น.199 วันนี้. ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า โดยสรุปแล้ว สงฆ์อินเดียเป็นผู้นำฝ่ายคุณธรรมของสังคม สมัยนั้นอย่างแท้จริง. กล่าวโดยทั่วไปแล้ว สงฆ์ทั้งมวลในแหล่งต่าง ๆ ก็เป็นผู้นำฝ่ายคุณธรรม ในชุมชนนั้น ๆ เช่นในลังกา พม่า สยาม ฯลฯ. อย่างไรก็ดี โดยการที่ความคิดแบบตะวันตก ไหลเข้ามาโดยคิดมุ่งสู่สิ่งภายนอกเป็นเกณฑ์ และโดยการยอมพ่ายแพ้ยินยอมรับเอา ความเจริญ ก้าวหน้าแบบตะวันตก และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (เห็นไปว่าดีกว่าธรรมะ) ในที่ทุกหน ทุกแห่ง เช่นนี้ทำให้สงฆ์เริ่มเสื่อมลง. เนื่องจากฝ่ายนักศึกษาหรือนักปราชญ์ทางสงฆ์ ยอม พ่ายแพ้ถอยหนี ขาดความริเริ่มในการกระทำ ฯลฯ, โดยเหตุนั้นเอง กระผมจึงคิดว่า สาเหตุ สำคัญของความเสื่อมในสมัยปัจจุบันนี้ก็คือ การลาสึกจากสมณเพศ และชีวิตการเป็นพระ ก็ได้ กลายเป็นเพียงการกระทำผิวเผินอย่างชั่วคราวหรือขอไปที ซึ่งเราจะได้พูดถึงเรื่องนี้กันต่อไป. เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ, อิทธิพลฝ่ายตะวันตกนั้นมีทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ, ลักษณะเช่นนี้เอง จึงมีอิทธิพลถึงคณะสงฆ์. ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบสังคม ย่อมพอใจยินดีในโลกียวิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้ามาในรูปอันเป็นศิลปะอย่างที่สุด หรือเข้ามาเป็นแบบชีวิตสมัยใหม่ อย่างเชี่ยวชาญการสมาคม หรืออย่างรู้ดีทางโลก (sophisticated) สงฆ์โดยทั่วไป ในที่นี้กระผม ขอยกเว้นสงฆ์บางองค์ เป็นส่วนน้อย ที่เป็นนักบุญจริง ๆ และที่รู้จริง (enlightened) แม้ใน ศตวรรษปัจจุสมัยของเราเองนี้ ก็ดูเหมือนจะได้ถูกทำให้งงงวยไป. ในการกล่าวเช่นนี้มิได้หมาย ความว่า กระผมควรจะเห็นว่าสงฆ์ควรตัดขาดจากสมัยปัจจุบัน, แล้วตั้งหน้าตั้งตาแต่การปฏิบัติ และการอบรมต่าง ๆ อย่างมีเกียรตินั้นถ่ายเดียว มิใช่เช่นนั้น, สงฆ์ควรจะทำตนให้ทันสมัย และ รู้ทันเหตุการณ์ปัจจุบันด้วย ; การท่องบ่นพระปริตต์ จนเข้าใจได้คล่องหมด เพื่อจะได้สอบพระ- บาลีแบบเก่าได้นั้น, และทำอะไรอื่น ๆ ได้อีกมากมายนั้น, ก็หาเพียงพอไม่. สังคมสมัยปัจจุบัน นั้น มีปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา. สิ่งเหล่านี้ภิกขุควรจะมองเห็นในแง่ “ปรมัตถ์" หรือเพื่อหาทางรักษาเยียวยา, ภิกขุก็ควรจะมีการมองเห็นภายในอย่างแจ่มชัดทะลุถึงรากเหง้า หรือสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น. นั่นคือ ภิกขุจะต้องมองดูสังคมสมัยปัจจุบันให้ตลอดหมด (ให้ทะลุถึงราก) ทั้ง ๆ ที่มันมีวัตถุและจิตใจประกอบกันอยู่นั่นเอง. ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วถึงความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว, แม้ในสยาม ทุกวันนี้, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ. เมื่อพูดถึง "ความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว" ในเรื่องภายใน ของคณะสงฆ์แล้ว เราก็เว้นที่จะกล่าวถึงเสียมิได้ ถึงเรื่องการสึกจากสมณเพศ ซึ่งมีปรากฏอยู่ ในประเทศสยามนี้, เราทราบดีถึงผลได้และผลเสียของการสึกจากสมณะ, เนื่องจากคำบรรยาย นี้พูดกับพระธรรมทูตโดยตรง เราก็ควรจะเน้นในเรื่องผลเสียไว้ ณ ที่นี้ นอกจากในกรณีเร่ง
น.200 ๑๙๔ ด่วนทางวิญญาณ เป็นบางกรณีเท่านั้น, การลาสึกจากสมณะเพศแสดงให้เห็นความอ่อนแอลง เป็นอย่างยิ่งของคณะสงฆ์ กล่าวโดยทั่วๆ ไปแล้ว ระเบียบข้อบังคับเท่าที่เป็นอยู่ส่วนมากก็ได้ แก่ศีลเท่านั้น ในขั้นสมาธิก็ยังเรียกได้ว่าน้อยมาก และในขั้นปัญญาอย่างในสมัยก่อนนั้น ก็ดู จะไม่กระทำให้ถึงขั้นนั้นกันเสียแล้ว. ในปัจจุบันพระสงฆ์ผู้มีสมองดีที่สุดหลายองค์ ได้ลาสึก ออกไปเพื่อ "ศึกษาขั้นสูงขึ้นไปอีก," หรือไม่ก็บวชเพียงเพื่อปฏิบัติตามประเพณีชั่วคราวเท่านั้น. ถ้าจะแก้ปัญหากันให้ได้มั่นคงแล้ว ก็ควรจะตัดสินใจกันให้แน่นอนว่า ตนจะสามารถบวชเป็น พระ ใช้ชีวิตอย่างพระ ตามความหมายของคำว่าพระได้หรือไม่, ถ้าหากยังคิดกระอักกระอ่วน ใจอยู่ ระหว่างความเป็นพระและชีวิตฆราวาสละก็ ผลก็เป็นไปในรูปความล้าเรื่อยเฉื่อยผะอืด- ผะอมอยู่ทางวิญญาณ. ซึ่งถ้าหากตัดสินใจให้ตั้งมั่นว่า จะใช้แบบชีวิตแบบใดแบบหนึ่ง ในสอง แบบนี้ได้ ให้แน่นอนไปข้างหนึ่ง นั่นแหละจึงจะให้ได้ผลดีที่สุด. ส่วนเรื่องงาน และความรับผิดชอบ ต่าง ๆ ของพระธรรมทูต ซึ่งเป็นผู้แทนของสงฆ์ทั้งหมด และสอนธรรมะตามคำสอนของพระ- พุทธเจ้าแก่คนภายนอก กระผมก็หวังว่าท่านทั้งหลายจะเห็นด้วยกับกระผมว่า พระภิกษุที่เป็น ธรรมทูตนั้น ๆ ควรจะตั้งใจมั่น, ใช้ตนเองให้เข้ากับสิ่งที่จะต้องกระทำนั้นไปจนตลอดชีวิต หรือถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ควรจะรับทำงานนี้เสียเลยจะดีกว่า. ในการที่จะสอนธรรมะแก่ โลกนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นชีวิตที่รกรุงรังด้วยวัตถุนิยม ก็จำเป็นจะต้องใช้สงฆ์ ที่เป็นผู้นำของสังคม ในฝ่ายคุณธรรมอย่างแท้จริง และเป็นผู้ที่สามารถที่สุด และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพ- การณ์ได้ อย่างมีธรรมะและงดงาม. มันไม่เป็นการยากนัก ที่จะเห็นได้ว่า ถ้าปราศจากสงฆ์ ที่ทรงปัญญาคุณเป็นผู้นำสังคมได้เช่นนั้นแล้ว คณะสงฆ์ก็จะกลายเป็นเพียงระบอบประเพณี ที่ทำสืบ ๆ กันไป อย่างโครงกระดูกที่ไม่มีความหมายและจะเสื่อมถอยลงไปทุกทีจนสลายตัวไป (นี้พูดอย่างภาษาโลก ไม่ใช่ภาษาธรรม). ตามความเป็นจริงนั้นหากคณะสงฆ์เสื่อมลงไปเสีย แล้ว การปฏิบัติพุทธธรรมส่วนใหญ่ก็จะเสื่อมถอยตามลงไปด้วย ไม่ว่าทางฝ่ายบ้านเมืองจะ พยายามค้ำจุน และไม่ว่าจะเป็นแบบประเพณีอันโอ่อ่าอย่างใด คอยปะคอยชุนให้หรือคอยขัดเงา ระดับผิว ๆ ให้สักเท่าใดก็ตามที. ขอให้เราช่วยกันคิดดู ถึงการที่จะแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้น, ในเรื่องงานธรรมทูตนั้น ความปรารถนาเสียสละอุทิศโดยตั้งใจจริงแท้ และการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เป็นสิ่งที่จะต้อง กระทำให้แน่วแน่จริงดังกล่าวแล้ว, เพื่อให้การตัดสินนี้เข้มแข็ง และเพื่อให้ได้พลังเพียงพอ ไว้ ใช้ในการฝึกฝนอบรมอันยากลำบากสูงชันนี้ ท่านก็จะต้องหาประโยชน์ให้ได้เต็มสมบูรณ์ ใน สัปดาห์แห่งการฝึกฝนอบรมนี้ ด้วยการ "ปฏิบัติ" ดังที่ท่านจะได้ปฏิบัติในวันแห่งการฝึกฝน อบรมนี้ เริ่มด้วยการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ต่อไปก็มีระยะเวลาประจำ ให้ ได้ฝึกฝนอย่างจริงจังในป่า ตามโคนไม้ ในเรือนว่างเหมือนอย่างในสมัยพุทธกาล. ในการตระเตรียมบางอย่าง ทางฝ่ายทฤษฎีเพื่องานธรรมทูตนั้น, กระผมอยากจะให้ท่าน
น.201 ๑๙๕ เหลือบมองดูหลักสูตร ในการอบรมผู้สอนศาสนาฝ่ายคริสต์ดูบ้าง, เพื่อให้ได้สมตามวัตถุประสงค์ ของเราฝ่ายพุทธที่จะได้ปฏิบัติกันได้จริง. การอบรมฝ่ายคริสต์นั้น ก็ได้แก่ เช่น การอบรมที่ วัดวาติกันเป็นต้น ทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า โรงเรียนหรือวิทยาลัย ของฝ่ายสอนศาสนาคริสต์ ในประเทศไทยนั้น ได้รับความนิยมว่ารวมอยู่ในจำพวกสถานศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศ มีนัก ศึกษาที่เป็นพุทธศาสนิกชนไปเข้าเล่าเรียนกันมากมาย และ ถ้าเราเห็นว่าใครมีวิธีการอย่างไร เราก็ควรจะรับรู้เอาไว้ในวิธีการที่เขารู้ดีกว่า โดยมีเหตุผลและมีความเต็มใจที่จะเรียนรู้จาก เขาบ้าง เพื่อว่าเราจะได้ประสบความสำเร็จดีได้เช่นนั้นบ้าง. ต่อไปนี้เป็นโครงร่างคร่าว ๆ ใน สิ่งที่เป็นกิจกรรมต่าง ๆ ของฝ่ายมิชชันคัทธอลิค : ก. ผู้ที่จะเป็นนักสอนศาสนาคริสต์ จะต้องสละอุทิศชีวิตของตนทั้งหมดให้แก่การเผยแผ่ ศรัทธาความเชื่อของตน, ข. แล้วก็จะมีการตัดสินว่าเขาจะถูกส่งไปที่ไหน เช่นไปประเทศไทย, ค. ฝ่ายวัดวาติกันจะจัดโปรแกรมให้อย่างเต็มโครงการ ในเรื่องเทววิทยา, ปรัชญา, จิตวิทยา, และการศึกษาภาษา (พูดได้ว่า แทบจะไม่มีภาษาไหนเลยในโลก ซึ่งหาครูสอนไม่ได้) ครูที่สอนได้ดีที่สุด (ครูชั้นที่หนึ่ง) จากมหาวิทยาลัยระดับมาตรฐานที่ดีที่สุดนั้น ก็หาได้จาก พวกพระนั้นเอง, ง. เมื่อถึงประเทศไทยแล้ว ผู้เผยแผ่ศาสนาเหล่านี้ ก็รู้เรื่องเมืองไทยมาแล้วเป็นอย่างดี เรื่องคนไทย, เรื่องจิตใจ, ตลอดหมดทั้งในแง่ที่เข้มแข็งและในจุดอ่อนต่าง ๆ, เรื่องภาษา, ประ- เพณี, การปฏิบัติในศาสนา ฯลฯ, จ. ตามปกติเขาจะเริ่มสอนวิชาทางโลกก่อน "ศีลธรรม" เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษา ในเวลาเดียวกัน เขาก็จะกระทำหน้าที่ของเขาอย่างพระ เขาจะรวบรวมสาระเนื้อหาต่าง ๆ เรื่อง ประเทศไทย หรือเรื่องที่มีในประเทศไทย เพื่อจัดพิมพ์ขึ้นในกรุงโรม (เช่นตีพิมพ์เป็นงานค้นคว้า หรือเป็นเอกสารวิชาการ) หรือตีพิมพ์ขึ้นในประเทศไทยเอง เพื่อเผยแพร่ศรัทธาความเชื่อของ เขา, ฉ. เขาจะใช้ชีวิตส่วนมากในประเทศไทย เพื่อจะได้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่จริง ๆ ให้ได้ผลดี, ช. ในระหว่างหยุดพักเป็นครั้งคราว ก็จะได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอน และไป กรุงโรม เพื่อรายงานและให้ข้อเท็จจริง และให้คำสั่งสอนแก่ผู้อื่นที่จะมาเป็นนักสอนศาสนา อย่างเขาบ้าง ในเวลาต่อไป. ท่านคิดบ้างไหมว่า หัวข้อต่าง ๆ เหล่านี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมทูตภิกขุควรจะคิดและทำดู บ้าง? เราจะต้องยอมรับว่า ความสำเร็จของนักสอนศาสนาคริสต์นั้น เป็นสิ่งที่น่าดูมิใช่น้อยเลย แต่เขาก็จะต้องเข้าใจกันให้ดีว่า วิธีการของธรรมทูตภิกขุไม่อาจจะเหมือนของบาทหลวงได้ และ
น.202 จะต้องไม่เหมือนของบาทหลวงเสียทีเดียว เมื่อกล่าวถึงข้อนี้ โดยเฉพาะแล้วก็จำเป็นว่า ภิกขุ ทั้งหลายจะพึงปฏิบัติให้ได้ปริญญาเอก (Ph. D.) และหลักสูตรปริญญาเอก (หรือดุษฎีบัณฑิต) ของภิกษุทั้งหลายก็คือการปฏิบัติกัมมัฏฐาน และเมื่อไปต่างประเทศแล้วก็จะไม่สอนวิชาทางโลก แต่จะสอนวิปัสสนาสมาธิ. เป็นการตั้งต้นที่ดียิ่ง ที่คณะแรกของพระธรรมทูตนี้ มารับการฝึกฝนอบรมอันจำเป็นนี้ ทีเดียวพร้อมกันทั้งคณะ, อย่างไรก็ดี การอบรมนี้เป็นเพียงการตั้งต้นเท่านั้น และการฝึกฝนอบรม ควรจะดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน, หลังจากนั้นก็ควรจะทำให้ลึกซึ้งขึ้นและทำให้แก่สุกได้ที่ดี โดยการอยู่ในต่างประเทศให้หลายปีที่สุด ที่จะทำได้, ในการขยายโครงการธรรมทูต ก็ควร จะได้มีการศึกษาภาษาฮินดี และเยอรมันด้วย ควบคู่กันกับการเรียนภาษา ก็ควรจะเป็นการ ศึกษาโดยตรง ในเรื่องจิตใจของคน และเรื่องวัฒนธรรมของคนเหล่านั้นไว้เป็นพื้นความรู้ (คน เหล่านั้น หมายถึงประชากรชาตินั้น ๆ ที่ธรรมทูตผู้นั้นจะไปเผยแผ่ธรรมะ เช่นถ้าไปอเมริกา ก็ควรมี ความรู้เรื่องวัฒนธรรมของชนชาติอเมริกัน เป็นต้น) สิ่งที่สำคัญในที่นี้ก็คือ ภิกขุจะต้อง มีจิตใจอันตื่นตัวอยู่เสมอในการที่จะคอยถามปัญหา และมีความเฉียบแหลมคล่องแคล่วอยู่เสมอ ในการที่จะคอยสังเกตและเรียนรู้ จนกระทั่งสามารถเข้าถึงคนเหล่านั้น ผู้ซึ่งเหมาะสมที่จะรับ ของขวัญอันมีค่าที่สุด คือธรรมะ ในที่สุดนี้แต่ไม่ใช่น้อยที่สุด ขออวยพรให้ท่านประสบสิ่งที่ดีที่สุด ขอให้เราเตือนตนเอง ไว้ว่า การสอนธรรมะเป็นหนทางอย่างหนึ่งในหลายวิถีทาง ที่จะทำให้เราเองตระหนักถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่น้อยไปกว่าการเห็นแจ่มแจ้งภายใน อันสูงสุด สุณีต ประภาสวัต - ผู้แปล
Buddhadasa