให้สมกับที่เป็นสาวกของพระบรมศาสดา. เราจะต้องใช้เครื่องมือที่พระองค์ทรงใช้แล้วประทาน ให้ไว้แก่เรา กล่าวคือ ขันตี ในอันดับสูง. เพราะฉะนั้น เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายย่อมจะเห็นได้ และทราบได้แล้วว่า, สิ่งที่เรียกว่า ขันติ โสรัจจะ นี้ไม่ใช่เรื่องหญ้าปากคอก เหมือนที่พูดกัน โดยมากเสียแล้ว, แต่เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ตั้งแต่ต้นจนปลาย คือจนบรรลุมรรค ผล นิพพาน, แต่เรา จะต้องใช้คู่กันกับอานาปานสติกัมมัฏฐาน ตั้งแต่อันดับแรก จนถึงอันดับสุดท้ายด้วย เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ขอวิงวอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งเหล่านี้ หรือสิ่งนี้โดยเฉพาะด้วยความ ละเอียดลออ สุขุมแยบคาย ให้เป็นอย่างยิ่งด้วย. ความจำเป็นในข้อนี้ได้มาถึงเข้าแล้ว ที่จะ ต้องปรับต้องปรุงสิ่งต่าง ๆ ให้ถูกกันกับระดับของเรา ที่เป็นนักศึกษา, นับตั้งแต่การทำวัตร สวดมนต์ ภาวนา ดังที่เราได้ปรับความเข้าใจกันมาโดยลำดับ. ขอให้เราพอใจรักสิ่งที่เรียกว่า “ขันตี" : - ความอดกลั้นอดทน ซึ่งมีรสชาติเป็นความ เจ็บปวด แสบเผ็ด ทนทรมาน จนผู้ที่อ่อนแอจะต้องทิ้ง จะต้องวิ่งหนี, แต่เราจะเผชิญกัน, เรา จะต่อสู้, และเราจะทำความเป็นสหายกับมันให้ได้ในที่สุด นี่คือสิ่งที่จะต้องคิดให้ดี, จะต้อง ปรับกันให้ดี, ในส่วนที่เป็นหลักวิชาการ และวิธีการ. ขอได้โปรดทราบว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นนักวิชาการและวิธีการ, อาศัยบทพระ- พุทธคุณ ที่เราสวดร้องท่องบ่น ในขณะทำวัตรเช้าเย็นอยู่เสมอ, คือบทที่ว่า : - วิชฺชา จรณ สมฺปนฺโน - พระองค์เป็นสัมปันโน คือสมบูรณ์ด้วยวิชชา และจรณะ. สิ่งที่เรียกว่า วิชชา นั้นก็คือ วิชาการ, สิ่งที่เรียกว่า จรณะ ก็คือ วิธีการ. ศัพท์สมัยใหม่เรามีสองคำ คือคำว่า technics นี้ ตรงกับคำ วิชาการ, แล้วมีคำอีกคำหนึ่งคือ technique ซึ่ง que อยู่ท้าย นี้คือ วิธีการ. technics ตรงกับวิชาการ technique ตรงกับจรณะ. ต่อเมื่อสมบูรณ์ทั้ง technics และ technique มัน

น.31 ๒๓ จึงจะเป็น technical ซึ่งเป็นเครื่องมือให้สำเร็จประโยชน์ได้จริงขึ้นมา, เราจะต้องสมบูรณ์ทั้ง วิชาการและวิธีการ ในหน้าที่การงานของเรา. ผมจะได้ขอร้องวิงวอนให้สนใจเกี่ยวกับการ ที่จะปรับวิชาการและวิธีการ ให้เข้ารูปกลมเกลียวกันไป เพื่อความสมบูรณ์ในสิ่งทั้งสองนี้ได้, จึงได้พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เกี่ยวกับการปรับความเข้าใจในเรื่องนี้ มาตั้งแต่วันแรก และ จนกระทั่งบัดนี้. ขอได้โปรดอย่าได้อิดหนาระอาใจ ในเรื่องที่จะทำความเข้าใจกันในลักษณะเช่นนี้ ด้วย, เพราะว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ. ในส่วนวิชาการ เ ราก็รู้แล้วว่า ขันตีเป็นอย่างไร. ทีนี้ ในส่วนวิธีการ เราก็ต้องทำ ให้ได้, สร้างความอดกลั้นอดทนขึ้นมาให้ได้จริง ๆ, นับตั้งแต่ทนลำบาก, ทนตรากตรำ, ทนเจ็บใจ, และสูงสุดถึงการทนต่อการบีบคั้นของกิเลส, ซึ่งจะมีทุกโอกาส. ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ความ หลุกหลิก เหลาะแหละ ชอบหัวเราะร่วน อยู่เสมอก็ดี การมีสิ่งเสพติด เช่นบุหรี่ เป็นต้น ติดอยู่ที่เนื้อที่ตัวก็ดี, เหล่านี้เป็นการไม่อดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส, เป็นสิ่งซึ่งจะต้องชำระ ให้หมดไป ภายใน ๕ วัน ๗ วัน, จึงมีสภาพความเหมาะสมเกิดขึ้นในตัวเรา ที่จะประพฤติปฏิบัติ ในกัมมัฏฐานภาวนา ที่สูงยิ่งขึ้นไปตามลำดับ. เพราะฉะนั้น ขอวิงวอนเพื่อนสพรหมจารี, นักศึกษา, นักปฏิบัติทั้งหลาย ว่า จ งใช้ ขันตี ขุดรากกิเลสประเภทนี้ไป ตั้งแต่อันดับต้น ๆ, ให้เป็นกำลัง ของเรา ผู้บำเพ็ญพรต และเป็นตบะ - คือเป็นสิ่งร้อนที่จะเผาผลาญกิเลส ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้อนด้วย เหมือนกัน ให้ค่อย ๆ ไหม้หมดไปตามลำดับ, ถือเอาเป็นสิ่งที่เป็นเครื่องมืออันแท้จริงของพุทธบุตร ด้วยอาศัย อธิวาสนขันตี นี้. ขันตีอย่างอื่น แม้จะรุนแรงสุดเพียงไร ก็ยังไม่ใช่ของพวกเรา. เราอ่านชาดก เช่น ขันติวาทีชาดก เป็นต้น, ซึ่งพระฤาษีองค์หนึ่งนิ่งอดทน ให้พระราชาองค์หนึ่ง ตัดหูตัดจมูกเข้ามา ตามลำดับ กระทั่งตัดมือตัดเท้า ท่านก็ยังอดทนได้, แต่ว่าอย่างนี้ยังจะไม่เป็น อธิวาสนขันตี คือ การอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส, เพราะเป็นการทนทางกายไปเสียเป็นส่วนมาก. เราจะต้องอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส ซึ่งเป็นของละเอียดในทางจิตทางใจ โดยตรง ให้ยิ่งขึ้นไปอีก, แม้ว่าจะมีการอดทนในทางร่างกายเป็นรากฐาน ก็ต้องมีความอดทน ในทางจิตทางวิญญาณเป็นยอด คือเป็นยอดสูงสุดนั่นเอง และก็ต้องเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นลำตัว อยู่ด้วยตลอดเวลา, เพราะฉะนั้นขอได้โปรดสนใจในเรื่องการอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส นี้ เป็นส่วนใหญ่ เราจะนั่งอยู่กลางน้ำค้างกี่ชั่วโมงก็ได้. กลางแดดกี่ชั่วโมงก็ได้ ไม่เท่าไรความอดทน จะให้ผลเป็นการทนได้, เป็นสิ่งต่อต้านหรือ immunity ที่จะป้องกันการเป็นหวัด, การเป็นอะไร ทุกอย่างมาตามลำดับ, กระทั่งทนต่ออุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ต่อการที่เราจะต้องนั่งสมาธินาน ๆ ให้ได้. เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่จะแสดงให้เห็นว่า ค วามจำเป็นที่จะต้องมี อธิวาสนขันตี นั้นเป็นอย่างไร.

น.32 ๒๔ ขอได้ทำความเข้าใจเป็นประจำวัน ในขั้นตระเตรียม ในเบื้องต้นแห่งวัน ในลักษณะ เช่นนี้กันทุก ๆ วัน กว่าจะหมดเวลา, ขอได้โปรดสนใจให้เพียงพอและให้สำเร็จประโยชน์ด้วย. เราเริ่มกันมาด้วยความอดทน ตั้งแต่นาทีแรกหรือชั่วโมงแรกแล้ว, ก็ขอให้สืบต่อไปจนถึงนาที สุดท้าย หรือชั่วโมงสุดท้าย, ถ้าหากว่า เราไม่ประสบความสำเร็จในอันดับสูงสุด เราก็ต้อง ประสบความสำเร็จในอันดับกลาง หรืออันดับต้นๆ แต่ก็มากพอที่จะใช้ความอดทนนี้ เป็นเครื่อง บูชาคุณของสมเด็จพระบรมศาสดา ด้วยปฏิบัติบูชาเป็นแน่นอน. นี้คือเรื่องขันตี เป็นเครื่อง สักการะบูชาคุณของสมเด็จพระบรมศาสดา เป็นกำไรพิเศษก่อน, และที่เราจะใช้จริงกันก็คือ ความสำเร็จแก่แนวปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาของเรานั่นเอง, นี้ก็เป็นอันว่า การทำความเข้าใจ ข้อหนึ่ง ๆ ในตอนเช้านี้ก็เสร็จสิ้นไปแล้ว. ทีนี้ เราก็มาถึงเรื่องทำวัตรเช้าต่อไปอีก, ดังที่ได้มีมติต้องกันว่า จะกระทำให้เป็นไป ตรงตามกำหนดการ, แล้วขยับขยายให้ยิ่งขึ้นไปอีก จนเป็นของสูงเหมาะแก่นักศึกษา, นักปฏิบัติ กัมมัฏฐานภาวนา, เหมือนกับที่ว่า เราจะใช้การทำวัตรนี้ เป็นการไปเฝ้าพระบรมศาสดาทุกเช้า ทุกเย็น. โอกาสแห่งเวลาเช้ามาถึงแล้ว เราก็ไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยการทำวัตรที่ถูกต้องตาม spirit ของมันคือด้วยจิตใจที่สละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในจิตใจ กาย วาจา ให้มีเนื้อมีตัวอันสะอาด สมควรแก่การไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา ในลักษณะที่จะไม่ถูกพระองค์ทรงไล่ให้กลับ, และเราก็มีสติสังวร ในการกระทำนี้ให้เป็นส่วนศีล, มีจิตตั้งมั่นในสิ่งที่กำลังกระทำนั้น ให้เป็น ส่วนสมาธิ และให้ได้รู้รสของสิ่งนี้ด้วยจิตด้วยใจ มีสัมปชัญญะรู้สึกตัวทั่วถึง แม้ในพระคุณของ พระองค์ นี้ก็เป็นปัญญาในส่วนปัญญาสิกขา, แล้วเราก็จะเป็นการได้กระทำสิ่งที่ควรกระทำเป็น ประจำวัน, คืออาบน้ำชำระล้างในส่วนจิตใจ ไม่มีโทษเหลืออยู่ที่เนื้อที่ตัว. เพราะฉะนั้นขอให้ เราสำรวมสติ สัมปชัญญะ ความอดกลั้นความอดทน และ ทมะ อื่น ๆ ทุกประการ เพื่อให้ การทำวัตรของเรายกฐานะ หรือเลื่อนระดับขึ้นมาเหมาะสมแก่นักศึกษา และผู้ที่จะปฏิบัติ ในกัมมัฏฐานภาวนา มีความเหมาะสมเพียบพร้อม ที่จะนำพระธรรมของสมเด็จพระบรมศาสดา ไปกระทำให้เป็นแสงสว่างทั่วโลก ด้วยกัน จงทุกองค์เถิด. ☸

น.33 การประกาศศาสนา บัดนี้ วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๐ ล่วงเข้ามาถึงเวลา ๑๙.๓๐ น. พวกเรากำลังนั่งกันอยู่ที่นี่ในฐานะที่จะทำสิ่งที่เราเห็นว่าดีที่สุด ในการรับใช้พระ- พุทธองค์, กล่าวคือสิ่งที่เรียกกันว่าเผยแผ่พุทธศาสนา หรือประกาศพระศาสนา ซึ่งเป็นงาน ที่ใหญ่ยืดยาว, เราก็ต้องทำไปทีละส่วนละตอน. ชั่วโมงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง หรือตอนหนึ่งของ การกระทำนั้น เมื่อเราทำดี ได้ดีถึงที่สุดแต่ละตอน ๆ ไป ก็คือ ทำทั้งหมด เหมือนกับที่เรารู้อยู่ดี แล้วว่า เหมือนกับสตางค์ ๆ เดียวประกอบกันเข้า มันก็กลายเป็นบาทหนึ่ง หรือหลายพันบาท หลายหมื่นบาท หลายแสนบาท, ส่วนหนึ่ง ๆ ก็คือ สตางค์หนึ่ง. เพราะฉะนั้นขอให้หาสตางค์หนึ่ง มาให้ได้ ก็จะได้บาทหนึ่ง หรือหลายแสนบาทได้. ชั่วโมงหนึ่งของเรานี้ ก็ทำให้ดีที่สุด แล้ว ทุก ๆ ชั่วโมงก็จะดี, งานที่เรียกว่าใหญ่หลวงหรือมีค่ายิ่งก็สำเร็จได้ คือ ฝึกตนเอง ให้เหมาะสม ที่จะประกาศพระศาสนา. ชั่วโมงนี้ ก็อยากจะพูดถึงเรื่อง การประกาศศาสนา นั่นเอง, เพราะสังเกตเห็นว่า เรายังเข้าใจอะไรเกี่ยวกับคำนี้ยังน้อยอยู่ก็มี ไม่ตรงก็มี. พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า จงประกาศ พรหมจรรย์, ไม่เคยใช้คำว่า จงประกาศศาสนา, แต่เราใช้คำว่า ประกาศศาสนา. ถ้าใช้ คำว่าประกาศพรหมจรรย์ ก็ดูจะงงกันไปหมด หรือจะมองตากันก็ได้, (เพราะคำว่าพรหมจรรย์ ในภาษาไทย หมายถึงอะไรบางอย่างมากกว่าที่จะหมายถึงศาสนา) แต่ถ้าเราจะทำในส่วนที่ เป็นเนื้อหาจริง ๆ ก็ควรจะเรียกว่า ประกาศพรหมจรรย์ อยู่นั่นเอง. งานของธรรมทูต สมณฑูต ก็คือประกาศพรหมจรรย์, เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจคำว่า พรหมจรรย์ เมื่อถือเอาตามที่เราเรียน ๆ กันมา คำว่า “พรหม" ก็แปลว่าสูงสุดหรือประเสริฐ ในที่นี้ ไม่ต้องแปลว่า พระพรหม หรือพระเจ้าอะไรทำนองนั้น, เอาแต่เพียงว่า มันสูงสุด ประเสริฐสูงสุด. พรหมจรรย์ ก็คือการประพฤติหรือการกระทำ ซึ่งในที่นี้หมายถึงการเป็นอยู่ในชีวิต เพราะ ในการเป็นอยู่แห่งชีวิต นั้นคือการกระทำ และประพฤติอยู่ตลอดเวลา. เวลาทำการงานก็เป็น

น.34 ๒๖ การประพฤติหรือการกระทำ เวลาพักผ่อน ก็เป็นการประพฤติหรือกระทำ เพราะฉะนั้น “พรหมจริยํ” ก็แปลว่า การประพฤติ หรือการกระทำที่ประเสริฐ. พูดภาษาใหม่ ๆ กันสักหน่อย ก็ว่า แบบแห่งการเป็นอยู่ที่ประเสริฐ, แบบแห่งการครองชีพที่ประเสริฐ, ไปคิดหาคำต่างประเทศ เอาเอง :- System of Life, Livelihood อะไรแล้วแต่จะไปลองคิดดู, ก็ต้องชื่อว่า ประเสริฐ ขนาด Supreme หรือ Unique เป็นต้น. ถ้าเราเรียกอย่างนี้ System of Supreme Livelihood อย่างนี้ ก็จะเป็นที่สนใจแก่ชาวต่างประเทศ ยิ่งกว่าที่จะพูดว่า Buddhism, ซึ่งพระพุทธองค์ไม่เคยทรงใช้ ว่าไปประกาศพระศาสนา แต่ใช้ว่าไปประกาศพรหมจรรย์. ลองใช้คำนี้ ลองนึกถึงคำนี้กันดูให้ดี บางทีจะช่วยให้เราทำได้ง่ายขึ้น เป็นการแบ่งภาระให้เบาเข้า. เอาละ ทีนี้ ผมจะพูดถึงคำว่า “พรหมจรรย์" - แบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐ ว่าคืออะไร. เพื่อนสพรหมจารีทุกคน คงจะมองเห็นชัดแล้วว่า หลักในพระพุทธศาสนาของเรา ทั้งหมด ก็เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเข้าด้วยกันมา เป็นตัวพุทธศาสนา, เพราะฉะนั้น พรหมจรรย์ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง โดยเนื้อแท้ เราประพฤติ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ จะเป็นการประพฤติที่ประเสริฐขึ้นมา, คือเป็นแบบแห่งการครองชีวิต หรือการเป็นอยู่ที่ประเสริฐ ขึ้นมาทีเดียว. แต่ถ้าเราไปพูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญาอย่างนี้ ชาวต่างประเทศก็จะงง, หรือสั่นหัว, และไม่รู้สึกสนใจหรือต้องการ, เพราะฉะนั้น เราจะต้องใช้คำอื่นที่เขาอาจจะเข้าใจได้ทันที, และสนใจ, และต้องการ. ทีนี้เราจะใช้คำว่าอะไรดี เกี่ยวกับศีล เกี่ยวกับสมาธิ เกี่ยวกับปัญญา, ผมเห็นว่า คำว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ เป็นคำที่อาจจะใช้เป็นคำสากล, แสดงความหมายสากล เข้าใจได้ และ เป็นที่พอใจได้ทุกชาติ ทุกภาษา. แทนที่จะเรียกว่า ศีล, เราก็ไปเรียกโดยผลของศีล, คือวิธี ประพฤติ หรือกระทำ ที่จะไม่ให้เราต้องเดือดร้อนขึ้นมา เพราะการพูดหรือการกระทำทางกาย ของเรา, แทนที่เราจะเรียกว่า ศีล, เราก็เรียกว่า ความปกติทางกาย ทางวาจา ที่ไม่ทำให้ เกิดความเดือดร้อนขึ้นมา, หรือจะพูดภาษาสมัยใหม่ก็ว่า ความหมดอันตราย ทางกาย ทางวาจาของเรา, หรือว่าความเป็นสุภาพบุรุษถึงที่สุด อย่างนี้ก็คงจะเกิดความสนใจ. นี้ถ้า พูดอย่างตีคลุม ก็คือความมีมารยาทดีที่สุด นั่นเอง มีมารยาทอย่างสุภาพบุรุษ หรืออะไร แล้วแต่ เขาจะเข้าใจได้ เข้าใจอยู่ก่อนแล้ว. ความมีระเบียบและมารยาทดีที่สุด หรือการมีระเบียบวินัยที่ดีที่สุด เรียกว่า ศีล, ฝรั่งก็ ต้องการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์, สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ศีล แต่อย่าไปเรียกว่า ศีล ถ้าไปเรียกว่า ศีล ว่า Precept อะไรทำนองนี้เข้า มันสะดุ้ง, เพราะมันเป็นยาขม, แต่ถ้าเรียกว่า ความมีระเบียบวินัย ที่ดีที่งามถึงที่สุด มันก็เป็นของที่ดึงดูดใจอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นถ้าไปถึงต่างประเทศ ถ้า ถูกถามว่า ศีล คืออะไร, ก็บอกว่า ความมีระเบียบวินัยที่ดีที่สุด, เพราะมีความหมายเป็น ของสากลเช่นนี้, จึงเข้าใจได้ทันที, จะเกิดความสนใจทันทีว่า ความมีระเบียบวินัยที่ดีที่สุด ของ

น.35 ๒๗ พวกพุทธบริษัท นี่มันอะไรกันนะ นั่นแหละจะเป็นชนวนหรือเครื่องดึงให้เกิดความสนใจ. ทีนี้ ก็มาถึงอันที่สอง คือ สมาธิ จะใช้คำว่า Concentration หรือ Meditation หรือ อะไรทำนองนี้ มันงงอีกเหมือนกัน, เราก็ไปเพ่งถึงผลอีกตามเคย เช่นพูดว่า การทำให้จิตอยู่ใน อำนาจของเรา อย่างนี้ก็เกิดความสนใจได้ยิ่งกว่าคำว่า Concentration หรือ Meditation หรือ อะไรทำนองนั้น. หรือพูดสมัยใหม่สักหน่อยก็ว่า ทางสำเร็จในการที่เราจะฝึกจิตให้ใช้อะไรได้ ตามที่มนุษย์ต้องการ คือ การฝึกจิตให้อยู่ในสภาพที่จะใช้ทำอะไรได้ตามที่มนุษย์ต้องการ. ผมคิดว่าพวกฝรั่ง หรือชาวต่างประเทศ คงสนใจขนาดหูกางทีเดียว เพราะว่าทุกคนก็ล้วนแต่ ต้องการ ที่จะได้มีสมรรถภาพทำนองนั้น ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นแทนที่จะว่า สมาธิ Con- centration ก็ว่าระบบแห่งการกระทำจิต ให้อยู่ในลักษณะที่จะใช้อะไรได้ตามที่เราต้องการ. ลองคิดดู คำนิยามคำนี้ถูกหรือผิด ที่จริงคำนิยามคำนี้ถูก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตามหลักของ พระพุทธศาสนา การทำจิตให้อยู่ในภาวะที่ใช้อะไรได้ตามต้องการก็คือ สมาธิ เพราะว่าสิ่งที่ เรียกว่าสมาธินั้น ต้องประกอบด้วยองค์สาม :- ปริสุทฺโธ - คือบริสุทธิ์ ปริสุทฺโธ หรือ โอทาโต อะไรก็ตาม ต้องหมายถึงบริสุทธิ์ ; แล้วก็ สมาหิโต :- ตั้งมั่น หรือ Firm; แล้ว กมุมนีโย, - ควร แก่การงานคือ Active. นั่นแหละ คือลักษณะที่เรียกว่าใช้อะไรได้ตามต้องการ. เมื่อเป็น ปริสุทฺโธ, สมาหิโต, กมฺมนีโย ก็เรียกว่าเป็นสมาธิ, เมื่อเป็นใน ๓ ประการนี้ ก็เรียกว่าใช้อะไรได้ตาม ต้องการ เป็นสารพัดนึกขึ้นมา. เพราะฉะนั้นเขาจะต้องสนใจในสิ่งที่เรียกว่าสมาธินี้ อย่างยิ่ง, ให้เขาเป็นผู้เสนอเข้ามาทีเดียว คือเสนอจะเอาจะได้, ไม่ใช่เราเป็นผู้ไปเสนอจะให้, แต่เขาเป็น ผู้เสนอเข้ามาขอ, อย่างนี้มันง่ายกว่ากันมาก ที่จะให้เราเป็นฝ่ายเสนอเข้าไปให้. เพราะฉะนั้น เราก็ต้องพูด หรือเรียกว่าโฆษณา ก็ตามใจ ด้วยคำที่ให้เกิดความสนใจอย่างยิ่งทำนองนี้, ศีล คือความมีระเบียบวินัยที่ดีที่สุด , สมาธิ คือการทำจิตให้อยู่ในลักษณะที่ใช้ได้ตามต้องการ. ปัญญา, อันสุดท้าย ก็คือ ความรู้ที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์จะต้องรู้, นี้เราเล็งถึงความ ดับทุกข์ ซึ่งถือว่าเป็นความรู้ที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะต้องรู้, เพราะฉะนั้นชาวต่างประเทศ ก็จะต้อง สนใจหูผึ่งอีกเหมือนกัน แทนที่จะเรียกว่า ปัญญา หรือ Wisdom หรืออะไรทำนองนั้น. ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่า มันเป็นธรรมชาติที่สุดสากลที่สุด, เป็นความหมายสากล ที่เข้าใจได้โดยธรรมชาติ, ต้องการกันอยู่แล้วเป็นปกติ : ระเบียบวินัยที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์, จิตมีสมรรถภาพใช้อะไรได้ตามต้องการ, และประกอบไปด้วยความรู้ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ ต้องรู้. โฆษณาของ ๓ อย่างนี้ ออกไปเท่านั้นแหละ เขาจะเป็นฝ่ายเสนอและฝ่ายง้อ ไม่ใช่ เราเป็นฝ่ายเสนอหรือฝ่ายง้อ ซึ่งมันลำบากอย่างยิ่ง. ไปประกาศของสามอย่างนี้ นั่นแหละ คือ ประกาศพรหมจรรย์. คำว่า พรหมจรรย์ ก็คืออริยมรรคมีองค์แปด, และอริยมรรคมีองค์แปดก็คือไตรสิกขา นั้น จึงคือศาสนา หรือพรหมจรรย์. ไปประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการครองชีวิตที่

น.36 ๒๘ ประเสริฐที่สุด, คือการทำตนให้ประกอบไปด้วยระเบียบวินัยที่ประเสริฐ, มีจิตที่มีสมรรถภาพ สามารถใช้อะไรได้ตามต้องการ, มีความรู้สูงสุดที่มนุษย์ควรจะรู้, นี่เรียกว่าประกาศพรหมจรรย์ ของพระพุทธองค์, ในวันที่ทรงส่งภิกษุสาวกหกสิบรูปออกไปประกาศพรหมจรรย์นั้น ภาษาไทย เรามาแปลกันเสียว่า ศาสนา, ส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา. ทีนี้ต่อมา คำว่า ศาสนานี้ มันเลือน, มันเฟือน, มันเป็นคำที่ไม่ดึงดูดใจ เหมือนกับคำว่า พรหมจรรย์, มันก็เกิดความ ยากลำบากขึ้น. ต่อมาเราสอนเด็กในโรงเรียนว่า ศาสนะ แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องสอน เป็น พระธรรมคำสั่งสอน กลายเป็นคำสั่งสอนไป. น้ำหนักและความหมายมันก็เบาลงไปอีก, เพราะ มันเป็นเพียงแต่คำสั่งสอน. ส่วนพรหมจรรย์นั้นมันเป็นการประพฤติหรือการกระทำ, มัน ไม่ใช่ตัวคำสั่งสอน. ตัวหลักแท้ ๆ มันอยู่ที่การประพฤติหรือการกระทำ, คำสั่งสอนเป็นเพียง ส่วนประกอบส่วนหนึ่ง เท่านั้นเอง ไม่ใช่ตัวจริงตัวเรื่องราว. คำสั่งสอนเป็นเพียงบันทึก เรื่องการกระทำ, แต่ถ้ายังไม่มีการกระทำก็ยังไม่ใช่ศาสนา ยังไม่เป็นพรหมจรรย์. เนื้อแท้ ของมัน เนื้อหาของมัน อยู่ที่การประพฤติหรือการกระทำพรหมจรรย์ ดังนั้นเราต้องไป ประกาศ การกระทำ ไม่ใช้ไปประกาศเสียง ประกาศคำพูด ประกาศหนังสือ อะไรทำนองนี้ นี่แหละขอให้สนใจให้มากเถิดว่า เนื้อแท้เนื้อจริงมันอยู่ที่ตรงไหน, เราก็ถกเถียงกันมาก วิพากษ์วิจารณ์กันมาก ถึงเรื่องที่จะประกาศพระศาสนา, แต่ดู ๆ ก็ยังไม่วกมาหาสิ่งทั้งสามนี้ มีแต่เตลิดเปิดเปิงไกลออกไปทุกที, ไกลออกไปทุกที, เรื่องมันก็มากขึ้น จนอาจจะทำไม่ทัน ไม่มีเวลาพอ. ยิ่งไปขยายออกไปในทางปรัชญา จิตวิทยา ทำนองนี้ มากออกไปด้วยแล้ว ก็มี เรื่องมาก มากยิ่งขึ้น จนทำไม่ทัน, เพราะว่าโดยเนื้อแท้แล้ว เพียงแต่ว่า เรื่องพรหมจรรย์แท้ ๆ การปฏิบัติแท้ ๆ ในสามประการนี้ มันก็ยังมากจนทำไม่ทันอยู่แล้ว สำหรับเวลาปีหนึ่ง หรือสองปี หรือสามปี. นี่ไปเพิ่มเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น ๆ มากขึ้น มันก็ยิ่งไม่ทัน, เราก็อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า ไร้สมรรถภาพ ไม่ต้องสงสัย. รู้อย่างที่เขาเรียกว่า อย่างละเล็กละน้อย, ที่เขาเรียกว่า เหมือน กับเป็ด, หรืออะไรก็สุดแท้แต่จะเรียก มันก็ไม่พอ, จะเลือกเอาแต่เรื่องอะไรก่อน จำเป็นก่อน สำคัญก่อน มันก็ต้องเรื่อง ตัวพรหมจรรย์ นั่นเอง. เพราะฉะนั้น จึงขอร้องให้ช่วยนึกให้มากในเรื่องนี้ ว่า :- พ รหมจรรย์นั้นคืออะไร, และอยู่ที่ไหน, จะเอาไปประกาศได้อย่างไร. ถ้าเป็นพระไตรปิฎก ก็อยู่ในสมุด ในตำรา, แล้วก็แบกไป, ส่งไปทางไปรษณีย์, หรืออะไรทำนองนี้ ก็เอาไปได้, แต่ตัวพรหมจรรย์นั้น มันคืออะไร อยู่ที่ไหน จะเอาไปได้อย่างไร. ก็กล่าวมาแล้วว่า พรหมจรรย์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้นมันก็ ต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัว แล้วเนื้อตัวที่ประพฤติพรหมจรรย์อยู่นั้น มันมีอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเราไปก็ไม่ต้องแบกไป, ไม่ต้องขนไป, ไม่ต้องส่งทางไปรษณีย์, เพราะว่ามันมีอยู่ที่ เนื้อที่ตัวของเรา, เราไปที่ไหนมันก็ไปด้วย โดยไม่ต้องแบก ไม่ต้องขน ไม่ต้องส่ง. และ ประกาศ อย่างไร มันก็คือแสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัว เพราะฉะนั้นหุบปากประกาศ มันจึงดังกว่าเปิดปาก

น.37 ๒๙ ประกาศ. หุบปากประกาศ หมายความว่า แสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัว เป็นของจริงกว่าที่จะเปิด ปากประกาศ ซึ่งส่วนมากก็เป็นแต่เรื่องพูด หรือดีแต่พูด, ไม่มีศีล คือมีการกระทำที่ เหลาะแหละ โลเล, ตรงกันข้ามกับบทที่ว่า โลลปฺปหีโน อริโย สุเมธโส :- พระสงฆ์เป็นผู้ละ ความโลเลแล้ว. นี่เรามามีความโลเลอยู่, ก็คือไม่มีศีล, ไม่มีพรหมจรรย์ส่วนที่หนึ่ง, แล้วเรา ก็ยังไม่มีจิตชนิดที่เรียกว่า สมาธิ เพราะไม่มีพรหมจรรย์ส่วนที่สอง, เราก็ไม่มีปัญญาที่สว่างไสว อยู่ภายในแท้จริง ในเรื่องเกี่ยวกับ ความทุกข์ ความดับทุกข์ อย่างนี้ก็ไม่มีพรหมจรรย์ส่วนที่สาม. เลยเป็นว่า ที่เนื้อที่ตัวไม่มีพรหมจรรย์, ไม่สามารถจะประกาศได้ด้วยการแสดงพรหมจรรย์ อยู่ที่เนื้อที่ตัว นี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องตะโกนด้วยปากมาก, หรือว่าจะต้องพิมพ์โฆษณาด้วยกระดาษ มาก, หรือจะต้องตะโกนด้วยเครื่องมือ เช่น วิทยุกระจายเสียงเป็นต้น มาก, แต่แล้วมันก็ไม่เป็น พรหมจรรย์ที่ดีไปได้, เป็นเพียงคำพูด เป็นเพียงคำสอน เป็นเพียงศาสนาในฐานะที่เป็นคำสั่งสอน เท่านั้น ไม่ใช่พรหมจรรย์. ขอให้พวกเรามีใจกว้าง ฟังคำของพวกอื่นดูบ้าง, ผมอยากจะให้ฟังคำของพวกอื่นดูบ้าง อย่าไปดูถูกเขา, เช่น คำใน เต๋าเต๊จิง ซึ่งเราถือกันว่า เป็นคำของ เล่าจื๊อ. ประโยคที่น่าสนใจ ในกรณีของเรานี้มีอยู่ประโยคหนึ่งว่า :- “ธ รรมะ หรือ เต๋า, เต๋า หรือ ธรรมะ, ที่เอามาพูด ได้นั้น ยังไม่ใช่เต๋า, " คือธรรมะที่เอามาพูดได้นั้น ยังไม่ใช่ธรรมะ ; เราเป็นพุทธบริษัทจะเข้าใจ ข้อความนี้ไหม, เป็นพุทธบริษัททั้งทีจะเข้าใจข้อความนี้ไหม? และเข้าใจว่าอย่างไร? ธรรมะที่ เอามาพูดได้ด้วยปากนั้น ยังไม่ใช่ธรรมะ, หมายความว่า ธรรมะแท้จริง พูดไม่ได้ด้วยปาก ด้วยเสียง จึงต้องแสดงด้วยการหุบปาก อย่างที่ว่า. เรื่องเกี่ยวกับ วิมลเกียรติ กับ มัญชุศรี, มัญชุศรีให้วิมลเกียรติ แสดงทาง หรือ ประตูไปนิพพาน วิมลเกียรติก็หุบปากให้ดู เท่านั้นเอง, นี่แหละคือธรรมะ ที่เอามาพูดเป็นคำพูดได้นั้นไม่ใช่ธรรมะ แต่เขาใช้คำว่า "เต๋า" คำว่าเต๋า นั้นคือคำแปลของคำว่า ธรรม. ทีนี้ พวกเรามีหลักอย่างนี้กันหรือเปล่า? คือว่าสิ่งที่แท้จริงเป็นสิ่งที่พูดด้วยปากไม่ได้, แต่ต้องแสดงด้วยการกระทำ, หรือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น จนมันปรากฏอยู่ข้างใน แล้วก็ พูดให้ใครฟังไม่ได้. ถ้าจะถ่ายทอดกันก็ต้องด้วยการ ทำหรือแสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัว หรือว่าจะพูด ก็พูดตัวธรรมะนั้นไม่ได้ เว้นไว้แต่จะพูดถึงเรื่องวิธีที่จะไปทำให้ตัวธรรมะนั้นเกิดขึ้น, เพราะฉะนั้น จึงว่า สิ่งที่พูดได้นั้นไม่ใช่ตัวธรรมะ, อย่างมากเป็นเพียงวิธีที่จำเอาไป ไปคิด, ไ ปลอง, ไปทำไปลอง ไปอะไรต่าง ๆ จนกระทั่งธรรมะเกิดขึ้น. ธรรมะเป็นส่วนที่พูดไม่ได้, บรรยายไม่ได้ ; บรรยายได้แต่ส่วนที่ว่า ให้ไปทำอย่างไร, แต่เราคิดดูให้ดี ในพระพุทธภาษิตต่าง ๆ หรือว่าในหลักธรรมะต่าง ๆ เราอาจจะมองเห็นได้ว่า, ธรรมะที่ประกาศด้วยปาก ด้วยเสียงนั้น สู้ธรรมะที่ประกาศด้วยการทำให้ดูไม่ได้. ธรรมะ

น.38 ๓๐ ที่ทำด้วยการทำให้ดูอยู่ที่เนื้อที่ตัว โดยไม่โอ้อวดอะไร, อย่างที่พระอัสสชิท่านเดินไป เท่านั้น ก็ยังทำให้อุปติสสะ, หรือพระสารีบุตรในกาลต่อมานั้น ถูกสะกดคล้ายกับด้วยมนต์ขลัง จนถึงกับ สนใจเข้าไปหา ไปไต่ถามจนได้เรื่องได้ราว. นี้มันแสดงว่า ธรรมะที่ประกาศด้วยการแสดงให้ดูนั้น impressive มากกว่าธรรมที่พูดด้วยปาก, attractive มากกว่าธรรมที่พูดด้วยปาก. เมื่อมัน สำคัญกว่า ดีกว่า ประเสริฐกว่า อย่างนี้แล้ว, เราควรจะสนใจธรรมะส่วนนี้ ให้มากกว่าสนใจ ธรรมะที่พูดด้วยปาก. ธรรมะ - คำสั่งสอนพูดได้ด้วยปาก, ธรรมะแท้จริงพูดไม่ได้ด้วยปาก, ธรรมะแท้คัดลอกไม่ได้ ถ่ายทอดด้วยปากไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเลอะเทอะ. ส่วนธรรมะ พูดได้ด้วยปาก ด้วยเสียงนั้น มีทางคัดลอกได้ แล้วก็เลอะเทอะ, ยิ่งพูดมากก็ยิ่งผิดมาก ก็ยิ่งเลอะเทอะมาก ยิ่งคัดลอกมาก ก็ยิ่งผิดมาก เลอะเทอะมาก, ไม่เหมือนกับธรรมะแท้ ซึ่งไม่มีทางจะพูดได้ หรือคัดลอกได้, มันก็ไม่เลอะเทอะ ไม่ต้องสังคายนา. เพราะฉะนั้นที่เรา จะไปประกาศอะไร, ประกาศศาสนา, หรือประกาศพรหมจรรย์ ในต่างประเทศนี้ ขอได้สำนึกหรือตระหนักว่า ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย, ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ไม่ใช่ เรื่องทำไปพลางหัวเราะไปพลาง สรวลเสเฮฮาไปพลาง, ต้องเป็นเรื่องที่ทำด้วยความสุขุม ลึกซึ้งคัมภีรภาพ ไม่มีการอ่อนแอ ไม่มีการทำอย่างสะดวกสบาย หรืออะไรทำนองนั้น. หวังว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะได้นำไปคิดไปสังเกต ไปพิจารณาดูใหม่ ว่า ไปประกาศพระ- ศาสนานี้ คือไปประกาศอะไร? อย่างไร? ด้วยวิธีใด? ควรจะเรียกว่าอะไร เรียกพรหมจรรย์ Holy Life ดีกว่าที่จะเรียกว่า ศาสนา Teaching, Doctrine, Religion หรืออะไรทำนองนี้. Holy Life ก็คือคำว่า พรหมจรรย์ Holy Life, Noble Life หรืออะไรก็สุดแท้ มันน่าสนใจกว่าคำว่า Teaching, Doctrine, หรือ Religion อะไรทำนองนี้ ทีนี้ เมื่อจำแนกพรหมจรรย์ออกเป็นศีล แทนที่จะพูดว่า Precept หรืออะไรทำนองนั้น มันน่าเบื่อนั้น, ก็พูดว่า :- ภาวะที่มีระเบียบวินัยดีที่สุด ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องการ. เมื่อพูดถึงสมาธิ ก็คือความมีจิตอยู่ในอำนาจ ใช้อะไรได้ตามต้องการ. เมื่อพูดถึงปัญญา ก็คือยอดสุดของความรู้ ที่มนุษย์ควรจะรู้. นี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจยิ่งกว่า, เพราะมันเป็นตัวพรหมจรรย์ จริง ๆ ไม่ใช่พูดแต่ปาก, หรือเรียกแต่ชื่อส่งเดชไปลอย ๆ ความหมายอันแท้จริง พรหมจรรย์ แท้จริง ดึงดูดใจจริง ในลักษณะเช่นนี้. ทีนี้ ที่จะให้ช่วยกันนึกต่อไปก็คือว่า ถ้าเราเอาสิ่งนี้เป็นตัวศาสนา หรือเป็นตัวพรหมจรรย์ แล้ว ปัญหาที่จะต้องแก้ต้องทำ ต้องสะสาง มันน้อยลงอีกมาก, มันน้อยลงอีกมากกว่าที่เรา กำลังมีอยู่ เผชิญอยู่. ผมเชื่อว่าทุกองค์คงจะมองเห็นแล้วว่า ภาระที่ประจัญหน้านี้ยังมีอีกมาก, ความรู้ทางภาษาก็รู้สึกอยู่ดีแล้วว่ามันยังไม่พอ, ความรู้ที่จะประกอบเรื่องธรรมะ, ความรู้ทั่วไป, ความรู้รอบตัว, ความรู้ที่ทันสมัย, เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่ามันยังไม่พอ, แล้วความรู้ทางเนื้อหาแท้ ๆ, คือตัวธรรมแท้ ๆ, ก็ดูจะยิ่งไม่พอ ยังไม่พอ. เมื่อมันมากมายเหลือกำลังอย่างนี้ มันก็ควรจะ

น.39 ๓๑ คิดไปในทางปรับปรุง หรือตัดทอน ให้มันอยู่ในวิสัยที่พอจะทำไปได้ ห รือทำทัน หรือ ทำให้ดีที่สุด. มันน่าจะถือภาษิตที่เขาพูดไว้ว่า :- "ถ้าทำ ต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าทำไม่ได้ดีที่สุด ก็ไม่ควรจะทำ." ผมจำได้เป็นกลอนที่ กรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์ ทรงประพันธ์ขึ้น เพื่อ เป็นคำแปลของภาษิตโอมาคัยยัมตอนหนึ่งว่า :- ทำใดทำให้ดีเอกอุตม์ หากเห็นสุดกำลัง หวังทำไหว ไม่ทำดีกว่าทำทำทำไม ถ้าไม่ทำ ไม่ได้ จึงทำเอย. คือว่า ถ้าไม่ทำ เขาจะ ฆ่าเสีย, นี้จึงทำ แต่ว่าตามลำพังแล้วจะทำให้ดีที่สุด. เดี๋ยวนี้เราจะทำให้ดีที่สุด, ควรจะรู้เสียก่อนว่า เราจะทำได้เท่าไร, ถ้ามันเหลือกำลังของเรา มันก็ทำไม่ได้ดีที่สุด ทำให้ดีที่สุดไม่ได้. เพราะฉะนั้น เราจะต้องสนใจส่วนที่จะต้องทำให้ดีที่สุดนั่นแหละเสียก่อน, ในส่วนที่ประกอบแวดล้อม เบ็ดเตล็ดนั้น จึงค่อยทำไปตามเท่าที่จะทำได้. ขออภัยที่จะพูดว่า ถ้าสมมุตว่าเวลาที่เราเรียนกันมาเป็นปี ๆ ปี ๆ นี้ มันเรียนกันมาใน วงนอก หรือสิ่งแวดล้อม หรือล้วนแต่เป็นสิ่งที่พูดด้วยปากได้ไปเสียทั้งนั้นแล้ว, จะกี่ปีก็ตามเถอะ มันก็ไม่พอแน่, เพราะมันยังขาดสิ่งที่พูดด้วยปากไม่ได้อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นไปทำในส่วนที่ พูดด้วยปากไม่ได้กัน ให้ชดเชยกันอย่างเพียงพอกันเสียก่อน. ทีนี้ ผมก็หมายถึงเรื่องทางจิตใจ, ทางกัมมัฏฐาน, ทางอะไรนี้แน่นอน, ซึ่งเรียกว่า สมาธิภาวนานั้น ตามพระพุทธเจ้าท่านเรียก, ไม่เรียกให้หรูหราที่ว่า วิปัสสนา อย่างสมัยนี้. อย่างนี้มันก็เหลือวิสัยที่เราจะทำอันนี้ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยเวลาเพียง ๒ สัปดาห์, อย่าว่าแต่ สองสัปดาห์ สองเดือนก็ยังไม่ได้ บางทีสองปีก็ยังไม่ได้. ที่แล้ว ๆ มา เรานับเวลาเรียน เกี่ยวกับ เรื่องสมาธิภาวนานี้ ไม่ได้แม้สักสองปี, แล้วก็เป็นที่น่าวิตก ว่ามันคงจะประสบความยุ่งยาก เป็นแน่นอน, คือไม่มีหัวใจ, ไม่มีใจกลางที่เป็นหัวใจของเรื่องแล้วเรื่องแวดล้อมข้างนอกมันจะอยู่ได้ อย่างไร. มันก็จะกลายเป็นแต่เพียงกลวง, มันจะมีแต่อะไรข้างนอก, ข้างในมันกลวง, หมายความ ว่า ตัวแท้ของศาสนา หรือพรหมจรรย์นั้น มิได้มีอยู่จริง, ก็เลยต้องไปประกาศสิ่งที่เป็นคำพูด หรือสิ่งที่พูดได้อีกตามเคย. เมื่อพิจารณาดูอย่างนี้ ในส่วนนี้แล้ว ก็คงจะพบคำตอบได้เองว่า ทำไมการเผยแผ่พุทธธรรม ในต่างประเทศ ที่ทำกันมาร่วมร้อยปีนี้แล้ว มันยังไม่ได้ผลเป็นที่พอใจ หรือเรียกว่าไม่ได้ผล เลยก็ได้ จะถูกกว่า. ถ้าพูดตามความเห็นของผม ก็จะต้องพูดว่า เพราะมันขาดหัวใจนั่นเอง. มันมีแต่ร่างกายข้างนอก หรือเปลือกข้างนอก, ขนเอาแต่สิ่งที่พูดได้ด้วยปากไปทั้งนั้น, ที่เนื้อที่ตัว ไม่มีธรรมะชนิดที่พูดด้วยปากไม่ได้เสียเลย. ข้อนี้ ถ้าเราขืนทำอย่างนี้อีก มันก็ไม่มีหวัง. แม้จะ พิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นให้เต็มโลก มันก็ไม่มีหวัง, มันยังเป็นสิ่งที่พูดได้ด้วยปาก ยิ่งคัดลอก หรือ ยิ่งบอกต่อ ๆ กันไป ก็ยิ่งเลอะเทอะ, ยิ่งทำสังคายนา ยิ่งจะเดินไกลไปอีก คือแยกแขนงมากออกไป อีกก็ได้. จะมีผลเหมือนที่ฝ่ายคริสเตียนแปลคัมภีร์ไบเบิลออกไป เป็นหลายสิบภาษา หรือ ร้อยกว่าภาษา เต็มไปทั้งโลก มันก็ยังไม่ได้อะไรเลย. ยังไม่มีใครเข้าถึงพระเจ้า หรือแผ่นดิน

น.40 ๓๒ พระเจ้า เต็มตามความมุ่งหมายเลย. สาวกคริสเตียนนี้ บางพวกถูกกล่าวหา ว่ามีความ มุ่งหมายทางการเมือง แฝงอยู่ในการเผยแผ่ศาสนา ได้ทำให้โลกปั่นป่วนวุ่นวายที่สุด ไปเสียก็มี. ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ได้ดี ๆ แล้ว ไม่ใช่พูดวจีทุจริตกระทบกระเทียบด่าเขา แต่พูดเพื่อเป็นตัวอย่าง ให้สังเกตว่า ผลของการเผยแผ่ศาสนาด้วยหนังสือ หรือสิ่งที่ยังต้องพูดด้วยปาก มันไม่มี อะไรมากไปกว่านี้, และเดี๋ยวนี้ ปรากฏว่าอยู่ในฐานะที่ตกต่ำ ลดลงเสื่อมลง ไม่ได้ผลดีเหมือน สมัยโน้น ซึ่งพวกอโปสเติล (Apostles) มี แต่หมวกกับไม้เท้า เที่ยวทำตนเป็นตัวอย่าง ให้คน เข้าถึงพระเจ้าได้ โดยไม่มีหนังสือแจกเลย. เพื่อนของผมที่เป็นฝรั่ง เป็นคริสเตียนบางคน กล้านำเอาบันทึกการประชุม บางครั้ง บางคราวที่เขาประชุมกันมาให้ดู. ปรากฏว่า เป็นเรื่องวิตกกังวล คือวิตกกังวลเรื่องความเสื่อม กำลังคืบคลานเข้ามา. ปัญหาที่ถูกหาว่า ไม่ทันสมัย ไม่ทนต่อการพิสูจน์ กำลังคืบคลานเข้ามา ในวงคริสเตียนมากขึ้น จนต้องปกปิดข้อความบางอย่างเป็นความลับ อย่างนี้เป็นต้น. การที่ คนบางคน เขากล้าให้ผมซึ่งเป็นพุทธบริษัทดู เพราะเขาพอใจในความมีใจกว้างของเรา เช่น ข้อความที่ผมแสดงออกไป ในการแสดงปาฐกถาสามครั้งที่เชียงใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้เองเป็นต้น. เขาได้เห็นความใจกว้างของเรา ความหวังดีของเราโดยเชื่อว่า ไม่มีทางที่เราจะเป็นศัตรูกะเขาได้ เขาจึงไม่ปกปิดอะไรกะเรา ในฐานะที่เป็นพวกเผยแผ่ศาสนาด้วยกัน. นี่ยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า วงการคริสเตียน เขาพิมพ์ไบเบิล ออกเป็นภาษาต่าง ๆ ประมาณ ๑๓๐ ภาษา แปลออกไปมากมาย พิมพ์ไม่มีอั้น, แจกไม่มีอั้น, มันก็ไม่มีผลที่ทำให้คน เข้าถึงพระเยซู, หรือพระเจ้า, หรือแผ่นดินพระเจ้า, หรือชีวิตนิรันดร ได้ตามความมุ่งหมายของ คัมภีร์ไบเบิลเลย. นี่เพราะว่ามันเป็นเรื่องพูดอย่างเดียว ดังที่กล่าวแล้ว. ประวัติศาสตร์ของเขา อย่ามาซ้ำรอยพวกเราก็จะดีกว่ากระมัง. ควรจะถือเอาพฤติการณ์อันนี้เป็นคติ เป็นตัวอย่าง แล้ว เราก็ควรจะเตรียมตัว อย่าให้ไปซ้ำรอยเขาเข้า, เพราะฉะนั้นจึงขอให้นึกถึงคำว่า "พรหมจรรย์’ ที่พระพุทธองค์ทรงเรียก และตรัสว่า :- เธอทั้งหลาย จงไปประกาศพรหมจรรย์ (พรหมจริย์ ปกาเสถ) เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อความเกื้อกูล แก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย, จงแสดงธรรมให้ไพเราะเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย ให้สมบูรณ์ทั้งอรรถะและพยัญชนะ. สำหรับคำว่า "ธรรม” ที่ทรงแสดงในที่นี้ อย่าได้เข้าใจว่า อยู่ในรูปของคำสั่งสอนล้วน ๆ เพราะคำว่า ธรรมนั้นหมายความได้ทั้ง ปริยัติธรรม ปฏิปัตติธรรม และปฏิเวธธรรม ดังนั้นที่ว่า “ธมฺมํ เทเสถ." (จงแสดงธรรม) นี้มันจะต้องหมายถึงทั้ง ๓ ธรรม, เพราะมีคำ จำกัดความอยู่ว่า ให้ไพเราะทั้งเบื้องต้น, ทั้งท่ามกลาง, และเบื้องปลาย, ซึ่งอรรถกถาก็อธิบาย ว่าได้แก่ ศีลในเบื้องต้น, สมาธิในท่ามกลาง, ปัญญาในเบื้องปลาย, ด้วยเหมือนกัน. ที่ว่าให้ สมบูรณ์ด้วยอรรถะ และพยัญชนะ ก็หมายความว่า มันมีเนื้อหาอยู่ที่อรรถะ, จะมีแต่พยัญชนะ คือคำพูด, หรือเสียงนี้ไม่ได้ ต้องมีเนื้อหาคือ อรรถะด้วย, คือต้องทั้งสอง. เดี๋ยวนี้เราจะมักมีแต่

น.41 ๓๓ พยัญชนะ คือคำพูด เนื้อหาแท้ ๆ คือการกระทำ, หรือความหมายที่มีค่า เป็นความดับทุกข์ นั้น มันยังไม่ค่อยจะมี . แม้ว่าจะเป็นเวลาที่ล่วงมาตั้งสองพันกว่าปีแล้ว, เราก็ควรจะยึดเอา พระพุทธดำรัสนั้นมาใช้ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ เวลานี้, แสดงธรรมให้ไพเราะ เบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย สมบูรณ์ด้วยอรรถะ และพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ เทวดาและมนุษย์. ถ้าทำได้สมบูรณ์ตามนี้ ก็ต้องเรียกว่าเป็นการประกาศพรหมจรรย์, นั่นแหละคือความจริง หรือของจริง หรือตัวจริง ที่มนุษย์กำลังต้องการอย่างยิ่ง, และเราจะทำได้สำเร็จโดยไม่ต้อง พิมพ์หนังสือขึ้น แม้แต่สักเล่มเดียว, เช่นเดียวกับที่พระอัสสชิ ได้ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ มาแล้ว เป็นเครื่องพิสูจน์อยู่. เราเคยอ่านพุทธประวัติเรื่องนี้ว่า อะไรที่อุปติสสะสนใจ, ก็คือ ความมีอินทรีย์ผ่องใส แสดงแววแห่งความไม่มีทุกข์, ไม่มีกิเลส, ไม่มีพิษร้าย, มีแต่ลักษณะของ ความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่ตา ที่อิริยาบถ, เรียกว่ามีอินทรีย์ผ่องใส, อินทรีย์สงบ, อินทรีย์ระงับ, นั่นแหละคือคำพูดที่พูดได้ด้วยการหุบปาก. เพราะฉะนั้น เสียงที่พูดด้วยการ หุบปากนั้น ดังก้องทั่วจักรวาล เสียงที่พูดด้วยการเปิดปากนี้ ดังไม่กี่วา ไม่กี่เมตร . เพราะ- ฉะนั้นการประกาศพรหมจรรย์ ประกาศศาสนา ด้วยเสียงที่หุบปากนี้ น่าดู คือแน่นอน. ผมจึง อยากจะขอร้องให้หัดหุบปาก ประกาศศาสนา, เพราะว่าขืนเปิดปากพูดเท่าไร ก็ยิ่งมีความ อ่อนแอในทางใจมากขึ้น เท่านั้น. เปรียบเทียบว่า การพูดนี้คือ การใช้ การจ่าย, การใช้ คือลบ เป็นติดลบ, การนิ่งนั้นเป็นบวก เป็นการเพิ่มให้แก่กำลังใจ . ดังนั้นลองนิ่งให้นาน ๆ หลาย ๆ ชั่วโมง หลาย ๆ วัน เถอะ กำลังใจจะมีมาก ที่จะเป็นสมาธิ หรือเป็นปัญญา. ขอยืนยันด้วยเอาชีวิตเป็นประกันว่า เป็นความจริงอย่างนี้, เพราะฉะนั้น ให้ลองหุบปาก นิ่ง ๆ อยู่ในที่เงียบสงัดดูสักสองสามวัน จะรู้สึกว่า มีอะไรเหมือนกับจะล้นออกมา, คือกำลัง ของกาย ของใจ, Energy ของมันมีมากขึ้น ๆ เพราะมันเหมือนกับ Charge กระแสไฟใส่หม้อ แบตเตอรี่ ลงไปเรื่อย ๆ, เรื่อย ๆ จนเต็มจนล้น. ส่วนการพูดนั้น เหมือนกับจ่ายกระแสไฟจาก หม้อแบตเตอรี่ ยิ่งใช้จ่ายมากเท่าไร มันก็ยิ่งลดลง ลดลงจนหมดหม้อ, หม้อเสียไปในที่สุด. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดนึกว่า การหุบปากไม่พูดนี้ วิเศษ ประเสริฐที่สุด, เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ ทรงขอร้อง. ขอร้องนี้ ไม่ใช่สั่งสอน , ขอร้องต่างจากสั่งสอน พระองค์ทรงขอร้องให้เป็น ผู้มีเสียงน้อย, พอใจในการมีเสียงน้อย, สรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มีเสียงน้อย, ชักจูงผู้อื่น ในความเป็นผู้มีเสียงน้อย, นี้ตามรูปในภาษาบาลี คือไม่พูด. เวลาที่ไม่พูดนี้ จิตเพิ่มกระแสกำลัง ของมันขึ้นมา, ทำสมาธิได้ง่าย, มีกำลังจิตสูง. พอพูด ก็คือจ่ายหมด, เดี๋ยวก็อ่อนเพลียทางกาย, เดี๋ยวก็อ่อนเพลียทางใจ. พระพุทธองค์ จึงทรงสอนไม่ให้พูดมาก, ให้พูดน้อย โดยตรัสลงไปเด็ดขาดเลยว่า :- อย่าพูด, ถ้าพูด ต้องพูด ธรรมกถา ถ้าไม่พูดธรรมกถา ให้ไปนอนเสียดีกว่า, ทั้งที่การนอนนั้นก็เป็นการเลว ชนิดหนึ่ง

น.42 ๓๔ อยู่แล้ว . ในธรรมวินัยนี้ถือว่า การนอน นอนหาความสุขในการนอนนั้น เป็นความเลวชนิดหนึ่ง อยู่แล้ว, แต่ การพูดเอ็ดตะโรไม่เป็นธรรมกถา ยังเลวไปกว่านั้นอีก , คือการพูดจา เล่นหวัว เหลาะแหละ หลุกหลิก โลเล นั้น ที่เราสวดทำวัตรเช้าบท พุทฺโธสฺสฺทฺโธฯ ไปถึงบทพระสงฆ์ มีว่า :- โลลปุปหีโน อริโย สุเมธโส นี้. เพราะฉะนั้นจะต้องละความโลเล ด้วยการอ่อนแอ พูดพล่าม พูดเหลาะแหละ หลุกหลิก นี้เสีย, เพราะพระพุทธองค์ตรัสว่า ไปนอนเสียดีกว่า ทั้งที่การนอนมันก็เลวอยู่แล้ว, เพราะฉะนั้น ถ้าพูดก็ต้องพูดธรรมกถา ถ้าพูดธรรมกถา มัน ก็พูดน้อยอยู่เอง พูดน้อยอยู่ดี. เพราะฉะนั้น ขอให้เรานึกถึงข้อนี้ให้มาก คือ ชารุจ ไฟใส่หม้อแบตเตอรี่ไว้เรื่อย, อย่า ไปจ่ายมันโดยไม่จำเป็น, ก็จะมีจิตที่เป็นสมาธิได้ง่ายที่สุด, ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยทางกาย. เหมือนกับผมที่กำลังพูดมาเกือบชั่วโมงนี้ มันก็เหนื่อยลงทุกที ๆ ทั้งร่างกายและทั้งมันสมอง, แต่นี่เสียสละไป เพื่อพูด หรือกล่าวธรรมกถา. เรื่องพูดอย่างอื่นก็เหมือนกัน มันก็ต้องเหนื่อย ทางกาย, และต้องเพลียลงไป ในทางกายและทางมันสมอง, อย่าว่าแต่พูดธรรมดา แม้ให้ร้องเพลง เล่นอย่างสนุก ๆ มันก็ต้องเหนื่อยลงไป ทั้งทางกายและทางมันสมอง ช่วยไม่ได้ในเรื่องนี้, เพราะ- ฉะนั้นจึงถือว่า การพูดนี้เป็นการจ่ายกระแสไฟจากหม้อแบตเตอรี่ ฉะนั้นต้องจ่ายไปในทางที่ถูก ที่ควร ที่คุ้มค่ากันเสมอ การไม่พูดนั้นเป็นการ ชารุจ ไฟเพิ่มเข้าไว้ในหม้อแบตเตอรี่. นี่เราจะเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ มากหรือน้อยอย่างไร, ขอได้โปรดไปคิดดู เป็นเรื่อง เฉพาะตัวแต่ละองค์, ทุก ๆ องค์. ผมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด แห่งความสำเร็จ ในการประกาศพระศาสนา, ซึ่งเป็นหน้าที่ของธรรมทูต, ให้มีธรรมชนิดที่พูดด้วยปากไม่ได้ อยู่ที่เนื้อที่ตัว แสดงออกอยู่เสมอ , ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไปที่ไหน, และจะเป็นทางให้เกิดความ สำเร็จ ในการประกาศแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐนี้. ตัวอย่างที่จะเห็นได้ง่ายอีกก็เช่นว่า :- สมมติว่า โยคีคนหนึ่งมีแววตาใสบริสุทธิ์, แสดง อาการแห่งความไม่มีความทุกข์เลย, เป็นผู้ชนะอย่างยิ่ง, เนื้อตัวอินทรีย์ผ่องใส อย่างนี้, แม้ว่า ผมเผ้าจะรุงรัง เสื้อผ้าสกปรก เดินไปในกรุงนิวยอร์ค หรือวอชิงตัน ฯลฯ ขอยกตัวอย่าง นี้ดีกว่า แล้วก็ภิกษุองค์หนึ่ง ที่หน้าตาซีดเซียว เพราะถูกเผาผลาญด้วยความทะเยอทะยาน ในการ ที่จะได้กิน, ได้กาม, ได้เกียรติ, ห่มจีวรสวย ท่าทางผึ่งผาย องอาจ ฯลฯ เดินไปด้วยกัน, ฝรั่ง จะสนใจคนไหน, จะเข้าไปถามอะไรกะคนไหนก่อน, ลองไปคิดดู. หรือว่าภิกษุทั้งสององค์ องค์หนึ่งมีอินทรีย์ผ่องใส, องค์หนึ่งมีอินทรีย์เศร้าหมอง อย่างนี้, เขาจะเข้าไปหาคนไหนก่อน. ขอให้คิดดู ตอนนี้ เพียงเท่านี้, หรือระยะนี้แหละคือประกาศพรหมจรรย์ โดยที่ไม่ต้องอ้าปาก คือ หุบปาก. มันก็เป็นการลงรกรากที่ดีก่อนแล้ว คือว่า เมื่อเขามาถามต้องพูดด้วยปาก นี้ก็อย่าเพ่อ ไปจัดว่าเป็นธรรมะที่พูดด้วยปาก. แม้ว่าจะพูดด้วยปาก ก็บรรยายสิ่งที่พูดด้วยปากไม่ได้, ให้

น.43 ๓๕ รู้วิธีที่จะเข้าถึงสิ่งที่พูดด้วยปากไม่ได้ . แต่มันแตกต่างกันมาก เพราะว่าเขาเอาอินทรีย์ที่ผ่องใส นั่นแหละเป็นเดิมพัน สำหรับจะเชื่อ, สำหรับจะสนใจ, สำหรับจะเคารพนับถือบูชาศรัทธา, และ มันพูดง่ายกว่ากันมาก. แล้วคนเช่นนั้นมันก็ต้องพูดถูกเรื่องถูกราว พูดในปริมาณอันจำกัด, พูดน้อย, พูดแต่สาระ, พูดแต่เนื้อหา, ไม่พล่ามน้ำลายฟุ้ง เหมือนนักพูดบนเวที. อาจจะพูด เพียงเบา ๆ เพียงไม่กี่คำเท่านั้น แล้วก็สำเร็จ, ไม่ต้องพูดพล่ามบนเวทีเป็นชั่วโมง ๆ ประจำ ทุกสัปดาห์ ที่เราหวังกันอยู่ว่าจะทำอย่างนั้นก็ได้, ความสำเร็จของใครจะประสบความสำเร็จ มากน้อยกว่ากัน ลองคิดดู. ความรู้สึกของผม ไม่ค่อยรู้สึกสนใจนัก ที่เกี่ยวกับจะสร้างวัดที่ ต่างประเทศ หรืออะไรเหมือนกะที่เขาทำ ๆ กันอยู่ ; เพราะว่าใจมันไปนึกแต่ว่า อะไรเป็นหัวใจ? อะไรเป็นเพชรพลอยของเรื่องนี้? ไปนึกแต่เรื่องนั้น, เลยลืมสนใจเรื่องสร้างวัดสร้างวา สร้างนั่น สร้างนี่, พิธีนั่นพิธีนี่, เพราะฉะนั้นตามความรู้สึกของผม รู้สึกเหมือนกับว่า วัดที่อินเดียก็ยัง ไม่ได้สร้าง, วัดที่ประเทศอังกฤษก็ยังไม่ได้สร้าง, ทั้งที่เขาว่าสร้างกันแล้ว, ความรู้สึกของผม เท่ากับไม่ได้สร้าง, เพราะว่ายังไม่มีหวังเลย ยังไม่เป็นที่แน่นอนใจอะไรเลย, ว่ามันจะมีผล อันเกิดจากการสร้างวัดขึ้นมา จึงยังรู้สึกหรือถือเหมือนกับว่า มันยังไม่ได้สร้างอยู่, มันช่วย ไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวของบุคคล. เพราะฉะนั้นขอให้ช่วยเอาไปคิดดู มันจะเป็นอย่างไร? มันจะมีประโยชน์แก่ผู้คิดบ้างไหม? คือไม่ยอมเชื่อว่า แผ่ศาสนาด้วยปากด้วยเสียง หรือแผ่ ศาสนาด้วยการสร้างวัด หรือแผ่ศาสนาด้วยการพิมพ์โฆษณานั้น จะได้ผลเต็มตามที่พระพุทธองค์ ทรงหวัง, มันใช้เงินมาก เปลืองมาก อะไรมาก หลาย ๆ อย่างมากที่สุดเลย, แล้วก็ยังไม่ได้ ผลมากเท่ากับที่ว่าไม่ต้องใช้เงินเลย, ปากก็ไม่ต้องอ้า ไม่ต้องเอ่ย. ที่เอาเรื่องนี้มาพูดก็ไม่ใช่จะคัดค้าน, หรือประท้วงใครผู้ใด, หรือองค์การใด, หรือกิจการ ของใคร, พูดอย่างกะว่าเราเป็นคน ๆ เดียวกัน เป็นสพรหมจารีต่อกันและกัน เป็นเรื่องพูด เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริง ในลักษณะที่เป็นการปรึกษาหารือ, เพราะว่าอย่างไรเสียมันก็ทิ้งกัน ไม่ได้, มันก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันในฐานะที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าร่วมกัน, โดย สมมตทางโลกก็เรียกว่ามีได้ร่วมกัน มีเสียร่วมกัน. เพราะฉะนั้นเรื่องพูดนี้ก็เป็นเรื่องปรึกษาหารือ ต้องการแสดงข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อวิตก, แล้วก็เลยแสดงออกมาในลักษณะอย่างนี้ ว่า การ เผยแผ่หรือประกาศพรหมจรรย์นั้น ควรจะเป็นอย่างไร. ทีนี้ ขอให้เรานึกถึง ข้อที่เรามานั่งกลางหญ้าและยุง, มันจะเป็นส่วนหนึ่งของส่วนไหน ในการประกาศพรหมจรรย์. ผมไม่นึกว่า มานั่งที่นี่เพื่อฟังการอบรม ดูจะไร้สาระเต็มที่, สาระ มันอยู่ที่ว่า เรามารู้จักกับความอดทน , และมารู้จักกับธรรมชาติ นี่แหละมีผล มีค่า มีสาระ มากกว่าที่จะฟังการอบรม ซึ่งมันเป็นเรื่องมีสาระน้อยกว่า. เพราะฉะนั้นจึงขอร้องให้ศึกษา ธรรมชาติ ความสงบสงัดของธรรมชาติ, ให้เข้าถึงความที่มีจิตว่าง จากความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู. ไม่มาสร้างความรู้สึกที่เป็นตัวกูของกูเพิ่มขึ้น, ให้รู้สึกมีความอดกลั้นอดทน, ยอม

น.44 ๓๖ เสียสละการเห็นแก่ตน หรือความสะดวกสบายของตน , ลองทำกันไปในลักษณะนี้ บังคับ ตัวเอง, ไม่ปล่อยให้เกิดความรู้สึก เป็นตัวกูของกูขึ้นมา, ความอดทนนั้นมันช่วยได้, เพราะว่า มันเสียสละเกียรติ หรือเสียสละอะไรก่อน นอนกลางหญ้า หนุนหมอนไม้ หรืออะไรทำนองนี้ มันมีมากมาย. แต่ว่าใจความแท้จริงของมันก็คือ ให้สละเกียรติสละความเห็นแก่ตน. นี่คือสิ่งที่ได้ ที่เป็นเนื้อหาสาระมากกว่าฟังคำบรรยาย ซึ่งมันดูจะเฟ้ออยู่แล้ว, ทุกหนทุกแห่งมีคำบรรยาย เรื่องก็คล้าย ๆ เหมือน ๆ กัน, แต่ว่าเรื่องความเสียสละความเห็นแก่ตน หรือความรู้สึกที่ว่า เป็นตัวกู, ไม่ยอม, หรือของกูไม่ให้ นั้น อันนี้สำคัญ, จะต้องเข้าใจมันให้ดี และควบคุมมันให้ได้. เพราะฉะนั้นจึงหวังว่า พวกเราจะได้สนใจส่วนที่เป็นการขูดเกลาโดยตรงอย่างนี้, ยิ่งกว่าที่จะ ฟังผมพูดธรรมที่ไม่ต้องพูดด้วยปาก ให้มากที่สุด ให้จริงจังที่สุด. เมื่อยุงกัด ก็ให้ศึกษายุงกัด นั่นเอง ในฐานะที่เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน , ตามวิธีที่ได้กล่าวไว้ในอรรถกถาสติ- ปัฏฐานสูตร ในตอนเวทนานุปัสสนา. ภิกษุองค์หนึ่งออกไปทำความเพียรอยู่ในป่า, ป่าดง. ไม่ใช่ป่าอย่างนี้ เมื่อทำความเพียร อยู่นั้นเสือกัดเอาพอดี, ภิกษุทายาทของพระพุทธองค์ องค์นี้เลยถือเอาเวทนาที่เกิดจากฟันเสือ, เขี้ยวเสือกัดนั้นเป็นอารมณ์แห่งเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน, เสือก็กัดเรื่อยเข้าไป, กินเรื่อย เข้าไป, กินทั้งเป็น ๆ อย่างนั้น, ทายาทของพระพุทธองค์องค์นี้ ก็เพิ่มกำลังแห่งเวทนานุปัสสนาสติ- ปัฏฐานตามขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป จนถึงวาระสุดท้ายที่สังขารจะทนได้ก็ ดับจิตลงไปพร้อมกับ ความเป็นพระอรหันต์ ประเภท ชีวิตสมสีสี. นี่แหละโอกาสแห่งความเจ็บปวด หรือเสียชีวิต มันมีอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่มันเป็นเรื่องเสีย, มันเป็นเรื่องได้ยิ่งกว่าได้, แต่เราไม่เอา หรือเราทำไม่เป็น มันเลยเป็นเรื่องเสียหมด, ที่เลว ไปกว่านั้น ก็คือขี้ขลาด วิ่งหนีแล้วเลยร้องไห้. ฉะนั้นต้องมาฝึกในทางที่ตรงกันข้าม ไม่โกรธ ไม่อึดอัด, โดยไม่ต้องพูดถึงเสือกัด แม้แต่ยุงกัดก็ไม่ต้องกลัว, ไม่ต้องหงุดหงิด, ไม่ต้องมีโทมนัส, เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูของกูตึงตังขึ้นมา อย่างนี้ได้อะไรมากกว่า. ยุงกัดก็ดี, น้ำค้างหนาวก็ดี, มดกัดก็ดี, อะไรก็ตามเถิด นี่มันจะทำให้รู้ความจริงอันลึกซึ้ง ที่บรรยายไม่ได้ด้วยปากได้. เพราะฉะนั้นขอวิงวอน, ขอไหว้วอนว่า ล่วงมาทุกวัน ๆ, พรุ่งนี้มะรืนนี้ต่อไปอีก, ก็ขอได้โปรด ทำในลักษณะอย่างนี้ให้มากขึ้น, รวมทั้ง หุบปากมากขึ้น, รวมทั้งอดทนมากขึ้น, รวมทั้ง การเล่นงานตัวเอง, เล่นงานกิเลสของตัวเองให้มากขึ้น ในเรื่องเกี่ยวกับการฉัน การนอน การอาบ การถ่าย อะไรก็ตาม, ฉันด้วยความรู้สึกที่ว่า กินเนื้อบุตรกลางทะเลทรายอะไรนี้ ให้มากขึ้น ๆ ทุกวัน ๆ ๆ. เหมือนอย่างกะหยอดน้ำมันเพลาเกวียน อย่างนี้. ไม่ใช่เรื่องอร่อย. ไม่ใช่เรื่องสรวลเสเฮฮา, ไม่ใช่เรื่องเมามัน, อย่างในบท ตังขณิก ปัจจเวกขณ์ ก็มีปรากฏชัด อยู่แล้ว :- เนว ทวาย น มทาย น มณฺฑนาย น วิภูสนาย - ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน, ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน เกิดกำลังพลังทางกาย, ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ, ไม่ให้

น.45 ๓๗ เป็นไปเพื่อตกแต่ง ฯลฯ ในเรื่องฉันบิณฑบาตนี้เป็นต้น. อย่าไปรอโอกาสอื่นอยู่เลย โอกาสนี้แหละที่จะต้องฝึกฉันด้วยสติสัมปชัญญะ, สำนึก ในความเป็น สักว่าธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตน ทั้งสิ่งที่ฉันและตัวคนผู้ฉัน, เพราะ- ฉะนั้นก็เลยไม่มีเวลาที่จะพูดที่จะคุย ที่จะเล่นหัวกันในเวลาฉัน, เพราะมันต้องไปนึกถึงข้อที่เป็น สักว่าธาตุ, ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา, มันสักว่าธาตุ, ไม่ใช่เพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อสนุกสนาน เฮฮา. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดเพิ่มภาคปฏิบัติในทำนองนี้ ให้มากขึ้นวันละนิด ๆ วันละนิด ๆ จนถึงวันสุดท้ายที่เราจะต้องจากกัน, เพิ่มให้พร้อม ๆ กันกับการฟังคำบรรยาย, คำชี้แจงด้วยปาก นั้นไม่ต้องชี้แจงด้วยปาก, เพราะรู้อยู่แล้ว มีแต่ว่าทำลงไป สำรวมระวังลงไป. นั่นแหละเป็นศีล, นั่นแหละเป็นสมาธิ. นั่นแหละเป็นปัญญา. เมื่อฉันอาหารด้วยความสำรวมระวังก็เป็นศีล, เมื่อมีจิตแน่วแน่อยู่ในข้อเท็จจริง หรือ ความจริง เรื่องไม่มีสัตว์ บุคคล ฯลฯ อะไร นี้ก็เป็นเรื่องสมาธิ, และเป็นเรื่องปัญญาอยู่แล้ว, และ แม้ในขณะนั่งฉันอาหารก็สมบูรณ์อยู่ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นที่น่าอิ่มอกอิ่มใจ. ขอให้ได้ สิ่งนี้ไปมากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ แล้วจะติดเนื้อติดตัวไป สำหรับการประกาศพระศาสนา โดย ไม่ต้องอ้าปาก เหมือนอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. แล้วเราก็จะได้ชื่อว่าทำดีที่สุดแล้ว ในระยะนี้ ในตอนนี้ หรือในส่วนนี้ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอีกหลาย ๆ ส่วน ที่จะต้องทำให้สมบูรณ์. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดทำส่วนนี้ที่มาถึงเข้าเฉพาะหน้านี้ ให้ดียิ่งขึ้น ให้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น ทุก ๆ วัน, แล้วเราก็คงจะได้รับผลเกินค่า ที่ลงทุนหมดเปลือง เหน็ดเหนื่อย อะไรกันมา, มานั่งมานอน, มาฉันกันอยู่ที่นี่. เป็นการได้ที่ดี เป็นการได้กำไรยิ่งกว่ากำไร, เป็นการประพฤติพรหมจรรย์ แท้จริงอย่างยิ่ง น่าชื่นอกชื่นใจ, เป็นเครื่องบูชาอย่างที่เรียกว่า ปฏิบัติบูชาแด่สมเด็จพระบรมศาสดา, ซึ่งเป็นยิ่งกว่าที่ปากของเราจะพูดได้ว่าพระองค์เป็นอะไรแก่เรา. นี่เป็นเวลาพอดีที่เรากำหนดไว้สำหรับการบรรยายวันหนึ่ง ๆ. ทีนี้ผมก็ขอโอกาสเกี่ยวกับการทำวัตร ตามที่เราตกลงกันไว้ว่า, เราทำวัตรแน่ เป็น สิ่งที่ควรแก่เรา แม้อยู่ในสภาพเช่นนี้, และเป็นนักศึกษา. เราเห็นอยู่แล้วว่า เรายังจะมีทางทำ วัตรเช้า ทำวัตรค่ำ ให้ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่นี้อีกมาก, ให้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัว ดังที่กล่าว แล้ว ให้เป็นการเฝ้าพระพุทธองค์เช้าเย็น ดังที่กล่าวแล้ว ยังเป็นโอกาสแสดงอาบัติ ในแง่ของ ธรรมะประจำวัน ดังที่กล่าวแล้ว ; ก็คือ มีชีวิตที่บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ เป็นพรหมจรรย์ อยู่ในการทำวัตรนี้ตลอดเวลาวันหนึ่งคืนหนึ่งนี้อยู่เสมอไป. เราควรจะเริ่มตามที่เรากำหนดไว้ เป็น กิจประจำวัน.

น.46 การฉันอาหาร บัดนี้ วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๑๐ ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น.แล้ว เป็นเวลาที่เราตั้งใจกันไว้ว่า จะพูดจะคุยอะไรกันสักอย่างหนึ่ง เป็นประจำวัน สำหรับวันนี้ ผมอยากจะคุยเรื่องการฉันอาหาร, เรื่องฉันอาหารมีหัวข้อที่ต้องเอามา ใส่ใจ หรือนึกดูอยู่อย่างน้อย ๓ อย่าง :- เรื่องจะฉันอย่างไร, เรื่องขอบคุณพระองค์ ก่อนฉันอาหาร, แล้วก็เรื่องสิทธิที่จะฉันอาหาร. สำหรับเรื่อง สิทธิที่ภิกษุเราจะฉันอาหาร นี้ นับว่าเป็นเรื่อง ที่สำคัญที่สุด ซึ่งเรามักจะปล่อยปละละเลยที่จะนึกถึง, แล้วในที่สุดก็เกิดผลร้ายขึ้นมาจนได้ คือ ความหละหลวมต่อการประพฤติพรหมจรรย์ หรือปฏิบัติหน้าที่ของตนนั่นเอง. ภิกษุหนุ่มหรือ สามเณร หรือแม้แต่ภิกษุโดยมาก ก็ฉันอาหารด้วยนึกว่า มีสิทธิที่จะฉันอาหาร คือถ้าบวชเข้าแล้ว ก็ต้องได้ฉันอาหารอย่างสบายตามสบาย, ก็เห็นอยู่ว่า ใคร ๆ ก็เอาอาหารไปถวายถึงวัด แล้วก็ฉัน อย่างนี้ต้องถือว่าเป็นความเขลา ถึงขนาดเป็นความโง่, เพราะไม่รู้จักรับผิดชอบในเรื่องอัน เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่. ถ้าว่าโดยที่จริงแล้ว การไปบิณฑบาตมาฉันนั้น ควรจะถือว่าเป็นการ ไปรับผลตามสิทธิ ไม่ใช่เป็นหน้าที่, เมื่อพูดว่าการไปรับบิณฑบาตมาฉันเป็นหน้าที่ โดยเขา เอาอาหารบิณฑบาตมาให้ฉันนั้น ว่า เป็นการโปรดสัตว์ ซึ่งชาวบ้านก็เรียกกันอยู่โดยมากว่า " พระมาโปรดสัตว์แล้วเว้ย " คงจะถูกหลอกมา นานดึกดำบรรพ์แล้ว ว่า ให้การไปบิณฑบาตนั้น เป็นการทำหน้าที่ หรือ โปรดสัตว์. ที่จริง การไปบิณฑบาตนั้นควรจะเป็นแต่เพียง สิทธิที่ภิกษุนั้นได้ทำหน้าที่อย่างอื่น ๆ คือการประพฤติพรหมจรรย์ครบถ้วนถูกต้องแล้ว จึงจะมีสิทธิไปรับอาหารบิณฑบาตมาฉัน , ถ้ามิฉะนั้นแล้วเรื่องก็จะเป็นว่า พอบวชเข้าก็มีหน้าที่อย่างเดียว คือเดินไปเอามากินมาฉัน หน้าที่ มีเพียงเท่านั้น และถือว่านั่นเป็นการโปรดสัตว์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของภิกษุเรา อย่างนี้ผมเห็นว่า ไม่ถูก. มันควรจะเป็นเพียงสิทธิที่อันควรจะพึงรับ, ต่อเมื่อได้ทำหน้าที่ในส่วน ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เสร็จแล้วต่างหาก. ขอให้สังวรในข้อนี้ อย่าได้หละหลวมระเริง จนถึงกับว่าเราไม่ได้

น.47 ๓๙ ทำอะไร นอกจากไปบิณฑบาตมาฉัน, นี้สิทธิมันเกิดต่อเมื่อทำหน้าที่แล้ว. ทีนี้ สิทธิที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปก็คือ การที่ตนได้ ทำหน้าที่ของภิกษุสมบูรณ์ มีความ เป็นอยู่อย่างบรรพชิตโดยแท้จริง จึงจะฉันอาหารบิณฑบาตที่เขาถวาย , นี้มันเกี่ยวเนื่องกับ ความเป็นภิกษุ หรือหมดความเป็นภิกษุ. ถ้าภิกษุประกอบในอาบัติถึงอันติมวัตถุ จนเป็นปาราชิก ไม่มีความเป็นภิกษุอีกต่อไป, ภิกษุนั้นก็หมดสิทธิที่จะฉันอาหารฟรี. จงนึกถึงการฉันอาหารฟรี โดยไม่ต้องเสียสตางค์, ไปเอามาฉันได้, แล้วเขายังไหว้แล้วไหว้อีก นี่เป็นเพราะอะไร, โดยธรรม หรือโดยวินัยก็ตาม ย่อมจะเกิดขึ้นเพราะเราประกาศตน ปฏิญญาณตนเป็นผู้ทำหน้าที่ของ บรรพชิต ผู้ไม่มีเหย้าเรือน, ผู้ไม่ครองเรือน, ไม่ทำนาทำสวน, แต่จะรับหน้าที่อย่างสูงสุด คือทำหน้าที่ประพฤติพรหมจรรย์, ให้ความดับทุกข์ปรากฏออกมา แล้วนำไปสอนผู้อื่น. หน้าที่ ไปสอนผู้อื่นจะเว้นเสียก็ได้, ขอแต่ว่าให้เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์โดยแท้จริง, มีความหมาย เป็นผู้กระทำอย่างรีบด่วน, จนไม่มีโอกาสไปทำไร่ทำนากินเอง, แล้วจึงมีการช่วยเหลือของ ชาวบ้านโดยให้กินให้ฉัน, เพื่อให้มีโอกาสประพฤติพรหมจรรย์เต็มที, เป็นทำนองข้อผูกพัน ด้วยสัญญาประชาคมกันอย่างนี้, ภิกษุจึงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะบริโภคอาหารฟรีทำนองนี้. ลองคิดดูว่า ภิกษุก็ประพฤติพรหมจรรย์บรรลุมรรคผลได้, ฆราวาสก็ประพฤติพรหมจรรย์ บรรลุมรรคผลได้ แล้วทำไมมาให้พวกนี้กินฟรี คือพวกภิกษุฉันฟรี, ก็เพราะเหตุผลนิดเดียว คือว่าจะให้ได้ไปเร็ว ๆ, คนอื่นจึงได้ร่วมมือให้ได้ไปเร็ว ๆ, สิทธิที่จะบริโภคอาหารฟรีก็เกิดขึ้น. เดี๋ยวนี้ถ้าเรามาเป็นคนโลเล, เหลาะแหละ, หละหลวม, ชักช้า, อืดอาด, แล้วยังแถมหาความสบาย บนหลังทายกทายิกาอย่างนี้ ย่อมหมดสิทธิที่จะฉันอาหารฟรีโดยแน่นอน, ขืนฉันเข้าไปต้อง ตกนรก, เพราะไม่มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น เลยกลายเป็นการหลอกลวงและขโมย ไปในที่สุด. ดังนั้น การฉันอาหาร, หรือการรับบิณฑบาตมาฉัน ต้องสำนึกถึงหน้าที่อันนี้ เสมอไป, และรู้ดี ว่าเราได้กระทำหน้าที่อันนี้แล้ว และมีสิทธิที่จะไปรับอาหารบิณฑบาต มาฉัน. ดังนั้นเราจึงพยายามสุดความสามารถของเรา, ที่จะบำเพ็ญกิจหน้าที่พรหมจรรย์ทุกอย่าง ทุกประการ, แล้วยังหวังที่จะไปเผยแผ่สั่งสอนตามความสามารถ ปราศจากความโลเล หลุกหลิก เหลาะแหละ อะไรต่าง ๆ อีกด้วย. นี่เป็นข้อแรก คือสิทธิและหน้าที่ อันเกี่ยวกับจะบิณฑบาต ฉันฟรี. ส่วนที่จะมาอ้างว่า โปรดสัตว์ให้ทายกได้ผล ได้บุญ ได้กำไร เพราะให้เรากินเราฉันนี้ ไม่ถูกต้อง, ไม่แน่นอน ไม่ปลอดภัย, อย่าไปคิดทำนองนั้น มักจะเป็นเรื่องตบตาชาวบ้านโดย ไม่รู้สึกตัวก็ได้. นี้ข้อหนึ่ง. ทีนี้ ที่เรียกว่า ขอบคุณพระพุทธองค์ก่อนฉัน นี้ฟังดูเผิน ๆ ก็เป็นคริสเตียนไป ที่จะ ขอบคุณพระเจ้า ก่อนฉัน, แต่ผมเห็นว่าไม่ใช่คริสเตียน เป็นความกตัญญูกตเวทีของภิกษุ ต่อพระพุทธองค์ , ลำพังคุณสมบัติอย่างเรา สติปัญญาอย่างเราแท้ ๆ เขาคงไม่ให้ฉันฟรี, บริโภค

น.48 ๔๐ ฟรีเป็นแน่. นี้หากแต่ว่าพระคุณอันใหญ่หลวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า คุ้มศีรษะเราอยู่จึงมีโอกาส ที่จะบริโภคฟรี ไม่ต้องทำอะไร นอนทั้งวันทั้งคืน ก็ยังไปเอามาบริโภคฟรีฉันฟรีได้, เพราะว่า พระคุณนั้นมหาศาลมากเกินไป. เราควรจะรู้สึกสำนึกอย่างนี้ ก่อนแต่ที่จะฉันอาหารที่ได้มา ในลักษณะที่อาศัยพระบารมีของพระองค์, แม้เราจะไม่กล่าวขอบคุณ thanks giving อย่าง พวกคริสเตียน, เราก็มีวิธีของเรา คือการปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ว่า จะให้เรา ทำอย่างไรนั่นเอง ดังนั้นจึงเห็นว่า เรานึกถึงข้อนี้แล้วก็ฉัน, ด้วยการอธิษฐานจิต ที่จะสนอง พระพุทธประสงค์, ก็เป็นการขอบพระคุณของพระองค์ อย่างเต็มที่แล้ว. ลองสังเกตดูจะเห็นว่า มีระเบียบธรรมเนียมประเพณีอะไรชนิดหนึ่ง ซึ่งถวายข้าวพระ ก่อนฉัน, ภิกษุหลายองค์ที่ยังคงประพฤติอยู่ ไปบิณฑบาตกลับมาก็ชูบาตรขึ้นเหนือศีรษะ นั่ง ยอง ๆ ว่าอะไรพึมพำ ๆ อยู่พักหนึ่ง แล้วจึงจะนำมาฉัน, ผมลองพูดคุยดูด้วย ได้ความว่าถวาย ข้าวพระ, แต่ฟังดูอีกทีหนึ่งก็คือ ขอบคุณพระพุทธองค์มากกว่า จึงจะนำไปฉัน, ไม่กล้าฉันก่อน แต่ที่จะทำเช่นนั้น อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ ถ้าจะให้ขอบคุณพระพุทธองค์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น, ผมอยากจะคิดว่า เราทำตามที่ พระพุทธองค์ประสงค์ ให้สุดความสามารถของเรา ในขณะนั้นจะดีกว่า. นับตั้งแต่ ปัจจเวกขณ์ พิจารณาธาตุปัจจเวกขณ์อย่างยิ่ง แล้วฉัน, อย่างที่เรียกว่า เพียงเพื่อตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้ :- ยาตุราา จ เม ภวิสฺสติ - ความเป็นไปแห่งอัตตภาพนี้จักเป็นไปได้, จักมีเพื่อประกาศพรหมจรรย์เป็นต้น. แล้วก็ฉันอย่างนี้เรียกว่า ฉันเนื้อลูกกลางทะเลทราย, ฉันอย่างน้ำมันหยอดเพลาเกวียน. ดังนั้น ขอได้โปรดสังวร ในข้อความของธาตุปัจจเวกขณ์ให้มาก, ที่ว่า :- ยถาปจฺจยํ ธาตุมตฺตเมเวตํ , ตัดบทเป็นว่า ยถาปจฺจยํ ธาตุมตฺตํ เอว เอตํ นั้น, ธาตุมฺตํเอว - สักว่าธาตุเท่านั้น, ยถาปจฺจยํ - เป็นไปอยู่ตามปัจจัย คือว่า สิ่งนั้นเป็นไปเพียงสักว่าธาตุเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ยทิทํ - สิ่งที่ว่านั้นคืออะไรเล่า, จีวรํ ตฺปภุญฺชโก จ ปุคฺคโล สำหรับจีวร, ว่าสิ่งนั้นคือจีวร และ ผู้ใช้สอยจีวรนั้น, ส่วนสำหรับบิณฑบาตนี่ก็ว่า :- ปิณฺฑปาโต ตฺ ปฺญฺชโก จ ปุคุคโล - สิ่งนั้น ก็คือบิณฑบาต, และบุคคลผู้บิณฑบาตนั้น ล้วนแต่เป็นสักว่าธาตุ, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย คือ ข้าวปลาอาหารที่เราฉันนี้ก็ดี เป็นสักว่าธาตุ, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, ตัวเราภิกษุผู้ฉันนี้ก็ดี เป็นสักว่าธาตุ, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, จึงย้ำซ้ำทับลงไปอีกว่า, ธาตุมตฺตโก - สักว่าธาตุ นิสฺสตฺโต - ไม่ใช่สัตว์, คือไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์อันยั่งยืน, นิชฺชีโว - ไม่ใช่ชีวะบุคคล, บุคคลตามความหมายของฮินดูก็คือ Soul อีกเหมือนกัน, สุญฺโญ - ว่างเปล่าจากความหมาย แห่งความเป็นตัวตน นี่คือหลักพระศาสนาแท้. เมื่อเราพิจารณาอยู่อย่างนี้ก็ชื่อว่า ทำตามพระพุทธโอวาทอย่างยิ่ง , แล้วก็ไม่ใช่ฉัน เพื่อเล่น, ไม่ฉันเพื่อมัวเมา, ฉันเพียงเพื่อเป็นไปได้แห่งอัตตภาพนี้, นี้เรียกว่าสนองพระคุณของ พระองค์อย่างสูงสุดแล้ว, เป็นการขอบคุณพระพุทธองค์ หรือรับผิดชอบในหนี้สินที่มีอยู่

น.49 ๔๑ ระหว่างเรากับ พระพุทธองค์อย่างยิ่ง, แล้วจึงฉันอาหารบิณฑบาต โดยไม่ให้เกิดหนี้สิน ก็ ปลดเปลื้องหนี้สินออกไปได้. สำหรับเรื่อง ฉันเหมือนฉันเนื้อบุตรกลางทะเลทราย นั้น, ผมเข้าใจว่าเพื่อนสพรหมจารี ทั้งหลาย คงจะได้อ่านเองแล้ว จากมัชฌิมนิกาย, สูตรอันกล่าวถึงอุปมาเรื่องนี้ ซึ่งมีใจความสั้น ๆ ว่า, บิดามารดาเดินทางไกลข้ามทะเลทราย กับ บุตรน้อย ทารกน้อย ๆ คนหนึ่งด้วย, เผอิญ หลงทางอยู่กลางทะเลทรายนั้น ออกไม่ได้ หลายวันเข้าจนเสบียงอาหารหมด. ดินฟ้าอากาศ อันทารุณดุร้ายนั้น ทำให้เด็กทารกนั้นตายลงด้วย, บิดามารดาก็ไม่มีอาหารอะไรจะกินด้วย, ก็ต้องจำใจกินเนื้อลูกกลางทะเลทราย เพื่อประทังชีวิตไว้, กว่าจะออกไปได้จากทะเลทราย จนถึงบ้าน. นี่ลองคิดดูเถอะว่า จะกินเข้าไปได้อย่างไรด้วยความสนุกสนานเอร็ดอร่อย, มันคง จะกินพลางน้ำตาไหลพลาง, หรืออะไรทำนองนั้น, เพียงสักว่าตัวเองไม่ตาย กลับไปบ้านให้ได้. เดี๋ยวนี้เรากำลังฉันอาหารด้วยความรู้สึกอย่างนี้หรือเปล่า, ถ้าเราฉันอาหารด้วยความสรวลเสเฮฮา, บางทีก็หยอกกันพลางก็มี อย่างนี้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ ที่จะฉันอย่างกินเนื้อบุตรกลางทะเลทราย, มันคงจะเป็นอย่างคฤหบดี กลายเป็นคฤหบดีไปโดยไม่รู้สึกตัว. แต่ที่ว่า ฉันอย่างน้ำมันสำหรับหยอดเพลาเกวียนนั้น. เราจะเห็นชัดอยู่แล้วว่า น้ำมัน นิดเดียวก็พอ พอให้ลื่นไปได้ทั่วไปหมด, นี้ที่เรียกว่าเป็นไปเพื่อเยียวยาอัตตภาพ เพื่อยังอัตตภาพ ให้เป็นไปโดยแท้. เพราะฉะนั้นการฉันอย่างที่ระบุไว้ แนะไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่ว่า :- จตฺตาโร ปญฺจ อาโลเก อภุตฺวา อุทกํ บีโว - ขยักเว้นไม่ฉันเสียสัก ๔ - ๕ คำ แล้วดื่มน้ำให้อิ่ม, อลํ ผาสุ วิหาราย ปฏิปฏฺฏ ภิกฺขุโน - เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับความอยู่เป็นผาสุกของภิกษุผู้มีตนส่งไปแล้ว ในพรหมจรรย์ คือในสมาธิภาวนา, ในขณะที่กำลังปฏิบัติสมาธิภาวนา. นี่คือฉันอย่างน้ำมัน หยอดเพลาเกวียน, อย่างที่มีประมาณอย่างพอเหมาะพอสม. แล้วก็ฉันอย่างเนื้อบุตรกลางทะเลทราย คือไม่แตะต้อง, ไม่มุ่งหมายความเอร็ดอร่อยแต่ประการใด, แต่ด้วยความสลดสังเวชใจ, ในการที่ ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวัฏฏสงสาร ยังเอาตัวรอดไม่ได้ ยังไม่ออกจากทะเลทรายได้, แล้ว ขวนขวายเพื่อจะออกจากทะเลทรายนั้น. เพราะฉะนั้นควรจะเห็นได้แล้วว่า อย่างน้อยเราก็มีข้อที่จะต้องสังวรและระวังเกี่ยวกับ การรับอาหารมาและฉันนี้ ๓ ประการคือ :- ถือเป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่, - และจะต้องขอบคุณ พระพุทธองค์ก่อนฉัน, - และก็ฉันอย่างกินเนื้อบุตรกลางทะเลทราย หรือราวกะเพียงน้ำมัน หยอดเพลาเกวียนเท่านั้น. ขอเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ได้โปรดสังวรระวังอย่างเต็มที่, ให้ถือเป็นการอบรม บทเรียนบทหนึ่งด้วย ตลอดเวลาที่ยังคงพักอยู่ที่นี่. ดังนั้นในขณะที่เราจะเดินไปรับบิณฑบาตนั้น จะเงียบกริบจากการพูดจา, แล้วจะนึกถึงข้อที่ว่าเรากำลังใช้สิทธิอย่างระมัดระวัง, ไม่ให้เป็นหนี้ ขึ้นมาได้ ด้วยการพิจารณาธาตุปัจจเวกขณ์ ตลอดเวลาที่เดินไป ๆ เดินไป ๆ ด้วยจิตใจที่

น.50 ๔๒ สังวรระวังอย่างยิ่ง. และในขณะที่รับบิณฑบาตอยู่ก็เหมือนกัน, ให้มองดูความเป็นธาตุ เป็น เพียงสักว่าธาตุ ในอาหารที่หย่อนลงไปในบาตร, ในบุคคลผู้ใส่บาตร, ในตัวเราผู้รับบาตรนั้น. เพื่อไม่ให้เกิดโทษ คืออภิชฌา, เช่นราคะ เป็นต้น ในบุคคลผู้ใส่บาตร, หรือจะไม่เกิดโทมนัสเป็นต้น เพราะใส่บาตรไม่ถูกใจ. อย่างนี้จึงจะได้รับการปลอดภัย และได้รับผลของการปัจจเวกขณ์, และ ชื่อว่าทำตามพระพุทธประสงค์โดยแท้จริง, แล้วก็จะได้กลับมาด้วยความระมัดระวัง หลังจาก อนุโมทนาแล้ว เดินมาด้วยความรู้สึกที่เป็นปัจจเวกขณ์ อย่างเดียวกัน. และถ้าเป็นโชคดี ด้วย ความสำรวมระวังอย่างนี้ อาจจะเกิด ไอเดีย (idea) ความคิดนึกอะไรเป็นพิเศษขึ้นมา อย่างน้อย สักเรื่องหนึ่ง, กลับมาถึงก็บันทึกไว้ เป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์. ทำอย่างนี้ทุกวัน ปีหนึ่งก็คงจะ ได้ถึง ๓๖๐ กว่า ไอเดีย หรือเรื่อง. เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำได้และมีผลดีมาก ผมไม่ต้องคาดคะเน, ไม่ต้องสันนิษฐาน เพราะว่าเคยทำมาแล้วอย่างนั้น, บางเรื่องกลัวจะลืม, เสียดาย, วันหลังเข็ด ต้องควักดินสอออกมาเขียนใส่ลงไปในฝ่ามือ ย่อ ๆ พอกันลืม ในระหว่างที่เดินบิณฑบาตอยู่นั้นเอง โดยไม่มีใครเห็น, มาถึงวัดก็รีบขยายข้อความนั้นลงในกระดาษ ไอเดีย อันนี้ก็ยังคงอยู่ ไม่สูญไป. ขอเตือนว่า ความคิดอะไรที่ดี ๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างผุดขึ้นอย่างนี้ อย่างกะทันหันอย่างนี้ มันก็หายไปได้ อย่างไม่กลับมาอีกเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นต้องทำกะมันให้ดี ๆ ต้องบันทึกเก็บไว้ ด้วยจิตใจจริง ๆ หรือถึงกับเขียนไว้ มันจึงอยู่กับเรา และมากขึ้น ๆ ในที่สุดก็เป็นความรู้ของเรา ที่จะใช้สั่งสอนผู้อื่นได้. เพราะฉะนั้นจึงอยากจะให้บทเรียนไปแก่เพื่อนสพรหมจารี ทุก ๆ องค์ว่า : - จงสังวรในการเดินทั้งไปและกลับ เงียบกริบในทางอิริยาบถ, แต่จิตใจนั้นกำลังลุกโพลง สว่างไสว, กลับมาถึงสถานที่นี้แล้ว จะต้องเขียน ไอเดีย ที่ดีเลิศอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปในสมุดบันทึกได้ เรื่องหนึ่งเสมอไปทุกวัน. ขอให้ถือว่านี้เป็นบทเรียนที่ผมมอบให้ เป็นประจำวันอย่างหนึ่งด้วย เหมือนกัน. ขอได้โปรดพยายามด้วย จะเป็นผลดีแก่ท่านทั้งหลาย แล้วจะเป็นผลดีแก่พระศาสนา โดยไม่รู้สึกตัว ในอนาคตข้างหน้า. ขอได้โปรดสังวรพิจารณาเป็นอย่างดี แล้วปฏิบัติเท่าที่จะ ปฏิบัติให้ดีได้ที่สุด เท่าที่จะดีได้อย่างไรด้วย จงทุก ๆ รูปเถิด. นี่คือการคุยกันตอนเช้า ตามที่กำหนดไว้เป็นประจำวัน หลังจากนี้เราก็มีการทำวัตร ตามเวลาของเราอีก คือทำวัตรเช้า. •

น.51 การชี้โทษ บัดนี้ วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๑๐ เวลาของเราก็มาถึงเข้าอีก สำหรับจะคุยอะไรกันสักหน่อย ครั้งนี้ผมอยากจะให้ทราบทั่วกันทุกองค์ ถึงพระพุทธภาษิตที่รู้สึกว่าประหลาด ๆ ไม่ค่อยจะได้ สนใจกัน คือพระพุทธภาษิต มหาสุญญูตสูตร อุปริปัณณาส มัชฌิมนิกาย ซึ่งมีว่า :- “อานนท์! เราไม่พยายามทำกับพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่. อานนท์! เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด ; อานนท์! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด. ผู้ใดมีแก่น ผู้นั้นทนอยู่ได้." ที่เป็นบาลี ขอให้สอบสวน ดูเองว่า :- น เต อานนฺท ตถา ปรกุกมิสฺสามิ - อานนท์! เราไม่พยายามทำกับพวกเธออย่าง ทะนุถนอม ; ยถา กุมฺภกาโร อามกมตฺเต - เหมือนช่างหม้อ ทำแก่หม้อที่ยังเปียก ยังดิบอยู่ ; นิคุคยุหนิคุคยุหาหํ อานนฺท วกฺขามิ - อานนท์! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด ปวยุห ปวยุหาหํ อานนฺท วกฺขามิ - อานนท์! เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีกไม่มีหยุด ; โย สาโร โสฐสฺสติ - ผู้ใดมีแก่น ผู้นั้นจักทนอยู่. ขอให้ลองคิดดูว่า พระพุทธภาษิตในลักษณะนี้ ในทำนองนี้มีความหมายอย่างไร เราเคย รู้สึกนึกคิดกันตรงตามนี้หรือไม่ คือว่าจะขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก และไม่ทำ อย่างทะนุถนอม เหมือนถนอมของแตกได้ อย่างพวกช่างหม้อ เมื่อหม้อยังเปียกอยู่ ยังดิบอยู่ เขาก็ถนอมที่จะจับ จะยก จะวาง ทำนองนั้น ; แล้วคำสุดท้าย ที่เหมือนกับประกาศคำขาดว่า :- โย สาโร - คนใดมีแก่น ; โสฐสฺสติ - คนนั้นจักอยู่. ถ้าเราจะสรุปความทั้งหมดนี้ ก็จะสรุปความได้ว่า พระองค์ใช้ตะแกรงที่แข็ง ที่เด็ดขาดร่อน ใครทนอยู่ได้ก็อยู่ ใครทนอยู่ไม่ได้ ไม่มีแก่น คือไม่มีความทนก็ต้องไป นี่ขอให้นึกดูเถิดว่า เรา จะต้องมีหลักกันอย่างไรในเรื่องนี้ อย่างไรเรียกว่ามีแก่น ชนิดที่จะทนอยู่ได้ ไม่ผุพังไปเสีย. ผมรู้สึกว่า ที่มีแก่นทนอยู่ได้ นี้คือความเข้มแข็ง อดกลั้นอดทน เหมือนอย่างที่เราได้พูดกันแล้ว พูดกันอีก ตลอดเวลา ๓-๔ วัน ที่แล้วมานี้ แล้วเราจะคิดว่า พระพุทธองค์ทรงขนาบแล้วขนาบอีก

น.52 ๔๔ ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก เป็นการกระทำที่ดุร้ายหรือเปล่า หรือว่าเราวาดภาพพระพุทธองค์ไว้ใน ลักษณะอย่างไรนั้น มันตรงกับพระพุทธภาษิตของพระองค์ ในข้อนี้หรือเปล่า. สำหรับพระพุทธภาษิตในพระสูตร ๆ นี้ ก็ไม่มีทางที่จะคิดเป็นอย่างอื่น นอกจากคิด ว่าเป็นคำที่ได้ตรัสไว้จริง มัชฌิมนิกาย เหล่านี้เป็นสูตรที่เชื่อถือได้ และคำตรัสเหล่านี้ก็มีเหตุผล สมกับที่เป็นคำตรัสของพระศาสดา โดยอาศัยหลักมหาปเทส หรืออาศัยหลักใด ๆ ก็ตาม เรา จะเห็นได้ว่า เป็นคำของพระศาสดา. เมื่อเป็นดังนี้เราก็จะต้องถือว่า เรายอมรับระบอบ ทำนอง คล้าย ๆ กับระบอบเผด็จการ, เรื่องขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ใครไม่มีแก่น คนนั้นเปื่อยพัง ผุพังเน่าไป, ใครมีแก่นคงอยู่ได้. ถ้าหากว่า ในคณะเรา, คณะสงฆ์ของเรา ส่วนรวม ส่วนย่อย ส่วนเล็ก ส่วนน้อย ก็ตาม ถือหลักอย่างนี้กันแล้ว จักต้องดีกว่าที่เป็นอยู่นี้มาก, คือยอมรับลักษณะที่เป็นค่อนข้าง จะเผด็จการ ของครูบาอาจารย์ ของบิดามารดา, หรือของผู้ใด ที่อยู่ในประเภทที่เป็นที่ตั้ง แห่งความเคารพเชื่อฟังนั่นเอง. เพราะฉะนั้นเราจะต้องคิดกันต่อไปอีก ถึงข้อที่ว่า เราจะเอา พระศาสดาที่ไหนมาสำหรับคอยขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก แก่เราในเวลานี้ ใน สถานที่นี้, ซึ่งเราพูดกันว่า พระศาสดาเสด็จปรินิพพานไปแล้วตั้งสองพันกว่าปี ถ้าอยู่ก็อยู่ที่ ประเทศอินเดีย, แล้วเราจะเอาพระศาสดาไหน มาคอยชี้โทษ มาคอยขนาบอยู่เป็นนิจ, ถ้าเรา ไม่มีพระศาสดาที่คอยชี้โทษ คอยขนาบอยู่เป็นนิจแล้ว เราจะเป็นอย่างไร, ถ้าเรามี เราจะเป็น อย่างไร. ข้อนี้มันอยู่ที่ว่า : เราจงพิจารณาดูความเหลิง ความระเริงอะไรของเรา ความเหลาะ- แหละ โลเล หลุกหลิก ของเรานั่นเอง, ถ้าเราพบว่า เรายังมีความโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก อยู่แล้ว ในการพูดการคิดการทำก็ดี เราควรจะรีบแสวงหาพระศาสดา เพื่อจะมาทรงทำหน้าที่ ขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก แก่เราบ้างหรือไม่, เพื่อจะดัดนิสัยสันดานของเรา, เพื่อจะทำไปในลักษณะที่จะให้เหลือแต่แก่น ที่น่าดูที่น่าชื่นใจเหลืออยู่, ให้เปลือกให้กะพี้ ให้ ส่วนที่ไม่น่าดูนั้นหมดไป. กระทำเราให้เป็นแก่นสาร จึงจะได้รับผลที่เป็นแก่นสารยิ่งขึ้นไป คือ มรรคผล นิพพาน, ถ้าเราทำเราเป็นแก่น, เราก็ต้องได้แก่น, ถ้าเราทำเราเป็นกะพี้, เรา ก็ต้องได้กะพี้เป็นแน่นอน, ยิ่งถ้าเราทำเราให้เป็นเปลือก, เราก็จะยิ่งได้เปลือก, เป็นเปลือก ผิวนอกยิ่งขึ้นไป, จนถึงกับเป็นเปลือกสด ๆ แห้ง ๆ บาง ๆ อยู่ที่เปลือกนอกสุดอย่างนี้. นี่คำว่า แก่นมีความหมายอย่างนี้, ถ้าเราเป็นแก่นเราก็ต้องได้แก่น, เพราะฉะนั้นเราต้องยินดีพอใจ ที่จะมีพระศาสดามาคอยขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก. ทีนี้ก็มาถึงปัญหาที่กล่าวมาแล้วว่า เราจะเอาพระศาสดาที่ไหนมาคอยบังคับบัญชา คอยกำกับ คอยขนาบข้างเราอยู่อย่างนี้, ดังที่เราทราบกันอยู่ทั่วไปว่า พระศาสดาแท้จริง พระพุทธองค์แท้จริง ไม่ได้เสด็จสูญหายไปข้างไหน. รู้ได้จากพระพุทธภาษิตเพียง ๒ แห่ง

น.53 ๔๕ ก็พอ ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต : ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม," ผู้ไม่เห็นธรรม ไม่ชื่อว่า เห็นตถาคต แม้จะจับจีวรจับอะไรดึงเอาไว้ ก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นตถาคตเลย" นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งก็คือ พระพุทธภาษิต ที่ตรัสไว้ในตอนเข้าปรินิพพานว่า :- "ธรรมวินัยที่บัญญัติแล้ว แสดงแล้วนั้น จะอยู่เป็นพระศาสดาของเธอ เพราะอันล่วงลับไปแห่งเรา," หมายความว่า ร่างกาย ล่วงลับไป แต่ว่าพระศาสดาเนื้อแท้ยังอยู่ คือ ธรรมวินัย. ร่างกายนั้นก็เป็นเปลือก เหมือนกับว่า เห็นแล้วก็ไม่ชื่อว่าเห็นองค์พระตถาคต ในพระพุทธภาษิตทีแรก, ส่วนพระศาสดาองค์จริงที่ เหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้นั้นคือ พระศาสดาองค์จริง ในบทว่า "เห็นธรรม คือเห็นเรา เห็นเรา คือเห็นธรรมนั่นเอง," เพราะฉะนั้นเราจึงได้พระศาสดาองค์จริงเสียอีก ที่จะมาคอยขนาบเรา ชี้โทษเราไม่หยุด แล้วทำให้เราเหลือแต่แก่นอย่างที่กล่าวแล้ว. เมื่อเป็นดังนี้ เราก็ควรจะเห็นว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เราระลึกนึกถึงด้วยความสังวรระวังนี้ มันเนื่องกัน, เหมือนอย่างเราได้พูดกันเรื่องทำวัตร. ว่าทำวัตรให้เหมือนหนึ่งว่า ไปเฝ้าพระพุทธองค์ จริงทั้งเช้าทั้งเย็น. นั้นก็คือธรรมะนั่นเอง ที่เป็นพระศาสดา, ตั้งอยู่ในฐานะพระศาสดาองค์จริง, เมื่อเราไปเฝ้าพระศาสดาได้, แล้วทำไมเราจะมีพระศาสดาทรงคอยขนาบข้างเราไม่ได้ มัน ก็ต้องได้อยู่ดี. เพราะเหตุฉะนี้จึงควรจะเชื่อแน่ลงไปว่า, เรามีพระศาสดาที่คอยขนาบข้าง และ คอยชี้โทษอยู่เป็นนิจ, เพราะฉะนั้นเราคงจะไม่มีโอกาส ที่จะโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก เป็น แน่นอน, ถ้าเรามีโอกาสที่จะโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก ก็แปลว่า เราเป็นคนไม่มีพระ- ศาสดา เป็นคนว่างจากพระศาสดา, ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่น่าสงสาร น่าเศร้า น่าอะไร ๆ อีก หลาย ๆ อย่าง ซึ่งรวมแล้วก็คือ น่าเศร้านั่นเอง, น่าเสียใจ, น่าเสียดาย, น่าละอาย, น่าว้าเหว่, น่าเป็นห่วง เหล่านี้เป็นต้น ล้วนแต่ไม่มีอะไรที่น่าชื่นใจ, เพราะฉะนั้นเราจงพยายามกันให้สุด ความสามารถ ในการที่จะมีพระศาสดาคอยขนาบข้างเราอยู่เสมอ, ขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก อยู่เนืองนิจ. ข้อนี้เราคงจะพอใจกันได้ว่า ธรรมะหญ้าปากคอก ในหมวดสอง แห่งนวโกวาท ซึ่ง มีอยู่ว่า หิริโอตตัปปะ - ความละอาย และความกลัว นั่นแหละจะช่วยได้, และ นั่นแหละ เป็นเครื่องมือที่จะทำให้มีพระศาสดาองค์จริงขึ้นมา คอยขนาบข้างเราอยู่ทุกเวลา และ ทุกแห่ง. เมื่อใดเราไม่มีหิริโอตตัปปะ เมื่อนั้นอาการโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก ก็เกิดขึ้น โดยแน่นอน, เมื่อใดมีหิริโอตตัปปะ เมื่อนั้นก็ไม่มี. เมื่อนั้นมีอาการโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก, ก็หมายความว่าอยู่ในสภาพที่พระศาสดาขนาบข้างอยู่แล้ว จึงไม่กล้าโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก, นี้เรียกว่า อาศัยเครื่องมือคือ หิริโอตตัปปะ ช่วยทำให้สำเร็จประโยชน์ ขนาดที่มีพระศาสดา คอยขนาบข้างอยู่ดังนี้, เราควรจะพอใจ ควรจะยินดี ควรจะรับเอา อย่างมากเท่าไร ขอให้ ลองคิดดู. เอาละ ทีนี้ เราวกเข้ามาหาเรื่องของเรามากขึ้นอีก, เพราะว่ากิจการธรรมทูตต่างประเทศ

น.54 ๕๖ ของเรานี้ เท่านี้เรากำลังทำอยู่บัดนี้, เวลานี้ ถ้าสมมุติว่า สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จมา และ ได้ทรงเห็นทรงทราบโดยถ่องแท้แล้ว พระองค์จะตรัสว่าอย่างไร จะถึงกับต้องขนาบและชี้โทษ หรือไม่ เราจงพิจารณาดูสิ่งที่เรากระทำ. วันนี้เราก็ได้อภิปรายหรือวิพากษ์วิจารณ์กันแล้ว เกี่ยวกับภาระของเรา ที่บนภูเขาหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ เรื่อง, แล้วเราก็จะเอาหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ เรื่อง นั้นมาพิจารณากันดูอีกทีว่า, เมื่อเราเป็นอย่างนั้น พระศาสดาเสด็จมาเห็นเข้า ท่านจะว่าอย่างไร, ท่านจะยอมรับว่า นั่นเป็นพรหมจรรย์ หรือเป็นศาสนาของพระองค์ หรือไม่. สิ่งที่เรากำลังพยายามอยู่เพื่อตัวเรา หรือเพื่อจะเผยแผ่พระศาสนาก็ตาม มันตรงตามที่พระองค์ ทรงประสงค์หรือไม่, นี่เป็นเรื่องที่ต้องสังคายนา คือ check หรือ test หรือทำทุกอย่างทุก ประการว่า มันตรงหรือไม่ ถ้ามันตรงมันก็น่าปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเผอิญมันไม่ตรง ก็เป็น เรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง. เรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร, เรากำลังละเมอเพ้อฝันถึงเรื่องอะไร, กำลังทะเยอทะยาน ในส่วนอะไร จะต้องทดสอบดูให้ดี, เราจะนึกถึงแต่รัฐบาล นึกถึงแต่คณะสงฆ์ก็คงไม่ไหว, จะนึกถึงแต่ตัวเราด้วยก็ไม่ไหว ถ้าเราไม่นึกถึงพระศาสดาด้วย. เราจะเห็นแก่พระศาสดา หรือ จะเห็นแก่รัฐบาล คณะสงฆ์ หรือรวมทั้งตัวเราด้วยดี, หรือว่าเราจะทำอย่างไร จึงจะสอดคล้อง ต้องกันไปหมด, คือว่า ตรงตามความประสงค์ทั้งของพระศาสดา, และของฝ่ายเรา, คือรัฐบาล และคณะสงฆ์, รวมทั้งตัวเรา สิ่งที่เรากำลังคิดว่า จะทำการเผยแผ่นั้นก็ดี, หรือคุณสมบัติใน ตัวเรา ที่จะเป็นผู้เผยแผ่นี้ก็ดี, มันมีอยู่อย่างตรงต่อพระพุทธประสงค์หรือไม่. ผมเห็นว่านี่เป็น เรื่องสำคัญ ; ถ้ายังไม่ ก็รีบเถอะ ที่จะทำให้ตรง. ตรงหรือไม่ตรงอย่างไร ก็เชื่อว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ซึ่งมีการศึกษามากถึง ขนาดนี้แล้ว ย่อมจะวินิจฉัยได้เอง วินิจฉัยตัวเองก็ได้ วินิจฉัยเรื่องราวเหล่านั้นก็ได้. ถ้าทำการ สะสางปัญหาส่วนนี้ได้ สำเร็จลุล่วงไปแล้ว มันก็มีรากมีแก่นแน่นอน ในบทที่ว่า โย สาโร โสฐสฺสติ - คนใดมีแก่นคนนั้นจะทนอยู่. ส่วนใดที่ไม่ใช่แก่น ที่เป็นของแปลกปลอมเข้ามา ต้อง รีบละ รีบขว้างทิ้งไปเลย. แม้ว่าชาวบ้าน ชาวเมือง ชาวโลก เขาจะนิยมกัน และเป็นที่ตั้งแห่ง ลาภสักการะ เกียรติยศชื่อเสียง แห่งอะไรก็ตาม มันต้องขว้างทิ้งเลย. เพราะว่าเราจะต้องเห็น แก่พระศาสดา ในลักษณะที่เหมือนกับที่เราพูดอยู่ทุกวันว่า :- มอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธ แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ แล้วจะมาเป็นผู้รับใช้หรือทาส หรือผู้อะไรที่เป็นกบฏ ตบตาหลอกลวง กันอยู่อีกนี้ มันก็ไม่ไหว. พุทฺธฺสาหสุมิ ทาโส ว ฯ - เป็นทาสของพระองค์, แก่พระธรรมก็ว่าอย่างนั้น, แก่ พระสงฆ์ ก็ว่าอย่างนั้น, แล้วใจเป็นกบฏ, หาโอกาสใช้เกียรติยศของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แสวงหาความเพลิดเพลิน หรืออะไรส่วนตัว อย่างนี้ไม่ตรงกับเรื่อง. เมื่อเป็น อย่างนี้แล้ว ก็จะเป็นไปในลักษณะที่ว่า ยิ่งกว่าถูกขนาบ ยิ่งกว่าถูกชี้โทษ, คือพระองค์จะฆ่า

น.55 ๔๗ เสียให้ตาย เหมือนกับคำที่ใช้ในเกสีสูตร. สนทนากับคนฝึกม้า ชื่อเกสีว่า พระองค์ก็มีการฆ่าม้า ของพระองค์ให้ตายเสียเหมือนกัน ถ้าฝึกไม่ได้. ลักษณะเช่นที่ว่านี้ก็คือ ลักษณะที่ฝึกไม่ได้ จนถึงต้องทรงฆ่า คือทอดทิ้งเลย ไม่แตะต้องอะไรหมด. เป็นอย่างนี้แล้ว ผมเห็นว่า มันยิ่งกว่า เป็นอาบัติปาราชิกก็ได้ คือ เป็นผู้ที่พระองค์ทรงทอดทิ้งในขนาดนี้แล้ว เสียหายยิ่งกว่า อาบัติปาราชิกก็ได้, เพราะว่าอาบัติปาราชิกนั้น สึกออกไปแล้วยังมีทางที่จะปฏิบัติ เพื่อบรรลุ มรรคผล นิพพานได้. แต่ถ้าถูกพระองค์ทรงฆ่าในลักษณะแห่งธรรม โดยหลักธรรมอย่างนี้แล้ว มันก็เป็นอันว่าหมดกันเลย, จะอยู่เป็นพระหรือจะอยู่เป็นฆราวาส เป็นอะไรมันก็ไม่มีหวังทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น เราควรจะกลัวกันกี่มากน้อย ควรจะสังวรกันกี่มากน้อย ควรจะบังคับตัวให้สำรวม ระวัง อดกลั้นอดทน เสียสละความโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก นั้นกี่มากน้อย, เป็นเรื่องที่ ต้องคิดอย่างแน่นอน. ขออภัยที่ว่าผมเอาพระพุทธภาษิตอย่างนี้ มาเป็นเรื่องสำหรับถก สำหรับศึกษา สำหรับ แสดง, วางลงไปในฐานะเป็นเดิมพัน ที่จะต่อรองกันระหว่างพวกเราทุกคน ว่าจะเอากันอย่างไร. นี้ก็ด้วยหวังว่าจะเป็นผลดีแก่เราทุกคน, แก่พระศาสนา, แก่โลกทั้งหมด สมตามความมุ่งหมาย หรือหน้าที่การงานของธรรมทูต. ดูเราจะพูดกันแต่เรื่องอื่นมากเกินไปแล้วก็ได้ แต่ไม่ได้พูดถึง เรื่องอย่างนี้เลย. ฉะนั้นมันจึงขาดอยู่ เราจึงเอามาพูดกันเสีย, ให้เป็นอันกล่าวได้ว่า เราได้ทำ ทุกอย่างไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่. เราได้นำมาพิจารณาทุกอย่างแล้ว, ทดสอบทุกอย่างแล้ว, ระมัดระวัง เป็นอย่างยิ่งแล้ว, และข้อที่ระมัดระวังยิ่งกว่าสิ่งใดหมด ก็คือว่ากลัวว่ามันจะผิดแนว ผิดร่อง ผิดรอยของพระบรมศาสดา ในความเก่งกล้าของเรา, กลัวความเก่งกล้าสามารถ ปรีชาเปรื่อง- ปราดของเรานั้น จะผิดร่องผิดรอยของพระศาสดาเข้าก็ได้. จึงได้ทำเหมือนอย่างว่า ให้เป็นการ แน่นอน, ให้รับประกันได้ว่าจะต้องไม่ผิด, จึงเอาเรื่องพระพุทธภาษิตทำนองนี้ขึ้นมาเป็นเครื่อง ทดสอบ, เป็นเครื่องที่เราจะต้องประชุมกัน ใช้มันให้เป็นเครื่องทดสอบ สอบแล้วสอบอีก สอบแล้ว สอบอีก, ในอาการอย่างเดียวกับที่ พระศาสดาทรงขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก จนเหลือแต่แก่น. ในที่สุดเราก็จะเป็นแก่น ได้แก่น, เป็นแก่นไปทั้งเนื้อทั้งตัว คือ มีลักษณะแห่ง มรรค ผล นิพพาน เป็นมรรคผลนิพพาน อยู่ที่เนื้อที่ตัว. เพราะการเผยแผ่พระศาสนาของเราก็สำเร็จ, เกินกว่าสำเร็จ ก็เพราะว่า เนื้อตัวนั่นแหละมันเผยแผ่ได้โดยไม่ต้องออกเสียงออกปากพูด, เหมือนกับที่เราปรึกษาหารือกันแล้วบนภูเขา จนคล้าย ๆ กับว่าทุกคนมองเห็นชัดแล้ว ยอมรับ แล้วว่า มันยังขาดอยู่แต่ส่วนนี้ หรือเป็นส่วนหัวใจ. ถ้าเรารู้ภาษาต่างประเทศดี มันเป็นเครื่องมือ สำหรับประกาศ, ส่วนสิ่งที่ประกาศนั้นไม่มี, คือไม่มีธรรมะแล้ว ก็เป็นการประการของเหลวคว้าง เป็นอากาศธาตุ, แล้วความรู้ภาษาต่างประเทศดีของเราจะมีประโยชน์อะไร. เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องคิดให้มากก็คือ เพชรพลอยที่มีค่าแท้จริง ที่จะเอาไปให้เขา, กิริยาอาการแห่งการ

น.56 ๔๘ ให้นั้นไม่สำคัญเท่า, จะด้วยภาษาอะไรก็ได้ คือภาษาพูดด้วยปากได้ ภาษาใบ้พูดด้วยหูด้วยตา ก็ได้, หรือด้วยภาษาอยู่นิ่ง ๆ คือแสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัว หุบปาก หยุดมือ หยุดเท้าอะไรหมดก็ได้, แต่ก็ยังเป็นการให้ของประเสริฐนั้น ได้ดีอยู่เหมือนกัน. นี่เราจะทำอย่างไร, เราจะรักของจริง กี่มากน้อย, ถ้าเรารักของจริงมาก เราก็ต้องทำของจริงให้มีขึ้นมาได้, ไม่ใช่ทำเพียงสักว่าพอ ให้แล้ว ๆ ไป ตามความนิยม, หรือตามที่เขาพูด ๆ กัน. ตามที่เขานิยมกัน, แต่ไม่เป็นเรื่องจริงของ พระศาสดา, ในที่สุดก็จะไม่มีผลอะไรเลย นอกจากเรื่องหยุมหยิมเล็ก ๆ น้อย ๆ ซ้ำรอยอยู่นั่น ที่เราได้ฟังกันมากแล้วว่า ทำไมประกาศพระศาสนาในต่างประเทศไม่สำเร็จ มัน ก็ต้องเรื่องนี้ เรื่องอย่างเดียวกันนี้แท้ คือว่า ไม่มีเนื้อแท้ของธรรมที่ไปประกาศ. เราไปโทษว่า รู้ภาษาเยอรมันไม่พอ, รู้ภาษาอังกฤษไม่พอ แต่เราไม่ได้นึกว่าธรรมะนี้ไม่เป็นอย่างนั้นเลย. โดยที่เรานึกถึงเรื่องที่ว่า พระเจ้าอโศกส่งคณะ มิชชันนารี ร่วมมือกับพระมหาเถระครั้งนั้น ไปแผ่ศาสนาในทิศทางต่าง ๆ ของประเทศอินเดีย, ไปถึงอียิปต์ ซีเรีย กระทั่งแลบแลนด์ก็เคยไป, เคยเชื่อกันว่าไปถึงประเทศแลบแลนด์, ไปถึงที่นั่นที่นี่, และมาในทิศทางที่สำคัญที่สุด คือบ้านเรา, คือสุวรรณภูมิ, ลองคิดดูว่า พูดภาษาอะไรกัน, ชาวอินเดียพูดภาษาอะไร, ชาวสุวรรณภูมิ พูดภาษาอะไร, แล้วทำไมเขาจึงทำกันสำเร็จ ในเรื่องที่ให้ธรรมะแก่กันและกัน. นี่แสดงให้ เห็นว่า ธรรมะนี้น่าจะเป็นอย่างหนึ่งต่างหาก จากภาษา, เราอาจจะมีการใช้ธรรมะนั้น เป็นภาษา, หรือว่ามี การประพฤติธรรม แสดงธรรมอยู่ที่เนื้อที่ตัวเป็นภาษาของธรรมะ ไม่ใช่ภาษาต่างประเทศ, ภาษานี้สำคัญกว่าภาษาต่างประเทศ คนเหล่านี้จึงทำสำเร็จ. หรือเราจะนึกให้ต่ำลงไปอีก ถึงการที่คนเอาอย่างกัน โดยไม่ต้องพูดจากัน, หรือสัตว์ เดียรัจฉาน เอาอย่างกันโดยไม่ต้องพูดจากัน, เมื่อแม่ไก่เขี่ยดินให้ลูกเห็น ลูกก็เขี่ยดินเป็นได้ ในเวลาอันไม่นาน, เมื่อแม่นก จับแมลงกินเป็นอาหารให้ลูกเห็น, ลูกก็จับแมลงกินเป็นอาหาร ได้ในเวลาไม่นาน, อย่างนี้แหละเป็นภาษาอะไร ขอให้ลองคิดดู. เราเรียกกันได้ง่าย ๆ ทีเดียวว่า เรียกว่า "ภาษาตัวอย่าง" ซึ่งแสดงถึงตัวอย่างอยู่ที่เนื้อที่ตัว. ภาษาตัวอย่างอย่างนี้สำคัญกว่า ภาษาคน. ที่จะเป็นภาษาเราเองหรือภาษาต่างประเทศก็ตาม, เดี๋ยวนี้เราลอง check ดู. ทดสอบ ดูว่า เรารู้ภาษาตัวอย่างนี้ เท่ากับรู้ภาษาคนหรือเปล่า. หรือว่าเรารู้ภาษาคน, ภาษาเรา ภาษา ชาวต่างประเทศตั้งร้อยเท่า, รู้ภาษาตัวอย่าง คือธรรมะนั้นเพียงสองสามเท่า. ทีนี้จะทำอย่างไร ภาษาคนนั่นแหละจะพาเฉเถลไถลไปในทิศทางต่าง ๆ ทางไหนก็ไม่ทราบ, เพราะความไม่รู้เท่า ถึงการณ์, เพราะความไม่รู้อะไรจริง โดยพิสูจน์อยู่แล้วว่า รู้ภาษาตัวอย่างเพียงสองสามส่วน, รู้ภาษาพูดนั้นตั้งร้อยส่วน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น การถกเถียงกันอย่างบนภูเขานั้น ควรจะ มาถกกัน ถึงเรื่องอย่างนี้ด้วยจึงจะได้. ทีนี้ ในการที่จะมาเรียนภาษาตัวอย่างอย่างนี้ ผมก็เห็นว่า มันก็เรื่องที่เรากำลังทำอยู่ แล้วนี่แหละ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การทำความเข้าใจ, และการปฏิบัติให้ได้ในเรื่องสมาธิ-

น.57 ๔๙ ภาวนา เช่น อานาปานสติ ๑๖ ขั้นเป็นต้น. เราทำอันนี้มากขึ้นเท่าไร เราก็จะยิ่งรู้ภาษาตัวอย่าง มากขึ้นเท่านั้น, คือมันแสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัวของเรามากขึ้นเท่านั้น. ขอย้ำหรือพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ชาวต่างประเทศกำลังตื่นหรือเห่อสมาธิภาวนา, หรือตื่นหรือเห่อวิปัสสนา, หรือกัมมัฏฐาน ทุกแห่ง, แต่ผมขอเรียกว่า สมาธิภาวนา ตามที่พระพุทธเจ้าท่านเรียก, แล้วมันจะเกิดไขว้กัน โดยไม่ทันรู้ตัวก็ได้, คือเขาต้องการอย่างหนึ่ง เราไปมีให้อีกอย่างหนึ่ง แล้วมันจะเจอกันได้ อย่างไร, แล้วผลมันจะเกิดขึ้นในลักษณะที่น่าเศร้าที่สุด คือมีแต่จะถูกหัวเราะเยาะกลับมาเท่านั้น เอง, ถ้ารู้ภาษาคนตั้งร้อยส่วน รู้ภาษาตัวอย่างเพียง ๒-๓ ส่วน, เพราะฉะนั้นขอให้นึกดูให้ดีว่า ควรจะเป็นอย่างไร. ที่ผมกล่าวนี้ก็เป็นเพียงแต่ความคิดเห็นตามข้อสังเกตของผม ไม่ยืนยันเรื่องความผิดถูก ร้อยเปอร์เซ็นต์. แต่ขอฝากไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์, ให้เอาไปคิดดู ไปพิจารณาดูเอง ว่าถ้าธรรมะ อยู่ที่เนื้อที่ตัวในฐานะเป็นภาษาตัวอย่าง นี้เป็นของสำคัญแล้ว, ก็ขอได้เร่งมือระดมกันในส่วนนี้ ให้ได้เป็นร้อยส่วนขึ้นมา. เรามีภาษาธรรมะ หรือภาษาตัวอย่างร้อยส่วน, ภาษาพูดจาก็ร้อยส่วน, มันก็คงจะพอดี คือว่าสมดุลย์ หรืออะไรกันทำนองนี้แล้ว, เรื่องก็คงจะไปรอด ผมไม่ทราบ ข้อเท็จจริงว่า ที่เป็นส่วนตัวของแต่ละองค์ ว่าได้สนใจในเรื่องของสมาธิภาวนา มากน้อยเท่าไร. ผมต้องขออภัยขอโอกาสที่จะกล่าวไปอย่างรวม ๆ ว่าเท่าที่เห็นทั่ว ๆ ไปนั้น รู้สึกว่า มันยังน้อยมาก, คือ ยังมีอาการที่เหมือนกับไม่มีพระศาสดาคอยขนาบข้างอยู่เป็นส่วน มากกว่าอย่างอื่น, คือความปล่อยตามสบาย ความโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก ที่ปล่อยไป ตามสบาย คือการขาดพระศาสดาขนาบข้าง. อันนี้มันเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด, พอรากฐาน อันนี้พังทลายแล้ว, ส่วนที่จะมีต่อไปบนรากฐานนั้นก็มีไม่ได้, คือสมาธิภาวนามีไม่ได้, เพราะว่า เราถือเรื่องสำคัญที่สุดนั้น เป็นเรื่องเล่น ๆ ไปเสียแล้ว, สู้เรื่องสนุกสนาน สรวลเสเฮฮา ของเราก็ ไม่ได้ไปเสียแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ก็จะกลายเป็นว่า เราทำนี้เพื่อความสรวลเสเฮฮา สนุกสนาน ในเกียรติยศชื่อเสียงต่อไปข้างหน้า ยิ่งขึ้นไปเท่านั้นเอง, มันก็เป็นเรื่องน่าเศร้าสุดที่จะเศร้าเป็น แน่นอน. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดจดจำพระพุทธภาษิตนี้ไว้, ในฐานะที่ว่าจะเป็นพระศาสดา คอยขนาบข้างเรา, ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก, ขนาบแล้วขนาบอีก, จนเราเหลือแต่แก่น ให้จนได้, แก่นนั้นก็คือผลของสมาธิภาวนา ไม่มีอย่างอื่น .. ขอให้สนใจในส่วนสมาธิภาวนา ทั้งในส่วนปริยัติ และทั้งในส่วนปฏิบัติ คือในส่วน วิชชาและทั้งในส่วนจรณะ ดังที่ได้กล่าวเมื่อตอนกลางวัน. ขอได้โปรดศึกษามันทั้งส่วนวิชชาและ ทั้งส่วนจรณะ ทั้ง technic และ technique จนเกิดเป็น technical นั่นคือทางแห่งความสำเร็จ. เดี๋ยวนี้แม้แต่ ในส่วนวิชชาเราก็เรียน ๆ กันอย่างละเมอ ๆ, ส่วนปฏิบัติมันก็เป็นไป ไม่รอด, เป็นไปไม่ได้แน่นอน. ไม่มีทางอื่น, มันก็ไม่มีสมาธิภาวนาที่แท้จริง ที่จะทำให้เรา เหลือแต่แก่น คือธรรมะ. เราก็เลยกลายเป็นว่าปล่อยไปตามเรื่องของกิเลส มันจะต้องการอย่างไร,

น.58 ๕๐ นี่คือความล้มเหลว ล้มเหลวตั้งแต่ก่อนไปต่างประเทศ, ไปแล้วก็ยังล้มเหลว, กลับมาก็ยัง ล้มเหลว, เพราะไม่มีอะไรที่เป็นเนื้อหา เป็นสาระอย่างที่กล่าวนี้. เรามีสาระคือแก่นกันอย่างไร, จึงเป็นสิ่งที่จะต้องนึกมากกว่าเรื่องอื่นทั้งหมด, เรา กำลังเรียน กำลังทำให้ถูกให้เต็มในส่วนปริยัติ, กำลังทำให้ถูกให้เต็มในส่วนปฏิบัติ, ทั้งสองอย่าง ควบคู่กันไป. เรามาปฏิบัติเรื่องธุดงค์. หรือเรื่องทุก ๆ เรื่อง ที่อาจจะรวมลงไปในคำว่า ธุดงค์ เช่น นอนตากน้ำค้างกันด้วยความสมัครใจอย่างนี้ เราก็เพิ่มพูนในส่วนการปฏิบัติให้เกิดความ เข้มแข็ง, อดกลั้นอดทน, เสียสละเป็นพื้นฐาน, เป็นรากฐานไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนนิสัยเราเปลี่ยน มาเป็นคนที่นิยมแก่น, ยอมให้ขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก โดยพระศาสดาที่เราสร้าง ขึ้นมา เพื่อควบคุมเราเอง เราไม่หลบหลีก, เราไม่หลีกหนี, เราไม่คิดไปในทางที่จะเล่นตลก แม้แต่ประการใด, ยินดีที่จะเผชิญกันกับไม้เรียว หรือโทษหรืออะไร ก็สุดแท้แต่จะมีมา, นั่นแหละ คือลูกที่ดี, ศิษย์ที่ดี, สาวกที่ดี, ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือเข้ากันได้กับพระพุทธภาษิต ที่ผมได้เอามากล่าวให้ฟัง. นี่คือข้อความสำคัญ หรือใจความสำคัญ ที่จะกล่าวสำหรับเวลาตอนนี้ครู่หนึ่ง ก็มีอยู่ อย่างนี้, เพิ่มผนวกเข้าจากที่กล่าวแล้วมาตามลำดับ จนกว่าจะเป็นเรื่องที่สมบูรณ์ แห่งการ อบรมฝึกฝน ทรมานตน, หรือทั้งหมดนี้ซึ่งเรารวมเรียกว่า เป็นการปฏิบัติซึ่งสมบูรณ์ไปด้วย หลักวิชา และวิธีการ. ขออ้อนวอน วิงวอน ไหว้วอน ให้ช่วยทำให้สำเร็จตามนี้ ทั้งในส่วนวิชาการและวิธีการ, อย่าให้มีขาดตกบกพร่องได้, อย่าให้ผู้ใหญ่ที่มอบหมายมาหรือหวังอยู่นั้นผิดหวัง, เพราะว่า เราจะสนองความเมตตาปรานีความหวังดีของท่าน, ของพระมหาเถระ, ของคณะสงฆ์, ของ รัฐบาล, และของพระพุทธเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด, ไม่มีการให้ผู้ใดผิดหวัง, แม้แก่ตัวเราเองก็ไม่ต้อง เสียใจทีหลัง แม้แต่ประการใดเลย. ขอวิงวอนในส่วนนี้ อย่าให้ตัวเราก็ผิดหวัง, อย่าให้ผู้อื่นก็ผิดหวัง คือต้องเสียใจทีหลัง, เพราะเราเผลอไปนิยมสิ่งที่ไม่ใช่แก่น จนหมดโอกาสที่จะเข้าถึงสิ่งที่ เป็นแก่น. เพราะฉะนั้นขอได้อดกลั้นอดทนต่อไปตามเดิม ด้วยกันทุก ๆ รูปเถิด. พระธรรมนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดุร้าย หรือว่าจะต้องเจ็บปวดอะไรมากมายนัก ถ้าเราทำให้ เข้ารูปเข้ารอยกัน, มันจะเจ็บปวดดุร้ายถึงขนาด เหมือนกับถูกจับไปขังไว้ในนรกนั้น ก็ต่อเมื่อ เราทำผิดร่องผิดรอย แล้วจะไปโทษพระธรรมไม่ได้. เราก็ต้องโทษเราเองที่ทำผิดไป. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้เป็นหลักว่า “ธรรมะนี้เป็นสายกลาง" มันก็ควรจะอยู่ตรงกลาง คือสนุกสนานก็ ไม่เชิง, ดุร้าย เจ็บปวดแสบเผ็ดก็ไม่เชิง, มันอยู่ตรงกลาง แล้วแต่ว่าเราจะทำให้มันเป็นอย่างไร. เราจงเลือกเอาแต่ในทางที่จะไม่ต้องเจ็บปวด ก็ยังจะทำได้, แล้วความสนุกสนานจะเกิดขึ้นใน ความประสบความสำเร็จที่บริสุทธิ์, ไม่ใช่ประสบความสำเร็จในทางตบตา หรือว่าเป็นเรื่องโลก ๆ ไปเสียแล้ว. นี่ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ สำหรับสิ่งที่พระธรรมทูตเรา, พวกเราทั้งหมดนี้ จะต้อง

น.59 ๕๑ สังวรระวัง. ที่เราเหนื่อยมากบางทีผลน้อยก็มี เราทำกันเกือบเป็นเกือบตาย แต่มีผลนิดเดียวก็มี เราจะต้องระมัดระวังส่วนนี้ ให้เราได้ผลมากที่สุด คือไม่ผิดได้ผลมากที่สุด จึงจะน่าชื่นใจ. ขอได้โปรดสังวรต่อไปว่า วันที่เหลืออยู่อีกไม่กี่วันนี้ จงระมัดระวังใช้เวลาของมันให้เป็น ผลดี ให้มากที่สุดกว่า ๒-๓ วัน ที่แล้ว ๆ มา, จนกว่าจะสิ้นสุดเวลาที่เราจะร่วมเป็นร่วมตาย กันอยู่ที่นี่, เพื่อทำหน้าที่ตามที่ธรรมะมอบหมาย ตามที่พระศาสดามอบหมาย. เราถือว่าพระ- ศาสดามอบหมาย ธรรมะมอบหมาย, มากกว่าถือว่ารัฐบาลมอบหมาย คณะสงฆ์มอบหมาย. เราสมัครเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ต่างหาก, เพราะฉะนั้นต้องระวัง ใช้เวลาที่เหลืออยู่อีกไม่กี่วันนี้ ให้ทำหน้าที่เพื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้เป็นเจ้านายของเรา อย่างเต็มที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. แล้วเราก็จะได้ชื่นใจ เพราะจะได้รับบุญกุศล, ได้รับบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ได้รับอะไร ๆ ที่เป็นความประเสริฐของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างมากมายบอกไม่ถูก มีความพอใจอย่างยิ่งกว่าพอใจ, มีความสุขยิ่งกว่าความสุข, มีความ ยินดีร่าเริง กล้าหาญ ยิ่งกว่าความยินดีร่าเริงกล้าหาญใด ๆ ทั้งสิ้น. ขอได้โปรด นิ่งให้มาก เพื่อจะได้นึกถึงเรื่องอย่างนี้ด้วยจิตใจที่ลึกซึ้ง, ให้นิ่งมาก ให้ลึกซึ้งมาก ยิ่งขึ้นไปทุกวัน ๆ แล้วผมเชื่อว่าจะไม่มีอะไรผิดหวัง. ธรรมะจะเป็นนายประกัน ไม่ให้มีความผิดหวัง, เราก็ได้ชื่อว่า ได้สิ่งที่ดีที่สุดหรือแพงที่สุด ที่เป็นกำไรอย่างยิ่ง ในการ ที่จะมาลงทุนเพียงเท่านี้ อย่างนี้. สำหรับผมถือว่า ไม่มากมายอะไร, ธุดงค์เท่านี้, ปฏิบัติ เท่านี้ เป็นการลงทุนที่ไม่มากมายอะไรนัก, แต่กลับได้ผลมหาศาล, คือเทียบโดยค่ากันแล้ว มัน มากกว่ากันหลายร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า จึงต้องระวังให้ดี ให้มันได้จริง ๆ อย่าให้เผลอให้ หลุดมือไป. มันอาจจะหลุดมือไปได้ง่าย ๆ เหมือนของลื่น ๆ ที่เคยหลุดมือตกแตก, ถ้าระมัดระวังอยู่ มันก็ไม่ลื่น ไม่หลุดมือ ไม่ตกแตกเป็นแน่นอน, เพราะมีสติสัมปชัญญะ, มีหิริโอตตัปปะ มี ธรรมะหญ้าปากคอกใบแรก หน้าแรกของ นวโกวาท ส่วนธรรมวิภาค, ซึ่งเรามักจะมองข้าม กันมา รวมทั้งมองข้ามเรื่องทำวัตร สวดมนต์ เรื่องอะไรต่าง ๆ จนดูเป็นว่า ไม่มีอะไรที่จะต้องทำ. เรื่องที่ผมขอฝากให้คิดกันในวันนี้ก็มีอย่างนี้ และเท่านี้ ขอได้โปรดคิดมันให้ทันเวลา, ให้อยู่ในเวลาที่ทันด้วย, เพื่อสิ่งต่าง ๆ จะได้เป็นไปได้รวดเร็ว ทันเวลา ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทุกประการ, นี้เป็นใจความของเรื่อง. ทีนี้ ส่วนที่เราจะนั่งกันต่อไป หรืออย่างไรนี้ มีอะไรจะทำ จะพูด จะถาม จะซัก จะ อภิปราย จะอะไรก็ได้. •

น.60 การเดินจงกรม บัดนี้ วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น.แล้ว. เรา ก็จะคุยกันอีกถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่เกี่ยวกับสมาธิภาวนาของเราตามเคย สำหรับวันนี้ผมอยากจะพูดถึง เรื่องเดิน, หรือที่มักจะเรียกกันด้วยภาษาศักดิ์สิทธิ์ว่า "เดินจงกรม." เรื่องเดิน, ก็ต้องนึกถึงคำว่า "เดิน" ซึ่งเป็นคำ ๑ ใน ๔ คำ ที่หมายถึง อิริยาบถ ทั้งสี่ของมนุษย์เรา คือ เดิน ยืน นั่ง นอน ยืน เดิน นั่ง นอน, หรือ นั่ง นอน ยืน เดิน มี หัวข้อที่จะต้องเข้าใจอยู่บางข้อ. ข้อแรก ก็คือ หลักที่ว่า จะต้องมีสัมปชัญญะ หรือสมาธิภาวนาก็ตาม ในทั้งสี่อิริยาบถ, อย่างในมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ระบุชัดในข้อที่ว่าด้วย สัมปชัญญะปัพพ แห่งกายานุปัสสนานี้, มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการยืน การเดิน การนั่ง การนอน การกิน การดื่ม การอาบ การเคี้ยว ฯลฯ หมายความว่า ทุกอิริยาบถมีสัมปชัญญะ, มีความรู้สึกตัวอยู่, ไม่เผลอตัวให้ ปรุงเป็นกิเลส, เป็นอุปาทานขันธ์, หรือเป็นอะไรที่เป็นทุกข์. อย่างนี้เรียกว่า สัมปชัญญะ, แม้จะรู้สึกตัวอยู่ในการก้าว การย่างนั้น ก็เป็นการป้องกันการเกิดแห่งอุปาทานขันธ์ได้เหมือนกัน, เพราะฉะนั้นในข้อแรกเราจงปักใจว่า มีการทำสมาธิภาวนา หรืออย่างน้อยก็สัมปชัญญะใน ทุกอิริยาบถนี้ข้อหนึ่ง. ทีนี้ ที่เกี่ยวกันกับอานาปานสติภาวนานั้น มีแปลกออกไปหน่อยหนึ่งว่า, เราสามารถ ทำอานาปานสติภาวนาได้ แม้ในอิริยาบถเดินด้วยเหมือนกัน. มีข้อได้เปรียบกว่าอย่างอื่น อยู่ตรงที่ว่าแม้เดินอยู่ เราก็ทำได้และโดยสะดวก เพราะว่าเดินอยู่ก็ต้องหายใจ, ไม่ใช่ว่าพอเรา เดินแล้วเราจะไม่หายใจ, ดังนั้นทำอานาปานสติภาวนาได้ แม้ในขณะเดิน แต่ถ้าเราจะทำในส่วน ที่เป็นกสิณ หรืออสุภ เป็นต้น, เราต้องไปนั่งอยู่ที่อารมณ์นั้น ๆ, พอลุกเดินออกไป มันก็ทำ ได้ยาก, แม้แต่จะรักษาอุดคหนิมิต เกี่ยวกับอารมณ์นั้น ๆ ก็ยังยากกว่า สำหรับการกระทำที่ กระทำด้วยลมหายใจ ที่ติดอยู่กับเนื้อกับตัวเองเรื่อยไป นี่เป็นข้อได้เปรียบ เพราะฉะนั้นขอให้

น.61 ๕ ๓ เราสนใจอานาปานสติภาวนา แม้ที่สุดแต่ในการเดินนี้สักข้อหนึ่ง. ทีนี้จะได้วินิจฉัยกันถึงคำว่า "เดิน" ถ้าดูตามพระบาลีนั้น ๆ เราก็รู้สึกว่า คำว่า เดินนี้ ก็หมายถึงเดินตามธรรมดานี่เอง, แม้จะมีการจัดหรือการปรับปรุงบ้าง ก็เป็นเรื่องตามธรรมดา นี่เอง. แต่ตกมาถึงสมัยหลัง แม้ปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นศักดิ์สิทธิ์ไปไม่มากก็น้อย, จนกระทั่งว่า ทางเดินที่ทำไว้สำหรับเดินจงกรม มันก็กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นปูชนียวัตถุไปก็มี. หรือ คำว่า "เดิน" เปลี่ยนเรียกเป็น "เดินจงกรม" ก็กลายเป็นคำศักดิ์สิทธิ์, มีความหมายไปใน ทางศักดิ์สิทธิ์ไปเสียก็มี. ถ้าความรู้สึกอย่างนี้มีอยู่ ก็เรียกว่า มีสิ่งที่เรียกว่า "สีลัพพตปรามาส" ซึ่งเป็นกิเลส, เป็นอนุสัยที่จะต้องละ ในการบำเพ็ญ เพื่อบรรลุผลอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเห็นความสำคัญของการเดิน ก็อย่าเห็นไปในทางที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์, แต่เห็นไปในทางของเหตุผลตามธรรมดาก็ได้ ซึ่งเราจะทราบได้จากอานิสงส์ของการเดิน สังเกต ดูผู้ที่ไปทำกัมมัฏฐานภาวนา ส่วนมากที่สุดดูจะรู้สึกไปในทางที่ว่า อะไร ๆ ก็เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ไปหมด, มีความคิดนึกไปในทางศักดิ์สิทธิ์, นี้เกิดขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก ดังนั้นให้ถือว่าเป็น อุปสรรคอันหนึ่ง ที่เกี่ยวกับปัญญา หรือญาณ หรือญาณทัสนะที่ถูกต้องของพุทธศาสนา, เพราะฉะนั้นเราอย่าได้นึกคิดไปในทางที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้กระทั่งในการเดิน หรือที่สำหรับเดิน แต่ให้คิดไปในทางที่ถูกต้อง. เราจะเดินในที่ ๆ ควรเดิน หรือเดินได้ในที่ทุกแห่ง แต่ว่ามันมักจะสะดวกแต่ในเวลา กลางวัน, เวลากลางคืนมืด ถ้าที่เดินนั้นไม่สะดวก หรือไม่คุ้นเคยกันแล้ว ก็ย่อมจะเดินไม่ได้ และก็ไม่อยู่ในวิสัย ที่จะต้องจุดไฟ หรือตามตะเกียง, ดังนั้นที่เดินควรจะอยู่ในสถานที่ ที่ใช้ ได้สะดวก ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน และมักจะใช้ที่โล่ง, เพราะว่าที่โล่งช่วยทำให้ เราเห็นแนวหรือรูปของทางที่จะต้องเดินนั้นได้โดยง่าย, แม้ไม่มีแสงเดือน มีแต่แสงดาวก็พอจะ เห็นได้. อย่างสนามหญ้านี้ พอเดินเข้าไปหน่อยก็จะมีรอย ที่เป็นทางยาวสำหรับสังเกตได้ง่าย, ถ้าเดินมากขึ้นก็กลายเป็นดินขาว สังเกตได้ง่าย. แต่ทีนี้มันยังมีปัญหาต่อไปว่า ถ้ามันมืดจัด, หรือมันจะมีฝนตก, หรือมันจะมีมดมีแมลง ซึ่งเป็นการทำความลำบากในการเดิน และการปฏิบัติ เกี่ยวกับการระวังในเรื่องนี้, ก็เลยเกิดความคิด ที่จะสร้างที่เดินขึ้นโดยเฉพาะ เรียกว่าที่จงกรม เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น, เช่นยกพื้นขึ้นมาไม่ให้แฉะ หรือบางทีก็ประดับอิฐโบกปูน มันก็เป็นการ สะดวกดีขึ้น. นี้เพื่อความปลอดภัย เราอาจจะปักหลักมีไม้ขวางกั้น ทำนองไม้บาร์อยู่ที่หัวที่ท้าย, เพื่อว่าจะไม่เลยออกไปในบางครั้งบางคราว ซึ่งอาจจะมีความเผลอได้บ้าง ก็ยิ่งสะดวกขึ้น. ทีนี้จะมีปัญหาปลีกย่อยขึ้นมาอีกว่า ทางเดินนี้จะต้องยาวเท่าไร, เหตุผลมันก็บอกอยู่ใน ตัวเองว่า มันก็ควรจะยาวแต่พอสมควร. ที่เราได้ยินชินหูตามในหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็มัก จะมีว่า ๑๖ ศอก ก็คงจะประมาณ ๔-๕ วา, นี้ดูก็มีเหตุผลดีอยู่ คือไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก แต่ ค่อนข้างจะสั้นไป, คงจะพูดไว้สำหรับให้มันเป็นสิ่งที่พอจะทำได้ โดยไม่ลำบากมาก โดยไม่เปลือง

น.62 ๕๔ มาก ถ้าต้องจัดต้องทำ จะยาวกว่านั้นหน่อยก็ได้. ถ้าจะให้ยาวเป็น ๑๐ วา เป็นเส้นหนึ่ง หรือ อะไรทำนองนี้ ไม่เหมาะ, เพราะว่ามันทำให้กำหนดอะไรบางอย่างได้ยาก, ฉะนั้นรู้อัตราที่ เหมาะเอาเอง คงจะอยู่ในพวก ๔ วา เป็นอย่างน้อย, หรือ ๖-๗ วา เป็นอย่างมาก และคงจะ ไม่เกิน ๑๐ วา, ๔-๕ วา นี้พอเหมาะที่จะกำหนดหัวท้าย ในการกลับไปกลับมาได้โดยง่าย, แม้ว่าจะหลับตา ก็ยังจะเดินกลับไปกลับมาได้, คือหลับตาไม่ดู ก็ยังอาจจะเดินด้วยการกำหนด รู้อะไรบางอย่าง, รู้ที่สุดของฝ่ายโน้นฝ่ายนี้กลับไปกลับมาได้ โดยไม่ต้องลืมตา, แต่ถ้ามันยาว ตั้ง ๑๐ วา ขึ้นไป ถึงเส้นหนึ่งนี้มันทำไม่ได้ หรือมันทำยากกว่า, นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ จะต้องรู้. ส่วนเรื่องปลีกย่อยอื่น ๆ ก็คิดเอาเองได้, และก็ต้องไม่มีอันตราย ที่จะมีอะไรหล่นลง มาถูก, หรือจะไม่ทำให้เกิดความยากลำบากเกี่ยวกับมด เกี่ยวกับแมลง นี้เป็นปัญหาปลีกย่อย เป็นตัวอย่างที่จะสางเองได้. ต่อไปอยากจะพูดถึง ประโยชน์ของการเดิน เพราะว่าเป็นตัวเรื่องสำคัญที่เราต้องการ, การเดินเป็นอิริยาบถอันหนึ่ง ในสี่อิริยาบถ, เพราะฉะนั้นประโยชน์ทั่วไปที่ทุกคนรู้เองได้ก็คือ การเปลี่ยนอิริยาบถให้สบาย. เราอยู่โดยอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอยู่ ครบทุกอิริยาบถให้ผสมผสานกันดี, อย่างภาษาบาลี เราก็เรียกอิริยาบถสี่ของร่างกายนี้ ว่าเป็น เหมือนกับล้อ ๔ ล้อ ของรถคันเดียวคันหนึ่ง, ล้อสี่ล้อต้องทำงานเท่า ๆ กันฉันใด, อิริยาบถสี่ ของร่างกายนี้ ก็จะต้องทำหน้าที่ของมันให้สมสัดสมส่วนกันฉันนั้น. อัตตภาพที่เปรียบเหมือน รถสี่ล้อนี้ จึงจะเป็นไปด้วยดีได้. เพราะฉะนั้นเราต้องจัดเรื่องการนั่งนอนยืนเดินนี้ให้เหมาะสม ให้สมสัดสมส่วนกัน, นอนมาก ก็งัวเงีย และต้องการเดินขึ้นมา, นั่งมากก็เมื่อย ต้องการลุกขึ้น เหยียดแข้งเหยียดขา, ยืนนานก็ทนไม่ได้ มันก็ต้องเดิน, เดินมากมันก็ไม่ไหว มันก็ต้องยืน นั่ง หรือนอน. เรื่องนั่งนอนยืนเดิน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งอยู่ในตัวของมันเอง, มีเทคนิคโดยเฉพาะ อยู่ในตัวมันเอง คือถ้าใครทำได้ดี ก็จะมีประโยชน์แก่บุคคลนั้นเป็นอย่างมาก. ดังนั้น เราจะ ได้เห็นซากโบราณสถาน ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนาทุกหนทุกแห่ง ในพระพุทธศาสนา มีที่เดินอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับที่อยู่อาศัยนั้น. ผมได้สังเกตดูวัดอรัญญิกที่สุโขทัย พิษณุโลก ที่มีชื่อเสียงในทางประวัติศาสตร์ ของ ภิกษุผู้ประพฤติปฏิบัติดี ในพระพุทธศาสนา, วัดอรัญญิก ที่เป็นที่อยู่อาศัยของภิกษุผู้ปฏิบัติดี เป็นที่พอใจของพ่อขุนรามคำแหง อย่างนี้เป็นต้น ก็มองเห็นร่องรอยของที่จงกรมอยู่ทั้งนั้น, แม้ว่า จะทำด้วยหินทั้งที่อยู่อาศัยและทางเดิน ก็ยังอุตส่าห์ทำกันได้. แม้ในประเทศอินเดียก็เห็นร่องรอย อันนี้, เพราะฉะนั้นเป็นอันยุติได้ว่า ที่เดินนั้นมีความสำคัญเท่ากับที่อยู่อาศัย ด้วยเหมือนกัน. แต่เดี๋ยวนี้ เราคงจะสังเกตเห็นแล้วว่า กุฏิหรูหรา สวยงามใหญ่โต กว้างขวาง ลงทุนมาก แต่ ไม่ปรากฏที่เดิน นี้คงจะเป็นเรื่องที่บกพร่อง. เพราะฉะนั้นกุฏิที่อยู่ที่อาศัย ถ้ามันใหญ่โตมันก็ควร จะมีที่เดิน อยู่ที่เฉลียง หรือที่อะไรสำเร็จไปในตัว, ถ้าทำไม่ได้อย่างนั้น มันก็ต้องมีอยู่ข้าง ๆ กุฏิ

น.63 ๕๕ นั่นเอง, จึงจะสมกันกับการที่จะเป็นกุฏิของพระสมณสากยบุตร ในพระพุทธศาสนา, ไม่ใช่ ที่อยู่อาศัยของคฤหบดี อย่างนี้เป็นต้น. เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่เนื่องกัน กับการปฏิบัติ ในสี่อิริยาบถของสมาธิภาวนา, ที่จะต้องมีอยู่ทุกอิริยาบถดังที่กล่าวแล้ว, แล้วเราจะได้รับประโยชน์ อานิสงส์จากสิ่งนั้น. ทีนี้จะพูดถึง ประโยชน์หรืออานิสงส์จากการเดิน ในพระบาลีพุทธภาษิตก็ระบุไว้ ชัดว่ามีอานิสงส์อย่างไรบ้าง, เท่าที่จำได้ก็พอจะแบ่งออกได้เป็น ๒ พวก คือพวกอนามัย เกี่ยวกับ อนามัยพวกหนึ่ง, เกี่ยวกับสมาธิภาวนาโดยตรงพวกหนึ่ง. พวกที่เกี่ยวกับพลานามัย ก็มีอย่างที่ เราพอจะทายได้ถูกเองว่า จะทำให้มีร่างกายดี สบาย มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย, มีภาวะแห่งความ กระปรี้กระเปร่าเป็นประจำตัว, อาหารย่อยดีเพราะการเดินนั้น, อย่างนี้เป็นต้น เป็นอานิสงส์ของ การเดิน ที่เกี่ยวกับพลานามัย. ทีนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับสมาธิภาวนานั้นมีว่า, เป็นการทำสัมปชัญญะ และ สมาธิที่ เกิดขึ้นในขณะเดินนั้น จักตั้งมั่นอยู่นานกว่าสมาธิ ที่เกิดขึ้นในอิริยาบถอื่น. ขอทบทวน อีกทีหนึ่งว่า สมาธิที่ทำให้เกิดขึ้นได้ในอิริยาบถเดินนั้น จักแน่นแฟ้นมั่นคง ตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง หรือนานกว่า ที่จะทำให้เกิดขึ้นในอิริยาบถอื่น. ฟังดูก็น่าสงสัย สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้. ให้ผมยกตัวอย่างจะเข้าใจได้ง่ายกว่า และจะได้เนื่องไปถึงเรื่องของสติปัญญาโดยตรงด้วย. ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ นอนคิดกับเดินคิด, นอนคิดในที่นอน ก็คิดอะไรออกเหมือนกัน ออกเป็น กุ้งเป็นแควได้เหมือนกัน, เดินคิดอยู่ตามเฉลียงอย่างพวกฝรั่งคิด เดินไปเดินมา คิดเรื่องที่เขา จะต้องคิดในหน้าที่การงาน, แต่เราก็เดินคิดในที่จงกรมเป็นต้น มันก็คิดได้ และคิดออกเป็นคุ้ง เป็นแควได้เหมือนกัน. แต่มาเปรียบเทียบกันดูแล้ว จะพบข้อเท็จจริงอย่างยิ่งว่า, ความคิดที่คิดออก ในขณะที่เดินนั้นถูกต้องกว่า มั่นคงกว่า พึ่งพาอาศัยได้มากกว่า ความคิดที่คิดในการนอน. ขณะที่นอนนั้นแม้จะคิดดีเป็นคุ้งเป็นแคว ก็เลื่อนลอยและไม่หนักแน่นมั่นคง ไม่เต็มไปด้วยความ ถูกต้องหรือเหตุผลมาก เหมือนกับเมื่อเดินคิด ขอให้ไปทดลองดู. นอนคิดเป็นเรื่องคิดฝันมากกว่า ที่จะเป็นเรื่องคิดด้วยความแจ่มใสและมีเหตุผล, ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ไม่มั่นคง ปรากฏชัดมาแล้ว อย่างมากมายแก่ผมเองว่า ความคิดที่คิดว่าถูกต้องที่สุด พอใจที่สุดเมื่อนอนคิด, พอลุกขึ้นมาเดินคิด ซ้ำกันอีก ที่ไหนได้มันหายไป ล้มละลายไป ไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้อง หลุดออกไปเสียมากมาย, มาถูกต้องมั่นคงใหม่เมื่อเดินคิด. นี่ก็เพราะเหตุว่า อิริยาบถนอนนั้น มันมีอะไรผิดกันมากกับ อิริยาบถเดิน, และถ้ายิ่งจะง่วงนอน หรือประสาทไม่ค่อยปกติอยู่ด้วยแล้ว, ความคิดในขณะ นอนนั้น เป็นเรื่องเลื่อนลอยเพ้อฝันทั้งนั้น, ส่วนการคิดในขณะที่เดินอยู่นั้น จะไม่อาจเป็นอย่างนั้น ได้ เพราะฉะนั้นจึงถูกต้อง และมั่นคงกว่ากัน. เพราะฉะนั้นการที่พระพุทธองค์ตรัสว่า สมาธิที่เกิดขึ้นในขณะเดินนั้นย่อมอยู่นาน และ ด้วยความมั่นคง ยิ่งกว่าสมาธิที่เกิดขึ้นในอิริยาบถอื่น, นี้หมายความว่า โดยการเปรียบเทียบ

น.64 ๕๖ แม้ว่าพระพุทธองค์จะประทับนั่งตรัสรู้ ก็ไม่เป็นเหตุผลที่จะหักล้างข้อเท็จจริงข้อนี้, เพราะจะต้อง พูดได้ว่า ถ้าเดินตรัสรู้ได้ ย่อมเป็นการตรัสรู้ที่สมบูรณ์กว่า หรือมั่นคงกว่าอยู่นั่นเอง, แต่ก็ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นถึงอย่างนั้น เพราะว่าในการเป็นอยู่ของพระองค์ ก็ต้องสมบูรณ์อยู่ด้วย อิริยาบถทั้งสี่, และสมาธิภาวนาทั้งหลายย่อมจะถูกควบคุมไว้ด้วยสมาธิภาวนา ในอิริยาบถเดิน หรืออิริยาบถนั่ง หรืออิริยาบถยืน และไม่มีน้ำหนักอะไร สำหรับอิริยาบถนอน เพราะเป็น เรื่องการพักผ่อน. แต่บัดนี้เราพูดถึงเรื่องการเดินโดยเฉพาะ, ก็จะต้องสังเกตให้เห็นข้อนี้ ว่าถ้าเราสามารถ ทำสมาธิภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ระดับใดระดับหนึ่ง ส่วนใดส่วนหนึ่ง ตอนใดตอนหนึ่ง เกิดขึ้นได้ ในขณะเดินแล้ว มันมั่นคงกว่าที่เกิดขึ้นในอิริยาบถอื่นเสมอไป, พิสูจน์ด้วยเหตุผล common-sense ได้โดยง่ายว่า เพราะมันทำยากกว่า, หรือว่ามันเป็นสิ่งที่สดใส แจ่มใส เข้มแข็งกว่า. ถ้าเรา กำหนดลมหายใจในอิริยาบถนั่ง มันง่ายกว่ากำหนดลมหายใจในอิริยาบถเดิน, ก็ถ้าในอิริยาบถ เดินกำหนดได้มันก็ต้องเก่งกว่า, เพราะฉะนั้นมันจึงมั่นคงกว่า, นี่เรียกว่าเหตุผลอย่าง common- sense ไปลองดูก็จะเข้าใจได้ในที่สุด, จึงขอให้ทดลองดู และมีความเข้มแข็งพอที่จะทำอะไร ๆ ให้ เกิดขึ้นในทางจิตทางใจ แม้ในอิริยาบถเดิน, ซึ่งเราจะได้รับผลของมันที่มั่นคงกว่าในอิริยาบถอื่น. ในบางคราวผมปรากฏข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มาก เช่นในการเขียนหนังสือบางเรื่อง จะต้อง เอากระดาษหรือพิมพ์ดีดวางไว้ที่โต๊ะ ในลักษณะที่จะมายืนเขียนหรือมายืนพิมพ์ดีดได้ทันที, แล้วก็เดินคิดอยู่ในบริเวณห้องนั้น คิดไม่ออกก็มาเขียนที่โต๊ะไม่ได้ คิดออกก็มาเขียนได้, ไปนั่งคิด ไม่ค่อยออก เดินคิดออกกว่า ง่ายกว่า เร็วกว่า ดีกว่า อะไรทุกอย่าง, แล้วมันก็อยู่ในอิริยาบถ ที่พร้อมที่จะเดินมาถึง ก็พิมพ์ดีดหรือเขียนได้เลย มันก็ไม่เลือนไม่ลืม อย่างนี้เป็นต้น. ถ้านั่ง หรือนอนอยู่ การที่ต้องลุกขึ้นมานั่นแหละ มันจะทำให้อะไรบางอย่างเลือนไปได้, หรือว่าที่โต๊ะ ที่จะเขียน ที่จะพิมพ์นั้นมันไม่พร้อม มันก็มีระยะที่จะทำให้เลือนไปได้ เพราะฉะนั้นเราต้องพร้อม เดินอยู่ใกล้ ๆ โต๊ะ พอคิดออกก็ยืนเขียนทันทีเลย กลายเป็นโต๊ะสำหรับยืนเขียนหรือยืนพิมพ์ดีดไป ในลักษณะอื่นจากลักษณะที่จะต้องมานั่งเก้าอี้แล้วเขียน, นี้เรียกว่า เราสามารถที่จะถนอม ความคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในอิริยาบถยืนได้เป็นอย่างดี. เมื่อในทางของความคิดหรือความรู้ในทางพิจารณาเป็นอย่างนี้ ในทางของสมาธิภาวนา โดยตรง ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน, เพราะฉะนั้นการที่บังคับจิตใจให้สงบหรือให้อะไรได้ในขณะที่ เดินอยู่นั้น มันมีความมั่นคงกว่าโดยแท้, อาศัยได้มากกว่า คือ Dependability มีมากกว่าใน อิริยาบถอื่น, จึงน่าพอใจ น่าสนใจ น่าขวนขวายในสิ่งที่เรียกว่าการเดิน, แม้จะเดินอยู่ในห้อง แม้จะเดินอยู่ที่เฉลียง แม้จะเดินอยู่ที่ทางจงกรมข้างล่าง ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจทั้งนั้น. เดินในห้อง มันก็เมื่อจำเป็น, เดินในเฉลียงก็เมื่อมันจำเป็น, เช่นฝนตกเดินข้างล่างไม่ได้ เป็นต้น, แต่ถ้า เดินข้างล่างได้แล้ว ข้างล่างเป็นดีที่สุด, เพราะมันโล่ง เพราะมันมีอากาศดี มีอะไรดีกว่ากันมาก

น.65 ๕๗ และมันเป็นเกลอกับธรรมชาติ มากกว่าที่จะเดินอยู่ในห้อง หรือบนเฉลียง. นี่แหละ คืออานิสงส์ของสิ่งที่เรียกว่าการเดิน มันมีมากมายมหาศาล ไม่สมกันเลยกับที่ เราละเลยสิ่งนี้กันมากเกินไป, เรียกว่าเราทำผิดหรือบกพร่องอยู่ไม่น้อยทีเดียว, หวังว่าเพื่อน สพรหมจารีทั้งหลาย จะได้มีความคิดนึกในเรื่องนี้ ขวนขวายในเรื่องนี้ดูให้มากพอ ให้สมสัด สมส่วนกัน ในฐานะที่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เกี่ยวกับสมาธิภาวนา, นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า การเดิน หรือเรียกว่า "จงฺกมฺม" ในภาษาบาลี, และภาษาไทยอันศักดิ์สิทธิ์ว่า จงกรมก็มี ความศักดิ์สิทธิ์จริง, แต่ไม่ใช่มีความศักดิ์สิทธิ์ไปในทาง สีลัพพตปรามาส, มีความศักดิ์สิทธิ์ ไปในทางที่จะให้สำเร็จประโยชน์ เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์สิ้นเชิงต่างหาก, ขอได้โปรด สนใจ. ทีนี้ ก็ถึงเวลา ๓๐ นาทีหลังของเรา ที่กำหนดไว้สำหรับทำวัตรเช้า

น.66 การประหยัด บัดนี้ วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น.แล้ว เราจะ ได้เริ่มการอบรมของเราด้วยการพูดจา เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างต่อไป. สำหรับวันนี้ ผมอยากจะพูดเรื่อง การประหยัด ในฐานะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา. ควรจะทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับคุณสมบัติ สำหรับ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยทั่ว ๆ ไป กันอีกครั้งหนึ่ง, คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณธรรม ที่มีอยู่จริงในตัวของตัว, คือตัวธรรมะแท้ ที่ประพฤติได้ ที่มีอยู่จริงในตัวของตัวเราเรียกว่า คุณธรรม. - การมีความรู้เกี่ยวกับพระศาสนา ที่แจ่มแจ้งแตกฉานพอสมควร นี้ก็อย่างหนึ่งต่างหาก จากคุณธรรม, เพราะคุณธรรมหมายถึงความดี, ความงาม, ความละ, กล่าวคือ ความที่ละ ความชั่ว ละกิเลสได้. ความรู้ หมายถึงแต่ความรู้. - ทีนี้ยังจะต้องมีปฏิภาณ ซึ่งภาษาไทยธรรมดา เรียกว่า ความไหวพริบ, ถ้าขาด ปฏิภาณก็ยากที่จะทำให้คุณธรรม หรือความรู้ของเราเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเต็มที่ได้, สิ่งที่ เรียกว่าบุคคลิกภาพดูจะเป็นที่รวมของสิ่งทั้งสามนี้. - แล้วก็มาถึงคุณสมบัติที่เป็นสื่อ คือความรู้ทางภาษาต่างประเทศเป็นต้น ตลอดถึง เครื่องมือ เครื่องใช้ที่เกี่ยวกันก็อย่างหนึ่ง ในฐานะที่เป็นสื่อ. - และก็มีองค์ประกอบสำคัญที่เนื้อที่ตัวเรา เช่นความเสียสละด้วยความจงรักภักดี ต่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแท้จริง ซึ่งเรียกว่า ความเสียสละ. - ทีนี้ก็มาถึงความอดกลั้นอดทน ซึ่งดูเราจะยังมีน้อยอยู่มาก, จนต้องฝึกฝนเพิ่มเติม ให้เป็นผู้อดกลั้นอดทน เข้มแข็งทนได้ในทุกกรณี ที่ความทุกข์ยากลำบากจะเกิดขึ้น, ดังนั้น มันจึงเนื่องกันไปถึงความมีพลานามัยร่างกายดีสมบูรณ์ด้วย. - และก็เนื่องไปถึงคุณธรรมที่ เนื่องกัน, เช่นความสุขุมรอบคอบ ที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ ผสมผสานกันดี. - แต่แล้วในที่สุดผมก็อยาก

น.67 ๕๙ จะพูดเรื่อง การประหยัด ซึ่งพวกเราก็มีอยู่น้อย, มีคุณธรรมข้อนี้อยู่น้อย ด้วยอีกข้อหนึ่ง. หลายคนอาจจะมองเห็นไปว่า การประหยัด, หรือเศรษฐกิจนี้ มันจะเกี่ยวข้องอะไรกัน กับพวกพระ หรือการเผยแผ่ธรรมะ นั่นก็เพราะว่าเขารู้จักความหมายของคำว่า ประหยัด น้อยเกินไป. ที่จริง การประหยัด หรือที่เรียกกันสมัยนี้ว่า เศรษฐกิจ นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง, ดูเหมือนเราจะได้ยินหนาหูมากที่สุด เรื่องการทหารและการเศรษฐกิจ. การทหารคือการสู้รบ, เศรษฐกิจคือกำลัง ที่จะใช้ในเรื่องนั้น. พวกเราก็เป็นนักรบ หรือการสู้รบ เช่นคำว่า ธมฺมโยโธ ที่มีอยู่ในที่ต่าง ๆ เกลื่อนไปหมด ในอรรถกถาธรรมบท ก็มีอยู่เป็นหลายหน, เพราะว่า การ ทำลายกิเลสนั้น เป็นการสู้รบอย่างยิ่ง, ยิ่งกว่าการสู้รบตามธรรมดาของคนสมัยนี้เสียอีก. คนสมัยนี้เขาสู้รบกันใหญ่โต คล้ายกับจะทำโลกให้ถล่มทลาย การสู้รบนั้นก็ยังไม่มากเท่ากับ การสู้รบของภิกษุในพระพุทธศาสนา, ซึ่งเป็นการสูงกว่า ประเสริฐกว่า ยากกว่า ดีกว่า อะไร ก็กว่าไปทั้งนั้น, ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ชนะตนดีกว่าชนะอย่างอื่นหมด. ดังนั้น ภิกษุก็คือ นักรบชนิดหนึ่งทีเดียว การสู้รบก็ต้องมีกำลัง นี้คือการประหยัด หรือเศรษฐกิจ. เราประหยัดตั้งแต่กินน้อย ใช้น้อย, กินของชาวบ้านน้อยเท่าที่จำเป็น, มีวัตถุบริขารน้อยแต่เพียงไตรจีวร กับบาตร. มี ทรัพย์สมบัติเพียงเท่านี้ จนถึงพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เหมือนกับนก มีสมบัติแต่เพียงปีก สองข้างก็พอแล้ว. การเป็นอยู่ของภิกษุถ้าถูกต้องตามธรรมตามวินัยแล้ว เป็นการประหยัด อย่างยิ่ง, ให้ไปสอบไล่ดูได้ทุกหัวข้อธรรมะและสิกขาบท. ดังนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้อีกทีหนึ่งว่า ถ้าปราศจากการประหยัดแล้ว ไม่ใช่การเป็นอยู่ของภิกษุเลย, สิ่งฟุ่มเฟือยมีอยู่มากในการ เป็นอยู่ของภิกษุสมัยนี้ นั้นคือการไม่ประหยัด, และการทำให้ไม่เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา. เรื่องอันเนื่องกันกับปัจจัยสี่ คือเครื่องนุ่งห่ม อาหารการกิน ที่อยู่อาศัย และยาแก้โรค ๔ ประการ นี้ยังไม่ใคร่จะเป็นไปในลักษณะที่ประหยัด. สำหรับเรื่องจีวรนั้น ขอได้นึกถึงสูตรในมัขฌิมนิกาย หรือในวินัยปิฎกที่พูดถึงเรื่อง พระอานนท์ เผยแผ่พระพุทธศาสนาสำเร็จประโยชน์อย่างยิ่งครั้งหนึ่ง, คือการทำให้พระเจ้าแผ่นดิน ที่สำคัญองค์หนึ่ง คือพระเจ้าอุเทน กลายเป็นผู้ที่มานับถือพระพุทธศาสนาได้อย่างน่าประหลาด, เพราะว่าเป็นผู้ดุร้าย เป็นผู้มีวัตถุนิยมจัด หรืออะไรทำนองนั้น แต่แล้วก็มากลายเป็นผู้นับถือ พระพุทธศาสนาอย่างสูงสุด, เป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างสูงสุดไปได้. เราจะว่าไม่น่า อัศจรรย์อย่างไร, และข้อความที่พระอานนท์พูดกับพระราชาองค์นี้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่อง การประหยัด. เริ่มต้นด้วยเรื่องการถวายจีวร, พระอานนท์ท่านบอกว่า มีอยู่แล้ว ไม่ต้องการจะให้ เป็นเรื่องเหลือเฟือ. พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นเลยถามว่า ใช้จีวรอย่างไร, พระอานนท์บอกว่า ใช้ด้วยการระมัดระวังที่สุด, อย่างที่วินัยก็บัญญัติให้พวกเรากระทำกันอยู่. - ทีนี้ถ้าจีวรมันขาด

น.68 ๖๐ มันเก่าเข้า มันก็เริ่มจะชำรุดหรือขาด จะทำอย่างไร? พระอานนท์ก็ตอบว่า เย็บปะเหมือนที่ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตบริขาร คือกล่องเข็มและด้าย. - ถ้าเย็บปะหนักเข้า มันเต็มไปด้วยแผลปะ แล้วจะทำอย่างไร? พระอานนท์ท่านว่าดามเป็น ๒ ชั้น คือเอามา ๒ ชั้นทาบกันเข้า ก็พอจะ ใช้ไปได้อีก. - พระราชานั้นถามว่า แม้ดาม ๒ ชั้นแล้ว มันก็ยังเปื่อย แล้วจะทำอย่างไร? พระ- อานนท์ท่านบอกว่า เอามาทบทับกันเข้าเป็นผ้าปูนอนยาว ๆ. - ถ้าเป็นผ้าปูนอนก็ไม่ไหว เพราะ มันกะรุ่งกะริ่งเสียแล้วจะทำอย่างไร? ก็เอามาทบพับซ้อนกันเข้าเป็นผ้าปูนั่ง. - ถ้าเป็นผ้าปูนั่ง มันก็เปื่อยกะรุ่งกะริ่งไปแล้วจะทำอย่างไร? ก็เอามาทบกันเข้าเป็นผ้าเช็ดเท้า. - ถ้าเป็นผ้าเช็ดเท้า มันก็กระจุยกระจายยุ่ยไปหมดแล้ว จะทำอย่างไร? ก็เอามาเผาไฟเป็นขี้เถ้าผสมกันกับมูลโค ฉาบฝากุฏิ ซึ่งทำด้วยดิน ให้เป็นของใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง. คำพูดทั้งหมด ในที่สุดก็เป็นเหตุให้พระราชาองค์นั้นยกมือท่วมหัว, (ใช้อย่างภาษาไทย ๆ เราดีกว่า) และกลายเป็นพุทธบริษัทไปทันที, นี้คือเรื่องที่จะต้องนึกต้องคิด เกี่ยวกับความหมาย ของคำว่า “ประหยัด." ทีนี้เรามองดูที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทและธรรมะ :- สิกขาบทเกี่ยวกับเรื่องบาตรประหยัดอย่างไร, ซึ่งสพรหมจารีทั้งหลายก็ย่อมจะรู้ดี, เพราะเราท่องปาฏิโมกข์ปัตตวรรคกันอยู่บ่อย ๆ, จะต้องใช้บาตรจนถึงวาระสุดท้ายอย่างไร, สิกขาบท สังฆาทิเสสเกี่ยวกับเรื่องขอ, เป็นคนขี้ขอ คือคนไม่ประหยัด, สร้างกุฏิใหญ่เกินกว่า ขนาด ๑๒ คืบ/๗ คืบ อะไรทำนองนั้น ถูกปรับถึงอาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งรองจากอาบัติปาราชิก. คนไม่ประหยัดต้องอาบัติถึงขนาดนี้ก็สมน้ำหน้าแล้ว, และยังมีสิกขาบทอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก ในทำนองเดียวกันนี้, นอกจากจะประหยัดสิ่งของแล้ว ยังประหยัดเวลา ประหยัดสิ่งต่าง ๆ อีก มากมาย ; นั้นในทางวินัย. ทีนี้ในทางธรรม ที่เป็น หลักธรรม ก็ยังทรง ส่งเสริมการประหยัดนี้เป็นอย่างยิ่ง, มีธรรมะหลายข้อที่สนับสนุนการประหยัด. โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การรู้จักประมาณในการ บริโภควัตถุปัจจัยสี่, ธรรมะทุกข้อมีความหมายแห่งการประหยัดซ่อนอยู่ในนั้น, เพราะว่า การทำให้ไม่มีกิเลส ไม่มีความทุกข์ ให้มีความสบายนั้น มันเป็นการประหยัดชีวิต, เพราะ- ฉะนั้น เรารู้จักความหมายของการประหยัดให้ลึกซึ้ง, ถึงกับที่จะเรียกว่า "การประหยัดชีวิต" ก็เป็นอันว่าเรารู้จักพระพุทธศาสนาดี. ขอให้เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย มองสิ่งที่เรียกว่าประหยัด ลงไปให้ลึกซึ้งถึงขนาดนี้, ถ้าท่านประหยัดบุหรี่สักเดือนหนึ่ง ท่านก็จะซื้อตำหรับตำราได้หลายเล่ม, ถ้าท่านประหยัดแปรงถูฟันดี ๆ สบู่ดี ๆ ออกไปเสียสักเดือนหนึ่ง ท่านก็จะซื้อหนังสือตำรา เกี่ยวกับ อานาปานสติได้อย่างเพียงพอ ทั้งภาษาต่างประเทศและภาษาไทย. นี่ลองคิดดูเถิดว่า การประหยัดนี้ มันเป็นปัญหาเนื่องเฉพาะกันกับเรา, ผู้จะปฏิบัติธรรม และเผยแผ่พระพุทธศาสนามากน้อยเพียงไร, ทีนี้อีกทางหนึ่งมองดูให้กว้างออกไปว่า เรากำลัง ทำความหมดเปลืองให้แก่เศรษฐกิจของประเทศชาติ และประชาชนอย่างไร. ดูง่าย ๆ ตรงที่ว่า

น.69 ๖๑ ถ้าเราใช้จ่ายอะไรไปในทางที่ไม่จำเป็น, เราก็ทำลายเศรษฐกิจของประชาชนหรือประเทศชาติ, หรือแม้ที่สุดแต่เราปล่อยหรือยอมให้ประชาชน ทายกทายิกา ทำอะไรลงไปที่เกี่ยวกับศาสนา แต่แล้วไม่ได้รับผลคุ้มกันหรือพอกัน, ก็เรียกว่าเราเป็นผู้ทำลายเศรษฐกิจของประชาชนหรือ ประเทศชาติ อย่างไร, ถ้าทุก ๆ สิ่งมันเป็นไปในทำนองนี้ ก็แปลว่า ทั้งภิกษุและทั้งทายกทายิกา ช่วยกันทำลายเศรษฐกิจของประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง, ผิดพระพุทธประสงค์โดยสิ้นเชิง และ อย่างร้ายกาจที่สุด ผลก็ต้องปรับให้ตกนรก ไม่มีทางอื่น เพราะมันเป็นการกระทำที่ร้ายกาจ เกินไป. ดังนั้น เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็พอจะทำให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ประหยัด, เดี๋ยวนี้เรากำลังฝึกเรื่องการประหยัดอย่างไร ก็ขอให้มองดูเองเถิด. เราใช้บริขารเพียงเท่านี้ ในลักษณะเช่นนี้, แทนที่จะใช้ไฟฉาย ขอให้ใช้โคม ที่เรียกว่าตะเกียงสำหรับภิกษุ ซึ่งมีมาแล้ว ตั้งแต่บูรพาจารย์, อาจารย์ของอาจารย์ อาจารย์ของอาจารย์ ถอยหลังขึ้นไปไม่ทราบได้ว่า ตั้งแต่ครั้งไหน ท่านใช้ตะเกียงกันอย่างนี้กันทั้งนั้น แทนที่จะใช้ไฟฉายซึ่งมันแพง, ในบางกรณี ที่จะต้องใช้ไฟฉายก็เป็นการสมควรอยู่ แต่ในบางกรณี หรือทั่วไปควรจะเว้นเสียได้ เราก็เว้นเสีย เพื่อการประหยัด. เรื่องเสื่อเรื่องหมอน อยากจะเล่าให้ฟังว่า มีเรื่องน่าหัวเราะ เมื่อมีการอบรม ลูกเสือชั้นผู้บังคับบัญชานายหมู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นครู, ต้องขนเสื่อขนหมอน ต้องหยิบยืมมาเป็น ภูเขาเลากา ทุกเซนเตอรมีกระจกส่องหน้า มีหวี มีอะไรต่าง ๆ ดูแล้วน่าเวทนา ว่าจะอบรม ลูกเสือให้มี spirit อย่างไรกัน. เดี๋ยวนี้เรามีเท่านี้ มีหมอนไม้ มีผ้าพอรองนอนได้ ติดตัวมาได้ ไม่ต้องรบกวนใคร ไม่ต้องหยิบยืมที่ไหน, นี่เราก็เป็นลูกเสือที่ดีกว่าลูกเสือชนิดนั้น เพราะการ ประหยัดของเรา ความอดกลั้นอดทนของเรา ที่ช่วยให้เราทำการประหยัดได้. ภิกษุมีชื่อว่า ธรรมบุตร เหมือนชื่อค่ายลูกเสือนี้ ซึ่งผมเป็นผู้ตั้งให้เอง, พวกธรรมบุตร ถ้าไม่ประหยัดแล้ว ก็สูญเสียความเป็นธรรมบุตร ซึ่งเป็นบุตรของพระธรรม หรือของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นไปในลักษณะประหยัด.

น.70 เรื่องธรรมชาติ วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเราได้ล่วงมาถึงเวลา ๑๕.๓๐ น. เป็นเวลาที่เรา กำหนดไว้ว่า จะพูดจาเรื่องอะไรกันบ้าง ตามสมควรแก่โอกาส แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุด ก็มีเรื่องพูดตามสมควรแก่วันหยุด ซึ่งผมคิดว่าจะพูด เรื่อง ธรรมชาติ. เพราะว่าคำว่า ธรรมชาตินี้เป็นคำที่สำคัญอย่างยิ่งอยู่คำหนึ่ง และเป็นคำที่คุ้นเคยกับ พวกเรามากที่สุดคำหนึ่งด้วยเหมือนกัน. เมื่อเราแปลบาลีในโรงเรียน มักจะใช้คำว่าธรรมชาตินี้เป็นคำกลาง, ในเมื่อจนแต้ม เข้ามา ก็ใช้คำว่า ธรรมชาติเสมอไป ไม่ต้องคิดนึกอะไรมาก. แต่ว่าความสำคัญนั้นมันอยู่ที่ว่า, สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั้น คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานทุก ๆ สิ่ง, เพราะคำว่า ธรรมชาติ แปลว่า เกิดอยู่ตามธรรมดา, เกิดขึ้น เกิดอยู่ เป็นไปตามธรรมดา, จะเป็นเรื่องรูปธรรมหรือนามธรรม ก็ตาม เรียกว่า ธรรมชาติ ได้ทั้งนั้น วัตถุธาตุต่าง ๆ นานาชนิด ที่เป็นอยู่เองตามธรรมชาติก็เรียกว่า ธรรมชาติ, นี้เป็น ภาษาทั่วไปทั้งภาษาไทย หรือภาษาต่างประเทศ. สำหรับนามธรรมนั้น คือสิ่งที่ไม่ใช่รูป ไม่ใช่ ตัววัตถุโดยตรง, หากแต่ว่าเป็นนามธรรม หรือเป็นภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง, หรือเล็งถึงตัว การกระทำ ไม่ใช่ตัววัตถุก็ได้, นี้เรียกว่าธรรมชาติฝ่ายนามธรรม. เห็นได้ง่าย ๆ เช่น ถ้าใคร มีการประพฤติอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ จนเป็นนิสัยตามธรรมชาติของเขา, ก็เรียกว่า, ธรรมชาติ หรือ nature ของบุคคลนั้นด้วยเหมือนกัน, หรือจะหมายถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่เห็นตัวมี สภาวะของมันเอง เป็นอยู่เอง เป็นไปเอง ตามกฎของมันเอง ก็เรียกว่าธรรมชาติ, เช่นว่า กิเลสเป็นไปเอง หรือเป็นธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนี้ ; เช่น พระนิพพาน เป็นธรรมชาติอย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นคำว่า ธรรมชาติ, เราจึงเล็งถึง หมดทั้งรูปธรรม และนามธรรม, เป็น อันว่าหมดไม่มีเหลือ. สิ่งที่ไม่ควรเรียกว่า นามธรรม เช่น พระนิพพาน ก็ยังถูกเรียกว่าธรรมชาติ

น.71 ๖๓ โดยสงเคราะห์เข้าเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง แปลกพิเศษออกไปจากนามธรรมธรรมดา, เพราะว่า นามธรรมธรรมดาที่คู่กันกับรูปธรรมนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่มีเหตุมีปัจจัย, ส่วนนิพพานถือว่าเป็นสิ่งที่ ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย แต่เอามาจัดเป็นธรรมชาติ ก็ต้องถือว่าเป็นธรรมชาติที่ไม่มีเหตุปัจจัย ปรุงแต่งด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ, นี่ขอให้คิดดูให้ดีว่า ธรรมชาติ คำนี้หมายถึงสิ่งทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร, เมื่อเรารู้จักตัวธรรมชาติโดยตรงอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า รู้จัก ธรรมชาติแล้ว โดยปริยายที่ ๑. ทีนี้ที่จะต้องมองกันต่อไปก็คือ ธรรมชาติชนิดที่เป็นกฎเกณฑ์ อยู่ในตัวธรรมชาตินั้น ธรรมชาติอย่างนี้เราไม่ชอบเรียกกันว่าธรรมชาติ, แต่ไปเรียกว่า กฎของธรรมชาติ เป็นธรรมชาติ ทางวัตถุ เป็นวัตถุธาตุก็มีกฎเกณฑ์อะไรของมัน อยู่ในตัวมันเอง ธรรมชาติที่เป็นนามธรรม ไม่มี อะไรก็ล้วนแต่มีกฎเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งในตัวมันเอง จึงทำให้มันต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็น อย่างนี้ ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกฎเกณฑ์, นี่ธรรมชาติส่วนที่เป็นกฎอย่างนี้เราเรียกว่า กฎ ธรรมชาติ. นี่เป็น ปริยายที่ ๒. ทีนี้มนุษย์เราประกอบอยู่โดยร่างกายโดยจิตใจ, ก็ประกอบอยู่ด้วยวัตถุธาตุ และนามธรรม ที่เป็นธรรมชาติ, แต่ในธรรมชาตินั้น ก็มีกฎของธรรมชาติรวมอยู่ด้วย, ดังนั้นมนุษย์ก็คือสิ่งที่ ประกอบขึ้นจากธรรมชาติ โดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ดังนั้นจึงมีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติ กระทำ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, นี้เรียกว่าหน้าที่ ที่สิ่งเหล่านั้นจะต้องประพฤติ เป็นไปให้ถูกตามกฎธรรมชาติ นี้เป็นธรรมชาติ ปริยายที่ ๓ เรียกว่า หน้าที่ ของมนุษย์ตาม กฎธรรมชาติ. อันสุดท้าย ปริยายที่ ๔ ก็คือ ผล ที่เกิดขึ้น เพราะกระทำหน้าที่นั้นได้สมบูรณ์ ผลเกิดขึ้น ตามธรรมชาติ ก็คือการที่ได้ธรรมชาติส่วนที่ไม่เป็นความทุกข์, หรือการที่จะเข้ากันได้กับการ ที่จะมีชีวิตต่อไป. ขอทบทวนใหม่ด้วยการขอร้องให้ฟังให้ดีว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั้นมีอยู่ถึง ๔ ความหมาย, - คือตัวธรรมชาติแท้ ๆ อย่างหนึ่ง, - กฎของธรรมชาติอย่างหนึ่ง, - หน้าที่ที่จะต้องทำตามกฎ- ธรรมชาตินั้นอย่างหนึ่ง, - และผลที่เกิดขึ้นมานี้อีกอย่างหนึ่ง. คำว่า ธรรมชาติ โดยมากเล็งถึงคำว่า nature แต่ก็ไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก. บางทีพวกอื่น มีความหมายของคำว่า nature เป็นอย่างอื่นไปเสียบ้างก็มี, แต่โดยทั่วไปพอจะพูดกันรู้เรื่องว่า nature หมายถึงธรรมชาติ, - กฎของธรรมชาติ ก็หมายถึง Law of nature นี้ก็พอจะเข้าใจ กันได้ทั่ว ๆ ไป - หน้าที่ตามกฎธรรมชาติก็คือ Duty to the Law of nature เรียกสั้น ๆ ว่า Duty สำหรับสัตว์หรือมนุษย์ หรือสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงมี Duty ทั้งนั้น, - ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ Reasult of duty อันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราปรารถนา. ทั้ง ๔ อย่างนี้ ถ้าจะเรียกด้วยภาษาบาลีแล้ว ก็เรียกด้วยคำเพียงคำเดียวคือคำว่า ธัมมะ.

น.72 ๖๔ ขอให้สังเกตดูจากบาลี, จากอรรถกถา จากพระคัมภีร์ทุกชั้น, จะพบว่า คำว่า ธรรม หมายถึง ธรรมชาติ คือสภาวธรรม. ; คำว่าธรรมหมายถึง กฎแห่งธรรมชาติ เช่นสัจธรรม, คำว่า ธรรมหมายถึง หน้าที่ของมนุษย์ตามธรรมชาติ คือ ปฏิปัตติธรรม, และ ผลที่เกิดขึ้นจากการ ปฏิบัติหน้าที่นั้น ก็เรียกว่าธรรม ซึ่งหมายถึง ปฏิเวธธรรม เป็นต้น, เราเรียกด้วยคำว่า ธรรม เพียงคำเดียวก็เล็งถึง สิ่งทั้งสี่นี้ได้ครบถ้วน. ตอนนี้ควรจะ สังเกตให้เป็นพิเศษ ถึงความน่าอัศจรรย์ของคำว่า ธรรม นี้ ให้เป็น ที่เข้าใจแจ่มแจ้งกันเสียก่อน, จะรู้สึกประหลาดใจ หรือถึงกับภูมิใจก็ได้ว่า เรามีคำพิเศษใน ภาษาบาลีคือคำว่า ธัมมะ ซึ่งเล็งถึงทุกสิ่งอย่างนี้ ซึ่งไม่มีภาษาใดมีคำอย่างนี้ก็ได้. นี้เป็นเหตุ ให้เกิดความจำเป็นอย่างหนึ่งคือ ไม่อาจจะแปลคำว่าธรรมนี้ ออกเป็นภาษาต่างประเทศว่า อย่างไร, จำเป็นต้องใช้คำว่าธรรมไปตามเดิม “ธมฺม” ไปตามเดิม, ถ้าแปลออกไปเป็น ภาษาต่างประเทศ มันจะถูกเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น, คือมันจะไปเป็นธรรมชาติก็ได้, ไปเป็น กฎของธรรมชาติก็ได้, ไปเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติก็ได้, เป็นผลที่เกิดขึ้นก็ได้. คำว่าธรรมที่แปล ออกไปเป็นคำอังกฤษโดยเฉพาะตั้งสามสิบกว่าคำนั้น แต่ละคำ ๆ มันถูกเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น, ต่อไปเราพยายามที่จะไม่แปลคำนี้ โดยใช้คำเดิมคือคำว่า "ธรรม," แล้วก็ค่อยให้ความหมาย หรือคำจำกัดความ โดยเฉพาะแก่กรณีนั้น ๆ ที่พูดถึง, ให้รู้ว่า หมายถึงอะไร อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่ ทำได้. ดังนั้นควรจะระวังให้ดี ในการที่จะไปเผยแผ่ธรรมนั้น, ถ้าไม่ระวังให้ดีจะไขว้กัน จะ สับสนวุ่นวาย หรือจะถูกแต่น้อยที่สุด. เราจะต้องรู้ด้วยตนเองเสียก่อนว่า, สิ่งที่เราจะพูด, หรือจะ อธิบายแก่เขานี้ หมายถึงธรรมประเภทไหน, คือธรรมชาติ, หรือกฎธรรมชาติ, หรือหน้าที่ ตามธรรมชาติ หรือผลที่จะเกิดจากการปฏิบัติตามหน้าที่นั้น, แล้วก็เลือกใช้คำ ที่ให้ได้ความตรง ตามนั้น ก็จะพูดกันรู้เรื่องได้ง่ายเข้า. ถ้าพูดว่าธรรม หรือ ธมฺม เฉย ๆ ก็ต้องที่เป็นรู้กันแล้วว่า หมายถึงอะไร ประเภทไหน, ถ้าในกรณีที่ไม่อาจจะรู้, ต้องให้คำประกอบ ให้รู้ให้จนได้ว่า เล็งถึงธรรมชาติประเภทไหน. ทีนี้ที่อยากจะให้ สังเกตต่อไป ก็คือ คำว่า ธรรม, หรือ ธรรมชาติ นี้ มันจำเป็น อย่างยิ่งที่มนุษย์จะต้องรู้ เพราะมันได้แก่สิ่งที่เป็นตัวมนุษย์เอง, หรือที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับ ตัวมนุษย์เอง โดยมิอาจจะแยกกันได้, ถ้าใครไม่รู้ธรรม ก็แปลว่าโชคร้ายเต็มที่, ไม่ได้สิ่งที่ดี ที่ควรจะได้. ดังนั้นการที่เราจะตั้งต้นความสนใจ หรือให้เกิดความสนใจแก่ชาวต่างประเทศ, เราไม่ควรจะเอ่ยถึงศาสนา เช่น พุทธศาสนา หรือ พระธรรม หรืออะไรทำนองนั้นให้มากนัก. แต่ชวนกันให้เกิดความสนใจ ในคำว่า ธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติ, หน้าที่ตามธรรมชาติ, และผลที่จะเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น, ให้เข้าใจแจ่มแจ้งกันเสียก่อน, เขาจะสนใจขึ้นมาทันที, และเป็นสิ่งที่เขาสนใจกันอยู่เป็นอย่างมากแล้วด้วย, พอเข้าใจสิ่งทั้งสี่นี้แล้ว, พูดว่าพระธรรม คืออะไร, เพียงหน่อยเดียวเท่านั้น เขาก็จะชอบสิ่งที่เรียกว่าพระธรรม. และเมื่อพูดว่าพระพุทธเจ้า

น.73 ๖๕ คือบุคคลผู้รู้เรื่องนี้และเอาชนะสิ่งนี้ได้มากเท่าไร, เพียงไม่กี่ประโยค เขาก็จะเกิดความสนใจใน พระพุทธเจ้า, หรือในพระพุทธศาสนาขึ้นมาทันที, เพราะว่าพุทธศาสนาได้กล่าวถึงสภาวธรรม - คือตัวธรรมชาติ, ได้กล่าวถึงสัจจธรรม - คือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ครอบงำที่ควบคุมธรรมชาติอยู่, และได้กล่าวถึงปฏิปัตติธรรม - คือหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ หน้าที่ที่จะเอาตัวรอดออกไปให้ได้. และได้กล่าวอย่างสมบูรณ์ถึงภาวะที่จะเป็นผลของหน้าที่ เหล่านั้น, เขาก็เกิดความสนใจในพระพุทธเจ้า ในพระพุทธศาสนา หรือในพระธรรมขึ้นมา ได้โดยง่าย ในเวลาอันสั้น. ทีนี้ที่จะต้องดูกันต่อไปก็คือ อานาปานสติกัมมัฏฐาน ๑๖ ขั้นของเรานั้นเกี่ยวข้อง กันกับธรรมชาติ ใน ๔ ปริยายนี้อย่างไรบ้าง. คำว่า กาย, คำว่า เวทนา, คำว่า จิต , คำว่า ธรรม, สี่อย่างนี้เป็นตัวธรรมชาติ อยู่แล้วโดยตรง, เป็นธรรมในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ. ทีนี้อาการที่มันต้องเป็นอย่างไร, ต้องเป็นอยู่อย่างไร นี้ก็เป็นกฎของธรรมชาติ. คืออะไร ทำให้ ต้องหายใจ, ต้องหายใจอย่างไร? ลมหายใจต้องเนื่องกับกายขึ้นลงพร้อมกันอย่างไร? ปิติและสุข มันต้องปรุงแต่งจิตตามกฎธรรมชาติอย่างไร? คือจิตมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎธรรมชาติ, หรือ มีกฎธรรมชาติประจำตัวเองอย่างไร? อนิจจัง คือกฎของธรรมชาติอย่างไร? วิราคะ นิโรธะ เหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่ต้องมีขึ้น เกิดขึ้น หรือเป็นไปตามกฎธรรมชาติอันเด็ดขาดอย่างไร? และ ในที่สุด ปฏินิสสัคคะ คือผลที่มนุษย์จะพึงได้จากการปฏิบัติตามหน้าที่ของตนตามธรรมชาติ นั้นคืออะไร? ขอให้สังเกตดูให้ดี โดยรายละเอียดทีละข้อ, ทีละขั้น จนเข้าใจได้ชัดว่า, เราจะมองเห็น สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งได้ แม้ในอานาปานสติภาวนาทุกขั้น ทั้ง ๑๖ ขั้น, และในขั้นบางขั้นอาจจะมองเห็นทั้งตัวธรรมชาติ, และกฎของธรรมชาติ, และหน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องกระทำ. เพราะฉะนั้นเราอาจจะพิสูจน์ให้เขาเห็นได้ว่า เรื่องอานาปานสติภาวนานี้ เป็นเรื่องที่จำเป็นแก่มนุษย์อย่างยิ่ง, หรืออย่างเด็ดขาดเพียงไร, ข้อนี้ต้องพยายามพิสูจน์ ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้วว่า มนุษย์จะต้องรู้จักตัวธรรมชาติ, รู้จักกฎของธรรมชาติ, หน้าที่ตามธรรมชาติ, ผลตามหน้าที่นั้น. ทีนี้ในอานาปานสตินั้น ไม่ใช่เรื่องยกเมฆ, ไม่ใช่เรื่อง โคมลอย, ไม่ใช่เรื่องประดิษฐ์ขึ้นมาตามพอใจ, หรืออะไรทำนองนั้น แต่เป็นเรื่องที่เป็นเทคนิค Technics ตามธรรมชาติ. ในเมื่อเทคนิคสมบูรณ์แล้ว ก็ยังได้แสดงวิธีปฏิบัติคือ Technique ของมันไว้อีกส่วนหนึ่ง, จนมนุษย์สามารถปฏิบัติได้จริง ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า อานาปานสตินี้ จำเป็น แก่คนทุกคน. พอเขาเข้าใจเห็นแจ้งในส่วนนี้เท่านั้น เขาก็จะสนใจที่จะศึกษาและจะปฏิบัติ แล้ว ก็เป็นการง่ายแก่พวกเรา ที่จะช่วยเหลือเขาในส่วนนั้น. ปัญหายังเหลืออยู่ก็แต่ว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดีจริงหรือไม่, เราปฏิบัติสิ่งเหล่านี้แล้วหรือยัง เราปฏิบัติได้รับผลเป็นที่พอใจโดยสมควรแล้วหรือยัง อย่างนี้ เป็นต้น เท่านั้นเอง. ถ้าพิจารณา

น.74 ๖๖ ดูอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่ามันยังเหลืออยู่ แต่ว่า, เราต้องรู้, ต้องปฏิบัติ ให้ได้ผลของการปฏิบัติ อย่างในเรื่องนี้เสียก่อน, เราจึงจะมีอะไรไปสอนเขา และทำให้เขาสนใจได้, แล้วพูดกันรู้เรื่อง ง่ายในเวลาอันสั้น ก็จะทำให้เขารับเอาพุทธศาสนาไปได้โดยไม่รู้สึกตัว อย่างนี้เอง. เรื่องอื่น ๆ ไม่สำคัญเท่าเรื่องนี้ คือเรื่องธรรมะ, หรือเรื่องธรรมชาติ เท่าที่เกี่ยวกันอยู่กับมนุษย์ เพราะฉะนั้น เรื่องปรัชญา, เรื่องจิตวิทยา, หรืออะไรก็ตามในแขนงอื่น ๆ เป็นเรื่องเปลือก เรื่องฝอย เรื่องกะพี้ ซึ่งไกลออกไปทุกที. ส่วนเรื่องภาษานั้น เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร ถ่ายทอดความรู้ ความคิด เท่านั้นเอง, ไม่ใช่ตัวธรรมะ. ตัวธรรม ต้องอยู่ที่สิ่งทั้งสี่ อย่างที่กล่าวแล้ว ว่า ธรรม คือ ธรรมชาติ หรือ สภาวธรรม ; ธรรมคือ กฎของธรรมชาติหรือสัจจธรรม, ธรรมคือหน้าที่ของมนุษย์ตามธรรมชาติ คือ ปฏิปัตติธรรม, ธรรมคือผลที่มนุษย์ควรจะได้รับ ตามกฎธรรมชาติ คือปฏิเวธธรรม, สิ่งนี้ เป็นหัวใจ เป็นเนื้อแท้ เป็นตัวธรรม เป็นตัวพุทธศาสนา. ภาษาเป็นเพียงภาชนะ เหมือนกับถาด หรือถ้วยชามจาน เป็นต้น ที่จะใส่เอาไปให้ใครคนใดคนหนึ่ง เท่านั้นเอง, ถูกแล้ว ไม่มีภาชนะ เราก็ไม่สามารถจะเอาอะไรไปให้ใครได้. ไม่มีภาชนะใส่ข้าวกิน เราก็กินไม่ได้ หรือยากลำบาก แม้แต่จะใส่มือ มือก็กลายเป็นภาชนะไป. รวมความแล้วก็เป็นอันกล่าวได้ว่า ภาชนะก็เป็นสิ่ง สำคัญเหมือนกัน, หรือว่าส่วนที่เป็นเปลือกก็สำคัญเหมือนกัน, ไม่มีเปลือกแล้วผลไม้งอกขึ้น ไม่ได้, เจริญขึ้นมาไม่ได้, จึงถือว่าภาชนะก็เป็นส่วนสำคัญเกี่ยวกับธรรม แต่โดยเนื้อแท้มันก็เป็น ธรรมชาติอันหนึ่ง, คือเป็นธรรมอยู่ในปริยายหนึ่งแล้ว ในฐานะที่เป็นเปลือก หรือเป็นภาชนะ, แต่มันไม่ต้องการมากมายนัก. เพราะว่าดูเถอะจาน หรือว่าเปลือกผลไม้ มันก็ต้องการจำนวนจำกัด พอดี ๆ และเป็นเปลือกที่ถูกวิธี ถูกต้องตามเรื่องตามราว จึงจะรักษาเนื้อของผลไม้ไว้ได้, ถ้า เปลือกไม่ถูกวิธี แม้จะมีมากมายเพียงไร ก็ไม่มีประโยชน์แก่เนื้อในแต่ประการใด, เพราะมัน ผิดกฎธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น ขอให้สนใจในคำว่า ธรรมชาติ ๆ นี้ให้มากเป็นพิเศษ เป็นที่ รวมแห่งทุกสิ่ง, เพราะว่ามันเป็นทุกสิ่ง, แล้วเราก็จะรู้เรื่องทุกสิ่ง, และเราก็จะรู้จักคัดเลือก เอาแต่สิ่งจำเป็นแก่มนุษย์, ในที่สุดก็สรุปความว่า เราจะต้องรู้จักธรรมชาติโดยแน่นอน ทีนี้ ในการเป็นอยู่ประจำวันทั่วไปของเรา, เราควรจะทำตัวใกล้ชิดธรรมชาติให้ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, ดังนั้นจึงได้ขอร้องแล้วขอร้องอีก ต่อเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายว่า, จงบำเพ็ญตนให้เป็นเกลอกับธรรมชาติเถิด, แล้วก็จะรู้จักธรรมะเป็นแน่นอน. เป็นเกลอ กับธรรมชาติ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ, เหมือนกับเรากำลังมานั่งนอนอยู่ที่นี่, ฟังเสียงนกร้อง, ฟังเสียงลมพัด, แหงนขึ้นไปบนฟ้า ก็เห็นเมฆและดาว, ได้มีความรู้สึก, หรือการกระทบกัน ตามธรรมชาติ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนังผิวกาย, ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแต่จะ ส่งต่อเข้าไปยังจิตใจ, เป็นการทำให้เข้าใจธรรมชาติ ใกล้ชิดธรรมชาติ, เป็นคลังของความรู้ อันเกี่ยวกับธรรมชาติ ที่เราสะสมไว้อย่างมากมาย เพียงพอแก่การที่จะใช้จ่าย, เพียงพอที่จะ

น.75 ๖๗ ใช้มันในการปรับปรุงอะไรขึ้นมาให้เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อเข้าใจธรรมชาติ ; เพื่อปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ, และเพื่อให้ได้รับผลตามธรรมชาติโดยแน่นอน. อย่าได้เข้าใจไปว่า มนุษย์เราจะเอาตัวรอดได้ หรือจะฉลาดไปได้ โดยไม่ต้อง เข้าไปสัมพันธ์กันกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด , อย่าลืมหรือเขลาไปให้มาก จนถึงกับไม่รู้ว่า ในเนื้อหนังร่างกายของเราก็เป็นธรรมชาติ, จิตใจของเราก็เป็นธรรมชาติ, ทั้งหมดนั้นก็เป็นไป ตามกฎธรรมชาติ ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่นได้เลย. เราต้องรู้จักให้ดี แล้วจะได้ปฏิบัติ ให้ถูกต้องจนได้รับผล ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้อง ก็คือปฏิบัติผิด, ซึ่งเรียกว่าไม่ได้รับผล. คำว่า "ผิด" นี้มันหมายถึงผิดจากกฎธรรมชาติ. ผิดจากความต้องการของธรรมชาติ, จงสังเกต ดูเถิดว่า การปฏิบัติหรือการกระทำอย่างใดที่เราเรียกกันว่าผิดนั้น มันผิดอะไร โดยเนื้อแท้ มันก็คือ ผิดกฎธรรมชาติเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจงเป็นเกลอกับธรรมชาติ จนถึงขนาดที่เรา จะรู้จักมันดี ไม่มีทางที่จะทำผิดต่อกันและกันได้ แล้วเราก็จะสบาย. ดังนั้นการที่เรามานั่งนอนอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เรื่องงมงาย หรือเรื่องเดา ว่าคงจะได้อะไรบ้าง หากแต่ว่าเป็นเรื่องที่รู้แจ่มแจ้งอยู่แล้วอย่างชัดเจน เราจะเข้าถึงธรรมชาติ จะเป็นเกลอกับ ธรรมชาติ จะคุ้นเคยกันกับธรรมชาติ จนให้กลายเป็นของธรรมดาไป คือไม่แปลกประหลาดอะไร แก่เรา เป็นการรวบรวมเอาซึ่งความรู้ ความชำนาญ ความเจนจัดในสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมชาติ นี้ไว้ตลอดเวลา. ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำอย่างนี้จนตลอดชีวิต แต่ว่าเราจักต้องทำในระยะใดระยะหนึ่ง ตามสมควรโดยแน่นอน และเมื่อเป็นดังนี้เราต้องรีบทำให้ดี ให้ได้ผลสมกับที่เราไม่ต้องทำจน ตลอดชีวิต ทำให้ถูกทำให้ดี ในระยะไม่นานนักก็คุ้นเคยกับธรรมชาติได้ แต่ว่าเรายังจะต้องทำ อย่างอื่นอีกมากมายหลายแขนง. เราก็ต้องรีบทำให้เสร็จ ๆ ไป เป็นเรื่อง ๆ ไป เป็นแขนง ๆ ไป จนกว่าจะสมบูรณ์และทั้งหมดนั้นล้วนแต่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติโดยตรงด้วยกันทั้งนั้น เพราะว่า มันไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมชาติ ๔ ประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว ตั้งแต่ต่ำที่สุด เช่นกายเน่านี้ ก็เป็นธรรมชาติ และสิ่งสูงสุด คือพระนิพพานก็เป็นธรรมชาติ อะไร ๆ ในระหว่างนั้น ซึ่ง คาบเกี่ยวกัน ก็ล้วนแต่เป็นธรรมชาติโดยปริยายใดปริยายหนึ่ง. จึงขอให้สนใจในคำว่า ธรรมชาติ ๆ ให้มาก และสูตรที่เกี่ยวกับธรรมชาติที่เหมาะที่สุด สำหรับมนุษย์ ก็คือ อานาปานสติภาวนา ซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงจัดมันขึ้น Systematize มันขึ้นอย่างดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ก็เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นยอดนัก ธรรมชาติ เป็นยอดแห่งนักปราชญ์โดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน. เรา จึงรับเอาได้ ซึ่งคำสอนของพระองค์ โดยไม่มีความลังเลสงสัย เหลืออยู่แต่จะเอามาศึกษาให้ดี แล้วก็ปฏิบัติให้ดี จนได้รับผล ตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ทุก ๆ ประการก็จะได้ชื่อว่า เราไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา ได้รับประโยชน์อันสูงสุดในส่วนตนแล้ว ก็มีความเมตตากรุณาที่จะเผื่อแผ่ให้แก่ผู้อื่น ซึ่งการกระทำอันนี้ ก็เป็นหน้าที่ หรือเป็นเจตนารมณ์

น.76 ๖๘ โดยตรงของพระธรรมทูตของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเอง. เป็นอันว่าธรรมทูต หรือทูตแห่งธรรม นี้ก็คือทูตแห่งธรรมชาติ ที่จะไปเผยแผ่ประกาศ ความจริงอันเร้นลับของธรรมชาติ ให้แก่เพื่อนมนุษย์ตาดำ ๆ ด้วยกันทุกคนได้ทราบ จนสามารถ ประพฤติปฏิบัติถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้วได้รับผลตามที่ควร และไม่เสียทีที่ได้ เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาอย่างเดียวกัน. ทั้งหมดนี้ คือใจความสำคัญของคำว่า "ธรรมชาติ" ซึ่งขอฝากไว้ในวันนี้สำหรับเป็น พื้นฐานของการศึกษา คิดนึกต่อไปในวันหน้า. เวลาสนทนาของเราก็หมดลงพอดี.

น.77 ชีวิตของนักเผยแผ่ วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น.แล้ว, ผมจะได้ สนทนากันด้วยเรื่องบางอย่าง ตามที่กำหนดไว้. วันนี้อยากจะพูดถึงเรื่องชีวิตของนักเผยแผ่, หรือที่จะเรียกว่า ธรรมทูต. โดยกว้าง ๆ เราควรจะมองกันถึงแบบของการเป็นอยู่, ที่มีอยู่ในหมู่มนุษย์ทุกชนิดกันดูเสียก่อน, เช่นว่า อยู่ครองเรือน หรือไม่มีเรือน ไม่ครองเรือน. พวกที่อยู่ครองเรือนก็ต้องมีบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติ หน้าที่การงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือบุตร ภรรยา, ดูเหมือนว่าทำทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อเรือน เพื่อบุตร เพื่อภรรยา, ดังนั้นจึงมีใจอุทิศ, หรือถึงกับมัวเมาอยู่แต่ในเรื่องบุตรภรรยา สามี, ทั้งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นชีวิตครองเรือน. ทีนี้ชีวิตนักบวช หรือบรรพชิต หรืออนาคาริกมันก็ต้องตรงกันข้าม, ไม่ครองเรือน คือไม่ต้องมีเหย้าเรือน ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีบุตรภรรยา, เรียกว่าชีวิตไม่มีถิ่น ไม่มีที่ ไม่มี สำนักหลักแหล่ง. ต่างจากชีวิตครองเรือน, ซึ่งมีอะไรมาก แล้วเป็นสำนักหลักแหล่ง, เหมือนกับว่า ปักลงไปที่นั่น เพื่อจะได้ทำอะไรมาก ๆ, เช่นมีที่นา จะต้องทำนาอย่างนี้เป็นต้น ก็มีเรื่องต่างกัน มาก, สำหรับนักบวชมีชีวิตเร่ร่อน, ใช้คำว่าเร่ร่อนจะถูกกว่า แม้จะใช้คำว่าพักแรมก็ไม่ถูกนัก. คำว่าพักแรมควรจะใช้กับวัดวาอารามที่เราอยู่อาศัย, วัดวาอารามควรจะเป็นเพียงที่ พักแรม คือไม่ใช่บ้านเรือนที่อยู่จริง. ชีวิตการเป็นอยู่ในวัดวาอารามควรจะจัดให้เหมือนกับ พักแรม, ไม่ใช่ถาวร, ยกตัวอย่างเช่นมีอะไรในกุฏิหมด กระทั่งห้องส้วม ห้องน้ำ อย่างนี้ไม่ใช่ ชีวิตพักแรม, ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นชีวิตเร่ร่อน แต่จะเป็นชีวิตคฤหบดีครองเรือน. ชีวิตพักแรม ควรจะจัดให้มีอะไรชนิดที่ว่า ไม่เหมือนกับคฤหบดีครองเรือน, ให้เหมือนกับที่ว่า เราไปพักแรม อยู่ในป่า, ตั้งค่ายอยู่ในป่า, มีอะไรเพียงเพื่อแก้ปัญหาขัดข้องประจำวันไปเท่านั้น. ดังนั้นขออภัย ที่ยกตัวอย่างที่สวนโมกข์นี้ โดยวลีที่ว่า "กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู” อย่างนี้ก็เพื่อพอให้ มันแล้ว ๆ ไปทีเท่านั้น อยู่ในแบบที่เรียกว่าพักแรม, แม้ส้วมก็ทำไว้ในที่ไกล. ไม่นิยมที่จะทำส้วม

น.78 ๗๐ ไว้ในที่อยู่ หรือในห้องนอน เพื่อให้เป็นแบบพักแรมมากหน่อย จะเป็น เครื่องป้องกันไม่ให้คนเกิด นิสัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะหาความสบายแก่เนื้อแก่หนัง ไม่ค่อยระมัดระวัง ไม่ค่อยจะเป็น ระเบียบเวลา. ถ้าห้องส้วม ห้องน้ำ มันอยู่ไกลออกไป มันก็ต้องทำเป็นระเบียบเวลา, เพราะว่า ถ้าทำผิดเวลามันทำยาก มันไม่ชวนทำ, จะต้องระมัดระวังเรื่องท้อง เรื่องไส้ เรื่องกิน อย่าให้ ต้องลำบากในเรื่องไปส้วมไกล ๆ ค่ำ ๆ คืน ๆ อย่างนี้เป็นต้น, มันมีผลดีอยู่บางอย่าง ถ้าเราจะ จัดกันไปในแบบชีวิตพักแรม. ทีนี้มามองถึง ชีวิตบรรพชิตโดยตรง, คำว่าพักแรมก็ยังจะมากไป, ควรจะใช้คำว่า เร่ร่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเราธรรมทูต ควรจะเป็นชีวิตเร่ร่อน, ชีวิตเดินทางแบบกระเป๋า เดินทางหรือ Portable อยู่เรื่อย. ไม่มีอะไรจะลงหลักปักแน่นลงไปที่ไหน, เรียกว่าชีวิตกระเป๋าหิ้ว ดีกว่า, เพราะฉะนั้นขอให้เตรียมตัวอย่างที่จะมีชีวิตกระเป๋าหิ้ว ให้มากขึ้น ด้วยการทำความเข้าใจ กันให้ดี, และหวังว่าหลังจากที่กลับไปจากที่นี้ เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายจะได้มีชีวิตกระเป๋าหิ้ว มากขึ้นกว่าแต่ก่อน. เกี่ยวกับชีวิตธรรมทูตที่ถูกส่งออกไปประกาศลัทธิศาสนา หรือโดยเฉพาะของเราที่ เรียกว่าพรหมจรรย์, คือแบบแห่งการมีชีวิตอันประเสริฐนั้น ก็ยิ่งสำคัญมาก, และลองนึกดูว่า เราจะทำได้อย่างไร, จะทำได้เพียงไร, หรือจะทำอยู่แล้วอย่างไร. เพื่อเข้าใจได้ดี หรือจะเป็น หนทางที่เราจะเข้าใจได้ดีต่อไป เราลองนึกดูถึงพวกที่เขาทำงานนี้จริง ๆ จัง ๆ กว่าพวกเราดูเป็น ตัวอย่างสักพวกหนึ่งก่อน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็พวกมิชชันนารีของคริสเตียน และจะต้องระบุชัด เฉพาะพวกโรมันคาทอลิค, พวกนี้มีหลักตายตัวแน่นอน ประกาศตายตัวลงไปว่า พระจะต้องมีชีวิต ประกอบไปด้วยองค์สามคือ ๑. ความไม่มีสมบัติอะไร เรียกว่าความจน Poverty และ ๒. ความ เป็นคนโสด ก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า โสดหมายถึงอะไร ชีวิตเดียว ชีวิตโสด Bachelority หรืออะไร ทำนองนั้น ไปหาคำพูดเอาเองก็แล้วกัน ผมก็จำไม่ค่อยได้แน่ ๓. ความเชื่ออันเฉียบขาด Obedience เมื่อครบ ๓ อย่างนี้ จึงจะถือว่าเป็นพระสาวก, และเป็นสาวกที่พร้อมที่จะประกาศพระศาสนา ไม่มี สมบัติอะไรเลย ก็ไม่มีห่วง เรียกว่าเป็นคนมือเปล่า, ถ้าจะมีก็มีแต่หมวกกับไม้เท้ากับเครื่องนุ่งห่ม Robe ชนิดที่กำลังสวมอยู่นั่น เท่านั้นเอง สตางค์สักสตางค์หนึ่งก็ไม่ต้องมี, ไปแก้ปัญหาเอา ข้างหน้าทั้งนั้น ที่จะไปประกาศพระศาสนาในโลก อย่างเซนต์ปอลหรือเซนต์อะไรก็ตาม ตั้งแต่ ดึกดำบรรพ์ของเขามา กระทั่งจนเดี๋ยวนี้ ผู้ที่จะไปประกาศพระศาสนา ก็มีสมบัติเท่านี้, ไป แก้ปัญหาเอาข้างหน้า ก็หมายความว่า เป็นความสามารถของตนเอง ที่จะหาสิ่งประทังชีวิต' ได้ไปวันหนึ่ง ๆ. การเดินทางก็มีเท้าเป็นทุน, อาหารการกินก็มีปัญญา แก้ไขเอาเฉพาะหน้า, ตามคำที่พระยีซัสไครัสต์สอนว่า แม้แต่นกกระจอก กระจิบ ก็ไม่อดตาย แล้วทำไมคนจะต้อง อดตาย. ในพระพุทธศาสนาเรา พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า ภิกษุมีทรัพย์สมบัติเหมือนกับนกมีเพียง

น.79 ๗๑ ปีกสองข้าง แล้วก็บินไป, นี่มันเรื่องเดียวกันแท้ เรื่องไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร เรียกว่าความจน, ถ้าไปเกิดมีทรัพย์สมบัติอะไรเข้าแล้ว มันก็เป็นห่วง จะต้องหอบต้องหิ้วไป, แล้วก็ต้องเกิดการ สะสม กำลังกายกำลังใจก็จะถูกแบ่งมาอยู่กับทรัพย์สมบัติ ฉะนั้นจึงมีไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นมี อะไรก็ให้จัดกระทำไปเหมือนอย่างกะว่าไม่มี. ไม่มีดีกว่า, เพราะว่าเราไม่จำเป็นต้องมี, ถ้า จำเป็นต้องมีก็ต้องเป็นของสงฆ์ เครื่องใช้ไม้สอยทุกสิ่งทุกอย่างนั้นให้เป็นของสงฆ์, แม้แต่การ เดินทางก็เป็นเรื่องที่ผู้อื่นออกให้. ไม่ต้องมีเงิน ไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติ ที่เรียกได้ว่าเป็นสิทธิของ บุคคลนั้น นี้เรียกว่าความจน. ที่เขาเรียกว่าชีวิตโสดนี้ ก็เข้าใจกันได้ดี ไม่มีครอบครัวเลย คือเป็นนักบวช, ดังนั้น พวกโรมันคาทอลิค จึงได้เปรียบพวกคริสเตียน ซึ่งมีลูกมีเมีย บางทีเดินควงแขนกันด้วยซ้ำไป พวกโปรเตสแตนต์. เราลองเปรียบเทียบพวก ๒ นิกายนี้ดูว่า พวกโปรเตสแตนต์ กับพวกโรมัน- คาทอลิค, พวกหนึ่งเป็นชีวิตโสด, พวกหนึ่งเป็นชีวิตคู่, หรืออย่างน้อยก็ครึ่งชีวิตคู่ แม้จะมี ภรรยาอย่างเพื่อนเหมือนพระมหายานบางนิกาย มันก็ไม่วายที่จะเป็นชีวิตคู่, หรือมีอะไรผูกพัน ทำนองกิเลสผูกพัน อดห่วงหน้าห่วงหลังไม่ได้ เลยต้องเอาไปด้วยกัน มาเมืองไทยก็มาด้วยกัน ไปเมืองไหนก็ไปด้วยกัน อย่างนี้ ไม่ใช่ชีวิตโสด, พวกโรมันคาทอลิค ไม่ยอมเป็นเด็ดขาด. สำหรับพวกภิกษุเราก็ไม่ต้องพูดถึง, อย่างน้อยก็ต้องไม่เลวกว่าพวกโรมันคาทอลิค ในเรื่อง ชีวิตโสด, ถึงไม่มีอะไรจะต้องผูกพัน เกี่ยวกับอะไรทำนองนี้ ที่เป็นที่ตั้งของตัณหากิเลสนานา ประการ, เรื่องราคะ เรื่องทำนองเพศนั้นก็มี เรื่องที่ผูกพันด้วยความรักใคร่ยึดหน่วงอาลัยอาวรณ์ ก็มี มันต้องไม่มีอย่างนี้ก่อน. อันสุดท้ายก็มาถึงความเชื่อฟัง Obedience ก็หมายถึงเคร่งครัดเฉียบขาด, เพราะเหตุ ที่เป็นชีวิตโสด และไม่มีทรัพย์สมบัติอยู่แล้ว มันจึงสามารถมีความเชื่อฟังได้ทันที พอบอกว่า "ไป" ก็ลุกขึ้นเดินไปได้ทันที, เพราะไม่มีครอบครัว ไม่มีทรัพย์สมบัติ, และเมื่อจะต้องไปใน ถิ่นที่แสนจะทุเรศกันดาร และมีอันตรายแก่ชีวิต อย่างในแอฟริกานี้ ก็ไปได้ทันที, ไปด้วย น้ำใจทั้งหมด คือความเชื่อฟังนั่นเอง. ถ้าไม่มีความเชื่อฟัง ก็จะต้องโต้แย้งขอร้อง ขอทุเลา ผ่อนผัน ว่า ที่นั่นอันตรายแก่ชีวิต ขอไปที่โน่นเถิด, หรือกว่าจะพร้อมที่จะออกเดินทาง ก็ยาก ที่จะทำได้ ในเมื่อไม่มีความเชื่อฟัง, เพราะฉะนั้นจึงต้องมีลัทธิแห่งการเชื่อฟังเกิดขึ้นอย่างเฉียบขาด. พวกเราในพุทธศาสนาก็ต้องเป็นอย่างนั้น เหมือนกับที่พระสาวก ๖๐ รูป พอได้รับพระพุทธดำรัส เรื่องให้ออกไปก็ได้ไปอย่างแท้จริง เหมือนกันกับที่กล่าวมาแล้วนี้, เพราะมีชีวิตโสด ; เพราะ ไม่มีอะไรเป็นทรัพย์สมบัติ, เพราะเชื่อฟังสมเด็จพระบรมศาสดาอย่างยิ่ง จึงออกไป และได้ผล สมตามความปรารถนา. ทีนี้ เราจะต้องพิจารณากันถึงพวกเรา ธรรมทูต สักหน่อย, ข้อแรก เรื่องทรัพย์สมบัติ มีอะไรเป็นเครื่องห่วง ถ้ามีอยู่ขอให้นึกว่าจะต้องสละ. ทรัพย์สมบัตินี้ร้ายกาจมาก ถ้า

น.80 ๗๒ ลงรักลงพอใจแล้ว ก็จะต้องอาลัยอาวรณ์, แม้ที่สุดจะเป็นของเล่น ก็ยังอาลัยอาวรณ์ อุตส่าห์ ไปซื้อไปหา ไปพยายามขวนขวายมาจนได้. พูดง่าย ๆ ก็บางทีอุตส่าห์ไปตบตาโยม จนเอาอะไร มาได้สักอย่างหนึ่ง ในฐานะเป็นทรัพย์สมบัติที่ไม่เกี่ยวไม่จำเป็นกับการประพฤติพรหมจรรย์ เลยก็มี, นี่แหละลองพิจารณาดูเถอะว่า มันมีพิษสงร้ายกาจเท่าไรเกี่ยวกับเรื่องนี้. เราจะต้องเป็น ผู้ที่ไม่มีอะไรห่วง. ผู้ที่ได้รับหน้าที่เป็นสมภาร ก็มักจะมีอะไรห่วงมากเกินไป จนทำอะไรไม่ได้, แต่ถ้าถือว่าหน้าที่สมภาร ก็เป็นหน้าที่ดูแลทรัพย์สมบัติของสงฆ์ ไม่ใช่ของเรา มันก็ควรจะมี ห่วงน้อยที่สุด, หรือไม่มีห่วงเลยก็ได้ มันเป็นเพียงทำงานตามหน้าที่ก็แล้วกัน. แต่เดี๋ยวนี้มีความคิด เลยเถิดไปเอง ให้ยึดมั่นถือมั่น ในลักษณะที่เป็นของตน เพราะว่าตนใช้สอย หรือบันดาลทำอะไร ได้ต่าง ๆ ตามพอใจ, ลืมไปว่า เป็นของสงฆ์กลายเป็นของตนโดยไม่รู้สึกตัว, อย่างนี้ก็มีทรัพย์สมบัติ มหาศาล เท่ากับคฤหบดี บางคนไปก็ได้, มันไขว้กันอยู่อย่างนี้ แม้ที่เป็นลูกวัดก็มีอาการอย่างนี้ ไปตามส่วน. เพราะฉะนั้น เรื่องชนิดนี้ทำนองนี้ ไม่ควรจะมีแก่พวกเรา ธรรมทูตเลย. ทีนี้ เรื่องชีวิตคู่, อย่าได้ไปคิดว่า คู่ นี้จะหมายความแต่กับเพศตรงข้ามอย่างเดียว, ถ้ามีอะไร เป็นที่รักที่อาลัยอาวรณ์มากแล้ว ก็เรียกว่า ไม่ใช่ชีวิตโสดด้วยเหมือนกัน, เพราะ มีบุคคลที่ต้องเลี้ยงดูด้วยความรักใคร่อาลัยอาวรณ์ อย่างนี้ไม่ใช่ชีวิตโสด. ขอได้นึกดูให้จริง ๆ ภายใน โดยจิตใจที่แท้จริง, บางทีอาจจะรักเด็กสักคนหนึ่งก็ได้ จนถึงกับไปไหนด้วยความ อาลัยอาวรณ์ อย่างนี้ไม่ใช่ชีวิตโสด. มันต้องเป็นชีวิตโสดที่ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรักใคร่อาลัย- อาวรณ์หรือผูกพัน, ดังนั้นเราจะต้องเตรียมตัวเพื่อเอาชนะข้อนี้ด้วย. ทีนี้เกี่ยวกับ ความเชื่อฟัง ต่อไปอีก, เรามีความเชื่อฟัง ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือยังต้อง พิจารณาดู ด้วยการเทียบส่วนกันกับกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้เห็นแก่ตน. ถ้าความเห็นแก่ตนมีมาก เต็มที่แล้ว ความเชื่อฟังแทบจะไม่มี, หรือมีอยู่อย่างหน้าไหว้หลังหลอก เป็นเรื่องตบตาทั้งนั้น, ใช้ให้ไปทำอะไรที่ไหนก็จะทำอย่างตบตาทั้งนั้น, ความเชื่อฟังนั้นไม่มีความหมาย ที่เราเชื่อฟังกัน เพราะเห็นแก่ประโยชน์เพื่อจะได้แก่ตัวนั้น ไม่เรียกว่าความเชื่อฟังในที่นี้, กลัวว่าจะถูกคัดบัญชี ออก แล้วก็เชื่อฟังอย่างนี้ ไม่ใช่ความเชื่อฟังในที่นี้, กลัวจะไม่ได้อะไรแล้วเลยต้องเชื่อฟังอย่างนี้ มันใช้ไม่ได้. มันต้องเชื่อฟังด้วยการอุทิศชีวิตต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, หรือต่ออุดมคติ, หรือต่อการงานหน้าที่ ที่เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์ แล้วก็เชื่อฟังเพื่อทำหน้าที่นั้น, อย่างนี้ จึงจะเรียกว่า ความเชื่อฟัง. ไม่มีการตบตา ไม่มีอาการหน้าไหว้หลังหลอกเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว จึงจะเป็นความเชื่อฟังที่บริสุทธิ์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของพวกเรา ธรรมทูต มิฉะนั้นแล้ว จักต้องล้มละลาย, เพราะมีอยู่หลายสิ่งหลายอย่าง ที่ไม่อาจจะทำได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง ต้องอาศัยหัวหน้าทีม หรือผู้บังคับบัญชา. จะเห็นได้ง่าย ๆ ที่การปฏิบัติหน้าที่ทหารในสนามรบ คนตั้งร้อยตั้งพัน หรือบางทีก็ ตั้งหมื่น ที่จะต้องทำร่วมกัน, ถ้าปราศจากความเชื่อฟังแล้ว ย่อมหมายถึงความตายหมดโดย

น.81 ๗๓ แน่นอน. เพราะฉะนั้น ในระเบียบทหารจึงต้องการความเชื่อฟังเฉียบขาดถึงที่สุด ถึงกับว่า ไม่เชื่อฟังนิดเดียวจักต้องลงโทษถึงชีวิต, นี้ก็เพื่อให้เกิดการเชื่อฟังอย่างยิ่ง เพื่อจะรักษาเอา หมู่คณะไว้ให้รอดได้, ไม่มีคนใดคนหนึ่งทำผิดไปเพราะความดื้อดึง แล้วตายกันทั้งหมู่ทั้งกอง อย่างนี้เป็นต้น. สำหรับภิกษุเราไม่มีเรื่องที่ต้องตายกันทั้งหมู่ทั้งกองอย่างนั้นก็จริง, แต่ว่าเรา ก็ยังต้องหวังผลของการกระทำนั้น เพื่อให้เป็นไปอย่างที่เรียกว่า มีการประสบความสำเร็จ ตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์. อย่างกับที่ผมได้กล่าวแล้วว่า งานธรรมทูตนี้ ไม่ใช่ความ ประสงค์ของรัฐบาล หรือของคณะสงฆ์, แต่เป็นความประสงค์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเราเอง. ท่านทรงประสงค์อย่างนั้นตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว ทรงขอร้อง หรือทรงสั่งก็แล้วแต่ จะเรียก, หรือรวมกันทั้งหมดก็ได้ ว่าให้กระทำหน้าที่นี้ และเราต้องเชื่อฟังพระองค์, เมื่อเรา เชื่อฟังพระองค์เต็มที่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเชื่อฟังคณะสงฆ์ หรือผู้บังคับบัญชา, เพราะว่ามันไม่มี อะไรมากไปกว่านั้นอีกแล้ว. เพราะฉะนั้นการเชื่อฟังของเราต้องสูงสุด ต้องเฉียบขาดที่สุด, เพราะว่าเราเชื่อฟังพระศาสดา ซึ่งไม่มีบุคคลใดในโลก ที่เราจะรักจะเคารพ จะเชื่อฟังยิ่งไป กว่านี้. เพราะฉะนั้นขอให้มุ่งหน้าต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาเพียงพระองค์เดียว การเชื่อฟัง ก็จะเป็นไปถึงที่สุดได้โดยแน่นอน, แล้วการเชื่อฟังคณะสงฆ์ หรือว่าผู้บังคับบัญชาเราโดยตรง ก็เป็นไปได้โดยง่าย. ทีนี้สำหรับ Team-work การเชื่อฟังอาจจะมีปัญหาบ้าง ในเมื่อมีความคิดแตกต่างกัน ออกไป ในระหว่างสมาชิกคนหนึ่งกับหัวหน้าทีม, ถ้าเป็นอย่างนี้ต้องระวังให้ดี ต้องให้ความคิด ที่แตกต่างนั้น ไม่เป็นอันตรายแก่ความเชื่อฟัง หรือไม่เป็นอันตรายแก่หมู่คณะ. เราจะต้องยินยอม ตามมติของหมู่คณะหรือหัวหน้าทีม ทั้งที่ในบางกรณีเราไม่เห็นด้วย, เราก็ทำไปได้โดยที่แสดง ความคิดเห็นขัดแย้งแล้ว, แต่เมื่อมติส่วนใหญ่เป็นอย่างไร เราก็ทำไปอย่างนั้นได้, เมื่อผลเกิดขึ้น ก็ค่อยว่ากันทีหลังก็ได้, อย่างนี้ก็ไม่เสียหาย ในส่วนที่เรียกว่าความเชื่อฟัง. และบางทีจะได้ผลดีกว่า อย่างใดหมด, เพราะว่าคน ๆ เดียวมีส่วนที่จะผิดมากกว่า, แม้มีส่วนจะถูก เราก็ยังต้องรับผิดชอบ ร่วมกัน. เพราะฉะนั้นความเชื่อฟังยังคงมีประจำเป็นอย่างยิ่งอยู่นั่นเอง, ถ้ามันขัดกันถึงกับ ลาออกก็เป็นเรื่องลาออกไปจากทีม, มันก็ไม่เสียหายในส่วนความเชื่อฟัง, เพราะหมดความผูกพัน กันแล้ว อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าเราจะได้ รักษาองค์ประกอบส่วนสำคัญ คือ ความเชื่อฟังนี้ไว้ให้ดี, เราจะสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปด้วยดีโดยเร็วที่สุด ทั้งในส่วน ที่จะต้องละ ทั้งในส่วนที่จะต้องกระทำให้มีขึ้น. คนเราทุกคนประกอบไปด้วยส่วนที่จะต้องละ, และประกอบไปด้วยสิ่งที่จะต้องทำให้มี ขึ้นด้วยกันทั้งนั้นทั้งหมด ไม่ว่าหน้าที่การงานชนิดไหน. ภิกษุเราก็มีส่วนที่จะต้องละ เกี่ยวกับ สิกขาบทโดยตรงก็มี, เกี่ยวกับที่มันเนื่อง ๆ กันอยู่ เช่นจะต้องละ หมากพลู บุหรี่, ละสิ่งที่เป็น อุปสรรคหยุมหยิม เหล่านี้ก็มีเราก็จะต้องละ. ทีนี้เราจะต้องอาศัยคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง

น.82 ๗๔ ซึ่งสำคัญมากที่จะทำให้ละได้, อย่างน้อยที่สุดก็คือความเชื่อฟัง, ส่วนที่จะทำให้ต้องเกิดมีนั้น มันก็จะแน่นอนยิ่งไปกว่า, เพราะว่าเป็นเรื่องที่มากออกไป ก้าวหน้าออกไป ซึ่งเรายังไม่รู้ก็เป็น ส่วนมาก แล้วจะต้องร่วมกันเป็นหมู่เป็นคณะ. ขาดความเชื่อฟังเสียอย่างเดียว หมู่คณะก็ กระจายล้มละลาย ตั้งอยู่ไม่ได้ เกิดขึ้นไม่ได้, ดังนั้นความเชื่อฟังจึงมีความจำเป็นมาก เป็นองค์ประกอบที่จะขาดเสียไม่ได้, หรือตั้งอยู่ในฐานะเป็นหัวใจขององค์อื่น ๆ ของทั้งหมด ก็ว่าได้, เพราะว่าแม้เราจะมีทรัพย์สมบัติ หรือชีวิตไม่เป็นโสด, แต่ถ้ามีความเชื่อฟังเด็ดขาด มันก็ไปได้เหมือนกัน. แต่ทีนี้เพื่อมิให้การเชื่อฟังนั้นเกิดเป็นพิษหรือทรมานใจมากนัก, จึงมี องค์ประกอบอย่างอื่นเช่นว่าบรรพชิต เป็นผู้ไม่มีทรัพย์สมบัติ และมีชีวิตโสดเป็นต้น ก็เป็น เรื่องที่เข้ารูปเข้ารอยกันดี. หวังว่าเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะได้นำเอาองค์คุณ ๓ ประการนี้ ไปพิจารณาดู, แล้ว ขยับขยายปรับปรุงภาวะความเป็นอยู่ ของตนให้ห่างไกลจากชีวิตครองเรือน, จากชีวิตครึ่ง ครองเรือน เช่นพักแรม จนมาเป็นชีวิตเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่ ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีอะไร. มีแต่ ความอุทิศทั้งหมดนั้น เพื่อทำหน้าที่ตามพระพุทธประสงค์ ก็จะเป็นเรื่องที่เรียกว่าถูกต้อง และ มีค่าสูงสุด, ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ทำ, เพราะว่าเรามีแบบแห่งการครองชีวิตที่ถูกต้อง ตรงตามคำที่เรียกว่าพรหมจรรย์ทุกประการ. จะปฏิบัติกิจเพื่อประโยชน์ตน ก็ต้องอาศัยองค์คุณ ๓ ประการนี้, จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ผู้อื่นเช่น ธรรมทูต เป็นต้น ก็ต้องอาศัยองค์คุณ ๓ ประการนี้ จึงหวังว่าจะได้นำไปพิจารณาด้วยดี, แล้วปรับปรุงภาวะแห่งตน ให้เป็นผลที่ดีที่สุด จงทุกองค์เถิด. เวลาสำหรับการพูดจาของเราในตอนนี้ ก็มีอยู่เพียงเท่านี้, และก็มากพอที่จะไปคิดไปนึก ไปปฏิบัติให้เป็นปี ๆ ด้วยเหมือนกัน. •

น.83 ภาษาคน ภาษาธรรม วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๒๑.๐๐ น.แล้ว เป็นเวลา ที่เรากำหนดกันไว้ สำหรับการพูดจาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาธรรมทูต ในวันนี้จะได้กล่าวถึงภาษาพูด สำหรับนักศึกษาธรรมทูต, คำว่าภาษาพูดก็เป็นที่เข้าใจกันดี อยู่แล้ว ว่าหมายถึงอะไร, แต่ภาษาพูดสำหรับนักศึกษาธรรมทูตนั้น ยังมีอะไรที่ยังไม่เข้าใจ หรือซ่อนเร้นอยู่บ้างก็ได้, เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจฟังให้ดี. ภาษาพูดที่คนทั่วไปรู้จัก ก็รู้จักกันแต่ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ตามธรรมดาในหมู่มนุษย์. ดังนั้นจะขอเรียกในที่นี้ว่าภาษาคน, ส่วนภาษาที่คนธรรมดาสามัญไม่รู้จักนั้นก็คือ ภาษา ธรรมชาติ, หรือภาษาธรรมะ. ภาษาธรรมนี้จะรู้จัก หรือใช้กันได้ ก็แต่เฉพาะคนที่เข้าถึง ธรรมชาติอันลึกซึ้งเท่านั้น , ดังที่ได้กล่าวแล้วแต่วันก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นั้น คือ ธรรมชาติทั้งนั้น, ธรรมะในฐานะเป็นตัวธรรมชาติก็มี, ธรรมะในฐานะเป็นกฎของธรรมชาติก็มี, ธรรมะในฐานะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎธรรมชาตินั้นก็มี, และธรรมะในฐานะเป็นผลของ การปฏิบัติตามหน้าที่นั้นก็มี. มนุษย์ธรรมดาสามัญคนไหนรู้จักธรรมชาติ ในลักษณะที่ลึกซึ้ง เช่นนี้บ้าง, นี้ก็หมายความว่า เป็นผู้ที่ไม่รู้ธรรมหรือธัมมะ หรือธรรมชาตินั่นเอง ดังนั้นจึงไม่มี ภาษาธรรมชาติชนิดนี้ ที่ใช้พูดกันอยู่สำหรับคนธรรมดาสามัญ. เป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวังสังเกตดูให้ดีว่า ภาษามีอยู่ ๒ ภาษา เช่นนี้ : ภาษาคน สำหรับคนที่ไม่รู้ธรรมะพูด, ภาษาธรรม สำหรับคนที่รู้ธรรมะพูด . สำหรับนักศึกษาธรรมทูต ในที่นี้จะไปเผยแผ่ธรรมะ และในระดับลึกซึ้งด้วยซ้ำไป แล้วจะมัวไปพูดภาษาคนอย่างเดียว อยู่ได้อย่างไร, เพราะจะต้องไปพูดในลักษณะที่เป็นภาษาลึกซึ้งกว่าภาษาคน. ปัญหาก็จะเกิดขึ้น ว่า จะไปทำให้คนที่รู้แต่ภาษาคนเหล่านั้น ฟังเรื่องของเรารู้เรื่องได้อย่างไรกัน. นั่นแหละคือ ความยากลำบากในการที่จะทำหน้าที่ธรรมทูต, เพราะว่า ธรรม ของพระศาสดานั้นลึกซึ้ง อย่างที่เราได้ยินกันจนชินหูว่า :- เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปทิ

น.84 ๗๖ ปฏินิสฺสฺโค วิราโค นิโรโธ นิพพานํ - ธรรมที่เป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง, เป็นที่ดับเสียซึ่ง อุปทิทั้งปวง, เป็นความจางคลายจากความยึดมั่นถือมั่น, เป็นความดับ, เป็นนิพพาน, นี้ประณีต เหลือเกิน ละเอียดเหลือเกิน ดังนี้เป็นต้น. ที่ว่า ประณีตเหลือเกิน ละเอียดเหลือเกิน ก็เพราะเป็นภาษาธรรมชาติที่พูดได้ด้วย การหุบปาก อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วในวันก่อน, ว่าเป็นภาษาที่ลึกซึ้งที่ต้องพูดด้วยการหุบปาก, ขืนเปิดปากพูดก็จะยิ่งผิด และก็จะผิดมากขึ้น. เราจะต้องรู้สึกด้วยใจของตนเอง นี้เป็นลักษณะ ของภาษาธรรมที่สูงสุด , เดี๋ยวนี้เท่าที่อยู่ในลักษณะที่จะพูดได้ ก็ยังจะต้องพูดด้วยภาษาธรรมะ นั้น, อย่างที่เราได้ยินกันชินหูอยู่ทั่วไปว่า " ไม่มีคน มีแต่ขันธ์ ธาตุ อายตนะ " อย่างนี้ก็พูดกัน เกร่อไปหมด. แต่กลัวว่าคนพูดนั้นจะพูดแต่ปาก เพราะได้ยินได้ฟัง แล้วจำ ๆ เขามาพูดก็ได้ หรือไม่ได้เห็นด้วยใจจริงว่า, ที่แท้ไม่มีคน มีแต่ธรรม หรือธรรมชาติทั้งสี่ อย่างดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าเห็นธรรมชาติก็ไม่เห็นคน เห็นธรรมก็ไม่เห็นคน, อย่างเดียวกับบทที่ว่า เห็นธรรมะคือ เห็นตถาคต เห็นตถาคตคือเห็นธรรม. พระตถาคตในที่นี้ไม่ใช่คน, เพราะมีกล่าวอยู่แล้วว่า ถ้าไม่เห็นธรรมแล้ว แม้จะเห็น องค์ตถาคต ขนาดจับจีวรเอาไว้ ก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นตถาคต, ดังนั้นตถาคตในลักษณะนี้ จึงไม่ใช่คน แต่เป็นธรรม, คนที่ไม่เห็นธรรม จึงไม่มีโอกาสจะเห็นตถาคต, นี้ก็เป็นลักษณะที่แสดงว่า แม้แต่ พระพุทธเจ้าในภาษาคนนั้น เป็นอย่างหนึ่ง ในภาษาธรรมนั้น เป็นอย่างหนึ่ง. พระพุทธเจ้า ในภาษาคนนั้น นิพพาน คือดับขันธ์ลงไปได้, ส่วนพระพุทธเจ้าในภาษาธรรมนั้น ไม่รู้จัก สิ้นสูญ คงอยู่อย่างไรก็คงอยู่อย่างนั้นตลอดกาลทั้งปวง. คิดดูเถิดว่า แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยัง มีอยู่ใน ๒ ภาษา แล้วก็พูดกันแต่ในภาษาคน, น้อยนักน้อยหนาที่จะพูดกันในภาษาธรรม เพราะ ไม่รู้จัก เอามาพูดไม่ได้. ที่ลำบากมากไปกว่านั้นอีกก็คือว่า คำ ๆ เดียว ย่อมมีความหมายเป็น ๒ ภาษาเสมอ เช่นคำว่า " ตัวตน" ถ้าในภาษาธรรมะ ก็ถือว่าไม่มี , แต่ในภาษาคนยังยอมรับกันว่ามี , คือมีตัวตนในภาษาสมมุติ. หรือภาษาคน, เช่นที่พระองค์ได้ตรัสว่า " ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน " ดังนี้, ส่วนในภาษาธรรมะนั้นตรัสว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา " - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน อย่างนี้. คำว่า "ตน" มีแต่ในภาษาคน คือคนที่ไม่รู้ธรรม พูดกันอยู่ตามภาษาชาวบ้าน เมื่อพระพุทธองค์ จะต้องตรัสด้วยภาษาชาวบ้าน ก็ตรัสได้เหมือนกัน, และตรัสออกไปอย่างนั้น, แต่เมื่อจะตรัส ในภาษาธรรม ก็กลายเป็นไม่มีตน สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตนดังนี้. เพราะเหตุฉะนี้แหละ เมื่อพระพุทธองค์ จะตรัสภาษาชาวบ้านในเรื่องการเกิด การตาย การเกิดใหม่ เป็นต้น ก็ตรัสได้เหมือนกัน, ตามที่ชาวบ้านเขาเชื่อและเขาพูดกันอยู่อย่างไร ว่าตายแล้วเกิดใหม่อย่างนั้นอย่างนี้ตามที่เขา ต้องการ, และตรัสไปในลักษณะที่จะให้คนเหล่านั้นค่อยดีขึ้น ค่อยสูงขึ้นในทางจิต ในทางวิญญาณ จนกว่าจะรู้ธรรมะในขั้นสูงสุด. พอรู้ธรรมะในขั้นสูงสุดแล้ว ก็คือรู้ว่า "คน" นั้นไม่มี, แม้

น.85 ๗๗ เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่า คน นั้นก็ไม่มี มีแต่ขันธ์ มีแต่ธาตุ มีแต่อายตนะ, หรือมีแต่ส่วนธรรมชาติ ต่าง ๆ ที่เกาะกุมกันอยู่ คนที่แท้จริงหามีไม่, แล้วจะพูดว่าคนตาย คนเกิด คนเกิดใหม่ อย่างนี้ ได้อย่างไรกัน ดังนั้นในภาษาคนก็มีคน วุ่นวายไปหมด, ในภาษาธรรมก็หาคนไม่ได้ แต่ว่าง ไปหมด. นักศึกษาธรรมทูต จะทำหน้าที่เผยแผ่พุทธศาสนาอย่างไร? และด้วยภาษาอะไร? ในเมื่อมันมีภาษาคน และภาษาธรรมที่ตรงกันข้ามกันอยู่อย่างนี้. ยกตัวอย่างอีกคำหนึ่ง เช่น คำว่า "ว่าง." ภาษาคนคำว่า “ว่าง" ก็หมายถึงไม่มีอะไรเลย, แต่คำว่า "ว่าง” ในภาษาธรรม นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างคงมีอยู่ตามเดิม, หากแต่ว่าไม่มีความรู้สึกว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นตัว เป็นตน, หรือเป็นตัวเราเป็นของเรา, เท่านั้น จึงเรียกว่าทุกสิ่งว่าง. มีคนโง่ ๆ ตั้งหลายคน พอได้ยินคำว่า "ว่าง" ของพระพุทธเจ้า ก็เข้าใจเอาว่าไม่มีอะไรไปหมด, เลยไม่เข้าใจคำว่า "จิตว่าง” คือ จิตที่ไม่ได้ยึดถือสิ่งใดไว้โดยความเป็นตัวตนของตน, คือว่างจากการยึดถือ, ไป เข้าใจในภาษาคนไปเสียว่า เมื่อจิตว่างแล้ว ก็ไม่มีความรู้สึกคิดนึกอะไรเลย ดังนี้เป็นต้น. อีกคำหนึ่ง เช่น คำว่า ความเกิด ในภาษาคน หมายถึงเกิดจากท้องแม่, แต่ใน ภาษาธรรมนั้น หมายถึงการเกิดของความรู้สึกที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู เป็นของกู เท่านั้นเอง. มันแตกต่างกันถึงกับว่า ความเกิดในภาษาธรรมนี้ เป็นทุกข์แน่ ๆ, และเกิดได้วันละตั้งหลายครั้ง หลายสิบ หลายร้อยครั้ง, เกิดทีไรเป็นทุกข์ทุกที, ส่วนการเกิดในภาษาคนนั้น คนหนึ่งมีครั้งเดียว, เกิดจากท้องแม่ครั้งเดียว, และไม่เป็นทุกข์เลย, จนกว่าจะไปยึดถือความเกิดนั้นเป็นของเรา เสียก่อน มันจึงจะเป็นทุกข์, ดังนั้นก็เป็นเพราะไปเกิดใหม่ในภาษาธรรมเข้านั่นเอง คือไปยึดถือว่า ความเกิดนั้นเป็นของเรา, มันจึงเป็นทุกข์ขึ้นมา, ความเกิดในภาษาธรรม หมายถึงการเกิดแห่งอุปาทาน ยึดมั่นว่าตัวเรา ของเรา, ทำให้มีอะไรเกิดเป็นตัวเรา, หรือเป็นของเราขึ้นมา จึงได้เป็นทุกข์. ส่วนความเกิดหรือแม้แต่ ความแก่ ความตาย ตามธรรมชาตินั้นหาได้เป็นทุกข์ไม่, ต่อเมื่อใดไปยึดมั่นเอาความเกิด ความแก่ ความตาย นั้นว่าเป็นของเราขึ้นมา มันจึงจะเป็นทุกข์. เพราะฉะนั้นพระศาสดาจึงตรัสว่า " สงฺขิเตน ปญฺจุปาทานก . ขนฺธา ทุกฺขา," เมื่อจะกล่าวโดยสรุปความแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน นั่นแหละเป็นตัวทุกข์ ดังนี้. เบญจขันธ์ธรรมดาหาได้เป็นทุกข์ไม่, เบญจขันธ์ประกอบด้วย อุปาทานขึ้นมา, ก็เมื่อเกิดอุปาทานขึ้นมาในใจ ทำให้ยึดถือขันธ์เหล่านั้น ขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง ก็ตาม ว่าเป็นตัวฉัน หรือเป็นของฉัน มันจึงเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงเกิดได้ทุกคราวที่มีการ ยึดมั่นด้วยอุปาทาน อันมาจากตัณหา และมาจากเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น เป็นต้น. ความเกิดในภาษาคน หาได้เป็นทุกข์ไม่ และคนหนึ่งก็เกิดครั้งเดียว, และก็เสร็จเรื่อง เสร็จราวไปแล้ว ตั้งแต่แรกเกิดนั้น ส่วนความเกิดในภาษาธรรมนั้น มีได้เรื่อยไป, และ

น.86 ๗๘ วันหนึ่งมีได้หลายครั้ง หลายสิบครั้ง. บางคนเกิดเก่ง อาจจะเกิดได้ตั้งร้อยครั้งก็ได้ภายในวันเดียว คือมีความทุกข์ตั้งร้อยครั้งก็ได้ภายในวันเดียว เพราะว่าได้เกิดอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตั้งร้อยครั้ง ในวันหนึ่ง ดังนี้, นี้เรียกว่าความเกิดในภาษาธรรม. เมื่อภาษามีอยู่ ๒ ภาษาอย่างนี้ เราจะต้องพิจารณาดูให้ดี ๆ ว่า จะต้องใช้ภาษาไหน ในลักษณะอย่างไร การที่จะพูดกะคนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ, ในสามัญชนที่ไม่รู้เรื่องธรรมะ ก็ต้อง พูดภาษาคนไปเท่านั้นเอง จึงได้พูดไปในทำนองยุยงส่งเสริมว่า, "เอาเข้า เอาให้มากเข้าไว้, ทำความดีให้มากเข้าไว้, เพื่อจะได้ไปสวรรค์" อย่างนี้เป็นต้น. เพื่อให้มีตัวตนที่ดี ดีมากขึ้น ๆ อย่างนี้เรียกว่า พูดในภาษาคน, ส่งเสริมให้มีความยึดมั่นในทางที่ดี ฟังรู้เรื่องกันได้ในภาษาคน, ส่วนที่จะไปพูดว่า มันไม่มีอะไรเลย ที่น่าเอาน่าเป็น, ไม่มีอะไรที่ควรจะยึดถือไว้ด้วยความเป็น ตัวเรา หรือของเรา อย่างนี้มันตรงกันข้ามอย่างยิ่ง และก็ฟังไม่ถูก. ลองไปพูดที่กลางตลาด ทางสี่แพร่ง ตามถนนหนทางดู, พูดอยู่อย่างนี้ก็จะถูกหาว่าคนบ้า, และจะถูกจับไปส่งโรงพยาบาล เป็นแน่นอน ทั้งที่พูดถูกพูดจริงในภาษาธรรม เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านพูด, นี่แหละคือข้อที่จะ ต้องสังวรไว้ว่า นักศึกษาธรรมทูตทั้งหลาย จะจัดการกับภาษาทั้งสองภาษานี้กันอย่างไร. ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ว่า จะเอาภาษาธรรมะที่ไหนมาพูด, ถ้าหากว่าผู้นั้นยังไม่ได้บรรลุธรรม ที่แท้จริง ในลักษณะที่เห็นความไม่มีคน หรือไม่มีตัวตนโดยแท้จริง มันก็พูดภาษาธรรม ไม่ได้, ได้แต่พูดภาษาคนไปตามเดิม แม้จะพูดเรื่องธรรม ก็เพราะจำเอาไปพูด. การจำเอา ไปพูดนี้ เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือจะสับสนกัน จะปนเปกัน ข้างต้นกับข้างหลังจะไม่เข้ารูป เข้ารอยกัน, พูดไปเดี๋ยวเดียวมันก็เฉออกไปคนละทางสองทาง, นี้คือผู้ที่ไม่รู้จักธรรม และจำ ภาษาธรรมเขาไปพูด. ผู้ที่จะประกาศพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาจะทำเช่นนั้นไม่ได้, จะไม่เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเลย, เมื่อพูดภาษาคน ก็ต้องรู้ภาษาคนจริง ๆ, เมื่อพูด ภาษาธรรม ก็ต้องรู้ภาษาธรรมจริง ๆ เหมือนพระพุทธเจ้า เมื่อท่านพูดภาษาคน ก็พูดตาม ภาษาที่คนเขาพูดกันโดยสมมุต หรือบัญญัติ, แต่ว่าในพระหฤทัยของท่านนั้น หาได้มีความคิด ที่ตรงตามภาษาที่พูดอยู่นั้นไม่. ในทำนองที่อาจจะพูดได้ว่า “ปากพูดอย่าง แต่ใจนั้นเป็นอีกอย่าง" คือ ปากพูดภาษาคนออกไปในลักษณะที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น, เช่นสอนให้คนทำดี สอนให้ มีตนเป็นที่พึ่งของตน, แต่ภายในใจนั้น พระพุทธองค์ทรงทราบดีว่า ตน นั้นไม่มี, และความดี นั้นก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น และเป็นทุกข์ เหมือนกับความชั่วเหมือนกัน แต่ท่านก็ต้อง ตรัสว่า จงทำดี, และมีตนเป็นที่พึ่งของตนอยู่นั่นเอง. ต่อเมื่อท่านเห็นว่าคนบางคน จะเข้าใจเรื่อง ไม่มีตนได้, ท่านจึงจะพูดตรัสสอนไปในทำนองที่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นตนหรือตัวตนของตน, ไม่มี อะไรที่ควรจะยึดมั่นในทำนองนั้น ดังนี้เป็นต้น. ผลมันก็แตกต่างกัน คือ คนยึดมั่นก็ต้องยึดมั่น ไปในทางที่ดีเรื่อยไป เวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไป, ส่วนคนที่รู้ภาษาธรรม ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น นั้น ก็สิ้นสุดความว่ายเวียนลงไปทันที, ความทุกข์ก็สิ้นสุดลงไปทันที, มันแตกต่างกันอย่างนี้

น.87 ๗๙ เราจะไปพูดในต่างประเทศ แก่บุคคลที่มีแต่ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน และยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วนั้น อย่างไรกันเล่า. เราสนใจในธรรมะที่จะนำไปสอนที่เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา, เช่น เรื่องอริยสัจจ์ก็ดี, เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ดี ล้วนแต่เป็นทฤษฎีเรื่องไม่มีคน หรือว่าเราจะ สอนข้อปฏิบัติ, เช่น อานาปานสตินี้ก็ดี มันก็เป็น การปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อไม่มีคน, ดับความรู้สึก ว่าคน ได้หมดอีกนั่นเอง. ปัญหาคงจะมีไม่น้อย และเป็นความยากลำบาก ที่จะไปพูดธรรมะ แก่คนที่รู้จักแต่เรื่องคน, ไม่รู้จักเรื่องของธรรมะ พูดภาษาธรรมะแล้วฟังไม่รู้เรื่อง. เมื่อพูด ภาษาคน มันก็ไม่แสดงธรรมะได้แต่ประการใด มันขัดกันอยู่อย่างนี้, เราจะทำอย่างไร, ขอให้ นึกกันเสียตั้งแต่บัดนี้. ขอให้พยายามอย่างยิ่ง ที่จะใช้ภาษาธรรมให้เป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไป ให้จงได้, ข้อนี้จะสำเร็จได้ด้วยการระมัดระวัง สังเกตไปตั้งแต่ต้น, และสังเกตจากการที่เราพูด กับคนไทย ในประเทศไทยด้วยกันนี่แหละ ว่าการที่จะพูดภาษาธรรมะชั้นลึกออกไปทันทีนั้น เป็นการยาก. ต้องมีการตระเตรียม ใช้เวลาเป็นปี ๆ. อย่างที่ผมจะพูดเรื่อง "ว่าง" หรือเรื่องสุญญตา, ก็คิดตกล่วงหน้าไว้แล้วว่า ที่พูดนี้ สำหรับคนจะเข้าใจได้ ต่อเมื่อ ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีล่วงไปแล้ว, แต่เผอิญว่าคนเข้าใจกันได้เร็วกว่านั้น, คือมีหลายคนเหมือนกัน ที่เข้าใจเร็วกว่าที่จะต้องรอถึง ๑๐ ปี, และก็มีคนเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่แล้วก็ยังเป็นความจริงอยู่ในข้อที่ว่า ในการพูดครั้งแรก ๆ นั้น ไม่มีใครยอมรับ, ไม่มีใคร ยอมเข้าใจ, อย่างดีที่สุดก็เข้าใจเพียงลาง ๆ แล้วค่อยเข้าใจเพิ่มขึ้น ๆ, ในเมื่อได้พูดในปีต่อมา และปีต่อมาอีกจึงจะมีคนเข้าใจได้ดี แต่ก็เพียงไม่กี่คน. นี่แหละขอให้เข้าใจเถิดว่า ในประเทศไทย แท้ ๆ ยังเป็นอย่างนี้ ในต่างประเทศนั้นจะเป็นอย่างไร. เราจะสังเกตดูกันให้ดีถึงข้อที่ว่า จะมีลู่ทาง หรือวิถีทางอันไหน อย่างไรบ้าง, ที่จะ ไปเริ่มต้นพูดให้คนสนใจ เรื่องที่ไม่มีตัวตน แก่บุคคลที่เขาต้องการจะมีตัวตน และอะไรเป็นของตน. จงสังเกตดูให้ดีว่า พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ทรงแสดงเรื่องนี้แก่คนทั่วไป แก่คนธรรมดาสามัญ, แต่ ได้ทรงแสดงแก่ผู้ที่สนใจและศึกษามาก่อนแล้วเป็นอันมาก คือพวกปัญจวัคคีย์. พวกนี้ได้เที่ยว เสาะแสวงหาธรรมมาเป็นอันมาก, เรียกว่ามีการปรับปรุงล่วงหน้า เผื่อไว้แล้วบ้างจึงสามารถ จะฟังเรื่องนี้เข้าใจ, ถึงแม้อย่างนั้น พระพุทธองค์ก็ยังต้องทรงใช้วิธีที่เรียกว่า "ดักคอ” คือการ ทวนถามให้เกิดความคิดขึ้นมาเอง ว่าถ้ามันเป็นตัวเป็นตน มันจะต้องเป็นอย่างไร, ให้ผู้ฟังคิดนึก เอาเอง เป็นการต้อนความคิดของผู้ฟัง ให้ไปในร่องรอยของธรรม ที่พระองค์จะทรงแสดง, ดังนั้น จึงมีคนเข้าใจได้เป็นชุดแรก คือพวกปัญจวัคคีย์. แต่ก็จงพิจารณาดูให้ดี จะเห็นได้ว่า มีทรง ตระเตรียมในการแสดงเรื่อง ธัมมจักกัปปวัตนสูตรกันเสียก่อน, คือแสดงไปในทำนองที่ว่า ไม่มีตัวตน, มีแต่สิ่งที่เป็นเหตุและเป็นผล, และเป็นไปตามกฎแห่งเหตุผล. นี้ก็เป็นเหมือนการ ตระเตรียมที่จะทรงแสดงเรื่อง อนัตตลักขณสูตร อันเป็นความไม่มีตนโดยสิ้นเชิง. มนุษย์สมัยนั้น ในอินเดียสมัยนั้น ผิดกว่าพวกฝรั่งในสมัยนี้มาก, เพราะว่าในอินเดีย

น.88 ๘๐ สมัยนั้น เขารู้จักสิ่งที่เรียกว่าขันธ์ห้า :- รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นทุนกันอยู่ ก่อนแล้ว. เมื่อพิสูจน์สิ่งเหล่านั้น แต่ละสิ่งให้เป็นความที่บังคับไม่ได้ เป็นต้น, ก็จะเข้าใจเรื่อง ความไม่มีตนได้ขึ้นมาตามลำดับ. ในหมู่ชนที่ไม่มีต้นทุนเรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ มาก่อน เช่น พวกฝรั่งสมัยนี้, มันก็จะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นและผิดกัน, ดังนั้นจะต้องรู้จัก ตะล่อมให้เข้าไปหาจุด. ให้เข้าไปหาขอบเขต, ที่จะทำให้รู้จักความไม่มีตัวไม่มีตนได้ตามลำดับ และวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ‘ต้อนเข้าไปหาความรู้เรื่องธรรมชาติว่า ธรรมะ นี้ ไม่มีอะไรนอกจาก ธรรมชาติ คือ - ตัวธรรมชาติ, - กฎธรรมชาติ, - หน้าที่ตามธรรมชาติ, - และผลตามธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาแล้ว. นี้เป็นทางที่จะให้เห็นว่า ไม่มีตัวไม่มีตนได้ง่ายขึ้น, สำหรับพวกต่างประเทศ ที่มีความรู้เรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว ตามสมควร. ถ้าทำอย่างนั้นก็ยังไม่ได้อีก ก็ต้องพูดภาษาธรรมกันด้วยวิธีขู่ให้กลัว, โดยชี้แจงให้ เห็นชัดในข้อเท็จจริงที่ว่า พอเรามีความรู้สึกว่า มีตัวตนขึ้นมาเมื่อไร ความทุกข์เป็นมีขึ้นมา เมื่อนั้น, เพราะฉะนั้นอย่าไปเถียงกันว่า "เนื้อแท้ ตัวตนนั้นจะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตน" อย่าไป วินิจฉัยกันในข้อนี้, ไปวินิจฉัยกันในเรื่องธรรมชั้นสูงสุดเสียเลยทีเดียวว่า, พอมีความรู้สึกว่า ตัวว่าตนขึ้นที่ไหน เมื่อไร เป็นมีความทุกข์ที่นั่นแหละเมื่อนั้น, ดังนั้นจงหาวิธีที่จะทำ อย่าให้ เกิดความรู้สึกว่าตัวว่าตนขึ้นมา ก็จะเป็นการดีกว่า, และเรื่องก็จะสั้นเข้า, ไม่ต้องไปอธิบายเรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ กันให้มากมาย ก็ยังมีหนทางที่จะทำได้อยู่, โดยพยายามที่จะชี้ให้เห็น ข้อเท็จจริงที่ว่า พอมีความรู้สึกเป็นตัวตนขึ้นมาที่ไหน ก็มีความทุกข์ที่นั่น. แล้วก็บอกวิธีที่จะให้ ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวตนเกิดขึ้นมาในใจ, คืออย่าให้มีคนเกิดขึ้นมา ในภาษาธรรม เป็นตัวกู เป็นของกู แล้วก็จะไม่มีความทุกข์เลยดังนี้. มันเป็นการขู่อยู่ในตัวอย่างน่ากลัวที่สุด, ในข้อที่ว่า พอมีตัวตนขึ้นมาเท่านั้น จะมีความทุกข์หนักอย่างใหญ่หลวงเกิดขึ้น. เมื่อใคร ๆ ก็ไม่ชอบทุกข์ ก็คงอยากจะพยายามเข้าใจ หรือจะกระทำตาม, ยิ่งเมื่อชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์อย่างนี้แหละ ทุกข์อย่างใหญ่หลวง, หากแต่ว่าซ่อนเร้น, เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้ดีด้วยความระมัดระวัง จึงจะเข้าใจเรื่องความทุกข์ที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างใหญ่หลวงนี้ได้. เท่าที่กล่าวมานี้ก็เป็นอุบายที่จะทำให้คนรู้ภาษาธรรมะ, รู้ภาษาธรรม, เข้าใจธรรม ที่พูดกันด้วยภาษาธรรม ได้ในเวลาอันสมควร, ถ้าจะไปพูด, หรือมัวพูดกันแต่ในเรื่องภาษาคน แล้ว สอนจนตายก็ไม่ถึงตัวของพุทธศาสนาเป็นแน่นอน การที่จะไปสอนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อจะเอาดิบเอาดีอย่างนั้นอย่างนี้นั้น, สอนกันอย่างไรก็ไม่ถึงตัวพุทธศาสนาโดยแน่นอน, เพราะว่า มันจะทำให้ยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ๆ จมอยู่ในกองทุกข์ หรือวัฏฏสงสารมากขึ้น, ไกลจากพระนิพพาน ยิ่งขึ้น, จึงเรียกว่าไม่เข้ามาสู่พุทธศาสนา หรือไกลออกไปจากพระพุทธศาสนา ดังนี้. เท่าที่ยกตัวอย่างมานี้ ก็เป็นการชี้ให้เห็นโดยทั่ว ๆ ไปครั้งหนึ่งก่อนว่า ภาษามีอยู่ ๒ ภาษาอย่างไร, แล้วจะพูดกันไม่รู้เรื่อง, เพราะมันมีความหมายตรงกันข้ามไปเสียหมดทุกอย่าง

น.89 ทุกทาง. จะไปพูดภาษาธรรมะกับคนธรรมดาสามัญอย่างไร, จะใช้ภาษาคนนั่นแหละดึงคน เข้ามาสู่ความเข้าใจในภาษาธรรมะได้อย่างไร, เป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังให้ดี, จึงได้นำ มาบอกกล่าวกันอีกเรื่องหนึ่ง เป็นชุดรวม ๆ กันไปกับ เรื่องทั้งหลายดังที่ได้เคยบอกมาแล้ว ว่า ภาษาธรรมะกับภาษาคนนี้ มันต่างกันอย่างนี้ เป็นคู่กันอย่างนี้, และคอยจะประหัตประหาร กันอยู่อย่างนี้. จงได้เข้าใจภาษาคนและภาษาธรรมให้ดีเถิด การเผยแผ่พุทธศาสนาในหน้าที่นักศึกษา ธรรมทูต นี้คงจะเป็นไปได้ไม่เหลือวิสัย, และจะได้รับความสะดวกมากกว่าที่จะไม่สนใจภาษา ๒ ภาษานี้ อย่างยิ่งทีเดียว.

น.90 การซ่อนเพชรพลอย บัดนี้วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเราก็ได้ผ่านมาถึงเวลา ๕.๐๐ น.แล้ว, เป็น เวลาที่เรากำหนดไว้สำหรับจะพูดจาเรื่องอะไรกันสักเรื่องหนึ่งเป็นประจำวันเสมอไป. สำหรับวันนี้ จะได้กล่าวถึงการซ่อนเพชรพลอย. สำหรับภิกษุเรามีอะไรเป็นเพชรพลอย, ก็พอจะเดาได้ หรือสันนิษฐานกันได้ ว่ามีอะไรที่ดี ๆ ที่กลัวว่าโจรขโมย จะขโมยเอาไปเสีย นั่นเอง, ดังนั้นเราจึงต้องซ่อนไม่ให้เอาไปได้. เพราะว่าข้อนี้เป็นวิธีที่ฉลาดที่สุด, คือ ข้อที่อย่าให้ ใครรู้ว่ามีอะไร, ขอย้ำว่า ข้อที่ อย่าให้ใครรู้ว่ามีอะไรนั้นจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะไม่ให้เขา ขโมยได้. การเที่ยวโอ้อวดเขา แล้วพยายามหวง และซ่อน นั้นเป็นความโง่ ทำให้เขา ขโมยได้, หรืออย่างน้อยก็ลำบากมาก, มันจึงสู้วิธีที่ไม่ให้เขารู้เสียเลยว่า เรามีอะไรนี้ ย่อมเป็น การสะดวกกว่า. เกี่ยวกับข้อนี้ ก็ต้องอาศัย ภาษาคนภาษาธรรมอีกตามเคย. เพชรพลอยในภาษาคน ก็คือของแข็ง ๆ ราคาแพง ๆ อย่างที่รู้จักกันดี, ส่วน เพชรพลอยในภาษาธรรมนั้น หมายถึง คุณธรรมที่ยิ่งไปกว่าธรรมดามนุษย์เขามีกัน, ซึ่งเราได้ยินชินหูว่า อุตริมนุสสธรรม นี้คือ คำที่เราได้ยินชินหูอยู่เสมอ ด้วยคำพูดภาษาธรรมดาไทย ๆ เราก็คือคุณธรรม ที่ดีกว่าธรรมดา, ถ้าเราไม่ซ่อนเพชรพลอย ขโมยก็เอาไปหมด. ในทางภาษาคนก็หมายความว่า ขโมยจะขโมยเพชรพลอยเหล่านั้นไป ก็เข้าใจกันดี อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร, โจรขโมยก็รู้จักกันดีอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร. แต่ในทางภาษาธรรมนั้น ยังจะต้องการคำอธิบายบ้าง ตั้งต้นแต่การปฏิบัติที่ปฏิบัติได้สูง หรือมากไปกว่าคนสามัญตาม ธรรมดา เรียกว่า เพชรพลอย, ถ้ามี สาเถยฺย คือความโอ้อวด, หรือโอ่อวด ก็ตาม, โอ่อวด แสดงด้วยท่าทาง, โอ้อวดแสดงด้วยปาก, นี่เรียกว่าอวดทั้งนั้น คือแสดงให้เขาเห็น, ทันใดนั้น ก็ถูกขโมยหมด คือพระยามารเป็นผู้ขโมย. พระยามารก็คือกิเลส ที่เป็นเหตุให้โอ้อวด, และ พระยามารที่เป็นความยกหูชูหาง ว่าตัวกู-ของกู มีดีอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นประเภทมานะทิฏฐิ,

น.91 ๘๓ มานะ ว่าดีกว่า เลวกว่า เสมอกัน หรืออะไรทำนองนี้, นี้จะเป็นพระยามารขโมยเอาความดี หรือ คุณธรรมของผู้นั้นไปหมด. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ในตอนนี้ว่า พระยามารคือกิเลสนี้ จะทำลายล้างคุณธรรมที่แท้จริง ของผู้นั้นได้อย่างไร. กิเลสมีชื่อมากเราจัดเป็นกลุ่ม ๆ -พวกโอ้อวด, - พวกมานะ, - พวก ยกหูชูหาง, นี้ก็กลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้จะทำลายความดีของคน และทำให้คนตกเป็นทาสของ พระยามารไปตามเดิมและมีความทุกข์, จะต้องระวังสิ่งที่เรียกว่า โอ้อวด และโอ่อวด นี้ ให้มาก, เพราะว่าวันหนึ่งคืนหนึ่งจะได้ยินถ้อยคำประเภทนี้มากที่สุด แม้ที่คุยกันเล่น เย้าหยอก กันเล่น ล้อหลอกกันเล่น ก็เป็นถ้อยคำประเภทนี้ด้วยเหมือนกัน, อย่างน้อยก็มีมูลมาจากความ รู้สึกประเภทนี้, จึงคุยไปในทำนองอวด ในทำนองเบ่ง, แม้จะไม่เบ่งมากก็ต้องเบ่งน้อย, แต่มันก็เป็นการโอ้อวดอยู่แล้ว ก็แปลว่ามีอะไรดีหน่อยก็ต้องมาอวด, นี้เป็นสิ่งที่ต้องระวัง. การโอ้อวดจะเป็นไปเกินความดีที่ตนมีเสมอไป, ไม่มีอะไรดีพิเศษที่จะอวดได้ถึง เท่านั้น อวดเข้าก็กลายเป็นอวดดี. คนอวดดีนี้ใคร ๆ ก็ชังน้ำหน้า อย่างน้อยก็เขม่น ไม่เห็นมีดี ที่ตรงไหน ขืนอวดไปสักเท่าไร ก็ยิ่งหมดดีมากเข้าเท่านั้น การอวดดี จึงเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง, เพราะว่าทำให้หมดดี. ทีนี้สมมตว่ามีดี ก็ลองคิดดูเถิดว่า ควรอวดหรือไม่ พออวดเข้ามันก็ สร้างกิเลส ประเภทมานะ, ประเภทยกหูชูหาง, นี้คือพระยามาร มันก็กินความดีของเราหมดสิ้น, ถ้ามีเจตนาจะอวดแล้ว มันก็เป็นเรื่องของการถูกขโมยหมด, ขโมยซึ่งหน้า. แต่ถ้าว่ามีดีแล้วประกาศความดีนั้น โดยวิธีที่สมควร โดยเจตนาที่บริสุทธิ์เพียงว่าผู้อื่น จะได้รู้จักความดีบ้าง, เช่นตัวเองทำอะไรได้ ก็สอนให้ผู้อื่นทำได้ด้วย, แม้ที่สุดแต่งานฝีมือ เราทำได้ก็สอนให้ผู้อื่นทำได้ด้วย, อย่างนี้ก็เรียกว่ามีดีจริง แล้วแสดงแก่ผู้อื่นจริง เป็นการ ประกาศความดี เหมือนกับที่พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงธรรมสอนสัตว์ทั้งหลายในเรื่องที่พระพุทธองค์ ได้ตรัสรู้แล้ว อย่างนี้ไม่อาจจะเรียกได้ว่าอวดดี, แต่ว่าเป็นเรื่องประกาศความดี หรือพรหมจรรย์ นั้น ให้รู้กันทั่ว ๆ ไป. ประกาศความดีกับการอวดดีนั้น ต่างกันเป็นฟ้าและดิน. อวดดี, ทำไปด้วยกิเลส ปราศจากความเมตตา กรุณา มีแต่จะยกตนข่มท่าน, ซึ่งเป็นความประทุษร้ายชนิดหนึ่ง. ส่วนประกาศความดีนั้นมีดีจริง ๆ และมีมากกว่าที่เอา มาอวด ดังพระพุทธภาษิต สีสปาวนสูตร ที่ว่า "สิ่งที่ตถาคตรู้ เปรียบเท่ากับใบไม้ทั้งป่า, สิ่งที่ ตถาคตนำมาสอนมีประมาณเท่าใบไม้กำมือเดียว." พระองค์ตรัสอย่างนั้น ในขณะที่ทรงหยิบ ใบไม้ขึ้นมากำมือหนึ่ง ที่เรี่ยราดอยู่แถวนั้น, แล้วก็ชูขึ้นให้พระสาวกเห็น ว่าทรงประกาศเพียง เท่านี้, แต่ทรงรู้เท่ากับใบไม้ทั้งป่า. อย่างนี้จะเรียกว่าอย่างไรกัน ขอให้เราลองคิดดู, คนเรา ธรรมดาสามัญ ที่ชอบโอ้อวดนั้น, มีความรู้มากเท่านั้น, แล้วบอกเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จริงหรือเปล่า, ไม่จริง, อวดเกินต้นทุน ใช้จ่ายเกินต้นทุน. อาจจะรู้อะไรสักนิดหนึ่ง แล้วก็ อวดเป็นชั่วโมง ๆ, อย่างนี้มันก็เป็นคนล้มละลาย, เพราะว่ามีรายจ่ายมากกว่ารายรับท่วมท้น

น.92 ๘๔ อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้, ไม่อยู่ในวิสัย หรือทำนองของพระศาสดา ที่ทรงอวดกำมือเดียว ในเมื่อ มีเท่ากับใบไม้ทั้งป่า, นี่มันมากกว่ากัน กี่ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า ล้านเท่าหรือ ล้าน ๆ เท่าก็ได้. ตรัสว่าทรงแสดงแต่ อาทิพรหมจรรย์ คือ หลักสำคัญที่เป็นเงื่อนต้นพรหมจรรย์ โดยเฉพาะคือเรื่องอริยสัจจ์, เรื่องทุกข์, เรื่องดับทุกข์, เท่านั้น, นอกนั้นไม่ตรัส แม้จะทรงทราบ อยู่อย่างดี เพราะมันเสียเวลา. นี้แปลว่าพระองค์ทรงเป็นนักเศรษฐกิจอย่างยิ่งในทางธรรม, และประหยัดเวลาอย่างยิ่งให้แก่พวกเรา ที่ไม่ต้องเสียเวลามาก ที่จะไปรู้เรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ ซึ่งเราชอบเถียงกันนักทั่วไปหมด เช่นเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด เป็นต้น, อะไรไปเกิดอธิบาย เป็นคุ้งเป็นแคว. อธิบายเฉพาะอะไรไปเกิดอย่างนี้ อธิบายเป็นเดือน ๆ ก็ไม่จบ, แล้วจะยกตัวเอง เป็นนักปราชญ์ แต่ก็เป็นนักปราชญ์กลวง, นักปราชญ์ไม่มีอะไรข้างใน มีแต่เปลือกข้างนอก, นั่นแหละคือผลของการอวด. ก็เป็นอันว่า การอวดนี้เป็นกิเลส เป็นพยามาร, เป็นโจร, ที่จะมาปล้นเอาของดีของเราไป เราจะต้องซ่อนเสีย อย่าให้มันเห็น คืออย่าอวดนั่นเอง, เมื่อไม่มีการอวดก็หมายความว่า ไม่แสดง ให้เห็น มันก็ขโมยไปไม่ได้. สำหรับพวกเรา นักศึกษาธรรมทูต ต่อไปจะต้องทำหน้าที่สำคัญ, จะต้องรักษาหลักเกณฑ์อันนี้ คือประกาศสิ่งที่จำเป็นที่สุด ที่ดีที่สุด, เท่าที่จำเป็นที่สุด นอกนั้น จะสงวนไว้เป็นส่วนใหญ่ หรือเป็นส่วนมากกว่า นั่นคือส่วนที่กิเลสมันอยากจะอวด ถ้าขืนพูด ออกไปก็หมายความว่า กิเลสต้องการให้อวด ให้พูดเกินกว่าจำเป็น. เราจะมีอะไรอวด เราก็ต้องมีดีจริงเสียก่อน, มีอะไรจะสอนจะประกาศนั้น ต้องมีจริง ๆ เสียก่อน. มีธรรมะนี้ ไม่ใช่มีแต่เพียงว่า ปริยัติธรรม, ท่องจำ. มีปัญญานี้ ไม่ใช่เพียงแต่ว่า สุตมยปัญญา, หรือจินตมยปัญญา เป็นเรื่องศึกษาคิด ๆ นึก ๆ, แต่จะต้องมีปัญญา ความรู้ที่แท้จริง เป็นภาวนามยปัญญา นั่นเอง, แล้วก็คัดเลือกส่วนที่สำคัญ หรือจำเป็นออกไปให้เขา. เมื่อเป็น ดังนี้ความจริงที่เด็ดขาดแน่นอน ก็จะมีอยู่ส่วนหนึ่งว่า, ต้องทำเองให้ได้เสียก่อน, แล้วจึง สอนเขา อย่างพระบาลีว่า :- อตุตาน เม ว ปฐมํ ปฏิรูป นิวาสเย - จงตั้งตนให้อยู่ในคุณธรรม ที่สมควรแก่สมณะ, หรือผู้สอนเสียก่อน ; อตฺถญฺญ อนุสาเสยุย น กิลิสฺเสยุย ปณฺฑิโต - ภายหลัง จึงสอนเขา จึงจะไม่เป็นบัณฑิตสกปรก. ขอได้โปรดสะดุ้งกลัวต่อคำว่า “บัณฑิตสกปรก” นี้ให้มาก , จะเป็นศาสนบัณฑิต, หรืออะไรบัณฑิตก็สุดแท้ ย่อมมีส่วน มีโอกาส มีทาง ที่จะเป็นบัณฑิตสกปรก, หรือไม่มีอะไร ที่เป็นคุณธรรมสมแก่ความเป็นเช่นนั้น แล้วก็ไปสอนเขา, อย่างนี้เรียกว่าเป็นบัณฑิตสกปรก. ไม่มีอะไรจะประกาศ มีแต่การอวด. ไม่มีความดีที่จะประกาศ มีแต่การอวดดี, ก็เป็นอันว่า ถูกขโมยย่องเบาบ้าง ปล้นซึ่งหน้าบ้าง เอาไปหมดแล้ว, เพราะการที่แสดงออกมาให้เห็นว่า ตัวมี อะไรด้วยการยกหูชูหาง. เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประกาศแสดงออกไปก็คือ หูและหาง ที่ยกขึ้นสูง ๆ

น.93 ๘๕ เป็นดอกอ้อดอกเลา เท่านั้นเอง, ไม่มีสาระอะไร สำหรับดอกอ้อดอกเลา เหล่านี้, เมื่อเป็นดังนี้ ก็จำเป็นที่จะต้องสังวร สำรวมระวังให้เป็นอย่างยิ่ง. อย่าส่งเสียงลั่น อยู่ที่ไหนก็แสดงให้รู้ว่าอยู่ ที่นั่น, เหมือนกับปลาหมอ เพราะมันพูดพ่นอยู่เรื่อย นี่แหละมันจะต้องตาย , ไม่เพียงแต่ว่า จะถูกปล้นทรัพย์ไปหมด, มันจะต้องเสียชีวิตด้วย คือพระยามาร จะฆ่าให้ตายเพราะเหตุนั้นเอง. นี่เรียกว่าเราจะต้องรู้จักซ่อนชีวิต, หรือซ่อนสิ่งที่ดี ที่มีค่าของชีวิต, อย่าให้ใครรู้ได้. มีเรื่องอยู่ในสูตร ๆ หนึ่ง ที่มีเล่าถึงภิกษุองค์หนึ่ง เมื่อถึงคราวจวนตัวที่คนเขาจะรู้ว่า ประพฤติธรรม มีธุดงค์เป็นต้น, เธอก็แสดงอาการที่ทำให้คนผู้เห็นนั้นไม่รู้ได้ว่า ถือธุดงค์, เช่น ฉันอาหารมื้อที่สองที่สามเสียเลย, ไม่ได้ฉันมื้อเดียว ไม่ได้ซ่อนฉันมื้อเดียวอยู่อย่างเดิม, หรือว่า ถือธุดงค์อย่างอื่น, เช่น ไตร จีวร เป็นต้น ใช้อดิเรกจีวรเสียเลย ไม่ให้คนเหล่านั้นมารู้ว่าถือธุดงค์, มีอยู่ในสูตรไหน ในอรรถกถาตอนไหน ควรจะเป็นหน้าที่ ที่จะไปหาอ่านดูเอง ค้นดูเอง, เพราะ มันเป็นการเอาเปรียบกันนัก และเป็นการขี้เกียจด้วย, เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า เรื่องบางเรื่อง จะไม่บอกที่มา ขอให้ไปค้นเอาเองบ้าง จะแก้ขี้เกียจ และแก้เอาเปรียบ. นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นอุทาหรณ์ที่ดี, ถ้าจะคิดดูว่า จะเป็นหลักพุทธศาสนาหรือไม่, ก็จะพบว่า เป็นหลักพุทธศาสนา อย่างยิ่ง ในข้อที่ไม่โอ้อวด ไม่โอ่อวด. ทีนี้ จะต้องนึกถึงต่อไปอีกว่า ในศาสนาอื่นเป็นอย่างไร, ในศาสนาคริสเตียนก็มีอย่างนี้ เป็นคำสอนของพระเยซู ไปดูที่คัมภีร์ใหม่ (New Testament) ตอนแรก ลองไปค้นดูว่า มันอยู่ ตรงไหน ตอนไหน ข้อความว่าอย่างไร. ใจความเหมือนกันดิกกับเรื่องที่เล่ามาแล้ว. พระเยซู ทรงตำหนิทำนองถึงกับว่ารุนแรง ที่เรียกว่าด่านั่นเอง ต่อพวกนั้น, ที่ทำอะไรก็โอ้อวด คุยโขมง โฉงเฉง เหมือนกับพวกเราส่วนมากสมัยนี้ ทำอะไรได้หน่อยก็โอ้อวด โขมงโฉงเฉง. พระเยซู ท่านสอนสาวกของท่านว่า :- “อย่าให้เขารู้ว่า วันนี้เราสมาทานอุโบสถศีล " ผมใช้คำว่าอุโบสถศีล ขึ้นมาในศาสนาคริสเตียน ก็เพราะอยากให้ได้ความรู้เรื่องนี้บ้าง, วันที่กำหนดไว้สำหรับประพฤติ อะไรเคร่งครัด เป็นวันพระ วันอุโบสถนี้ ภาษาเฮบบรู เรียกว่า วันซาบาธ (Sabbath) ใน วันซาบาธนี้ เขาทำอะไร ๆ เหมือนกับที่เราถืออุโบสถกันในฝ่ายพุทธ, พวกทายกทายิกา ถือ อุโบสถกันอย่างไร ในวันซาบาธนั้น ก็มีอะไรมาก ที่พวกยิวเขาถือกันอย่างนั้น เช่นไม่ทาน้ำหอม ไม่แต่งตัวแต่งเนื้อด้วยพัสตร์ภูษาอาภรณ์, ไม่ได้ประดับสร้อยแหวนอะไรต่าง ๆ, ไม่นอนในที่นอน อันสบาย, เหมือนกันหมดกับการถืออุโบสถของพวกเรา. พระเยซูเลยสอนให้สวมสร้อยประดับ เนื้อแต่งตัว หรือว่ากินในลักษณะธรรมดา นั่งนอนในที่อันสบาย ในเมื่อความจำเป็นอย่างนั้น เกิดขึ้น เพื่อจะไม่ให้ใครรู้ว่าเราสมาทานซาบาธ คือถืออุโบสถ. นี้ก็คือพระเยซูทรงมุ่งหมาย เหมือนกัน, คือเพื่อไม่ให้กิเลสประเภทยกหูชูหางนั้นครอบงำเรา หรือทำลายเรานั่นเอง . แต่แล้วระวังให้ดี มันจะถูกกิเลสเล่นงานเอาสองซ้อน, คือว่าถ้าทำอาการปกปิดเช่นนั้น, เพื่อจะอวดขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ว่าเราเป็นผู้ไม่อยากอวด มันก็ถูกกิเลสเล่นงานเอาสองซ้อน. ดังนั้น

น.94 ๘๖ ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในการที่จะไม่ทำให้ผู้ใดรู้ว่า เราประพฤติอะไรบ้าง, ถ้ากิเลส เล่นงานเอาสองซ้อน ก็หมายความว่าสบายไปเลย, ได้กิน เล่น ตกแต่ง ประดับ หรูหราไป เลย, ด้วยจิตใจที่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ, อย่างนี้ก็ตายสองหน หรือว่าฉิบหายสองเท่า สิ้นเนื้อ ประดาตัวสองเท่า มันก็ไม่ควรอีกเหมือนกัน. เหตุฉะนั้นผู้ที่จะซ่อนทรัพย์ ซ่อนอะไรเหล่านี้ต้องเป็นคนจริง เหมือนกับคนซ่อนทรัพย์ เขาซ่อนจริง ๆ, เอาเพชรพลอยใส่ตุ่มใส่ไหจะไปฝังที่ไหน ก็ไปฝังกลางคืน ดูหน้าดูหลัง ไม่มี โอกาสให้ใครได้รู้ได้เห็น, ฝังแล้วก็กลบสนิท แล้วก็ปกปิดด้วยใบไม้ หรือต้นหญ้า หรือ อะไรให้เหมือนเดิม ไม่ให้รู้ว่าตรงนี้เคยขุดหลุมฝัง. คนเราควรจะทำให้ได้ดีกว่าสุนัข ที่เอา อาหารแห้ง ๆ ไปซ่อนฝังดินแล้ว มันก็ยังกลบแล้วกลบอีก ดมแล้วดมอีก ไม่มีทางที่ใครตัว ไหนจะรู้ได้ว่า มันได้ซ่อนอะไรไว้ที่นั่น, สุนัขตัวอื่นผ่านมา ก็ไม่มีทางที่จะได้กลิ่นสิ่งนั้น สัตว์ เดียรัจฉานยังทำได้อย่างนี้. มีคนเล่าให้ฟังว่า เต่าทะเลขึ้นมาขุดหลุมไข่ที่ชายหาดทราย แล้วก็ฝังแล้วฝังอีก โดย วิธีอย่างนั้นอย่างนี้, แล้วก็เดินกลบเกลื่อนให้มีรอยยุ่งไปหมดจนไม่มีใครจะรู้ได้ว่า ซ่อนไข่ ไว้ที่ไหน. สัตว์เดียรัจฉานยังทำได้อย่างนี้ มันจะดีไปกว่าคนไปเสียแล้วกระมัง, เพราะฉะนั้น คนต้องระวังอย่าให้เลวกว่าสัตว์เดียรัจฉาน คือซ่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ เหมือนเต่าซ่อน ไข่, หรือสุนัขซ่อนอาหารไว้กิน มันทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มันจึงซ่อนได้จริง. นี้กลัวว่าพวก เราจะไม่ซ่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ, แต่ไปซ่อนด้วยความอยากจะอวดเป็นครั้งที่สอง, มันก็ ซ่อนไม่ได้. เพราะฉะนั้นการที่จะมีธุดงค์ มีกัมมัฏฐานภาวนา, มีการบรรลุคุณธรรมเกี่ยวกับ เรื่องนั้น ที่เรียกว่าอุตริมนุสสธรรมแล้ว ก็ควรจะซ่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่างนั้นเหมือน กัน. ขอให้นึกถึงคำสอนข้อแรกที่สุด ภายในวันแรกที่สุดที่เราบวช ที่เรียกว่าอนุสาสน์ว่า :- จะไม่อวดคุณธรรม แม้แต่เพียงสักว่า เป็นผู้ยินดีในเสนาสนะอันสงัดแล้ว, อนฺตมโส สุญฺญา คาเร อภิรมามีติ นี้, แม้แต่จะอวดว่า เราเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะอันสงัดเสียแล้ว ก็ไม่ควรจะ อวด. ซึ่งผู้ที่เป็นอุปัชฌาย์ก็จำได้คล่องใจ คล่องปากทุกองค์, ผู้ที่เคยบวชก็ต้องได้ยินคำนี้ มาแล้ว อย่างน้อยครั้งหนึ่งในวันบวช ว่าอย่าได้อวดสิ่งที่เหนือไปกว่ามนุษย์ธรรมดา, แม้ ที่สุดแต่จะอวดว่า ใจคอของเราชอบความสงัดเสียแล้ว อย่างนี้ก็ยังไม่ควรจะอวด , แล้ว ทำไมจะมาอวดคุณสมบัติที่ยิ่งไปกว่านั้น ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นผลของภาวนา เป็นสมาธิ เป็นฌาน เป็นสมาบัติ เป็นวิมุติ เป็นวิโมกข์ เป็นต้น. ขอได้เห็นว่า การอวดนั้นคือการทำให้ ถูกปล้น ถูกขโมย เอาไปทันที นี้เรียกว่า เป็นส่วนตัว. ทีนี้ ส่วนที่เกี่ยวกับผู้อื่น คือการประกาศ ก็ต้องระวังให้ดี คงจะต้องสำรวมไว้เป็น อย่างยิ่งว่า พวกฝรั่งนั้นเขาฉลาด ทั้งในทางการศึกษา ในจิตวิทยา, เขาอยู่กันในสังคมที่ แข่งขันกันอย่างยิ่ง ในทุกวิถีทาง เพราะฉะนั้นมันต้องฉลาด. อย่าไปทำในลักษณะที่เป็นคำ ด่าของ

น.95 ๔๗ คนโบราณ คือพอเผยอปากก็เห็นขี้ฟัน และทั้งมีกลิ่นเหม็นด้วย. การที่เราจะไปสอนเขานั้น ระวังให้ดี อย่าให้เป็นเรื่องโอ้อวด ราวกับว่าเตรียมยกหูชูหางไปจากที่นี่, ด้วยเจตนาที่จะไป โอ้อวดไปจากบ้านเรา, พอไปถึงก็จะไม่มีอะไร นอกจากอาการดังที่กล่าวแล้วนั้น มันก็ล้ม ละลายหมด. เสียชื่อพระไทยหมด เสียชื่อประเทศไทย ในที่สุดก็เสียชื่อพระพุทธศาสนา เป็นผู้ทำลายพระศาสนา ยิ่งกว่าจะเชิดชูพระศาสนา, หรือประกาศพระศาสนา, จะต้องระวัง ให้ดี ว่าเราไปเผยแผ่พระศาสนา เชิดชูพระศาสนา ไม่ใช่ไปทำลายพระศาสนา. ที่ได้เอาเรื่องนี้มาพูด มากล่าวกันอย่างนี้ ก็เพราะเป็นเรื่องที่ควรวิตกอย่างยิ่งอย่าง หนึ่งด้วยจริง ๆ เหมือนกัน, จึงหวังว่าคงจะได้สังวรระวังไว้เป็นอย่างดี ให้เคร่งครัดที่สุด เหมือนกับรักษาชีวิตด้วยความกลัวตาย ทุก ๆ คนเถิด. เวลาของเราก็หมดลงพอดีสำหรับวันนี้.

น.96 เราเป็นคนรวย บัดนี้ วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาแล้วถึงเวลา ๒๑.๓๐ น. เป็นเวลาที่เรากำหนดไว้ สำหรับการพูดจาสนทนากันด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สำหรับวันนี้จะได้พูดเรื่อง เราเป็นคนรวย. วันก่อนได้พูดว่า ธรรมทูตจักต้องเป็นคน ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร, คือเป็นคนจน มีทรัพย์สมบัติ เปรียบเหมือนนก มีแต่ปีกสองข้างเป็น ภาระเท่านั้นเอง, แต่บัดนี้เราเป็นคนรวย, ขอให้ทำความเข้าใจกัน ในเรื่องนี้ให้ดี ๆ. ตั้งแต่ต้นมาจนถึงวันนี้ เราฝึกการเป็นอยู่ อย่างที่เรียกว่า อยู่กลางพื้นดินเป็นเกลอกับยุง อาบน้ำค้างก็นอนได้, และมีการกินการอยู่ อย่างที่เรียกว่า ตามแต่จะเป็นไป. เรื่องที่ต้องคิด ก็มีอยู่ว่า ถ้าเราฝึกอย่างนี้เสร็จไป เราจะได้อะไรจากการฝึกนี้, ผมขอตอบว่า เราเป็นคนรวย, ต่อไปนี้โลกทั้งโลกจักเป็นของเรา, เพราะว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ได้ทั่วทั้งโลก โดยที่ไม่มีอะไรเป็น ปัญหาเลย, ดังเช่นกลางสนาม เราก็อยู่ได้เหมือนกับที่เรากำลังเป็นอยู่. การเป็นอยู่ในแบบนี้ เหมือนกับการพักแรม และยิ่งกว่าการพักแรม ถ้าเราอยู่อย่างนี้ได้ ก็เป็นอันว่าหมดปัญหาที่ว่า เราจะอยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ได้ ไม่มีใครจะทำให้เราเกิดปัญหาในเรื่องที่อยู่ได้, เพราะว่าที่เช่นนี้ก็จะ มีให้เรา ธรรมทูต ในทุกหนทุกแห่งในโลกเป็นแน่นอน. ที่ว่า เราเป็นคนรวยอย่างไรนั้น, ถ้าใครยังนึกไม่ออก ก็เป็นเพราะไม่ได้นึกถึงพระพุทธ- ภาษิตที่ว่า " สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ ” - ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง. นี้เรากำลังฝึกความ สันโดษ เพื่อความเป็นผู้อยู่อย่างสันโดษ เราก็จะต้องมีทรัพย์อย่างยิ่ง, เมื่อเรามีทรัพย์อย่างยิ่ง แล้ว จะไม่ให้เรียกว่าเป็นคนรวยได้อย่างไรกัน. เราต้องเป็นคนรวยโดยแน่นอน เพราะว่าการฝึก ทุกอย่างนี้เป็นไปเพื่อความสันโดษ, ที่อยู่อาศัยเป็นไปเพื่อความสันโดษ, อาหารการกินเป็นไป เพื่อความสันโดษ จีวรก็เป็นไปเพื่อความสันโดษ ยาแก้โรคก็เป็นไปเพื่อความสันโดษ, แม้แต่ เครื่องใช้ไม้สอย เช่น หมอนไม้ โคมผ้า เหล่านี้ ก็เป็นเรื่องของความสันโดษ เมื่อเต็มไปด้วย ความสันโดษ ก็ต้องเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง ดังนั้นเราจึงเป็นคนรวย.

น.97 ๘๙ เมื่อกล่าวว่าเป็นคนรวยขึ้นมา มิขัดกันกับข้อที่กล่าวว่า ธรรมทูตต้องไม่มีทรัพย์สมบัติ อะไรติดตัวเลยไปหรือ, ผู้มีปัญญาจะมองเห็นได้ว่าไม่ขัดกัน คือเราไม่มีทรัพย์ในทางฝ่ายวัตถุ แต่ เรามีทรัพย์ในทางฝ่ายนามธรรม. ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัว, เพราะว่า เราจะต้องไปสอนสิ่งนี้ให้ทั่วไปทั้งโลก ถ้าโลกมีทรัพย์อย่างนี้กันแล้ว โลกนี้จะไม่มีวิกฤตกาลใด ๆ ซึ่งเป็นความเดือดร้อน หรือเป็นทุกข์. เดี๋ยวนี้ โลกทั้งโลกเต็มไปด้วย วิกฤตกาล และเป็นการถาวร คือมีการทุกข์ร้อนเดือดร้อน เป็นการถาวร มาจากการสงครามเป็นต้น, นี่ก็เพราะว่าโลกหรือชาวโลกเหล่านั้นไม่มีทรัพย์ อย่างนี้, มีทรัพย์ไปในทางวัตถุ แล้วยังต้องการเพิ่มอีกมากมาย ไม่มีที่สิ้นสุด. สงครามไม่ว่าที่ไหน และเมื่อไร เป็นไปเพื่อจะป้องกันวัตถุของตน และแสวงหาวัตถุเพิ่มเติม กะแผนการไว้อย่างยาวยืด ไม่มีที่สิ้นสุด, ดังนั้นจึงต้องรบกัน เอาลัทธินั้นลัทธินี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง บังหน้า เป็นเครื่องบังหน้า แต่เนื้อแท้นั้นก็เพื่อประโยชน์ในทางวัตถุนั่นเอง. แต่ถ้าเป็นผู้มีทรัพย์ที่เป็นอริยทรัพย์ หรือทรัพย์ในทางธรรมแล้ว มันจะเป็นเช่นนี้ไม่ได้, มีผู้ที่มีใจประกอบไปด้วยธรรม อิ่มเอิบไปด้วยทรัพย์อย่างยิ่งชั้นสูงแล้ว ก็ไม่ไปมัวเมาหลงใหล ในวัตถุ ตะกละตะกรามในวัตถุ จนมีแผนการที่จะหา รักษา คุ้มครอง แต่ทรัพย์สมบัติทางวัตถุ ไม่มีที่สิ้นสุด, จึงกลายเป็นคนยากจนไปทั้งที่มีทรัพย์สมบัติทางวัตถุมากมายมหาศาล. กลายเป็น คนยากจน ก็คือไม่มีความสงบใจ, ไม่มีความผาสุกใจ, เป็นคนอยากคอแห้งกระหายอยู่เสมอ, แล้วยังเป็นการเบียดเบียนตนและผู้อื่น ให้เป็นทุกข์เดือดร้อน นอนไม่หลับอยู่ด้วยกันทั้งนั้น แล้วจะ เรียกว่าคนรวยได้อย่างไร. สำหรับ เรา เป็นคนรวยก็เพราะมีอริยทรัพย์ อย่างน้อยก็มี ความสันโดษ ที่เรากำลังฝึกกันอยู่. ทีนี้ดูให้ละเอียดอีกต่อไป คือดูความแตกต่างตรงกันข้ามระหว่างทรัพย์ทางวัตถุ กับ ทรัพย์ทางนามธรรม, คือคุณธรรมซึ่งเรียกว่า อริยทรัพย์, กับทรัพย์ที่ไม่ใช่อริยทรัพย์. ของ ๒ อย่างนี้ ถ้ากล่าวโดยปรกติสามัญ หรือโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว มันเป็นข้าศึกแก่กัน มันอยู่ด้วยกัน ไม่ได้ ถ้าพอใจในอริยทรัพย์ ก็จะขยะแขยงต่อทรัพย์ทางวัตถุ, ถ้าไปหลงใหลในทรัพย์ทางวัตถุ ก็จะเกลียดและกลัวทรัพย์ที่เป็นอริยทรัพย์เป็นแน่นอน ดังนั้นมันจึงต้องแยกกันเป็นธรรมดา. แต่ถ้าบุคคลมีปัญญา, คือมีอริยทรัพย์เต็มที่แล้ว ทรัพย์ทางวัตถุก็กลายเป็นของง่ายที่จะมีมา แต่ เขาก็จะรับเอาไว้แต่เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ทำความยุ่งยาก. การมีทรัพย์เกินกว่าจำเป็นนั้น ก็เป็นการเพิ่มความลำบากยุ่งยากไม่สงบ, และการมีมากเกินกว่าจำเป็นนั้น เป็นบาป ชนิดหนึ่ง คือทำให้ผู้อื่นขาดแคลน เป็นบาปได้โดยไม่รู้สึกตัว ในข้อที่ว่าทำให้ผู้อื่นขาดแคลน, ถ้าต่างคนต่างมีกันแต่พอเหมาะสมแล้ว ก็จะอยู่กันเป็นผาสุก ไปทั้งโลกทีเดียว. ทีนี้ ทรัพย์ในทางวัตถุนั้น มันทำให้ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ, สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักมัน, คือ คนธรรมดามีกิเลสหนา ย่อมตะกละตะกรามทรัพย์ทางวัตถุไม่มีอิ่ม, ไม่มีพอ, มันจึงเผาผลาญ

น.98 ๙๐ บุคคลนั้น, และทำให้ผู้อื่นพลอยลำบากเดือดร้อนไปด้วย. ธรรมทูตในศาสนาคริสเตียน ดังที่ ได้เล่าให้ฟังแล้วว่า ต้องประกอบไปด้วยคุณสำคัญข้อนี้ คือความยากจน, หรือความไม่มีอะไร ด้วยเหมือนกัน, นั้นก็คือหมายความว่า ต้องรวยด้วยอริยทรัพย์ คือความเสียสละ ความเห็นแก่ ผู้อื่น แล้วก็เอาอริยทรัพย์นี้แหละไปแจกจ่าย. ที่ว่ารับใช้พระเป็นเจ้าไปประกาศธรรมะ ก็คือประกาศให้คนเห็นแก่พระเป็นเจ้า, อย่าไป เห็นแก่ทรัพย์ทางวัตถุ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เป็นต้น ก็จะทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้เหมือนกัน. ถึงพวกเราธรรมทูตในฝ่ายพุทธศาสนา ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรผิดแปลกแตกต่างไปจากนี้ คือจะ ไปสอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว ให้ ทุกคนไม่เห็นแก่ตัว ถึงกับเลิกมีตัวเสียได้ ก็ยิ่งเป็นการดี, เมื่อไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ก็ต้องเห็นแก่ธรรมะเป็นแน่นอน เมื่อไม่เห็นแก่โลกียทรัพย์แล้ว ก็ย่อมเห็นแก่โลกุตตรทรัพย์, หรืออริยทรัพย์เป็นแน่นอน, เมื่อเห็นแก่ธรรมะ หรืออริยทรัพย์ แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเบียดเบียนกันได้เลย. ดังนั้นลัทธิที่ต้องการจะเผยแผ่นี้ จึงเป็นลัทธิที่ ประเสริฐ ที่จะทำโลกนี้ให้อยู่เป็นผาสุก, ให้คนไม่ลุ่มหลงในโลกียทรัพย์, โลกียวัตถุ, โลกียสุข, หรือโลกียอะไรอีกมากมาย, แต่ให้อยู่เหนือวิสัยแห่งโลกียะเหล่านั้น เป็นอริยะ หรือเป็นโลกุตตร ขึ้นมาทีเดียว นั่นแหละเราเป็นคนรวยแล้วมิหนำซ้ำยังแจกอีกด้วย คือแจกไม่มีที่สิ้นสุด ตามหน้าที่ ของพระธรรมทูต, ที่จะต้องเอาอริยทรัพย์ไปแจกให้ ไม่มีที่สิ้นสุด และเราก็ต้องเป็นคนรวยจริง ด้วยเสียก่อนจึงจะมีแจกไม่มีที่สิ้นสุด, เพราะเหตุฉะนี้เอง เราจะต้องสนใจในสิ่งที่เราจะรวย และจะเอาไปแจก ให้ถูกต้องให้เพียงพอ. ทีนี้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราจะนึกคิดกันอย่างไร, ในทางโลกุตตระ, หรือโวหารทางโลกุตตระ นั้น ก็มีอยู่ชัดแล้วว่า, คนที่ไม่เอาอะไรนั้น คือคนที่ได้ทั้งหมด, คนที่ไม่เอานั่นแหละจะได้, ถ้าพูดอย่างสำนวนฝ่ายคริสเตียนก็ว่าคนที่ยอมเสียชีวิตนั่นแหละจะได้ชีวิต. ชีวิตแรกหมายถึง โลกียะ ชีวิตหลังหมายถึงโลกุตตระ. จะต้องระวังดูให้ดี ๆ ว่า แม้แต่ในฝ่ายอื่นเขาก็มีหลักเกณฑ์ อย่างนี้, แล้วเราจะไปงมงายคลานต้วมเตี้ยมอยู่ได้อย่างไรกัน มันต้องมีอะไรที่เสมอกัน หรือดีกว่า ในสิ่งที่เป็นเนื้อหาของพระศาสนา หรือสิ่งที่จะต้องเผยแผ่นั่นเอง. เรื่องที่ว่า "ไม่เอา นั่นแหละจะได้," หรือ คนที่ไม่เอาเลยเป็นคนได้ทั้งหมด คนที่ เอากลับไม่ได้ อย่างนี้ มีอยู่ด้วยกันหลาย ๆ ลัทธิ หรือหลาย ๆ ศาสนา, โดยเฉพาะในลัทธิเล่าจื๊อ ก็ยังมีสำนวนโวหารอย่างนี้มาก, ในพุทธเรา ฝ่ายพุทธเราก็มีอย่างนี้. ฝ่ายคริสเตียนก็มีอย่างนี้, พอที่จะกล่าวได้ว่า นี้เป็นหลักที่สูงสุด และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่ผู้มีปัญญา หรือในหมู่ พระศาสดา หรือศาสดาแม้ในอันดับที่รอง ๆ ลงมา. มีสำนวนโวหารประจำบ้านประจำเมืองนี้อยู่อย่างหนึ่งว่า “ดีอยู่ที่สละพระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย.” หรือถ้าว่าให้หมด ก็ต้องว่ามาตั้งแต่ต้นว่า. "ความงามนั้นอยู่ที่ ซากผี ; ความดีอยู่ที่ละ , - คือไม่เอา พระนั้นอยู่ที่จริง, นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย." นี้

น.99 ๙๑ เราจะต้องเป็นคนรวยอย่างของท่าน, เป็นคนรวยชนิดของท่าน, เป็นคนรวยเหมือนท่าน ซึ่ง หมายถึงรวยอริยธรรม อริยทรัพย์ ดังที่กล่าวแล้ว. แต่อย่างต่ำที่สุด อย่างเลวที่สุด ก็จะมีสันโดษ, ความสันโดษ ดังเรากำลังฝึกกันอยู่ ด้วยธุดงค์ เพื่อเป็นอริยทรัพย์อย่างยิ่ง นี้ก็เป็นทรัพย์อย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน. แม้จะยังไม่หมดกิเลส อุปาทาน เป็นพระอรหันต์ ก็ยังเรียกว่าเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง, ยิ่งถ้าได้หมดกิเลส หมดอุปาทาน มีความเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เป็นทรัพย์สูงสุด ทั้งอย่างยิ่ง และทั้งสูงสุด ก็คือเป็นยอดสุดของ คนรวย. ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แหละ คือคำอธิบายที่ว่าเราเป็นคนรวยอย่างไร. เมื่อ เราเป็นคนรวย เราก็ภาคภูมิใจที่จะไปแจกของ, ถ้าเราไม่เป็นคนรวย เราก็ว้าเหว่ใจ ไม่รู้ จะเอาอะไรไปแจก, ที่เอาไปแจก ก็คือของลม ๆ แล้ง ๆ ตามประสาคนจน ไม่มีอะไร แล้วจะ เผยอหยิ่ง จะเป็นแจกกับเขาด้วย. ถ้าจะเป็นผู้แจกกะเขาสักที ก็จะต้องมีอะไรที่ดี ๆ ที่ควรจะแจก และให้มากพอกัน, ดังนั้นเราไม่ต้องไปสนใจกับ เรื่องโลกียทรัพย์ โลกียธรรม หรือวัตถุ, เป็นผียิ่งกว่าผี, คือหลอกลวงยิ่งกว่าผี, และนำมาซึ่งความโง่เขลา และความทุกข์ในที่สุด, จึงควร เห็นว่า ที่กล่าวว่า ความงามอยู่ซากผีนี้ เป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง. ดีอยู่ที่ละ, คือไม่เอา, คนสมัยนี้ดีอยู่ที่ได้ ได้มาก ๆ ยิ่งดี, จนถือ " ศาสนาได้ " เป็น ศาสนากันไปเสียแล้ว, แทนที่จะพูดว่า :- พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ , ก็พูดว่า :- สตางค์ สรณํ คจฺฉามิ ได้ยินกันมาหนาหูขึ้นนี้ ก็เพราะถือลัทธิได้ นั้นเป็นดี, ไม่ถือลัทธิที่ว่า สละออกไปนั้นเป็นดี มันต่างกันอย่างนี้ แล้วใครจะอยู่ต่ำสุด ใครจะอยู่สูงสุด ลองไปคิดดู. พระอยู่ที่จริง, นี่อย่าต้องพูดกันเลย, ควรจะรู้กันดีว่า พระนั้นอยู่ที่บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง รู้จริง ได้ผลจริง แล้วสอนสืบกันไปจริง ๆ ให้มันจริงอย่างนี้. ส่วน นิพพานนั้นอยู่ที่ตายแล้วก่อนตาย, คือว่าเดี๋ยวนี้ร่างกายยังไม่ทันแตกดับนี้. เราก็หมดชีวิตแล้ว หมดตัวกูแล้ว หมดตัวตนแล้ว. นี่สละหมดไม่เอาอะไรเลย แม้แต่ตัวตนก็ ไม่เอาไว้, ดังนั้นจึงเป็นนิพพาน หรือสิ่งสูงสุด. นั่นแหละคือไม่เอาอะไรเลย แต่กลับได้หมด, ไม่เอาอะไรเลยกลับได้หมด, ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด แม้กระทั่งชีวิตว่าเป็นของตน, แต่กลับได้ไป ทั้งหมด ของสิ่งทั้งหมด ที่ควรจะได้, คือพระนิพพาน, จึงเรียกว่าเป็นคนที่รวยที่สุด. พวกเราอยู่ในลักษณะอย่างนี้กันอย่างเต็มที่, และพยายามที่จะเป็นอย่างนี้ และชักจูง กันให้เป็นอย่างนี้, สรรเสริญความเป็นอย่างนี้, ไม่มีอะไรที่จะต้องเอาต้องเป็น, ไม่อยากจะเอา อะไร, ไม่อยากจะเป็นอะไร, เพราะว่า ความอยากนั้นเป็นเรื่องของความโง่เขลา มาแต่ อวิชชา, เรียกว่าตัณหา มีความอยากชนิดนี้ มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นคนจนมากขึ้นเท่านั้น, คือจะกระหาย จะกระวนกระวายเหมือนคนจนมากขึ้นเท่านั้น. พอไม่อยากเพราะมีปัญญา รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง, ไม่อยากเอาอะไรเลย ก็เป็นคนมั่งมีขึ้นมาทันที, และ

น.100 ๙๒ เป็นสำนวนโลกุตตระ หรือเป็นสำนวนอริยะแท้. ความงามอยู่ที่ซากผี มันฝืนความรู้สึกของคนทั่วไป เข้าใจไม่ได้, เพราะยังตะกละ ในเรื่องของโลกียะ ผู้ที่รู้เรื่องของโลกุตตระจะมองเห็นได้ทันที ว่าซากผีมีความงาม, เพราะว่า มันแสดงความจริง, มันไม่ปิดบังความจริง มันไม่หลอกลวง มันเปิดเผย, เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ของงาม, เพราะเป็นของจริงและของมีประโยชน์, เป็นของไม่ทำให้คนหลง และจะทำให้คนฉลาด และนำคนให้พ้นจากทุกข์. ส่วนความงามที่อยู่ในคนที่เป็น ๆ แต่งเนื้อแต่งตัวสวย ๆ ไปด้วยการ ตบแต่ง หรือ make-up มากขึ้น อย่างสมัยนี้, นั่นคือความสกปรก ความหลอกลวง ความ มายามดเท็จ เพราะฉะนั้นจึงไม่เรียกว่างาม. ไปมองเห็นว่าซากผีนี้ประกอบไปด้วยความงาม ความจริง ความเป็นที่พึ่งได้ อาศัยได้ ความมีประโยชน์, ส่วนความงามอย่าง make-up นั้นแหละ เป็นความมั่งมีที่สูงสุดด้วย ได้แก่พระอรหันต์ ผู้หมดอุปาทาน ในการที่จะยึดถือสิ่งใดว่าเป็น ของตน, นี้คือคนร่ำรวยที่สุด มีพระพุทธเจ้า เป็นจอมประธานของบุคคลประเภทนี้. เราก็เป็น สาวกของท่าน มันจึงเป็นการแน่นอนที่ว่า เราจะต้องเดินตามอย่างไม่ขบถ ไม่ทรยศต่อท่าน, เพราะมันมีเฟ้อเต็มโลก ทำโลกให้ยุ่งยากเต็มทีแล้ว, เราก็สนใจในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ อริยทรัพย์, โลกุตตรทรัพย์, โลกุตตรธรรม, ซึ่งเป็นของบริสุทธิ์แท้จริง ไม่ทำอันตรายใคร ยิ่งมีมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นการดีที่สุดเท่านั้น. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดสนใจในวิธีที่จะนำมาซึ่ง อริยทรัพย์ที่จะพอกพูนอริยทรัพย์ อย่างเช่นอานาปานสติภาวนานี้ เป็นต้น, เพื่อจะพอกพูน อริยทรัพย์ให้ทวีมากขึ้นตามลำดับ, ให้สูงขึ้นตามลำดับ แล้วก็จะนำไปแจกได้จริง. เดี๋ยวนี้เราเป็นคนสันโดษแล้วเป็นอย่างน้อย, เราก็ต้องเป็นคนรวยในระดับหนึ่ง, และ เมื่อเราประสบผลสำเร็จ ในเรื่องของอานาปานสติภาวนา เป็นต้น เราก็เป็นคนรวยถึงที่สุด, เป็นสิ่งที่เราหวังอยู่ในอนาคต. พยายามกระทำให้อยู่ในวิสัย ในความเป็นไปได้สำหรับเรา และมั่นใจว่าเราจักต้องได้, เราจึงมั่นใจว่าเราเป็นคนรวยแล้ว และจะเป็นคนรวยต่อไปจนถึงที่สุด, เป็นคนรวยในสิ่งที่จะแจกเท่าไรก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้น, แถมกลับจะทำให้มีมากยิ่งขึ้นในโลกนี้. นี่แหละคือความประหลาดของอริยทรัพย์ ยิ่งให้ยิ่งมีมาก, ยิ่งใช้ยิ่งมีมาก, ยิ่งไม่รู้จักหมดจักสิ้น, เป็นสิ่งที่น่าสนใจ, เป็นสิ่งที่น่าแสวงหา, เป็นสิ่งที่น่าจะมี และใช้ให้เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง และผู้อื่น, ก็จะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา, แล้วยังทำตนจะเป็นผู้จ่าย ผู้แจก หว่านโปรย ทำนองเดียวกันกับพระศาสดา, ในฐานะที่เป็นสาวกผู้ซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่ง ต่อพระองค์, เป็นทาสที่จงรักภักดีอย่างไม่มีอะไรจะเปรียบได้, สมตามที่เราทุก ๆ รูป มีความ ตั้งใจไว้ในเจตนารมณ์ของกิจการธรรมทูต ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นทุกประการ. หวังว่าพวกเราจะได้นึกถึงข้อนี้กันไว้บ้าง, เพื่อเป็นเครื่องจูงใจ หรือกระตุ้นใจให้เรา เพลิดเพลินสนุกสนานในหน้าที่ของเรา. ถ้าจะพูดอย่างสำนวนคริสเตียนว่า ต้องเป็นคนหมดจด ไม่มีอะไรเลย ก็ดูจะว้าเหว่ สู้เป็นคนรวยไม่ได้, ดังนั้นจึงเลือกเอาข้างความเป็นคนรวย โดย

น.101 ๙๓ ยอมสละทรัพย์ฝ่ายโลกียะให้หมดให้สิ้นเชิง ถึงกับว่าเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว ในทางฝ่ายโลกียะ, แล้วก็เป็นมหาเศรษฐีในฝ่ายโลกุตตระ หรืออริยะ แล้วแต่จะเรียกด้วยกันจงทุกคนเถิด. เป็น มหาเศรษฐีมีอริยทรัพย์ไว้สำหรับแจกผู้อื่นโดยทุกวิถีทาง, มหาเศรษฐีฝ่ายโลกียทรัพย์ มีแต่กักตุนสะสม, มหาเศรษฐีฝ่ายโลกุตตระ กลับมีแต่แจกจ่าย เพราะการแจกจ่ายนั่นเอง จึงเป็นมหาเศรษฐียิ่ง ๆ ขึ้นไป ร่ำรวยและสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมอย่างสูงสุด ไม่มีอะไรจะเปรียบ ได้ จึงเป็นยิ่งกว่ามหาเศรษฐี จนไม่มีคำจะเรียก จนเรียกได้ด้วยคำสั้น ๆ คำเดียวว่า เป็นมนุษย์ ที่เต็ม ตรงกันข้ามกับมนุษย์ที่พร่อง หรือกลวง. เราได้ เป็นคนเต็มก็พอแล้ว, เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าเราทุกคน ซึ่งอ้างตนเป็นพระธรรมทูต นี้ จะเป็นทูตที่ร่ำรวยด้วยธรรม, แล้วก็จำแนกแจกจ่ายธรรม ถือตะเกียงเที่ยวส่องให้ทั่วโลก, คือแจกจ่ายแสงสว่าง อันเป็นสิ่งซึ่งไม่รู้จักหมดจักสิ้น, เหมือนกับโคมที่มีแสงสว่างส่องไป ในที่ที่ แสงพระอาทิตย์ส่องไม่ถึง ด้วยกันจงทุก ๆ รูปเถิด, สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปในทางที่ไม่ต้องเสียใจ ทีหลัง, ไม่มีอะไรที่จะต้องตำหนิติเตียนกันที่ตรงไหน, มีแต่จะเป็นที่อนุโมทนา สาธุการ ทั้งของ เทวดาและมนุษย์ เป็นพุทธบุตร, เป็นธรรมบุตร, เป็นสังฆบุตร เป็นอะไรในทำนองนี้ อย่าง ไม่มีอะไรที่จะเปรียบปาน, คุ้มค่ากันแล้วทีเดียวกับการเสียสละทุกอย่างทุกประการ เพื่อปฏิบัติ หน้าที่อันนี้. เวลาของเรากำหนดไว้อย่างนี้ จึงขอยุติเฉพาะคราวนี้. •

น.102 เราไม่เป็นอะไรเลย บัดนี้ วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเราได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น.แล้ว เป็น เวลาที่เรากำหนดไว้ สำหรับพูดจากันด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง, ขอได้โปรดตั้งใจฟังให้ดี ๆ, และ ส่งใจไปตามนั้นให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ด้วย, โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องเขียนต้องจด จะมีเวลา และมีโอกาสที่จะสำรวมจิตใจเพื่อส่งใจไปตามนั้น ให้มากที่สุดด้วย. ในวันนี้จะพูดเรื่องว่า โดยที่แท้เราไม่เป็นอะไรเลย, ในวันก่อน ๆ ก็ได้พูดว่า เราเป็น คนจนบ้าง, เราเป็นคนรวยที่สุดบ้าง, และเป็นอะไร ๆ อีกหลาย ๆ อย่าง. โดยเฉพาะเป็นธรรมทูต แต่เดี๋ยวนี้กำลังบอกว่า เราไม่เป็นอะไรเลย โดยที่แท้ มีคำว่า "ที่แท้" อยู่อย่างนี้ ย่อมเข้าใจ ได้เองทุกคนว่า, โดยที่ไม่แท้นั้นเราเป็นอะไรมากมายทีเดียว แม้แต่เป็นธรรมทูต เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็จะต้องเข้าใจต่อไปอีก ในข้อที่ว่า พูดอย่างไรเป็นพูดภาษาคน พูดอย่างไรเป็นพูดภาษาธรรม. ที่พูดว่า เราเป็นอะไรอย่างนั้นอย่างนี้นั้น มันเป็นการพูดตามภาษาคน, ส่วนที่ว่า เรา ไม่เป็นอะไรเลยนั้น เป็นการพูดตามภาษาธรรม. ภาษาคนนั้นจริงอย่างสมมติ หรือที่เรียกว่า Relative Truth ส่วนพูดอย่างภาษาธรรมนั้น มันจริงแท้ หรืออย่างที่เรียกว่า Ultimate Truth เมื่อเราเปรียบเทียบกันดูอย่างนี้ เราจะเห็นได้ว่า ในภาษาพูดมีความจริงอยู่ ๒ อย่าง : จริงตามที่ ยืดหยุ่นได้, เปลี่ยนแปลงได้, ขึ้นอยู่กับความรู้สึก, หรือความเข้าใจของคนผู้พูด, ส่วนความจริง แท้นั้นไม่ขึ้นอยู่กับใคร ขึ้นอยู่กับตัวมันเองคือ ธรรมชาติ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าความจริงนี้ ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง. ธรรมชาติที่แท้จริงก็อย่างหนึ่ง ธรรมชาติที่ไม่แท้จริงก็อย่างหนึ่ง, แต่แล้วมันก็ยังคงเป็นธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น. ธรรมชาติที่ไม่แท้ก็คือ ตามที่มันจะปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไปตามความรู้สึกคิดนึก, ถ้า เป็นคนก็เป็นความรู้สึกคิดนึกของคน, ความรู้สึกคิดนึกที่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอย่างนี้เปลี่ยนได้ ดังนั้นจึงไม่แท้, เราเรียกว่าสมมติสัจจ์, สัจจะที่สมมต. ส่วนที่ไม่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของคน ขึ้นอยู่กับตัวมันเองนั้นเป็นปรมัตถสัจจ์, หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก, แต่ความหมายสำคัญอยู่ที่ว่า

น.103 ๙๕ มันเด็ดขาด มันเที่ยงแท้ มันแน่นอน. ตามสมมติสัจจ์ เราก็เป็นนั่นเป็นนี่มากมายหลายอย่าง และเปลี่ยนแปลงเรื่อย, แต่ตามปรมัตถสัจจ์ เราก็ไม่เป็นอะไรเลย ดังนั้นขอให้นึกถึงบทสวด ธาตุปัจจเวกขณ์ ที่ว่า นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ. คำสอนของบูรพาจารย์ที่เคยได้รับกันมา สืบ ๆ กันมา บอกกล่าวกันอยู่ในหมู่พวกเราว่า เวลาเช่นเวลานี้ ก่อนสว่างนี้จะต้องปัจจเวกขณ์ ธาตุปัจจเวกขณ์นี้ให้ครบ ๑๐๘ จบ, ไม่อย่างนั้น จะตายไปเป็นวัวเป็นควาย ใช้หนี้เจ้าของจตุปัจจัยที่เราไปรับเอามาบริโภค. คิดดูเถอะว่า จะต้อง ท่องให้ครบ ๑๐๘ จบ ตามจำนวนลูกประคำที่รูดไปทีละเม็ด ๆ จะต้องตื่นตั้งแต่เมื่อไร, แล้ว จะต้องสำรวมจิตใจเท่าไร, จะต้องเข้มแข็งเท่าไรจึงจะทำได้, เพียงเท่านี้ก็เป็นการดีมากอยู่แล้ว แม้ว่าจะทำไปโดยไม่รู้เรื่อง. แต่ถ้าเรารู้เรื่องว่ามันหมายความว่าอะไร, แล้วประทับหรือย้อม ลงไปในจิตใจตั้ง ๑๐๘ ครั้ง กว่าจะสว่าง, อย่างนี้ มันคงจะมีผลมากเอาการอยู่ทีเดียว, ดังนั้น ถ้าเราจะตื่นแต่เนิ่น ๆ หน่อย, แล้วมาคิดถึงความจริงข้อนี้ คือข้อที่ เราไม่เป็นอะไรเลยนี้ ตั้ง ๑๐๘ ครั้ง กว่าจะสว่าง. ในอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรก็ได้ ก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง, จะเป็นการกระทำที่ตรงตามพระพุทธประสงค์อย่างยิ่ง, และอาจจะเอามาใส่เข้าไปในรูปของ อานาปานสติภาวนาได้โดยง่าย คือรู้สึกอยู่, รู้แจ้งอยู่, เห็นแจ้งอยู่ ทุก ๆ ครั้ง ที่หายใจเข้าออก ตลอดระยะที่มันหายใจเข้า หรือมันหายใจออก ซึ่งสงเคราะห์ได้เป็น อานาปานสติภาวนา ขั้นที่ ๑๓ คือ อนิจจานุปัสสี นั่นเอง. สำหรับข้อที่ว่าเราไม่เป็นอะไรเลยนั้น พวกเราที่เป็นมหาเปรียญ ก็แปลข้อความนั้น ออกได้ด้วยตนเอง เริ่มต้นขึ้นด้วยคำว่า :- ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวตํ - สิ่งนี้นี่เป็นสักว่า ธาตุ เท่านั้น. เอตํ - สิ่งนี้นี่, ธาตุมตฺตํ เอว - สักว่าธาตุ เท่านั้น, ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ เป็นไปอยู่ ตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนื่องนิจ, ก็แปลว่า มันไม่ได้เป็นเรา หรือเป็นใคร เป็นสักว่าธาตุเท่านั้น, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ เพราะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ จึงเป็นอะไร แท้จริงไม่ได้, โดยแท้จริงเป็นอะไรไม่ได้, เป็นอะไรได้อย่างหลอก ๆ ชั่วขณะหนึ่ง ๆ ตามเหตุ ตามปัจจัย. บทถัดไป แสดงอย่างชัดเจนรุนแรงยิ่งขึ้น ย้ำว่า :- ธาตุมตฺตโก - สักว่าธาตุ, นิสตฺโต - ไม่ใช่สัตว์, นิชฺชีโว - ไม่ใช่ชีวะ, สุญฺโญ - ว่าง. แต่ในภาษาบาลีตอนนี้เอง ก็มีบอกอยู่ชัด อย่างหนึ่งว่า :- ยทิทํ จีวรํ - สิ่งนั้นคือ จีวร, ตทุปภุญฺชโก จ ปุคฺคโล - และบุคคลผู้บริโภค ผู้ใช้สอยจีวรนั้น, มีคำว่าบุคคลชัดอยู่ ปรากฏอยู่ว่า บุคคลผู้ใช้สอยจีวรนั้น. ผู้ที่ไม่เข้าใจจะ สงสัยว่า ทำไมจึงมามีบุคคลอยู่ที่นี่, เมื่อบุคคลผู้ใช้สอยจีวรนั้น, นี้พูดตามภาษาคน มันต้องมี บุคคล, คือตัวเราผู้ใช้สอยจีวรนั้น, แต่ภาษาธรรม คือภาษาแท้นั้นเป็น นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ , ก็เป็น ธาตุมตฺตโก - สักว่าธาตุ เท่านั้น ตลอดเวลา. โดยภาษาคน เป็นบุคคลและใช้สอยจีวร นั้นอยู่ นี้เป็นการพูดอย่างสมมติสัจจ์ เป็นบุคคล. แต่แล้วติดกันไปนั้นก็ปฏิเสธบุคคลว่า ธาตุมตฺตโก - เป็นสักว่า ธาตุเท่านั้น, นิสฺสตฺโต - ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล, นิชฺชีโว - ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่อาตมัน ไม่ใช่อัตตา สุญฺโญ - ว่าง

น.104 ๙๖ โดยบทว่า "ว่าง" นี้ แสดงความหมายลึกซึ้งมาก คือเราเป็นอะไรไม่ได้. จะพูดว่า "เป็นของว่าง" อย่างนี้ไม่ถูก, เพราะว่าความว่างหรือของว่างนี้มันไม่ต้องเป็น, เพราะเหตุ ที่ไม่มีอะไรจะเป็น ดังนั้นจึงเป็นอะไรไม่ได้ คือ ว่าง. ถ้าจะพูดว่า เป็นของว่างเข้าไปอีก ก็เป็น ภาษาคนขึ้นมาอีก, มันก็โง่ลงเท่านั้นเอง. ถ้าพูดว่าว่างในภาษาธรรม ก็คือ ไม่ต้องเป็น, ความว่าง เป็นสิ่งที่ไม่ต้องเป็น ความว่างเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่ตามภาษาคน. นี่แหละจึงกล่าวว่า "ที่แท้เราไม่ได้เป็นอะไรเลย" เมื่อเรามิได้เป็นอะไรเลยแล้ว ก็ หมายความว่า เรามิได้มีอะไรเลยเป็นเรา เป็นของเรา, เราจึงไม่มี ไม่เป็น ไม่เป็น ไม่มี, นี้คือ ว่าง, "ที่แท้เราไม่เป็นอะไร" ก็พอจะเข้าใจกันได้ในตอนนี้. ที่เราเป็นพระธรรมทูตก็เป็นโดยการสมมต, โดยการแต่งตั้ง, แต่โดยเนื้อแท้เราจะต้องไม่เป็นอะไรเลย, ต้องเข้าถึงความไม่เป็นอะไรเลย. จึงมี คำถามเกิดขึ้นมาเองว่า ที่ว่าไม่เป็นอะไรเลยนั้น ใครจะเป็นผู้ไม่เป็น, หรือว่าเราจะเป็นพระ- ธรรมทูตอย่างนี้ ใครจะเป็น, ที่จะเป็น หรือจะไม่เป็นก็ตามก็คือว่าง. ว่าง นั้นมีอะไรหมดทุกอย่าง อย่างที่ได้กล่าวแล้ว. คนโง่เข้าใจว่า เมื่อพูดว่าว่าง ก็คือไม่มีอะไรเลย, คนรู้ธรรมรู้ว่ามีทุกอย่าง แต่ไม่มีความรู้สึกยึดถือ เข้าใจสำคัญมั่นหมายว่า เป็นอะไรในสิ่งนั้น. จิตนั้นจึงว่าง เพราะ ไม่มีตัวที่จะเป็นตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือเป็นตัวผู้อื่น, และว่างเพราะไม่มีอะไรที่จะเอาไว้ เป็นของตัว มันเป็นจิตที่ไม่ได้ยึดถืออะไร, ไม่คุมอะไร จึงเรียกว่ามันว่าง เหมือนมือที่ว่าง ที่ ไม่ได้ยึดถืออะไร. คำว่า “ว่าง" หรือ "จิตว่าง" ในภาษาธรรมะจึงหมายถึงมีอะไรทุกอย่างครบไปหมด, แต่มิได้มีความสำคัญมั่นหมาย หรือความรู้สึกที่เป็น Conception อย่างใดอย่างหนึ่งว่า เป็น ตัวฉันหรือเป็นของฉัน, นั่นแหละคือความที่ไม่มีอะไร หรือไม่เป็นอะไรในขั้นแรก. แต่แล้วที่ว่า ใครเล่าจะเป็นธรรมทูต, หรือ ใครเล่าที่จะไม่เป็นอะไร, ก็ต้องตอบว่า ใจ นั่นเอง. ร่างกาย นั้นไม่ต้องพูดถึง มันเป็นของไม่มีความรู้สึก เป็นเพียงเปลือกนอกให้ใจอาศัย เหมือนเปลือกหอย ที่ให้ปูเสฉวนอาศัย. ใจข้างในนั้นมีอะไรประกอบกันอยู่ เป็นส่วนประกอบหลาย ๆ อย่าง, อย่าง ที่เราเรียกว่ นาม นี้ประกอบอยู่ด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นต้น, ส่วนที่เป็นจิต ก็มีหน้าที่กระทำ, ส่วนที่เป็นเจตสิกก็มีส่วนที่ประกอบการทำ, ดังนั้นสิ่งที่รวมกันเรียกว่าใจนี้เอง เป็นผู้รู้สึก เป็นผู้กระทำ, โดยที่ตัวมันเองไม่ต้องเป็นตัวตน ตามความหมายของบุคคลผู้ไม่รู้อะไร ว่าเป็นตัวฉัน. จิตนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก, อธิบายได้ยาก, เป็นธรรมชาติทางฝ่ายนามธรรมอันหนึ่ง ที่รู้สึกอะไรได้ และบังคับควบคุมร่างกายด้วย. ถ้าไม่รู้ความจริง จิตนี้ก็มีตัวฉัน, มือหังการ นมังการ, เป็นไปในทางยกหูชูหาง อยากดีอยากเด่น เป็นธรรมดา, อยากอวดสิ่งที่ตนรู้ เหมือนที่ คนทั่วไปทุกคนรู้อะไร ก็อยากจะให้ผู้อื่นรู้ว่า ตนรู้สิ่งนั้น, แม้ที่สุดแต่ว่ามีงูอยู่ที่นั่นตัวหนึ่ง ก็อด ปากบอนไม่ได้ที่จะเที่ยวบอกกันว่า มีงูอยู่ที่นั่นตัวหนึ่ง, มีนิสัยอยากจะเป็นผู้รู้และเป็นผู้เหนือผู้อื่น

น.105 ๙๗ ในทางที่จะเป็นผู้รู้ นี้ก็เป็น Instinct อันหนึ่งด้วยได้ ซึ่งเราจะต้องควบคุมมันด้วย คือสัญชาตญาณ แห่งการที่จะยกหูชูหางเหนือผู้อื่น, แต่แล้วก็ควรจะดัดแปลงได้ คือแทนที่จะปล่อยไปตามอำนาจ ของมัน, ก็ควบคุมปรับปรุง หรือดัดแปลง หรือ Sublimate มาในทางที่จะเป็นประโยชน์ คือ ไม่เป็นทุกข์แก่ตนเอง แก่ผู้อื่นด้วย. ดังนั้น เมื่อจะสอนก็จงสอนด้วยความรู้สึกที่ควบคุมแล้ว, อย่างพระธรรมทูต จะพูดจะสอน ก็ต้องไม่ใช่โอ้อวด, โอ่อวด เหมือนที่เราเคยกล่าวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง, แต่จะต้องด้วยความรู้สึก ที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวฉัน ไม่เป็นอะไรเลย. เป็น "จิตว่าง” บริสุทธิ์ แล้วให้มันทำงานไปตามหน้าที่, คือรู้อะไรหรือรู้สึกอะไรตามที่เป็นจริง แล้วก็บรรยายไป, อย่างนี้แหละจึงจะสำเร็จประโยชน์ สูงสุด ตรงตามหน้าที่ของพุทธบุตรแห่งพระพุทธองค์. เราจงสำนึกในข้อที่ "ที่แท้เราไม่เป็นอะไร," ที่แท้เราไม่เป็นอะไร, ที่แท้เราไม่เป็นอะไร นี้แหละให้ประจำอยู่ในใจ, เป็นอานาปานสติรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ เราจึงจะไปสอนพุทธ- ศาสนาที่แท้จริงและถูกต้องให้แก่โลกได้, ถ้ามิฉะนั้นแล้วจะมิเป็นการสอนอะไรเลย, เพราะว่า เราก็เป็นอะไรอยู่มาก ๆ. มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ก็เป็นอะไรกันอยู่มาก ๆ, แล้วจะสอนอะไรกัน, เพราะมีกิเลสเหมือนกันและเท่ากัน, มีนั่นมีนี่, เป็นนั่นเป็นนี่ ให้ยุ่งไปหมด. ยิ่งพวกฝรั่งด้วยแล้ว เขายิ่งเป็นอะไร มีอะไรได้เก่งกว่าเรา, เราจะไปเป็นลูกน้องเขามากกว่า ไปเดินตามก้นเขา มากกว่า, ดังที่คนไทยส่วนมากกำลังเดินตามก้นฝรั่งอยู่ในบัดนี้, นี้คือข้อที่ไม่มีอะไรเหนือกว่า มันจึงทำกันไม่ได้ สอนกันไม่ได้. พวกฝรั่งนั้น ที่เลวก็เลวไปจนไม่มีศีลธรรมมีแต่กิเลส แต่ส่วน ที่ยังดียังมีศีลธรรม มีวัฒนธรรมก็ยังมีอยู่มาก, แล้วเขาก็มีวัฒนธรรมไปในทางที่จะเป็นนั่นเป็นนี่, เอานั่นเอานี่ได้ดีกว่าเรา คือเขาเป็นอะไรได้ดีกว่าเรา เราก็จะไปพ่ายแพ้กันที่ตรงนี้. ที่เราจะชนะได้ก็มีทางเดียว คือ เราไม่เป็นอะไร ตามแบบของพระพุทธองค์, แล้วไป สอนเขาให้รู้จักไม่เป็นอะไรเสียบ้าง ว่าเป็นอะไร มีอะไร ก็เป็นไปตามสมมตเถิด, ที่แท้จริง อย่าเป็นอะไร, แล้วเขาก็จะมีความดับทุกข์ได้สิ้นเชิง, มีความสุขชนิดแท้จริงในภาษาธรรม, เหมือนพระอริยเจ้าในพระพุทธศาสนาได้ คือ เราไปประกาศพรหมจรรย์ เพื่อความเป็น พระอริยเจ้าแก่คนทั่วไปในโลก. ดังนั้นเราจะต้องเป็นพระอริยเจ้าอย่างน้อยในอันดับใด อันดับหนึ่ง, แม้แต่ในขั้นตระเตรียมก็ยังดีกว่าที่จะไม่เป็นเสียเลย. ข้อนี้สำเร็จได้ด้วยการ ที่เราไม่เป็นอะไร, มีความรู้อย่างถูกต้องในการที่จะไม่เป็นอะไร แล้วสำคัญมั่นหมายทางที่จะ ไม่เป็นอะไร จึงจะเรียกว่าเป็น ผู้รู้ธรรม และเป็นธรรมทูต มีธรรมสำหรับไปเผยแผ่. คิดดูให้ดีแล้ว จะรู้สึกได้ด้วยตนเองทุก ๆ องค์ว่า, เราต้องสนใจในความไม่เป็นอะไรนี้ ให้ มากกว่าการเล่าเรียนอย่างอื่น หรือแขนงอื่น. ทุกวันที่เราพูดกัน และแสดงบทบาทอะไรออกมา เป็นประจำวันนี้ แสดงให้เห็นอยู่ชัดยิ่งขึ้นว่า เรายังขาดความรู้ในส่วนเนื้อแท้ของธรรม คือ ความที่จะไม่เป็นอะไร, เรามีความรู้ในส่วนภาษา หรือส่วนอื่น ๆ, แต่แล้วก็กลับจะส่งเสริม

น.106 ๙๘ ไปในทางที่จะเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นครูบาอาจารย์ ถ้าความรู้แม้แต่ในทางภาษาก็ยังไม่ไหว, มันก็ยิ่ง อธิบายความไม่เป็นอะไรนั้นไม่ได้มากขึ้นทุกที, อธิบายได้แต่ความเป็นอะไร ตามความรู้สึก ของตนไปอย่างกระท่อนกระแท่น, นี้มันก็เป็นการแสดงว่า จักต้องล้มเหลวเป็นแน่นอน. ดังนั้นขอให้เราพยายามเพิ่ม. หรือรีบเริ่งในส่วนที่เป็นความรู้อันแท้จริง คือความไม่เป็น อะไร หรือตัวธรรมแท้ในพระพุทธศาสนานั้น ให้มากให้ทันกันกับความรู้ประกอบ, ซึ่งเป็น เพียงเครื่องมือสำหรับการเผยแผ่. หัวใจของพุทธศาสนา จะต้องสรุปอยู่ในประโยคสั้น ๆ ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" สพฺเพ ธมฺมา - สิ่งทั้งหลายทั้งปวง. นาลํ - ไม่ควร, อภินิเวสาย - ที่จะฝังตัวเข้าไป ว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา อย่างที่เราได้ยินกันชินว่า แปลว่า "ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น." ในที่นี้ก็หมายความว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่ควร ที่ใคร ๆ จะไปรู้สึกว่า เป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. หรือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างจากความหมาย แห่งความเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา นั่นเอง. มีผู้ไปทูลถามพระพุทธองค์ว่า ให้ทรงประมวลธรรมะทั้งหมดเป็นข้อความสั้น ๆ เป็น ประโยคสั้น ๆ จะได้หรือไม่ และว่าอย่างไร, พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสพระพุทธวจนะสั้น ๆ ประโยคนี้ ดังที่ปรากฏอยู่ในมัชฌิมนิกาย. เราจึงถือว่า คำว่า "สิ่งทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเรา หรือของเรา" นี้แหละว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา, เป็นหัวใจของธรรมะ, เป็น ตัวธรรมแท้ ที่จะมาประกอบกันเข้ากับคำว่า ธรรมทูต. คือทูตแห่งธรรม, คือทูตแห่งความจริง ข้อนี้ว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. เราจะไปบอกให้รู้กันทั่วโลกว่า ความจริง หรือ ธรรมะนั้นเป็นอย่างนี้ คนจะได้ เข้าใจความจริงของธรรมชาติข้อนี้, และมีความรู้สึกเป็นอยู่ด้วยการไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่ามี ว่าเป็นอะไรเลย, สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นของที่ไม่ทำความทุกข์ให้แก่ผู้นั้น. จะมีทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง, อะไรเท่าไรก็ได้, มันก็ไม่มาทำความทุกข์ให้แก่บุคคลผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น, แล้วจะอำนวยความสะดวกสบายเสียอีก. แต่ ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว, ทุกอย่างที่มีมันจะ ระดมกันตบหน้าคนผู้นั้นเอง, สุมเผาบุคคลผู้นั้นเอง, หรืออย่างน้อยที่สุด มันก็มาสุมอยู่บน ศีรษะของบุคคลผู้นั้น, แล้วมันจะหนักสักเท่าไร, ขอให้ลองคิดดู. ถ้าวัวควายไร่นาทั้งหมด มาสุม อยู่บนศีรษะของคนผู้เป็นเจ้าของแล้ว, มันจะน่าทุเรศสักเท่าไร, ก็ขอให้ลองคิดดู. นี่แหละคือข้อที่พุทธศาสนาได้สอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในฐานะที่เป็นหัวใจ ที่เรา จะนำไปเผยแผ่, จนให้รู้ว่า โดยที่แท้นั้นเราไม่ได้เป็นอะไรกันเลย, ไม่ว่าใคร, ไม่ว่าคนไหน, โดยที่แท้นั้นไม่ได้เป็นอะไรเลย, แต่ที่ไปสำคัญมั่นหมาย เป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นมา ต่าง ๆ นานา วันหนึ่ง หลายสิบครั้ง หลายร้อยครั้ง พันครั้งนั้น, เพราะ อำนาจความไม่รู้ธรรม, ไม่รู้ความจริง แล้ว จึงได้เป็นทุกข์ทุกที, ตามที่ได้มีความรู้สึกขึ้นมาว่า ตนเป็นอะไร, เป็นพ่อก็เป็นทุกข์อย่างพ่อ, เป็นแม่ก็เป็นทุกข์อย่างแม่, เป็นลูกก็เป็นทุกข์อย่างลูก, เป็นเศรษฐีก็ทุกข์อย่างเศรษฐี, เป็นขอทาน

น.107 ๙๙ ก็ทุกข์อย่างขอทาน, เป็นเทวดาก็ทุกข์อย่างเทวดา, เป็นมนุษย์ก็ทุกข์อย่างมนุษย์, เป็นคนมีบุญ ก็ทุกข์อย่างคนมีบุญ, เป็นคนมีบาปก็ทุกข์อย่างคนมีบาป. และในที่สุดต้องเข้าใจให้ดีว่า คนมีทุกข์ ก็ทุกข์อย่างคนมีทุกข์ คนมีสุขก็ทุกข์อย่างคนมีสุข, ถ้าหากว่ายึดมั่นถือมั่นว่า "ตน" ว่า "กู" เป็นผู้มีสุข. ที่แท้เราไม่ได้เป็นอะไรเลย, นี้จะไม่มีความทุกข์เลย. เราไปสอนธรรมะอันประเสริฐ, หรือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด, ที่ทำให้ไม่ต้องทุกข์, ไม่ต้อง เกิด, ไม่ต้องแก่, ไม่ต้องเจ็บ, ไม่ต้องตาย, ที่เรียกว่าอมตธรรมนี้ แก่คนทั้งหลายในโลก ตาม พระพุทธบัญชา, ให้ถูกต้องให้ตรง, ให้สุดความสามารถของเรา, ซึ่งเราต้องเตรียมตัวกันเสีย แต่บัดนี้, ด้วย ตนเองไม่เป็นอะไรเสียก่อน โดยเนื้อแท้ โดยที่แท้, แล้วจึงจะไปสอนข้อ เท็จจริงอันนี้แก่ใคร ๆ ก็ได้. ไปสอนความจริงอันเป็นปรมัตถสัจจ์นี้ แก่คนทุกคน ที่มีอุปนิสัย พอจะเข้าใจได้, ไม่เป็นอภัพพสัตว์เกินไปแล้ว ก็จะต้องเข้าใจได้วันหนึ่ง โดยแน่นอน. พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อยนั้นก็มีอยู่, จึงได้ทรงแสดงธรรม พยายามแสดงธรรม, แม้ในสมัยนี้เราก็เชื่อได้ว่า, คนที่มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อยนั้นจะต้องมีอยู่ โดยแน่นอนเหมือนกัน, เพราะว่ามีการศึกษาอบรมก้าวหน้ามาก. คนที่ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส เสียโดยส่วนเดียวก็ยังจะมีอยู่, เราก็มุ่งหวังเฉพาะคนประเภทนี้, เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ที่ทรง มุ่งหวังคนประเภทนี้ แล้วจึงทรงแสดงธรรม, อปรชคฺคชาติกา - สัตว์ที่มีชาติแห่งความมีธุลี ในดวงตาเล็กน้อยนั้นก็มีอยู่ สัตว์ประเภทนี้จักเข้าใจคำพูดที่ว่า "ที่แท้เราไม่เป็นอะไรเลย" ได้โดยแน่นอน. หวังว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะได้สนใจข้อนี้เป็นพิเศษ แล้วความเป็นธรรมทูต ของเราก็จะสมบูรณ์ และบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นแน่นอน. เวลาที่กำหนดไว้สำหรับการพูดจาก็หมดลงเท่านี้. •

น.108 หมอนไม้ บัดนี้ วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น.แล้ว, เป็น เวลาที่ได้กำหนดไว้ว่า จะพูดจากันในเรื่องหนึ่งเสมอไป. สำหรับวันนี้ที่จะขอกล่าว เรื่องหมอนไม้ อีกครั้งหนึ่ง, ผมรู้สึกว่า สิ่งที่เรียกว่า หมอนไม้ นี้ มีความสำคัญสำหรับพวกเราอย่างยิ่ง, และผมรู้จักดี ดังนั้นจึงมีเรื่องที่จะพูด เกี่ยวกับหมอนไม้นี้ พอสมควรอยู่เหมือนกัน. ผมใช้หมอนไม้มาตั้งแต่ก่อนที่จะได้อ่านบาลีพระพุทธภาษิต ที่ทรงแนะ หรือทรงขอร้องให้ใช้หมอนไม้ ดังพระบาลีว่า :- "กลิงฺครูปทานํ ภิกฺขเว วิหรถ" ซึ่งแปลว่า ภิกษุ ทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้มีท่อนไม้เป็นหมอนเถิด เมื่อมีท่อนไม้เป็นหมอนอยู่ มารจักไม่ได้ โอกาส. เมื่อออกมาอยู่ที่สวนโมกข์ฯ เก่า, มาสร้างสวนโมกข์ฯ เก่าขึ้น ตั้งแต่วันแรกมาก็ได้ใช้ หมอนไม้ เนื่องจากความเดาเอาว่า นี้จะมีประโยชน์, อย่างน้อย ก็ไม่มีใครขโมย. ไม่ลำบากในเรื่อง เก็บรักษา, เรื่องซักเรื่องฟอก, และก็เห็นเขาใช้กันอยู่ทั่ว ๆ ไป ไม่เห็นเป็นอะไร, แม้ว่าเขาจะใช้ นอนเล่นชั่วขณะ เราใช้จริงตลอดคืน ก็เพราะว่าเรานอนน้อย, การนอนของเราก็น้อย ๆ ในคืนหนึ่ง เท่า ๆ กับการนอนเล่นของเขาอยู่แล้ว, เพราะฉะนั้นก็คงจะใช้ได้, เพราะถ้ามันแข็งนัก ก็ใช้ ผ้าสังฆาฏิรองก็ยังได้, เพราะฉะนั้นจึงได้ใช้หมอนไม้มาตั้งแต่วันแรกของการมีสวนโมกข์ฯ คือ พ.ศ. ๒๔๗๕. เมื่อใช้เข้าจริงก็เห็นประโยชน์หลายอย่างอย่างที่ว่าแล้ว. และโดยเฉพาะเหมาะสำหรับ คนที่คิดเรื่อย โลหิตขึ้นหัว โลหิตขึ้นศีรษะ ทำให้มึนหรืองง หรือปวดหัวได้ในที่สุด. การใช้ หมอนไม้ เมื่อรู้จักใช้แล้วก็จะช่วยให้ มีการโลหิตขึ้นศีรษะนั้นน้อยลงได้, แต่นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอได้โปรดถือว่านี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ, เรื่องสำคัญอยู่ที่ว่า. นี้ มันเป็นคำแนะนำ คำสั่งของ พระศาสดา เพื่อว่ามารอย่าได้โอกาสนั่นเอง. เมื่อพิจารณาดูต่อไปอีกก็ยิ่งเห็นอะไร ๆ มากไปกว่า ที่มารจะไม่ได้โอกาสนั้นยิ่งขึ้นไปอีก, ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาเล่า เพื่อเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายจะได้คิดดูเป็นการเปรียบเทียบกัน.

น.109 ๑๐๑ ว่าความเป็นธรรมบุตรอย่างของเขา กับความเป็นธรรมบุตรอย่างของเรา มันต่างกันสักเท่าไร, ข้อนี้คือเมื่อมีการอบรมลูกเสือที่ค่ายธรรมบุตรนี้เอง ผมก็รู้เรื่องและสังเกตดูอยู่ตลอดเวลาทุกคราว ไป, ต้องขนหมอนมาเป็นอันมาก หมอนธรรมดา หมอนตะพาบสีขาว, ก็ต้องเที่ยวรวบรวม หยิบยืมตามบ้านตามวัด จนถึงกับว่า เสื่อจะหมดทั้งวัด, เพราะว่ามีคนมากหลายร้อยคน มีทั้งเสื่อ มีทั้งหมอน แล้วยังแถมมีทั้งกระจกเงาส่องหน้า มีหวี มีน้ำมันใส่ผม มีเครื่องที่ต้องใช้กับผมและ หน้า อย่างอื่น ๆ ในที่สุดก็คือข้อที่เขาจะต้องปรุงอาหารเป็นการใหญ่, จะต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อทำแสงสว่าง. คิดดูเถอะเพียงเท่านี้ก็เป็นความโกลาหลวุ่นวายเท่าไร, หมดเปลืองเท่าไร. อย่างเครื่องไฟฟ้านี้ ของสวนโมกข์ฯ นี้ก็มี, แต่ผมรู้สึกว่ามันน่าขยะแขยง ที่จะเอาเครื่องไฟฟ้า มาเดินเข้าติดให้สว่างไสว แล้วเขียนหนังสือหรืออ่านหนังสือด้วยสิ่งนี้, น่าขยะแขยงสำหรับ พระเรา ซึ่งเป็นพุทธบุตร ธรรมบุตรโดยเนื้อแท้, พระพุทธองค์ก็ไม่เคยทรงรู้จักกับสิ่งเหล่านี้ และไม่จำเป็นที่จะต้องมีไฟสว่างไสวมาก แม้เพียงเท่าที่เรากำลังมีอยู่นี้ คือมีโคมหลาย ๆ ดวง อย่างนี้. จะมีประทีปก็แต่สักดวงหนึ่ง ก็ประชุมกันได้ หรือไม่มีเลยก็ประชุมกันได้. นี่เราก็มีหมอนไม้ และผ้าพลาสติกพอสำเร็จประโยชน์ในการเป็นอยู่และการนอน, และ เราก็นอนได้ที่สนามหญ้า, ในเมื่อลูกเสือเหล่านั้นต้องนอนในหลังคา. คำว่าลูกเสือในที่นี้ คนโต ๆ ทั้งนั้น รุ่นครูทั้งนั้น ทั้งหญิงทั้งชาย อายุก็เท่า ๆ เรา แต่ต้องนอนในหลังคา. เรานอนได้ที่นี่ กลางหาว ไม่เป็นหวัดเลย นี่ก็เพราะอานุภาพของชีวิตแบบหมอนไม้, เราไม่ต้องเป็นทาสที่จะต้อง ซักปลอกหมอน, เพราะหัวของเราไม่เปื้อนน้ำมันใส่ผม, และหมอนของเราก็เปื้อนไม่ได้ เพราะ มันเป็นไม้และทาน้ำมัน หรือไม่ทาน้ำมันก็ตาม. นี้แหละคือ "ชีวิตหมอนไม้” ที่น่าสนใจ, ไม่ต้อง เป็นทาสของอะไร, เหมาะสมสำหรับสมณสากยบุตร. และเพราะเหตุนี้เองเราจึงไม่ต้องตั้งโรงครัว ไม่ต้องจ่ายอาหาร, แล้วก็ไม่ต้องทำกันให้โกลาหลวุ่นวายในโรงครัว เหมือนที่เขามีกันอยู่นั้น, เพราะว่าเราหนุนหมอนไม้ จึงได้ฉันอาหารฟรีของชาวบ้าน. หากลูกเสือจะทำอย่างนี้บ้าง ก็คงจะได้กินอาหารฟรีของชาวบ้านได้เหมือนกัน. ชาวบ้านสมัครใจเสียสละให้อาหาร และให้อื่น ๆ ทุกอย่างถ้าต้องการแก่เรา, เพราะว่า เรามีชีวิตหนุนหมอนไม้. ถ้าหากว่าพวกลูกเสือเหล่านั้นจะมีชีวิตให้คล้ายเรา ในทำนองนี้ ผมก็ เชื่อว่า ชาวบ้านเขาคงจะช่วยให้อาหารโดยที่ไม่ต้องปรุงอาหารเองด้วยเหมือนกัน เพราะว่า อุดมคติของลูกเสือนั้น ลองไปอ่านดูที่ไหนก็ตามใจ จะเห็นว่ามันมีหลักธรรมในพระพุทธศาสนา. ผมจึงตั้งชื่อค่ายนี้ว่า “ค่ายธรรมบุตร," เพราะว่าลูกเสือก็เป็นธรรมบุตรเหมือนกัน, ถ้าว่าลูกเสือ นั้นประพฤติให้ถูกต้องแท้จริงตามกฎเกณฑ์ของลูกเสือ ด้วยกาย วาจา ใจ หรือด้วยใจด้วย สุดชีวิตจิตใจให้จริง ๆ ก็จะเป็นธรรมบุตร เป็นพระ เป็นเณร หรือค่อนพระค่อนเณรไปทีเดียว. ความเสียสละ, ความซื่อตรง, ความเป็นระเบียบเรียบร้อย, ความเห็นแก่ผู้อื่น เหล่านี้ก็คือธรรมะ ในพุทธศาสนา. ไปตรวจดูรายละเอียดในบัญชีเหล่านี้แล้วจะเห็นได้ว่า เป็นธรรมะในพุทธศาสนา

น.110 ๑๐๒ ทั้งนั้น, หากแต่ว่าเขาไม่จริงมากเหมือนเรา, ยังมีลูกมีเมีย ยังเห็นแต่ความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย, ยังเอากระจกเงา เอาน้ำมันใส่หัวมาในค่าย, แล้วจะเป็นลูกเสือ สมคำว่าลูกเสือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้อย่างไร, นั่นแหละจึงต้องหุงข้าวกินเอง. ไม่มีสิทธิอันชอบธรรมมากพอที่จะกินอาหารฟรี เพื่อทำหน้าที่ของลูกเสือให้สมบูรณ์, เพราะทำหน้าที่ของลูกเสือไม่สมบูรณ์ ยังมีส่วนที่เห็นแก่ตัว แม้แต่การแต่งเนื้อแต่งตัว, อย่างนี้จึงไม่มีสิทธิที่จะกินอาหารฟรี. ทีนี้ สำหรับพวกเรา ถืออุดมคติว่า ชีวิตหมอนไม้กันดีกว่า, โปรดจำไปด้วยว่า การอยู่ ที่นี่จะบัญญัติคำขึ้นคำหนึ่งว่า "ชีวิตหมอนไม้," ท่านทั้งหลายได้มาร่วมชีวิตหมอนไม้, และเป็น สมาชิกของธรรมบุตรนี้, จะช่วยให้เป็นที่ระลึกถึงความจำแก่เหตุการณ์ ๒ อาทิตย์ที่นี่ว่า "ชีวิต หมอนไม้ของค่ายธรรมบุตร," เป็นสมาชิกของค่ายธรรมบุตรกลับไป. ชีวิตหมอนไม้ช่วยให้ได้ กินอาหารฟรี, ช่วยให้ได้รับความสะดวกอย่างอื่น. อย่าคิดว่าผมเป็นผู้ต้อนรับ หรือเป็นผู้จัดให้ มีอาหารฉัน หรืออะไรทำนองนั้น, จะต้องเข้าใจว่าชีวิตหมอนไม้ของเราต่างหาก ที่ทำให้ได้ เป็นอย่างนั้น. ชีวิตหมอนไม้นี้มีกำเนิดมาจากพระพุทธองค์, ซึ่งทรงรับสั่งว่า "จงมีท่อนไม้ เป็นหมอนเถิด มารจักไม่ได้โอกาส." คำว่า "มารจักไม่ได้โอกาส" นั่นแหละคือความหมาย ของพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์, ได้มามีชีวิตหมอนไม้อยู่ ๒ สัปดาห์ พอจะทำให้เกิดนิสัย อย่างนี้ขึ้นบ้าง. คำว่า ชีวิตหมอนไม้ มันมีความหมายรวมทั้งการกิน การนอน การกระทำ ทุกอย่าง, ซึ่งสรุปความว่า ทำให้เราเป็นคนรวยอย่างยิ่ง, เพราะสันโดษ, รวยในทางจิตใจ, และทาง ฝ่ายเนื้อหนังนั้น จะต้องลดลง เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดได้กระทำไป ในลักษณะที่ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว, จะทดสอบหลักสูตรนี้ได้โดยข้อเท็จจริงที่ว่า กลับไปจากนี้จะต้องมีน้ำหนักลดลงไป อย่างน้อย องค์ละ ๕ กิโลกรัม, ถ้าน้ำหนักยังไม่ลดลงไปองค์ละ ๕ กิโลกรัม ก็ถือว่ายังไม่ครบตามหลักสูตร ยังไม่ได้ผลตามหลักสูตร. ชีวิตหมอนไม้ของเราจะเริ่มความร่ำรวยในทางจิต ทางวิญญาณ แต่จะลดทุกอย่างในทางเนื้อหนัง. เท่าที่พูดมานี้ ก็พอจะแสดงให้เห็นว่า ชีวิตหมอนไม้นี้คืออะไร, เป็นชีวิตจิตใจของพวกเรา ธรรมบุตรอย่างไร. เราประสบความสำเร็จ คือชนะน้ำใจ อยู่เหนือน้ำใจของประชาชนอย่างไร, ผิดจากลูกเสือตามธรรมดาอย่างไร. เราเรียกตัวเองว่าลูกเสือของพระพุทธเจ้า คือเป็นธรรมบุตร ตามแบบของพระพุทธเจ้า, ส่วนลูกเสือตามธรรมดานั้น ก็เป็นลูกเสือของเขาเอง, เป็นธรรมบุตร โดยที่ผมอยากจะเรียก ก็เพราะอยากจะให้มีคุณธรรมอย่างธรรมบุตร. และหวังว่าถ้าผู้ที่มี อำนาจในวงการของลูกเสือ ได้เห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้โดยประจักษ์แล้ว, คงจะแก้ไขระเบียบ ของลูกเสือ ให้มามีชีวิตหมอนไม้อย่างพวกเรานี้เป็นแน่นอน, เพราะมันสมกับคำว่าลูกเสือ คือ สัตว์ที่อยู่ในป่า และเข้มแข็งที่สุด, มีคุณธรรมอะไรดีที่สุด ไม่ควรจะหนุนหมอนนุ่น ให้เปื้อนน้ำมัน ใส่หัวอีกต่อไป.

น.111 ๑๐๓ ข้อนี้ขอให้เอาไปคิดสำหรับเปรียบเทียบดูกับกิจการอย่างอื่น ๆ และรวมทั้งปรับปรุงอะไร บางอย่าง ในเมื่อกลับไปถึงวัดแล้ว, อย่าให้ต้องซักปลอกหมอนเหมือนพวกฆราวาสดูจะดีมาก. จะทำโดยวิธีใดก็ตาม อย่าให้พระเราต้องซักปลอกหมอนเหมือนพวกฆราวาสดูจะดีมาก, บางที พลาสติคจะช่วยได้, หรือถ้าถึงที่สุดแล้วหมอนไม้นั่นเองจะช่วยได้. นี่ไม่ได้ทำเพียงว่ามันจะได้ขลัง, หรือจะได้เป็นพิธีที่จะช่วยให้ขลัง, แต่ว่าเป็นเหตุผลและเป็นเนื้อแท้ หรือเป็น spirit - เจตนารมณ์ ของพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า, ของชีวิตพรหมจรรย์, อย่างน้อยก็ขอให้ไปทดลองดู เพื่อเป็นการสังเกตและเป็นความรู้ เมื่อแน่ใจอย่างไรก็เอาความจริงใจนั้นเป็นหลัก แล้วก็กระทำไป ให้สมคล้อยกับเจตนารมณ์ของพรหมจรรย์เถิด. เราก็จะเป็นสพรหมจารี, คือจะเป็นพรหมจารี ในส่วนตัว. และจะเป็นสพรหมจารีแก่กันและกัน ในส่วนสังคมของพระสงฆ์ ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม. จึงหวังว่าการที่เรามา train มาฝึกตัวเองในชีวิตแบบนี้ ที่นี่ ในลักษณะอย่างนี้ นี่จะ ได้ช่วยให้จิตหรือวิญญาณสูงขึ้นไป สำหรับที่จะเป็นธรรมทูต. ลดหย่อนอุปสรรคทางเนื้อหนัง ลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, แล้วก็เพิ่มความสูงความประเสริฐ หรือกำลังวังชาในทางจิต ทางวิญญาณให้มาก ให้เข้มแข็ง ให้แหลมคม สมกับที่จะเป็นธรรมทูต, ตามที่พระพุทธองค์ ตรัสในทำนองทั้งขอร้องและบังคับว่า "จงไป" หมายความว่าจงไปให้ทั่วโลก และเพียงเพื่อ ประโยชน์สุข, เพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก. จงทำความอนุเคราะห์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์. มนุษย์จะได้รับประโยชน์ เทวดาจะได้บุญเพราะอนุโมทนา, นับว่าเป็นการสงเคราะห์ทั้งแก่มนุษย์ และแก่เทวดา ด้วยเหตุนี้. เราจะต้องมีชีวิตหมอนไม้ จึงจะสามารถจาริกไป ตามคำสั่งของ พระองค์ และสำเร็จประโยชน์ตามนั้นได้, ถ้าเรายังติดชีวิตฟุ่มเฟือย เรายังไปไม่ได้. เราต้อง เสียสละความฟุ่มเฟือยทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง, แล้วร่ำรวยด้วยคุณธรรมในทางจิตทางวิญญาณ จึงจะออกเดินท่อม ๆ ไปทั่วโลกได้, บำเพ็ญประโยชน์แก่มหาชนได้เต็มที่ สงเคราะห์ทั้งเทวดาและ มนุษย์ได้จริง. ขอได้โปรดพิจารณา ถึงความประเสริฐของชีวิตแบบนี้ให้จริงจัง, และพยายามเป็นอยู่ หรือครองชีวิตอยู่ในแบบนี้ให้มากยิ่งขึ้น, เป็นชีวิตอนาคาริก, เป็นชีวิตของบรรพชิต ปราศจาก เหย้าเรือน, ปราศจากสิ่งที่เป็นภาระรุงรัง ไม่มีสิ่งที่เป็นภาระรุงรัง ตัดออกไป ๆ ๆ ให้เหลือแต่ ที่จำเป็นจริง ๆ คือไตรจีวร นอนไหนนอนได้ โลกนี้เป็นของเราทั้งโลก คือเราอยู่ที่ไหนก็ได้ ทั้งโลก. ถ้าเราต้องการจะอยู่อย่างนั้น จะกินอย่างนี้ เราไม่อาจจะอยู่ได้ทั้งโลก, แต่ถ้าเรามีชีวิต แบบหมอนไม้ เราอยู่ได้ทั้งโลก. และจะทำให้โลกนี้เป็นของเรา, เพราะว่ามีคนร่วมมือกะเรา, ผู้มีชีวิตพรหมจรรย์อย่างแท้จริง ตามแบบของพระพุทธองค์ สมกับที่ว่าธรรมะนี้เป็นของสำหรับ โลกทั้งโลก ทั้งหมด, เราจะกระทำให้เป็นอย่างนั้นด้วยน้ำมือของเรา, ผู้เป็นอยู่ อย่างชีวิต หมอนไม้. คำว่า "หมอนไม้" นี้ อยู่ในอัญญประกาศ คือมีความหมายมาก กว้างออกไป, หวังว่า

น.112 ๑๐๔ เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะได้จดจำคำนี้ไปว่า "ชีวิตหมอนไม้ของค่ายธรรมบุตร," และผม ถือว่าเพื่อนสพรหมจารีทุกองค์เป็นสมาชิกค่ายธรรมบุตรเช่นเดียวกับผม, แล้วเราคงจะได้ช่วย กันทำโลกนี้ ให้เป็นโลกที่มีธรรมะยิ่งขึ้น สมตามเจตนารมณ์ของพวกเรา, และสมตามที่เหตุการณ์ ในโลกนี้ มันส่อไปในลักษณะเช่นนี้, มีเหตุผลที่จะแสดงว่า โลกนี้ต้องการความช่วยเหลือจากเรา อย่างยิ่ง และโดยแท้จริงแล้ว, ขอได้โปรดทำในใจอย่างนี้ให้เต็มที่เถิด. หวังว่าสิ่งนี้จะติดอยู่ในความทรงจำ ไม่มีการลางเลือนจนตลอดชีวิต, มีชีวิตอย่างที่ เรียกว่า นอนกลางดินกินกลางทราย ทำนองเดียวกับที่เราถืออุดมคติกันอยู่เป็นประจำว่า "กินข้าว จานแมว อาบน้ำในคู." และสมคล้อยกันกับอุดมคติสากลที่ว่า plain living, high thinking นี้ เป็นของคู่กัน plain living มีชีวิตอยู่ให้ต่ำที่สุด แล้วก็จะมี high thinking ได้ คือมีความคิดสูงได้. ถ้ามี high living เสียแล้วจะเป็น low หรือ plain thinking กลับกัน, เพราะมีความสูงทางเนื้อหนัง แล้ว จะมีความตกต่ำทางวิญญาณ. ถ้ามีความต่ำทางเนื้อหนังแล้ว จะมีความสูงในทางวิญญาณ กลับกันอยู่อย่างนี้เสมอไป. ขอได้โปรดคิดให้ดี สังเกตให้ดี ทดลองให้ดี จนเข้าใจข้อเท็จจริงเรื่องนี้, แล้วดำรงชีวิต ในลักษณะที่เรียกว่า plain living ถึงผมไม่ขอร้องก็เข้าใจว่า เพื่อนสพรหมจารีทุกองค์กลับไป จากนี้ คงจะต้องไปปรับปรุงอะไรที่กุฏิ หรือที่วัดของตนบ้างเป็นแน่นอน, และคงจะรังเกียจ อะไรบางสิ่งบางอย่าง ที่เป็นอุปสรรคแก่ high thinking ที่แท้จริง และที่บริสุทธิ์. เรามีอะไร ที่คอยกระตุ้นให้ไม่มี high thinking คือคิดแส่ไปแต่ในทางสูง, เพราะว่ามันไม่ค่อยจะสนุกสำหรับ ผู้ที่มีความต้องการ ความเป็นอยู่ในทางวัตถุหรูหรา. ความเป็นอยู่ในทางวัตถุที่หรูหรา เป็น ข้าศึกกันกับความคิดที่สูงที่ประเสริฐ ตามแบบของพระพุทธศาสนา, ดังนั้นจึงเชื่อว่า คงจะต้อง มีการปรับปรุงอะไรบ้างไม่มากก็น้อย, แม้แต่นิดหน่อยก็ยังดี, เพื่อสนับสนุนภาวะที่สูงในทางจิตใจ ไม่มีอะไรที่เป็นไปในทางที่สูงยิ่งขึ้น ๆ. สิ่งที่ต้องนึกต้องคิดก็คือ ความสนุกสนาน ความคะนองกาย คะนองวาจา เพราะว่า การคะนองกาย คะนองวาจานั้น ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ที่เป็นไปในทางวัตถุ, นี้มันตรงกันข้าม กับคุณสมบัติที่จะทำให้เกิดความสูง ความประเสริฐในทางของพระอริยเจ้า ดังที่มีคำกล่าวชัด อยู่แล้วว่า :- อปฺปคพฺโภ กุเลสุ อนนุคิทฺโธ อปฺปคฺโภ, - ไม่คะนอง, กุเลสุ อนนุคิทฺโธ - ไม่ ข้องเกี่ยวในสกุลทั้งหลาย, ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวพัวพันงอแงอยู่ในสกุลทั้งหลาย. ภิกษุเราไปข้องเกี่ยว งอแงอยู่กับพวกโยม หาประโยชน์จากโยม ในการได้กินดี หัวเราะร่วน, นี่เรียกว่าไม่ กุเลสุ อนนุคิทฺโธ มันกลายเป็น อุปฺปคิฺโธ - เข้าไปข้องเกี่ยวพัวพันงอแง ออดแอดอยู่ในสกุลทั้งหลาย คือพวกโยม, แล้วก็มี ปคพฺโภ - คะนองกายคะนองวาจา. นี้เป็นตัวการแท้ของการมีชีวิตสำอาง สำรวย, ตรงกันข้ามกับชีวิตสันโดษของพระองค์, ตรงกันข้ามกับชีวิตหมอนไม้. เพราะฉะนั้น จะต้องไปปรับปรุงอะไรหลายๆ อย่าง หรือบางอย่าง ที่ส่งเสริมชีวิตอ่อนแอ, อ่อนแอไปใน

น.113 ๑๐๕ ทางที่จะต้องตามใจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อความสะดวกสบาย เอร็ดอร่อยทางเนื้อ ทางหนัง นั่นเอง. ขอได้โปรดนึกในเรื่องนี้ เตรียมตัวเพื่อจะเป็นผู้เข้มแข็ง, เมื่อถูกส่งไปต่างประเทศแล้ว ความสำเร็จก็จะอยู่ในกำมือของเรา, เพราะว่าเราจะไม่ไปตกเป็นเหยื่อของความหรูหรา ฟุ่มเฟือย ในต่างประเทศเป็นแน่นอน. ประวัติศาสตร์จะไม่ต้องซ้ำรอยในข้อที่ว่า ภิกษุที่ ถูกส่งไปต่างประเทศนั้น ไปสึกมีภรรยา เป็นชาวต่างประเทศ. เป็นการทำลายขวัญ, เป็นการ ทำความฉิบหายให้แก่อุดมคติ, นี้ปรากฏมาแล้วเป็นอันมาก. ถ้าเราไม่เป็นทาสของความหรูหรา ฟุ่มเฟือยไปตั้งแต่บัดนี้, เราก็จะไม่ไปเป็นทาสแห่งความหรูหราฟุ่มเฟือยในเมืองนอกเป็นแน่นอน. ขอได้โปรดถือเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งด้วย, ในการที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของเรา ด้วยความเสียสละอดกลั้นอดทน, เป็นเครื่องบูชาคุณของพระพุทธองค์ ด้วยปฏิบัติบูชา อย่าง สูงสุด จงทุกองค์เถิด. เวลาสำหรับพูดจาตอนนี้ของเราก็สิ้นสุดลง ซึ่งเราจะได้ทำตามโปรแกรมต่อไปในเรื่อง ทำวัตร และวันนี้เราก็จะมีเวลามากพอ เพราะว่าเราเริ่มก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง. •

น.114 งานธรรมทูต คือ งานต่อต้านผู้อื่น บัดนี้ วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงเข้ามาถึงเวลา ๒๐.๔๐ น. แล้ว, เป็นเวลาที่เราจะพูดจากันด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตามเคย. สำหรับวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า งานธรรมทูต คืองานต่อต้านผู้อื่น. งานธรรมทูตคืองานต่อต้านผู้อื่น , งานธรรมทูตจะต่อต้านผู้อื่นอย่างไร เราจะได้ พิจารณากันต่อไป. เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายย่อมมองเห็นอยู่แล้วว่า งานธรรมทูตก็คืองานเที่ยว สั่งสอนให้รู้เรื่องความดับทุกข์ ความดับทุกข์ เป็นเรื่องละเอียดประณีต, จนถึงกับพระพุทธองค์ ทรงท้อพระทัย จะไม่แสดงธรรมที่ตรัสรู้แก่มหาชนมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็ทรงแสดงเพราะ เห็นว่ามีบางคนจะเข้าใจได้. ข้อนี้แสดงว่า ธรรมะนั้นยากแก่บุคคลทั่วไป , ข้อที่ยากนั่นแหละ เป็นการแสดงว่า ไม่เข้ารูปกันได้กับความรู้สึกของมหาชน, นี้ก็ข้อหนึ่งแล้ว ที่แสดงให้เห็นว่า มันฝืนความรู้สึก, เป็นการฝืนความรู้สึกของมหาชน. ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่จะต้องสังเกตอีกสิ่งหนึ่งก็คือว่า แม้สมเด็จพระศาสดาเอง ก็ทรงถูกมหาชน ต่อต้านเนื่องด้วยคำสอนของพระองค์, เพราะว่าทรงสอนไปในทางที่ฝืนความรู้สึกของมหาชน นั่นเอง. ในที่หลายแห่งพระพุทธองค์ทรงถูกเขาด่า เขาหาว่า พระสมณโคดมนี้ไม่มีอะไร ดีแต่จะ เที่ยวทำให้คนเป็นหม้าย, เช่นเมื่อสามีไปบวชเสีย ภรรยาก็เป็นหม้าย อย่าง นี้เป็นต้น . และยังทรง ถูกมนุษย์กล่าวหาด่าว่าอย่างอื่นอีกมากมาย เช่นว่า ทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว นำไปทำให้ฉิบหาย อย่างนี้เป็นต้น, ซึ่งเป็นการแสดงว่าความรู้สึกไม่ตรงกัน จึงเป็นการต่อต้านกันอย่างยิ่ง. นี่ขอให้ สังเกตในข้อที่ว่า แม้แต่พระองค์เองก็ยังทรงถูกเขาต่อต้านอย่างนี้. เพราะว่า ธรรมนั้นมันเป็น ไปเพื่อการฝืนนิสัยของคนธรรมดาสามัญ ที่ไม่รู้ธรรมะ. เมื่อเริ่มสอนธรรมะก็ต้องประสบการต่อต้าน ดังนั้นเราจึงถือว่างานของธรรมทูต คืองาน ต่อต้านผู้อื่น, หรือต่อต้านกับผู้อื่น, แล้วเราจะเอาแต่ความสะดวกสบาย ให้ใครมาคอยนอบนบไป หมดอย่างนี้, ไม่มีหวัง, ถ้าคิดอย่างนั้นก็เป็นความเขลาเต็มที่ และไม่ใช่ความคิดของพระธรรมทูต

น.115 ๑๐๗ ด้วย, เป็นความคิดของบุคคลผู้ทำการค้า หรือแสวงหาลาภอย่างใดอย่างหนึ่ง เท่านั้นเอง. ต่อเมื่อใด มองเห็น และคิดว่างานธรรมทูตเป็นงานต่อต้านผู้อื่น, แล้วรู้สึกว่าจะต้องเสียสละ, จะต้องอดกลั้น อดทน, จะต้องต่อสู้ แม้กระทั่งสูญเสียชีวิตก็ยอมแล้ว, นั่นแหละจึงจะเป็นพระธรรมทูต. เหมือนกับ พระปุณณะ ที่จะไปเผยแผ่ศาสนา, หรือพรหมจรรย์ในแคว้นสุนาปรันตะ ซึ่งคนดุร้าย ท่านก็ ยอมเสี่ยง ยอมเสียชีวิตไว้เป็นการล่วงหน้า, พระศาสดาจึงทรงอนุโมทนาว่า สมควรแล้วที่จะเป็น ธรรมทูต ดังนี้ จึงหวังว่าเราทุก ๆ รูป จะมีความรู้สึกเช่นนี้ไว้เป็นการล่วงหน้าด้วยเหมือนกัน. เราลองพิจารณาดูจะเห็นได้ว่า มันเป็นการต่อต้านอยู่มากมายหลายชั้น หลายระดับ, ใน ชั้นแรกที่สุดก็จะมองเห็นได้ว่า เป็นการต่อต้านทั่ว ๆ ไป คือฝืนความรู้สึกของปุถุชนที่เห็นแต่ความ สุขทางเนื้อทางหนังทั่ว ๆ ไป อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้, เพราะว่า ธรรมะนี้ไม่สนับสนุนความสุข ทางเนื้อทางหนัง ซึ่งเป็นมายาหลอกลวง, เป็นเหมือนเหยื่อติดเบ็ด แต่ว่าพวกปลาเหล่านั้น ต้องการเหยื่อ ไม่มองเห็นเบ็ด, จึงหวังในความสุขทางเนื้อทางหนัง, การเผยแผ่ธรรมะจึงเป็นการ ต่อต้านกันอยู่ในตัวกับคนทั่ว ๆ ไป. ทีนี้มองให้แคบเข้ามาอีกหน่อย ก็จะเห็นได้ว่า งานธรรมทูตนี้เป็นงานต่อต้านต่อบุคคล ผู้ที่รู้สึกว่าเขาได้เสียประโยชน์อะไรไป, เช่นว่าเราสอนให้คนเลิกกินเหล้า คนที่ขายเหล้าเขาก็ เสียประโยชน์ไป, หรือว่าเราสอนให้คนไม่แสวงหาความสุขทางเนื้อหนัง, ผู้ที่ทำหน้าที่ขาย ความสุขทางเนื้อหนัง ก็เป็นผู้เสียประโยชน์ไป, ก็มีความรู้สึกต่อต้าน, แม้ที่สุดแต่วัดวาอาราม นี้เองก็ยังต่อต้านงานธรรมทูต, ในที่บางแห่งที่ปรากฎมาแล้ว มีอยู่เป็นตัวอย่าง, เช่น ท่าน ปัญญานันทะถูกต่อต้านด้วยการแกล้งทำให้ไฟฟ้าเสีย เสีย อย่าให้พูดต่อไปได้, เพราะว่าการพูด นั้นเป็นการขัดกับประโยชน์ของวัดวาอารามนั้น ซึ่งจัดงานขึ้นเพื่อหาเงิน. และคำพูดของท่าน ปัญญานันทะไปขัดกันเข้ากับวิธีหาเงิน, เขาก็ต่อต้านด้วยการทำให้เครื่องไฟฟ้า หรือเครื่องขยาย เสียงชะงักไป พูดไม่ได้ต้องเลิกกัน อย่างนี้ก็มี. นี้เรียกว่าวัดวาอารามนั่นเองต่อต้านงานธรรมทูต, เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะไปหวังอะไรจากคนทั่วไป ขอให้สนใจอย่างนี้กันบ้าง. ทีนี้มองดูอีกทีหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่า งานธรรมทูตของเรา ก็เป็น งานต่อต้านรัฐบาลของ ประเทศ เราก็ยังมีอยู่. รัฐบาลต้องการจะขายของเมา เช่นเหล้า เช่นบุหรี่, แต่ธรรมะของเรา หาว่าเรื่องเหล่านั้น เป็นเรื่องอบายมุข, เมื่อเราจะสอนให้คนไม่กินเหล้า ซึ่งเป็นอบายมุข ก็เป็นการ ต่อต้านรัฐบาล, ที่ต้องการจะขายเหล้าหาภาษี หรือกำไรจากเหล้า จากบุหรี่ให้มาก, จะเอาเงิน ภาษีนี้ไปช่วยกิจการของรัฐบาล. มันก็กลายเป็นเรื่องที่น่าหัวเต็มที, โดยที่รัฐบาลขอร้องให้ พระธรรมทูตทำงานเผยแผ่ศาสนา, แต่แล้วก็ต้องไปเผยแผ่ในลักษณะที่ต่อต้านรัฐบาลเช่นนี้ เป็นต้น. รัฐบาลเปิดโอกาสให้มีการยั่วยวน ซึ่งเป็นอบายมุขยิ่งขึ้นไปอีก เช่น ไนท์คลับ เป็นต้น, ควรจะถือว่าเป็นอบายมุขที่น่าขยะแขยงยิ่งขึ้นไปอีก, แต่รัฐบาลก็อำนวยให้มี เพื่อต้องการภาษี. เราก็มีหน้าที่ที่จะบอกว่า นั่นเป็นอบายมุข และก็ต่อต้านกันอยู่ในตัว. ธรรมทูตกับรัฐบาลต่อต้าน

น.116 ๑๐๘ กันอยู่ในตัวอย่างนี้ จงพิจารณาดูเถิด หน้าหัวหรือไม่น่าหัว ทั้งที่งานธรรมทูตอยู่ในอุปการะของ รัฐบาล, แต่ว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่แสวงหาภาษีมาบำรุงกิจการของรัฐบาล, ก็น่าเห็นใจอยู่. ทีนี้มาถึงเรื่องเหลว ๆ แหลก ๆ ไม่ใช่ได้ภาษีอะไร, เช่นเรื่องวิทยุที่ส่งเพลง อยากจะ ขอให้สังเกตว่า สถานีวิทยุส่งเพลงให้ประชาชนรับฟังได้ทั้งวันทั้งคืน, ไม่ว่าจะต้องการฟังเพลง เวลาไหน เป็นหาฟังได้ตลอดวันตลอดคืน. ทีนี้มาดูถึงเพลงนั้น จะเห็นได้ว่าเนื้อหาของเพลงนั้นไม่มี อะไร, เป็นเรื่องอบายมุขชัด ๆ คือ ส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกในทางมัวเมา, วัดความสุขทางเนื้อ ทางหนังจนหลงใหลเคลิบเคลิ้มไป จนกระทำสิ่งที่ไม่ควรทำ. เมื่อสักสองปีมานี้ ผมได้ฟังเพลงที่ส่งทางสถานีวิทยุที่ดีที่สุดของรัฐบาลเพลงหนึ่ง ในเพลง นั้นมีคำที่โสกโดกน่าเกลียดน่าชัง เช่นคำว่าจูบตั้ง ๒๐ ครั้ง ชั่วเวลาสามนาที มีคำว่าจูบตั้ง ๒๐ ครั้ง, ขอให้คิดดูเถอะ และพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า ไม่มีแง่ที่จะให้อภัยว่ามันเป็นศิลป, หรือศิลปิน ที่ตรงไหนในเพลงนั้น, มีลักษณะเป็นคำฉอเลาะผู้ชายของหญิงโสเภณีดี ๆ นี่เอง. เนื้อหา น้ำเสียง ทำนอง อะไรก็ตาม มีลักษณะเป็นหญิงโสเภณีฉอเลาะผู้ชาย มีคำว่าจูบ ๒๐ ครั้ง ก็รู้สึกสะดุ้ง หวาดเสียวว่า เด็ก ๆ ของเราจะเป็นอย่างไร? แล้วก็เบื่อขี้เกียจจะฟังอีกต่อไป. ในเพลงของสถานีวิทยุของรัฐบาล ไม่ใช่เพลงปลุกใจ ไม่ใช่เพลงที่จะส่งเสริมจิตใจให้ ดีขึ้น, แต่ว่าเป็นเพลงชนิดที่เร้ากามารมณ์ไปทั้งหมด, มีลักษณะเป็นอบายมุขชัด ๆ, แล้วก็ส่ง อยู่ได้ทั้งกลางวันกลางคืน ทยอยกันไปสถานีนั้น สถานีนี้ ซึ่งล้วนแต่อยู่ในอำนาจของรัฐบาล ทั้งนั้น. ผมมารู้สึกว่า ถ้ารัฐบาลกระทำสิ่งนี้ไปโดยไม่รู้สึก ก็ยังต้องคิดว่าเป็นรัฐบาลที่สะเพร่า และงมงายที่สุด, และถ้ายิ่งทำไปด้วยความรู้สึกแล้ว ก็จะต้องพูดว่าเป็นรัฐบาลที่โง่โดยเจตนา จะเป็นรัฐบาลของประเทศไทย หรือของประเทศไหนก็ตาม, จะต้องกล่าวอย่างนี้ ไม่กลัวคน ของรัฐบาลจะมาฆ่าให้ตาย และยังได้ประท้วงโดยการบอกกล่าวประชาชนว่า ถ้าขืนเปิดฟังเพลง ทำนองนี้ทั้งกลางวันกลางคืนแล้ว ความเสนียดอัปรีย์จัญไรก็จะคืบคลานขึ้นไปบนบ้านเรือนนั้น. ขอให้ช่วยกันระมัดระวังเพลงของสถานีวิทยุให้ดี ๆ ให้ฟังแต่ข้อความที่เป็นประโยชน์. แม้อย่าง นี้ก็ยังไม่สำเร็จ. คนส่วนมากก็ยังคอยแต่จะฟังเพลง พอส่งสารคดีหรือแม้แต่ข่าวขึ้นมา ก็หมุน หาสถานีอื่นที่มีเพลง, เป็นอันว่าเด็กที่กำลังคึกคะนองในเรื่องของความสุขทางเนื้อหนังนั้น มี โอกาสฟังเพลงตลอด ๒๔ ชั่วโมงถ้าเขาต้องการ. มันก็เป็นความเสียหายอย่างยิ่งในทางจิตทาง วิญญาณ เพิ่มภาระให้แก่พวกธรรมทูตมากขึ้น. เพราะว่าผู้ที่หลงใหลไปในเรื่องเร้าอารมณ์ชนิด นี้มากมาย มีจิตใจตกต่ำแล้วนั่นแหละคือพวกที่จะประกอบอาชญากรรม ไม่ว่าในประเทศไหน. ในประเทศที่เรียกว่าเป็นประเทศผู้นำก็ยิ่งเป็นอย่างนี้, จนมีอาชญากรรมเรื่องฉุดคร่าอนาจาร ทุก ๆ ๗ นาที อย่างนี้เป็นต้น ในประเทศนั้นทั้งประเทศ. ขอให้คิดดูเถอะว่า มันเป็นเรื่องอะไร, มันไม่ได้อะไร, ส่งเพลงชนิดนี้ไม่ได้ภาษีอะไร ที่จะไปช่วยเหลือกิจการของรัฐบาล. แต่อีกทางหนึ่งก็ทำคนให้เลวลง, มีจิตใจเสื่อมทรามเป็น

น.117 ๑๐๙ สัตว์เดรัจฉาน แม้แต่จะนั่งอยู่ก็ต้องกระดิกเท้า. พอเพลงนี้ส่งขึ้นมา ตัวก็เต้นระริก ๆ ไปตาม ทำนองเพลง, แล้วจิตใจของเขาจะเป็นอย่างไร, เราก็พอทายได้. เพราะเหตุฉะนี้แหละจึงรู้สึกว่า มันเป็นการต่อต้านกันอย่างยิ่ง ในระหว่างธรรมทูตเรา กับการกระทำชนิดนี้อย่างนี้ของรัฐบาล เอง, แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี ขอให้ลองคิดดู. มันมีอะไรอยู่อีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งรัฐบาลปล่อยออกมา, แล้วก็พร้อมกันนั้น ขอให้ ธรรมทูตช่วยเทศนาสั่งสอน เพื่อจะห้ามกันสิ่งเหล่านั้นอย่าให้เกิดมีขึ้น, ยกตัวอย่าง เช่นเรื่อง น้ำเมาเป็นต้น, หรือเรื่องอบายมุขอื่น ๆ, เรื่องสิ่งที่ยั่วยวนกิเลสอย่างอื่น ๆ. มาคิดดูเถิดว่า ธรรมทูต ไม่กี่องค์จะไปต่อต้านสิ่งเหล่านี้ของคนนับล้าน ๆ ได้อย่างไร. และมันจะมีความสำเร็จที่ตรงไหน, ใครจะเป็นคนเหนื่อยเปล่า, และรัฐบาลจะได้อะไรจากการสนับสนุนงานธรรมทูต, ผมมีความรู้สึก อย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ออกเทศนาสั่งสอนประชาชนตามจังหวัดต่าง ๆ, พร้อมกันนั้นก็พิจารณาดู, สังเกตดูการกระทำบางอย่าง ซึ่งตรงกันข้ามจากที่เราสั่งสอน, และกลับไปเห็นเสียว่า เจ้าหน้าที่ ของรัฐบาล แม้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ช่วยเหลืองานเผยแผ่สั่งสอนเองก็มี, กระทั่งพวกศาสนาจารย์ ของกรมการศาสนาเองก็มี ที่เป็นผู้ทำการต่อต้านเสียเอง, คือมีอะไร ๆ ที่เป็นไปในทำนองที่ ส่งเสริมกิเลส. พูดจาก็เล่นหัวไปหมด ในคำเทศน์คำสอนก็เป็นเรื่องสรวลเสเฮฮาไปหมด, ไม่ มีผลเป็นงานต่อต้านกิเลส, แต่ส่งเสริมกิเลส. ดูให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่า มันยิ่งเป็นการช่วยเพิ่มกำลัง ให้แก่ฝ่ายพระยามารไปเสีย, แทนที่จะมาช่วยร่วมมือสนับสนุน หรือเพิ่มกำลังให้แก่ฝ่ายธรรมทูต, ภาระหนักก็เพิ่มมากขึ้นแก่พวกธรรมทูต. ถ้าหากว่าเราไปเทศนาแก่ประชาชนที่มีใจคอปกติ ไม่เป็นทาสของกิเลส, ของพระยามาร, มันก็เทศน์สั่งสอนกันได้โดยง่าย ไม่ยากลำบาก, พอจะพูดกันรู้เรื่อง พอจะมีศรัทธา ความเคารพ และอื่น ๆ ในการเทศน์ในการสอน. แต่ถ้าไปเทศน์กับคนที่เป็นบ่าวเป็นทาสของพระยามาร, คือเป็นบ่าวเป็นทาสของความสุขทางเนื้อทางหนัง หรือวัตถุนิยมเสียแล้ว ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง. ถูก เกณฑ์ให้มาฟังเทศน์ ก็มานั่งหลับ ข้าราชการจำนวนมากที่มานั่งฟังเทศน์ก็มานั่งหลับ, เพราะว่า เบื่อ, แม้ว่ามันจะเป็นความบกพร่องของผู้เทศน์เองบ้าง, ส่วนใหญ่มันก็มาจากความรู้สึกที่ฝืน กันอย่างยิ่ง มันจึงได้ง่วงนอน แล้วมานั่งหลับ, และบางทีก็ส่งเสียงอื้อฉาวเป็นการประท้วงอยู่ ก็มี. นี่แหละขอให้สังเกตดูเถอะว่า งานของเราที่ได้รับมอบหมายมา หรือเป็นงานที่ประเสริฐนี้ เป็นงานต่อต้านโดยแท้, เป็นงานต่อต้านผู้อื่นโดยแท้. ขอให้นึกดูให้ดีเถิดว่า เราจะต้องเพิ่มอะไร อีกมาก, จะต้องเพิ่มสมรรถภาพ เช่น วิชาความรู้, ความอดกลั้น, ความอดทน, ความพากเพียร, ความเสียสละ, อะไร ๆ อีกหลายอย่างและอีกมาก. ขอให้เตรียมเนื้อเตรียมตัวในส่วนนี้, ถ้า มิฉะนั้นแล้วก็ยิ่งจะมีความเหลวล้มละลายได้โดยง่ายยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า. ในที่สุดก็เป็นการกระทำ สักว่ากระทำไปเท่านั้นเอง. นี้เรามองดูว่า มันเป็นการต่อต้านรัฐบาลอย่างยิ่งอยู่ในตัว.

น.118 ๑๑๐ มองดูไปอีก ให้ละเอียด ลึกลงไป มันก็เป็นการต่อต้านกิเลสของเราเอง, หรือต่อต้าน ตัวเราเองอยู่โดยธรรมชาติด้วยเหมือนกัน, เพราะว่าพระธรรมทูตเอง ก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์ อย่าง ที่พูดกันอยู่เสมอ ผมก็ได้ยิน. เมื่อพระธรรมทูตไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ยังมีความเห็นแก่ตัว, ยังมี กิเลสเป็นของตัว, กิเลสกับธรรมะนี้ต้องเป็นข้าศึกแก่กันอยู่เสมอไป, ตัวตนเกิดขึ้น ธรรมะ ก็หายไป, ธรรมะเกิดขึ้นมา ตัวตนก็หายไป , มันเป็นข้าศึกแก่กันและกันอยู่อย่างนี้. ถ้าหากว่า พระธรรมทูตยังมีความเห็นแก่ตัวเมื่อไร, เมื่อนั้นธรรมะก็หายไป, การกระทำนั้นก็ไม่เป็น ธรรมทูต, แม้แต่คำพูดที่ออกไปก็ไม่ใช่ธรรม, หรือจะเป็นธรรมก็เป็นธรรมแต่ปาก ในใจไม่ได้ เป็นธรรม. ถ้าพิจารณาดูอาการอย่างนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า, งานธรรมทูตนั้นเป็นงานต่อต้านตัวเอง ด้วย เป็นการย้อนกลับมาต่อต้านตัวเองด้วยในบางขณะ. บางทีอาจจะรู้สึกเบื่อ, หรือขี้เกียจ ขึ้นมาก็มี, บางทีก็จะไปหวังความสนุกสนานอย่างอื่น, หรือลาภสักการะเกียรติยศอย่างอื่น, ทำไปไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของพระธรรมก็มี, อย่างนี้แหละขอให้ถือว่า มันเป็นการต่อต้านตัวเอง, เป็นการย้อนกลับมาต่อต้านตัวเอง เป็นสิ่งที่น่าเศร้า เป็นสิ่งที่น่าสลดสังเวชอย่างยิ่ง. ขอได้โปรด รู้จักกับมันเสียให้ดี ๆ ให้แจ่มแจ้งชัดเจนตั้งแต่บัดนี้, และเอาชนะมันให้ได้. เราชนะตัวเองได้ ก่อนจึงชนะผู้อื่นได้ ตามคำที่พระศาสดาได้ตรัสไว้ จงชนะตัวเองก่อน แล้วก็ชนะผู้อื่นได้, ชนะ ตัวเองเพียงคนเดียวดีกว่าชนะผู้อื่นตั้งหมื่นตั้งแสน . ดังนั้นจึงเป็นปัญหาสำคัญที่สุด, ที่เรา จะต้องชนะตัวเองก่อน งานธรรมทูตจึงจะไม่ย้อนมาต่อต้านเราเข้า, ถ้าไม่ทำเช่นนั้นเราจะถูก ต่อต้านรอบด้าน. ตัวเราเองก็ต่อต้านเรา, รัฐบาลก็ต่อต้านเรา, ประชาชนทั้งโลกก็ต่อต้านเรา, แล้วจะทำไปได้อย่างไร. ขอให้ลองคิดดู และพร้อมกันนั้นก็ขอให้สำนึกสำเหนียกอะไรต่าง ๆ ทุกอย่าง, ว่าเรากำลัง ได้รับมอบหมายภาระหน้าที่ ที่ยากลำบากเท่าไร, หรือจะมองกลับกันอีกแง่หนึ่ง, ก็ว่ายิ่งยากยิ่ง ลำบากเท่าไร ก็ยิ่งประเสริฐสูงสุดเท่านั้น, ยิ่งประเสริฐสูงสุดเท่าไร มันก็ยิ่งยากลำบากเท่านั้น, มันเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ในข้อนี้ มันต้องเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา. เราจึงตั้งหน้าอดกลั้นอดทน ฟันฝ่า ที่จะปฏิบัติงานที่แสนยากลำบาก และแสนจะประเสริฐพร้อมกันไปในตัวนี้ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี. งานอบรมของพวกเราจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอบรมในความรู้สึกข้อนี้มากกว่าอย่างอื่น, เพราะความล้มเหลวมันอยู่ที่นี่ มากกว่าที่จะอยู่ในข้อที่ว่าความรู้บางอย่างยังไม่พอ. ความรู้ภาษา อังกฤษยังไม่พอ นี้ก็ยังไม่ร้ายเท่ากับที่ว่า, เราไม่สามารถชนะตัวเอง, หรือความรู้ทางธรรมะ บางอย่างยังไม่พอ. ความรู้ภาษาอังกฤษยังไม่พอ นี้ก็ยังไม่ร้ายเท่ากับที่ว่า, เราไม่สามารถ ชนะตัวเอง. หรือความรู้ทางธรรมะบางอย่างยังไม่พอ ก็ยังไม่ทำให้งานล้มเหลวได้ เท่ากับที่ เราไม่สามารถชนะตัวเอง. เพราะว่า การเผยแผ่ธรรมะนั้น ถ้าว่าโดยที่จริงแล้ว ก็ไม่ต้อง ใช้ความรู้อะไรมากมายเหมือนกับที่เรานึก ๆ กัน, คือขอให้เป็นอยู่ให้ดี ๆ ให้ถูกต้องเท่านั้น ,

น.119 ๑๑๑ มันก็เป็นการเผยแผ่ธรรมะพร้อมกันไปในตัว, มันเท่า ๆ กันกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จักมีความเป็นอยู่โดยชอบแล้วไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์" - อิเม เจ ภิกฺขเว ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยุํ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส . อยู่ให้โดยชอบเท่านั้น โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ , หมายความว่า เมื่อเป็นอยู่โดย ชอบนี้ กิเลสก็จะไม่มีโอกาสที่จะได้อาหาร, ก็ผอมซูบตายไปเอง แล้วก็เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา. การเผยแผ่ก็เป็นไปในทำนองนั้น. ขอให้อยู่ให้ชอบ, เป็นอยู่ให้ชอบ, ประพฤติอยู่ให้ชอบ, ไม่ต้อง เอ่ยปากพูดสักคำก็ได้. การเป็นอยู่โดยชอบนั้น จะทำให้เกิดมีผู้สนใจและปฏิบัติตาม , เพราะ ว่ามันเป็นเครื่องรับประกันดีกว่าพูดด้วยปาก. พูดด้วยปากนั้นเขาอาจจะหาว่าพูดแต่ปาก, แล้ว ก็ไม่ได้ทำ, แต่ถ้าเราทำแสดงอาการอยู่ที่ กาย วาจา ใจ เป็นธรรม ประกอบด้วยธรรม, เขาก็ เชื่อและไว้ใจ, และเอาอย่าง, และสนใจเข้ามาติดต่อด้วย, และก็ได้พูดจากัน, ทำความเข้าใจ กัน, เลยได้รู้เต็มที่บริบูรณ์. นี่แหละการเผยแผ่ด้วย การทำอยู่จริง ๆ ที่เนื้อที่ตัว, นี้เป็นการเผยแผ่สูงสุดอยู่แล้ว , แต่ทีนี้มันทำอย่างนี้ไม่ได้, เพราะว่าทนการต่อต้านของกิเลสไม่ไหว, หรือทนการต่อต้านของ ตัวเองไม่ไหว, ก็ล้มละลายไป, เมื่อส่วนนี้ล้มละลายแล้ว, ส่วนอื่นต้องล้มละลายเป็นแน่นอน. และแม้ว่าจะพูดเก่ง มีความรู้ทันสมัยอย่างอื่น ๆ อีกมาก, ก็ยังต้องล้มละลายอยู่นั่นเอง, ไม่ล้ม ละลายทันที ก็ต้องล้มละลายในเวลาต่อมา. สรุปความแล้ว ก็ควรจะมองเห็นกันได้ว่า งานธรรมทูตนั้นก็คืองานต่อต้านผู้อื่น, รวมทั้ง ตัวเอง, เราต้องชนะตัวเองก่อน แล้วจึงจะชนะผู้อื่นได้, จึงต้องสนใจในวิธีที่จะชนะตัวเองด้วยการ ปฏิบัติธรรมะ เพื่อตนเอง ให้สำเร็จไป. อานาปานสติภาวนาก็เป็นวิธีที่ประเสริฐที่สุดแล้ว ที่จะทำ การต่อต้านตัวเองให้ชนะเสียก่อน, ดังที่เรากำลังสนใจกันอยู่นี้ ก็จงสนใจเพื่อนำไปต่อต้านตัวเอง ก่อน. อย่าเพิ่งไปนึกถึงสอนผู้อื่นก่อน จงสนใจที่จะต่อต้าน, หรือสอนตัวเองก่อน, ชนะ ตัวเองให้ได้ แล้วย่อมจะชนะผู้อื่นได้โดยง่ายดาย . เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วว่า พระอรหันต์ ในครั้งพุทธกาลนั้น ท่านเผยแผ่พระศาสนาด้วยเพียงแต่เดินให้ดูเท่านั้นเอง อย่างนี้เป็นต้น. เรา จึงรู้สึกในความจริงข้อนี้แล้วรีบต่อต้านตนเองให้ชนะก่อน แล้วก็จะต่อต้านผู้อื่นได้. หรือว่าเราจะมี ความซื่อตรงจงรักภักดีต่อธรรมแล้ว, ไม่เข้าข้างใคร, ไม่ลำเอียงข้างไหน, พูดอะไรออกไปตรง ๆ ได้โดยไม่ต้องเกรงใจคนทั้งโลก, หรือไม่ต้องเกรงใจรัฐบาลในการที่จะพูดความจริง, งานธรรมทูต ของเรา จึงจะบริสุทธิ์ผ่องใส สมกับที่เป็นธรรมบุตร หรือเป็นพุทธบุตร หรือเป็นอะไร ๆ ที่ ไพเราะอย่างยิ่ง ในการเรียกในการพูดจา. หวังว่าเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะได้สำเหนียกในข้อนี้ให้มาก แล้วทำตนให้เป็น ธรรมทูตที่ดี รบกิเลสของตนชนะก่อน แล้วไปรบกิเลสของผู้อื่น เป็นการประกาศพรหม- จรรย์ในพระพุทธศาสนาโดยวิธีนี้ โดยทำนองนี้ ประสบความสำเร็จได้ทุกเมื่อเทอญ.

น.120 ๑๑๒ เวลาสำหรับการพูดจากันในตอนนี้ก็สิ้นสุดลงแล้ว. เราจะได้ปฏิบัติตามกำหนดการของ เราต่อไป.

น.121 วัตถุนิยม บัดนี้วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงเข้ามาถึงเวลาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว อันเป็นเวลาที่กำหนดให้ สำหรับพูดจาเรื่องใดเรื่องหนึ่งกันเป็นประจำ. สำหรับวันนี้อยาก จะพูดถึงเรื่อง "วัตถุนิยม" ในฐานะที่เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับพวกเราธรรมทูต. เรื่อง วัตถุนิยมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับโลก, เป็นปัญหายิ่งใหญ่ในโลก, แล้วก็พลอย เป็นปัญหามาถึงเราด้วย. เพราะว่าเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยโลก, และมิฉะนั้นก็ยังมีปัญหาเลย มาถึงตัวเราด้วย เพราะว่าถ้าเราตกอยู่ในวิสัยของวัตถุนิยม, เราก็จะเป็นธรรมทูตที่ล้มละลาย ไม่สามารถจะช่วยโลกได้ โดยเหตุนี้เราจึงเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ. เราจะต้องรู้จัก, จะต้องเข้าใจ, จะต้องเห็นแจ้ง, เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงจะสามารถดำเนินงานใน หน้าที่ของเราให้ลุล่วงไป. สำหรับสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมนี้ เป็นคำบัญญัติซึ่งมีความหมายมาก แต่ก็กว้างพอที่จะ เข้าใจผิดได้. บางคนอาจจะคิดไปว่า เราจะต้องเนื่องอยู่ด้วยวัตถุ, จะเว้นเสียจากวัตถุไม่ได้, ความคิดอย่างนี้ก็มีส่วนถูกอย่างมาก. แต่ คำว่า วัตถุนิยมนั้น หมายถึงลุ่มหลงในรสอร่อย อันเกิดจากวัตถุ เมื่อพูดถึงรสอร่อย ก็เป็นสิ่งที่เกิดได้จากวัตถุ, และจากอวัตถุ คือไม่ใช่ วัตถุ, คือเรื่องทางจิต หรือทางนามธรรม, หรือเรื่องทางธรรมโดยเฉพาะ, หรือแม้แต่เรื่องของการ ทำลายวัตถุเสีย ก็เรียกว่า อวัตถุด้วยเหมือนกัน. เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องวัตถุนิยมได้ดี. เราก็ควรจะระลึกถึงคำบางคำในพระพุทธศาสนานี้เอง, คือคำคู่ที่มีอยู่ว่า, กามสุขัลลิกานุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค, กามสุขัลลิกานุโยค คือ การยอม ตนให้จมลงไปในกาม ซึ่งมีรสอร่อยตามแบบของกาม, ส่วนอัตตกิลมถานุโยคนั้น เป็น ไปในทำนองที่จะประชดกาม, จึงทำลายวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งกามเสีย, ทำลายอวัยวะอันเป็น ที่ตั้งแห่งความลุ่มหลงในกามเสีย, มันจึงตรงกันข้าม. ส่วน พุทธศาสนานั้น พระพุทธองค์ ทรงระบุ มัชฌิมาปฏิปทา, คือ ไม่เข้าไปข้องแวะกับของทั้งสองอย่างนั้น, อยู่ตรงกลาง, อาศัย

น.122 ๑๑๔ วัตถุบ้างในทางที่ควร, อาศัยการบีบคั้นร่างกายอันเป็นที่ตั้งของความลุ่มหลงในวัตถุบ้างตามที่ควร, อย่างนี้เรียกว่าอยู่ตรงกลาง, และข้อนี้เองเป็นเหตุให้เราจับหลักพระพุทธศาสนาได้อย่างหนึ่งว่า, ตรงตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า, ไม่มีอะไรที่ควรบัญญัติลงไปได้โดยส่วนเดียว คือจะไม่ถือว่า อะไรดี อะไรถูก โดยการบัญญัติลงไปโดยส่วนเดียว, จักต้องมีข้อแม้ หรือเหตุผลประกอบ เป็นราย ๆ เรื่อง ๆ เป็นกรณี ๆ ไป อย่างนี้เรียกว่าอยู่ตรงกลาง. วัตถุนิยมจึงเป็นเรื่องสุดโต่งฝ่าย ข้างหนึ่ง, จะเรียกว่าฝ่ายซ้ายก็ได้, ส่วนอวัตถุนิยม หรืออัตตกิลมถานุโยค ก็เป็นไปสุดโต่งข้าง หนึ่ง, ซึ่งจะเรียกว่าฝ่ายขวาก็ได้, มีชื่อบางชื่อเรียกลัทธินี้ หรือคำคู่ ๆ นี้ว่า อาคารหปฏิปทา และ นิชชามปฏิปทา. อาคารหปฏิปทา ก็หมายถึง กามสุขัลลิกานุโยค, แต่ในที่นี้เรียกอาคารหปฏิปทา, การ กระทำหรือการปฏิบัติที่เปียกชุ่มเกินไป, นิชชามปฏิปทา, คือการปฏิบัติที่เผาไหม้แห้งแล้งมาก เกินไป. ชุ่มเกินไปก็ไม่ไหว แห้งเกินไป หรือเผาไหม้ไปเลยก็ไม่ไหว จะต้องอยู่ในระดับกลาง. อาคารหปฏิปทา, ในที่นี้ก็คือวัตถุนิยม, หลงใหลในรสอร่อยของวัตถุ. ส่วนนิชชามปฏิปทา, ก็ อยากจะเผาให้หมดไปเสียทีเดียว, ก็เลยไม่ได้อะไรอีกเหมือนกัน ถ้าได้ ก็จะเป็นความที่ถูกเผาแห้ง ไปเท่านั้น. ดังนั้น พุทธศาสนาจึงไม่ใช่ของเปียกชุ่มเกินไป, และไม่ใช่ของแห้งจนไหม้ไปทีเดียว, ย่อมจะอยู่ในระดับกลางอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง วัตถุนิยมนี้เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า โลกายตะ ของจารกวาก, เจ้าลัทธิชื่อ จารกวากะ บัญญัติลัทธิทำนองโลกายตะนี้ขึ้น, เป็นไปสุดโต่งในทางวัตถุนิยม, เป็นต้นตอของ ความคิดที่ว่า ความสมบูรณ์ด้วยวัตถุ หรือกามารมณ์นั้นเป็นนิพพาน, จึงได้มีความคิดที่จะ สร้างสรรค์, หรืออย่างที่เรียกสมัยนี้ว่า ค้นคว้า พัฒนา กันให้เต็มที่ในทางกามารมณ์, ถึงจุดสุด เมื่อไรแล้วจิตก็หยุดเมื่อนั้น แล้วก็เป็นนิพพาน ถือเอากามารมณ์เป็นนิพพาน นี้ก็มีอยู่, ทั้งหมดนี้ เรียกว่าวัตถุนิยม, เป็นตัวอย่างของวัตถุนิยม ที่เอารสอร่อยของวัตถุมาเป็นสิ่งประเสริฐสุด. ทีนี้คำว่าวัตถุนิยม ยังหมายกว้างไปได้กว่านั้น, คือว่าเป็นผู้สนใจแต่เรื่องทางวัตถุเท่านั้น ไม่ถือว่ามีเรื่องอื่นอีกแล้ว, เลยเอาวัตถุนั่นแหละเป็นเครื่องมือสำหรับบัญญัติกฎเกณฑ์ต่าง ๆ. พวกนี้แม้แต่จะเขียนประวัติศาสตร์ ก็เขียนไปในแง่ทางวัตถุเท่านั้น. ไม่ได้มีความรู้สึกหรือบันทึก เรื่องเกี่ยวกับจิตใจไว้ด้วยเลย. แม้จะไม่เกี่ยวกับความลุ่มหลงในรสอร่อยของกามารมณ์, พวกนี้ ก็ยังถูกเรียกว่าเป็นวัตถุนิยมอยู่นั่นเอง. คำว่าวัตถุนิยมจึงมีความหมายดิ่งตรงไปยังกลุ่มของวัตถุ, ถึงตัววัตถุเองก็ได้. กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับวัตถุก็ได้, ผลที่จะเกิดขึ้นจากวัตถุก็ได้ เรียกว่า วัตถุนิยมทั้งหมด. แต่ว่า วั ตถุนิยมที่เป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับพวกเรา, หรือเกี่ยวกับโลกนั้น มันอยู่ ที่รสอร่อยของวัตถุ ซึ่งเกี่ยวกับเนื้อหนัง, ดังนั้นในศาสนาคริสเตียน จึงเรียกสิ่งนี้ว่าเนื้อหนัง ใช้ คำว่า "เนื้อหนัง" คำเดียวเท่านั้น ก็เป็นที่เข้าใจกันได้ว่า, หมายถึงรสชาติ หรือความเอร็ดอร่อย

น.123 ๑๑๕ ที่เป็นไปในทางเนื้อหนัง. คำว่าเนื้อหนังในที่นี้ก็รวมถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างที่เราเรียกกัน ในพุทธศาสนานั่นเอง, แต่รวมความแล้ว มันก็ไปสำเร็จรูปอยู่ที่เนื้อหนัง, หรือทางเนื้อหนัง, ดังนั้นการที่เรียกว่า "เนื้อหนัง" เพียงคำเดียวก็เป็นการสมควร. ทางคริสเตียนประกาศสิ่งที่ เรียกว่า เนื้อหนัง เป็นศัตรูของพระเจ้า. ทางฝ่ายพุทธศาสนาเราก็ประกาศความลุ่มหลงใน กามารมณ์ ว่าเป็นศัตรู, และยังแถมเพิ่มการกระทำ ที่เป็นข้าศึกต่อวัตถุโดยส่วนเดียว ว่าเป็น ศัตรูด้วยเหมือนกัน เพราะเราต้องการจะอยู่ตรงกลาง, คือมองกว้างออกไปจนถึงว่าต้องอยู่ตรง กลาง, แต่รวมความก็ไม่ชอบ ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้วิสัยของวัตถุนิยม. คำว่าวัตถุนิยมนี้ เป็นชื่อของลัทธิก็ได้, เป็นชื่อของความรู้สึกทางจิตใจก็ได้, เป็นชื่อ ของบุคคลผู้นิยมเช่นนั้นก็ได้, แต่เมื่อเราพูดว่าวัตถุนิยม เราก็มักจะหมายถึงความรู้สึก, หรือลัทธิ มากกว่าอย่างอื่น, เป็น Dialetic Materialism ก็หมายถึงลัทธิ ที่เป็นต้นกำเนิดของคอมมิวนิสต์ หรือเป็นรากฐานของลัทธิคอมมิวนิสต์ เดี๋ยวนี้เราจะมองดูกันให้กว้างไปกว่านั้นว่า, สิ่งที่เรียกว่า วัตถุนิยมนี้ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงรากฐานของลัทธิคอมมิวนิสต์, เป็นรากฐานของลัทธิที่ทำความ ยุ่งยากลำบากให้แก่มนุษย์ทั่วไปหมด, แม้ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ถ้าไปหลงในวัตถุนิยม ก็ทำตน เป็นผู้ที่หนาไปด้วยกิเลสมากขึ้นมาทันที. จงดูให้ดีจะเห็นว่า ผู้ที่ถือลัทธิอื่นที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่ก็หนาไปด้วยกิเลส, และสร้างสิ่งซึ่งเป็นเรื่องรบกวนความสงบของโลกได้เท่ากัน. ในพระ- พุทธศาสนาเราปฏิเสธลัทธิกามสุขัลลิกานุโยค อย่างนี้ก็ไม่ได้ระบุถึงคอมมิวนิสต์อย่างเดียว, เพราะว่าวัตถุนิยมนั้นกินความกว้าง, และพวกที่นิยมกามารมณ์นี้ก็มีมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล. ดังนั้น วัตถุนิยมต้องหมายถึงวัตถุนิยมทุกชนิด, คือมีความโง่ความหลง, หลงไปว่า วัตถุ หรือรสอร่อยทางวัตถุนี้เป็นของประเสริฐสุด. หารู้ไม่ว่าวัตถุอย่างเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้, วัตถุจะต้องเนื่องกันกับจิตใจหรือนามธรรม, ดังเช่นที่พุทธศาสนาเราใช้คำว่านามรูป, พวกเราที่ เรียนบาลีกันมาแล้ว ย่อมสังเกตเห็นได้ดีว่า คำคำนี้เป็นเอกวจนะ คือ นามรูป เป็นเอกวจนะ. ความเป็นเอกวจนะนี้หมายความว่า ต้องผสมเป็นสิ่งเดียวกัน จนเหลือเพียงสิ่งเดียว, ไม่ใช่ไปแยก เป็นนามอย่างหนึ่ง, เป็นรูปอย่างหนึ่ง, ตามทางทฤษฎีสำหรับเล่าเรียน แล้วก็มัวไปแจกนาม และรูปนี้ให้ห่างไกลออกไปจากกันทุกที ๆ, นี้เป็นความงมงายหรือความคิดที่จะนำไปสู่ความคิด ที่ว่ามันแยกกันได้. โดยพฤตินัยมันแยกกันไม่ได้, โดยนิตินัยใครจะไปแยกกันอย่างไรก็ได้, เพราะ มันเป็นเรื่องของตัวหนังสือ, หรือคำพูด, แต่ตามที่เป็นอยู่จริงนั้น นามและรูป แยกกันไม่ได้. โวหารของพระพุทธองค์จึงทรงกล่าวไว้ ในฐานะเป็นเอกวจนะเสมอไป ขืนแยกกันเมื่อไรก็เป็น อันหายไปทั้งนามและทั้งรูป, นี้ก็คงจะเป็นสิ่งที่เข้าใจกันได้ดีสำหรับพวกเรา. ดังนั้นในคน ๆ หนึ่ง จะมีแต่วัตถุไม่ได้ จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า นามรวมอยู่ด้วยคนละ ครึ่ง, หรืออะไรก็ตามเถิด แต่ว่าจะมีเพียงอย่างเดียวไม่ได้, พวกที่ไปเห็นว่าสำคัญเพียงส่วน เดียว สำคัญเพียงอย่างเดียว คือวัตถุนั้นเป็นผู้ที่มีความเข้าใจผิด, และแม้จะให้ความสำคัญ

น.124 มากกว่าทางนาม, ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดโดยแน่นอน อย่างน้อยจะต้องอาศัยกันคนละ ครึ่ง, เพราะเหตุฉะนั้นแหละ จะยกเอาวัตถุเป็นสิ่งสำคัญกว่าสิ่งทั้งหลาย กว่านามก็ไม่ได้. บางพวก หรือบางลัทธิถือว่า เมื่อวัตถุดีแล้วจิตใจก็ดีเอง เช่นลัทธิ Dialectic Materialism เป็นต้นนั้น, อย่าง นี้ยอมรับไม่ได้, คือยอมรับในข้อที่ว่า วัตถุสมบูรณ์แล้ว จิตใจก็จะสมบูรณ์เองนี้ยอมรับไม่ได้, และผิดหลักพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ซึ่งมีหลักว่า, ใจเป็นผู้นำ (มโนปุพฺพํคมา); ทุกสิ่งสร้าง ขึ้นด้วยใจ (มโนมยา) ; ใจประเสริฐที่สุด (มโนเสฏฐา); หรืออะไรที่มีมากมายยิ่งไปกว่านี้ ซึ่งล้วนแต่แสดงว่า ใจเป็นส่วนสำคัญในกลุ่มนามรูปนี้, สำคัญยิ่งกว่ากาย. เราจึงเปรียบกาย นี้เหมือนกับเปลือก ใจนั้นเหมือนกับเนื้อใน เปลือกกับเนื้อในต้องอยู่ด้วยกัน, เช่นผลไม้ ถ้าไม่มี เปลือกมันก็อยู่ไม่ได้, มันเกิดขึ้นไม่ได้, มันเจริญขึ้นไม่ได้, มันก็เลยไม่มีค่าอะไร, มันก็ต้องมี เปลือกและมีความสำคัญเท่ากัน. เปลือกมีค่าไปตามทางของเปลือก เนื้อในมีค่าไปตามทางของ เนื้อใน, หากแต่ว่าเราต้องการเนื้อใน, เราจึงประณามเปลือกซึ่งเป็นความโง่ของเราเอง, อาจ จะมีผู้อื่นหรือสัตว์อื่นต้องการเปลือกก็ได้, ไม่ต้องการเนื้อในเลย. มนุษย์เข้าข้างตัวเองเสมอไป บัญญัติสิ่งที่ดีที่งามตามที่ตนชอบ, เพราะฉะนั้นจึงไม่ รู้จักความจริง ในข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหมือนกัน, ยึดถือไม่ได้, ความชั่วก็ยึดถือไม่ได้ ความดีก็ยึดถือไม่ได้, บุญก็ยึดถือไม่ได้, บาปก็ยึดถือไม่ได้ นี้เป็นความจริงหรือเป็นข้อเท็จจริง. แต่เนื่องจากมนุษย์เอาตามใจตนเอง, เห็นอะไรถูกใจตนเอง ก็เอาเป็นของน่ารักน่ายึดถือ, และนิยม ชมชอบไป, แม้อันนี้ก็เป็นเหตุนำไปสู่วัตถุนิยมได้โดยไม่รู้สึกตัว, เช่น ความเมามัวในสวรรค์ ซึ่งสมบูรณ์ไปด้วยกามคุณนั้น จะต้องถือว่าเป็นวัตถุนิยม. ถ้าพวกเรา ธรรมทูต ไปสอนทายกทายิกาให้ลุ่มหลงในสวรรค์ ก็คือสอนลัทธิวัตถุนิยม ดี ๆ นี่เอง, เป็นการขบถต่อพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง, พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสอนอย่างนี้ แม้จะชี้ ให้รู้จักสวรรค์ ก็ชี้ไปในลักษณะที่เห็นว่า มันยังไม่ไหว, มันยังพึ่งไม่ได้, มันยังจะต้องไปให้ ไกลกว่านั้น, ดูตามเรื่องอนุปุพพิกถา ก็จะเข้าใจได้ดีในความจริงข้อนี้. และถ้าคนยังโง่เกินไป ในขนาดเด็ก ๆ ที่จะต้องใช้ลูกกวาดมาล่อแล้ว, มันก็พูดถึงสวรรค์กันไปได้ตามเพรง, แต่ว่าเรา จะถือว่านั่นเป็นเรื่องทั้งหมดไม่ได้, เราจะสอนให้เขาลุ่มหลงหรือหยุดอยู่เพียงแค่นั้นไม่ได้, เป็น ธรรมทูตล้มละลาย คือเป็นกบฏต่อพระพุทธองค์. ขอได้โปรดระวังให้ดี ๆ ในเรื่องนี้ ในเรื่อง ที่จะไปสอนวัตถุนิยมเข้าโดยไม่รู้สึกตัว, เพราะตัวเองก็ชักจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว. แต่คำว่าสวรรค์ ๆ ในภาษาไทยเรานี้ มีความหมายดิ้นได้, จนถึงกับว่า ในบางลัทธิบาง ศาสนาเอาคำว่าสวรรค์ไปใช้เป็นอย่างอื่นก็มี, เช่นในศาสนาคริสเตียน คำว่าสวรรค์มิได้หมายถึง กามารมณ์เต็มเปี่ยมอย่างในพุทธศาสนาก็ได้ คือ บัญญัติสวรรค์เป็นที่อยู่ของพระเป็นเจ้า, แต่ไม่ เกี่ยวกับกามารมณ์อย่างนี้ก็มี. ถ้าสวรรค์เกี่ยวกับกามารมณ์ ก็ต้องจัดเป็นวัตถุนิยมด้วย เหมือนกัน, ถ้าคนอยากไปสวรรค์ เพราะตะกละในรสของกามารมณ์ ก็ต้องเรียกว่าวัตถุนิยม,

น.125 ๑๑๗ ไม่ใช่สมาชิกที่ดีของศาสนานั้น ๆ เลย, คือไม่ใช่สาวกของพระอริยเจ้า หรือไม่ใช่เป็นพระอริย- สาวก, คือสาวกของพระอริยเจ้า. วัตถุมีอะไร ๆ ที่จะต้องระมัดระวังให้มากอย่างนี้ สำหรับ พวกเราธรรมทูต มิฉะนั้นแล้วก็จะตกเป็นทาสของวัตถุนิยม, บูชาวัตถุนิยมโดยไม่รู้สึกตัว. เกี่ยวกับร่างกาย, ในทางพุทธศาสนาเรา ก็มีคำแนะนำสั่งสอนให้บริหาร, แต่คำว่า บริหารนี้ ไม่ใช่หมายถึงการลุ่มหลงบูชา. บริหาร, หมายความแต่เพียงว่า จัดหรือทำไปใน ลักษณะที่เหมาะสม, ให้มันเป็นประโยชน์หรือทำหน้าที่ของมันได้. ร่างกายนี้เปรียบเหมือนม้า สำหรับขี่ ใจจะเป็นผู้ขี่ม้านี้ไป. ตามหลักของวิธีการก้าวหน้า หรือการพัฒนา, เช่นเรื่องของ กัมมัฏฐานอานาปานสติภาวนา. ร่างกายก็เป็นที่ตั้งของการศึกษา, หรือเป็นที่ตั้งของจิต สำหรับ จะปฏิบัติหน้าที่ไปได้, และต้องปรับปรุงให้ดีจนเป็นอุปกรณ์แห่งการศึกษา, และเป็นที่ตั้งของจิต ที่จะทำกิจของมันได้. ดังนั้นเราจึงมิได้ละเลยในร่างกาย, จะต้องสนใจกระทำไปให้ถูกต้องตาม หน้าที่. ในภาพปริศนาธรรม ชุดที่ได้ดูกันแล้วเมื่อคืนก่อน, เปรียบร่างกายเหมือนกับศพเน่า ลอยน้ำมา, ให้บุคคลคนหนึ่งขี่ข้ามฟากไปฝั่งโน้น, พ้นจากอำนาจของโจรที่ไล่ติดตามมาด้วย อย่างนี้ก็ได้. กาย ควรจะประณามเป็นของเน่า, ดังที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีทั่ว ๆ ไป, แต่ก็ใช้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ คือขี่ข้ามไปฝั่งโน้นได้, ก็หมายถึงเป็นอุปกรณ์แก่จิต ที่จะขี่ข้ามไป ฝั่งโน้นได้. ในอีกภาพหนึ่ง เปรียบร่างกายเหมือนกับหม้อน้ำ, เปรียบจิตเหมือนกับลิง, ข้อนี้แสดง ว่า ร่างกายไม่ค่อยมีปัญหา บริหารง่าย ฝึกง่าย แต่เรื่องจิตนี้ฝึกยากเหมือนกับฝึกลิง, มันไว เหมือนกับลิง, ไม่อืดอาด หรือนิ่งเหมือนกับหม้อน้ำ อย่างนี้เป็นต้น. และอีกภาพหนึ่ง เปรียบร่างกายเราเหมือนกับโคลนเน่าเหม็น, แต่ก็เป็นที่เกิดของจิต ซึ่งเป็นเหมือนดอกบัว ซึ่งหอม, โคลนเป็นที่ตั้งที่อาศัยของดอกบัว. ทั้ง ๆ ที่ต่างกันมากอย่างนี้ ถ้าพิจารณาดูตามนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ร่างกายมิใช่สิ่งที่ควรจะยกขึ้นเทอดทูนบูชาให้เหนือจิต ไปได้. เพราะว่าจิตเป็นผู้ขี่ศพ จิตเหมือนกับลิงที่อยู่บนยอดไม้, จิตเหมือนกับดอกบัวที่โผล่พ้น ขึ้นมาจากโคลน, อันไหนควรจะเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ ก็ลองคำนวณดู. เมื่อพบว่าจิตเป็นสิ่งที่ประเสริฐ วิเศษ น่าสนใจกว่า, เราก็จะมีความสนใจไปในทำนอง วัตถุนิยมไม่ได้, เพราะว่าเรื่องจิตแท้ ๆ นั้น แยกออกไปต่างหากจากวัตถุได้โดยนิตินัย. และ คำว่าจิตในที่นี้ก็มิได้หมายถึงจิตที่ติดเนื่องกันอยู่กับร่างกาย จนเป็นทาสของร่างกาย, แต่หมายถึง จิตที่แยกออกไปได้ในลักษณะที่เหมือนกับดอกบัว แยกออกไปจากโคลน, มิได้อยู่ภายใต้การ ครอบงำของโคลน, มันจึงสะอาดได้ สวยได้ หอมได้ เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาได้. ดังนั้นคำว่า ใจนี้ควรจะหมายถึงใจที่ไม่ได้ตกเป็นทาสของกาย. สิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยม หรือผู้นิยมวัตถุนั้น ก็มีทั้งกายและใจ. แต่ว่าใจของเขาตกเป็น

น.126 ๑๑๘ ทาสของกาย ของวัตถุ ไม่เป็นอิสระแก่ตัวเอง. ดังนั้นความหมายของคำว่าใจจึงหมดไป เหลือ แต่วัตถุ และยกเอาวัตถุขึ้นเป็นส่วนสำคัญ เป็นที่ตั้ง, จึงถูกเรียกว่า วัตถุนิยม เพราะเหตุนี้. ทีนี้ในทางที่ตรงกันข้าม ก็เอาใจเป็นประธาน เป็นหลักสำคัญ, ไม่ให้วัตถุหรือกายมา มีอำนาจเหนือ เรื่องก็เดินไปคนละทาง, คือใจนี้มีสภาพเป็นของรู้, หรือความรู้, ไม่เช่นนั้นเราก็ จะไม่เรียกว่า มโน. มโน มีความหมายว่ารู้, รู้ ก็คือรู้จัก, กระทั่งรู้เท่าทัน, กระทั่งรู้จริง, อย่าง นี้มันก็ต้องเดินไปในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่หลับตา, มันจึงรู้ว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร, นี่แหละเป็น ต้นกำเนิดของลัทธิทางจิตใจ ที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่โลกนี้ตั้งต้นขึ้นมาด้วยวัตถุ. ถ้าเราจะเรียนเรื่องธรณีวิทยา, เราจะได้รู้ว่าโลกตั้งต้นขึ้นมาได้ด้วยวัตถุ, เป็นวัตถุที่แยก ตัวออกจากดวงอาทิตย์, หรือว่ารวมตัวเข้มข้นขึ้นมาจาก Nebula, จาก Galaxy อะไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องวัตถุทั้งนั้น, และถ้าจะเรียนเรื่องชีววิทยาต่อมา ก็จะพบว่ามันตั้งต้นขึ้นมาด้วยวัตถุก่อน, จึงจะมีชีวะ ซึ่งตกอยู่ในอำนาจของวัตถุ, แล้วก็ค่อย ๆ แยกตัว, คือพัฒนามาเป็นเรื่องจิตใจมาก ขึ้น, จึงจะมีสัตว์และมีคน. เมื่อมีคนแล้ว ในชั้นแรกจะต้องรู้จักแต่วัตถุเป็นธรรมดา, อย่างคนป่า สมัยหิน จะรู้เรื่องอะไรทางจิตใจเหมือนคนสมัยนี้ไม่ได้, เพราะฉะนั้นคนในสมัยนั้นเป็นคนทาง วัตถุมากกว่า. แต่แล้วทำไมลูกหลานของคนพวกนั้นเอง มารู้เรื่องทางจิตใจได้. คนเราสมัยปัจจุบัน นี้ไม่ได้มาจากไหน, นอกจากที่จะมาจากคนป่า, แต่แล้วทำไมเราจึงรู้เรื่องทางจิตใจได้, เมื่อกล่าว โดยสามัญสำนึกแล้ว คนป่าเหล่านั้นควรจะดิ่งไปแต่ในทางของวัตถุ, ลุ่มหลงไปแต่ในทางของวัตถุ, แต่แล้วทำไมจึงเกิดแยกทางกันเดิน มามีพวกหนึ่งหันมาในทางจิตใจ หรือทางนามธรรม, เกิดเป็น มุนี ฤๅษี ชีไพร อะไรขึ้นมา, กระทั่งมามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก ไม่เดินดุ่มไปแต่ในทาง ของวัตถุ. นี้ก็เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าใจนั้นเองมีอยู่, เป็น Nucleus ของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตหรือคน. มันมีธาตุรู้ มันก็ขึ้นมาตามลำดับ ที่รู้ไปในทางผิดก็ผิดไป, ที่รู้มาในทางถูกก็ถูกมา, มันจึงแยก ทางกันเดินเพราะเหตุนี้. ที่ยังคงลุ่มหลงในวัตถุอยู่ก็เป็นไปสายหนึ่ง, ที่แยกมาในทางจิตใจก็แยก มาสายหนึ่ง เราจึงเกิดมีการแยกทางกันเดิน, เป็นฝ่ายวัตถุนิยม, และฝ่ายอวัตถุนิยม อย่างนี้. ทำไมอวัตถุนิยมเกิดขึ้นมาได้, ก็เพราะว่าถ้าจะกล่าวกันตามสามัญสำนึก และคงจะ เป็นข้อเท็จจริงด้วย, ก็เพราะว่าความพัฒนาทางวัตถุได้หยุดชะงักลง, คนจึงเหลียวมาในทางจิตใจ, หมายความว่า มีอยู่สมัยหนึ่ง ซึ่งความพัฒนาทางวัตถุได้ไปถึงที่สุด หรือชะงักลง, เพราะคน ไม่ได้ไปสนใจมาก ไม่ได้ไปลุ่มหลงมาก, จึงมาพบฝ่ายจิตใจ, ซึ่งมีอะไรน่าสนใจกว่า ลึกซึ้ง กว่า กว้างขวางจนมองไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ไหนกว่า อย่างนี้เป็นต้น, ก็เลยหมุนมาในทาง จิตใจ ค้นคว้ากันในฝ่ายจิตใจ, จึงได้เกิดลัทธิศาสนาในทำนองที่เป็นฝ่ายมโนนิยมขึ้นมา ทีนี้มาถึงปัจจุบันนี้ ทำไมจึงเกิดวัตถุนิยมอย่างรุนแรงขึ้นมาได้เล่า, นี้ก็เพราะว่ามันเป็น เรื่องเผอิญเป็นก็ได้, คือจะมียุคหนึ่งสมัยหนึ่งอีกเหมือนกัน ไปพบความก้าวหน้าทางวัตถุ, พัฒนา

น.127 ค้นคว้าลุ่มหลงกันในทางวัตถุ, ก็สามารถประดิษฐ์วัตถุให้ก้าวหน้า, ให้เกิดรสนิยม สูงไป แปลกไปกว่าที่แล้วมา, คนก็เริ่มหลงใหลในทางวัตถุกันอีกยุคหนึ่ง. และเมื่อสนใจ แต่เรื่องนี้มากเข้า, มันก็ค้นคว้าหรือพบได้มากเข้า, รสของวัตถุนิยมก็รุนแรง จนครอบงำ จิตใจคนสมัยนี้ให้ลุ่มหลงไปในทางของวัตถุ, ไม่สนใจกับเรื่องของจิตใจ, ทำให้ศาสนา เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย. แม้แต่ศาสนาคริสเตียนเอง ซึ่งเป็นศาสนาของพวกฝรั่งที่เก่งในทาง วัตถุนิยม, ก็ได้ประสบปัญหาอันนี้, คือคนหันหลังให้ศาสนาคริสเตียนมากขึ้น ๆ ๆ ยอมเป็นคน ไม่มีศาสนา, ก็เพื่อจะฝากเนื้อฝากตัวกับวัตถุนิยมนั้นเอง, นี่เป็นปัญหาอันร้ายกาจ เป็นปัญหา หนักอกของพวกคริสเตียน. ทีนี้ เมื่อพวกเรา, ไทย, ชาวพุทธ นี้เกิดไปเดินตามก้นฝรั่ง เหมือนกับสุนัขตัวผู้เดินตาม สุนัขตัวเมียอย่างนี้เข้าแล้ว, มันก็ไม่มีทางไปในทางอื่น, นอกจากเป็นไปในทางที่จะประสบปัญหา อย่างเดียวกันอีก, คือจะหันหลังให้พุทธศาสนาของตนเอง, แล้วก็ตกไปในฝ่ายวัตถุนิยม, ยอมตน เป็นคนไม่มีศาสนาไปก็ได้. นี่แหละคือปัญหาสำหรับพวกธรรมทูตเรา ซึ่งรออยู่ข้างหน้าเราว่าทำ อย่างไรเราจึงจะช่วยโลก ให้รอดจากวัตถุนิยมได้, ไม่ว่าจะเป็นพวกพุทธเราเอง หรือพวกศาสนา อื่น ซึ่งรวมกันเป็นโลกนี้ ให้รอดมาจากอำนาจของวัตถุนิยมได้. มันเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมาก, จึงเป็นเรื่องที่เราต้องคิดกันให้มาก, เริ่มคิดกันตั้งแต่บัดนี้, และ ยังจะต้องคิดไปอีกมาก จึงจะรอดไปจากอำนาจของวัตถุนิยม. และข้อแรกที่สุดที่จะต้องคิดก็คือ ว่า : - เราเองนั่นแหละสำคัญยิ่งกว่า, สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดและผู้ใด, ถ้าเราหลงในทางวัตถุนิยม เสียเองแล้ว, มันก็ล้มละลายที่นี่, และเดี๋ยวนี้, ตั้งแต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้, อย่าว่าแต่จะก้าวขาออก ไปต่างประเทศเลย, มันล้มละลายแล้วตั้งแต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ถ้าจิตใจของเราเป็นวัตถุนิยม. ดังนั้นจงประกาศตัวเป็นผู้ต่อสู้กับวัตถุนิยม, ไม่ให้ตัวเรา ไม่ให้เพื่อนมนุษย์ของเราตก เป็นทาสของวัตถุนิยม เราจึงจะเป็นธรรมทูตที่สมบูรณ์ของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นผู้ที่เราอุทิศชีวิต ทั้งหมดนี้ถวายไว้เพื่อรับใช้พระพุทธองค์ด้วยกันทุก ๆ คน. เวลาของเราก็หมดลง สำหรับการพูดจากันในตอนนี้. •

น.128 การทำวัตร สวดมนต์ บัดนี้ วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. แล้ว, เป็นเวลาที่เรากำหนดไว้ สำหรับพูดจาเรื่องหนึ่งกันตามสมควร. ในวันนี้จะได้กล่าวถึงเรื่อง การทำวัตรสวดมนต์ ของนักศึกษาธรรมทูต, เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรจะสนใจ, และก็ได้กำลังสนใจกันอยู่แล้ว เป็นพิเศษ. สำหรับเรื่องทำวัตรสวดมนต์นี้ ควรจะถือว่า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่ง, ตามคำกล่าว ที่กล่าวสืบ ๆ กันมาว่า บิณฑบาต, กวาดวัด, ปลงอาบัติ, ทำวัตร, สวดมนต์, ติดปาก กันอยู่อย่างนี้, ซึ่งเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่ได้กระทำกันมาแล้วตั้งแต่โบราณกาล. แม้ว่าเราจะพิจารณา ดูกันสักเท่าไร ก็ยังเห็นได้ว่าไม่พ้นสมัย, หากแต่ว่าจะต้องปรับปรุงกันบ้างในบทที่สวด, หรือ ในเนื้อความเนื้อหาของเรื่องที่จะสวด ให้มีประโยชน์ยิ่งขึ้นทุกที แล้วก็จะเป็นการรักษาขนบ- ธรรมเนียมประเพณีไว้ได้ด้วย, และเป็นการได้รับประโยชน์โดยตรง จากการทำวัตรสวดมนต์ นั้นด้วย, ดังนั้นควรจะได้พิจารณากันต่อไปให้ถ้วนถี่ .. อยากจะขอบอกกล่าวให้ทราบทั่วถึงกันว่า ในการทำวัตรสวดมนต์ประจำวัน ทั้งเช้า และเย็นของเรานั้น, สังเกตดูให้ดีแล้วจะพบว่า มีอยู่เป็นส่วน ๆ ด้วยความมุ่งหมายที่ต่างกันคือ :- ตอนต้นสุดเป็นการทำวัตร, ตอนที่ ๒ เป็นการสวดมนต์, ตอนที่ ๓ เป็นการปัจจเวกขณ์, ตอนที่ ๔ เป็นการแผ่ส่วนบุญ, ตอนที่ ๕ เป็นการอธิษฐานจิตประจำวันของตนเอง. สำหรับตอนที่ ๑ ที่เรียกว่าเป็นการทำวัตรนั้น มีความมุ่งหมายที่จะให้เราเจริญ พุทธา- นุสสติ, ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ เป็นประจำวัน. แต่ให้เจริญในลักษณะที่ใกล้ชิดกว่าธรรมดา คือ ทำความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่า เราได้เข้าถึงพระพุทธองค์, หรือเข้าเฝ้าพระพุทธองค์, แล้ว กราบทูลอะไรบางอย่างแก่พระองค์. ในคำกราบทูลนั้น มีคำสรรเสริญสาธุการพระคุณ ของพระองค์, มีการมอบกายถวายชีวิตแด่พระองค์, และมีการกล่าวไปในทำนองขอร้อง

น.129 ๑๒๑ วิงวอนอะไรบางอย่างต่อพระองค์, และในที่สุดกล่าวคำขอโทษล่วงเกินต่อพระองค์. อย่าง น้อยก็เป็น ๔ อย่าง อยู่อย่างนี้ทั้งนั้น, ไม่ว่าเป็นการทำวัตรบทไหน ถ้าสมบูรณ์แล้ว จะต้องประกอบอยู่ด้วยความหมาย ๔ ความหมายนี้ทั้งนั้น. ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่ามีอาการ เสมือนหนึ่ง เราเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ด้วยตนเองจริง ๆ. ถ้าเป็นสมัยพุทธกาลโน้น เราก็ไปเฝ้าพระองค์จริง ๆ. แต่เป็นสมัยนี้เราก็เฝ้าพระองค์ ได้โดยอีกวิธีหนึ่ง คือเฝ้าพระองค์ที่ยังทรงพระชนม์อยู่โดยพระคุณ, มิได้ทรงอยู่โดยพระ สรีรกาย, แต่ทรงอยู่โดยพระคุณ. พระคุณของพระองค์มีอย่างไร, เพียงไร, ในเมื่อยังทรง พระชนม์ชีพอยู่, เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่อย่างนั้นและเพียงนั้น, สมตามที่พระองค์ตรัสว่า : "ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลายนั้น จักอยู่เป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในกาลเป็นที่ล่วงลับไปแห่งเรา." พระพุทธภาษิตนี้แสดงว่า พระองค์ทรงขอให้เราถือว่า. ธรรมวินัยนั้นเป็นองค์พระศาสดา และอยู่มาจนตลอดกาลนาน หรือไม่มีกาลอันสิ้นสุด, เรา จึงมีโอกาสที่จะเฝ้าพระพุทธองค์ ซึ่งยังทรงอยู่โดยพระคุณเสมอไป. ด้วยเหตุฉะนี้แหละบทสวดมนต์ ทำวัตรจึงเป็นไปในลักษณะที่แสดงพระคุณของพระองค์ก่อน, ให้เป็นอันว่าพระองค์ยังทรง อยู่โดยพระคุณ ทำประหนึ่งว่าไปเฝ้าพระองค์, แล้วก็กล่าวคำที่ควรกล่าว อาจจะต่างกันบ้าง ในคำทำวัตรบางบท, หรือบางยุค ใจความต้องคล้ายกันดังที่กล่าวแล้ว. การกล่าวมอบถวายชีวิตจิตใจของเราแก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นประจำ วันนี้ ก็เป็นการดีมาก, เป็นการเตือนไม่ให้รู้จักลืม. และถ้าการกระทำนั้นทำจริง, ไม่ได้ ทำแต่ปากแล้ว จะเป็นเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเรา ให้รอดจากอันตราย มีพระยามาร เป็นต้น. ในหมู่ศาสนาที่เกี่ยวกับความเชื่อล้วน ๆ คือศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า เช่นศาสนาคริสเตียน, พวกบาทหลวงในฝ่ายโรมันคาทอลิก ก็มีการมอบชีวิตถวายพระเจ้า นี้เองเป็นเครื่องราง สำหรับ คุ้มครองป้องกัน มิให้ตกไปอยู่ในอำนาจของกิเลส, เช่นความรู้สึกในทางเพศ ถึงกับทำให้ต้อง ลาสึกไป, เมื่อมานึกถึงว่าได้มอบชีวิตทั้งหมดนี้แก่พระเป็นเจ้าเสียแล้ว รู้ความประสงค์ของ พระเป็นเจ้าดี ตนก็ไม่มีโอกาสที่จะทำเหลวใหล สึกหาลาเพศ หรืออะไรทำนองนั้น, ดังนั้นจึง ถือว่าเป็นเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์กันสึกได้. และยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็ยังเป็นสิ่งที่กระตุ้นใจ หรือ ว่าบังคับเอาทีเดียว, ให้ทำหน้าที่ ที่ตนจะต้องทำ ตามความประสงค์ของพระพุทธองค์, หรือ จะเรียกว่าของพระเป็นเจ้าในฝ่ายศาสนาอื่น ให้สมกับที่ได้มอบกาย ถวายชีวิตนี้ไว้จริง ๆ แล้ว ทำงานที่ควรกระทำ เช่นงานธรรมทูตที่เรากำลังได้รับภาระมอบหมายกันอยู่ในที่นี้ ด้วยความ เสียสละอดกลั้นอดทนอย่างเข้มแข็ง ไม่เห็นแก่ชีวิตเป็นต้น. ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การมอบกาย ถวายชีวิต ด้วยบทสวดในคำทำวัตรนั้น มีความหมายมากถึงเพียงนี้, เป็นเครื่องรางก็ได้, เป็น เครื่องกระตุ้นใจ, ให้ทำหน้าที่ถึงที่สุดก็ได้. สำหรับการขอร้อง, หรือกล่าวในทำนองขอร้องอะไรบางอย่างนั้น ถือว่าเป็นของธรรมดา

น.130 ๑๒๒ มีไว้สำหรับทุกคนตั้งแต่ขั้นต้นขั้นต่ำที่สุด จะได้ใช้ประโยชน์จากถ้อยคำเหล่านี้ เพราะว่าจะเป็น เครื่องอุ่นใจว่า ด้วยอำนาจการกระทำเช่นนี้ พระพุทธองค์จะทรงช่วย, พระธรรมจะทรงช่วย, พระสงฆ์จะทรงช่วย, มีความกล้าหาญ เกิดขึ้นในจิตใจของภิกษุหนุ่มและสามเณรเป็นส่วนใหญ่. แล้วก็มีประโยชน์แม้แก่พระเถระผู้สูงอายุ, เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีมาแต่โบราณกาล ที่จะต้องมีสิ่งซึ่งเรียกว่าศักดิ์สิทธิ์ หรืออำนาจที่จะคุ้มครอง, ให้ช่วยคุ้มครอง, แม้ว่าจะมีจิตใจ หลุดพ้นแล้วจากทุกข์ทั้งปวง, สิ่งนี้ก็มีไว้สำหรับคนที่ยังไม่หลุดพ้น ไม่จำเป็นจะต้องแยกกันก็ได้ จะทำให้ยุ่งยากลำบาก เป็นหลายฝักหลายฝ่าย. นี่กล่าวถึงถ้อยคำที่เป็นการอ้อนวอนขอร้อง. ทีนี้ก็มาถึงถ้อยคำที่เป็นการให้อดโทษ เช่นบท :- กาเยน วาจา ฯลฯ เป็นต้น, คิดดูแล้ว ก็มีทางที่จะเข้าใจผิดได้ ในเรื่องอันเกี่ยวกับกรรม, เช่นว่า "ใครทำดีต้องได้ดี ใครทำชั่วต้องได้ชั่ว" จะมายกเว้นผ่อนผันอะไรกันได้ ดังนี้. ข้อนี้มีทางที่จะคิดว่า สำหรับกรรม ประเภทกรรมเบา และเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างบุคคลกับบุคคลนั้น, เป็นสิ่งที่ทำให้เป็นอโหสิกรรมไปได้ด้วยการ ขอขมา, ด้วยเหตุนี้แหละจึงมีระเบียบการขอขมาแก่กันและกัน และแม้แก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ดูให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นการฝึกฝนให้ตนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมที่จะขอโทษ อยู่เสมอ, ไม่ดื้อกระด้าง อย่างนี้มากกว่า, หรือแม้ว่าจะถือว่าเป็นการขอโทษจริงๆ ก็ยังมีความ หมายที่ดีอยู่นั่งเอง, เพราะว่าบางเวลาเราอาจจะสะเพร่า, กระทำบางสิ่งบางอย่างที่เห็นได้ว่า เป็นการล่วงเกินในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เช่นในบทอันกล่าวด้วยคารวะ ใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บางทีด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ, อาจจะเผลอไป ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ต่อหน้าวัตถุศักดิ์สิทธิ์ เช่นต้นโพธิ์ หรือพระพุทธรูป ก็ถือว่าเป็นการล่วงเกินใน พระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ กันมาแล้วแต่โบราณกาล. นี้คิดดูก็จะเห็นได้ทันทีว่า ผู้ที่ทำได้เช่นนั้นเป็นคนที่มีจิตใจหยาบ หรืออย่างน้อยก็เป็น คนสะเพร่า ไม่ดูไม่แลอะไร. ในบางครั้งบางคราวยังเผลอไป เอ่ยคำที่ไม่สมควรเกี่ยวเนื่องถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ก็เรียกว่าล่วงเกิน, บางทีใจก็คิดนึกไปในทำนองที่ว่า ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เคารพต่อคำสั่งสอนของพระองค์ คือหลักธรรม นี้เรียกว่าล่วงเกิน. เมื่อนึกได้ ก็จะต้องมีความรู้สึกสลดใจ และกลับตัว, อย่างนี้มีกันในทุกศาสนา เรียกว่า Repentance จะต้อง มีสำนึกบาป แลกลับตัวอยู่ประจำวัน, และพยายามซักซ้อม หรือสอบสวนอยู่เป็นประจำวันทีเดียว, ที่เรียกว่าแก้บาป หรืออะไรทำนองนั้น. พวกเราก็มีการกระทำอย่างนั้น, เมื่อทำแล้วก็จะรู้สึกว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้อง, และทำให้จิตใจเบาสบายไปตามเดิม, โปร่งและผ่องใส, พร้อมที่จะ ปิติปราโมทย์ หรือสมาธิไปได้, ด้วยเหตุนี้แหละจึงมีการทำวัตร ซึ่งประกอบไปด้วยองค์คุณ ๔ ประการ ที่สำคัญ ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว. หวังว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายจะได้เอาไปนึกดู, ไปซักซ้อมดูใหม่, แล้วปรับปรุงแก้ไข, ในบทที่จะเลือกเอามาสวด, หรือจิตใจในขณะที่สวด ให้สำเร็จประโยชน์ตามนั้น การทำวัตรก็

น.131 ๑๒๓ จะมีความหมาย. ทีนี้มาถึงตอนที่ ๒ เรื่องสวดมนต์, บทสวดมนต์ทั้งหลาย ก็เป็นคำสอนของพระองค์, เป็นโอวาทของพระองค์ ทำเสมือนหนึ่งเราไปเฝ้าพระองค์มาด้วยการทำวัตรนั้น แล้วก็ได้รับเอา พระโอวาทนี้มา ตามที่พระองค์ประทานให้. การที่เราเลือกเอาบทสำหรับสวดมนต์ดี ๆ มีประโยชน์ แก่การปฏิบัติ มาสวดนั้น, มันก็เข้ารูปเข้ารอยกันกับการที่ได้ไปเฝ้าพระพุทธองค์, แล้วได้รับ สิ่งที่ประทานมาให้, ก็เป็นการดี, เราก็เอามา สวดเป็นการรักษาไว้, และเพื่อปฏิบัติตาม นั้นจริง ๆ . เพราะฉะนั้นการสวดมนต์ก็คือสวดเพื่อจะท่องจำ, หรือย้ำในคำสอนให้มั่นคง มีอยู่ เป็นหลัก ไม่รู้จักลืม, เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การปฏิบัติของตน และการสั่งสอนผู้อื่นสืบ ๆ ไป นี้เรียกว่าประโยชน์อย่างยิ่งของการสวดมนต์. ต่อมาถึงตอนที่ ๓ สิ่งที่เรียกว่า ปัจจเวกขณ์ คือการพิจารณาสิ่งที่ควรพิจารณา, การทำอย่างนี้ก็คือการทำกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นประจำวัน , เรียกว่าเป็นการ ปฏิบัติโดยตรง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณา ธาตุปัจจเวกขณ์, คือบท ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ เป็นต้นนั้น เป็นการทำกัมมัฏฐานชั้นสูงสุด, คือชั้นที่กล่าวถึง สุญญูตา และ อนัตตา . เป็นสิ่งที่ ต้องพิจารณาอย่างยิ่ง และเป็นประจำวัน. แม้ว่าเราจะเอามาสวดเป็นการสวดต่อท้ายสวดมนต์ไป, ในจิตใจก็ต้องทำให้ดีเป็นพิเศษ ให้สมกับที่บทสวดตอนนี้เป็นบทกัมมัฏฐาน และยังจะต้องเอาไป ระลึกนึก หรือกระทำเป็นพิเศษในส่วนตนในที่เงียบสงัดอีกด้วย. การปัจจเวกขณ์ หรือสวด บทปัจจเวกขณ์บทใดก็ตาม ย่อมมีผลเป็นการทำกัมมัฏฐานหมู่ ประจำวัน อย่างนี้, ดังนี้ก็นับว่า เป็นสิ่งน่าพอใจ. ทีนี้ก็ล่วงมาถึงตอนที่ ๔ และที่ ๕ กล่าวคือกรวดน้ำ ท้ายสุดมีอยู่ ๒ ตอน ตอนแรก เป็นการแผ่ส่วนบุญ ตอนหลัง เป็นการอธิษฐานจิตของตัวเอง เป็น Auto suggestion เป็น ประจำวัน ให้มั่นอยู่แต่ในทางที่ถูก ที่ควร ที่ดี หรือสูงขึ้นไป. สำหรับตอนต้นที่เป็นการแผ่ส่วนบุญ เป็นประจำวันนั้น มองดูอีกแง่หนึ่งก็เป็นการเจริญเมตตาภาวนา. การเจริญเมตตาภาวนานี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด, คือจะต้องย้อมจิตใจให้ประกอบอยู่ด้วยเมตตา ให้มีเมตตาประจำใจ. ข้อนี้ อย่าคิดเสียแต่เพียงว่า แผ่ส่วนบุญให้เขาเพื่อเราจะได้บุญด้วย, เราจะต้องแผ่เมตตา เพื่อย้อม ใจเรา ให้รู้จักเสียสละ, พอกพูนนิสัยของการเสียสละให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์, เพราะว่าการ ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นนั้น ต้องอดกลั้นอดทน ต้องเหน็ดเหนื่อย ต้องเสียสละ แม้กระทั่งบางทีก็ต้อง ยอมเสียชีวิต อย่างนี้ก็มี. และเมตตานี้จะต้องคู่กันกับปัญญา จึงจะเหมาะสมกันกับผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนา, ถ้าไม่เอาเมตตาเป็นเครื่องถ่วงปัญญาไว้บ้าง, ปัญญาอาจจะเตลิดเปิดเปิงไป ในทางเห็นแก่ตัว, เข้าข้างตัวไป, ไม่ทันจะรู้ก็ได้. แต่ถ้าเมตตาคือ ความเห็นแก่ผู้อื่นได้ถ่วงปัญญาไว้บ้างแล้ว, ปัญญาก็จะต้องน้อมไปในทางเห็นแก่ผู้อื่น, ใช้ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น, และ

น.132 ๑๒๔ เมื่อมีความรู้สึกที่เห็นแก่ผู้อื่นอยู่แล้วก็เป็นการปลอดภัย, เพราะไม่มีทางที่จะย้อนกลับไป เป็นการเห็นแก่ตนได้. ปัญญากับเมตตาจะต้องคู่กันไปอย่างนี้ เป็นเครื่องถ่วงซึ่งกันและกัน, ดังนั้นการกรวดน้ำแผ่ส่วนบุญ ควรจะเป็นเรื่องที่มีขอบเขตกว้างถึงขนาดนี้, เป็นการเจริญ เมตตาภาวนาดังที่กล่าวมาแล้ว. ทีนี้ ก็มาถึง ตอนที่กล่าวอธิษฐานจิตของตัวเอง , คือตั้งความปรารถนาของตัวเอง ว่า, ขอให้เป็นอย่างนั้น, ขอให้เป็นอย่างนี้, รวมใจความสำคัญอยู่ที่ว่า ขอให้สิ้นกิเลสอาสวะ ในที่สุด หรือโดยเร็ว. นี้เป็นเรื่องที่ดี, คือไม่รู้จักลืมวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมาย , ยังมุ่งแน่วต่อ จุดหมายปลายทางของตนอย่างถูกต้อง. และในบางบทมีข้อความดีมาก เช่นบท ยนฺทานิ เม กตํ ปุญญํ ฯลฯ ที่เพิ่งจะสวดเสร็จไปเมื่อตะกี้นี้ มีทั้งการปลอบ มีทั้งการขู่ มีทั้งการชักจูงตัวเอง พร้อมเสร็จในตัว นี้เป็นการช่วยได้มาก สำหรับผู้ที่ยังอยู่ในขั้นธรรมดา ยังไม่บรรลุธรรมะ ในขั้นสูงสุด หรือเป็นพระอรหันต์, ยังต้องการกำลังใจ, หรือต้องการ การปลอบใจ, หรือ ต้องการการขู่, ให้เป็นไปในทางที่ควรจะเป็นไปอยู่เสมอ ๆ. ขอให้ตั้งอกตั้งใจกล่าวคำเหล่านั้น ออกไป ด้วยความรู้สึกในใจอย่างแท้จริง อย่าได้กล่าวสักว่า พอเป็นธรรมเนียม เหมือนนกแก้ว นกขุนทอง ให้แล้ว ๆ ไปเท่านั้น, มันเป็นการจูงจิตใจของตัวเอง โดยตนเอง, รับประกันไม่ให้ลืม, ไม่ให้เขว, ไม่ให้เหลวไหล, เรียกว่าเป็นการจูงตนด้วยตน หรือทำที่พึ่งของตนด้วยตน ได้อย่างหนึ่ง เหมือนกัน. บทกรวดน้ำบทไหนก็มีแบ่งอยู่เป็น ๒ ตอน อย่างนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบท เทวตา ปัตติทานคาถา แล้ว มีข้อความสำคัญอยู่ในตอนนี้ คือกว้างออกไป จนถึงกับอธิษฐานจิตไปถึง สิ่งที่ เรียกว่า ศาสนาโดยบทว่า :- ฐาตุ จิรํ สตํ ธมฺโม ธมฺมทฺธรา จ ปุคฺคลา :- ขอให้ธรรมะของ สัตบุรุษดำรงอยู่, ให้ผู้ทรงธรรมดำรงอยู่. อย่างนี้ลองคิดดูทีว่า มันเป็นคำกล่าวของบุคคลที่มี ใจสูงมากน้อยเท่าไร ให้สัจจธรรมยังคงอยู่ในโลกนี้ ให้ผู้ทรงธรรมคงอยู่ในโลกนี้ ให้โลกนี้มีธรรม และมีผู้ปฏิบัติธรรม. เป็นความรู้สึกที่สูงมาก, เพราะมองเห็นว่า ธรรมะเท่านั้นเป็นสิ่งจำเป็น อย่างยิ่ง, ที่จะต้องมีอยู่ในโลก เฝ้าพร่ำภาวนาถึงสิ่งนี้อยู่เสมอ. แล้วยังมีแถมว่า :- สงฺโฆ โหตุ สมคฺโค ว :- ขอให้พระสงฆ์เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน, นี้เป็นคำกล่าวที่ดีที่สุดแล้ว เพื่อป้องกัน การแตกแยกกัน. การไม่สามัคคีกันนั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตำหนิอย่างยิ่ง , มันเป็นเรื่องล้มละลาย ของคณะสงฆ์เอง, โดยเกี่ยงงอนกัน ไม่กระทำหน้าที่ของตน, ไม่ร่วมมือกัน, ไม่ช่วยเหลือกัน, ไม่ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน นี่ก็คือความล้มละลายของหมู่คณะ. อันนี้แสดงให้เห็นว่า เป็น คำกล่าวที่เห็นแก่ส่วนรวม, เห็นแก่ความตั้งอยู่ได้ของสงฆ์นั่นเอง, ถ้าผู้กล่าวไม่กล่าวแต่ปาก คือกล่าวด้วยใจจริงแล้ว ไม่เท่าไรก็จะต้องเป็นสงฆ์ที่มีความสามัคคี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้, ถ้ามัวกล่าวแต่ปากแล้ว อีกกี่ร้อยปีก็ไม่มีทางจะสามัคคีกันได้ จึงเป็นสิ่งที่ควรจะเอาใจใส่ พินิจ

น.133 ๑๒๕ พิจารณาดูให้ดี, แล้วกระทำลงไปเพื่อประโยชน์แก่คณะสงฆ์เองด้วย, และเพื่อสนองพระคุณ หรือพระพุทธประสงค์ของพระพุทธองค์ด้วย. นี่คิดดูเถอะว่า มันเป็นสิ่งเล็กน้อยหรือใหญ่โตมโหฬารสักเท่าไร สำหรับถ้อยคำที่เรา เรียกว่ากรวดน้ำ, ถ้าไปมัวนึกแต่เรื่องกรวดน้ำ ไม่นึกถึงตอนนี้ที่มันมีอะไรยิ่งไปกว่ากรวดน้ำ. ดังนั้นจึงหวังว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายจะได้ไปนึกดูกันเสียใหม่ ด้วยความสุขุมรอบคอบ, ไปปรับปรุงการกระทำอันนี้ให้สมบูรณ์ โดยหลักดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า :- เรื่องที่ ๑ ในการทำวัตรนั้น จะต้องมีการกล่าวสรรเสริญคุณ หรือความเคารพต่อพระองค์, จะต้องมีการมอบชีวิตจิตใจแด่พระองค์, และมีการผูกพันกัน ในการที่จะขอและตอบสนองการขอ ในระหว่างกันและกัน และต้องมีการอดโทษกันและกัน นี้เป็นส่วนทำวัตร, ปรับปรุงให้สำเร็จ ประโยชน์ ทั้งโดยอรรถะและโดยพยัญชนะ. เรื่องที่ ๒ เรื่องสวดมนต์ ก็เลือกเอาเรื่องที่มีประโยชน์จริง ๆ มาสวดไว้เป็นประจำ, สิ่งใดที่เป็นหัวใจของพระธรรม หรือของพระศาสนาในแง่ต่าง ๆ กันแล้ว จะเลือกเอามาสวด ให้เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าขึ้นปากขึ้นใจ คล่องปากคล่องใจ สะดวกในการปฏิบัติในการสั่งสอนผู้อื่น. เรื่องที่ ๓ ปัจจเวกขณ์ เลือกให้ดี ให้ได้ปัจจเวกขณ์ในบทที่ดี, แม้บทที่เรียกกันว่า ปลง สังขาร ของภาคใต้นี้ นั้นก็เป็นปัจจเวกขณ์ ทศธรรมสิบประการ นั้นก็เป็นปัจจเวกขณ์ เตือน ตนเองอย่างยิ่ง, ประมวลคำที่เป็นปัจจเวกขณ์นี้มาดูให้ดี ๆ มาจัดสรรกันให้ถูกลำดับ แล้วก็ ปัจจเวกขณ์, นับว่าเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากการสวดมนต์. เรื่องที่ ๔ บทกรวดน้ำ ก็ต้องได้รับการพิจารณา คัดเลือกไม่ให้ซ้ำกัน, แล้วก็เปลี่ยน กันได้ เช่นตอนเช้าสวดบทที่เหมาะสมแก่ตอนเช้า, ตอนเย็นสวดบทที่เหมาะสมแก่ตอนเย็น, เราก็จะได้บทกรวดน้ำมากพอ. เรื่องที่ ๕ มาถึงบทอธิษฐานจิต, ชักจูงตัวเอง, ตั้งความปรารถนาอันสูงไว้เป็นเบื้องหน้า, ก็เลือกดูให้ได้ถ้อยคำที่ไพเราะจับใจ มีความหมายเด่นชัดในทำนองนั้น, แล้วก็ย้อมจิตให้เป็น อย่างนั้นจริง ๆ อยู่เสมอแล้ว แน่นอนทีเดียว ไม่ต้องมีใครมารับประกัน ก็รับประกันตัวเองได้ ว่า ความเป็นไปในชีวิตของเรา ผู้เป็นสาวกของพระพุทธองค์นั้น จักเดินไปถูกทางอย่างรวดเร็วที่สุด. สำหรับพวกเรานักศึกษาธรรมทูตโดยเฉพาะนี้ คิดดูให้ดีจะเห็นว่า เราต้องรับผิดชอบ, เราปฏิเสธไม่ได้ ในฐานะที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นนักศึกษาผู้มีสติปัญญา, เราจะทำอะไรอย่างเขลา ๆ งมงายไป ในกรณีเหล่านี้ไม่ได้เลย ต้องทำให้ดี, และถ้ายิ่งถึงกับต้องไปกระทำในเมืองนอก เมืองนาด้วยแล้ว จะต้องกระทำให้ถูกกับจิตวิทยา หรือความนิยมของผู้ที่จะมาพบเห็นในที่นั้น อีกด้วย, และมีเหตุผลพร้อมที่จะตอบปัญหา ตอบคำถาม ที่จะมีผู้มาถาม หรือมาซักไซ้ให้จนมุม ก็ตาม, ในข้อความอันเกี่ยวกับการทำวัตรสวดมนต์ การปัจจเวกขณ์ การกรวดน้ำและการ อธิษฐานจิต เป็นต้น จะถูกนำไปเปรียบเทียบกันกับศาสนาอื่น, แล้วเราก็ต้องไม่ถูกกระทำย่ำยี ให้ตกอยู่ในฐานะที่น่าอับอาย แต่จะพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่า เป็นสิ่งที่มีเหตุผล. •

น.134 ธรรมะจะต้องชนะวัตถุนิยม บัดนี้วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ก็ได้ล่วงมาถึงเวลาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว, เป็นเวลาที่เรากำหนดไว้ สำหรับการพูดจาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง. ในวันนี้จะได้กล่าวถึงเรื่อง ธรรมะจะต้องชนะวัตถุนิยม. สิ่งที่เรียกว่า วัตถุนิยมคืออะไร ก็ได้พูดกันแล้วแต่วันก่อน, โดยใจความก็คือ ความที่ลุ่มหลงนิยมในรสอันเกิดจากวัตถุ ที่ประณีต ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ตลอดถึงความคิดความเข้าใจไปว่า อะไร ๆ ก็สำคัญอยู่แต่ที่วัตถุ. ถ้าวัตถุสมบูรณ์ หรือดีแล้ว จิตใจก็จะดีไปเอง. วัตถุนิยมเช่นนี้ไม่ว่าในปริยายไหน ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้ลุ่มหลง ในวัตถุทั้งนั้น. เมื่อกล่าวโดยที่แท้ คนเรา หรือมนุษย์เรา ก็มีความรู้สึกเป็นไปแต่ในทางของวัตถุอยู่ ตามธรรมดา, เพราะว่าเป็นสิ่งที่รู้จักได้ง่าย และเกี่ยวข้องกันอยู่กับชีวิตชีวาเป็นประจำวัน. ทีนี้เมื่อไปขยายขอบเขตของวัตถุให้กว้างออกไป, หรือทำให้ประณีตลึกซึ้งยิ่งขึ้น, ความลุ่มหลง ในวัตถุก็มีมากขึ้น. จะเปรียบเทียบกันได้ง่าย ๆ :- คนโบราณไม่มีความเจริญทางวัตถุ, ก็พอใจ สิ่งที่เป็นวัตถุ แม้ในระดับที่ต่ำ ๆ หรือง่าย ๆ. สมัยเมื่อ ๕๐ - ๖๐ ปีมานี้ ผมได้เคยเห็นคนแก่ ๆ แม้ได้เศษกระดาษมาแผ่นหนึ่ง ก็ดีใจอย่างยิ่ง ถึงกับเก็บไว้เหมือนกับเก็บเงิน, เพราะว่ากระดาษ ยังเป็นของแปลกพิเศษกว่าใบตอง, ใช้กระดาษนั้นห่อของที่มีค่า กระทั่งห่อเงินห่อทองไปเลย ทีเดียว, พอมาถึงสมัยนี้กระดาษเป็นของเกลื่อน ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไม่มีความหมายอะไร. เด็ก ๆ สมัยก่อนได้กระดาษคาบอนที่เขาทิ้งข้างออฟฟิศมาเล่นสักแผ่นหนึ่ง แล้วก็ดีใจแทบตาย, เด็ก สมัยนี้ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างนั้น, ล้วนแต่ทะเยอทะยานจะได้อะไรบ้าง, ก็ลองคิดดูเถิด. ความก้าวหน้าของวัตถุนั้น ทำให้คนเตลิดเปิดเปิงไปในเรื่องของวัตถุ, ต้องกินต้องนอน อย่างนั้นอย่างนี้, อย่างที่เราพูดกันติดปากว่า สมัยนี้ต้องมีตู้เย็น ต้องมีโทรทัศน์ เป็นต้น. ในที่สุด ก็ยังกลายเป็นของธรรมดาไปอีก, ต้องการอะไรที่มากไปกว่าตู้เย็น หรือโทรทัศน์, นี้แสดงว่า ความนิยมวัตถุกำลังครอบงำจิตใจของมนุษย์ แม้ที่เป็นชาวพุทธมากเพียงไร, และครอบงำแม้

น.135 ๑๒๗ กระทั่งชาวพุทธ ที่เป็นบรรพชิตด้วย. และเมื่อบรรพชิตตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นที่เคารพสักการะ มันก็ยิ่งเป็นไปได้ง่าย ในการที่จะทำให้ทายกทายิกาแสวงหาวัตถุที่ยิ่งขึ้นไป มาอำนวยให้แก่ บรรพชิต, ทั้งหมดก็เลยกลายเป็นวัตถุนิยม ตาม ๆ กันไปและยิ่งขึ้น. มองออกไปนอกวงของพุทธบริษัท ก็เห็นได้ว่า คนส่วนใหญ่นั้นตั้งหน้าตั้งตาที่จะค้นคว้า และประดิษฐ์เรื่องทางวัตถุให้ประณีตยิ่งขึ้น, จนถึงกับว่า คนจะต้องเปลี่ยนเครื่องใช้ไม้สอย เปลี่ยนรถยนต์ เปลี่ยนอะไรต่าง ๆ กันเรื่อยไป ทุก ๆ แบบที่ออกมาใหม่ จนกระทั่งเงินทองส่วนใหญ่ หมดเปลืองไปกับเรื่องนี้ด้วยกันทั้งโลก, แล้วคิดดูเถิดว่า ส่วนที่ฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นนั้น มันจะมี มากเท่าไร. และเมื่อมีความทะเยอทะยานที่จะได้ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก, ก็ต้องขวนขวายหาทาง ได้ที่ไม่มีขอบเขต และการได้ที่ไม่มีขอบเขตนั่นแหละ ย่อมทำให้เกิดความเสีย, หรือการขาดแคลน ขึ้นอีกทางหนึ่งเป็นธรรมดา. เพราะฉะนั้นพวกหนึ่งก็มีมากเกินไป. พวกหนึ่งก็ขาดแคลน, โลกนี้ ก็ปั่นป่วนวุ่นวาย เป็นเหตุให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงกัน โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง. เมื่อประโยชน์ หรือความต้องการบีบบังคับมากเข้า คนเหล่านั้นก็จะต้องจับกลุ่มกันเป็น พวก ๆ ไป ตามที่ประโยชน์ของตนจะบังคับให้ทำอย่างไร, จึงเกิดแบ่งกลุ่มแบ่งพวก สำหรับ ต่อสู้กัน, แย่งชิงกัน, โลกก็ประกอบไปด้วยวิกฤตกาลอันถาวร, แทนที่จะมีสันติภาพถาวร, ก็ กลายเป็นมีวิกฤตกาลถาวรติดต่อกันไป, ไม่มีขาดสายยิ่งขึ้นทุกที นี้คือผลของวัตถุนิยมครองโลก. ธรรมะไม่มีโอกาสที่จะครองโลก, เพราะว่ามนุษย์ได้สลัดธรรมะทิ้งออกไป , ปัญหาจึง เกิดขึ้นทันทีและมากมาย ในการที่จะแสวงหาสันติภาพให้แก่โลก, แต่ ข้อเท็จจริงนั้นมันเป็น ไปไม่ได้ ในการที่จะแสวงหาสันติภาพให้แก่โลกด้วยจิตใจที่เป็นวัตถุนิยม , เพราะว่า วัตถุ นิยมนี้มันเป็นสุดโต่งข้างหนึ่งของความรู้สึก, คือความรู้สึกที่เป็นไปในทางกิเลส, มันผิดหลักธรรมะ ที่ว่าจะต้องอยู่ตรงกลาง. สิ่งที่เรียกว่า “ ธรรมะ " โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนานั้น ต้องไม่เหวี่ยงไปสุดโต่งข้างใด ข้างหนึ่ง, จะต้องอยู่ในลักษณะที่เป็นกลาง, เพราะว่าการเหวี่ยงไปสุดโต่งข้างหนึ่งนั้น มันไปเป็น ทาสของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ลัทธิใดลัทธิหนึ่ง, หรือความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง, มันเสียดุลยภาพ มันจึงเป็นความวุ่นวาย, ต่อเมื่อไม่มีการเสียดุลยภาพ มันจึงเป็นความสงบ. ธรรมะมีหวังที่จะชนะ วัตถุนิยมได้ ก็ตรงที่จะสามารถทำให้เกิดดุลยภาพดังที่กล่าวนี้. มนุษย์เหยียบย่ำธรรมะ, ธรรมะ ก็ตบหน้ามนุษย์, ธรรมะก็จะตบหน้ามนุษย์ยิ่งขึ้นทุกที ๆ, คือวิกฤตกาลที่มากขึ้นทุกทีในโลกนั้น. บัดนี้ก็จะเริ่มเห็นกันได้แล้วว่า มันเป็นสิ่งที่น่าสังเวช, หรือน่าเศร้า, หรือน่าหวั่นวิตก, มนุษย์จึงเริ่มสนใจ ในสิ่งซึ่งเรียกว่า ธรรมะ หรือศาสนากันขึ้นบ้าง, เพียงแต่บ้างเท่านั้น, เพราะ การบีบคั้น, หรือการตบหน้าของธรรมะยังไม่มากพอ, ยังไม่ถึงขีดสูงสุด, จึงเหลียวมาดูธรรมะ แต่คนประเภทที่เรียกว่าหน้าบาง. ส่วนคนที่หน้าหนาเกินไป, คือจมปลักอยู่ในวัตถุนิยมนั้นยังไม่ เหลียวแล. และแม้ในส่วนพวกที่เหลียวแลจะเห็นความจริงข้อนี้อยู่บ้าง, ก็ทนอิทธิพลของคน

น.136 ๑๒๘ ส่วนใหญ่ไม่ได้, ยังไม่สามารถจะดึงคนส่วนใหญ่มา ให้สนใจในข้อเท็จจริงอันนี้ได้. โลกจึงยัง จะต้องรีรอต่อธรรมะอยู่ระยะหนึ่ง, จนกว่าเมื่อใดความทนทรมานมีมากขึ้นเพียงพอ, เมื่อนั้นการ สนใจในธรรมะก็จะมีมากขึ้น, กลับมาสู่ดุลยภาพในทางธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง, เมื่อนั้นแหละ ธรรมะก็จะชนะวัตถุนิยม. ทีนี้ปัญหาสำหรับพวกเรา ธรรมทูต ก็มีอยู่ว่า เราจะช่วยให้มันเร็วเข้าได้บ้างอย่างไร. ก็ดูเหมือนจะมองเห็นกันว่าจะต้องเผยแผ่ธรรมะให้เป็นที่เข้าใจ, ให้มากขึ้นหรือเร็วขึ้น, กิจการ ส่วนนี้จึงเริ่มฟักตัวขึ้นในที่ทั่ว ๆ ไป ก่อความสนใจขึ้นทีละเล็กละน้อย เป็นวงกว้างออกไป. เรา ไม่มัวสวดอ้อนวอน เหมือนชนบางหมู่บางเหล่า, เพราะว่าการสวดอ้อนวอนนั้นมีอิทธิพลน้อยกว่า กันมาก. การพูดให้เข้าใจกันและกันจะมีผลกว่า, ดังนั้นพุทธบริษัทจึงไม่มีพิธีสวดอ้อนวอน แต่ มุ่งหมายที่จะพูดกันให้รู้เรื่อง คือการเผยแผ่ธรรมะ. แม้จะมีการกระทำชนิดที่เป็นการแผ่ธรรมะ. ตั้งจิตปรารถนาให้มนุษย์กลับใจ หันมา สู่ความเมตตากรุณา หรือสันติภาพบ้าง, ก็ยังไม่ถึงกับเป็นลักษณะของการอ้อนวอนเฉย ๆ, ความหวังและการแผ่เมตตาทำนองนี้ อย่างน้อยก็ในทางหนึ่ง ก็เป็นการกระตุ้นผู้แผ่เมตตานั้นเอง, ให้รีบเผยแผ่ธรรมะ. พวกธรรมทูตเราตั้งเมตตาเป็นเบื้องหน้า จึงได้ทนความยากลำบาก ที่จะ ทำการเผยแผ่ธรรมะ, ทั้งหมดนี้ย่อมหมายความว่า พวกธรรมทูตเหล่านั้นต้องไม่เป็นทาสของ วัตถุนิยม เป็นข้อสำคัญ, จะมัวนั่งแผ่เมตตาด้วยความเป็นทาสของวัตถุนิยมอย่างนี้เป็นเรื่องล้มละลาย เหลวแหลกไปแล้วตั้งแต่ทีแรก. ผู้แผ่เมตตาให้โลกประสบสันติสุข, แต่ตนไปบูชาวัตถุนิยม ซึ่ง เป็นต้นเหตุของวิกฤตกาลถาวร อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องน่าหัวสักเพียงไร, ขอจงได้คิดดู. ดังนั้นพวกธรรมทูตใจสิงห์ ของพระพุทธองค์ จะต้องทำอย่างไรในเรื่องนี้, ก็ขอให้คิด ดูเถิด. การที่จะมัวอ่อนแอ ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความยั่วยวน, หรือแม้แต่ความบีบคั้นของ วัตถุนิยมนั้น, มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับธรรมทูต และธรรมทูตใจสิงห์ของพระพุทธองค์. คำว่า "ใจสิงห์ " นี้เป็นคำที่รู้จักกันดี เป็นคำธรรมดาที่ใช้กันอยู่ในโลก (Lion - hearted) หมาย ความว่านักต่อสู้, นักเสียสละและจริงจัง, เรียกว่าสู้จนตาย ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมถอยหลัง. เมื่อ ทำอย่างนั้นได้ ก็มีหวังที่จะชนะ, คือตัวเองก็จะชนะวัตถุนิยม, แล้วก็จะช่วยให้ผู้อื่นชนะวัตถุนิยม, นั่นก็คือช่วยโลก ให้พ้นจากการบีบคั้นของวัตถุนิยม. ธรรมะมีลักษณะเป็นกลาง ไม่ชวนให้ตก ไปเป็นทาสของวัตถุนิยม, และอีกทางหนึ่งก็มิได้หมายความว่า จะไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ใช้สอย วัตถุ มันอยู่ในระดับกลางที่จะเกี่ยวข้อง หรือใช้วัตถุ นั้นเป็นเครื่องยังชีพ, และในที่สุด ก็เป็น เครื่องมือที่จะช่วยปราบปรามความนิยมวัตถุนิยมอย่างหลับหูหลับตาไปด้วย พร้อมกันไปในตัว ทีเดียว. ทีนี้ถ้าเราจะมองดู เนื้อแท้ของธรรมะ, หรือธรรมชาติของธรรมะ เราก็มองเห็นอยู่แล้วว่า ธรรมชาติของธรรมะนั้น มันไม่หนักไปในทางวัตถุ และก็ไม่หนักไปในทางจิตใจล้วน จนรังเกียจ

น.137 ๑๒๙ วัตถุ เหมือนความคิดของคนบางพวก. สิ่งที่เรียกว่ากายกับใจ หรือ นาม กับ รูป นี้ ต้องเป็น อันเดียวกัน ในสัดส่วนที่สมกัน, ดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว จึงจะอยู่ในสภาพที่เรียกว่า มีดุลยภาพ หรือที่เรียกว่าสมดุลย์. ธรรมะทรงตัวอยู่ได้เพราะความมีดุลยภาพ, สูญเสียดุลยภาพก็คือไม่มีธรรมะ, ซึ่งคำว่า ธรรมะ ในที่นี้หมายถึงธรรมะที่เป็นปกติ ที่เป็นความสงบสุข. ความสูญเสียดุลยภาพตามธรรมชาติ ก็คือ ธรรมชาติที่เป็นธรรมชนิดหนึ่งเหมือนกัน, แต่เป็นธรรมชาติที่เป็นอธรรม. ธรรม หรือ อธรรม ในความหมายทั่วไปก็เป็นธรรมด้วยกันทั้งนั้น, คือเป็นธรรมชาติ, บาปก็เรียกว่าธรรม บุญ ก็เรียกว่า ธรรม, กุศล ก็เรียกว่าธรรม, อกุศล ก็เรียกว่าธรรม นี้เป็นคำกลาง. แต่คำว่า ธรรมะ ที่จะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์นั้น เราหมายถึงความสมดุลย์ ไม่เอียงไปทางไหน ไม่เอียงไป ทางวัตถุ หรือทางใจ สุดโต่ง, แต่อยู่ในสภาพที่สมดุลย์ จึงจะเป็นความหยุด, หรือความสงบ, เกิดเสียสมดุลย์เมื่อใด มันก็วุ่นวายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเมื่อนั้น. เราถือเอาความไม่สงบนั้นว่าเป็น อธรรม, ถือเอาความสงบ ว่าเป็น ธรรม. สภาพของ ความสงบจึงได้แก่ความสมดุลย์ในทางธรรม, ตัวธรรมะจึงคือสมดุลย์อยู่ในตัวมันเอง. ธรรมะที่ จะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้มีลักษณะอย่างนี้, ถ้าว่าโดยเนื้อแท้ให้ลึกลงไปอีกแล้ว ธรรมะจะต้อง เป็นความสมดุลย์อยู่เสมอ. แต่จิตใจของมนุษย์ต่างหากสูญเสียความสมดุลย์, คือไปลุ่มหลงเข้า ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างนี้จะไปโทษธรรมไม่ได้ มันอยู่ที่มนุษย์โง่เขลาไปเอง, ไปติดมั่นยึดมั่นในส่วนใดส่วนหนึ่งเข้า จนเสียความสมดุลย์. ถ้าหากมนุษย์ได้ปล่อยไปตามเรื่อง ของธรรม หรือให้ธรรมจัดการหรือควบคุมแล้ว, สภาพที่น่าทุเรศเช่นนั้น ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เราก็จะได้สภาพที่สมดุลย์อยู่เป็นปกติ. เดี๋ยวนี้มนุษย์เกิดต่อต้านธรรมะ, เหยียบย่ำธรรมะ ความ สมดุลย์ก็สูญหายไป เกิดความระส่ำระสายขึ้น, นี่แหละคืออาการที่เรียกโดยสมมติว่า ธรรมะได้ ตบหน้ามนุษย์เข้าแล้ว, คือความไม่สมดุลย์นั้นเอง ได้ตบหน้าเอามนุษย์เข้าแล้ว. ความเข็ดหลาบ ของมนุษย์จะมีเมื่อไร, เมื่อนั้นก็จะย้อนกลับมาหาธรรมะกันใหม่ และเป็นชัยชนะของธรรมะ เหนือมนุษย์ต่อไป. เดี๋ยวนี้มันมีสิ่งที่ควรจะคิด ในข้อที่ว่า มนุษย์ทั้งหมดในโลก ไม่ได้ตกไปเป็นเหยื่อของ วัตถุนิยมไปทั้งหมด, ยังมีคนที่ทรงตัวอยู่ได้ในสภาพที่สมดุลย์. คือยังมีคนที่สนใจธรรมะ, พอใจ ธรรมะ, ฝากเนื้อฝากตัวไว้กับธรรมะ ก็ยังมีอยู่เป็นอันมาก, แต่ว่ามันไม่มากเท่า หรือเทียบกัน ได้กับพวกที่ลุ่มหลงอย่างหลับหูหลับตา ไปในทางของวัตถุ จนยอมพลีชีวิตเพื่อสิ่งนั้น. ตายกัน วันละพันวันละหมื่น ก็ยังมีอยู่ เพื่อบูชาอุดมคติทางวัตถุ, ไม่ยอมถือ หรือปฏิบัติคำสั่งสอน ของ พระยีซัส ไครสต์ ที่ว่า :- เขาตบแก้มซ้ายแล้ว จงให้เขาตบแก้มขวาเสียด้วยกัน, แทนที่จะไป ตบเขาเข้าอีก, เขาขโมยเสื้อไปแล้ว ก็เอาเสื้อคลุมชั้นนอกตามไปให้เขาด้วย, ดีกว่าที่จะไปโกรธ เขา หรือจับเขาไปส่งตำรวจอย่างนี้เป็นต้น, ไม่มีใครถือลัทธิอย่างนี้ ทั้งที่เป็นลูกศิษย์ของพระ

น.138 ๑๓๐ ยีซัส ไครสต์ โดยทะเบียน. นี่แหละเราเห็นได้ว่า โลกนี้กำลังตกอยู่ในอำนาจของวัตถุนิยมมาก เท่าไร, วัดได้ด้วยการที่ลืม หรือละทิ้งพระศาสนา แห่งศาสนาของตน ๆ ด้วยกันทุกศาสนา. แม้ในพุทธศาสนา พวกที่ขึ้นทะเบียนเป็นพุทธบริษัท ก็เดินตามก้นพวกฝรั่งอยู่เป็นอันมาก ในทางที่จะหันหลังให้ศาสนา, โดยไปลุ่มหลงบูชาวัตถุนิยมซึ่งไม่เคยมีในคำสอนของพระพุทธองค์, ซึ่งไม่เคยมีในหมู่ของพุทธบริษัทในยุคแรก ๆ, แล้วก็ค่อยมีมากขึ้น ในยุคที่พุทธบริษัทเริ่มลืมตัว เผลอมาสู่ขอบเขตของวัตถุนิยม. ดังนั้นพวกเราธรรมทูต จะต้องนึกถึงข้อเท็จจริงข้อนี้, นึกแล้ว ก็พิจารณาจนเห็น แจ่มแจ้ง ชัดเจนยิ่งขึ้นไปทุกที ตามนัยแห่งวิธีการพิจารณา ๑๖ ขั้น เหมือน ที่เราถูกกันเมื่อวานนี้ นั่นแหละจึงจะมากพอ, ที่จะรู้จักตัววัตถุนิยม มากพอที่จะเบื่อหน่ายระอา มีนิพพิทาต่อวัตถุนิยม. เมื่อนั้นแหละเราจึงจะเป็นตัวของเรา มากพอที่จะต่อต้านวัตถุนิยม, ไม่ เป็นธรรมทูตที่ตกอยู่ใต้ฝ่าเท้าของวัตถุนิยม. เป็นธรรมทูตไปต่างประเทศแล้ว ก็ไปสึกแต่งงาน กันเสียกับสตรีชาวต่างประเทศ, มีจำนวนมากมายมาแล้ว ในประวัติศาสตร์ของธรรมทูตสมัย ปัจจุบัน. ขอได้โปรดสังวรว่า อย่างนี้ไม่มีทาง ที่ธรรมะจะชนะวัตถุนิยม เว้นแต่เป็นไปในทาง ที่ตรงกันข้ามเท่านั้นเอง, โดยเนื้อแท้แล้วธรรมะมีส่วนชนะวัตถุนิยมอยู่เสมอ เพราะมีความ สมดุลย์อยู่ในตัวมันเอง. แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ฝากเนื้อฝากตัวไว้กับธรรมะโดยแท้จริง, ฝากกัน แต่ปาก, ก็เลยพลัดไปในอำนาจของวัตถุนิยม เรื่องก็กลายเป็นล้มละลาย. ขอให้เชื่อมั่นเถอะว่า, ธรรมะ จะต้องชนะวัตถุนิยม, ขอแต่ให้เราฝากเนื้อฝากตัว ไว้กับธรรมะ ให้ธรรมะมีอยู่ที่เนื้อที่ตัว อย่างเต็มเนื้อเต็มตัว ทั้งทางกายทางวาจา และทางใจ เหมือนการสวดร้องท่องบ่น ทำวัตร สวดมนต์ของเรานั้น วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น ที่ว่าธรรมะจะชนะ วัตถุนิยม, ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว วัตถุนิยมก็จะครองโลกตลอดกาล. เรา ไม่มีโอกาสที่จะได้เห็น ภาวะที่ธรรมะจะชนะวัตถุนิยม, เราก็ต้องตายไป เสียก่อน และตายไปแล้วไปอีกไม่มีวันที่ จะได้เห็น, เว้นเสียแต่อย่างเดียวเท่านั้น คือว่าในส่วนตัวเราเองจะต้องตั้งอยู่ในธรรมะ ชนะวัตถุนิยมให้ได้ก่อน เป็นคน ๆ ไป อย่างน้อยเราก็จะได้เห็นความชนะวัตถุนิยมของ เราเอง. จะเป็นที่หวังได้ว่า ในโลกนี้ยังมีคนที่ชนะวัตถุนิยมด้วยธรรมะ, มีภาวะที่ธรรมะชนะ วัตถุนิยมได้ที่บุคคลนั้น ๆ. พวกธรรมทูตก็ต้องเป็นพวกแรกที่จะต้องมีภาวะเช่นนี้อยู่ในตน, เหมือน กับที่เรากำลังฝึกฝนอะไรบางอย่างอยู่ที่นี่ ในเวลานี้, อย่างที่เรียกโดยสมมติว่า "ชีวิตหมอนไม้" นี้ ก็คือการต่อต้านวัตถุนิยม, ไม่ให้เราลุ่มหลงไปในทางของวัตถุนิยม, เป็นการเตรียมเนื้อเตรียมตัว อยู่ตลอดไปเพื่อความเป็นผู้ไม่หลงใหล ตกจมอยู่ในวัตถุนิยม, เป็นการตั้งค่ายมั่น หรือแนวรบ ที่มั่นคง สำหรับต่อต้านวัตถุนิยมไปตั้งแต่ขั้นต้น หรือขั้นต่ำสุดไปทีเดียว. หวังว่าเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะคงยังมีสติสัมปชัญญะไม่เผลอตัว, จะยังคงมีความ

น.139 ๑๓๑ พอใจในชีวิตที่เป็นการต่อต้านวัตถุนิยมนี้ตลอดไป, ให้ธรรมะชนะวัตถุนิยมให้ได้ สมตามความ ปรารถนาจงทุก ๆ องค์เถิด. เวลาสำหรับพูดจากัน เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นประจำวัน ของเราก็สิ้นสุดลงตอนหนึ่ง, ต่อไปนี้เราก็จะได้ทำวัตร สวดมนต์ ตามวิธีของเราต่อไปอีก, คือเหมือนกับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์, แสดงเนื้อตัวของเราที่สะอาด ปราศจากความฉาบทาของวัตถุนิยม, ประกาศตัวเอง ปฏิญญา ยืนยันต่อพระพักตร์พระพุทธองค์ว่า, เราได้มอบกาย ถวายชีวิตนี้แด่ พระองค์, มิได้มอบกายถวายชีวิตแด่วัตถุนิยม. เราขอพรจากพระองค์ เพื่อให้เรามีชัยชนะต่อ วัตถุนิยม เราขออภัยโทษต่อพระองค์ ที่ในบางครั้งบางคราวเราเผลอไปแตะต้องวัตถุนิยมเข้าบ้าง. และเราจะกรวดน้ำอุทิศ แผ่ส่วนบุญให้ แก่สรรพสัตว์ ว่า อย่าได้หลงใหลไปในวัตถุนิยมเลย, และว่า เรามีการตั้งมั่นอธิษฐานจิต ดำรงกายไปในลักษณะที่จะเป็นไป, เพื่อความสิ้นตัณหาอุปาทาน ไม่ตกเป็นบ่าวเป็นทาสของวัตถุนิยมแต่ประการใดด้วย. ดังนั้นขอให้ตั้งอกตั้งใจ สำรวมจิตใจ ใช้กำลังกาย กำลังใจทั้งหมด, ในการที่จะทำวัตร สวดมนต์, ให้มีความหมายในลักษณะที่กล่าวมาแล้วนี้ อย่างสุดความสามารถของเราด้วย และ เวลานั้นก็มาถึง.

น.140 ชาตินี้ ชาติหน้า บัดนี้ วันที่ 24 เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่เรากำหนดกันไว้ว่า จะพูดจาเรื่องใดเรื่องหนึ่งกันเป็นประจำวัน . วันนี้จะได้กล่าวถึงเรื่อง ชาตินี้ - ชาติหน้า , เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญแก่คนทุกคน ในฐานะที่เป็นปัญหา, และพวกธรรมทูต ก็จำเป็นที่จะต้องสอนเรื่องนี้ นอกจากจะเป็นเรื่องที่จะ ถูกถามแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ จะถูกถามหรือไม่ถูกถามก็ต้องสอนให้รู้จัก, ให้เข้าใจในการ ปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้. ที่แล้วมาได้สังเกตเห็นว่า ความเข้าใจผิดในเรื่องนี้มีอยู่มากทีเดียว, เมื่อ เข้าใจผิด ก็ทำให้การปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้พลอยผิดไปด้วย หรือไปสนใจในทาง, หรือในแนวที่ผิด ๆ. การที่จะสันนิษฐาน หรือแม้แต่ตัดสินลงไปว่า เรื่องใดผิดเรื่องใดถูกนี้ ก็มีปัญหาอยู่ บางอย่าง, คือถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะเอามาแสดงกันได้โดยเปิดเผยชัดเจน, มันก็กลายเป็นเรื่อง ที่ขึ้นอยู่กับเหตุผล, และมักจะเป็นเหตุผลของการพูดจาเสียมากกว่า เช่นโลกหน้าเป็นต้น ดังนั้น มันมีทางออกอีกทางหนึ่งที่จะวินิจฉัยหรือตัดสิน เกี่ยวกับเรื่องนี้, คือว่าความเห็นหรือเหตุผลนั้น จะต้องฟังดูอีกทีหนึ่งว่า, การกล่าวลงไปเช่นนั้น มันมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์, ถ้ามันมี ประโยชน์ ก็ต้องนับว่าเป็นการสันนิษฐาน หรือความเข้าใจที่ถูกต้อง. ถ้ามันเป็นประโยชน์กว่า ก็ต้องถือว่าถูกต้อง, ถ้ามันเป็นประโยชน์เต็มที่ ในเมื่อความเห็นอีกทางหนึ่งไม่มีประโยชน์อะไร เลย อย่างนี้ก็ต้องเอาอย่างที่เป็นประโยชน์เต็มที่ นี่แหละเรื่องเกี่ยวกับชาติหน้า หรือชาติอื่น ที่เอามาให้ดูไม่ได้, เพราะไม่ใช่เรื่องวัตถุ จะต้องเป็นไปในทำนองที่ว่า ความคิดเห็นหรือหลัก เกณฑ์อย่างไรเป็นประโยชน์ ความคิดเห็นหรือหลักเกณฑ์อันนั้นถูกต้อง. การที่จะสอนเรื่องโลกหน้ากันไปตามตัวหนังสือ, หรือตามความเข้าใจที่นำสืบ ๆ กันมา อย่างหลับหูหลับตานั้น อาจจะกลายเป็นผู้ทำผิด, หรือเป็นผู้โง่เขลาเกี่ยวกับเรื่องนี้เสียเอง. ดังนั้นเราในฐานะที่เป็นนักศึกษาธรรมทูต จักไม่ตกหลุมตกบ่อของตัวเอง, ของความโง่เขลา ของตัวเองมากเหมือนอย่างนั้น, ยิ่งตั้งอยู่ในฐานะที่จะไปสอนเข้าด้วยแล้ว ก็ต้องระวังให้ดี, หรือ ควรจะรับผิดชอบให้เต็มที่, ให้มันเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ จึงจะเรียกว่าถูกต้อง.

น.141 ๑๓๓ ทีนี้เราจะได้พูดกันถึงเรื่อง ชาตินี้ ชาติหน้า โลกนี้ หรือโลกหน้าต่อไป. ข้อนี้มันเกี่ยวกับ คำว่า "ชาติ" คือความเกิดเป็นส่วนใหญ่. สิ่งที่เรียกว่าความเกิดนั้น มันต้องรู้กันด้วยว่า เป็นความเกิดของอะไร, เป็นความเกิดของเนื้อหนังร่างกาย, หรือว่าเป็นความเกิดของจิตใจ. แน่นอนความเกิดนั้นต้องเป็นความเกิดของตัวเราหรือตัวกู แต่มันยังมีเป็น ๒ อย่างอยู่, คือเกิด ทางร่างกาย, หรือเกิดทางจิตใจ. ตัวเราเกิดทางร่างกาย หรือ เกิดจากท้องแม่, เกิดทีเดียว ก็เสร็จไปตลอดชาติ, แต่ว่าการเกิดทางจิตใจนั้นเกิดได้เรื่อยไป, วันหนึ่งเกิดได้หลาย ๆ หน, หรือหลายสิบหน. ปัญหาจึงมีขึ้นเป็นชั้นแรกว่า ความเกิดชนิดไหน เป็นความเกิดที่เป็นปัญหา สำหรับมนุษย์เราที่เราจะต้องรู้, ที่เราจะต้องเอาชนะให้ได้, โดยมีหลักอยู่ว่า ความเกิด เป็นทุกข์, หรือความเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที. ถ้าเกี่ยวกับความเกิดจากท้องแม่ มันก็เป็นเรื่องเสร็จสิ้นไปแล้ว, ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่, แต่ถ้าเป็นการเกิดทางจิตใจ มันยังจะเกิดอีกเรื่อยไป, คือมันยังจะมีความทุกข์อีกเรื่อยไป, นี่เป็น การเกิดทางใจ ทางนามธรรม เป็นการเกิดของอุปาทานว่า ตัวเรา ว่า ของเรา. พระพุทธองค์ ก็ได้ตรัสว่าเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั้นเป็นทุกข์, เบญจขันธ์ที่มิได้ประกอบ อยู่ด้วยอุปาทาน ไม่เป็นทุกข์. ด้วยเหตุนี้เราพอจะจับหลักได้ว่า เบญจขันธ์มีอุปาทานว่า ตัวกู ของกู ขึ้นในขณะใด, ขณะนั้นเบญจขันธ์นั้นจะต้องมีความทุกข์ เพราะมีการยึดถือเบญจขันธ์ นั้นเอง ว่าเป็นตัวกูบ้าง ว่าเป็นของกูบ้าง, ในขณะใดเบญจขันธ์ปราศจากความรู้สึกว่ามีอุปาทาน ในขณะนั้นก็ไม่มีทุกข์. เบญจขันธ์ของพระอรหันต์เรียกว่า เบญจขันธ์บริสุทธิ์, ปราศจากกิเลสอุปาทาน. จึง ไม่เป็นทุกข์ตลอดเวลาตลอดกาล, ส่วนเบญจขันธ์ของคนธรรมดานั้น เดี๋ยวก็เกิดอุปาทาน, เดี๋ยว ก็เกิดอุปาทาน, มีความรู้สึกไปในทำนอง เป็นตัวกูของกูเกิดอยู่บ่อย ๆ จึงเป็นทุกข์บ่อย ๆ พร้อม ที่จะเกิดและจะเป็นทุกข์, และง่ายดายที่สุดที่จะเกิดและเป็นทุกข์ มันแตกต่างกันอยู่อย่างนี้. นี้คือ การเกิด และเป็นการเกิดของ ตัวกู หรือของกู ในทางฝ่ายนามธรรม หรือทางจิต, ดังนั้นสิ่ง ที่เรียกว่า ชาตินี้หรือชาติหน้า ในทางฝ่ายร่างกาย และทางฝ่ายนามธรรมมันจึงต่างกันอย่างยิ่ง อีกเหมือนกัน, ชาติหน้าฝ่ายร่างกาย หรือฝ่ายวัตถุนั้น มันต้องเข้าโลง ตายเข้าโลง เน่า ไปแล้วจึงจะมีชาติหน้า. ส่วนเรื่องชาติหน้าของการเกิดฝ่ายนามธรรม หรือฝ่ายจิตนั้น มีสลับกันอยู่ในชาตินี้, และกระทั่งในวันนี้ มีชาตินี้ชาติหน้าสลับกันอยู่. จนกล่าวได้ว่า ในกรณีที่มีความรู้สึกว่า ตัวกูของกูเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง นั้นก็คือ ชาติหนึ่ง, พอกรณีนั้นสิ้นสุดไปก็เรียกว่า ชาตินั้นสิ้นสุดไป พร้อมที่จะมีชาติหน้าใหม่, คือจะมีกรณีที่ทำให้เกิดตัวกู ของกูต่อไปใหม่ นี้เรียกว่า ระหว่าง ชาตินี้กับชาติหน้า, แม้ในภายในวันหนึ่งก็มีได้ตั้งหลายชาติ, ผลที่ทำไว้ในชาติที่แล้วมา คือใน กรณีก่อน, จะมามีความทุกข์เกิดขึ้นในกรณีหลัง อย่างนี้เป็นสิ่งที่แน่นอน, เห็นได้ชัดด้วยตาด้วย

น.142 ๑๓๔ ใจอย่างชัดแจ้งเปิดเผย, เช่นตัวกูเกิดขึ้น กระทำไปอย่างโจร, เสร็จแล้วตัวกูก็เกิดขึ้น ในลักษณะ ที่กลัวความผิด, หรือร้อนใจ, คือตัวกู กระทำความชั่วไว้ในกรณีแรกที่กระทำอย่างโจร, แล้ว ตัวก็เป็นทุกข์ในกรณีหลัง ที่เกิดตัวกูรู้สึกในเรื่องนี้ขึ้นมา, แล้วก็ร้อนใจและเป็นทุกข์ ดังนี้เป็นต้น. เรียกว่าผลในชาติก่อนให้ผลแล้วในชาติถัดมา, ดังนั้น ในวันหนึ่งจึงมีการเกิดตัวกูของกูอย่างนี้ ได้หลาย ๆ ชาติ มีทั้งชาตินี้ มีทั้งชาติหน้า. ถ้าจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า เป็นกรณี ๆ ไปทีเดียว, กรณีหนึ่งก็คือชาติหนึ่ง, แต่ คำว่า "กรณี, กรณี" ในที่นี้ต้องสมบูรณ์จริง ๆ, หรือเป็นกรณีที่มีความรู้สึกเป็นตัวกู ของกู เกิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์, เรียกว่า การเกิดขึ้น, การตั้งอยู่, การดับไป โดยสมบูรณ์ ใน กรณีของการที่อุปาทานได้เกิดขึ้น. การเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของจิต ในขณะจิตตามธรรมดานั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ และไม่มีความหมายอะไร, การเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ของอุปาทาน เนื่องด้วย ตัวเรา ของเรานี้ มีความหมายเต็มที่ และปัญหาอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงต้องจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดี ๆ ให้เห็นว่ามันอยู่ใกล้ที่นี่และเดี๋ยวนี้, เราจึงจะกำจัดความทุกข์ที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้. คนโง่ย่อมคิดไกลเกินไปจนไม่มีประโยชน์, "คนโง่ก็ไปคิดเอาสิบเบี้ยไกลมือ, คนฉลาด ก็ไปคิดเอาหนึ่งเบี้ยสองเบี้ยใกล้มือ." นี้เป็นคำพูดพื้นบ้าน, ซึ่งดูเหมือนจะมีอยู่ทั่วไป ว่า คนโง่ คิดไกลอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ชาติหน้าของคนโง่จะต้องอยู่ไกล หลังจากตายไปแล้วอยู่เสมอ แต่ชาติหน้าของคนฉลาดต้องอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ติดต่อกันไปทีเดียว จึงสามารถป้องกัน มันได้. คนโง่จะเอาเรื่องเหตุไว้ที่ชาติอื่น, เอาผลไว้ที่ชาติอื่น, แล้วมันจะทำกันได้อย่างไร, เช่น ว่าเดี๋ยวนี้เราจะมีความทุกข์, เราต้องการจะตัดต้นเหตุของความทุกข์, แล้วเราเอาเหตุของความทุกข์ ไปไว้ที่ชาติอื่น คือชาติที่แล้วมา, อย่างนี้มันจะตัดต้นเหตุของความทุกข์ได้อย่างไร ; นี่พูดถึง ชาติทางร่ายกาย. มันต้องอยู่ในชาติทางร่างกายเดียวกันนี้, ทั้งเหตุและทั้งผล, เราจึงจะสามารถตัด ต้นเหตุแห่งความทุกข์นั้นได้ และได้รับผลเป็นความไม่ทุกข์ได้. สิ่งต่าง ๆ ต้องอยู่ในวิสัย ที่เราจะเกี่ยวข้องได้, จัดการได้ มันจึงจะเป็นประโยชน์, ถ้าเอาไปไว้กันเสียคนละชาติแล้ว มันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไร และในบางกรณีมันทำไม่ได้. เหมือนกับที่ เราจะดับทุกข์ของ ชาตินี้, แต่เหตุของมันอยู่ที่ชาติก่อนโน้นแล้ว, จะไปดับได้อย่างไร. ทีนี้เรามาคิดดูกันใหม่ ว่าอะไรบ้างที่จะต้องนึกเกี่ยวกับเรื่องนี้, ในฝ่ายชั่วฝ่ายเป็นทุกข์ จะนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า อบาย, คือความทุกข์, หรือความเสื่อม, ความไม่เจริญ, ความทรมาน, จำแนกเป็นนรก สัตว์เดรัจฉาน, เปรต, อสุรกาย, ความรู้ที่ได้มาจากภาพเขียนฝาผนังโบสถ์. ล้วนแต่แสดงว่า ตายเน่าเข้าโลงไปแล้ว จึงจะเป็นนรก เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย อย่างใด อย่างหนึ่ง. นั้นมันเป็นเรื่องทางร่างกาย, เกี่ยวกับความเกิดทางร่ายกายอยู่ไกล, เป็นวิสัยของคน โง่, คนโง่ที่ต้องขู่, ต้องหลอกด้วยเรื่องอย่างนี้จึงจะเชื่อ จึงจะยอมทำความดีนี้เป็นคนโง่, คนฉลาด

น.143 ๑๓๕ ไม่ต้องถูกขู่ถูกหลอกเช่นนั้น, ชี้ให้เห็นได้ว่า มันอยู่ใกล้ ๆ กำลังจะมา. ให้ระวังให้ดี. ข้อนี้หมายความว่า นรกนั้น คือความร้อนใจเหมือนไฟเผา , จะเป็นนรกชนิดไหน ก็ต้องมีความหมายอย่างนี้ทั้งนั้น, ถ้าไม่ใช่อย่างนี้แล้วไม่ใช่นรก. เมื่อใดจะมีความร้อนใจ อย่าง ไฟเผาแล้ว, ให้รู้เถอะว่า นั่นแหละจะตกนรก, และเมื่อใดได้ร้อนใจเข้าแล้ว นั่นแหละเป็นการ ตกนรกแล้ว. จะร้อนใจด้วยเหตุใดก็ตาม, กระทำความชั่ว, หรือว่า เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตาม ความต้องการ ก็ตาม, ความร้อนใจที่สุมเผาเหมือนกับไฟ ก็ต้องเรียกว่านรก, เช่นคู่ครองไม่ ซื่อสัตย์ มีความร้อนใจเป็นไฟเผา อย่างนี้ก็เป็นนรกชนิดหนึ่ง. ทำผิดกลัวอยู่, ร้อนใจเป็นไฟเผา นี้ก็เป็นนรกชนิดหนึ่ง. เหมือนข้อความในคัมภีร์ที่กล่าวไว้ว่า มีนรกอยู่หลายชนิด ๑๘ ชนิด หรืออะไร แล้วก็ไปคิดเอาเอง มันมีอยู่ต่าง ๆ กัน. อบายที่ ๑. คือนรก, ความหมายของนรกที่แท้จริงคือ ร้อนใจเหมือนไฟเผา , แม้ จะถูกจับไปต้มไปแกง ถ้าไม่เป็นทุกข์เดือดร้อน มันก็ไม่ใช่นรก. ถ้าร้อนใจเป็นไฟเผาแล้ว, แม้ อยู่ที่นี่ นั่งอยู่ที่นี่เฉย ๆ มันก็เป็นนรก, ร้อนใจเมื่อไร ก็เป็นนรกเมื่อนั้น, เพราะฉะนั้นวันหนึ่งอาจ จะตกนรกได้หลายหน เพราะว่ามันเกิดหลายชาติ มันมีการรับผลหลาย ๆ ชาติ. อบายที่ ๒. คือ เดียรัจฉาน , เป็นเดียรัจฉานได้เมื่อมีความคิดอย่างสัตว์เดียรัจฉาน คนนี่แหละมีความคิดอย่างสัตว์เดียรัจฉานเมื่อไร, ก็เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานเมื่อนั้น. ความหมาย ของสัตว์เดียรัจฉาน คือความโง่, เมื่อใดมีความโง่อย่างไม่น่าเชื่อ. เมื่อนั้นเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แล้ว , เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานแล้ว จงระวังให้ดี ๆ. เมื่อใดมีความโง่อย่างไม่น่าจะโง่, โง่อย่าง ดักดาน ก็เป็นสัตว์เดียรัจฉานขึ้นมา, วันหนึ่งอาจจะเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานได้หลายหนก็ได้ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ และใกล้ ๆ นี่เอง. อบายที่ ๓. คือ เปรต, นี้มีความหมายเป็นความหิวคอแห้งอยู่เสมอ , อยากจะเป็น นักปราชญ์ อยากจะเป็นบัณฑิตมีชื่อเสียง, ด้วยความหิวกระหายคอแห้งอยู่เสมอ, ก็คือเป็นเปรต ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, อยากในเรื่องเงิน, เรื่องทอง, เรื่องข้าวของ, กามารมณ์, หิวกระหาย จนคอแห้งอยู่เสมอ, ก็เป็นเปรตชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เพราะมีอาการเหมือนกับว่า ท้องเท่า ภูเขา ปากเท่ารูเข็ม, มันสนองความอยากได้ไม่ทัน, มันจึงต้องหิว เหมือนจะขาดใจอยู่เสมอ . เมื่อใดใครมีอาการอย่างนี้ เมื่อนั้นคนนั้นก็เป็นเปรตแล้ว, วันหนึ่งอาจจะเป็นเปรตได้หลายหนก็ได้. อบายที่ ๔. อันสุดท้ายคืออสุรกาย, หมายถึงความขลาดความกลัวอย่างไม่น่าเชื่อ มีเรื่องที่ให้กลัวมากสำหรับคนเรา, นับตั้งแต่กลัวจิ้งจกตุ๊กแก. นั่นแหละคิดดูเถอะว่า มันเป็น ความกลัวที่ไม่น่าจะกลัว, กลัวอย่างโง่เขลามากมายไปเท่าไร, คนโต ๆ แล้ว ก็ยังกลัว, ผู้หญิง ก็กลัว, ผู้ชายก็กลัว, กลัวจะเสียนั่นกลัวจะเสียนี่ ไม่กล้าเข้ามาวัด, ไม่กล้าเข้ามาสนใจต่อพุทธศาสนา, กลัวว่าจะสูญเสียความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง เหมือนที่เป็นกันโดยมาก. มีเงินก็มาก มีอะไรก็มาก แต่แล้วก็ยังกลัวต่อการที่จะเข้ามาสนใจในธรรมะ, โดยกลัวว่า มันจะจืดชืด มันจะ

น.144 ๑๓๖ แห้งแล้งเกินไป, นี้คือความกลัวอย่างโง่เขลาที่สุด, เรียกว่ากลัวนิพพาน ว่านิพพานนั้นจะแห้งแล้ง เกินไป. คนโง่เป็นอันมากกลัวความว่าง, ไม่เข้าใจความว่าง, ไม่กล้าจะเข้าใจความว่างในฐานะ เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา ก็เลยเกียดกันออกไปเสียไกลทีเดียว, ไม่ให้เข้ามาใกล้ตัว, เพราะความโง่. ความโง่ทั้งหมดนี้เรียกว่า อสุรกาย เมื่อใดมีความโง่อย่างนี้แล้ว เมื่อนั้นก็มีความเป็นอสุรกาย. ทบทวนสั้น ๆ ว่า ความร้อนใจเป็นนรก, ความโง่เป็นสัตว์เดียรัจฉาน, ความหิวเป็นเปรต, ความกลัวเป็นอสุรกาย, มีอยู่ใกล้ ๆ นี้, ตกลงไปในอบายนี้เมื่อไรก็ได้ . ถ้าไม่เชื่อลองไปทำดู ตามที่พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า อบายมุข, เช่นการดื่มน้ำเหล้า, การเล่นการพนัน, หรืออะไร ก็ตาม, ที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็น อบายมุข, คือปากทางแห่งอบาย : สมมุติว่าไปเล่นการพนัน มันก็มีความรู้สึกต่าง ๆ กันครบได้ แม้ในการพนันนั้น ถ้าเสียขึ้นมาก็ร้อนใจเป็นไฟเผา, มันก็ ตกนรก ขณะเล่นการพนันอยู่นั้น, มีความหิวอย่างเปรตตลอดเวลา, และมีความกลัวว่าจะพ่ายแพ้, หรือกลัวอะไรต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา, และมีความโง่ดักดานที่ไปเล่นการพนัน ด้วยหวังว่ามันจะ นำมาซึ่งโชคดี. อย่างนี้เห็นได้ชัดทีเดียวว่า มันเป็นอบายมุข คือปากทางแห่งอบาย, ไปเล่นเข้า ก็ตกอบายอย่างนั้นที อย่างโน้นที ตลอดเวลาที่เล่นการพนัน, อบายมุขอย่างไหนก็มีลักษณะ อย่างนี้ทั้งนั้น จึงเรียกว่าอบาย สมตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่าเป็นอบายมุข. ทีนี้เรามาคิดดูว่า อบายมุขของพระพุทธองค์นั้น มันเป็นอย่างไรกันแน่ ผมคิดว่า ต้องเป็น เรื่องของคนฉลาด. เรื่องอบายของคนโง่เขลาถึงต่อตายเข้าโลงไปแล้วนั้น, มันมีมาแล้วก่อนพุทธกาล เขาพูดกันเกร่อไปหมดแล้ว ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล. พระพุทธองค์ก็ต้องทรงฉลาดกว่านั้น, ต้องพูด เรื่องจริงกว่านั้น, ต้องเป็น practical ยิ่งกว่าใด ๆ หมด, ทั้งในทางที่จะรู้, ทั้งในทางที่จะทำ, ทั้งในทางที่จะได้รับผลของการกระทำ. เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจว่า ต้องเป็นเรื่องที่มองเห็นชัด, เป็นสันทิฏฐิโก, เป็นปัจจัตตัง, เป็นอย่างนี้, เรื่องอบายของพระพุทธเจ้า ต้องเป็นอย่างนี้. ทีนี้เรา จะไม่เถียงกันในปมอื่น ในแง่อื่น, เราจะเถียงกันว่า หลักเกณฑ์อันไหนปฏิบัติได้ หลักเกณฑ์ อันไหนเป็นประโยชน์ที่สุด. ถ้าเอาหลักเกณฑ์อันนี้มากล่าว มายึดมาถือ, ก็จะต้องกล่าวว่า เรื่อง อบายที่เห็นชัด ๆ อยู่ใกล้ ๆ ตัวนี้ เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด. ต่อไปอีก เราจะมองเห็นต่อไปว่า, ถ้าเราไม่ตกอบายชนิดใกล้ ๆ นี้แล้ว, อบายต่อ ตายแล้ว เป็นไม่ตกแน่นอน , เพราะฉะนั้นปัดทิ้งไปเลยก็ได้, ระวังแต่อย่าให้ตกอบายที่นี่และ เดี๋ยวนี้, อย่าให้มีอาการเป็นนรก, เดียรัจฉาน, เปรต, อสุรกาย, ที่นี่และเดี๋ยวนี้แล้ว เป็นไม่มี ตกอบายต่อไป, อีกต่อไป. เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าพระพุทธองค์คงจะทรงสอนในข้อนี้ อย่างนี้ มากกว่า, แต่คนไม่เข้าใจ เพราะโง่เกินไป, ตามวิสัยของคนโง่ ชอบของไกล จึงไม่สามารถจะ ได้รับสิ่งใดเป็นส่วนใหญ่. คนฉลาดต้องเอาที่เห็นอยู่, และที่กระทำได้หรือที่ใกล้ ๆ ที่อยู่ในวิสัย แห่งการบังคับควบคุม. เมื่อบังคับควบคุมตนเอง ไม่ให้ตกอบายทั้งสี่ประการ ในทำนองนี้ได้แล้ว ก็เรียกว่า

น.145 ๑๓๗ ปลอดภัย, ไม่ว่าจะเข้าใจคำว่าชาติ, ชาตินี้ ชาติหน้า ก็ตาม, ในลักษณะไหน, เป็นการปลอดภัย ทั้งนั้น. ดังนั้นจึงอยากจะให้พวกเรานักศึกษาธรรมทูต สนใจเรื่องนี้ให้มากเป็นพิเศษด้วยเรื่องหนึ่ง, เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องไปสอน และจะต้องเผชิญกันเข้ากับปัญหาที่หนักแน่น และคมคายเต็มไป ด้วยเหตุผล. อย่าได้ไปจำนนห้าแต้มให้แก่ตัวเอง แล้วพลอยทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียไปด้วย, เพราะว่าสอนไม่ถูกตามที่เป็นจริง ตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา ในเรื่องอันเกี่ยวกับ ชาตินี้ หรือชาติหน้า. ตัวอย่างที่จะยก ยังมีอีกมากมาย, และยังจะต้องยกในฝ่ายดี ฝ่ายบุญ, ฝ่ายกุศล, เรื่อง เกี่ยวกับสวรรค์ พรหมโลก อะไรอีก เวลาไม่พอ, แต่จะสรุปความว่า, เมื่อใดมีความสุขตามวิสัย ของกามคุณ, เมื่อนั้นเป็นสวรรค์กามาวจร, เมื่อใดมีความสุขไม่เกี่ยวกับกามคุณ เป็น ของจืดสนิท บริสุทธิ์ คือความสุขเกิดจากสมาธิ คือความที่ใจสะอาด สว่าง สงบแล้ว, เมื่อนั้นเป็นความสุขอย่าง รูปาวจรบ้าง อรูปาวจรบ้าง อย่างโลกุตตระบ้าง. มันต้องเป็นเรื่องที่นี่, ในโลกนี้, ในวิสัยที่เราจะควบคุมบังคับได้, จึงจะมีประโยชน์แก่เรา, นี้เรียกว่าสุคติก็ตาม, ทุคติก็ตาม, ต้องอยู่ในวิสัยที่เราจะเกี่ยวข้องด้วยได้ ควบคุมได้, บังคับได้ เห็นอยู่เองโดยประจักษ์ ในลักษณะที่เป็น สันทิฏฐิโก, เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เสมอไป. และเมื่อทำในส่วนนี้ได้แล้ว ก็เป็นอันรับประกันได้ว่า แม้จะมีชาติหน้าอย่างไร อีกกี่ชาติกี่อะไร ก็ตาม, มันก็เป็นอันกระทำแล้วด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องเป็นห่วง. ให้สนใจทำที่นี่ด้วยสติปัญญาของตนเอง, อย่าต้องให้กระทำไปด้วยการถูกขู่ให้กลัว, หรือถูกล่อให้อยากได้ ให้หลงใหล, อย่างที่เรียกว่าเอานรกมาขู่, เอาสวรรค์มาล่อ ทำนองนั้นเลย, มันไปไม่รอด. และมันไม่อยู่ในวิสัยที่นักศึกษาธรรมทูตจะเชื่ออย่างนี้ และจะสอนอย่างนี้, เพราะ มันไม่สบหลักวิทยาศาสตร์, เพราะมันไม่อยู่ในเหตุผล, ไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับได้ ควบคุมได้, หรือดับทุกข์ได้เลย. ต้องทำไปในลักษณะที่เห็นอยู่, เข้าใจอยู่, กระทำได้อยู่, รู้สึกได้ด้วยตนเอง อยู่, พร้อมไปด้วยเหตุผลเสมอ. เรื่องเกี่ยวกับชาตินี้ หรือชาติหน้า จักต้องเป็นอย่างนี้ จึงจะ มีประโยชน์และปลอดภัยจริง ๆ. ถ้าเป็นอย่างอื่นแล้วเป็นเรื่องคาดคะเน, และจะเป็นเรื่องเหลวคว้าง เป็นน้ำเหลวไปในที่สุด, เป็นเพียงแต่เรื่องการขู่ให้กลัว, เพื่อผลดีทางศีลธรรมบ้างเท่านั้นเอง. นี่เป็น motion อันหนึ่งที่กำลังผลักดันให้คนประพฤติศีลธรรม, แต่มันอาจจะใช้ได้แก่ คนที่มีความเชื่อ หรือความกลัวอยู่อย่างนั้น ในสมัยก่อน หรือว่าในเวลาอื่น ในถิ่นอื่น ในยุคอื่น เสียมากกว่า. สำหรับคนในยุควิทยาศาสตร์นี้, หรือยุคดาวเทียม, หรือยุคอะไรทำนองนี้, motion หรือ motive อันนี้คงจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว, motive แปลว่า เครื่องทำให้เกิดการไหว หรือผลักดัน ไปให้เป็น motion คือการกระทำ. คำสอนที่สอนให้เห็น ให้เชื่อ เกี่ยวกับชาตินี้ ชาติหน้า เป็น motion อันสำคัญแน่นอน จริงแท้เปลี่ยนแปลงไม่ได้, แต่มันมีปัญหาอยู่ว่า สอนว่าอย่างไรต่างหาก จึงจะเป็น motive ที่

น.146 ๑๓๘ ทำให้คนทำความดีละความชั่ว, แล้วทำให้คนดำรงจิตใจอยู่ได้ ในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ ซึ่งเป็น ผลส่วนตัวสูงขึ้นไป. เรื่องทางสังคมนั้น ก็มีความสำคัญ, แต่ว่าไปไม่ได้สูงเหมือนเรื่องส่วนตัว, เรื่องส่วนตัวไปได้ถึงนิพพาน. เรื่องสังคมนั้น ก็คลานต้วมเตี้ยมอยู่ในหมู่สังคมนั่นเอง, แต่แล้วก็ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับชาตินี้ และชาติหน้าอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. เป็น เรื่องที่นักศึกษาธรรมทูตจะต้องสนใจเป็นพิเศษ เอาไปสอน, เอาไปถก, เอาไปวิพากษ์วิจารณ์กัน ให้ดี ๆ, หน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายจึงจะเป็นไปด้วยดี, ไม่เสียทีที่ถูกยกย่องว่า เป็นกิจอันมีเกียรติ และสำคัญ. คำว่า ชาตินี้ คำว่าชาติหน้า มีความหมายเป็น ๒ อย่าง อยู่อย่างนี้, คือความหมายทาง ภาษาคน, คนโง่, คนไม่รู้ธรรม, ก็ดูจะเป็นเรื่องเนื้อหนังร่างกาย, ตายแล้ว, เข้าโลงไปแล้ว จึง จะเป็นชาติหน้า. ส่วนชาติหน้าตามภาษาธรรม, คือภาษาของคนที่รู้ธรรมะนั้น จักไม่ใช่อย่าง นั้น, จักต้องเป็นเรื่อง การเกิดตามทางธรรม. เกิดได้เมื่อไรก็ได้, แล้วเกิดได้มาก ๆ ในวันหนึ่ง ๆ, แล้วก็มีปัญหาเป็นเรื่องไป เป็นกรณี ๆ ไป. เขาจะต้องรู้จักจัดทำในปัญหาประจำวัน ในชีวิต ประจำวันนี้ อย่าให้ตกอบาย, ให้เป็นที่พอใจ, คือเป็นสวรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ จนกว่า จะถึงขั้นสุดท้าย คือไม่เป็นอะไรหมด, เพราะว่าการที่ต้องเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น มันเหมือนกับการแบกของอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เสมอไป, สู้ไม่เป็นอะไรไม่ได้, คือเป็นโลกุตตระ, หรือเป็นนิพพาน, อยู่เหนือสิ่งใดหมด. เพราะฉะนั้น เรื่องชาตินี้ ชาติหน้านั้น เป็นเรื่องของความทุกข์ที่ต้องระมัดระวังทั้งนั้น, เป็นทุคติ ก็มีความทนทรมานไปตามแบบของทุคติ, เป็นสุคติ ก็มีความทนทรมานอย่างประณีต ละเอียดสุขุม แทบจะไม่รู้สึกตัว ไปตามแบบของสุคติ, สู้ไม่เป็นอะไรเลยไม่ได้, นี้คือการแก้ปัญหา, เกี่ยวกับชาตินี้ ชาติหน้า ให้หมดไป. ขอได้โปรดสนใจให้เป็นพิเศษ เรื่องเกี่ยวกับชาตินี้ ชาติหน้า มันมีหลักสำคัญอยู่อย่างนี้, เราจะไปสอนให้คนจมติดอยู่ ที่ชาติใดชาติหนึ่งนั้น เป็นเรื่องความโง่ของผู้สอนนั้นเอง, และไม่เป็น พุทธศาสนาด้วย เพราะไม่สอนความหลุดรอด, หรือหลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร. ชาตินี้ ชาติหน้า คือวัฏฏสงสารทั้งนั้น ต่อเมื่อเหนือชาติ จึงจะเป็นนิพพาน หรือเป็นโลกุตตระ. เรารู้เรื่องชาตินี้ชาติหน้าให้ถูกต้อง, ให้อยู่ในวิสัยที่จะจัดการกับมันได้ แล้วให้ได้รับผล เป็นความพ้นไปจากชาติ ทันในปัจจุบันทันตาเห็นนี้ ก่อนแต่จะเน่าเข้าโลงไป จึงจะได้ชื่อว่า เป็นสาวก ผู้สั่งสอนถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา. หวังว่าจะได้มีการสังวรระวังในเรื่องนี้ ให้มากเป็นพิเศษ, ให้สมกับที่เป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องเดียว, เรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนา, มีความหลุดพ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวด ด้วยกัน จงทุก ๆ คนเทอญ. เวลาที่กำหนดไว้สำหรับการพูดจากันตอนหนึ่งนี้ ก็สิ้นสุดลงแล้ว. •

น.147 เรื่องผี ๆ สาง ๆ บัดนี้ วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ก็ได้ล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๐๐ น. แล้ว, เป็นระยะเวลาที่เรากำหนดกันไว้ ว่า จะได้พูดจากันด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตามที่เห็นว่า สมควร. ในวันนี้จะได้พูดกันถึงเรื่องผี ๆ สาง ๆ ตามที่นักศึกษาธรรมทูต น่าจะสนใจ และสังวร กันไว้บ้าง. ข้อสำคัญที่สุดนั้นมีอยู่ว่า ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ผิดแล้ว, ก็จะทำพุทธศาสนาให้กลายเป็น ลัทธิ ผี หรือวิญญาณ หรือ Animism ไปโดยไม่รู้สึกตัวก็ได้, และอาจจะทำพระพุทธองค์ให้ กลายเป็นวิญญาณ หรือผีศักดิ์สิทธิ์ หรือเจว็ดอะไรไปก็ได้ในที่สุด. ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าจะสนใจ กันบ้าง ให้ถูกทาง, อย่าให้เผลอไปเข้าใจผิดในเรื่องนี้. แม้แต่ในบทสวดทำวัตร ที่เราสวดกัน เมื่อตะกี้นี้ ก็มีบทสวดที่ทำให้คนบางคนฟังแล้วรู้สึกเหมือนกะว่า พระพุทธองค์ยังทรงมีวิญญาณ, หรือมีอะไรเหลืออยู่, สำหรับรับ, หรือพูดจา, หรือต่อรอง, รับการขอขมา, หรืออะไรกันกับ พวกเรา, ถ้าใครไปมีความคิดอย่างนี้เข้า ก็จะกลายเป็นเรื่องทำพระพุทธองค์ให้เป็นวิญญาณ, หรืออาจจะเป็นผีชนิดหนึ่งไปในที่สุด, เป็นที่น่าสลดสังเวชยิ่งนัก, นี่แหละจึงได้ชวนกันให้สนใจ เรื่องนี้ ตามที่เห็นว่าจะเป็นผลดีอย่างไร. สำหรับเรื่อง ผี นี้ มีปัญหามาก ที่ถกเถียงกันอยู่ตลอดกาล คล้ายกับว่าเป็นปัญหาโลกแตก, และปัญหาที่มาก่อนปัญหาอื่นก็คือ ปัญหาที่ว่า ผี มีหรือไม่มี. ถ้าถามอย่างนี้ พวกเราธรรมทูต หรือแม้พุทธบริษัททั่วไป ก็จะต้องตอบว่า มี มีอย่างแน่นอนด้วย, แต่แล้วมันจะเป็นผี เหมือนกับ ที่เขาคิดนึกกันหรือไม่นั้น มันอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก. แต่ว่า สิ่งที่เรียกว่า ผี หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในทำนองที่เป็น ผี ตามที่เขาเข้าใจกันนั้น มีอยู่แน่นอน, แต่ว่าตัวจริงของมันจะเป็นอย่างไร ในทัศนะของพุทธบริษัทนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง. สำหรับข้อนี้ผมอยากจะแสดงทัศนะ, เป็นเพียงทัศนะ, ให้ไปนึกไปคิด, ให้ใคร่ครวญ กันดู. สิ่งที่เรียกว่า ผี นั้นมีจริง, แต่ ผี นั้นคืออะไร. ถ้าอยากจะเข้าใจก็ต้องมาคิดกันในข้อนี้

น.148 ๑๔๐ ก่อนว่า, มันเกิดมาจากอะไร, ผมเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า ผี นี้ เกิดมาจากอำนาจของอวิชชา ของ คนรวมกันมาก ๆ นั่นเอง. ที่แท้หาได้เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หรือจิตหรืออะไร เหมือนที่นึกคิด กันไม่, หากแต่เป็น กระแสในทางนามธรรมชนิดหนึ่ง ที่อวิชชาของมนุษย์จำนวนมากมหึมาได้ ช่วยกันสร้างขึ้น. ในชั้นแรกขอให้มองดูกันก่อนในข้อที่ว่า, สิ่งที่เรียกว่าจิตนี้มีกระแสอย่างหนึ่ง, มีอำนาจ และมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งในกระแสนั้น, และกระแสจิตนั้นจะมีเข้มข้นมาก ในเมื่อมนุษย์ จำนวนมากได้เชื่อ, และเชื่ออย่างแน่นแฟ้นจริง ๆ. สิ่งที่จะทำให้เชื่ออย่างแน่นแฟ้นจริง ๆ ก็คือ อวิชชา - ความโง่, ความหลง อย่างรุนแรง, แล้วคนพวกนี้ก็มีปริมาณมาก, มีความเชื่ออย่างนั้น ลงไปจริง ๆ โดยไม่รู้สึกตัว. ดังนั้น จึงไม่ใช่เป็นเรื่องแกล้งทำ, แต่เป็นเรื่องทำจริงสุดชีวิตจิตใจ คือเชื่อรวมกัน เหมือนกัน จุดเดียวกัน, ด้วยอำนาจอวิชชานั้น และมีปริมาณมาก ดังนั้นกระแสจิต ของมนุษย์ทุกคนนี้ จึงเข้มข้นมาก, เกิดเป็นอำนาจอะไรอันหนึ่งขึ้นมา, ซึ่งถูกสมมติเรียกว่า ผี. อำนาจกระแสจิตของคนโง่ ๆ เขลา ๆ รวมกันมาก ๆ เช่นนี้, มีมากพอที่จะครอบงำจิตใจ ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง, เพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ได้, เมื่อใดเมื่อหนึ่งก็ได้, และ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเป็นไปตามนั้นจริง ๆ ความเชื่อในเรื่อง ผี ก็เกิดขึ้น อย่างแน่นแฟ้น และสมบูรณ์. สิ่งที่เรียกว่า อวิชชา สร้างความเชื่อขึ้นมาผิด ๆ แก่คนจำนวนมาก, แล้วความเชื่อ นี้เองยังมีอยู่เพียงใด, ก็หล่อเลี้ยงสิ่งที่เรียกว่า ผี ไว้เพียงนั้น, จนกว่าเมื่อไรความเชื่อชนิดนี้ จะหมดไปจากมนุษย์, แล้วสิ่งที่เรียกว่า ผี ก็จะค่อยจางลง ๆ และหมดไปเองในที่สุด, ไม่ต้องมีใครฆ่า, ไม่ต้องมีใครปราบ, นอกจากสิ่งที่เรียกว่า วิชชา หรือสัมมาทิฏฐิ - คือความรู้, ความเข้าใจอันถูกต้องนั่นเอง. นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า ผี ที่แท้จริง ยิ่งกว่า ผี อย่างอื่น ๆ, อำนาจ จิตที่เหนือกว่า ที่สามารถครอบงำใจของคนบางคน แล้วทำให้รู้สึกไปเช่นนั้นจริง ๆ นี้ มันก็มี ขึ้นมาได้ด้วยเหตุนี้, เพราะว่าคนตั้งหมื่น ตั้งแสน ตั้งล้าน หรือเป็นล้าน ๆ เชื่อกันอย่างนี้ และ เป็นเวลานานแน่นแฟ้นเพียงพอ. สิ่งที่เรียกว่ากระแสจิตชนิดนี้ สิงสถิตอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งก็ได้ แล้วแต่ว่าคนนั้นจะเชื่อกัน อย่างไร. เมื่อไปรุมเชื่อกันในสิ่งนั้น หรือสถานที่ตรงนั้นว่าเป็นอย่างนั้น, อำนาจลึกลับชนิดนี้ ก็จะเกิดขึ้นที่นั่น และจะครอบงำจิตใจบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้โดยง่ายดาย, ให้มีความรู้สึกตามนั้น, เช่นตามที่เขาเชื่อกันว่า ตรงนี้จะต้องเห็นภาพอย่างนั้น เห็นภาพอย่างนี้, ก็จะต้องเห็นจริง, ตรงนี้ ถ้าใครไม่ทำความเคารพจะชักดิ้นชักงอ, ก็จะชักดิ้นชักงอจริง ๆ, เป็นเรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าหากว่ากระแสจิตด้วยอำนาจความเชื่อนั้นมีมาก และรุนแรงมาก, ก็ทำให้คนที่ถูกครอบงำ นั้นถึงตายได้. เมื่อเป็นดังนี้ เราก็อาจจะอธิบายสิ่งที่เรียกว่า พระภูมิ, หรือผีเรือน, หรือเทพารักษ์, หรือปู่เจ้า หรืออะไรอีกมากมาย, ได้โดยไม่ยากเลย, ว่าสถานที่นั้น ๆ เป็นอย่างนั้น ๆ มีเรื่อง

น.149 ๑๔๑ มีราว มีประวัติอย่างนั้น, แล้วก็จะเป็นอย่างนั้นจริง ถ้าหากว่า คนทั้งหมดยังเชื่อกันอยู่อย่างนั้น. ทีนี้ก็มีแจกเป็นประเภท ผีดี, ผีดุ, ผีดีก็คือช่วยคน เมตตากรุณาสงสารคน, ผีดุ ก็ ทำร้ายคน, นั่นก็เหมือนกัน มันมาจากกระแสจิตที่คนจำนวนมากได้มีความคิดแบ่งแยกกัน อยู่อย่างนั้น. เพราะฉะนั้น ผีดี ก็ถูกเรียกว่าเป็นเทวดา, เป็นอะไรไปในทำนองนั้น, ผีเลว ก็คง เรียกว่าเป็นผีไปตามเดิม, แต่เมื่อความคิดนั้น หรือกระแสจิตอันนั้น มีสถานที่จำกัด มีเวลาจำกัด หรือมีอะไรจำกัด มันก็มีข้อปลีกย่อยอย่างอื่นแทรกแซงเข้ามา. แม้แต่ว่าจอมปลวกสักจอมหนึ่ง ก็จะกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปได้, ถ้าหากว่ามีคนโง่มากเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ แสน ๆ ระดมทุ่มเท ความเชื่อด้วยอำนาจ อวิชชา ลงไปในจอมปลวกนั้น. สิ่งที่เรียกว่ากระแสจิตนี้ เป็นสิ่งที่อธิบาย ยาก, แต่ว่ามีอยู่อย่างแน่นอน ที่จะ impress คือสิงอยู่ในที่ใด บุคคลใดก็ได้. ด้วยเหตุฉะนี้แหละ ในหมู่คนโง่เขลาทั้งหลาย แม้แต่จอมปลวกก็กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ด้วยเหตุนั้น, และ เมื่อคนฉลาดขึ้น ๆ ไม่มีความเชื่อนี้หล่อเลี้ยงไว้ จอมปลวกนั้นก็คลายความศักดิ์สิทธิ์ไปเอง ไม่มี ปัญหาอะไร. ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นอย่างเดียวกัน, มีผีเกิดขึ้นมาเพราะ ความโง่ของคน, แล้วก็กลับทำอันตรายคน น่าจะพูดว่าสมน้ำหน้า, ความโง่ของคนก็ทำ อันตรายคน โดยไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่นใด. ทีนี้เราจะมาดูกันต่อไปอีกนิดหน่อยในเรื่องนี้ว่า, ทำไมผี จึงไม่มีในโลกของสัตว์เดียรัจฉาน. สัตว์เดียรัจฉานตัวไหนกลัวผี, หรือว่าสัตว์เดียรัจฉานตัวไหนถูกผีหลอกบ้าง, ไม่มีทางที่จะค้นพบ ได้, ฉะนั้นสัตว์เดียรัจฉาน เช่นสุนัข เป็นต้น ก็ต้องดีกว่าคน, เพราะว่าไม่มีผีที่จะคอยรบกวน, แล้วก็ยังจะชนะผีกินซากผีเสียด้วยซ้ำไป. นี้เป็นที่เห็นได้ว่า ในโลกของสัตว์เดียรัจฉานนั้น ไม่มีผี, ผีเพิ่งจะมีในโลกต่อเมื่อมีคนที่ฉลาดกว่าสัตว์เดียรัจฉาน เพราะฉลาดโง่นั่นเอง. เมื่อแรกเกิดมีสัตว์ขึ้นมาในโลก ก็ต้องมีสัตว์เดียรัจฉานก่อน เป็นแน่นอน ก็ยังไม่มีผี, พอมีคนครึ่งคนครึ่งสัตว์ เช่นเอป (ape) อย่างนี้ขึ้นมาก็ยังไม่มีผี, จนกระทั่งมีคนป่าแท้ ๆ ขึ้นมา ก็ยังไม่มีผี. ต่อเมื่อคนป่านี้ค่อย ๆ ฉลาด. ค่อย ๆ ฉลาดขึ้นมา, จะเป็นคนบ้านนี่แหละ จึงจะมีผี, เพราะ ว่ามันรู้จักคิด. รู้จักนึกมากออกไป, จนสามารถสร้างความเชื่อระบบใดระบบหนึ่งขึ้นมาได้, สร้าง ความกลัวอันเป็นที่หล่อเลี้ยงความเชื่อระบบใดระบบหนึ่งได้. จิตจึงมีความคิดไปในทำนองที่ให้ รู้สึกว่ามีอะไรลึกลับ, แล้วก็มีความเชื่อในความลึกลับนั้น ตามความเห็นของตัว ซึ่งเป็นลักษณะ ของอวิชชา ความคิดเป็นทำนองที่ว่ามีอะไรศักดิ์สิทธิ์ ทำนองผีก็ได้เกิดขึ้น, แล้วก็ค่อยสอนกัน ให้มากขึ้น, แล้วก็ระดมความเชื่อกันให้มากขึ้น, ผี ก็สร้างสถาบันขึ้นมาได้สำเร็จ, บนความโง่ ของมนุษย์นั่นเอง นี่ลองคิดดูให้ดีเถิดว่า ในโลกของสัตว์เดียรัจฉานไม่มีผี แล้วมามีในโลก ของมนุษย์ อย่างนี้ มันน่าละอายสักเท่าไร, แล้วเราจะรับมติความคิดเห็นในเรื่องนี้กันอย่างไร. ทีนี้เราลองมาดูถึงสมัยนี้ ที่ความรู้ หรือการศึกษาเจริญก้าวหน้าไปมากขึ้น ความเชื่อ อย่างที่เคยมีอย่างแต่ก่อนนั้น มันจางไป ๆ แม้แต่เพียงชั่ว ๕๐ ปีในชั่วอายุผมนี้ ก็รู้สึกว่ามันจาง

น.150 ๑๔๒ ไปมากเหลือเกิน. ความเชื่อนี้จางไปเท่าไร ผี ก็ค่อย ๆ จางลงไปเท่านั้น, และในที่สุดก็หมดไป หลายอย่างหลายประการ, แต่เป็นที่แน่นอนว่า ถ้าคนยุคจรวดปรมาณูนี้กลับไปโง่ ซ้ำรอย ประวัติศาสตร์ ผีก็จะกลับมาอีก จะเป็นผีศาลพระภูมิ, หรือผีเรือน, หรือผีเทพารักษ์, หรือผี อะไรก็ตาม, จะกลับมาอย่างสมบูรณ์อีก. แต่ถ้าการศึกษานำไปในทางที่ไม่ให้มีความเชื่ออย่างนี้ ผีก็จะตายไปเอง ไม่ต้องมีใครฆ่า ไม่ต้องมีใครปราบ. สำหรับพวกเรานักศึกษาธรรมทูต ขอได้โปรดสังวรระวังให้ดี, เมื่อจะต้องตอบคำถาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าในที่ไหน ๆ ไม่ว่าในเมืองไทย หรือในต่างประเทศ ขอให้ระมัดระวัง. ข้อแรก ที่สุดก็คือว่า อย่าได้ไปทำพระพุทธเจ้าให้เป็นผีไปเสีย, แม้ในประเทศไทยนี้ ก็อย่าได้ทำพระแก้ว มรกตให้กลายเป็นผีที่ชอบฉันไข่กับปลาร้าไปเสีย, เป็นที่น่าสลดสังเวช และน่าละอายอย่างยิ่ง สำหรับพุทธบริษัทเรา ถ้าทำไปในลักษณะเช่นนั้น. พระพุทธรูปบางองค์ศักดิ์สิทธิ์, แต่ศักดิ์สิทธิ์ไปในทำนองของผี ไม่ใช่ศักดิ์สิทธิ์ไปใน ทำนองของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, นี่ก็เพราะสาวกของอวิชชา ในนามของพุทธบริษัท นั้นได้ทำขึ้นมา. แม้แต่เศียรพระพุทธรูปก็กลายเป็นผีไปได้, พระเครื่องราง ก็กลายเป็นผีศักดิ์สิทธิ์ ไปได้, ทั้งที่เป็นรูปพระพุทธรูป, เพราะว่าได้ไปทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์ในทำนองนั้นขึ้นมา, ถ้าสมมติว่าคนสักสองสามร้อยคนมีความเชื่อจริงว่า, พระเครื่องรางองค์นี้ มีอานุภาพอย่างนั้น อย่างนี้เข้าแล้ว, วัตถุเล็ก ๆ นั้น ก็จะมีกระแสจิตที่โง่เขลาอย่างยิ่งนั้น ฝังอยู่จริงเหมือนกัน, แล้วก็จะทำให้ใครคนใดคนหนึ่ง เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง, ในทางดีหรือทางร้ายก็ตาม, ได้เช่นนั้น เหมือนกัน, นี้คือการทำรูปพระพุทธรูป ให้กลายเป็นผีชนิดหนึ่งไปแล้ว. แต่แล้วเขาก็เรียกว่า พระพุทธเจ้า, เรียกว่า อานุภาพของพระพุทธเจ้า, เรียกว่า พระพุทธคุณ. นี้เป็นการกบฏทรยศ ซึ่งปล้นเอาไปซึ่ง ๆ หน้า, ไม่ใช่เรื่องของพุทธบริษัท, ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าแต่ ประการใด. หวังว่าพวกเรานักศึกษาธรรมทูต จะได้สนใจเป็นพิเศษด้วย, อย่าให้ถูกเขาปล้นเอา พระพุทธเจ้าไปซึ่ง ๆ หน้า, แล้วเอาไปทำให้เป็นผี เป็นเทวดา หรืออย่างใดอย่างหนึ่งไป, เหมือน ที่เห็นกันอยู่ และเชื่อกันอยู่ อย่างนี้มันเป็นการทำพระพุทธรูปให้กลายเป็นผี หรือเป็นรูปเจว็ด ไปในที่สุด. พระพุทธรูปจะต้องเป็นวัตถุอนุสรณ์แห่งพระพุทธเจ้า, แห่งพระพุทธองค์, สำหรับ ส่งกระแสจิตของเรา ผ่านสิ่งนี้ไป, ทะลุไปยังพระพุทธเจ้าองค์จริง ที่ยังทรงอยู่โดยพระคุณ จะเป็นผี หรือเป็นเทพารักษ์, เป็นเจว็ดอะไรไปไม่ได้, และเราจะไม่ทำให้พระพุทธศาสนา อันประเสริฐสุดของเรานี้กลายเป็นลัทธิเชื่อวิญญาณ. อย่างคนสมัยที่โง่เขลางมงายก่อนพุทธกาล ขึ้นมาอีก. การเชื่อไปในทำนองมีผี มีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์, หรือมีอะไรทำนองนั้น มันไม่ควรจะมี ปะปนอยู่ในพุทธศาสนา, และอย่าเอามาเกี่ยวข้องพัวพันกันกับพระพุทธรูป, หรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์

น.151 ๑๔๓ ในพระพุทธศาสนา แต่ประการใดเลย. ถึงแม้ว่าเรื่องราวในพระไตรปิฎกของเราจะมีกล่าวถึงผี, ถึงอะไรทำนองนั้น ก็ขอให้ เข้าใจว่าผี เป็นผลิตภัณฑ์ของความเชื่อที่เป็นไปอย่างรุนแรง, ด้วยอำนาจของอวิชชา ดังที่ กล่าวมาแล้ว. มันแสดงออกมาทางคนนั้นคนนี้ ตามเรื่องตามราวของมัน, จะขจัดไปได้ก็ต้อง ขจัดด้วย วิชชา หรือสัมมาทิฏฐิเสมอไป. สำหรับเรื่องเทวดาเป็นฝูง ๆ ในสวรรค์ หรือที่อื่น ๆ ที่จะมาเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือมาเกี่ยวข้องกันกับมนุษย์นั้น, เมื่อยังอธิบายอย่างไรไม่ได้ก็ทิ้ง ไว้ก่อน, ถ้ามีทางที่จะอธิบายให้มีประโยชน์ได้จึงค่อยอธิบาย, การอธิบายเดา ๆ สุ่ม ๆ ไปนั้น ไม่ควรจะทำ และอาจจะเป็นเพียงเรื่องซึ่งมิได้มีตัวจริง, หากแต่ว่าคนในอินเดียสมัยนั้น เขา เชื่อกันอยู่อย่างนั้น ไปลบล้างไม่ได้ ก็ต้องฉวยโอกาสนั้น เป็นเครื่องมือ สำหรับเผยแผ่ธรรมะ, หรือเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยให้หันมาสู่พุทธศาสนา ให้หันมานับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งดีกว่าพวกเทวดาเหล่านั้น, จนพวกเทวดาเหล่านั้น ก็ยอมรับนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. คนบางคนไปประณามข้อความในสูตร ที่ว่าด้วยเรื่องพระอาทิตย์ พระจันทร์, ถูกราหู จับแล้วก็กล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ เอ่ยชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำให้ราหูต้องปล่อย, นี้ว่า เป็นเรื่องเหลวใหล หรือเป็นเรื่องแปลกปลอมเข้ามา. ผมพิจารณาดูแล้วรู้สึกว่า นี้เป็นวิธีการ เผยแผ่พุทธศาสนาต่างหาก, คือแสดงในข้อที่ว่า แม้แต่เทพเจ้าที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์แห่งสมัยนั้น, คือ พระอาทิตย์ก็ดี, พระจันทร์ก็ดี, พระราหูก็ดี, หรืออะไรก็ดี ที่เชื่อกันอยู่ในสมัยนั้น, ก็ล้วน แต่พ่ายแพ้แก่อำนาจของพระพุทธเจ้า, ต้องพึ่งพระพุทธเจ้า ต้องยอมแก่พระพุทธเจ้าทั้งนั้น. นี่เป็นความมุ่งหมายของการมีเรื่องนี้, แล้วจะมาให้ยืนยันว่า มีสิ่งเหล่านี้จริง ๆ, หรือมีเทพเจ้า เหล่านี้จริง ๆ นั้น มันอีกปัญหาหนึ่งต่างหาก, ไม่อยู่ในขอบเขตของพวกเรา, เพราะว่ามันเป็น กรรมสิทธิ์ของเดิมเขา ที่เขาเชื่อกันอยู่อย่างนั้นแล้ว ก่อนพระพุทธเจ้า. ถ้าเราจะฉวยเอาประโยชน์ จากความเชื่อของเขา มาเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนา, ก็ต้องทำไปในรูปนี้ทั้งนั้น, คือเอา เทพเจ้าเหล่านั้นมาเป็นข้าทาสบริวาร ในพุทธศาสนาให้หมด. ที่จริงเรื่องเทวดาในพุทธศาสนา มีมากกว่าที่เรารู้จักกันเดี๋ยวนี้เสียอีก, ในหินสลักที่เมือง ภารหุต สลักรูปเทวดาไว้มากมาย ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งนั้น ทั้งเทวดาผู้หญิง เทวดาผู้ชาย. แต่ในที่สุดก็เป็นในลักษณะที่เรียกว่า เป็นส่วนประกอบ หรือเป็นส่วนที่ปลีกย่อย, เพื่อเทิดทูน พระพุทธศาสนาส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง, มิได้มีความหมายมากถึงกับจะเป็นสถาบันของเทพเจ้า ขึ้นมาได้, กลายเป็นของฝอย หรือของปลีกย่อย เพื่อจะสนับสนุนพระพุทธศาสนาไป. นี้เกี่ยวกับ เทวดา ลองคิดดูว่า มันมีข้อเท็จจริงอย่างไร, ที่เราจะต้องพูดถึงเรื่องนี้ หรือวิจารณ์เกี่ยวกับ เรื่องนี้ ในลักษณะที่ไม่เป็นภัยแก่พุทธศาสนาเอง. ถ้าขืนปนกันยุ่ง หรือสับสนแล้ว พุทธบริษัท นั่นแหละจะทำลายพุทธศาสนา, โดยทำให้กลายเป็นลัทธิโง่เขลางมงาย ทางด้านผีสาง หรือ ทางด้านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ อะไรทำนองนั้นไป โดยไม่รู้สึกตัว เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง.

น.152 ๑๔๔ เท่าที่กล่าวมานี้ ก็พอจะเป็นการชี้ให้เห็นได้แล้วว่า ขอบเขตของพุทธบริษัทเรา, หรือ ว่าเรื่องผีสาง ที่อยู่ในขอบเขต ที่พุทธบริษัทเราจะเกี่ยวข้องด้วยในการที่จะพูด หรือจะอธิบาย หรือจะตอบปัญหานั้นมีอยู่อย่างไร, มีอยู่เท่าไร เราอย่าทำให้เลยขอบเขต, และอย่าทำให้เขว ออกไปนอกทางของ สัมมาทิฏฐิ และของวิชชา. เรามิได้ปฏิเสธว่า ที่ศาลพระภูมินั้นไม่มี อำนาจไปเลยแต่เรารู้สึกว่าเป็นที่รวมของอำนาจที่ร้ายกาจอันหนึ่ง, ที่เกิดมาจากอวิชชา, หรือความโง่เขลาของมนุษย์ที่ไปใส่ ๆ สุ่ม ๆ ขึ้นที่นั่น, จนเกิดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แสดง เป็นปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งออกมาได้. และเมื่อใดคนเหล่านั้น กลายเป็นคนมีสัมมาทิฏฐิ และวิชชาไป, อำนาจนั้นก็สูญหายไป, และหมดความหมาย ทำอะไรใครไม่ได้ แม้แต่สุนัขก็ เยี่ยวรดได้. นี้เป็นอันว่า เรายังคงถือหลักพุทธศาสนาไปตามเดิมว่า สิ่งทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัย, สิ่ง ทั้งหลายต้องเป็นไปตามอำนาจเหตุปัจจัย, และเป็นไปตามกฎนั้น, และตามกฎของธรรมชาตินั้น. แม้แต่คนแท้ ๆ ก็ยังไม่มีตัวไม่มีตนอยู่แล้ว, มันเป็นเพียงกลุ่มแห่งเหตุแห่งปัจจัย ใหลเรื่อย เปื่อยไปเท่านั้นเอง, แล้วสิ่งที่เรียกว่า ผีสางอะไรทำนองนั้น จะมามีตัวมีตนยิ่งไปกว่าคน อย่างไรได้, เพราะมันเป็นเพียงผลิตผลในทางนามธรรม, หรือวิญญาณธาตุที่เกิดมาจากความ โง่, หรืออวิชชาของมนุษย์รวม ๆ กันเท่านั้น, จะเป็นไปตามกระแสแห่งเหตุปัจจัย เกิดขึ้นมาได้ ก็ต้องดับไป, เมื่อ เกิดขึ้นมาได้ด้วยอำนาจของอวิชชา, ก็ต้องดับไปด้วยอำนาจของวิชชา หรือสัมมาทิฏฐิเป็นแน่นอน. จึงขอให้ระมัดระวัง อย่าได้เผลอทำตนไปเป็นสาวกของผีสาง หรือเทวดาเหล่านั้น โดย ไม่รู้สึกตัว, ทั้งที่เราอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์, ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งสมาชิกของพระพุทธองค์ เผลอเมื่อไรเป็นได้ไปเป็นสาวกของผีสางเทวดาเหล่านั้น โดยไม่ต้องสงสัยเลย, แล้วก็จะหมด ความเป็นพุทธบริษัทอย่างยิ่ง, นี้คือข้อที่ต้องระวัง, อย่าให้ในพุทธศาสนานี้มีลัทธิเจตภูต, ลัทธิ อัตตา, ลัทธิชีโว, อะไรขึ้นมา. ให้พุทธศาสนายังคงเป็นลัทธิ ธาตุมัตตโก นิสสัตโต นิชชีโว ต่อไปตามเดิม แม้แต่คนก็มิได้มีอัตตา, ชีโว, เป็นธรรมชาติที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ผีที่เป็น ผลิตภัณฑ์ของอวิชชา ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไปที่จะมาเป็นอะไร, หรือเป็นคู่แข่งกับคนได้, ถึง กับคนต้องกลัว เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ต้องกลัวผี, หรือง้อเทวดา. เราจะต้องสอนให้ไม่กลัวผีจนได้ และไม่ต้องง้อเทวดากันต่อไป จึงจะสมกับหน้าที่ของพระธรรมทูต ผู้ทำตนเป็นแสงสว่าง, อัน ส่องแสงสว่างอย่างสว่างไสวแก่ชาวโลกทั้งมวล. นี้คือธรรมทูต, คือทูตแห่งพระธรรม, สำหรับกำจัดผี สำหรับปราบผีให้หมดไป แม้ใน ผืนแผ่นดินไทย. ภาคไหนของประเทศไทยมีผีชุม ก็รู้เถิดว่าที่นั้นยังขาดสัมมาทิฏฐิ จงช่วยกัน นำสัมมาทิฏฐิไปสู่ภาคนั้น จงช่วยกันเผยแผ่สั่งสอนให้มาก, ให้มี วิชชา สัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น, แล้ว ผีปอบ ผีป่า ผีอะไรก็สุดแท้ จะไม่มีเหลืออยู่ในแผ่นดินนั้น ในภาคนั้นอีกต่อไป, นี่แหละคืองานของ

น.153 ๑๔๕ ธรรมทูต. ลองอ่านเรื่องการส่งพระสาวกไปแผ่พระศาสนา, ครั้งพระเจ้าอโศก เป็นสาย ๆ ไป แต่ละสาย ๆ ก็มีกล่าวถึงเรื่องไปปราบผี ปราบยักษ์ ปราบรากษส ปราบอะไรทั้งนั้น, นั่นแหละ ขอได้โปรดคิดเถิดว่า นั้นเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องนี้, ในถิ่นนั้นมีความโง่มาก จึงมีผี มีรากษส มีอะไรต่าง ๆ พระสาวกที่ถูกส่งไปนั้นได้ไปปราบให้หมดไป, ด้วยอำนาจของพระพุทธศาสนา คือเอา วิชชา หรือ สัมมาทิฏฐินั่นเองไปปราบ. ในที่บางแห่งยังระบุสูตร, เช่นพรหมชาลสูตร ด้วยเลย, ว่าไปปราบผี ปราบยักษ์ ปราบอะไรได้, นี้เป็นเรื่องของสัมมาทิฏฐิไปปราบอวิชชา, ซึ่งเป็นต้นตอของผีสางเทวดาอะไรทำนองนั้น ให้หายไปจากจิตใจของมนุษย์ คือลัทธิ Animism หลาย ๆ แขนง ได้สูญสิ้นไปจากจิตใจของมนุษย์เหล่านั้น, นับว่าเขาได้รับประโยชน์ ได้รับ อานิสงส์เหลือประมาณ จากการเผยแผ่ของพระศาสนาของพระสาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. หวังว่าพวกเราทั้งหลาย คงจะได้กระทำกันไปในทำนองนั้นต่อไปด้วย ในเรื่องอันเกี่ยว กับผี ๆ สาง ๆ หรือเทวดา หรืออะไรทำนองนั้น, ให้กลายเป็นเรื่องดับทุกข์ของมนุษย์ไปในที่สุด, ไม่มีปัญหาที่จะจมลงไปในทะเลของความโง่เขลาอีกครั้งหนึ่ง. จึงหวังว่าจะเป็นที่สนใจของเพื่อน สพรหมจารีทั้งหลายนำไปคิดไปนึก, แล้วทำให้สำเร็จประโยชน์โดยสมควรแก่ความสามารถ ของตนจงทุก ๆ องค์เทอญ. เวลาสำหรับพูดจาของเราก็สิ้นสุดลงอีกตอนหนึ่ง.

น.154 ความนิยมในของแพง บัดนี้วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่กำหนดไว้สำหรับพูดจาเรื่องอะไรกันเรื่องหนึ่ง. สำหรับวันนี้จะได้พูดถึงเรื่อง ความนิยมในของแพง, คำว่าของแพงในที่นี้ มีได้ ๒ ความหมาย, คือว่า ของแพง ของดี ของมีราคาสูงสุดจริง ๆ นี้ก็มีความหมายอยู่อย่างหนึ่ง. ส่วนของแพงอีกอย่างหนึ่งนั้น, ก็คือหมายความว่ามันไม่ได้ดีจริง แต่เราไปหลงว่าดี แล้วก็ไป ซื้อหามาในราคาที่แพง คือไปโดนของแพงเข้า ทั้งที่ของนั้นไม่มีราคาเลยก็ได้. อันว่าความนิยมในของแพงของดีนี้ ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปทั้งหมด, เพราะใคร ๆ ก็ชอบของแพง ของดี ด้วยกันทั้งนั้น, แม้ว่าจะไม่ชอบจ่ายเงินมาก หรือลงทุนมาก ก็ยังอยาก จะได้ของแพงของดีที่สุดอยู่นั่นเอง. ดังนั้นจึงเป็นการกระทำ หรือความนิยมที่เคยชินเป็นนิสัย แก่ทุกคน หรือทุกหนทุกแห่งคือนิยมของแพง, ใครมีอะไรดี หรือแพงสักหน่อย ก็ชอบจะโอ้อวด กัน จนกระทั่งกลายเป็นนิสัย. ข้อนี้ก็เป็นลักษณะหนึ่งของความมีตัวกู ของกู หรือส่งเสริม ความรู้สึกเช่นนั้น, มันต่างกันกับผู้ที่หวังจะได้ของแพง หรือมีของแพงโดยบริสุทธิ์ใจ. ของที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด คงจะไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าสิ่งที่เรียกว่านิพพาน, หรือจะเรียก ว่า แก้วสามประการ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งรวมนิพพานอยู่ด้วยเป็นธรรมดา. แต่แล้วของแพงชนิดนี้ พระพุทธองค์กลับตรัสว่าให้เปล่า - ลทฺธา มุทา นิพฺพุตึ ภุญฺชมานา - ได้นิพพานมาบริโภคอยู่เปล่า ๆ. ถึงแม้ในคัมภีร์ของพวกคริสเตียน ก็มีคำกล่าวอย่างเดียวกันนี้ เช่นที่ พระยีซัสไครสต์ กล่าวว่า "ให้น้ำแห่งชีวิตบริโภคเปล่า ๆ ไม่คิดสตางค์." น้ำแห่งชีวิต ในที่นี้ หมายถึงชีวิตนิรันดร หรือแผ่นดินพระเจ้านั่นเอง แล้วแต่จะเรียก, ใครกินน้ำชนิดนี้เข้า ไปแล้ว ไม่รู้จักตาย จึงได้เรียกว่าน้ำแห่งชีวิต นี้ก็หมายความว่า เป็นของให้เปล่าอีกเหมือนกัน. มันน่าประหลาดที่ว่า ของที่ประเสริฐที่สุดนั้นกลับให้เปล่า,. พูดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือไม่มี ราคา. ดังนั้นคำว่า "ไม่มีราคา" จึงมี ๒ ความหมาย คือว่า ไม่มีค่าอะไรเลย ตามที่มนุษย์พูด

น.155 ๑๔๗ กันอยู่ อย่างนี้ก็มี, ไม่มีราคาเพราะอยู่เหนือวิสัยของการที่จะคำนวณราคาได้ เช่นที่พระอริยเจ้า พูดกันอยู่ก็มี, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน เป็นต้นนี้ เป็นอนัคฆะ, คืออยู่เหนือ วิสัยที่จะมีราคา หรือตีราคา และเรียกว่าไม่มีราคา. ในภาษาไทยก็พูดว่าหาค่ามิได้ ในภาษา อังกฤษก็ว่า invalueable - หาค่ามิได้อีกเหมือนกัน. เมื่อนึกดูถึงข้อนี้แล้ว ก็จะนึกเห็นว่า ที่เรียกว่า ความนิยมในของแพงนั้นมันคืออะไรกัน แน่ โดยทั่วไปที่เป็นอยู่จริงในหมู่คนธรรมดาสามัญ แม้ที่เป็นภิกษุสามเณรด้วยก็ได้, ก็คือกิเลส ชนิดหนึ่งนั่นเอง ที่ทำให้นิยมของแพง, ถ้ามีเงินพอแล้วก็เป็นซื้อของแพงนี้เสมอ, โดยไม่ได้คิดว่า จะต้องเป็นของถูก หรือของไม่มีราคาเลย, กิเลสที่เป็นเหตุให้คิดไป ในทางที่จะดีกว่าคนอื่น ๆ, ที่เรียกว่า มานะสังโยชน์ หรือ มานานุสัย เป็นต้นนี้, มีประจำอยู่ในทุก ๆ คน คือ เป็นความ เคยชิน เป็นนิสัยของคนทุก ๆ คน. เด็ก ๆ อาจจะไม่มีกิเลสนี้ไม่มีความรู้สึกอย่างนี้ ในวันที่ คลอดออกมาจากท้องแม่, แล้วโตขึ้น พอโตขึ้นมาอีกเล็กน้อย ก็เริ่มมีความรู้สึกอย่างนี้ด้วยการ อบรม โดยไม่รู้สึกตัว, จนกระทั่งโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ก็มีกิเลสอย่างนี้เต็มที่ และเคยชินเป็นนิสัย. เรานักศึกษาธรรมทูต ก็คงจะมีกิเลสข้อนี้เหลืออยู่มากเหมือนกัน, เพราะว่าความนิยม ในเรื่องของดีของแพง ของมีเกียรติ ของอะไรทำนองนี้ ดูจะพูดกันอยู่อย่างติดปาก, แม้ที่จะไป เมืองนอกนี้ ที่ไปโดยคิดว่า เป็นเรื่องที่มีเกียรติก็คงจะมีอยู่ไม่น้อย นี้ก็เนื่องมาจากนิสัยที่นิยม ของแพง. และเมื่อดูให้ดีแล้วก็เป็นเรื่องที่เป็นปฏิปักษ์, หรือตรงกันข้ามกันอยู่กับหลักธรรมใน พระพุทธศาสนาซึ่งนิยมของให้เปล่า, และนิยมที่จะทำลายสิ่งที่เรียกว่าเกียรตินั้น ให้หมดความ หมายไป. หรือกล่าวอีกทีหนึ่งให้กว้างออกไปก็คือว่า ทั้งสาม ก. คือ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ สาม ก. นี้ ต้องถูกทำลายให้หมดไป, โดยอำนาจของสาม ส. คือ สะอาด สว่าง สงบ ในที่สุดก็จะมีภาวะที่น่าปรารถนาคือไม่มีทุกข์เลย. เรื่องสะอาด สว่าง สงบ ของพระพุทธเจ้าก็คือ ความหมายของนิพพานที่ให้เปล่า, ที่ ไม่ต้องลงทุนซื้อหาแม้แต่สตางค์แดงเดียว ในส่วนนี้, เพราะว่าเป็นเรื่องที่จะต้องสละออกไป, ไม่ใช่เป็นเรื่องรับอะไรเข้ามา, สละออกไป, สละออกไป, จนไม่มีอะไรเหลือ, จึงจะเป็นภาวะ แห่งความสะอาด สว่าง สงบ. ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู นั้นคือ สะอาด สว่าง สงบ เป็นที่สุด, มัน จึงเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ว่า สิ้นเนื้อประดาตัว, ไม่มีแม้แต่ตัวจะเหลืออยู่, จึงจะเป็นความสะอาด สว่าง, สงบ, หรือเป็นภาวะแห่งนิพพาน, ไม่อาจจะมีค่าได้, เพราะไม่มีอะไรเพราะให้ไปจน หมด, ไม่มีอะไรเหลือแม้แต่ตัว, ความนิยมในของแพงไม่มีที่ตั้งที่อาศัย, เพราะไม่มีตัวกู ของกู ที่จะเป็นเจ้าของ หรือเป็นทรัพย์สมบัติ มันขัดกันอยู่กับความรู้สึกนิยมในของแพง. ปากกาที่จะเขียนหนังสือ ก็ต้องแพงที่สุด หรือดีกว่าใคร, นาฬิกาสำหรับดูเวลาก็จะ ต้องดีที่สุด หรือแพงที่สุด แปลกที่สุดกว่าของใคร, แม้สิ่งที่เหลือเฟือออกไปก็ยังจะต้องแพงที่สุด หรือดีสุดอยู่นั่นเอง. ถ้าเขาให้เลือกก็จะเลือกเอา ใบเบิกทาง หรือตั๋วชั้นหนึ่ง เป็นธรรมดาของ

น.156 ๑๔๘ คนประเภทนี้, ดังนั้นจึงไม่มีเนื้อที่เหลืออยู่ว่างอยู่ สำหรับไปเจือจานผู้อื่น, เพราะต้องการจะเอา ไว้ให้ดีที่สุด และรวบให้หมด เพื่อความเหนือผู้อื่น. ความเคยชินเป็นนิสัยเช่นนี้คิดดูให้ดีเถิด จะ เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดทีเดียว, หรือทำลายความเป็นสมณสากยบุตรให้หมดไป ไม่มีอะไรเหลือก็ ว่าได้. มันเลยไปถึงความรู้สึกคิดนึกที่ต้องการจะให้คนอื่นรับใช้ หรือปรนนิบัติ เอาอกเอาใจ ถ้าไปถึงนี้แล้ว งานธรรมทูตก็ล้มละลายตั้งแต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ความคิดที่ว่าจะให้ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ฟังที่ได้รับประโยชน์อะไรจากเรา ปรนนิบัติเรานั้น เป็นอันตรายที่ร้ายกาจที่สุด, เป็นความคิดที่จะทำนาบนหลังโยมหลังทายกทายิกา อย่างไม่มี ที่สิ้นสุด, อาการประจบประแจงโยม คือการประทุษฐร้ายตระกูลก็เกิดขึ้น เพราะข้อนี้, เพราะ นิยมของแพง ของมาก จึงถือว่าเป็นอันตรายของความเป็นสมณสากยบุตรโดยแท้. เรื่องมีญาติ มีโยมก็มีความหมายอย่างนี้เป็นส่วนใหญ่, ไม่ใช่เป็นไปเพื่อสันโดษมักน้อย, เพราะเห็นได้ที่ มี การประจบประแจงโยม, ในบางกรณีก็ถึงกับล่อลวงอย่างหน้าเป็น, เพื่อให้ได้อะไรมา ใน ลักษณะที่ดีไม่มีขอบเขต, มากไม่มีขอบเขต, จึงนับว่าเป็นสิ่งที่น่าอันตรายที่สุด, ที่เกิดมาจาก ความรู้สึกที่ไปนิยมของดี ของแพง หลงใหลในสิ่งนี้โดยไม่รู้สึกตัว. แล้วเราก็ไม่ได้คิดได้นึกอะไร กันมาก, เพราะเป็นของธรรมดาสามัญมีอยู่ทั่ว ๆ ไป, แต่ถ้าเกี่ยวกับความเป็นสมณสากยบุตร และเป็นธรรมทูตที่บริสุทธิ์ด้วยแล้ว, เป็นเรื่องที่ร้ายกาจมาก เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ต่อ เจตนารมณ์ของความเป็นธรรมทูต ที่ถูกต้อง หรือที่จะทำงานได้สำเร็จประโยชน์แท้จริง. หวังว่าพวกเราจะได้เหลือบตาดูไปยังสิ่งที่เรียกว่าดี ว่าแพง นั้นกันเสียใหม่ ด้วยสายตา และน้ำใจที่ผิดจากที่แล้วมา, ที่เรียกว่าอย่างตรงกันข้าม ได้ก็จะเป็นการดี. มีอะไรที่เคยสนใจ ไปในทางที่จะดี จะสวย จะรวย จะงาม จะเหนือคนอื่น แล้วละก็ ควรจะโกยไปทิ้งเสียให้หมด, รวมทั้งความคิด รวมทั้งสิ่งของ, ให้เหลืออยู่แต่ทรัพย์สมบัติตามแบบ "ชีวิตหมอนไม้" ซึ่งมี ความหมายอยู่ในตัวมันเองแล้ว, และดูเหมือน ๕ สตางค์ก็ยังไม่มีใครซื้อ, แต่แล้วก็มีประโยชน์ มาก ถึงกับป้องกันพระยามารได้ ตามพระพุทธพจน์นั้น. ของยิ่งมีค่าทางวัตถุน้อยเท่าไร ก็จะยิ่งมีค่าทางจิตใจเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น, มันตรงกัน ข้าม มันเป็นความเล่นตลกกันอย่างนี้อยู่ร่ำไป, ขอได้โปรดพิจารณาดูอย่างละเอียด ด้วยความ ไม่ประมาทเถิด. และพระพุทธภาษิตที่ว่า จงเป็นผู้ไม่ประมาทนั้น ต้องรวมข้อนี้อยู่ด้วย คือมี สายตาที่ลึกซึ้ง, มองเห็นสิ่งเหล่านี้ โดยไม่ถูกลวงจากสิ่งเหล่านี้ คือจากกิเลสของเราเอง ที่เกี่ยว เนื่องกับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้. เราต้องไม่ถูกลวง, ถูกลวงเมื่อใด เรียกว่าเป็นผู้มีความประมาท เมื่อนั้น, ไม่มีสติสัมปชัญญะเมื่อนั้น. ความเคยชินเป็นนิสัยในของดีของแพงนั้น ต้องถูกสับเปลี่ยน กันเสียอย่างเด็ดขาด, ของดี ของแพง ตามภาษาชาวบ้านนั้น ต้องถูกสับเปลี่ยนกันเสีย ด้วย ของดีของแพงในภาษาพระอริยเจ้า, คือของที่ไม่มีค่าในทางวัตถุ, แต่มีค่าในทางจิตใจ, เช่น พระนิพพาน, เช่นพระรัตนตรัย เป็นต้น จะถูกนำมาสับเปลี่ยนกับสิ่งที่เคยอยู่ในความคิดนึก

น.157 ๑๔๙ หรือลุ่มหลงอยู่เป็นประจำวัน. ในเรื่องอยู่ดีกินดี คำนี้แม้รัฐบาลจะชักชวนมาก, แต่ขอให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า เป็น อันตรายมาก ประชาชนพลเมืองของประเทศไทยเรา จะสูญเสียความเป็นพุทธบริษัทก็เพราะ คำ ๆ นี้ โดยไม่รู้สึกตัว เมื่อไรก็ได้, ทำนองเดียวกับ “งานคือเงิน" นั้นเหมือนกัน. ถ้าถือเอา ความหมายผิด ไม่มีธรรมะประกอบอยู่ด้วยแล้ว เป็นการสูญเสียความเป็นพุทธบริษัท และ จะกลายเป็นคนทุจริต หรือที่เรียกว่ามีคอรับชั่น ไปโดยไม่รู้สึกตัว เพราะความหมายของ คำว่า อยู่ดีกินดี. เมื่อคนไปลุ่มหลงอยู่แต่ในเรื่องว่า อยู่ดีกินดีแล้ว, มันจะหมายถึงอะไรลอง คิดดู, เพราะว่าตามธรรมดาคนเหล่านั้น ย่อมเป็นเรื่องทางวัตถุ, นั้นจะกลายเป็นวัตถุนิยม ไปโดยไม่รู้สึกตัว, เขาก็จะมีความโลภมากขึ้น, มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นโดยไม่รู้สึกตัวอีก เหมือนกัน, และอุดมคตินั้นก็จะฆ่าเขาเสีย ให้ตายจากความเป็นพุทธบริษัทที่ดี, หรือจากความ เป็นพลเมืองดีก็ได้. ถ้าเราจะต้องสอนประชาชนในเรื่องคำ ๆ นี้ ว่า "อยู่ดีกินดี" ก็จงให้ความหมายที่ถูกต้อง, ให้ขอบเขตที่ถูกต้อง, ให้เป็นเรื่องการอยู่ดีกินดีไปตามแบบของพระอริยเจ้า, อย่าให้เป็นเรื่อง อยู่ดีกินดีไปตามแบบของพระยามาร, ซึ่งเป็นกิเลสแห่งการนิยมของแพง, มีมูลมาจากมานะ ที่ว่า จะต้องดีกว่าคนอื่นอยู่เสมอไป. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า อุดมคติอะไรที่ปุถุชนตั้งขึ้น หรือ กล่าวออกมานั้น, มักจะมีลักษณะที่ไม่พ้นไปจากบ่วงของพระยามาร, หรือถึงกับถลำเข้าไปใน บ่วงของพระยามาร ยิ่งไปกว่าเดิม, คือยิ่งไปกว่าตามที่เป็นอยู่ตามธรรมดาปกติวิสัยเสียอีก, ดังนั้นมันก็ไม่ใช่อุดมคติ, มันเป็นความละเมอเพ้อฝันไปตามอำนาจของกิเลสตัณหาเท่านั้น นับว่า เป็นเรื่องที่ต้องสังวรระวังกันอย่างมาก. ถ้าเราธรรมทูตถือว่า ตัวเองเป็นแสงสว่าง, หรืออย่างน้อย ก็นำแสงสว่างของพระพุทธ- องค์ไปแจกจ่าย, คือไปส่องในที่ต่าง ๆ ด้วยแล้ว, ก็ต้องให้เป็นแสงสว่างจริง ๆ, คือเป็นแสงสว่าง ทางจิตใจ, ที่จะให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร, อย่างถูกต้องเท่านั้น, จึงจะเรียกว่า แสงสว่าง, มิฉะนั้นแล้วก็จะกลายเป็นว่าเอาสิ่งพรางตาอะไร อันหนึ่งไปเที่ยวแจกจ่าย, ทำให้ คนหลงผิดถึงกับนิยมสิ่งที่เป็นที่ตั้งของกิเลส ตัณหา อุปาทาน มากขึ้นไปกว่าเดิม, แล้วโลกนี้ ก็จะต้องมีวิกฤตกาลถาวร มากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม, โดยเราเป็นผู้ทำให้, ก็กลายเป็นสมุน บริวาร ลูกน้องของพระยามารไป โดยไม่รู้สึกตัว, ทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบกาสาวพัสตร์ของพระพุทธองค์ ก็กลายเป็นสมุนของพระยามารไปโดยไม่รู้สึกตัว, เที่ยวทำคนให้นิยมเรื่องเกียรติ เรื่องกิน เรื่องกาม, เรื่องอะไรที่หรูหรา ไปตามทางของกิเลส ตัณหา, ตามความนิยมที่เรียกว่า นิยม ของแพง นิยมของดี ของที่จะโอ้อวดกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้ ขอให้แสดงสิ่งที่เรียกว่า ของดีนั้น ให้ถูกต้อง ถูกทาง เพราะมันปนเปกันยุ่งอย่างสับสน ไปหมด. ดีก็เป็นสิ่งที่ต้องละ ชั่วก็เป็นสิ่งที่ต้องละ, มีจิตใจอยู่เหนือชั่วเหนือดี จึงจะเรียกว่า

น.158 ๑๕๐ หลุดพ้น ตามแบบของพุทธบริษัท. ความนิยมของดีนั้นก็คือ กิเลสที่ละเอียดลึกลับซับซ้อน มากยิ่งขึ้นไป, ความนิยมของชั่วก็ไปไม่ไหว ไปไม่รอด, เพราะว่าเต็มไปด้วยอันตรายตั้งแต่ เบื้องต้น. การนิยมของแพง คือวัตถุนิยมจัดยิ่งขึ้นไปอีก และเป็นเหตุให้ตกเป็นผู้นิยมของ ชั่วโดยไม่รู้สึกตัว ดังนั้นมันจึงต้องกวาดทิ้งทั้งโขยง, ขออภัยใช้คำโสกโดก. ทั้งโขยงของ พระยามาร หรือสมบัติของพระยามาร หรือบ่วง หรือดอกไม้ของพระยามาร ให้มากลายเป็น นิยมสิ่งซึ่งอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ที่เราเรียกว่านิพพาน. ไม่มีความ ทุกข์ ไม่มีความร้อน ไม่มีความทนทรมาน จึงจะเป็นนิพพานที่แท้จริง. เท่าที่พบในพระบาลี เราก็พบกันอยู่แล้วว่า นิพพานเป็นชื่อของความไม่มีความร้อนที่ เผาลน ทนทรมาน ให้มีพิษสงอันร้ายกาจ เรียกว่านิพพาน ในทางวัตถุนั้น เช่น ถ่านไฟแดง ๆ ก้อนหนึ่ง พอเย็นลงหมดความร้อนที่เป็นอันตราย ก็เรียกว่า ถ่านก้อนนี้นิพพาน สำหรับสัตว์ เดียรัจฉานนั้น เมื่อได้รับการฝึกฝนที่ดี จนหมดพิษหมดอันตราย ไม่เป็นอันตรายแก่ใคร เอา มาใช้การใช้งานได้ประโยชน์อย่างดี อย่างนี้ก็เรียกว่า สัตว์เดียรัจฉานตัวนั้น นิพพาน คือหมด พิษ หมดโทษ หมดอันตราย ไม่มีเหลืออยู่แม้แต่ประการใด. สำหรับมนุษย์นั้น เมื่อหมดกิเลส อันเป็นพิษร้ายแล้ว ก็เรียกว่า นิพพานด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องต่อตายแล้ว หากแต่ว่าเป็นที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในโลกนี้ ยังมีชีวิตอยู่ ยังประพฤติประโยชน์ อะไรได้ แต่ว่าหมดโทษ หมดพิษ หมดกิเลสร้าย เหมือนกับสัตว์เดียรัจฉานที่ฝึกดีแล้ว หรือ เหมือนกับถ่านไฟที่เย็นสนิทแล้ว ก็เรียกว่านิพพาน. ขอได้พิจารณาดูให้ดี ๆ ว่า สิ่งที่ประเสริฐที่สุดนี้เป็นอย่างนี้ หมดโทษ หมดอันตราย แก่ตนเอง และแก่ผู้อื่นแล้ว ก็เรียกว่า นิพพาน ของดีอย่างนี้มันดีเกินกว่าที่จะเรียกว่า ของดี แต่ภาษาชาวบ้านไม่มีคำจะพูด ก็ต้องเรียกว่า ของดี. ของแพง อย่างนี้มันเกินกว่าที่จะตีราคา ไม่ควรจะเรียกว่า ของแพง เพราะไม่ทำอันตรายใคร. ของแพงนั้น มันทำอันตรายคน คน หนุ่มสาว ลุ่มหลงในกันและกัน เห็นเป็นของแพงที่สุด จึงเสียสละทุกอย่างทุกประการ เพื่อจะได้ มาและเป็นของแพงที่สุด และมันก็ทำอันตรายอย่างยิ่ง ของแพงอย่างนี้เป็นของชาวบ้าน. •

น.159 ผู้แทน พระธรรมทูต เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๑๐ ขอโอกาสแด่พระเดชพระคุณ ท่านผู้เป็นประธานในที่นี้ พระเถรานุเถระและเพื่อน สหธรรมิกทั้งหลาย. ในโอกาสนี้ ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราทั้งหลาย ได้มานั่งประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้, พวกเรา พระธรรมทูตทั้งหลาย รู้สึกซาบซึ้งในพระเดชพระคุณของท่านผู้เป็นประธานในที่นี้, ที่ได้ให้ การต้อนรับ, ให้การฝึกอบรม ตั้งแต่ต้นมาจนถึงทุกวันนี้. ความผาสุกสบายที่ได้รับนั้น จะเป็น สิ่งประทับใจไปเป็นเวลานาน, รวมทั้งข้อวัตรปฏิบัติ ที่พระเดชพระคุณได้แนะนำสั่งสอน ก็จะ เป็นเนตติแบบอย่าง ให้พระธรรมทูตทั้งหลายได้นำเอาไปประพฤติปฏิบัติในส่วนตัว, และนำเอา ไปเผยแผ่แก่ผู้ที่จะได้รับการเผยแผ่ ในโอกาสต่อไป. พวกเราทั้งหลายรู้สึกสำนึกในพระคุณ ที่พระเดชพระคุณได้อุตส่าห์เสียสละความสุข สบายส่วนตัว ได้มาร่วมฉัน, ร่วมกิน ร่วมนอน, ร่วมอิริยาบถกับพวกเราทั้งหลายในที่นี้, นับว่า ท่านได้บำเพ็ญกรณียกิจที่ทำได้ยาก, โดยเฉพาะพระเดชพระคุณก็มีอายุมากแล้ว ยังต้องมา ลำบากตรากตรำรับภาระ ในส่วนนี้. พระคุณของท่านที่แสดงออกมาแก่พวกเราทั้งหลายนั้น เป็นที่ประทับใจ แก่พวกเราทั้งหลายทุกคน. กระผมเองเมื่อได้ประสบภาพนี้ ก็ทำให้นึกถึง พระบาลีที่เคยอ่านในสามัญญผลสูตรว่า, ในราตรีวันหนึ่ง พระเจ้าอชาตสัตรู ก็ได้ประสงค์จะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่ชีวกัมพวัน, อัน เป็นสวนของหมอ ชีวกโกมารภัจจ์. ราตรีนั้นเป็นวันที่มีพระจันทร์เพ็ญ สว่างไสวไปทั่วอาราม แห่งนั้น, ภาพที่ปรากฏต่อหน้าพระเจ้าอชาตสัตรู ก็คือมีพระภิกษุสงฆ์หมู่หนึ่ง นั่งเรียงรายอยู่ ในพระอารามนั้น, เป็นภาพที่สงบเสงี่ยมน่ารัก จนถึงกับพระเจ้าอชาตสัตรูได้เปล่งวาจาออกมา ว่า ช่างน่ารัก อะไรอย่างนี้. ถ้าพระราชโอรสของพระองค์สงบเสงี่ยมเหมือนอย่างภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้ ก็จะเป็นการดีไม่น้อย. ในราตรีวันนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในท่ามกลางภิกษุทั้งหลาย, แต่พระเจ้าอชาตสัตรูไม่รู้จัก, ตรัสถามหมอชีวกโกมารภัจจ์ว่า พระพุทธเจ้านั้นพระองค์ไหน,

น.160 ๑๕๒ ประทับนั่งอยู่ ณ ที่ตรงไหน, หมอชีวกต้องเข้าไปกราบทูลชี้แจงว่า พระพุทธเจ้าประทับนั่งผิน หน้าไปทางนั้น, อยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์. พระเจ้าอชาตสัตรูจึงได้รู้จัก. อันนี้เป็นตัวอย่างที่พวก เราจะลืมเสียไม่ได้ว่า พระเดชพระคุณก็ได้ดำเนินตามพระจริยาของพระพุทธเจ้า, ที่พระองค์ ทรงประชุมภิกษุสงฆ์ในราตรีสม่ำเสมอ, ทรงแสดงธรรมให้ภิกษุทั้งหลายได้ฟัง ในโอกาสต่าง ๆ กัน. ภาพที่เราทั้งหลาย มาปรากฏอยู่ต่อหน้าพระเดชพระคุณในที่นี้, ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต้อง ระลึกถึงวันเช่นนั้น. สรุปความว่า ที่พระเดชพระคุณต้องลำบากตรากตรำ ตากน้ำค้าง ตากยุง เหลือบ ลม แดด ให้การอบรมอย่างดี แก่พวกพระธรรมทูตทั้งหลายนี้ จะเป็นเครื่องประกาศเกียรติคุณ ของพระสงฆ์ไทย ในประเทศไทยว่า เรายังมีพระที่ได้ดำเนินตามบุพพาจาริยาจารย์, คืออาจารย์ ที่มีในปางก่อน, ที่ได้ทำตัวอย่างที่ดีไว้, และในปัจจุบันนี้ เราก็ยังมีพระเถระที่น่าเคารพเลื่อมใส เช่นนั้นอยู่. ในโอกาสนี้ ซึ่งพวกเกล้ากระผมทั้งหลายจะต้องจากที่นี้ไป, เพราะว่าได้สิ้นสุดเวลา แห่งการอบรมแล้ว, ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องตอบแทนพระเดชพระคุณในวันนี้ จึงจะกล่าววาจา ขอขมาลาโทษ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาแต่โบราณกาล เช่นเดียวกัน, แต่เกล้ากระผม ทั้งหลาย ก็ไม่มีดอกไม้ ธูปเทียน, แต่ได้อธิษฐานใจเป็นต่างดอกไม้, และเอามือสิบนิ้วของตัวเอง เป็นเหมือนธูปเทียนขึ้นบูชา กล่าวขมาแด่พระเดชพระคุณในที่นี้. ที่จริงธรรมเนียมการขอขมานี้ มีมาทีหลังการปวารณา คือหมายความว่า จะต้อง ปวารณาตัว ให้ว่ากล่าวตักเตือนเสียก่อน, การขอขมาจึงจะตามมา. แต่ในที่นี้หมายความว่า เราทั้งหลายได้เปิดใจที่จะให้พระเดชพระคุณ ได้แนะนำตักเตือนพร่ำสอนอยู่ทุกโอกาสแล้ว, ใน ระหว่างที่พวกเราอยู่ที่นี่อาจจะทำความผิดพลั้ง, ทำความลำบากให้แก่พระเดชพระคุณ, เพราะ ฉะนั้นก็เป็นโอกาสที่จะได้ขอขมาลาโทษ, อาจจะมีความพลั้งพลาดอันใดอันหนึ่ง ที่ทำให้พระเดช- พระคุณต้องเดือดร้อน. ขอให้พวกเราทั้งหลายได้ขอขมาท่าน ณ บัดนี้, ขอให้พวกเราทั้งหลาย จงพร้อมกัน :- อาจาริเย ปมาเทน ทวารตฺตเยน กตฺ, สพฺพํ อปราธํ ขมตุโน ภนฺเต. อหํ ขมามิ ตุมเหหิปิเม ขมิตตพฺพํ ขมาม ภนฺเต . - กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีโทษน่าติเตียนอันใด ถ้ามีอยู่ใน ระหว่างเราสองฝ่ายขอจงเป็นอโหสิกรรม ด้วยอำนาจการกระทำสามีจิกรรมในวันนี้ ตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป จนตราบเท่า เข้าสู่พระนิพพานเทอญ. สาธุ ภนฺเต.

น.161 พระราชชัยกวี ผู้ให้การอบรม วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๑๐ บัดนี้เป็นการสมควรที่ผมจะกล่าวถ้อยคำบางอย่าง แก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย, เนื่อง ในโอกาสที่การอบรมของเราได้สิ้นสุดลง, และจะต้องจากกันไปโดยร่างกาย, เพื่อไปทำหน้าที่ ต่าง ๆ ของตน. สิ่งที่อยากจะกล่าวก็คือ เรื่องที่เนื่อง ๆ กันอยู่บ้างบางอย่างกับการอบรม. สิ่งที่อบรมด้วยความตั้งอกตั้งใจก็คือเรื่อง อานาปานสติภาวนา ๑๖ ขั้น แห่งอานาปาน- สติสูตร ซึ่งขอให้สนใจเป็นพิเศษ, เพราะว่า จะได้อาศัยเป็นหลัก ทั้งในการประพฤติปฏิบัติ ของตนเอง, และการสั่งสอนผู้อื่น, ดังที่ได้พร่ำบอกแล้ว, พร่ำบอกอีกว่า, ไม่เห็นว่ามีแนวไหน ที่จะดีกว่าแนวนี้. จึงถือว่าเป็นกัมมัฏฐานหลัก, ส่วนกัมมัฏฐานอื่น ๆ นั้นก็เป็นเรื่องประกอบ, เช่น พุทธานุสสติก็ทำ, เมตตาก็ทำ, มรณสติก็ทำ, อสุภ หรือปฏิกูลสัญญาก็กระทำ, นั้นเป็น เรื่องประกอบทั้งนั้น, ประกอบเข้าตามส่วนตามโอกาส, บางเวลาที่จิตใจปั่นป่วนรวนเร ออกไป นอกลู่นอกทางบ้าง ไม่โปร่ง ไม่สดใส ไม่เหมาะสม ที่จะทำอานาปานสติแล้ว ก็ใช้กัมมัฏฐาน เบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เหล่านั้น, เป็นเครื่องช่วยประกอบแก้ไข ให้สิ่งที่เป็นอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นหายไป. เมื่อใจคอปกติแล้ว ก็ทำกัมมัฏฐานหลัก, คืออานาปานสตินั้นไปตามเดิม. นี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า กัมมัฏฐานบทไหนก็ยังคงเป็นประโยชน์อยู่ทั้งนั้น, สำหรับจะแก้ข้อ ขัดข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะเกิดขึ้นแทรกแซงในการปฏิบัติกัมมัฏฐานหลักตลอดกาล คืออานา- ปานสตินั้น. เราต้องถือว่า ยังไม่ถึงที่สุดแห่งการประพฤติปฏิบัติ คือ ยังไม่จบกิจพรหมจรรย์อยู่ เพียงใด. สิ่งที่เรียกว่าอานาปานสตินั้น ก็ยังจำเป็นอยู่เพียงนั้น. เพราะฉะนั้นจึงต้องทำตลอด ไปจนกว่าจะจบกิจ หรือกว่าจะสิ้นชีวิต. ขอได้นึกไปในทำนองนี้ และตระเตรียมให้ดี, กระทำ ให้ดีอยู่เสมอ. เวลามีน้อยไม่สามารถจะช่วยเหลือได้มากกว่านี้, คือไม่สามารถจะช่วยเหลือ ซักซ้อมในส่วนที่เป็นการกระทำ, หรือการปฏิบัติโดยตรงให้เต็มที่ได้ เพราะเพียงแต่ทำความ เข้าใจในเรื่องหลักก็หมดเวลาเสียแล้ว, เนื่องจากมีเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจกันมาก, เพราะ

น.162 ๑๕๔ ปรากฏว่าไม่เคยสนใจกันมาก่อนเลย, นี้ก็เป็นการคาดผิดของผมอยู่มากเหมือนกัน คือคาดว่า คงจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้, ในส่วนหลักมาพอสมควรแล้ว, และลงมือปฏิบัติได้เลย แต่เมื่อได้ ทราบว่าไม่เข้าใจกันมาก่อนเลย, ก็ต้องเสียเวลาในส่วนหลัก, เวลาก็หมดไป จึงช่วยได้ในเรื่อง นี้แต่เพียงเท่านี้. ขอให้สนใจไปหาเวลา หาโอกาสต่อไปข้างหน้า, ที่ใดก็ได้, เมื่อไรก็ได้, เพื่อ ปฏิบัติต่อไป, มีอะไรขัดข้องขึ้นก็ปรึกษาไต่ถามกัน, หรือถามท่านผู้รู้, การปฏิบัตินั้น ๆ ก็จะ เป็นไปได้. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องเบ็ดเตล็ดปลีกย่อย คือ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่แสดงออกไปเป็นประจำวัน นั้น จะผิด จะถูก จะเป็นที่พอใจ หรือไม่พอใจ อย่างไรนั้น, ขอได้โปรดถือเสียว่า มันเป็น ความตั้งใจอย่างบริสุทธิ์ หรือ แท้จริงที่จะทำประโยชน์แก่กันและกัน, โดยไม่ต้องคำนึงถึง ว่า จะเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ. คำนึงถึงแต่หน้าที่การงานของพวกเราเท่านั้น, ว่ามีอยู่ อย่างไรบ้าง, จะต้องระมัดระวังอย่างไร, จะต้องแก้ไขอย่างไร, จะต้องช่วยกันอย่างไร. ดังนั้นจึงพูดไปตามตรงทุกเรื่องทุกราว โดยเป็นการประหยัดเวลา, ถ้ามัวแต่จะพูดอ้อมค้อมอยู่ ก็จะได้เรื่องนิดเดียว เสียเวลามาก, สู้พูดตรงๆ ไม่ได้ จะได้เรื่อง หรือได้เนื้อเรื่องมากเกินกว่า เวลา, จึงได้พูดอย่างนี้. ถ้าเป็นเรื่องกระเทือนใจบ้าง ผมก็ขออภัยด้วยเหมือนกัน, แต่ความ มุ่งหมายไม่ใช่อย่างนั้น, มุ่งหมายก็ เพื่อประหยัดเวลา, และเพื่อจะไม่ลืมหรือลืมยาก, กระทบ ใจฝังใจแล้วลืมยากนั่นเอง. โดยที่ผมเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งแก่ผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ ธรรมทูต, ขอให้เอาไปนึกทบทวนกันใหม่ทุก ๆ องค์ ตามที่จดไว้อย่างไร, ก็ขอให้ไปนึกทบทวน ใหม่. มีเรื่องถัดมา คือ เรื่องการเป็นอยู่อย่างที่เรียกว่าต่ำที่สุด, คือนอนกลางดิน, ฉันกลางดิน, หรืออะไรต่าง ๆ ในพวกกลางดิน, มีหมอนไม้เป็นหลักจนเป็นที่เรียกกันว่า ชีวิตหมอนไม้, หรือ จะเรียกว่าพวกแก๊งหมอนไม้ ก็ตามใจได้ทั้งนั้น, เป็นเครื่องกำหนดจดจำได้อย่างดียิ่ง. โดยเฉพาะ เรื่องนี้ อยากจะฝากถ้อยคำพิเศษไว้หน่อยหนึ่งว่า, ผมจำใครไม่ใคร่ได้, เพราะเรื่องมันมาก ขี้ลืม หรือลืมเก่ง, จำหน้าพอจะจำได้บ้าง แต่จำชื่อคงจะเหลว. เพราะฉะนั้น ถ้าพบกันในวันหน้า ก็ต้องให้อภัยถ้าจำไม่ได้, แต่ถ้าอยากจะให้นึกได้แล้ว ก็พูดขึ้นว่า "หมอนไม้" ก็แล้วกัน ผม จะนึกได้ทันที. เป็นแก๊งหมอนไม้, สมาชิกแก๊งหมอนไม้, ก็จะจำได้ทันที, ไม่ว่าในรถไฟ, หรือ ในที่ไหน นี่เป็นเรื่องพิเศษที่ขอฝากไว้. และ ให้นึกต่อไปว่า เรื่อง หมอนไม้นี้เป็นพระพุทธประสงค์ อย่างพระพุทธภาษิต ที่ว่า "กลิงฺครูปทาโน ภิกฺขเว วิหรถ ฯลฯ ในนิทานวรรคสังยุตตนิกาย. ทรงขอร้องว่า, ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้มีท่อนไม้เป็นหมอนเถิด, เมื่อเธอมีท่อนไม้เป็นหมอนอยู่ มารจักไม่ได้ โอกาส, ซึ่งผมก็ได้เคยอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังแล้วโดยละเอียด. สรุปความว่าเรื่องนี้ เป็นชื่อพิเศษ สำหรับเรียกการอบรมของเรา, ไม่ได้เป็นการอบรมที่มีเกียรติ, มีอะไรหรูหรา, แต่ว่ามีอะไร

น.163 ๑๕๕ ที่ขูดเกลาอย่างยิ่ง, สมตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า, พรหมจรรย์นี้เป็นของขูดเกลา, คือ พรหม- จรรย์ในพระพุทธศาสนานี้ ต้องเป็นของขูดเกลา, ถ้าไม่ใช่เป็นการขูดเกลา ก็ต้องไม่เป็น พรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนานี้. เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่ ๆ ควรจะแน่ใจ และภาคภูมิใจอย่างยิ่งว่า, เราทั้งหลายได้ทำตรง ตามพระพุทธประสงค์แล้วในเรื่องนี้, แม้จะมีชื่อคำเดียวว่าหมอนไม้, แต่จะกินความไปถึงเรื่อง ทุก ๆ เรื่อง ที่เป็นเรื่องสันโดษ มักน้อยอีกมากมายหลายเรื่อง หลายสิบเรื่อง. ขอให้สงเคราะห์ รวมกันลงไปในสิ่งที่เรียกว่าธุดงค์, คือเครื่องมือสำหรับขูดเกลากำจัดสิ่งฟุ่มเฟือย, ฟุ้งเฟ้อ ทุกอย่างนานาประการให้หมดสิ้นไป, ให้เหลือแต่ที่จำเป็น ให้เป็นการ สนับสนุนแก่การที่จะเอาชนะมาร, คือกิเลสนั้นด้วย. เราได้ทำกันอย่างสุดความสามารถแล้วในเรื่องนี้ ดังที่เห็น ๆ กันอยู่, แม้แต่ไฟโคมนี้ ก็ให้เป็นเรื่องสันโดษมักน้อย เหมาะสมกับบรรพชิต จัดไฟฉายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย, จัดโคมชนิดนี้ มีเทียนเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้เป็นเรื่องพอดีอย่างนี้ เป็นต้น. ขอได้โปรดนำไปคิดนำไปไตร่ตรองให้ มากเป็นพิเศษ, เพื่อจะได้พบหลักเกณฑ์อันอื่นสืบ ๆ ไปได้ด้วยตนเองทุกสิ่งทุกอย่าง. พวกเรามาพักที่นี่, ในค่ายลูกเสือ ซึ่งมีชื่อว่า ค่ายธรรมบุตร, เผอิญมันตรงกันพอดี กับที่พวกเราทุกคน เป็นธรรมบุตร, และควรจะภาคภูมิใจว่า เป็นธรรมบุตร ยิ่งกว่าพวก ลูกเสือ. พวกลูกเสือเหล่านั้นต้องขนหมอน ขนไห ขนโอ่ง ขนอะไรมา ขนโต๊ะเก้าอี้มา นั่งโต๊ะ กินอาหารด้วยช้อนส้อม, พวกเราเปิบด้วยมือกลางดิน, เพราะฉะนั้นพวกเราเป็นลูกเสือมากกว่า พวกนั้น. เรามีหมอนไม้, ไม่ต้องมีหมอนหอบหิ้วกันมา, ไม่ต้องเอาเสื่อมา, ไม่ต้องเอากระจก ไม่ต้องเอาหวีมา, เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นลูกเสือมากกว่าลูกเสือพวกนั้น. การกระทำเช่นนี้ก็เป็น การประกาศธรรม, หรือแสดงบทบาทของธรรมทูตออกไปมากมายอยู่แล้ว ตั้งแต่ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้. นี่แหละคือการกระทำที่ให้ถูกให้ตรงตามพระพุทธประสงค์, ที่เป็นเรื่องของความสันโดษ มักน้อย, เป็นการประกาศบทบาทของธรรมทูตไปตั้งแต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ และตลอดกาลไปทีเดียว. จึงหวังว่าเราทุกคนจะได้สนใจการกระทำในลักษณะเช่นนี้ให้มากเป็นพิเศษ, จะล้อเลียนท้าทาย ความฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อทุกอย่างทุกประการในโลก, ซึ่งกระทำกันไปด้วยอำนาจความเขลา ความงมงาย, ความอยากทะเยอทะยาน ด้วยกิเลสตัณหา, หวังว่าทุก ๆ องค์จะได้ใช้หลัก- เกณฑ์อันนี้เป็นหลัก สำหรับดำเนินการต่อไปในภายภาคหน้า. และหวังว่า คงจะนึกถึงคำว่า ธรรมบุตร นี้ประจำใจตลอดไปด้วย, เพราะว่ามันไม่เป็น แต่เพียงที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่ง เราได้พักที่ค่ายลูกเสือที่ได้ชื่อว่าค่ายธรรมบุตร, แต่ว่ามันเป็นการ บอกอยู่ในตัวว่า, เราเป็นธรรมบุตร, เป็นบุตรของพระธรรม. เป็นบุตรของธรรม ธรรมนั่น แหละคือองค์พระพุทธเจ้าแท้จริง, อย่างที่พระองค์ตรัสว่า : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต,

น.164 ๑๕๖ ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ที่ไม่เห็นธรรมไม่ชื่อว่า เห็นตถาคต, ทั้งที่แม้ว่าผู้นั้น จะได้ จับมุมจีวรของพระองค์มากุมไว้ ก็ไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคตเลย. ธรรมแท้ ในที่นี้ก็หมายถึง ธรรม ที่มีความมุ่งหมายเป็น ความดับทุกข์, คือความ สะอาด สว่าง สงบ, ซึ่งเป็นภาวะอันสูงสุดของจิตใจ. ผู้ใดมีความสะอาด สว่าง สงบ เท่าไร, ก็เรียกว่ามี ธรรมะ มากเท่านั้น, มีอยู่ในตัวจึงจะมองเห็น, ถ้ามันอยู่นอกตัว มันมองไม่เห็น. เพราะฉะนั้นทุกคนจึงควรทำให้มีภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ในใจ, ในภายในใจ, จึง จะเห็นหรือรู้สึกได้, เห็นได้ด้วยตาข้างใน นั่นแหละจึงจะเรียกว่า เห็นธรรม. เมื่อเห็นธรรมนั้น แล้ว ก็จะชื่อว่า เห็นตถาคต, เห็นตถาคต คือเห็นธรรม, เห็นธรรม คือเห็นตถาคต. เพราะ ฉะนั้นจงได้สนใจที่จะได้เป็นธรรมบุตรอันแท้จริง, คือเห็นพระตถาคตจริง, เห็นธรรมจริง, เห็น พระสงฆ์จริง. เครื่องมืออื่นไม่มี, ผมแน่ใจว่าไม่มี, นอกจากเครื่องมือคือ อานาปานสติภาวนาทั้ง ๑๖ ขั้น ที่เราได้รับการซักซ้อม, ทำความเข้าใจกันมาเป็นอย่างดีแล้ว ว่านั่นแหละคือเครื่องมือ, เครื่องมือที่จะทำให้ถึงธรรม, ให้เห็นธรรม. และให้เห็นองค์พระตถาคต ผู้เป็นเสมือนหนึ่ง บิดา ของผู้ที่เป็นธรรมบุตรทุกๆ คน ทุกๆ องค์ ทุก ๆ รูป ทุก ๆ นาม, ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็น ภิกษุสามเณร หรือเป็นฆราวาส. เพราะว่าโดยจิตใจนั้นเหมือนกัน มีกิเลสก็มีอย่างเดียวกัน, ไม่มีกิเลสก็ไม่มีอย่างเดียวกัน, เห็นธรรมก็ต้องเห็นธรรมที่เหมือนกัน. ผู้ใดมีจิตใจถึงธรรม เห็น ธรรมอย่างนี้ชื่อว่าเห็นองค์พระตถาคต, และมีความเป็นธรรมบุตรอยู่ในนั้นด้วยกันทุกคน. นี้ เรียกว่าเป็นเงินรองทุน หรือเดิมพัน, ถ้าใครไม่มีก็เป็นคนกลวง คนเหลว คนล้มละลาย, เพราะ ไม่มีความเป็นธรรมบุตรอยู่ในตน, ไม่มีอะไรที่เนื่องกันกับพระพุทธเจ้าเลยโดยเนื้อแท้, มีแต่ ลม ๆ แล้ง ๆ ที่ปากว่าเอาเอง, อย่างนี้ใช้ไม่ได้, ต้องเป็นธรรมทูตกันจริง ๆ โดยเครื่องมือคือ อานาปานสติภาวนาทั้งชุดนั้น. ทีนี้ก็มาถึง งานเฉพาะเจาะจงพิเศษขึ้นมา, คือ งานธรรมทูต, คิดดูแล้วทุกคนจะเห็น ได้ว่า เป็นสิ่งที่เนื่องกัน แยกกันไม่ได้. เพราะ พระพุทธองค์ทรงประสงค์อย่างยิ่ง ให้สาวก ของพระองค์ทำหน้าที่อันนี้ ตั้งแต่ในวันที่ได้มีพระสาวกครบ หกสิบ รูป, ทรงกำชับ, ทรง ขอร้อง ทรงวิงวอน ว่าให้ทำหน้าที่อันนี้, และพระองค์ก็ทรงกระทำด้วย ซึ่งเป็นการแสดงว่า พระองค์ไม่ทรงเอาเปรียบใคร, ใช้ใครให้ทำอย่างไรแล้ว พระองค์ก็ต้องทำอย่างนั้นด้วย. เมื่อ ใช้พระสาวกทั้งหลายว่า "เธอจงไป จงพยายามไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อ ความสุขทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ จงไปในทิศทางต่าง ๆ กัน อย่าไปแห่งเดียวกันสองรูป จงไปแต่เพียงแห่งละรูป เพื่อจะได้ไปได้มากแห่ง" พระองค์ทรงกำชับอย่างนี้. แล้วก็ได้ตรัส ในที่สุดว่า, แม้เราเองก็จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคม คือไปทรมานพวกชฎิล. นี่แหละคือหลักที่ผมถือเป็นหลักประจำใจว่า พระพุทธองค์นั้นไม่ทรงเอาเปรียบใคร, ใช้

น.165 ๑๕๗ ให้ผู้อื่นทำอย่างไร พระองค์ก็ทรงทำอย่างนั้น, เพราะฉะนั้นผมจึงกระทำเหมือนเพื่อนสพรหมจารี ทั้งหลาย, กินอย่างไร ก็กินด้วยกันอย่างนั้น, นอนอย่างไร ก็นอนด้วยกันอย่างนั้น, หรือมีอะไร ๆ อย่างไร ก็มีด้วยกันอย่างนั้น, ตามตัวอย่างที่ดี ที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้, ไม่เป็นการเอา เปรียบกันแต่อย่างไร. ท่านอาจจะสงสัยว่า ผมจะเอาเปรียบ ไม่ไปเผยแผ่ธรรมะในต่างประเทศ, ไม่เป็นธรรมทูต ในต่างประเทศ. ข้อนี้อย่าได้คิดอย่างนั้น เพราะว่าผมอยู่ที่นี่ก็ต้องรับหน้าชาวต่างประเทศ, เขา จู่โจมมาถึงรัง, (ขออภัยใช้คำโสกโดกหน่อย) เขาจู่โจมเข้ามาถึงรัง, ถ้าไม่มีอะไรให้เขาได้ ไม่มีอะไรต้อนรับเขา มันก็จะยิ่งขายหน้าห้าแต้มมากไปยิ่งกว่า ที่จะไปทำล้มเหลวในต่าง ประเทศ เสียด้วยซ้ำไป. คิดดูเถิดว่า เขามาประเทศไทย ด้วยคิดว่าประเทศไทยมีอะไรยิ่งกว่า ประเทศใด, ควรจะได้อะไรดีที่สุด มากที่สุด, แต่ถ้ามาถึงเข้าจริง ๆ เราไม่มีอะไรให้ มันก็เป็น เรื่องห้าแต้มเต็มที. ผมก็อายุมากแล้ว และแก่แล้ว ไปเมืองนอกไม่ไหว จึงรับภาระหน้าที่ใน ส่วนนี้ว่า, ถ้ามีอะไรมาถึงที่ มาถึงรังอย่างนี้แล้ว ผมจะสู้เอง. เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ได้เป็นผู้ที่ เอาเปรียบเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ที่จะไปต่างประเทศเลยแม้แต่น้อย. ภาระหน้าที่ต่าง ๆ ยังมีอีกมากมาย ที่จะปรับปรุงสถานที่นี้ไว้ สำหรับรับหน้ากับชาว ต่างประเทศ, ที่จะจู่โจมมาถึงประเทศไทย และมาหาสถานที่นั่น ที่นี่เป็นเรื่อง ๆ ไป เป็นราย ๆ ไป, จะได้ไม่ขายหน้าห้าแต้มแก่เขา. เพราะฉะนั้นผมก็มีหน้าที่ หรือภาระหนักเท่ากันกับเพื่อน สพรหมจารีทั้งหลาย ที่จะถูกส่งไปต่างประเทศ, เป็นอันว่าเราไม่ได้เอาเปรียบกัน แม้แต่อย่างใด เลย, ต้องทนรับภาระหนักเท่ากัน เหมือน ๆ กัน. ท่านทั้งหลายลองนึกดูให้ดีว่า, เมื่อตะกี้นี้และไม่รู้ว่ากี่ร้อยครั้งพันครั้งมาแล้ว, ท่านทุกองค์ ก็ตะโกนว่า :- พุทธสฺสาหสฺมิ ทาโส ว ธมฺมสฺสาหสมิ ทาโส ว สงฺฆสฺสาหสมิ ทาโส ว, ทุกครั้ง ที่ทำวัตรเย็น ประกาศตัวออกมาว่าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, เป็นทาสของพระธรรม, เป็นทาสของพระสงฆ์ นี้เสมอเหมือนกันหมด, ไม่ยกเว้นใคร, ไม่ใช่ว่าจะเป็นทาสของพระ- พุทธเจ้าแต่ผมคนเดียว. ถ้าท่านทั้งหลายพูดจริงไม่เป็นคนตลบแตลงโลเลแล้ว, ก็เป็นทาสของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสมอหน้ากันหมด เท่ากันกับผม. เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นเรื่อง ที่ไม่มีใครจะเอาเปรียบใคร, ยอมบากบั่นกัดฟัน ก้มหน้า อดทน, ปฏิบัติภาระหน้าที่ของตน ๆ สุดความสามารถแห่งตน, โดยไม่ทิ้งอะไรเหลือไว้สำหรับเป็นเครื่องฟุ่มเฟือยเพ้อเจ้อ เหลวไหล, ในเรื่องเล่นหัว เหลาะแหละ, สูบบุหรี่ มีเครื่องสำอาง มีอะไรต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะของคฤหบดี มากกว่า ธรรมบุตร. เราต้องจริงจังกันในเรื่องนี้จึงจะชื่อว่า เป็นทาส เป็นบ่าว, เป็นขี้ข้าของ พระพุทธองค์ ของพระธรรม ของพระสงฆ์, ไม่อย่างนั้นแล้วเป็นเรื่องตลบแตลง หน้าไหว้หลัง หลอกสิ้นดีที่สุด. ขอได้โปรดจำชีวิตหมอนไม้นี้ไว้ให้มั่นคงว่า มันเหมาะสมกับผู้ที่เป็นทาสของพระพุทธ-

น.166 ๑๕๘ องค์, พระธรรม, พระสงฆ์, อย่างไม่มีอะไรจะเปรียบเสมอเหมือน. เราได้มาชิม ได้มาลอง ได้กระทำทุกอย่าง จนเรียกว่า มันเข้ารูปได้กับเราแล้ว, แม้ว่าบางองค์จะอึกอัก, จะกระอัก กระอ่วนมากเมื่อแรกมาชิมเข้า, แต่เมื่อเวลาล่วงมาถึงสองอาทิตย์แล้ว สิ่งต่าง ๆ หมดปัญหาไป. เรื่องไม่มีอะไรจะฉันเพล ก็หมดปัญหาไป, เรื่องไม่มีหมอน ไม่มีเสื่ออะไรดี ๆ ก็หมดปัญหาไป, เรื่องน้ำค้าง เหลือบ ยุง ลม แดด ก็หมดปัญหาไป, อะไร ๆ ก็หมดไปอีกมากมาย, นี้เป็นการ ทำให้สมกับที่ร้องตะโกนว่า, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์, - สรีรญฺชีวิตญฺจิทํ - มอบกายถวายชีวิตแก่พระพุทธเจ้า, มอบ กายถวายชีวิตนี้ แด่พระธรรม, แด่พระสงฆ์ ซึ่งร้องตะโกนอยู่ทุกเวลานาที ที่มีการทำวัตรเย็น อย่างนี้. และเป็นอันว่า ไม่ควรจะมีปัญหาอะไรเหลืออยู่, ในการที่จะไม่เสียสละ จะไม่อดกลั้น อดทน ในการที่จะไม่ทำหน้าที่ของตน ให้สมกับคำว่าพุทธบุตรแต่ประการใดเลย. เมื่อเรามี อะไร ๆ เท่า ๆ กัน, เหมือน ๆ กัน, คือเป็นทาสของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหมือนกัน, มีภาระหน้าที่เฉพาะหน้าเหมือนกันและเท่ากัน ทั้งผู้ที่จะอยู่ และทั้งผู้ที่จะไป, เรามีความรับผิดชอบ เป็นตายกันอย่างนี้ ไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไรกันก็ได้. ที่จริง เราก็มีโทษที่จะต้องขอกันอยู่แน่นอน, เพราะว่ามีความผิดพลั้ง, พลั้งพลาดต่อกัน บ้าง, แต่ว่าเรื่องนั้น มันเป็นเรื่องเล็กเกินไปเสียแล้ว, ในเมื่อมาเทียบกันกับการที่เราจะต้องทำ หน้าที่อันใหญ่ร่วมกัน, เป็นทาสของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสมอหน้ากัน, เสียสละชีวิต เพื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้อย่างนี้, มันก็เป็นการขอโทษและให้อภัยกันอยู่ในตัว แล้วเสร็จทุกทิพาราตรีกาล. เพราะฉะนั้นขอให้ถือเอาการกระทำอย่างนี้เป็นหลักใหญ่ว่า, การ ขออภัยและการให้อภัยนั้น มีอยู่พร้อมเสร็จแล้ว ในเนื้อหาแห่งการเสียสละและความอดกลั้น อดทน ของเรา ดังที่ได้มาร่วมกันอยู่ในที่นี้. ขออภัยตามจารีตประเพณี ตามอริยวังสฏิปทา นั้นก็เป็นการดีควรกระทำอยู่เสมอ, ไม่ใช่ผมจะติเตียนและคัดค้านการขออภัย และให้อภัยตามธรรมเนียม. แต่ว่าขอให้ระลึกนึกถึง ให้มาก, ให้ที่สุด, และให้เป็นอย่างยิ่งว่า, เราจะต้องขออภัย และให้อภัยกันอยู่โดยไม่รู้สึกตัว, โดยไม่ต้องขอนั่นเอง, อยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก, เพราะเราจะต้องตายด้วยกัน, จะ ต้องเป็นด้วยกัน, แล้วจะมามัวเสียเวลาอย่างอื่นไม่ได้. จะต้องรีบทำหน้าที่ที่พระพุทธองค์ทรง มอบหมายไว้, จะมามัวโกรธกันไม่ได้, ถือเขาถือเราไม่ได้, เกี่ยงงอนกันไม่ได้, นั้นมันเป็น ลูกที่สาระเลว ของบิดามารดา, เพราะว่าการทำอย่างนั้น ทำให้หน้าที่การงานที่จะต้องประ- พฤติต่อบิดามารดานั้นเสียหายหมด เราจึงทำไม่ได้. เราจะต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกประการ ที่จะไม่ให้ความรู้สึกทำนองนั้น มาขัดขวาง หน้าที่การงาน ที่เราจะต้องประพฤติและกระทำ, เพื่อสนองพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า

น.167 ๑๕๙ ของพระธรรม ของพระสงฆ์ ซึ่งเรียกว่าเป็นชีวิตจิตใจของเรา, เป็นผู้ที่สร้างเรามาสู่ความเป็น อย่างนี้ คือเป็นชีวิตที่ประเสริฐอย่างนี้. เราได้มาเพราะพระพุทธองค์, เพราะพระธรรมและ พระสงฆ์, เราจึงได้เสียสละให้หมดได้ไม่ว่าอะไร. จะเป็นชีวิต จิตใจ เลือดเนื้อ ร่างกาย สิ่งของ ทุกอย่าง ก็ต้องเสียสละได้, เพื่อทำแต่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ให้ทำ คือหน้าที่ที่จะ ช่วยกันสืบอายุพระศาสนา, ไม่ว่าจะไปเผยแผ่ถึงต่างประเทศ, หรือว่าจะอยู่รับหน้าคนที่จะ เข้ามาในประเทศก็ตาม, มันเป็นภาระที่เท่ากัน และหนักเท่ากัน ไม่เสียเปรียบอะไรกัน. เรา จึงไม่มีอะไรที่จะต้องถือโทษแก่กัน. จงช่วยกันรีบ ๆ รีบ ๆ ทุกอย่างทุกประการที่จะต้องทำ, คือการศึกษาก็ดี. การค้นคว้า ก็ดี, การปฏิบัติก็ดี อะไรก็ดี, จะต้องรีบอย่างเดียว, รีบให้ถูกวิธี ไม่ล้มลุกคลุกคลานด้วย จึง จะสำเร็จประโยชน์ตามที่มีความประสงค์มุ่งหมาย. สิ่งใดยังไม่พอก็ต้องรีบ, ความรู้ทางธรรม ไม่พอ ก็ต้องรีบ, ความรู้ทางภาษาไม่พอ ก็ต้องรีบ, สติปัญญาในทางปฏิภาณไม่พอ ก็ต้องรีบ, ความรู้อย่างเดียวไม่พอต้องมีปฏิภาณในการใช้ความรู้นั้นด้วย, ดังนั้นต้องรีบสร้างปฏิภาณ อบรมให้เกิดปฏิภาณให้มากขึ้น. ความอดกลั้นอดทนไม่พอก็ต้องฝึกให้พอ, ความเสียสละไม่พอ ก็ต้องทำให้พอ, ตลอดถึงกำลังกายกำลังใจยังมีไม่พอ, ก็จะต้องอบรมบ่มให้มันมี ให้มันมากพอ. ในที่สุดก็พอที่จะทำหน้าที่ของพุทธบุตร ตามคำสั่งของพระองค์, นี้เรียกว่ารีบอย่างยิ่ง, รีบทำให้ พอ, รีบสร้างให้พอ, แล้วจะได้ทำหน้าที่ของตน. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการไปต่างประเทศนั้น จะต้องมีความรู้ในภาษาต่างประเทศ, หรือ ความรู้อย่างอื่น ๆ ที่จะไปเอาชนะชาวต่างประเทศได้ให้พอ. มันเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมาก, ถ้า ดูถึงความมุ่งหมายแล้วก็คือ เรื่องช่วยกันสร้างโลกทั้งโลกนี้ให้ดีขึ้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย. ถ้าจะต้องเสียชีวิตไปก็เป็นเรื่องที่สมควรกันอยู่นั่นเอง, แม้จะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องเสียชีวิตไป สิบคนหรือร้อยคน ก็ยังเป็นเรื่องที่สมควรอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้นขอได้ปลงใจ และเสียสละไว้ล่วงหน้าในลักษณะเช่นนี้, ว่าเป็นเรื่องที่ทำ โลกนี้ให้ดีขึ้น. โลกนี้กำลังเอียงไป เหไป ในทางที่จะล่มจม, คือไปมัวเมาในเรื่องทางวัตถุ หรือ วัตถุนิยมมากขึ้น, รู้แต่เรื่องทางวัตถุคือทางเนื้อหนัง, ไม่รู้เรื่องทางจิต ทางวิญญาณ จึงได้เกิด การแย่งชิงประหัตประหารกันขึ้นมา. เพราะว่าความสุขทางวัตถุนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ลุ่มหลง, เพราะเมื่อคนต้องการพร้อม ๆ กันก็ไม่พอ, มันขึ้นอยู่กับวัตถุ, มันจำกัด, มันจึงไม่พอ มันจึง ต้องแย่งกันเหมือนสุนัขกัดกัน เพื่อแย่งอะไรสักอย่างหนึ่ง. แต่ถ้าหากว่ามนุษย์หันไป ในทางที่ตรงกันข้าม, คือไปหาความสุขทางจิตใจแล้ว, มันพอ, มันมีให้พอ, มันไม่ต้องแย่งกัน, มันไม่ต้องอาศัยวัตถุ มันทำขึ้นมาได้เหลือเฟือเกินกว่า พอเสียอีก, ดังนั้นจึงไม่ต้องแย่งกัน, และไม่ต้องกัดกัน. ถ้ามนุษย์หันไปหาความสุขทางนามธรรม หรือจิตใจ โลกมันก็สงบเท่านั้นเอง, เพราะมันมีสิ่งนี้ให้เหลือเฟือเกินกว่าพอ. เราไปสอนเขาให้

น.168 ๑๖๐ รู้จักแสวงหา ความสุขทางนามธรรม ทางจิต ทางวิญญาณ, ก็คือ การสอนให้ได้สิ่งที่มีให้ เพียงพอในโลกนี้, แล้วก็ไม่ต้องแย่งกัน ไม่ต้องกัดกัน. ถ้ายังหลงในวัตถุนิยมอยู่เพียงใด, ก็ยัง จะต้องแย่งกันและกัดกันอยู่เพียงนั้น และจะยิ่งขึ้นทุกที, และจะเป็นการถาวรยิ่งขึ้นทุกที จน เรียกว่าโลกนี้มีแต่วิกฤตกาลที่ถาวรเท่านั้นเอง. นั่นแหละ ขอให้เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย มองดูให้ดี ๆ ในแง่นี้, อย่าอวดดี อย่าประมาท, เมื่อเห็นจริงแล้วจะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องใหญ่, เป็นเรื่องสูงสุด, เป็นเรื่องประเสริฐที่สุด, ควร จะสละชีวิตสักสิบครั้ง ยี่สิบครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้งก็เป็นการสมควร, ทำกันเรื่อยไป เพื่อให้ สิ่งนี้ประสบความสำเร็จ, เหมือนที่พระพุทธองค์ได้ทรงตั้งปณิธาน สร้างสมบารมีถึงสสี่อสงไขย แสนกัปป์. ไปคิดเลขดูเถิดว่า พระพุทธองค์จะต้องตายแล้วตายอีก เกิดแล้วเกิดอีก, ตายแล้ว ตายอีก เกิดแล้วเกิดอีกสักเท่าไร, กี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง กี่พันครั้ง กี่หมื่นครั้ง กี่แสนครั้ง หรือ กี่ล้านครั้ง จึงจะช่วยโลกได้สำเร็จตามความมุ่งหมายของพระพุทธองค์. แล้วเรานี้จะเอากันสัก กี่ครั้ง คิดดูให้ดี ๆ อย่าพูดแต่ปาก อย่าเข้าข้างตัว, ลองปักใจให้มั่นว่าจะเอาสักกี่ครั้งกี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง. ผมคิดว่าดูจะยังไม่เคยคิดกันถึงเรื่องนี้, เพราะคิดถึงแต่เรื่องเกียรติบ้าง เรื่องกินบ้าง เรื่องอะไรบ้างมาเสียมากมาย. แล้วต่อไปข้างหน้าก็ยังจะหวังเรื่องเกียรติ, เรื่องความหรูหรา, ได้รับงานที่มีเกียรติให้ไปทำอย่างนี้เสียมากกว่า. ไม่ได้เคยคิดที่จะไปตายแล้วตายอีก, เกิดแล้ว เกิดอีก, เพื่อทำหน้าที่ของตนเหมือนพระพุทธองค์. นั่นแหละถ้าอย่างไร ลองไปคิดกันเสียใหม่, ลืมเรื่องเกียรติที่รัฐบาลมอบหมาย, ที่คณะสงฆ์มอบหมาย, ลืมเรื่องสำหรับเด็กเล่นอย่างนั้นกัน เสียให้หมด, แล้วก็ไปบากบั่นตั้งหน้า ที่จะทำด้วยชีวิตจิตใจ โดยไม่ต้องมีเกียรติจึงจะสำเร็จ. ขอได้โปรดถือภาษิตที่ว่า ปิดทองหลังพระเอาไว้ นั่นแหละประเสริฐที่สุด, เพราะที่หลัง พระนั้น ไม่ใคร่มีใครชอบปิด. มันว่างอยู่, ชอบปิดทองที่หน้าพระกันทั้งนั้น, คือพวกเอาหน้า เอาเกียรติ, ที่หลังพระเลยว่างอยู่ ไม่มีใครปิด. เรานี่แหละจะเป็นผู้ไปปิดส่วนนั้น, ที่มันยังพร่อง อยู่, คือความยากลำบากที่มนุษย์เขาไม่ชอบกัน ไม่ต้องการกัน นั่นแหละเราจะต้องชอบ. และ เราจะต้องทำหน้าที่ ที่ยากลำบาก ที่เขาไม่ใคร่กระทำกัน, คือการต่อต้าน, หรือการประท้วง ในสิ่งที่ไม่ควรจะมี, ในสิ่งที่ไม่ควรจะเป็น. การต่อต้านและการประท้วงนั้น มันหมายถึงความ ตาย, มันหมายถึงการที่จะต้องถูกเขาฆ่าตาย. พวกมิชชันนารีก็ดี พวกธรรมทูตก็ดี จะต้องอุทิศ กันถึงอย่างนี้จึงจะทำงานได้สำเร็จ. ขอได้โปรดระลึกนึกถึง ที่ได้กล่าวถึงว่า พวกมิชชันนารี ต้องมีองค์ประกอบสามประ- การ ที่เป็นความสำคัญที่สุด คือ ๑. ต้องไม่มีสมบัติอะไร คือเป็นคนจนไม่มีสมบัติอะไร. ๒. ต้องเป็นคนโสด ไม่มีภาระรุงรังเกี่ยวกับครอบครัวนั่น นี่ และ ๓. ต้องมีความเชื่อฟัง. พวก มิชชันนารีคริสเตียน ถือหลักอย่างนี้ เขาจึงทำงานสำเร็จ คือความไม่มีสมบัติอะไร Poverty,

น.169 ๑๖๑ ความเป็นโสด Bachelority, หรืออะไรทำนองนี้ และที่สำคัญที่สุด ความเชื่อฟัง Obedience, เรามีทั้งสามอย่างนี้เต็ม ๆ จริงหรือเปล่า. ความเชื่อฟังมีมากพอหรือเปล่า. ดูให้ดี อย่าเข้าข้าง ตัวเอง ว่าความเชื่อฟังมีมากพอหรือเปล่า, สั่งให้ไปในที่ลำบาก ไปหรือเปล่า, สั่งให้ไปตาย หรือมีหวังว่าจะต้องตาย จะยอมไปหรือเปล่า. ถ้ายัง, ก็ยังไม่มีความเชื่อฟัง, ไม่มากพอที่จะ เป็นมิชชันนารี หรือธรรมทูต. จะต้องไปพ่ายแพ้พวกฝรั่งกลับมาเป็นแน่นอน. ขอได้โปรดนึกถึงข้อนี้ ซึ่งเป็นองค์คุณประกอบที่จำเป็นที่สุด แห่งความสำเร็จของพวก ธรรมทูต, หรือพวกมิชชันนารี, มีอะไรดี, ก็ยังไม่ดี, ไม่เท่ากับองค์คุณเหล่านั้น, อย่างนี้ แม้ จะมีความรู้ มีสติปัญญาท่วมฟ้า ท่วมดิน แต่ถ้าปราศจากองค์คุณสามอย่างนี้แล้ว มันเป็นหมัน, ไม่มีสาระอะไรเลยในหน้าที่ของธรรมทูต, มันต้องมีองค์ประกอบสามอย่างนี้ สิ่งเหล่านั้นจึงจะ เป็นประโยชน์ขึ้นมา. ขอให้นึกถึงข้อที่ว่า เมื่อพระศาสดาตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ได้มีสาวกขึ้นมาหกสิบรูป แล้วส่ง ไปประกาศพระศาสนานั้น, พวกสาวกเหล่านั้นรู้อะไร, รู้ภาษาต่างประเทศหรือเปล่า, แม้ พวกที่พระเจ้าอโศกส่งไปในยุคหลัง ไปต่างประเทศทั่วโลกนั้น, พวกเหล่านั้นรู้ภาษาต่างประเทศ หรือเปล่า. แล้วมาทำให้สำเร็จประโยชน์ได้อย่างไร, โดยวิธีใด, ไปศึกษาดู. ข้อนี้ไม่เหลือวิสัย ของท่านนักศึกษาทั้งหลาย จำนวนนี้ ชุดนี้, ที่จะไปหาเรื่องอ่านดู ในประวัติศาสตร์ส่วนนี้. เขาไม่รู้อะไรมาก, และไม่รู้ภาษาต่างประเทศด้วย, แต่เขาก็ไปทำสำเร็จ, เพราะว่าประกอบ ไปด้วยองค์คุณสามประการ ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ขอให้สังวรในเรื่องนี้, และขอได้เอาเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ สำหรับปรับปรุงตัวเองให้ เหมาะสมแก่งานธรรมทูตด้วย. เอาละ ว่า สมัยนี้มันผิดกับสมัยก่อน และเราก็มุ่งหมายที่จะไป ยังต่างประเทศ, มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้านาน, ดังนั้นเราก็เตรียมได้ ทุกอย่างทุกประการ, แต่ ว่าสามอย่างนั้นอย่าได้ขาด, คือต้องยอมเป็นคนจน, เป็นคนไม่มีภาระผูกพัน, และเป็นคนเชื่อฟัง, ทำตามคำสั่ง, แม้ว่าจะต้องเสียชีวิต สามารถที่จะต่อต้านและประท้วงต่อสิ่งที่ไม่เป็นธรรม, แม้ว่าตนจะต้องเสียชีวิต, อย่างที่ผมเคยย้ำแล้วย้ำอีก ในการสนทนากันเป็นประจำวัน ที่แล้ว ๆ มา. งานต่อต้าน ประท้วงผู้อื่นนั้น ก็เป็นหน้าที่ของธรรมทูตด้วย, แต่ว่าเราไม่ได้ไปประท้วง เขาด้วย ลักษณะหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า. มันป่วยการ, จะต้องประท้วงต่อต้านด้วยวิธีที่ฉลาด, ที่ให้สำเร็จประโยชน์ไปตามนั้น, แต่แม้อย่างนั้น บางทีก็ต้องยอมสละชีวิตด้วยเหมือนกัน มันเป็น เรื่องธรรมดาสามัญที่สุด แล้วถ้าไม่ยินดี ไม่สมัคร, หรือไม่กล้าในการต่อต้านประท้วงสิ่งที่ ไม่เป็นธรรมในโลกนี้แล้ว งานธรรมทูตก็เป็นไปไม่ได้, เพราะว่าจะต้องไปสอนเขาให้กลับหลัง, เดินทางไปในทางที่ถูกต้อง, มันขัดขวางกับความประสงค์ของเขา, มันขัดกับความเคยชินของ เขา, ในเมื่อเขาบูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง, เราไปบอกว่า มันไม่มีสาระอะไรอย่างนี้.

น.170 ๑๖๒ มันเป็นการต่อต้านกันอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นต้องต่อต้านด้วยวิธีที่ฉลาดที่สุด, คือด้วย ความรู้, ด้วยปฏิภาณ, ด้วยโวหาร เหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราได้ทรงใช้มาแล้ว. ไม่มี ลักษณะหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า, แต่ว่ามีอะไรมากยิ่งกว่านั้น. รุนแรงยิ่งกว่านั้น และทำได้สำเร็จ ด้วย. มันเป็นการหักน้ำใจ ล้างสมอง หรืออะไรทำนองนั้นกันได้ โดยไม่มีกระทบกระเทือน. นี่แหละงานธรรมทูตมันมีอยู่อย่างนี้, มันใหญ่หลวงอย่างนี้ มันยาก ประณีต ละเอียด ลำบาก อย่างนี้. หวังว่าจะได้คิดดูให้ดี, ให้เข้าใจพอ, แล้วเตรียมตัวเตรียมกาย เตรียมใจ, เตรียมชีวิต วิญญาณ อะไรทุกอย่าง ไว้ให้พร้อม, และให้เพียงพอ. ขออภัยผมอาจจะพูดมากไปก็ได้, แต่เพราะเหตุว่าเราอาจจะไม่พบกันอีกเลยก็ได้ จึง ต้องพูดมากหน่อย, และในลักษณะที่ลืมยากด้วย. เพราะว่าจะได้ติดไปในจิตใจของเพื่อนสพรหม- จารีทั้งหลาย, อย่างที่ว่าไม่พบกันอีกก็ได้, ถ้าพบกันอีกก็เป็นโชคดี, แต่ไม่พบกันอีกก็ยังได้. เพราะว่าสิ่งนี้จะต้องฝังใจไปตลอดกาล, ไปเป็นเครื่องมือ หรือเครื่องอุปกรณ์, ที่จะช่วยเหลือ ให้งานของเราลุล่วงไปด้วยดี ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน. ท่านทั้งหลายจะต้องรับหน้ากับคนในต่างประเทศ, แต่ผมก็จะต้องรับหน้าคนที่จู่โจมเข้ามา ในประเทศจนมาถึงรัง, หมายความว่าที่ที่เราไม่อาจจะบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงไปไหนอีกแล้ว จนตัว จนตรอกเต็มที่แล้ว, แล้วเราก็จะต้องรับหน้าเขาให้สำเร็จประโยชน์, ให้สมกับที่เป็นสมณสากย- บุตรของพระพุทธองค์. ไม่ให้เสียทีที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ไว้ว่า พวกเราจะต้องทำหน้าที่ อันนี้ได้สำเร็จสุดความสามารถของตนด้วยกันทุกคน. นี่แหละ ทั้งหมดนี้แหละคือเรื่องที่ผมมี, เรื่องอื่นไม่มี มีแต่สำหรับจะกล่าวแก่เพื่อน- สพรหมจารีทั้งหลาย ในฐานะรับผิดชอบร่วมกัน, พูดตรง ๆ ตรงไปตรงมา เปิดเผยที่สุด ไม่ ขยักอะไรไว้. เพราะว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอ้อมแอ้ม หรืออ้อมค้อม, เราไม่มีเวลามากพอ ที่จะมามัวอ้อมแอ้มอ้อมค้อม, เกรงใจอะไรกันอยู่. มันไม่ใช่เรื่องของใคร, ของผู้ใด, ไม่ต้องมี ใครขอบใจใคร, โดยน้ำใจจริงของผมแล้ว ไม่ต้องมีใครจะต้องขอบใจ หรือขอบคุณใคร, ไม่มี อะไรเป็นหนี้บุญคุณกันอย่างนั้น. เพราะว่าเราทุกคนเป็นทาสของพระพุทธองค์ ไม่ใช่แต่ผม คนเดียว ทุกคนเป็นทาสของพระพุทธองค์. ไม่ต้องมีการขอบใจกันในระหว่างพวกเรา, ขอให้พุ่งสายตาไปยังพระพุทธองค์ผู้เป็น เจ้าของงาน. ถ้าจะไปเอาขอบใจอะไรกันบ้าง ก็ไปเอาที่พระพุทธเจ้า, อย่ามาเอาที่พวกเรา. เราเล็กนิดเดียว เป็นทาสของพระพุทธองค์, ก้มหน้า ก้มตากัน ทำหน้าที่ ที่จะต้องทำ, รับ- ผิดชอบร่วมกันแท้ ๆ แล้วจะต้องมาขอบใจอะไรกัน. เพราะไม่มีสองเรื่องสามเรื่อง สองฝัก สองฝ่าย สามฝักสามฝ่ายอะไร, มีเรื่องเดียวทุกคนเป็นทาสของพระพุทธองค์ ต้องทำงานสิ่งนั้น ให้สำเร็จ, ถ้าไม่สำเร็จก็เสียทีที่เรียกตัวเองว่า สมณสากยบุตรบ้าง, ธรรมทูตบ้าง, หรืออะไร บ้างทำนองนั้น.

น.171 ๑๖๓ อย่านึกเป็นห่วงเรื่องว่า จะเป็นหนี้บุญคุณ, จะต้องขอบคุณ, หรืออะไรทำนองนั้น, ไม่ ต้องนึกก็ได้, แต่ว่าจะทำไปตามธรรมเนียมประเพณีก็ได้ ไม่มีใครว่า. แต่ในใจนั้นต้องเรียกว่า ให้อภัยอยู่ในตัวเสมอ, อดโทษอยู่ในตัวเสมอ, และทำนี้ไม่ต้องเอาบุญเอาคุณกับใคร, ทำถวาย พระพุทธเจ้า ไม่ต้องเอาบุญเอาคุณกับใคร, ผมก็ไม่เอาบุญเอาคุณกับเพื่อนสพรหมจารี ทั้งหลาย. เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จึงไม่ควรเอาบุญเอาคุณกับผม, เพราะฉะนั้นเลิกกันฉีก บัญชีทิ้งก็ได้. ถ้าได้จดไว้ทำนองรับจ่าย เจ้าหนี้ลูกหนี้อะไรทำนองนั้น, ไม่มีเรื่องที่จะต้องคิด อย่างนั้น, มีจิตใจเกลี้ยงเกลาแต่จะสละชีวิต อุทิศเพื่อพระพุทธศาสนาแต่อย่างเดียว. ใครจะด่า จะว่า จะทวง จะอะไร ก็สุดแท้ตามใจเขา, เราไม่รู้ไม่ชี้. เราจะทำแต่หน้าที่ ที่เราเห็นว่าตรง ตามพระพุทธประสงค์ เท่านั้นเอง. นี่แหละขอให้คิดดูเถอะว่า มันมีอะไรบ้าง มันไม่มีเรื่องอะไร, มันมีแต่เรื่องเดียว ที่จะ ต้องมอบชีวิตจิตใจ กระทำไปอย่างซื่อสัตย์สุจริต, ไม่มีตลบแตลงต่อพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นบุคคล สูงสุด จนไม่มีปากจะกล่าวได้ว่า สูงสุดเท่าไร อย่างไรประเสริฐอย่างไร. เราไม่ต้องนึกถึงใคร นอกจากพระพุทธองค์ ทำตามพระพุทธประสงค์แล้ว มันก็จะเหมือนกับการนึกถึงคนทุกคนใน โลก. และนึกไปในทางที่เป็นธรรมะที่สุด ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีหมู่คณะ นิกาย, ที่จะต้องเบ่ง ทับกัน, มีเขามีเราไปในทางที่จะปัดแข้งปัดขากัน. มันเป็นเพียงคน ๆ เดียวกัน และเป็นคนเดียว กันกับพระพุทธองค์ ในที่สุดด้วย. นี่แหละคือความหมายอันแท้จริงของธรรมะ ที่เราจะต้องนำ ไปเผยแผ่ในฐานะเป็นหน้าที่การงาน, หรือว่าเผยแผ่อยู่ประจำถิ่น ในเมื่อเขาต้องการและเข้า มาหา. ในที่สุดนี้หวังว่า พวกเราจะมีความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอันดี มีความสมัครสมาน สามัคคีแก่กันอย่างแท้จริง, โดยบทว่า สงฺโฆ โหตุ สมคฺโค ว - ขอพระสงฆ์จงพร้อมเพรียงกัน . ฐาตุ จิรํ สตํ ธมฺโม ธมฺมธรา จ ปุคฺคลา - ขอให้พระสัทธรรมนี้ตั้งอยู่ตลอดกาล รวมทั้ง บุคคลผู้ทรงธรรมด้วย, ให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ในโลกนี้ตลอดกาล รวมทั้งบุคคลผู้ทรงธรรมด้วย. นั้นเป็นสงฆ์ผู้ที่จะต้องพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะเป็น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรืออยู่ ในเพศไหน. ขอให้พร้อมเพรียงกัน เพื่อความตั้งอยู่แห่งพระสัทธรรม, และบุคคลผู้ประพฤติ- ธรรมในโลกนี้. เลิกมีพวกนั้น พวกนี้, เลิกมีคนไทย เลิกมีคนต่างประเทศ, เลิกมีชาตินั้นชาตินี้ ประเทศนั้นประเทศนี้. ขืนมีเป็นคนโง่ และเป็นกบฏต่อพระพุทธเจ้า, เพราะพระพุทธเจ้าท่าน สอนไม่ให้มีความรู้สึกอย่างนี้ เราขืนมี ก็เป็นคนดื้อดึงด้วยความโง่, มีความโง่อย่างเจตนา. ขอได้โปรดสังวรในเรื่องนี้ไว้ในที่สุด, แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยดี สมตามความ ประสงค์อย่างยิ่ง ไม่มีล้มเหลวเลย, ขอได้โปรดนึกคิดและกระทำให้สุดความสามารถเถิด, การ กระทำนั้นจะเป็นเครื่องบูชาพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. และทำให้เรากลายเป็นธรรมะ ถึงความเป็นอันเดียวกันกับพระพุทธองค์, ไม่มีอะไรเหลืออยู่นอกจากธรรม, นอกนั้นก็มีแต่เกิด ๆ

น.172 ๑๖๔ ดับ ๆ ไม่มีสาระอะไร ผมขอฝากสิ่งนี้ไว้ในความทรงจำของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย, อย่าได้ มีความลางเลือน และลืมเลย. ขอยุติคำปราศัยฝากไว้เป็นเรื่องสุดท้าย ในกิจการของเราที่นี่แต่เพียงเท่านี้ เพราะว่า หมดเวลา หรือสมควรแก่เวลาแล้ว. ถึงเวลาจะออกเดินทางแล้ว ไม่ต้องนั่งกราบก็ได้, ยืนไหว้ก็ได้เพราะว่ากราบแล้ว. แต่ จะขอฝากความคิดครั้งสุดท้ายว่า. ขอให้มีความก้าวหน้าในการศึกษา, และในกิจการที่เราได้รับ มอบหมายนี้. ขอให้ถือหลักสำคัญอย่างยิ่งของพระพุทธองค์คือว่า, ให้มีแต่ให้ อย่ารับเอา, มี แต่ให้ อย่ารับอะไรตอบแทน แม้แต่คำว่าขอบใจ. พระพุทธองค์ทรงกระทำเช่นนั้น คือพระ- องค์มีแต่ให้ ไม่มีรับตอบแทน. ถ้าพวกเราทั้งหลายยังคิดถึงหมอนไม้อยู่ตราบใด, สิ่งนี้ก็จะเป็น ของที่ทำได้โดยง่าย คือ มีแต่ให้ ไม่รับตอบแทน. แม้แต่คำว่าขอบใจ. ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ขอนิมนต์ไปขึ้นรถได้.

น.174 คำบรรยาย เบ็ดเตล็ด ๑ ขอเสนอแนะ เกี่ยวกับบริขารบางอย่าง และ หารือเรื่องทำวัตรสวดมนต์ ๑๒ เมษายน ๒๕๑๐ ในการอบรมครั้งนี้ ใคร่แนะนำให้ใช้ หมอนไม้ เนื่องด้วยเห็นว่า เป็นพระพุทธประสงค์ ให้ภิกษุใช้ ; โดยทรงยกตัวอย่างพวกลิจฉวี เคยมีความเข้มแข็งในการรบ ก็เพราะนิยมการใช้ หมอนไม้, ต่อมาละทิ้งนิสัยอันนี้เสีย จึงกลายเป็นพวกที่อ่อนแอไป. แต่เดิมพวกลิจฉวีเคยรบชนะแคว้นมคธ, สมัยเมื่อพวกลิจฉวี มีท่อนไม้เป็นหมอน. ต่อมา ทางมคธส่งนักเลงดีไป, พราหมณ์อะไรคนหนึ่งปลอมเป็นครูบาอาจารย์ พวกลิจฉวีก็ถูกอบรม ให้กลายเป็นคนสำอาง, ไม่หนุนหมอนไม้, หนุนหมอนยัดนุ่น, นอนฟูก, มีหมอนข้างแดง, นอน ตะวันโด่ง, ไม่มีการฝึกอาวุธ, กระทั่งข่มเหงสตรี เพราะเมาจัดขึ้นมา. พอทางมคธเห็นว่าได้การ แล้ว ก็ยกทัพไปรบ ; ฝ่ายลิจฉวีก็ย่อยยับเลย, ลิจฉวีไม่ฟื้นตัวอีกต่อไป. โดยอาศัยเรื่องนี้ พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่า : "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมีท่อนไม้เป็น หมอนเถิด, เมื่อเธอมีท่อนไม้เป็นหมอนอยู่ มารจักไม่ได้โอกาสเลย. การมีท่อนไม้เป็นหมอนนี้ ผมคิดว่าน้อยคนจะเคย. ผมเคย, และรู้เรื่องดี, จึงขอสนทนา เรื่อง ท่อนไม้เป็นหมอนนี้สักหน่อย. เพราะว่าคราวหนึ่งเป็นโรคโลหิตขึ้นศีรษะ, หูอื้อ นอน

น.175 ๑๖๘ ไม่หลับ, รอดตัวด้วยหมอนไม้, ไม่ต้องกินยา. หมอนไม้นี้ทำให้ถูก และใช้ให้ถูกวิธี, ขอให้ สังเกต, มันกดตรงเส้นโลหิตแดง, กดตรงเส้นโลหิตแดงตรงนี้ แล้วโลหิตขึ้นหัวไม่ได้, เลยนอน หลับสบายมากขึ้น ๆ, อาการไม่สบายหายไป. ที่ดีเป็นพิเศษทำให้ตื่นง่าย, แต่หมอนไม้นี้มัน ทำให้นอนน้อย, ไม่สนุก ; คนไม่เคย ยิ่งไม่สนุก, นอนน้อย นอนเท่าที่จำเป็น, นอนคืนละ ๓-๔ ชั่วโมง ได้ง่ายที่สุด, เพราะการใช้หมอนไม้ ทำให้เป็น ชาคริยานุโยค นอนคืนละ ๔ ชั่วโมง ทำได้ง่ายเพราะหมอนไม้. ที่นี่จึงให้เขาทำไว้ ๓๐ อัน เพื่อให้ชิมหมอนไม้ดู, มันจะนอนได้ต่อ เมื่อง่วงนอนเหลือเกิน, แล้วก็นอนในอัตราที่พอดี ; นอนไม่ได้นาน, มันแข็ง, มันรบกวน, ก็ต้อง ตื่นลุกขึ้นทำความเพียร. นี้คือประโยชน์ของหมอนไม้, แล้วมารจะไม่ได้โอกาส, มันไม่มีความ เพลิดเพลินในการนอน, ไม่ประกอบสุขในการนอน, ไม่แสวงสุขในการนอน, มารก็ไม่ได้ โอกาส ; ถูกเผงทีเดียว ที่ว่า "เธอจงมีท่อนไม้เป็นหมอนเถิด, เมื่อมีท่อนไม้เป็นหมอนอยู่ มารจัก ไม่ได้โอกาสเลย." ไหน ๆ เราจะฝึกอบรมแล้ว ก็ควรจะรู้เรื่องเสียให้หมด แม้ว่าจะไม่เป็นสิ่งที่ทำตลอดไป ก็ต้องรู้เรื่องดีที่สุด, แล้วพยายามใช้ให้ตลอดไป คือนอนน้อย, เพื่อผลนอนน้อย จึงใช้หมอนไม้, ควรจะรู้จักหมอนไม้ในคราวนี้เสียด้วย จึงอุตส่าห์ให้ทำมา. ทีนี้ อยู่โดยไม่มีตะเกียง นี่คือการเป็นอยู่ครั้งพุทธกาล ใคร่ขอให้ชิมด้วย, ถ้าอยากรู้ เรื่องนี้ก็ไปอ่านบทบัญญัติ เรื่อง เข้าบ้านเวลาวิกาล. ภิกษุองค์หนึ่งถูกงูกัดตาย, เพราะพยาบาล ไม่ถูกวิธี เพราะไม่มีไฟ. พระพุทธเจ้าทรงทราบเข้า มาตรัสซักถาม ; ภิกษุนั้นตอบว่า "ไม่มี ไฟ" ตรัสว่า "ทำไมไม่เอาไฟไป," ตอบว่า "เพราะวินัยบัญญัติ ห้ามเข้าบ้านในเวลาวิกาล." พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติข้อปลีกย่อย เติมเข้ามาว่า : "ห้ามเข้าบ้านในเวลาวิกาล เว้นไว้แต่ มีเหตุ." นี่คือ ที่มา ที่ทำให้เราทราบว่า ภิกษุอยู่กันอย่างไม่มีไฟ. เมื่อเคยอยู่ด้วยการมีไฟที่กรุงเทพฯ จนชินแล้ว ลองอยู่อย่างไม่มีไฟดูบ้าง, มันจะอึดอัด พอใช้ทีเดียว, จนกว่าจะปรับปรุงจิตใจให้เหมาะสมเสียก่อน จึงจะสนุกในการอยู่มืด ๆ ; ผมก็ เลยไม่จัดไฟที่นี่, แต่ว่าจัดตะเกียงเตรียมไว้, เผื่อจะต้องใช้บ้าง เมื่อต้องการใช้กันจริงๆ คือไป ไหนมาไหน ; และก็ใช้ตะเกียงแบบของพระแท้ คือผ้าขาวหุ้มไม้กลม ๆ มีเทียนตรงกลาง, หิ้วไป. มันไม่สว่างที่จะส่องไปได้ไกล, แต่มันพอที่จะส่องไปรอบ ๆ บริเวณที่เราจะนั่งจะเดิน. เราจะถือว่า ไฟฉายเป็นของเหลือเฟือและสำอาง ไม่เหมาะสมสำหรับภิกษุ, แล้วไม่เป็น เศรษฐกิจที่เหมาะสำหรับภิกษุ, เป็นของเหลือเฟือ เป็นของสำอาง, ไม่เป็นเศรษฐกิจที่ถูกที่ควร สำหรับภิกษุ ; เพราะถ่านไฟฉายมันแพง, ใช้ตะเกียงแบบมีเทียนหุ้มผ้านี้ทดลองดู. พระธุดงค์ ใช้อย่างนี้ทั้งนั้น, ครูอาจารย์ก็ใช้กันมาอย่างนี้ทั้งนั้น. เทียนใส่กะลานั้น ก็ถือเป็นของฆราวาส ไป, แต่ว่าผ้าขาวหุ้มเทียนนี้ คือของสำหรับพระเราแท้ ๆ อุปัชฌาอาจารย์นำใช้สืบกันมานับ ไม่ถ้วนแล้ว, แล้วมันค่อย ๆ หายไป เพราะถ่านไฟฉายเข้ามาครอบงำ. เพราะฉะนั้นเราพยายาม

น.176 ๑๖๙ ไล่กลับกันให้มากเท่าที่จะทำได้, โดยเฉพาะโอกาสอย่างนี้แล้ว อย่าไปแตะต้องมัน, ผมก็ไม่เอา มา, ใครเอามาก็เก็บเสีย ; ลองใช้ตะเกียงพระดู ตะเกียงพระ หมอนไม้. นี้เป็นตัวอย่างเพียง ๒ อย่างในหลายสิบอย่าง ที่เราจะต้องสนใจ. คำว่า "เป็นพระ" นั้นต้องไม่เหลือเฟือ, ต้องไม่สำอาง, และต้องเป็นเศรษฐกิจที่สุด, จึงจะถูกกับเรื่องของพระ ซึ่งไม่มีสตางค์, สุรุ่ยสุร่ายเหลือเฟือ ก็น่าละอาย. สำอางคือเจ้าชู้ไป ก็น่าละอาย. ไม่เป็น economical ไม่ต้องใช้เงิน, หรือใช้แต่น้อยที่สุด นี่ก็ยังน่าละอายสำหรับ พระเรา. เพราะฉะนั้น เราอย่าใช้ปากกาที่แพงเกินไป, ดินสอที่แพงเกินไป, หรืออะไรที่มัน เกินไป, ใช้ธรรมดา ๆ แล้วลดลงไป จนเท่าที่จะเป็นอย่างต่ำที่สุด. (อธิบายวิธีใช้ตะเกียง) โคมนี้มีเทียนอยู่ข้างใน จุดแล้วดึงสายโยงขึ้น มันจะเป็นรูป กระบอกตั้งตรง, ด้านล่าง ด้านบน มีช่องหล่อเลี้ยงให้อ๊อกสิเย็นขึ้น ไม่ให้เทียนหรี่, หิ้วตะเกียง นี้ไว้ แกว่งอย่างไรก็ไม่ดับ, เขยื้อนอย่างไรก็ไม่ดับ, สว่างอยู่ได้ตามอายุของเทียน, เทียนหมด ก็เพิ่มเทียน. แล้วเอาคันมาปักเข้า แขวน เหมือนคันเบ็ด, ปักเข้าไว้ ใช้เมื่อนั่งประชุมกันก็ได้. ผ้าที่หุ้มเมตรหนึ่ง ทำได้ราว ๑๐ ดวง. กระดานกลม ๆ ที่เป็นฐานชั้นบนชั้นล่าง ใช้ไม้อะไรที่ เขาทิ้ง ๆ ก็ได้, ตะเกียงพระเป็นอย่างนี้. ทีนี้ แสดงอานิสงส์ใหญ่โตหน่อย ไฟฉายนั้น สัตว์ไม่กลัว, อย่าเข้าใจผิดว่า ไฟฉายนั้น สัตว์เช่นเสือ หรือสัตว์ป่า จะกลัว. ไม่กลัว, กลับจะวิ่งเข้ามาหา. ถ้าอย่างตะเกียงโคมนี้แล้ว สัตว์ไม่กล้าวิ่งเข้ามาหา, เสือ ช้างเหล่านี้ ไม่กล้าวิ่งเข้ามาหา, โคมนี้ดีกว่ากัน. สัตว์หลายชนิด รวมทั้งปลาหลายชนิด จะวิ่งเข้าหาไฟฉาย เมื่อไปส่องมัน. ผมไปรู้แน่เมื่อใช้ตะเกียงที่ในป่า, ไปนอนในดง, เพื่อฝึกนอนเสียสละ, ดึกเข้ามา มีเสียงโกรกกรากขนาดหนัก, ไม่รู้ว่าตัวอะไร ก็ ส่องไฟฉายตรงตามัน. มันวิ่งเข้ามาหาเลย, เขาเรียกว่า "งูเห่าช้าง," ที่แท้มันก็คือสัตว์ตระกูล เหี้ยชนิดหนึ่ง, แต่ว่ามันมีหนามตั้งแต่ปลายจมูกขึ้นไปจนสันหลัง ตลอดหาง, มีหนามยาว ๆ ตัว ขนาดเท่าเหี้ย, ชาวบ้านเรียกกันว่า งูเห่าช้าง ว่ากันว่า กัดตาย, แต่ไม่เห็นกัด แต่มันสู้ไฟ วิ่ง เข้ามาหา. แต่ใช้โคมอย่างนี้แล้ว แม้แต่เสือก็ไม่กล้ากระโจนเข้ามา. ช้างยิ่งกลัวใหญ่, ช้างกลัว ไฟยิ่งกว่าสัตว์ใดหมด จุดไม้ขีดเท่านั้น พอเห็นไฟ ก็เปิดหนีเลย. เมื่อพระมีโคมอย่างนี้อยู่แล้ว ก็ปลอดภัยได้ แม้จะเดินฝ่าเสือ, แต่เรามันปอดเสียเอง ไม่กล้าเดิน. เสือไม่กล้ากระโจนเข้ามา หาโคมไฟนี้. โคมสีแดง ๆ เขียว ๆ นั้นไม่ทราบ, ไม่กล้ารับรอง, เคยใช้แต่โคมขาวแบบนี้. หรือ ว่ากลดที่มีไฟอยู่ข้างในนั้น ยิ่งแน่นอนใหญ่ สัตว์ไม่กล้ากระโจนเข้าไป, มันไม่รู้ว่าอะไร แล้ว มันกลัวไฟ. ธรรมชาติของสัตว์เหล่านี้กลัวไฟ, ช้างเป็นสัตว์กลัวไฟยิ่งกว่าสิ่งใด, สัตว์ป่าทุกชนิด กลัวไฟ แม้แต่เสือ. เพราะฉะนั้นควรรู้จักเรื่องราวบางอย่างที่น่าสนใจ และเหมาะสมสำหรับ ภิกษุเราไว้ให้ครบถ้วน ไปอวดฝรั่งได้เหมือนกัน, บางทีแสดงปาฏิหาริย์ให้ฝรั่งเชื่อได้ด้วยสิ่ง เหล่านี้ ว่าเรามีคาถากันเสือ, ที่แท้เครื่องมือนี้มันกันของมันเอง. ถ้าไปนอนในป่าดงลึก ๆ เต็ม

น.177 ๑๗๐ ไปด้วยสัตว์ร้ายแล้ว พยายามใช้โคมอย่างนี้, ถ่านไฟฉายไม่ปลอดภัย. ถ่านไฟฉายมันมีความ- หมายอย่างอื่น, มันไปไกลเกินไป, มันสำหรับคนขับรถ, สำหรับคนเจตนาร้ายอะไรอย่างหนึ่ง. พระเราไม่มีความประสงค์อย่างนั้น, จะดูแต่ข้าง ๆ จะดูแต่อันตรายที่เท้า โคมเท่านี้ก็พอแล้ว. เราไม่ได้คิดกลัวโจร กลัวขโมย หรือจะส่องสัตว์ หรืออะไรทำนองนั้น, ก็ไม่ต้องใช้, ค่าไฟฉาย ปีหนึ่ง ๆ เป็นเงินมากเหลือเกิน. ผมพยายามขอร้องให้พระที่วัดนี้ใช้โคมอย่างนี้แทนเสียให้หมด พระฝรั่งก็เลยใช้โคมนี้. ยังมีอีกมากเรื่อง ที่มีความหมายซ่อนเร้นอยู่อย่างนี้. (อธิบายวิธีใช้หมอนไม้) หมอนไม้นี้ คือเหลี่ยมนี้ จะหยุดไม่ให้โลหิตขึ้นหัว, นอนตะแคง ให้ถูกเหลี่ยมพอดีกัน, ถ้าเราไม่ต้องการอย่างนั้น เพราะมันแข็งไป ก็เอาผ้าสังฆาฏิพาดไว้อีก ชั้นหนึ่ง ก็พอนอนไปได้. เราใช้ผ้าพลาสติกแทนเสื่อก็ดีอยู่แล้ว, เป็นชั้นหนึ่งแล้ว, ใช้ผ้าสังฆาฏิพับ ๔ ชั้น ทับมันอีกทีหนึ่ง ก็อุ่นพอสมควร ; แล้วเอาหมอนไม้สอดไว้ใต้นั้นอีกที ก็พอนอนสบาย. ระวังอย่าให้มันมากไป, เดี๋ยวมันจะมากไป เกินต้องการ นอนเกินไป. ถ้าเอาหมอนขึ้นข้างบน สำหรับคนแก่ที่ลมขึ้นหัวอยู่, ได้ผล. ที่นี่ เราสนใจกันแต่เรื่องอย่างนี้ เป็นเรื่องความลับของธรรมชาติ. การอบรมที่เรามา กันที่นี่ จึงขอให้เราสนใจกันในเรื่องความลับของธรรมชาติ เรื่องทางหนังสือหรืออะไร ผมจะ ไม่แตะต้องให้เกินกว่าที่จำเป็น, อยากให้เข้าถึงธรรมชาติมากกว่าอย่างอื่น, เราก็จะต้องอธิบาย เรื่อง วิปัสสนา หรืออะไรกันด้วยเหมือนกัน, แต่ทางหนังสือก็ต้องทำเท่าที่จำเป็น. ๒ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกำหนดเวลาอบรม ผมอยากจะให้ทราบความเข้าใจ ความตั้งใจหรือความรู้สึกของผมเกี่ยวกับที่ได้รับคำสั่ง ให้ช่วยอบรมนี้ หลักการใหญ่ ๆ มีอยู่อย่างนี้ :- เนื่องจากมีเวลาจำกัดไว้เพียงสองสัปดาห์ จึงไม่สามารถอบรมการปฏิบัติอานาปานสติ ทั้งชุดโดยสมบูรณ์ ซึ่งมันจะกินเวลาถึง ๖ เดือน, ดังนั้นจึงวางหลักอย่างรวบรัด ให้เสร็จทันใน เวลาที่กำหนดไว้, แม้จะมีการลงมือปฏิบัติจริง ในทุกขั้นทุกตอน ๑๖ ขั้น ก็เพียงให้เข้าใจ และ เพียงเป็นตัวอย่างเท่านั้น. หลักปฏิบัตินี้ เราเลือกเอาหลักที่มันติดต่อกันโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องเปลี่ยนแนว ค้นหมด แล้ว, มีอานาปานสติ ๔ ในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์. ถ้าเราปฏิบัติตามหลัก ๑๖ ขั้นนั้น แล้ว มันก็ไปตั้งแต่ต้น จนบรรลุมรรคผลเลย, เพราะฉะนั้น จึงถือเอาสูตรนี้เป็นหลัก. ส่วนมหา-

น.178 ๑๗๑ สติปัฏฐานหรือกัมมัฏฐาน ๔๐ เรื่อง, หรืออารักขกัมมัฏฐาน, หรืออะไรอื่นนั้น, ไม่ติดต่อกัน อย่างนี้บ้าง, ไม่เพียงพอบ้าง, เป็นเพียงหัวข้อสำหรับท่องบ้าง, นี้จะได้อธิบายโดยละเอียดใน เวลาเรียนในชั้น. แต่ถึงอย่างไรรายละเอียดปลีกย่อยของกัมมัฏฐานทุกชนิดเอามาใช้ประกอบ อานาปานสติ ๑๖ ขั้น แต่ละขั้น ขั้นใดขั้นหนึ่งได้. อีกเรื่องหนึ่ง อยากจะให้ได้รู้ได้ทราบในวิธีลัด, ซึ่งไม่มีพิธีรีตองมาก, ไม่มี technics มาก ไม่มี Systems ใหญ่อย่างนี้ ; มีอยู่ว่า เหตุไรคนไปฟังพระพุทธเจ้าตรัสไม่กี่นาที ก็ บรรลุมรรคผล, อย่างนี้มันมีวิปัสสนาที่ตรงไหนได้อย่างไร, ตลอดถึงวิธีที่พวกเขาประดิษฐ์ กันขึ้นใหม่เช่น, วิธีของพวกเซ็น, เรียกอย่างญี่ปุ่น ก็ว่า เซ็น, เรียกอย่างจีน ก็ว่า ชาน ; มัน มีหัวใจหรือมีความหมาย หรือต่างกันกับวิธีของเราอย่างไร, ก็ต้องเข้าใจไว้ด้วย. เกี่ยวกับเวลาเรียน เราแบ่งเป็นตอนเช้า คือตอนเช้ากับเพลตอนหนึ่ง, ระหว่างเที่ยงกับ เย็น คือบ่ายตอนหนึ่ง, แล้วตอนกลางคืนอีกตอนหนึ่ง. เป็นหลักทั่วไปว่า ตอนเช้าหัวยังดีอยู่ เรา จะศึกษาหลักอานาปานสติ แต่ละขั้นโดยเฉพาะ, ตอนบ่ายเราจะศึกษาวิจารณ์ ซักซ้อมกันถึง วิธีที่จะสอนกัมมัฏฐานคืออานาปานสติแก่ชาวต่างประเทศได้อย่างไร, ในเมื่อสอนแก่คน ไทย ก็ยังไม่ใคร่จะรู้เรื่อง รวมทั้งวิจารณ์ถึงกิจการเผยแผ่ต่าง ๆ ที่ทำประสบความไม่สำเร็จ. วันแรกนี่จะให้ดอกเตอร์อเมริกันคนหนึ่งพูดเรื่อง ชาวอเมริกันต้องการพุทธศาสนาในลักษณะ อย่างไร ; เพราะเขาเป็นศาสตราจารย์ ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่โดยตรง, เผอิญมาพักที่นี่, เพื่อเรียนอานาปานสติอย่างเดียว อุตส่าห์บินมาจากอินเดีย. วันถัดไปจะให้ท่านสิริจันโท (เยอรมัน) พูดเรื่อง ชาวยุโรปต้องการพุทธศาสนาในลักษณะอย่างไร ; เพราะพระองค์นี้ ก็อุตส่าห์สละ ลูกเมียออกไปบวช สนใจเต็มที่ตลอดเวลา, เขาพอจะรู้ว่า ชาวยุโรป, หรือมนุษย์ในยุโรป ต้องการพุทธศาสนาในลักษณะอย่างไร. วันถัดไปอีก จะให้ท่านปาสาทิโก พระเยอรมันอีก องค์หนึ่ง, ซึ่งขวนขวายที่สุดได้แสดงทัศนะของเขาว่า, มีอะไรบ้างที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิธีการ เผยแผ่พุทธศาสนา ในต่างประเทศ มาตั้ง ๖๐ ปีแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ ; บางอย่าง เตลิดเปิดเปิงออกไปก็มี, เป็นปริยัติเสียเกินขอบเขตก็มี, จนไม่ใช่พุทธศาสนาไปเสียก็มี มันควร จะรู้ไว้บ้างในการถก. อีกอย่างหนึ่งก็คือ คำ, คำที่จะต้องใช้, เช่นความรู้สึกในขณะแห่งปฏิภาคนิมิตเป็นต้น นั้น จะเรียกว่าอะไร, เพราะมันไม่ประกอบด้วยเจตนา, เช่นเรียกว่ากำหนด คำว่า "กำหนด" ภาษาอังกฤษจะเรียกว่าอะไร ; ถ้าใช้ผิด มันเป็นเรื่องเจตนา มันก็ไม่ถูก อย่างนี้เป็นต้น. สาม คนนี้มาถกกับผมทุกคืนก่อนหน้านี้, คืนหนึ่งได้ไม่กี่คำ. ความรู้สึกในขณะได้สมาธิที่เป็นมากขึ้น ตามลำดับ, กระทั่งในขณะแห่งฌานนั้น ; แม้จะใช้คำเหมือนกัน ก็ไม่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ ตามที่เรารู้กันอยู่, มันเป็นความหมายคนละอย่างเสียเลย. หรือว่าคำบางคำในภาษาบาลี มีรูป เหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน เช่น, คำวิตก วิจาร ทั่ว ๆ ไป หมายถึงเจตนาคิดนึกตรึก-

น.179 ๑๗๒ ตรอง. วิตก วิจาร ในขณะแห่งฌาน เป็นเพียงความรู้สึกโดยไม่มีเจตนา, การที่ติดอยู่กับ อารมณ์, หรือการที่รู้สึกทั่วถึงอยู่ในอารมณ์ เป็น วิตก วิจาร ไม่ประกอบด้วยเจตนา จะแปล เป็นภาษาอังกฤษว่าอะไร ; ถ้าใช้คำภาษาอังกฤษ ชนิดที่แสดงว่าต้องทำด้วยเจตนาแล้ว มัน ไม่ใช่วิตกวิจารคู่นี้, มันเป็นวิตกวิจารคู่โน้น, คู่ธรรมดา ที่คนธรรมดารู้สึก อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ในตอนบ่ายนั้น เราใช้เป็นเวลาสำหรับถก เรื่องเกี่ยวกับ "คำต่างประเทศ" ต่างประเทศต้องการอะไร, เราจะทำโดยวิธีเช่นไร, เราจะมีคำบัญญัติให้ถูกต้อง, เพื่อชาวต่าง ประเทศอย่างไร, เราจะวิจารณ์การกระทำ ที่เขาเคยประสบความล้มเหลวมาแล้ว ในต่าง ประเทศด้วย. ตอนค่ำ เราจะฝึกสอนกัน, ฝึกโดยตรงมันสะดวกไม่ต้องเขียน, ไม่ต้องใช้ไฟ, ไม่ต้อง อะไรก็ได้, ไปตามลำดับทีละขั้น. แต่ ๑๖ ขั้นในเวลา ๑๐ วัน คงจะต้องรวบรัดหน่อย, แล้วก็ จะได้เป็นเหตุสำหรับไปวิพากษ์วิจารณ์ในตอนกลางวันอีกทีหนึ่ง. เกี่ยวกับวันทำปาฏิโมกข์ ซึ่งมีอยู่หนึ่งวัน โดยคำแนะนำของท่านเจ้าคุณศาสนโสภณ ผู้เป็นประธาน ขอให้ทำไปตามจารีตที่เคยทำ, ไม่ให้มีการกระทบกระเทือนในความรู้สึกใน ระหว่างนิกาย, ที่เป็นธรรมยุติกนิกาย ก็ให้ได้โอกาสทำในป่า. พอวันนั้นก็หยุด ก็ไปในป่าก็ได้ บนเขานี้ก็เหมาะที่สุด สบายที่สุด, ถ้าจะไปทำที่วัดธรรมบูชา บ้านดอน ก็เสียเวลา ๓ วัน จะ เอาไหม, ถ้าทำในป่านี้ ทำเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ. วันพระ ๘ ค่ำ เราไม่มีกำหนดเรียนอย่างว่า ผมจะพาไปดูกิจการสถานที่ถิ่นต่าง ๆ นอกสถานที่ศึกษา, ศึกษาความรู้ที่เกี่ยวกับธรรมด้วยเหมือนกัน, แต่ว่าอาศัยโบราณคดีเป็น หลัก เช่นไปดูพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น. ศึกษาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสุวรรณภูมิ, เกี่ยวกับพุทธ- ศาสนา, จนกระทั่งพระเถระที่สำคัญที่สุดของนาลันทา ชื่อว่า อติสสะ มาที่สุวรรณภูมิ อยู่ ประจำที่นี่เป็นเวลา ๑๒ ปี. เราควรจะรู้ไว้ สำหรับรู้ความสำคัญของประเทศไทยในครั้งกระโน้น, ในดินแดนไทยนี้, เรียกว่าเราไปศึกษากันนอกสถานที่ จะได้ความรู้ทางธรรมะด้วย. เป็นการ พักผ่อนด้วย, ไปพุมเรียง ไปชายทะเล ไปดูสวนโมกข์ฯ เก่าก็ได้ ผมบอกให้เขาเตรียมรถไว้ แล้ว. ๓ เกี่ยวกับธุดงค์ เกี่ยวกับการปฏิบัติวัตรต่าง ๆ ขอให้ทุกองค์พยายามให้ยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งขึ้น ๆ จนถึงสัปดาห์ที่ ๒ ขอให้ถึงที่สุด เช่น ฉันเพล นี่ก็จะฉันบ้างบางองค์ ไปเรื่อย ๆ ก็ได้ ๑ สัปดาห์ สัปดาห์แรก, พอถึงสัปดาห์ที่ ๒ ขอให้เลิก

น.180 ๑๗๓ กันหมด. ยกตัวอย่างอย่างนี้ เกี่ยวกับธุดงค์ก็เหมือนกัน ให้ใช้ผ้า ๓ ผืนกัน อย่างน่าดูที่สุด, ใช้ เสนาสนะอย่างธุดงค์ที่สุด. ถ้าเราจะนอนกันตรงนี้ก็ได้ ก็ลองดู, แปลว่า สัปดาห์ที่ ๒ ขอให้ เป็นเรื่องสูงสุด, เคร่งครัดที่สุด ในเรื่องของธุดงค์, ของวัตรปฏิบัติต่าง ๆ. มีเวลาเตรียมตัวหนึ่ง สัปดาห์ สัปดาห์ที่ ๑ พยายามผ่อนไประบายไป, พยายามผ่อนไป พอสัปดาห์ที่ ๒ ธุดงค์ทุกข้อ ขอให้เป็นที่สุด, สมัครถือ ๔ ข้อ แต่ขอให้เป็นชั้นอุกฤษฎ์. นี่เป็นเรื่องที่เห็นได้ว่า จะมีค่าที่สุดแล้ว สำหรับเวลา ๒ สัปดาห์ ที่ท่านสั่งให้พวกเรา มาฝึกฝนกันที่นี่, คือต้องศึกษาหลักอานาปานสติทุกขั้น ให้เข้าใจแจ่มชัด แล้วก็รู้จักธุดงค์จริง. และโดยการปฏิบัติอานาปานสติ สิ่งนั้นจะทำให้สมบูรณ์ทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา แล้วก็มี ธุดงค์ด้วย ก็หมดเท่านั้นเอง. ขอให้มีความอดทน ความเสียสละ ความบังคับตัวเอง, นี้ก็ให้ได้ ชินกันไปเสียให้หมด กระทั่งความรู้สึกที่เป็นเกลอกับธรรมชาติคืออะไร เหมือนที่พูดกันวันนี้. ๔ หารือเรื่องทำวัตรสวดมนต์ โปรแกรมของเรามีสำหรับตอนกลางคืนอย่างนี้ มีทำวัตรเย็นด้วย. เราจึงอยากจะถกกัน บ้าง เกี่ยวกับทำวัตรเช้าหรือทำวัตรเย็น. มีพวกที่เรียกตนเองว่า เป็นนักวิปัสสนากัมมัฏฐาน อะไรทำนองนี้, เขามีหลักว่า พวกกัมมัฏฐานไม่ต้องทำวัตร หรือไม่ต้องทำอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง, กระทั่งไม่ไปบิณฑบาตเป็นต้น. เรื่องอื่นก็อย่าเพ่งวิจารณ์ วิจารณ์เฉพาะในข้อที่ว่าพวกทำ กัมมัฏฐานควรจะทำวัตรเช้า หรือทำวัตรเย็นไหม? เพราะอะไร? พวกที่ทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทางจิตใจนี้, ควรจะทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นไหม? ผมอยากจะฟังความคิดเห็นของพวกเรา ไม่ ต้องเกรงใจ เป็นกันเองทั้งนั้น, มีความเห็นอย่างไรก็ลองแสดงมา, พร้อมทั้งให้เหตุผลอธิบาย ด้วย ว่าควรทำหรือไม่ควรทำ? และเนื้อความในบทสวดทำวัตรบางบท บางตอน มีลักษณะ คล้ายกับเป็นการสวดอ้อนวอน หรือไม่? อย่างไร? (ปัญหาข้อหารือเกี่ยวกับการทำวัตรสวดมนต์ดังกล่าวนี้ ท่านผู้เข้ารับการอบรมเสนอ ความคิดเห็นหลายรูป สรุปได้ว่า เห็นควร มีการทำวัตร และสวดมนต์ เลือกบทที่เหมาะสม).

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต