น.211 วันนี้จะ ได้กล่าวถึง แนวสังเขปของอานาปานสติ ที่เป็นไปเพื่อบรมธรรม อานาปานสติชนิดที่สมบูรณ์แบบ เป็นไปเพื่อบรมธรรมโดยเฉพาะ ตลอดสายนั้น มีกล่าวไว้ในรูปพระพุทธภาษิตในพระบาลี "อานา- ปานสติสูตร" แห่งคัมภีร์มัชฌิมนิกาย สุตตันตปิฎก. ในที่นี้ ใช้ว่า อานาปานสติสมบูรณ์แบบ ก็เพราะว่ามีอานาปานสติอย่าง อื่น หรือที่กล่าวไว้ในที่อื่นซึ่งไม่สมบูรณ์แบบ. แม้ที่กล่าวไว้ใน มหาสติปัฏฐานสูตร ก็ยังกล่าวเพียงตอนเดียว คือตอนต้น ๆ ระยะที่กำหนดลมหายใจเท่านั้น ส่วนที่กล่าวไว้ ใน อานาปานสติสูตร นี้ เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ต้นจนปลาย. แม้จะมีกล่าวไว้ ในที่อื่นอีกบ้าง ก็ไม่มากไปกว่านี้ เพราะฉะนั้นจึงถือเอาแนวสังเขปของอานาปานสตินี้ จากพระสูตรชื่อนี้โดยตรง ซึ่งน่าประหลาดที่ว่า ไม่ค่อยจะมีใครสนใจ กลับไปสนใจ ๕๗๑
น.212 อานาปานสติที่กระท่อนกระแท่นในที่อื่น เช่นในมหาสติปัฏฐานสูตรเป็นต้น. การวิพากษ์ วิจารณ์เรื่องนี้โดยละเอียด ไม่จำเป็นจะต้องทำ ; สำหรับผู้ปฏิบัติ คงถือเอาได้เป็นแนว ที่มีอยู่ในอานาปานสติสูตรนั้นโดยไม่มีปัญหาอะไร. ทีนี้เราก็จะได้พูดกันต่อไป ถึงแนวของอานาปานสตินั้นโดยสังเขป ที่พูดว่า โดยสังเขปก็คือโดยย่อคราวเดียวหมด เพื่อให้ทราบเค้าโครงทั้งหมดของเรื่องนี้นั้นเอง. เพราะว่าถ้าพูดโดยละเอียด ก็กินเวลาหลายชั่วโมงเต็มที จะชวนให้เผื่อเสียก่อน, เพราะ ฉะนั้นเราจึงมองดูโดยแนวสังเขป หรือที่เรียกว่า outline กันเสียก่อน, เหมือนกับขึ้น บนยอดเขาดูทิวทัศน์ทั่วไปของบ้านเมืองคราวเดียวหมด, แล้วจึงค่อยไปดูเฉพาะส่วน ๆ ข้างล่างทีหลัง อย่างนี้สะดวกกว่า. ในขั้นแรกจะต้องทำความเข้าใจกันเรื่องคำ ๆ นี้นั่นเอง. คำว่า อานาปาน- สติ แปลว่าอย่างไร ? นี้มีปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่ในตัว ต้องตั้งใจที่จะทำความเข้าใจให้ดี ๆ ในความหมายของคำ ๆ นี้. ตามรูปศัพท์ของภาษาบาลีที่มีสมาสเช่นนี้ แปลยักย้าย ได้หลายอย่าง ตามแบบของสมาสนั้นสมาสนี้ ; และถูกหมดโดยหลักภาษา แต่เมื่อถึง คราวปฏิบัติจึงถูกเพียงอย่างเดียว คือที่ตรงกับเรื่องของมัน. สำหรับคำว่า "อานาปานสติ" ที่แปลกันอยู่พวกใหญ่ ๒ อย่าง : อย่างหนึ่งแปลว่า สติกำหนดลมหายใจเข้าออก, นี้แปลกันทั่วไปกระทั่งในต่างประเทศ ; อีกอย่างหนึ่ง อานาปานสติ แปลว่า สติ กำหนดที่ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก. นี้คือหลักที่ผมยึดถือ และ เห็นว่าถูกต้อง. ต้องเปรียบเทียบกันดูจนเข้าใจว่ามันต่างกันอย่างไร กำหนดที่ลมหายใจ เข้าออก นี้อย่างหนึ่ง, กำหนดอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เรียกว่า "ธรรม" อยู่ทุกลมหายใจ เข้าออก นี้อย่างหนึ่ง. ใจความสำคัญมันผิดกันอยู่ตรงสิ่งที่ถูกกำหนด กำหนดตัวลม
น.213 หายใจเองนี้อย่างหนึ่ง, กำหนดสิ่งอื่นต่างหาก แต่ว่ากำหนดอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกนี้ อีกอย่างหนึ่ง ขอให้ตั้งข้อสังเกตข้อนี้ไว้ให้ดี แล้วไปดูหนังสือบางเล่มบางฉบับ เขามีหลัก อย่างไร ? หรือว่าที่พูดจากันอยู่ตามศาลาวัดนั้น เขาพูดกันอยู่อย่างไร ? ว่าอานาปานสตินี้ คือการกำหนดอะไร ? คุณจะพบว่าที่พูดกันอยู่ทั่วไปนั้นจะพูดว่า กำหนดลมหายใจเข้าออก ทั้งนั้น. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ในมหาสติปัฏฐานสูตรกล่าวไว้แต่เพียงท่อนเดียวนิดเดียว เฉพาะขั้นในระยะที่กำหนดลมหายใจเข้าออก, แล้วก็ไม่ได้กล่าวถึงอีกในอานาปานสติ ทั้ง ๑๖ ขั้นนั้น ในมหาสติปัฏฐานสูตรกล่าวไว้เพียง ๒ ขั้นเท่านั้นเอง คือการกำหนดลม หายใจยาว กำหนดลมหายใจสั้น, แล้วก็กล่าวเรื่องอื่น ส่วนในสูตรอานาปานสติสมบูรณ์ แบบนั้น เขากล่าวครบถึง ๑๖ ขั้น, และล้วนแต่เรียกว่า อานาปานสติ. ที่นี้คุณก็จับใจความสำคัญของคำ ๆ นี้ต่อไป ตามหลักที่ว่า กำหนดอยู่ที่สิ่งใด สิ่งหนึ่งทุกลมหายใจเข้าออก แล้วก็เรียกว่าอานาปานสติได้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นเราอาจจะ ทำความเข้าใจกันอย่างกว้างขวางที่สุดได้ โดยหลักอันนี้ว่า เมื่อนึกถึงอะไรอยู่, คิดถึง อะไรอยู่, พิจารณาอะไรอยู่, รู้สึกอะไรอยู่, ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกแล้ว ก็เรียกว่า อานาปานสติทั้งนั้น. แต่หมายความว่าต้องควบคุมมันด้วย, ให้การนึกหรือการระลึก หรือการรู้สึกนั้นเป็นไปอย่างสม่ำเสมอทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. สมมุติว่าคุณอยู่ที่นี่ จะนึกถึงอะไรที่กรุงเทพฯ อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก การกระทำอย่างนี้ก็สงเคราะห์เข้าไปได้ว่าเป็นอานาปานสติ ; หรือคุณโกรธใครสักคน หนึ่ง แล้วก็เอามานึกคิด ทำอยู่ในใจทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ก็เรียกว่า อานาปานสติ ; หรือแม้การบริกรรมกัมมัฏฐานบางประเภท เช่นว่า "พุทโธ ๆ" ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก อย่างนี้ก็กลายเป็นอานาปานสติไป. นี้เป็นตัวอย่างที่พอจะแสดงให้เห็นได้ว่า กำหนดที่ "ธรรม" อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก แล้วก็เรียกว่า อานาปานสติ ; คือสติเป็นไปในธรรมทุกครั้งที่หายใจเข้าออก.
น.214 ในแนวของอานาปานสติ ๑๖ ขั้นนั้น ได้กำหนดสิ่งต่าง ๆ อยู่ทุกครั้งที่ หายใจเข้าออกเป็นลำดับไป. ขั้นที่ ๑ แรกลงมือทำ, กำหนดลมหายใจยาว อยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจ เข้าออก. ขั้นที่ ๒ กำหนดลมหายใจสั้น อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. ขั้นที่ ๓ กำหนดข้อเท็จจริงที่ว่า ลมหายใจนี้เป็นเครื่องปรุงแต่ง ร่างกาย อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. ขั้นที่ ๔ กำหนด การทำ ลมหายใจนั้นให้รำงับลง ๆ จนถึงที่สุด อยู่ทุกครั้ง ที่หายใจเข้าออก. ทั้ง ๔ ขั้นนี้รวมเรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน, คือการกำหนดสติ ในการตามเห็นกาย คือลมหายใจ, กับร่างกายที่สัมพันธ์กันอยู่, แล้วควบคุมมันได้. ขั้นที่ ๕ มันเนื่องกันมากับขั้นที่ ๔ เมื่อเราประสบความสำเร็จในขั้นที่ ๔, คือทำลมหายใจให้รำงับได้ จนมีสมาธิ, หรือจนถึงกับมีฌานก็ตาม. ในความเป็นสมาธินั้น มีสิ่งสำคัญที่จะต้องสนใจอยู่ ๒ สิ่ง, ในที่นี้คือ ปีติ - ความอิ่มใจ และความสุขใจ คือความสบายใจ ; นี่เป็นผลที่มีอยู่ในความสำเร็จของขั้นที่ ๔. ทีนี้เราก็ปฏิบัติขั้นที่ ๕ โดยเอา ปีติ-ความรู้สึกนั้น มากำหนดอยู่ทุกครั้ง ที่หายใจเข้าออก ว่าปีติเป็นอย่างไร? ให้มันรู้สึกซึมซาบในบีตินั้นอยู่จนรู้จักบีตินั้นดี. ขั้นที่ ๖ เปลี่ยนจากปีติเป็นความสุข เพราะของสองอย่างนี้เนื่องกันมา ทีนี้ กำหนดความสุขนั้น อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. ขั้นที่ ๗ กำหนด ข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งปีติและสุขนี้เรียกว่า เวทนา , มัน เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต และมันปรุงแต่งจิตอยู่อย่างไร ? กำหนดพิจารณาอยู่อย่างละเอียด
น.215 ถี่ถ้วนจากความจริงภายใน, ไม่ใช่จากการเรียนหนังสือ. ขั้นที่ ๗ นี้กำหนดข้อเท็จจริง ในส่วนที่ว่า เวทนา คือปีติและสุขในที่นี้ มันปรุงแต่งจิตอย่างไร, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือปรุงแต่งสัญญากับวิตก คือจิตนั่นเอง. ขั้นที่ ๘ พยายาม กำหนด การกระทำ ให้เวทนานี้ทำหน้าที่ปรุงแต่งจิต น้อยลง ๆ จนกระทั่งไม่มีการปรุงแต่งจิต, นี้คือขั้นที่ ๘. สี่ขั้นตอนท้าย ตั้งแต่ ปีติ, สุข, เวทนาปรุงแต่งจิต, และแล้วรำงับการ ปรุงแต่งจิตนี้ลงไป, เขาเรียกว่าหมวด เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ; เพราะมันเป็นการ ตั้งสติกำหนดลงไปที่เวทนา ในลักษณะต่าง ๆ กัน ๔ อย่าง. นี้เป็นหมวดที่ ๒ มีอยู่ ๔ ขั้นเหมือนกัน ; นี่มาถึงขั้นที่ ๘ แล้ว หมวดต่อไป ขั้นต่อไปก็คือ ขั้นที่ ๙ กำหนดอยู่ที่ลักษณะของจิตนานาชนิด ที่กำลังเป็นไป หรือเปลี่ยน ไปอยู่ในเวลานั้น, เรียกว่า กำหนดลงไปที่จิต ที่ลักษณะของจิต อยู่ทุกครั้งที่หายใจ เข้าออก. ขั้นที่ ๑๐ กำหนดอยู่ที่การกระทำจิต ให้อยู่ในอำนาจของเรา ใน ลักษณะที่เป็นความเบิกบานปราโมทย์ ; เมื่อทำได้สำเร็จแล้วจึงทำขั้นที่ ๑๑ ต่อไป : ขั้นที่ ๑๑ กำหนดความที่จิต อยู่ในอำนาจของเรา ในการที่เราสามารถ ทำให้มัน ตั้งมั่นได้ตามต้องการ. ขั้นที่ ๑๒ กำหนดความที่เราสามารถทำจิตให้ปลดเปลื้อง จากสิ่งที่ มากลุ้มรุมจิต. สี่ขั้น ตั้งแต่ขั้นที่ ๙ ถึงขั้นที่ ๑๒ นี้ ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับจิต เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การกระทำหมวดที่ใช้สติกำหนด เป็นไปในจิต หรือเกี่ยวกับจิต. เมื่อประสบความสำเร็จในขั้นนี้ก็ทำต่อไปในขั้นที่ ๑๓.
น.216 ขั้นที่ ๑๓ กำหนดความไม่เที่ยง ที่เรียกว่า อนิจจังของสังขารทั้งปวง, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรากำลังรู้สึกอยู่ข้างใน หรือที่เรากำลังกระทำกันอยู่ เกี่ยวข้องกัน อยู่, เช่นร่างกาย หรือลมหายใจ หรือความเปลี่ยนแปลงทางจิตอย่างไรก็ตาม ; กำหนด ความไม่เที่ยงในสิ่งเหล่านี้ ดีกว่าที่จะไปเอาเรื่องข้างนอกมากำหนด แต่ก็คงกำหนดเป็น ความไม่เที่ยงอยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจเข้าออก. ขั้นที่ ๑๔ ก็เนื่องกันไป เมื่อกำหนดความไม่เที่ยงเป็นผลสำเร็จ จิตก็จาง คลายออกจากความยึดมั่นถือมั่น, ฉะนั้น จึง กำหนดวิราคะคือความจางคลาย ออก จากความยึดมั่นถือมั่น หรือกิเลส เป็นอารมณ์อยู่ในขณะนั้น ทุกครั้งที่มีการหายใจ เข้าออก. เมื่อขั้นนี้เป็นไปด้วยดี ประสบความสำเร็จก็ทำขั้น ๑๕ ต่อไป. ขั้นที่ ๑๕ กำหนดที่ ความที่ทุกข์ดับลงไป. ถ้ามีวิราคะ คือความจาง คลายแห่งกิเลสแล้ว ต้องมีความที่ทุกข์ดับลงไป. ขั้นที่ ๑๕ จึงกำหนดตัวความดับแห่ง ทุกข์เป็นอารมณ์ อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. เมื่อประสบความสำเร็จในขั้นนี้ ซึ่งมัน ต้องประสบอยู่ดี เพราะมันถูกต้องมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑๓ - ๑๔ คือความไม่เที่ยง ; ทีนี้มัน ก็มาคล้าย ๆ อัตโนมัติในตัวมันเองเป็นลำดับมา เพียงแต่ว่าเราเลือกกำหนดในแง่ไหน เท่านั้น. ขั้นที่ ๑๕ จึงกำหนดตัวความดับแห่งทุกข์ ที่กำลังรู้สึกอยู่จริง ๆ ในใจ ในทุก ครั้งที่หายใจเข้าออก. ขั้นสุดท้ายขั้นที่ ๑๖ กำหนดความที่อะไร ๆ ที่ตัวยึดมั่นถือมั่นนั้น ถูกสลัด ทิ้งกลับไป เรียกว่า ปฏินิสสัคคะ. พูดเป็นอุปมาก็ได้ว่า ก่อนนี้เราเป็นโจรปล้น ธรรมชาติ เอาของธรรมชาติมาเป็นตัวกู - ของกู เป็นตัวตน ของตน, พอรู้ไปถึงที่สุด จนดับทุกข์ได้อย่างนี้ มันก็เท่ากับคืน - คืนเจ้าของ โยนคืนให้เจ้าของ คือธรรมชาติ, เป็นของธรรมชาติไป, ไม่มีอะไรที่มาถือไว้โดยความเป็นตัวตนของตนอีกต่อไป. มอง เห็นข้อนี้อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก เป็นการปฏิบัติขั้นที่ ๑๖.
น.217 นี้ก็เห็นได้ว่า มันเป็นการปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนปลาย ติดต่อกันมาเป็นอย่างดี จึงเรียกว่าสมบูรณ์แบบ, คือตั้งแต่แรกกระทำ จนถึงบรรลุมรรคผล, แล้วก็รู้ความ ที่บรรลุมรรคผล, รู้ความที่ว่า การบรรลุมรรคผลนี้ เป็นการสลัดคืนสิ่งต่าง ๆ ที่เคย ยึดมั่นหรือประกอบเข้าไว้, นี่มันสมบูรณ์แบบอย่างนี้ เราไปหาที่ไหนไม่ได้ นอกจากใน พระบาลีสูตรนี้. ทั้งหมดนี้เรากำหนดโดยแนวสังเขป คือใจความย่อ ๆ ของแต่ละขั้นทั้ง ๑๖ ขั้น ว่ามีอยู่อย่างนี้. และหมวดสุดท้ายนี้ก็เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน - กำหนดที่ธรรม คือความไม่เที่ยง, คลายความกำหนัด, ความดับทุกข์ และความสลัดคืน. นี้เป็นแนว สังเขปสำหรับการเหลือบตาดูในชั้นแรกว่ามีอยู่ ๑๖ ขั้น, ในแง่ที่ว่า แต่ละขั้น ๆ เป็น อย่างไร. ทีนี้ก็จะชักชวน ให้เหลือบตาดูอีกทีหนึ่ง ในแง่ที่ว่า มีความสัมพันธ์กัน อย่างไร ในระหว่าง ๑๖ ขั้นนี้. ทีแรกเราดูแต่ละขั้น ๆ ว่า เป็นอย่างไรแต่ละขั้น ๆ ทีนี้เราจะเหลือบตาดูให้ลึกลงไปถึงข้อที่ว่า มันสัมพันธ์กันอย่างไร, ก็ต้องเริ่มมาตั้งแต่ ขั้นที่หนึ่งอีก : ครั้งแรกดูลมหายใจยาว เพราะว่ามันเป็นภาวะปรกติของคน ; ถ้ามีอารมณ์ดี คือไม่มีอารมณ์ร้าย อารมณ์รัก อารมณ์โกรธ อารมณ์เกลียด อะไรก็ตาม หรือมี อารมณ์ปรกติแล้ว ลมหายใจก็ยาวอยู่ตามธรรมชาติของมัน. แต่มิได้หมายความว่ายาว ที่สุด เราอาจจะทำให้ยาวกว่านั้นก็ได้. ในขั้นนี้ ดูความที่มันยาวตามปรกติตามธรรม- ชาติก่อน; เริ่มกำหนดที่ลมหายใจตามธรรมชาติที่ไม่มีอะไรแทรกแซง ทีนี้เราก็รู้จัก มากขึ้นไปถึงว่า ถ้ามีอะไรแทรกแซง คือมีอารมณ์ร้ายอะไรมาแทรกแซง เช่นกำลังโกรธ กำลังรู้สึกรุนแรงอะไรอยู่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ลมหายใจมันก็สั้น ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
น.218 เช่น เหนื่อย มันก็หายใจถี่ อย่างนี้ก็เรียกว่าสั้น. อย่างนี้แล้วเราก็เห็นความสัมพันธ์กันใน ความเป็นอยู่ของเรา ระหว่างลมหายใจสั้นลมหายใจยาวนี้ มันสลับกันอยู่ตามอารมณ์ ที่เกิดอยู่ในขณะนั้น. เพราะฉะนั้นเราจะต้องดูให้รู้จักสิ่ง ๆ นี้ให้ทั่วถึง รู้ว่าเดี๋ยวมันสั้น เดี๋ยวมันยาวในลักษณะอย่างนี้เพราะเหตุอะไร ; ในลักษณะยาวมีผลหรือ effect อย่างไร, สั้นมีผลอย่างไร. พูดสั้น ๆ ก็เรียกว่า ศึกษาให้รู้จักลักษณะ หรือธรรมชาติ หรือที่ชาวบ้านใช้คำว่ากำพืดอะไรทำนองนี้, เราเรียกว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลมหายใจยาว และสั้น. นี้เป็นการดูในขั้นที่ ๑ ที่ ๒ ถ้าเรารู้จักลมหายใจดีทุกแง่ทุกมุมแล้ว เรา จะพบในแง่หนึ่งมุมหนึ่งว่า ลมหายใจนี้มันเนื่องกันอยู่กับร่างกาย. ขั้นที่ ๓ เราดูความที่ลมหายใจ มันเนื่องกันอยู่กับร่างกาย : ถ้าลมหายใจ ปรกติ ร่างกายก็ปรกติ, ถ้าร่างกายปรกติ ลมหายใจก็ปรกติ. ถ้าลมหายใจเป็นปรกติ คือยาวก็หมายความว่า ร่างกายก็รำงับตามปรกติ, ลมหายใจสั้น ร่างกายก็กระวน กระวาย หรือร้อนขึ้นมา ; นี้เขาเรียกว่าความเนื่องกันระหว่างลมหายใจกับร่างกาย มองเห็นลมหายใจในลักษณะที่เป็นผู้ปรุงแต่งร่างกาย เรียกเป็นภาษาบาลี ก็เรียกว่า กายสังขาร กายสังขารแปลว่าสิ่งปรุงแต่งร่างกาย ระบุที่ลมหายใจก่อนสิ่งอื่น. แล้วลมหายใจเองก็เรียกว่ากายได้เหมือนกัน เพราะมันเนื่องอยู่กับกาย ปรุงแต่งกาย. ตัวลมหายใจก็เรียกว่ากาย ตัวร่างกายเองก็เรียกว่ากาย ในขณะที่สัมพันธ์เป็นอันเดียว กันอยู่. ขาดลมหายใจก็ไม่มีร่างกาย, ไม่มีร่างกายก็หายใจไม่ได้อะไรทำนองนี้; ใช้ คำว่ากายทั้งปวง คือทั้งลมหายใจและทั้งร่างกาย. เรารู้จักกายทั้งปวง ก็คือเรารู้จักข้อที่ มันสัมพันธ์กันอยู่ ในฐานะเป็นเครื่องปรุงแต่งซึ่งกันและกัน. ร่างกายเป็นที่ตั้งแห่งการ หายใจ, การหายใจก็ช่วยปรุงแต่งร่างกายอยู่ ช่วยสนับสนุนร่างกายอยู่, แต่ข้อเท็จจริง ที่จะต้องมองให้เห็นในการปฏิบัติธรรมนี้ ก็คือดูให้เห็นว่าลมหายใจนี้ปรุงแต่งกาย ; ถ้า ลมหายใจหยาบ ร่างกายก็หยาบ, ถ้าลมหายใจละเอียดร่างกายก็ละเอียด, ถ้าลมหายใจรำงับ กายก็รำงับ, อย่างนี้เป็นต้น มันเนื่องมาจากลมหายใจ.
น.219 ขั้นที่ ๔ ระหว่างขั้นที่ ๓ กับขั้นที่ ๔ มันเนื่องกันตรงข้อที่ว่า เราต้องรู้จัก ธรรมชาติแท้ของลมหายใจ ที่มันเนื่องกันอยู่กับร่างกาย มันปรุงแต่งร่างกายนี้ ให้ดีเสียก่อน, เราจึงจะสามารถใช้วิธีการอันใดอันหนึ่ง ทำให้มันระงับ คือละเอียด ลงไป นี้เราจึงมีการกระทำที่ทำการบีบบังคับหรือฝึก โดยวิธีที่ลมหายใจจะละเอียดลงไป จนแทบจะไม่รู้สึกว่าเราหายใจ. เมื่อเป็นอย่างนี้ร่างกายมันก็พลอยละเอียด คือสงบรำงับ และเย็นลงไป ๆ ด้วย, ผลพลอยได้ก็คือจิตมันก็เย็นลงไปด้วย จิตก็สงบรำงับด้วย. แต่ใน ตอนนี้เราจะยังไม่พูดถึงจิตโดยตรง เราพูดถึงแต่ความที่ร่างกายรำงับ, เราจึงเรียกว่า ทำกายสังขารให้รำงับ. ในขั้นที่ ๔ นี้ ถ้าทำสำเร็จถึงที่สุดก็มีความเป็นสมาธิ ถึง ขนาดที่เรียกว่า ฌาน ก็ได้. คุณดูให้เห็นความสัมพันธ์กันมาเรื่อย ๆ ระหว่างการปฏิบัติ ๔ ขั้น ในหมวด กาย อย่างนี้เสียก่อน เป็นหมวดที่หนึ่ง. ทีนี้ ก็ยังมีความสัมพันธ์กันต่อไปในระหว่างขั้นที่ ๔ กับขั้นที่ ๕ ซึ่งเป็นความ สัมพันธ์ระหว่างหมวดด้วย, คือระหว่างหมวดที่หนึ่งกับหมวดที่สอง. ความสำเร็จของ ขั้นที่ ๔ ทำให้เกิดสมาธิ, องค์แห่งสมาธินั้นมีปีติและสุขรวมอยู่ด้วย. ทีนี้เราแยกเอามา แต่เฉพาะความรู้สึกที่เป็นความสุข หรือเป็น บีติ นั้น มาเป็นอารมณ์ต่อไปของขั้นที่ ๕. ถ้าเราจะน้อมไปถึงความสุขอย่างอื่นที่เคยมีแต่หนหลัง หรือความสุขอย่างไรที่เห็นอยู่ ข้างนอกด้วยตา มาเป็นอารมณ์ นั้นมันไม่ดี ; มันพร่า มันไม่สนิท ทำได้ยาก ; เพราะจะกำหนดได้อย่างไร มันอยู่ข้างนอก. เราต้องทำจนความสุขหรือบีตินี้ มันรู้สึก อยู่ข้างใน ทำได้แล้ว สำเร็จแล้ว มีอยู่แล้ว ในจิตที่เป็นสมาธิของขั้นที่ ๔ นั่นเอง ก็เลย กำหนดไปที่ความรู้สึก ที่เป็นปีติที่ปรากฏอยู่ในใจ. รู้สึกอยู่ในใจว่าเป็นอย่างไร ๆ ๆ กำหนดดูทุกแง่ทุกมุม, ไม่ใช่ใช้เวลาเพียง ๑-๒-๓ นาที, บางทีต้องทำเป็นหลาย ๆ วัน, จะกำหนดขั้นใดขั้นหนึ่งต้องใช้เวลาเป็นหลาย ๆ วัน. เราจะทำจิตให้ประกอบอยู่ด้วยปีติ
น.220 แล้วดื่มรสของปีติ, ซึมซาบในรสของปีติ. แล้วคอยสังเกตดูในแง่อื่นว่า มันมีอะไรบ้าง นอกจากรสชาติของมันเป็นอย่างไรแล้ว มันยังมีผลสะท้อน effect ต่อสิ่งอื่นอย่างไรบ้าง อย่างนี้เรื่อยไป เรียกว่า ขั้นที่ ๕. มันเนื่องมาจากขั้นที่ ๔ อย่างใกล้ชิด. ปีตินั้นต้องให้เกิดความสุขเสมอ. ขั้นที่ ๖ ดูที่ความสุขก็คือเนื่องมาจาก ปีติ จนกระทั่งเรารู้จักความสุขดี, ว่าลักษณะหรือรสชาติของมันเป็นอย่างไรมีผลสะท้อน effect ต่อสิ่งใด ? เกี่ยวเนื่องอยู่กับสิ่งใด ? จนเป็นผู้มี experience อย่างยิ่ง ในสองสิ่งนี้ คือปีติและสุขนี้ สามารถรู้อะไรได้ด้วยตนเอง ว่ามันเป็นอย่างไร ? ขั้นที่ ๗ ต่อไปก็มองดูมันในแง่ที่ว่า เจ้านี่เองที่เป็นตัวการปรุงแต่งจิต ที่สำคัญที่สุด. เขาใช้คำว่า เวทนา, เวทนาทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะแต่ปีติ หรือสุข ; เวทนาทุกชนิดทุกอย่างหลายร้อย หลายชื่อ หลายรายการ มันมีสำคัญอยู่ที่สุข, เพราะ คนเราเป็นทาสของสุขเวทนาด้วยกันทั้งนั้น. คนทุกคนตกอยู่ในฐานะบูชาสุขเวทนา หลงใหลในสุขเวทนา, เป็นทาสของสุขเวทนา. เพราะฉะนั้นเอาเวทนาชนิดที่เป็นตัวการ สำคัญอย่างนี้มาเป็นตัวบทเรียนดีกว่า. ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้สิ่งนี้แล้ว ก็เข้าใจสิ่งอื่นได้หมด จึงมองดูเวทนา จะเป็นปีติก็ตาม จะเป็นสุขก็ตาม อะไรก็ตาม ว่าเวทนานี้มันปรุงแต่ง ความรู้สึกหรือคิดนึก ที่เราเรียกว่า จิต. เวทนารู้สึกว่าเป็นสุขนี้มันก็ปรุงแต่งให้เกิดต่อไปคือสัญญา ความสำคัญ มั่นหมายว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง, เช่น สุขสัญญา - สัญญาว่าสุข, อัตตสัญญา-สัญญาว่า สุขนี้เป็นตัวตน, มมสุขสัญญา มีความสำคัญมั่นหมายว่า สุขนี้ของเรา. คำว่า ‘สัญญา’ ในภาษาบาลีนั้น ไม่ได้หมายความว่าหนังสือสัญญา หรือสัญญากันในระหว่าง บุคคล. สัญญาแปลว่าความรู้พร้อม, หมายถึงความจำได้หมายรู้ เป็นพื้นฐาน แต่ มันยังมากไปกว่านั้น คือสำคัญมั่นหมาย. อิตถีสัญญา - สำคัญมั่นหมายว่าเป็นผู้หญิง.
น.221 ปุริสสัญญา - สำคัญมั่นหมายว่าเป็นผู้ชาย. สัตตสัญญา, ปุคคลสัญญา - สำคัญมั่นหมาย ว่าเป็นสัตว์บุคคล ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาในใจของเรา ที่เราไปเข้าใจสำคัญมั่นหมายว่า เป็นอะไร. สำคัญว่าลูกว่าเมีย ว่าทรัพย์สมบัติ ว่าเกียรติยศชื่อเสียง, นี้ล้วนแต่เป็น ความสำคัญมั่นหมาย. ความสำคัญมั่นหมายนี้เรียกว่าสัญญา. ส่วนเวทนา โดยเฉพาะ สุขเวทนา พอมีขึ้นมามันก็สร้างสัญญาว่าอร่อย หรือว่าดีว่าแพง ว่าน่ารัก ว่าน่ามี, กระทั่งสัญญาว่าจะต้องมีให้ได้ มีความสำคัญมั่นหมายเป็นตุเป็นตะ เป็นสายไป. นี่เรียกว่า เวทนาปรุงแต่งสัญญา ในลักษณะอย่างนี้. พอมีสัญญา มีความสำคัญมั่นหมาย เป็นสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วมันก็ ปรุงแต่งวิตก. วิตกนี้ไม่ใช่วิตกกังวล ภาษาบาลีเขามีความหมาย "วิตก", ว่าเป็นความ ตรึก ความคิดความนึก อย่างใดอย่างหนึ่ง ; วิตกไปในทางเกลียด หรือทางรัก หรือ ทางโง่ หรือไม่รู้ว่าจะเกลียดหรือรักอะไรก็ตาม, นี้เป็นความคิด เรียกว่าวิตก, หรือ บางทีก็เรียกว่า จิต, เป็นความคิด เป็นรูปร่างอย่างหนึ่งขึ้นมา ก็เรียกว่าจิตอย่างหนึ่ง. พอมีสัญญาว่าของเรา นี้ ความคิดที่จะทะนุถนอมรักษา หึงหวงอะไรก็มีขึ้นมา คิดว่าไม่ น่ารัก ความคิดที่ว่าจะทำลาย หรือจะไม่อยู่ด้วย ไม่อยากเผชิญหน้า ไม่อยากเห็น ก็มีขึ้นมา เรียกว่าวิตก. เพราะฉะนั้นความคิดนี้มีมากมายหลายสิบ หลายร้อย หรือหลายพันรายการ หลายชนิด, ทั้งหมดนี้มาจากสัญญา, สัญญามาจากเวทนา. ในขั้นที่ ๗ ของอานาปานสติเรานั่งดูแต่ในแง่นี้ ในข้อเท็จจริงข้อนี้ของ ธรรมชาติฝ่ายจิตใจนี้ ว่าเวทนาทุกชนิดปรุงแต่งสัญญา และวิตก ตามสมควรแก่กรณี ; ขั้นที่ ๗ ก็เนื่องมาจากขั้นที่ ๕ ที่ ๖ อย่างนี้. พอถึง ขั้นที่ ๘ ก็ตั้งหน้าตั้งตาที่จะควบคุม การที่เวทนาปรุงแต่งจิต ควบคุมกำลังของเวทนา, ควบคุมอิทธิพลของเวทนา ในการที่มันจะปรุงแต่งจิต
น.222 โดยเฉพาะ เป็นเรื่อง ๆ เป็นกรณี ๆ ไปเลย ; คือว่าศึกษาจากภายในที่ว่า เวทนาไหน กำลังจะปรุงแต่งจิตของเราอย่างไร เช่นเราเมื่อยขึ้นมา มันก็มีความรู้สึกคิดนึกอย่างไร ขึ้นมา, แล้วก็ปรุงแต่งความรู้สึกอย่างอื่นต่อไปอีก, แล้วก็มีการควบคุม บรรเทา หรือบังคับให้มันมีการปรุงแต่น้อย, เป็นบทเรียนไปทุกอย่างทุกสิ่ง ที่เกี่ยวกับเวทนา ปรุงแต่งจิต, เพื่อว่าต่อไปในอนาคตเราจะควบคุมเวทนาได้อย่างดี ในการที่มันจะปรุง แต่งความคิดนึกอย่างนั้นอย่างนี้. ขั้นนี้เราเรียกว่าทำจิตตสังขารให้รำงับ. จิตตสังขาร คือเวทนานั่นเอง เป็นขั้นสุดท้ายของหมวดที่สอง. ขั้นสุดท้ายของหมวดที่หนึ่ง ทำกายสังขารให้รำงับ, ขั้นสุดท้ายของหมวด ที่สองนี้ ทำจิตตสังขารให้รำงับ, รูปโครงมันเหมือน ๆ กัน. เราต้องรู้จักอะไรว่าเป็น อย่างไรเสียก่อน แล้วรู้ว่าอิทธิพลมันมีอย่างไร แล้วก็บังคับอิทธิพลเหล่านั้นให้รำงับ, จะมีหลักอย่างนี้ทั้งสองหมวด. ขั้นที่ ๘ นี้สุดอยู่ที่บังคับอิทธิพลของเวทนา ในการที่ จะปรุงแต่งจิต เรียกว่าทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ; และต้องเน้น ความหมายของคำว่า “ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก" นั้นให้ดีๆ เราทำได้จริงอย่างเดียว ไม่พอ เราต้องทำได้อย่างหนักแน่นสม่ำเสมอ ชัดเจนอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ; ผล ของการย้ำทุกครั้งที่หายใจเข้าออกนี้สำคัญมาก, ได้ชื่อว่า อานาปานสติ ก็เพราะเหตุนี้. จะยกตัวอย่างแทรกตรงนี้สักนิดว่า ถ้าคุณเกลียดใครก็นึกหน้าตาของเขา เอามาเกลียดชัดอยู่ในใจภายในทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ลองดู, ความเกลียดจะทวีขึ้น ๆ จนถึงขีดสูงสุด จนยิ่งกว่าเกลียดเข้ากระดูกดำไปเสียอีก. นี่อิทธิพลของการที่เอามาทำ อยู่ในใจทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. เพราะฉะนั้นเราจะประสงค์อะไร, จะทำอย่างไรใน ทางที่ดีก็จงเอามาทำอยู่ทุกครั้ง ที่มีการหายใจเข้าออกอยู่. มันจะประทับ มันจะฝั่ง มันจะย้อมจิตลงไปอย่างเหนียวแน่นเป็นนิสัยไปเลย, เพราะฉะนั้นจึงมีการกำชับว่า "ทุก ครั้งที่หายใจเข้าออก" ทุกๆ ลำดับ ทุก ๆ ขั้นของการปฏิบัติทั้ง ๑๖ ขั้นนั้น.
น.223 ทีนี้ เราดูความเนื่องกันต่อไปอีกของขั้นที่ ๘ ถึงขั้นที่ ๙, มันเป็นความ เนื่องกันระหว่างขั้นที่ ๘ กับขั้นที่ ๙ ด้วย และเป็นความเนื่องกันระหว่างหมวดที่สองกับ หมวดที่สามด้วย, ตรงนี้เป็นหัวต่อของหมวด. ขั้นที่ ๘ ระวังบังคับสิ่งปรุงแต่งจิตได้ ให้ปรุงแต่งจิตแต่น้อย หรือแต่ในทางที่ถูกที่ควร อะไรก็ตาม, แต่เราต้องการความ รำงับจิตเสมอไป. ในขั้นที่ ๘ นี้นับว่ามีความเชี่ยวชาญมากโขอยู่ ในการจัดการกับจิต จะควบคุมจิต, จะบังคับจิต, จะหันเหจิตไปทางไหนก็ได้. ขั้นที่ ๙ เราก็ฝึกการ ดูลักษณะอาการนานาชนิดของสิ่งที่เรียกว่าจิต, ดูจิต ที่กำลังเป็นอยู่จริงในภายใน รู้สึกอยู่ว่าจิตเดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างไร : จิตกำลังประกอบ อยู่ด้วยราคะ หรือว่าจิตกำลังว่างจากราคะ, ประกอบอยู่ด้วยโทสะหงุดหงิด หรือว่าไม่มี ความหงุดหงิด, ประกอบอยู่ด้วยความสงสัยรำคาญอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่มีความสงสัย รำคาญอย่างใดอย่างหนึ่ง, จิตกำลังสงบรำงับหรือไม่สงบรำงับ, จิตกำลังถูกอะไรปรุงแต่ง หรือไม่ถูกอะไรปรุงแต่ง, หรือว่าจิตชนิดนี้อยู่ในภาวะที่เลิศที่สุดแล้ว หรือว่ายังไม่ถึง ภาวะที่เลิศที่สุด. เขามีอยู่หลายรายการ ราว ๑๖ รายการ ๘ คู่, ๑๖ รายการนี้เป็น อย่างน้อย ดังที่ยกตัวอย่างให้ฟังแล้ว. ก็แปลว่าขั้นที่ ๙ นี้ ไม่มีอะไรนอกจากนั่งดู จิตว่า มันมีลักษณะอย่างไร, กำลังผันแปรอย่างไร, เป็นไปอย่างไร ; ไปดูหน้าตาของ จิตอย่างทั่วถึงในขั้นที่ ๙ เพื่อให้รู้มันทุกชนิด ว่าชนิดไหนเกิดมาด้วยการปรุงแต่งจิต อย่างไร. เวทนาชนิดไหนปรุงแต่งจิตชนิดไหนขึ้นมา หรือว่าจิตชนิดนี้กำลังเป็นผล ของเวทนาชนิดไหน นี่เป็นหน้าที่การปฏิบัติในขั้นที่ ๙ จะต้องกระทำ. เมื่อดูกันอย่าง ทั่วถึง เข้าใจกันอย่างทั่วถึงแล้ว ก็ปฏิบัติในขั้นต่อไป : ขั้นที่ ๑๐ มีการบังคับจิตให้ปราโมทย์ ให้พอใจอยู่เสมอได้ตามต้องการ ; เรียกว่าทำจิตให้บันเทิงอยู่ในทางธรรม. ไม่ใช่ปราโมทย์เรื่องกามารมณ์ เรื่องอะไรทำนอง นั้น ; ให้เกิดความรู้สึกที่มีความหมายเป็นความบันเทิงอยู่ในธรรม ที่กำลังปฏิบัติอยู่,
น.224 ให้รู้สึกบันเทิงอย่างนี้อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. ลองคำนวณดูว่ามันมีความหมายเท่าไร มีน้ำหนักเท่าไร หรือเป็นความสำเร็จเท่าไรแล้ว ในการบังคับจิต ฝึกจิต. ขั้นที่ ๑๐ นี้ บังคับจิตให้บันเทิง. ขั้นที่ ๑๑ บังคับให้หยุดหรือให้ตั้งมั่น ให้มั่นคง ให้แข็งแรง, ให้มัน อย่างที่เรียกว่า ประกอบด้วยองค์คุณ ๓ ประการ คือ สะอาด, ตั้งมั่น, ไวต่อการงาน หรืออะไรก็ตาม. เดี๋ยวนี้เราเอาความตั้งมั่นเป็นหลัก มั่นคงเป็นหลัก ; ให้ตั้งมั่นอยู่อย่างไร ก็ได้ นานเท่าไรก็ได้. ขั้นที่ ๑๒ ต่อไป หัดบังคับให้จิตปลดเปลื้อง. เมื่อก่อนนี้ก็ไม่ใช่ ไม่มีความปลดเปลื้อง, มันมีการปลดเปลื้องมาตามลำดับ, แต่ไม่ได้มีเจตนาจะทำ อย่างนั้นโดยตรง. เดี๋ยวนี้เรามาตั้งเจตนาจะทำอย่างนี้โดยตรงเป็นเวลานาน ; คือกำหนด ข้อที่ว่า เดี๋ยวนี้จิตกำลังมีอะไรห่อหุ้มกลุ้มรุมพัวพันหรือเปล่า, ถ้ามันมีก็ต้องปลดเปลื้อง หรือสลัดออกไปไม่ให้มันมี จะเรียกว่า ปลดเปลื้องจิตจากอารมณ์ ก็ได้, ปลดเปลื้อง อารมณ์ออกไปจากจิต ก็ได้, คำพูดมันถูกทั้งนั้น เรียกว่าความปลดเปลื้องก็แล้วกัน ; ทำให้จิตปลดเปลื้องจากอารมณ์ หรือเปลื้องอารมณ์ไปจากจิตมันก็มีผลเท่ากัน, คือจิต กำลังเกลี้ยงเกลาจากสิ่งที่มากลุ้มรุม แม้อย่างที่หยุมหยิมที่สุด อย่างหยุมหยิมเล็กน้อยที่สุด ก็ไม่มี, อยู่อย่างนี้ทุกลมหายใจเข้าออก ; นี่เป็นขั้นที่ ๑๒. หมวดนี้มีอยู่ สี่ เริ่มมาแต่ดูลักษณะท่าทางของจิตนานาชนิด, แล้วบังคับให้ บันเทิง บังคับให้หยุด ให้ตั้งมั่น, แล้วบังคับให้เปลื้องปล่อย ปลดปล่อย, นี้หมวด ที่สาม มี ๔ ขั้น. ทั้งนี้ก็เนื่องกันมาแต่ต้น, แต่ละขั้นมันก็เนื่องกัน แต่ละหมวด มันก็เนื่องกัน ; นี่เรากำลังพูดแต่ละขั้นที่มันเนื่องกัน.
น.225 เมื่อเราทำจิตอยู่ในอำนาจของเราถึงขนาดที่ว่า ให้บันเทิงก็บันเทิง ให้หยุด ก็หยุด ให้ปลดเปลื้องก็ปลดเปลื้อง ดังนี้แล้ว ก็ใช้จิตที่บังคับได้ดีอย่างนี้แล้วไปใน ขั้นสูงสุด คือเกี่ยวกับธรรม. บังคับจิตให้มองเห็นความไม่เที่ยง, ความเปลี่ยนแปลง, ความไม่เที่ยง, ของทุกสิ่ง ที่เรียกว่าสังขารทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่กำลัง เป็นอยู่ภายใน, แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งอีก ก็คือ เวทนา หรือสุขเวทนา ที่เราเป็น ทาสของมันนั่นเอง: มนุษย์เป็นทาสของสุขเวทนา เดี๋ยวนี้เราใช้จิตที่ฝึกดีแล้ว ดูความไม่เที่ยงของสุขเวทนา ว่าเป็นมายาหลอกลวงอย่างไร, ถ้าเราตีด่านนี้แตกก็คล้าย ๆ ตีแม่ทัพของมันแตก ลูกน้องของมันก็ไม่มีปัญหาอะไร. ยอดสุดของเวทนาที่เราเคยบูชา หลงใหลยึดถือนี้ ถูกทำลายไป ในฐานะเป็นสิ่งมายาไร้ความหมาย, แล้วสุขเวทนา อย่างอื่นมันพลอยถูกตีแตกกระจายไปหมด. และบรรดาสุขเวทนาแล้ว ไม่มีอะไร มีรสชาติสูงสุดเท่ากับสุขที่เกิดจากสมาธิ คือปีติและสุข ที่เป็นองค์ประกอบของสมาธิ เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นรสชาติของสุขเวทนาชั้นสูงสุด, ถ้าเราไม่ตกเป็นทาสของเวทนา ชนิดนี้แล้ว จะไม่ตกเป็นทาสของเวทนาชนิดไหนหมด. ถ้าเราสามารถทำในขั้นที่ ๔ ตอนต้น ๆ คือสามารถทำให้เกิดเวทนาชนิดนี้ ขึ้นมา, เราก็จะรู้ว่า เรื่องกามารมณ์นี้เป็นเรื่องเด็กเล่น เป็นขี้ฝุ่นไปเลย, เป็นของ เล่นของเด็กอย่างขี้ฝุ่นไปเลย, มาติดในรสของสุขเวทนาชนิดที่เกิดจากสมาธินี้, มาเป็น ทาสของเวทนาชนิดนี้อยู่ระยะหนึ่งก่อน ; แล้วก็มาพิจารณาว่า แม้สุขเวทนาชั้นเลิศนี้ ก็ยังเป็นของเด็กเล่นอีก, เป็นของมายาหลอกลวงอีก. ในขั้นที่ ๑๓ เพ่งดูแต่ความหลอกลวงเหลวไหลมายาของสุขเวทนา เท่านั้น ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก กี่วันกี่เดือนก็ตามใจ จนกว่ามันจะรู้สึกลงไปจริง ๆ, จนกว่ามันจะก้าวลงไปสู่ขั้นที่ ๑๔ คือระอาเบื่อหน่ายต่อสุขเวทนา เรียกว่า วิราคะ, กินความรวมกันหมดถึงว่า จางออก คลายออก คลายกำหนัดหรือเบื่อหน่าย ก็อยู่กันที่
น.226 ตอนนี้. ก่อนนี้จิตฝั่งแน่นในสุขเวทนาเป็นต้นนั้น ด้วยอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น, เดี๋ยวนี้เริ่มคลายออก เหมือนมือที่กำไว้อย่างเหนียวแน่น ที่เริ่มคลายออก เรียกว่า วิราคะ- คลายออกเพราะความเบื่อหน่ายหรือนิพพิทา. ตรงนี้ อยากจะแทรกคำว่า " นิพพิทา " สักหน่อย. คำว่า นิพพิทา คนเข้าใจผิด, ไปหมายความว่า เบื่อหน่ายอย่างที่เรียกว่า เบื่อรำคาญ ; เบื่อหน่าย อย่างรู้สึกเกลียด รู้สึกรำคาญนั้น ไม่ใช่นิพพิทาที่ถูกต้องในที่นี้. ถ้าเบื่อหน่ายไปทำ ให้กระสับกระส่ายรำคาญอยู่มันก็ไม่มีผลอะไร, มันต้องเบื่อหน่ายมากไปกว่านั้นคือ จนเฉยได้ . คำว่าเบื่อหน่ายมันต้องอยู่ในสภาพที่เฉยได้ จึงจะไม่เป็นอันตราย หรือว่า ไม่ทำความรำคาญให้. เบื่อหน่ายอย่างเบื่อของไม่ชอบ อย่างนี้มันไม่ใช่เบื่อหน่ายในทาง ธรรม หรือว่านิพพิทาในที่นี้. เช่นเบื่อหน้าเพราะซ้ำซาก ก็ยังไม่ใช่นิพพิทาในกรณี อย่างนี้ มันต้องเบื่อหน่ายเพราะเห็นความไม่มีสาระ ไม่มีส่วนที่ควรยึดถือ, แล้วไม่ สนใจ แล้วเฉยได้, มันไม่ครอบงำใจเราอีกอย่างนี้ ชื่อว่าเราเบื่อหน่าย. ขั้นที่ ๑๔ กำหนดอยู่ที่ความเบื่อหน่าย ที่รู้สึกเบื่อหน่าย หรือน่าเบื่อหน่าย, แล้วก็รู้สึกเบื่อหน่ายอยู่เรื่อยไปทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. มันต้องเอาผลของขั้นที่ ๑๓ มา คือเห็นไม่เที่ยง, เห็นไม่เที่ยงแล้วเป็นวิราคะ แล้วก็เบื่อหน่าย. ขั้นที่ ๑๔ เบื่อหน่าย แล้วควบคุมความรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่ ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. เมื่อเบื่อหน่ายแล้วเฉยได้ นี้มันไม่มีทุกข์, นี้ขั้นที่ ๑๔ มันก็เข้ามาแทน โดยอัตโนมัติ. เห็นความไม่มีทุกข์, ความเย็นสนิทของความไม่มีทุกข์, ความ ดับไปแห่งความทุกข์ เป็นความไม่มีทุกข์ ; แต่เราไม่เรียกว่าความสุข. ที่เรียกว่า ความสุขนั้นเป็นเรื่องของความอยาก ความยึดมั่น, เราเรียกอย่างบริสุทธิ์ อย่างสะอาด ว่า ความไม่มีทุกข์. จะเรียกโดยสมมุติว่า ความสุขอย่างยิ่ง ก็ได้เหมือนกัน, แต่
น.227 ระวังให้ดี เผลอก็จะเป็นเรื่องของอุปาทานไปอีก. นิพพาน จึงพูดว่า ความดับทุกข์. ไม่พูดว่าความสุขอย่างยิ่ง. ถ้าอยากจะพูดว่าความสุขอย่างยิ่ง ก็เป็นเรื่องมุ่งหมายอย่างอื่น มุ่งหมายจะโฆษณานิพพานให้คนสนใจมากกว่า. ถ้าพูดไปตามความจริงแล้วต้องว่า ความดับทุกข์ไม่มีเหลือ, หรือสิ้นสุดแห่ง ความทุกข์ ในขั้นที่ ๑๕ ก็กำหนดภาวะดับทุกข์ของจิตที่ไม่มีทุกข์ ที่ดับทุกข์อยู่อย่างไร ด้วยเหตุใด, รู้สึกในใจทุกครั้งที่หายใจเข้าออก; กี่วันกี่เดือนก็ได้ ในขั้นๆ หนึ่ง ปฏิบัติ อยู่หรือว่าจะปฏิบัติติดต่อกันไป จนมาหยุดอยู่ในขั้นที่เรากำลังปฏิบัติขั้นนี้ก็ได้. ขั้นที่ ๑๖ ขั้นสุดท้ายนั้นมันเนื่องกันมา เมื่อไม่มีทุกข์อย่างนี้แล้ว ปราศจาก ความทุกข์สิ้นเชิงอย่างนี้แล้ว เราจะดูมันซ้ำอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้ายหรือจะไม่ดูก็ได้. แต่ความสมบูรณ์แบบ เขาวางไว้สำหรับดู ให้ดูอีกครั้งว่ามันน่าหัวเราะ ตั้งแต่ต้นจนปลาย มันสิ้นสุดตรงที่ว่า อะไร ๆ ก็ล่วงไป อะไร ๆ ก็หลุดไป ราวกะว่า เราสลัดสิ่งที่มัน มาเกาะเกี่ยวนี้ออกไปได้หมด. นี่ผมพูดโดยสมมุติว่า คืนเจ้าของไปแล้ว, คือทุกอย่าง เป็นของธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่เป็นของธรรมชาติ เป็นตัวธรรมชาติ แม้แต่นิพพาน ก็เป็นของธรรมชาติ แต่หลงเอามาทำเป็นตัวกู - ของกู. มันโง่ มันหลง มันเป็นบ้า ทางวิญญาณมาตลอดเวลา, เดี๋ยวนี้หายบ้า จึงคืนเจ้าของ ; รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นของ ธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ อยู่ด้วยความรู้สึกในขั้นสุดท้าย คือขั้นที่ ๑๖ อย่างนี้มันก็ถึงที่สุดของการ ปฏิบัติ คือมันสบาย, ไม่มีใครมาทวงอีกต่อไป, ไม่มีเจ้าหน้าที่ไหนมาทวงอีกต่อไป. ถ้าเราไปเอาของเขามาเป็นตัวกู - ของกู, มันก็คือว่าไปปล้นมา ไปยืมมา, ที่จะต้องคืน จะต้องคืนเจ้าของ ; มันมีข้อผูกพัน. เดี๋ยวนี้คืนหมดแล้ว ไม่มีอะไรเป็นข้อผูกพันเหลือ อยู่ ; คำว่า คืนเจ้าของ นั้นคุณจำไว้ เป็นคำขัน ๆ แปลกๆ : เดี๋ยวนี้กำลังไปเอาของ
น.228 ธรรมชาติมาเป็นตัวกู - ของกู, ไปยืมมาหรือปล้นเอาซึ่งหน้าก็มี ล้วนแต่เป็นข้อ ผูกพันที่จะต้องคืนทั้งนั้น ; การปฏิบัติขั้นสุดท้าย มันก็จบลงไปคือ ส่งคืนให้เจ้าของ หมด สี่ขั้นสุดท้ายนี้ เรียกว่า “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน". เดี๋ยวนี้เราได้ดูความที่มันเนื่องกันระหว่างขั้นทั้ง ๑๖ ขั้นมาแล้ว. ผมกำลัง พูดว่า “ ดูภาวะที่มันเนื่องกัน " คุณต้องเข้าใจและรู้ว่า ภาวะที่มันเนื่องกันในระหว่าง ขั้นนั้นคืออะไร ที่แรกเราพูดกันถึงลักษณะเฉพาะขั้น ๆ ๑๖ ขั้น, และเดี๋ยวนี้เรากำลังพูดว่า ความเนื่องกันระหว่างขั้น ๆ, เนื่องกันอยู่อย่างไร จนครบทั้ง ๑๖ ขั้นอีก. เมื่อเรา ดูความเนื่องกันระหว่างขั้นแล้ว มันก็เห็นได้ง่าย ในความเนื่องกันระหว่างหมวด. หมวดที่ ๑ กายานุปัสสนา จัดการเกี่ยวกับร่างกาย จนรู้เรื่องร่างกาย จน ควบคุมร่างกายอะไรได้ดี, แล้วหมวดที่ ๒ รู้เรื่องเวทนา. การที่รู้เรื่องกายดีแล้ว ก็เป็น เหตุให้รู้เรื่องจิตได้ง่าย คือเรื่องจิตในส่วนที่เป็นเวทนา, ถ้าพูดให้ดี ก็เรียกว่าเจตสิก กายนี้มันเนื่องอยู่กับเวทนา, เวทนานี้ชาวบ้านจะเรียกว่าจิต เพราะเขาใช้คำหลวม ๆ ; ถ้าภาษารัดกุมอย่างภาษาอภิธรรม เวทนาทั้งหมดนั้น เขาเรียกว่า เจตสิก คือสมบัติของจิต อย่างที่เราเคยพูดกันมาทีหนึ่งแล้ว. กายนี้มันเนื่องกันอยู่กับเวทนา คือจิตส่วนที่เป็นความรู้สึก พอเราเข้าใจมันดี ก็มาศึกษาเรื่องตัวจิตล้วน ๆ ในหมวดที่ ๓ จนบังคับได้ดีหมด จนให้ปลดปล่อย หรือ ปลดเปลื้องได้. หมวดที่ ๔ หมวดสุดท้าย ก็ดูการที่เราใช้จิตนั้น ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับธรรม คือความไม่เที่ยงเป็นต้น จนจิตมันเปลี่ยนไป ในลักษณะที่เรียกว่าหลุดออกมาได้ โดย สมบูรณ์.
น.229 กาย เวทนา จิต ธรรม ๔ อย่างนี้ เขาเรียกว่าสติปัฏฐาน ๔ ; แต่ละอย่าง ๆ มีการปฏิบัติเตรียมไว้ ๔ ขั้น ทั้งสี่สติปัฏฐาน. ฉะนั้น สติปัฏฐานที่สมบูรณ์แบบก็คือ การปฏิบัติอย่างนี้ ๑๖ ขั้น. โดยเหตุที่ต้องทำอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ดังนั้นจึงได้ นามชื่อว่า "อานาปานสติ" มีอยู่ ๑๖ ขั้น. เป็นสติปัฏฐานสี่โดยสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ต้น จนปลาย ; เข้าใจได้ง่าย ปฏิบัติได้ง่ายกว่าสติปัฏฐานที่กล่าวไว้ในรูปอื่น ระบบอื่น. นี้คือแนวสังเขปของอานาปานสติ เหลือบตาดู อานาปานสติ จากเบื้องบน ๑๖ ขั้น เพื่อรู้ทิวทัศน์ของมัน ในเวลาอันสั้นทั้งหมดทั้งสิ้นทีเดียวก่อน เพื่อจะได้ศึกษาราย ละเอียดต่อไป. จนรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่มีอะไร นอกจากเรื่องที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ในขั้นลึก ในแง่ลึก, แล้วจะได้พูดวินิจฉัยกันโดยละเอียดไปทีละขั้น ๆ. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมด.
Buddhadasa