น.186 วันนี้จะได้กล่าวถึง การฝึกจิต ที่ยังมิได้เจาะจงบรมธรรม ใน ฐานะเป็นเรื่องผนวก, เพื่อจะช่วยให้เข้าใจการฝึกจิตดียิ่งขึ้นทุกแง่ ทุกมุม เพราะเราถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ. การฝึกจิตประเภทที่ยังไม่ได้เจาะจงบรมธรรมมีอยู่ แม้ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล. ขอให้ทราบไว้ว่า มนุษย์เริ่มรู้จักการฝึกฝนจิตมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล อาจจะนานเป็น หลายร้อยปี หรือพันปี; ทั้งนี้เพราะว่า การรู้เรื่องจิต การเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ เรียกว่าจิต มีได้แม้โดยสามัญสำนึก. เราลองนึกดูในข้อที่ว่าแม้เราจะยังไม่ได้เคยรับการ อบรมทางศาสนามาก่อน เราก็พอจะรู้สึกถึงการกระทำชนิดที่เกี่ยวกับจิต คือ ตั้งจิต สำรวมจิต จัดจิต ขยับขยายมันให้ถูกวิธี หรือถูกลักษณะที่เราต้องการ. เช่นเราจะ ยิงปืน ก็ต้องมีการจัดจิตในขณะนั้น ให้เหมาะในการที่จะยิงปืน อย่างนี้เป็นต้น ; ทำให้ มนุษย์เริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิต หรือการปรับปรุงจิต ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการรู้จัก ทำจิตให้เป็นไปเสียอย่างอื่น จากภาวะที่เราไม่ต้องการ. ๕๔๖
น.187 เมื่อผมเป็นเด็กเล็กๆ กลางคืน บางทีกลางดึก จะต้องไปส้วมริมคลอง ที่จะต้องผ่านต้นโพธิ์ใหญ่ครึ้ม ซึ่งเป็นที่ที่ทุกคนกลัวผี. ผมแก้ปัญหาได้ โดยการที่ พอจะเข้าถึงเขตร่มเงาต้นโพธิ์ใหญ่นั้น, ก็นึกถึงสิ่งที่ผูกพันจิตใจสิ่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะ น่าหวัว หรือน่าประหลาด คือปลากัด. ผมตอนเด็ก ๆ ก็ชอบเลี้ยงไว้ดูเล่นอย่างสวยงาม จนติดตา โดยไม่ต้องมีใครสอนใครแนะ ; หลับตาเห็นปลากัดที่เลี้ยงไว้เมื่อตอนกลางวัน, ก็เดินผ่านเงามืดนั้นไปได้ โดยความกลัวผีไม่รบกวนจิตใจเลย. พอออกไปถึงที่ริมคลอง ก็เป็นที่โล่งที่แจ้งอีก ส้วมก็ยื่นออกไปในคลอง, ตอนนั้นก็ไม่ต้องกลัวผี. ปัญหามันมี ก็แต่ว่า ตอนที่จะผ่านร่มโพธิ์ครึ้มยาวเกือบเส้นหนึ่ง มันมืดเป็นพิเศษ เพราะมีใบดกด้วย. อย่างนี้เราควรจะจับใจความให้ได้ว่า ในบางครั้งเราต้องส่งจิตไปอื่น หรือ เปลี่ยนจากภาวะที่เราไม่ประสงค์ ; มันค่อยๆ สอนของมันได้เองตามธรรมชาติ. เพราะ ฉะนั้นจึงเป็น instinct อะไรอย่างหนึ่งก็ได้ตามธรรมชาติ ในการที่จะเปลี่ยนหรือส่ง หรือ จัดจิต ไปภาวะอย่างอื่น ไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาในขณะนั้น. ข้อนี้เป็นเหตุให้เชื่อว่า การรู้เรื่องจิต รู้จักการฝึกจิตอะไรเช่นนี้มันมีมานมนานก่อนพุทธกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นดินแดนของการศึกษาค้นคว้าเรื่องจิตยิ่งกว่าที่ใดหมด ; มีฤๅษี โยคี มุนี ออกจากบ้านเรือนแสวงหาความสุขทางจิตยิ่งไปกว่าธรรมดา เพราะฉะนั้นมัน ก็ต้องมีการฝึกจิต. ทีนี้ เวลามันเนิ่นนานมา เป็นเวลาร้อยปีพันปี มันก็ต้องมีระบบความรู้ของ การปฏิบัติเกี่ยวกับจิตนี้มากมาย จนกระทั่งมาถึงยุคพุทธกาล ซึ่งเขาเรียกกันว่ายุคอุปนิษัท ประมาณ ๒๕๐ ปีก่อนพระพุทธเจ้า และหลังพระพุทธเจ้าอีกราว ๒๕๐ ปี เป็นยุคที่ เรียกว่า "เล่นในทางจิต" มากเป็นพิเศษ ; และค่อยสูงขนาดที่เป็นชั้นปัญญา ไม่ใช่ สมาธิเฉย ๆ ; แต่มันก็ต้องเนื่องกันกับสมาธิ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าสมาธินี้เป็นบุพภาค ของปัญญา. มันก็เลยอาจจะมองเห็นการฝึกจิตทั้งหมดพอที่จะแบ่งออกเป็นประเภทได้ว่า
น.188 เป็นประเภทที่ยังไม่ถึงกับเจาะจงต่อบรมธรรมก็มี, ซึ่งหมายถึงบรมธรรมตามความหมาย ของเรา; และเป็นประเภทที่เจาะจงบรมธรรมชนิดสูงสุดคือนิพพาน ก็มี. ถ้าเราจะมาคิดกันเสียตามหลักธรรมชาติที่สุดว่า ธรรมดามนุษย์ต้องอยาก จะได้สิ่งดีที่สุดอยู่แล้ว ทำอะไรก็อยากจะให้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า “บรมธรรม" ของคนบางยุคบางสมัยนั้น ก็อาจจะอยู่ในรูปอื่น ; แล้วเขาจะรู้สึกว่า ก็เป็น บรมธรรมเหมือนกัน. แต่ครั้นมาถึงสมัยเรา เราไม่ถือว่าอย่างนั้นเป็นบรมธรรม, มัน ยังต่ำเกินไป. เราจัดระดับบรมธรรมไว้เป็นระดับที่สูงกว่านั้นมาก เช่นที่เรากำลังพูดถึง กันอยู่นี้, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ นิพพาน. เมื่อเป็นดังนี้เราจะเห็นได้ว่า การฝึกจิต แบบที่ยังไม่มุ่งหมายบรมธรรมนั้น มันก็มีอยู่ในฐานะที่ว่า เป็นอุปกรณ์แก่การฝึกจิตใน ประเภทบรมธรรมก็มี, หรือว่าเป็นบุพภาคที่จะต้องผ่านมาให้ได้ก่อน อย่างนี้ก็มี, กระทั่งถึงเป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดเฉพาะกรณีของเขา ที่เขาต้องการอย่างนั้น ๆ ก็มี, เช่น เขาอยากจะมีฤทธิ์มีเดช ก็ฝึกจิตเพื่ออย่างนั้นโดยเฉพาะ. การฝึกจิตประเภทที่เป็นอุปกรณ์นั้น ตัวอย่างเช่นว่า เราจะฝึกจิตที่เป็น system สมบูรณ์, แต่แล้วมันก็เกิดขัดข้องในข้อที่ว่า เรามีโรคทางจิตบางอย่างเป็นพิเศษ ซึ่งกีดกั้นอยู่ เช่นเป็นคนหนักไปในทางความกำหนัดเรื่องเพศ, นี่เราก็ไม่สามารถ จะฝึกกัมมัฏฐานที่เป็นจริงเป็นจัง เช่นอานาปานสติตลอดสายเป็นต้นได้ ; ก็เลยต้อง ไปฝึกพวกที่เป็นอุปกรณ์ เช่น พิจารณาซากศพ หรือสิ่งปฏิกูลอื่น ๆ แก้ไขจิตส่วนที่มัน ขี้มักกำหนัดมากเกินไปนั้นเสียก่อน พอให้มันไม่รบกวนมาก แล้วจึงมาฝึกกัมมัฏฐาน หลักใหญ่ที่เราประสงค์จะฝึกจนตลอดสาย. ถ้าฝึกเพียงเท่านี้ก็เรียกว่าในลักษณะที่เป็น อุปกรณ์. การฝึกอย่างอุปกรณ์นี้เป็นเรื่องเฉพาะคน แก้ปัญหาเฉพาะคนไป เพราะคน ไม่เหมือนกัน. บางคนขี้โกรธนักก็ไปฝึกเรื่องพรหมวิหารบ้าง ก็แก้ไขในส่วนนั้นให้มี จิตใจเป็นปรกติ แล้วก็ไปฝึกในส่วนใหญ่ อย่างนี้เรียกว่าเป็นอุปกรณ์.
น.189 การฝึกจิตที่เป็นบุพภาคนั้น หมายถึงการปฏิบัติที่เป็นไปตามลำดับ คือ จะต้องฝึกในขั้นที่ว่า เป็นการบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจเสียก่อน หรือว่าเป็นเรื่องเบื้องต้น กว่านั้น ที่จะต้องมีในระบอบนี้, อย่างนี้เรียกว่าเป็นบุพภาค หรือเป็นกรณีเบ็ดเตล็ด พิเศษเฉพาะคน ๆ ไปก็มี. เช่นอยากจะฝึกเป็นพิเศษ เป็นผู้มีหูทิพย์ ตาทิพย์ก็ฝึกเฉพาะ ที่มันเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นเท่านั้น. พวกนี้ก็มีมากมาย จึงต้องจัดเป็นอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า ประเภทที่ยังมิได้เจาะจงบรมธรรมโดยตรง ; และถือว่าเป็นของมีมาเก่าแก่ และบัดนี้ก็ยังใช้อยู่ ในหมู่ชน หรือหมู่คณะที่ไม่สนใจในเรื่องนิพพาน หรือเรื่องดับทุกข์ ตามแบบของพุทธศาสนา. ยิ่งไปกว่านั้นอีก เขาก็มีวิธีดับทุกข์ตามแบบของเขา ซึ่งไม่ตรงกับเรื่อง ดับทุกข์ตามแบบของพุทธศาสนา. ตัวอย่างเช่น ในหมู่ชนที่ถือพระเป็นเจ้าจะต้อง มีการฝึกจิตชนิดที่ให้ระลึกนึกถึงพระเป็นเจ้า เจาะจงพระเป็นเจ้า มีวันคืนที่จะฝากไว้กับ พระเป็นเจ้า ; กระทั่งการฝึกจิตที่รุนแรงอย่างอื่น ที่เขาถือว่า จะเป็นอุปกรณ์ หรือ เป็นสะพานให้เข้าถึงพระเป็นเจ้า หรือเข้าถึงพระเป็นเจ้ายิ่งขึ้น. เช่นฤๅษีฝ่ายคริสเตียน นิกายหนึ่ง ก็ฝึกแต่เพียงว่า ให้เกิดเป็นแผลถูกแทงขึ้นมาที่ใจกลางผ่ามือ กับที่หลังเท้า, คือให้เป็นเหมือนพระยีซัส ไครสต์ ที่ถูกจับตรึงกางเขน ถูกตอกตะปูที่ฝ่ามือทั้ง ๒ ข้าง ตรึงไม้กางเขน แล้วก็ตอกที่เท้าให้ติดอยู่กับเสาหลัก. เขาฝึกเพ่งจนเกิดแผลที่ใจกลาง ฝ่ามือ หรือหลังเท้า ตรงกันเป็นอย่างเดียวกับที่เขากระทำแก่พระยีซัส ไครสต์ อย่างนี้ก็มี, นี่ก็เป็นการฝึกจิตอย่างแรง. เมื่อเรามองดูในลักษณะที่กวาดตาดูกว้าง ๆ ทั่วไปทั้งโลก ทุกยุคทุกสมัย ก็จะ พบการฝึกจิตมากมายหลายสาขา พอที่จะจัดได้ว่า เป็นไปเพื่อนิพพานโดยตรงก็มี, ไม่ เป็นไปเพื่อนิพพานก็มี. และยิ่งกว่านั้นอีกก็คือว่า การฝึกบางอย่างบางประการนั้น ต่อมาก็ได้เข้ามาอยู่ในขอบเขตของพุทธศาสนา ; บางทีก็ไม่ได้ถูกสั่งสอนโดยพระพุทธเจ้า
น.190 แต่สาวกชั้นหลังประมวลเอามากล่าวไว้อย่างครบถ้วนก็มี ตัวอย่างเช่นการฝึก กสิณ ไม่ได้ถูกแนะนำโดยพระพุทธเจ้า เพราะเป็นของมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า ; แต่ตอน หลังนี้ ก็ถูกผนวกเข้ามาไว้ในระบบเรื่องการฝึกจิตของพุทธบริษัท อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นเราจะกล่าวถึงการฝึกจิตแบบนี้กันให้เป็นที่เข้าใจเสียด้วยก็จะเป็นการดีในฐานะ เป็นเรื่องผนวก นอกเรื่องที่เราตั้งใจจะกล่าว แต่มันก็ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องที่เราจะกล่าว เป็นอย่างดีอีกเหมือนกัน. ทีนี้เราก็จะได้กล่าวถึง การฝึกจิตประเภทนั้น ซึ่งพุทธบริษัทชั้นหลัง โดย เฉพาะอย่างยิ่งในยุค ๑๐๐๐ ปี ล่วงมาจากพุทธกาล มีกล่าวไว้ในหนังสือ อย่างหนังสือ วิสุทธิมรรค เป็นต้น, เรียกว่า กัมมัฏฐาน ๔๐ หรือสมาธิภาวนา ๔๐ ชนิด : หมวดแรกก็คือ กสิณ ๑๐ ชนิด ที่ระบุอยู่ในคัมภีร์นั้น. ที่เรียกว่ากสิณนี้ แปลว่า ดวง. เอาสิ่งที่มีรูปร่างเป็นดวงมาเป็นนิมิต หรือเป็นเสาตะลุงสำหรับฝึกสัตว์ อย่างที่ได้เปรียบเทียบให้เห็นแล้วในคราวก่อนนั้น. ดวงนี้ก็มีได้ต่าง ๆ กัน ดวงสีเขียว ดวงสีขาว ดวงสีแดง, พวกสี ๆ นี้ก็มีพอ ; ที่ไม่ใช่สี เช่นรูทะลุ เจาะฝาให้เป็นรู ทะลุ เป็นวงกลม เพื่อจะได้เพ่งเกี่ยวกับอากาศข้างนอก ; หรือเอาน้ำมาทำให้อยู่ใน ลักษณะเป็นรูปกลม ; อะไร ๆ ก็ตาม สรุปความแล้วก็เป็นเรื่องของภาพทางตา ภาพ กลม ๆ ดวง ๆ ทางตา. ก็เอาอันนี้มาวางตรงหน้า ในระยะที่พอสมควร แล้วก็เพ่ง. นั่นจึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นนิมิต หรือเป็นอารมณ์ เป็นเสาตะลุงที่จะผูกจิต คือช้าง หรือ วัว เข้าด้วยเชือก คือสติ. หมายความว่าให้มันกำหนดจดจ่ออยู่ที่ดวงกสิณ เพ่งเอา ๆ จนกระทั่งหลับตาเสีย ก็เห็นชัดเหมือนกับเมื่อลืมตา, แล้วก็ใช้สิ่งที่เป็นนิมิตอันใหม่ ที่หลับตาเห็นนี้เป็นนิมิตต่อไป โดยให้เลิกดวงวัตถุโดยตรงนั้นเสีย เป็นนิมิตประเภท imaginative ข้างในไป.
น.191 ต่อไปก็จัดการกับนิมิตข้างในนี้ให้มันยากขึ้นไปอีก เช่นเปลี่ยนสีมัน หรือว่า เปลี่ยนขนาดของมัน ให้มันลอยไปในอากาศ แล้วให้มันกลับมา, อย่างนี้เป็นเรื่อง ฝึกจิตทั้งนั้น. เรื่องที่ตาเห็นนั้น เห็นเพราะจิตน้อมไป, จิตจะน้อมไปได้ก็เพราะมันมี การฝึก นี้เรียกว่าเป็นประเภทกสิณ. คุณอาจจะได้ยินได้ฟัง เรื่องที่เขาฝึกเพื่อการ สะกดจิต เช่น เพ่งดวงอาทิตย์ เพ่งหลอดไฟฟ้า เพ่งเทียน เพ่งอะไรก็ตาม อยู่ใน พวกนี้ทั้งนั้น แม้เขาจะเรียกโดยชื่ออื่น ในภาษานี้ ก็เรียกว่า กสิณ ทั้งนั้น. ภาพคือดวงที่เอามาใช้เป็นนิมิต เป็นอารมณ์ก็ใช้ได้ทั้งนั้น เรียกว่า กสิณ มันก็มีอยู่ เป็นระบบใหญ่ระบบหนึ่ง. เมื่อพุทธศาสนารับเอาระบบนี้เข้ามา ในพุทธศาสนาในชั้นหลังก็ขยายต่อไป ถึงว่า เมื่อมีนิมิตในกสิณ ในขั้นที่เป็นขั้น imaginative แล้ว ก็ใช้อันนั้นฝึกให้มัน สงบสงัดยิ่งขึ้นไปจนเกิดเป็นฌาน ปฐมฌาน ทุติยฌาน ฯลฯ; ถ้าว่าจะไม่หยุดเพียง แค่นั้นก็เอาองค์ฌาน เช่น ปีติและสุขเป็นต้น มาฝึกต่อไป เป็นเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้ แต่นั่นหมดเขตของกสิณแล้ว, ถ้าฝึกอย่างนั้นมันหมดขอบเขตของ เรื่องกสิณเสียแล้ว. เรื่องกสิณก็มีเพียงแต่ว่า ไปเพ่งดวงอะไร สีใดสีหนึ่ง จนติดตา จนหลับตาเห็น ; อย่างดีก็ขนาดที่เรียกว่า เปลี่ยนรูปเปลี่ยนสีเปลี่ยนขนาดการเคลื่อนไหว อะไรต่างๆ ได้ มันก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น. ฝึกกันมากโดยเฉพาะนอกพุทธศาสนา โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย มีอยู่ ๑๐ ชื่อ ๑๐ อย่างตามชนิดแปลก ๆ ของวัตถุที่ใช้เป็น ดวงกสิณ. หมวดต่อไปก็คือ อสุภ ๑๐ ชนิด เมื่อคุณดูภาพสะไลด์ปริศนาธรรมก็ได้อ้าง เอาชื่อของอสุภทั้ง ๑๐ นั้นมาพูดไว้ในตอนที่ฝึกจิต, ใจความของมันก็คือว่าซากศพชนิด ต่าง ๆ กัน โดยสภาพ โดยเวลา โดยอะไรต่างๆ นับตั้งแต่ว่ามันแรกตายใหม่ ๆ เริ่มขึ้น เริ่มพอง เริ่มเฟะ เริ่มเน่า เริ่มละลายไป กระทั่งเหลือแต่กระดูก, หรือว่าอยู่
น.192 ในสภาพถูกพัน ถูกแทง ถูกสัตว์กัดกิน ถูกหนอนเจาะไชอยู่ มีเลือดน้ำเหลืองไหลอยู่ ชนิดไหนก็ได้ เรียกชื่อตามภาวะของมันระบุเป็น ๑๐ ชนิด. เขาระบุเพียง ๑๐ ชนิด ที่จริงมันมีมากกว่านั้น, แต่ระบุไว้เป็นหลักสำหรับศึกษาเพียง ๑๐ ชนิด. นี่เราต้อง ไปยังที่มีซากศพ โดยเฉพาะต้องไปที่ป่าช้า. ในประเทศอินเดียสมัยโน้นทำได้ง่าย เพราะเขามีประเพณีทิ้งศพไว้ที่ป่าช้าเฉย ๆ. ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ทำได้ยาก หาศพไม่ได้ เพราะกฎหมายห้ามการทิ้งศพไว้เฉย ๆ อย่างนั้น. เราจึงไม่อาจจะไปนั่งเลือกศพใดศพหนึ่ง แล้วนั่งพิจารณาได้ตามกฎเกณฑ์อย่างนั้น ; จะมีได้ก็โดยบังเอิญ. ความมุ่งหมายของมันก็มีอยู่ในข้อที่ว่า จะแก้ไขความรู้สึกที่เป็นไปในทางเพศ รุนแรง คือความกำหนัด. วิธีที่จะแก้กันแบบเกลือจิ้มเกลือ ฟันต่อฟัน ตาต่อตา ต่อกิเลสตัวนี้ ก็คือการเพ่งซากศพ นี่ก็มีเทคนิคเฉพาะที่จะต้องฝึกจะต้องทำ เพราะเป็น เรื่องยากลำบาก และเต็มไปด้วยความหวาดเสียว. ถ้าทำไม่ดีเดี๋ยวจิตใจเสียไป เสียสติไป ถึงกับเป็นบ้าไปก็มีได้เหมือนกัน. มันต้องมีเทคนิคเฉพาะในการที่จะไปนั่งในป่าช้ากับ ซากศพตลอดเวลาทั้งคืนอย่างนี้. เขามีเทคนิคเฉพาะเรื่องนั้น เราสนใจก็ต้องศึกษา. ต้องไปยังป่าช้าตั้งแต่กลางวัน ไปนั่งกันอยู่แล้วตั้งแต่กลางวัน, ต้องไป กำหนดทิศทางต่างๆ กำหนดต้นไม้ ก้อนหิน อะไรต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ๆ, กำหนดภาพ ของศพนั้นอย่างแม่นยำ. เพราะว่าเมื่อจิตเป็น sub - conscious เสียแล้วมันอาจจะหลง ได้มาก, กระทั่งอะไรก็เป็นเหมือนถูกผีหลอกไปหมด. ก้อนหินก็กลายเป็นศพ ต้นไม้ ก็กลายเป็นศพ ทีนี้มันก็จะยุ่งกันใหญ่. ฉะนั้นเขามีเทคนิคเฉพาะ ถ้าสนใจก็ไปศึกษา เรื่องนี้โดยเฉพาะ รวมความแล้วก็เพื่อระงับความกำหนัดที่รุนแรง เมื่อจิตมันถูกกระทำอย่าง รุนแรงในทางตรงกันข้าม มันก็มีผลที่ถูกอัดลงไปในจิตนั้น, มีผลมากพอที่จะให้หยุดความ
น.193 กำหนัด. เหมือนที่กล่าวมาแล้วว่า เราต้องการฝึกกัมมัฏฐานระบบใดระบบหนึ่งที่ยืดยาว แต่แล้วมันเกิดอุปสรรค มีอยู่ตรงที่ว่าจิตขี้มักหนีไปในทางกำหนัด ฝึกไม่ได้ ถ้าอย่างนี้ ก็ปลีกตัวไปฝึกประเภทอสุภกัมมัฏฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาเล็กน้อยเฉพาะหน้านั้นก่อน. ที่จริงก็ไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อย แต่มันเป็นปัญหาแขนงหนึ่งต่างหาก. อย่างนี้เขาเรียกว่า อสุภสิบ เปรียบเทียบกันดูกับกสิณ มันต่างกันคนละชนิด คนละประเภท ด้วยความ มุ่งหมายมันต่างกัน. ทีนี้ กล่าวต่อไปอีก ตามที่เขาจัดไว้ในคัมภีร์ ก็มาถึงหมวดที่เรียกว่า อนุสสติ ๑๐ ; นี้หมายถึงการระลึก อนุสสติ แปลว่า ระลึก. มันก็ต่างกันจากกสิณ กสิณ แปลว่า ดวงสำหรับเพ่งให้ติดตา, อสุภเป็นของสกปรก น่าเกลียด น่ากลัว มาเพ่งให้ ติดตาติดใจ, ส่วนอนุสสตินั้น ระลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่อย่างแน่นแฟ้นแม่นยำตลอดเวลาที่ ต้องการ ระบุไว้เป็น ๑๐ อย่างอีกเหมือนกัน คือ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า, ระลึกถึงพระ ธรรม, ระลึกถึงพระสงฆ์, ระลึกถึงศีลที่รักษา, ระลึกถึงการให้ทานที่กระทำกันอยู่, ระลึกถึงเทวดาหรือธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดา, ระลึกถึงความตาย, ระลึกถึงร่างกาย ที่เต็มไปด้วยความปฏิกูล, ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก กำหนดลมหายใจเข้าออก, ระลึกถึงความสงบ เช่น นิพพานเป็นต้น. เหล่านี้เป็นแต่เพียงการระลึก. เมื่อยังอยู่ ในรูปของการระลึก ต้องระลึก, มันก็ยากที่จะเป็นสมาธิที่แน่วแน่, ฉะนั้นจึง เป็นสมาธิเฉียด ๆ หรือสมาธิในการบริกรรมไปหมด. เพราะจิตยังต้องระลึก ฉะนั้นจิต จะหยุดจะดิ่งลงไปสู่ฌานไม่ได้, มันจึงเป็นเพียงอุปกรณ์ หรือบุพภาค หรือแก้ปัญหา เฉพาะเรื่องเฉพาะกรณี หรือเฉพาะบุคคล, เพื่อให้การฝึกจิตระบอบที่เป็น main point นั้นเป็นไปโดยง่ายด้วยดี, นี้จึงอยู่ในฐานะอุปกรณ์หรือเบ็ดเตล็ด. ๑. ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ก็เพื่อจะเพิ่มกำลังใจอะไรบางอย่าง, หรือทำ ให้อุ่นใจหายกลัว. ไปนั่งอยู่ในที่เงียบสงัด เกิดความกลัว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าก็หายกลัว ; อย่างนี้ก็เป็นการช่วย เป็นอุปกรณ์.
น.194 ๒. ระลึกถึงพระธรรม ที่มีคุณสมบัติอย่างยิ่ง มีอะไรอย่างยิ่งเหนือกว่า สิ่งใด, ก็ทำจิตใจให้สบายได้ หรือให้ฉลาดขึ้น อย่างน้อยก็เกิดความหวังความสำเร็จ ๓. ระลึกถึงพระสงฆ์ อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เกิดกำลังใจขึ้นว่า ก็เมื่อคนอื่น ที่เป็นมนุษย์ด้วยกันเขายังทำได้ แล้วทำไมเราจึงทำไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น และยังมีแง่ ที่จะระลึกอีกมากมาย พระสงฆ์มีหน้าที่สืบอายุพระศาสนามาจนถึงเรา เรารู้คุณพระสงฆ์, เช่นนี้ก็ล้วนแต่ทำจิตใจให้มันดีทั้งนั้น. ๔. ระลึกถึงศีล มันจะพอใจตัวเองขึ้นมาได้ ถ้าตัวมีศีล, จะเกิดความ เคารพตัวเอง, เพราะว่าตัวเองเป็นคนดีและมีศีล, ความเคารพตัวเองนี้สำคัญมากคุณต้อง จำไว้ ขาดความเคารพตัวเองเมื่อไร จิตใจล้มละลายเมื่อนั้น, เพราะไม่รู้สึกมี อะไรดีในเรา เราหมดค่า สูญค่า. ฉะนั้นศีลที่มีอยู่อย่างดีนั้นจะช่วยในข้อนี้ จะช่วย ให้อิ่มอกอิ่มใจ เคารพตัวเองได้ กำลังจิตมันก็มีขึ้น. ๕. ระลึกถึงทาน คือการบริจาค. เราเคยบริจาค หรือคนอื่นเขากำลัง บริจาค ทำให้เกิดความสบายใจ, เห็นผู้อื่นมีความสุข เราก็พลอยสบายใจ, ฉะนั้น เราให้ทานเพื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข. ๖. ระลึกถึงเทวดา คำนี้มีเรื่องที่จะต้องถกเถียงกันมาก วินิจฉัยกันมาก, เอาความหมายแต่เพียงว่า สัตว์ มนุษย์ หรืออะไรก็ตาม พวกที่มีบุญได้อย่างอกอย่างใจ ไปหมดโดยไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำก็ได้สิ่งที่ตนปรารถนาโดยง่าย ก็เล่นหวัวอยู่ด้วยความ สนุกสนานร่าเริง ; นี่ความหมายของคำว่าเทวดา. เทวดาอยู่ในโลกนี้ก็มี อยู่ในสวรรค์ที่ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนก็มี กระทั่งพระอรหันต์ก็เป็นยอดของเทวดา คือเป็นบุคคลสูงสุด. แล้ว ธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดาก็คือ การประพฤติดี, นึกถึงการประพฤติดีที่ทำให้เป็น
น.195 เทวดา. เมื่อคนสมัยโน้นเขามีวัฒนธรรมฝั่งจิตฝั่งใจอยู่ในความเป็นเทวดามันก็ต้องนึก เว้นไม่ได้, มันเป็นเครื่องช่วยให้เกิดกำลังใจอย่างหนึ่ง. ๗. ระลึกถึงความตาย ที่จะมาถึงตน เพื่อเป็นกำลังใจในอันที่จะประกอบกิจ ยิ่ง ๆ ขึ้น. ๔. ระลึกถึงกายในแง่ปฏิกูล ให้รู้จักกายให้ดีๆ, อย่าได้มีความเข้าใจผิด หลงผิดในเรื่องเกี่ยวกับกาย เช่น ไปหลงใช้กายเพื่อหาความสนุกสนานทางกามคุณมันก็ เป็นเรื่องผิด ; ให้นึกในแง่มุมกลับว่า เป็นของปฏิกูลอย่างไรอยู่ตามธรรมชาติ, แล้วก็ ใช้เป็นเครื่องมือ หรือเป็นยานพาหนะสำหรับขับขี่ไปสู่ฝั่งโน้นของมหาสมุทรคือนิพพาน. อย่าใช้กายเป็นเครื่องมือบริโภคกามารมณ์ แต่ใช้กายเป็นยานพาหนะ ขับขี่ออกไปนอก วัฏฏสงสาร ; ถ้านึกถึงกาย นึกอย่างนี้ มันก็เป็นกำลังใจเหมือนกัน เกิดกำลังใจ ขึ้นมาในใจ. ๙. ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก อันนี้เขากล่าวไว้เพียงเล็กน้อย, ส่วน อานาปานสติที่จะนำมาบรรยายในโอกาสต่อไปนั้น ไม่ใช่อย่างนี้ ไม่ใช่มีขนาดเพียงเล็กน้อย เท่านี้ ; แต่เป็นเรื่องทั้งหมดของทุกเรื่องรวมอยู่ในคำว่าอานาปานสติ ซึ่งจะได้พูดกัน วันหลัง. ส่วนการระลึกถึงลมหายใจในหมวดอนุสสติ ๑๐ นี้เป็นเพียงกำหนดลมหายใจ ในขั้นบุพภาค เพื่อเตรียมใจให้มันเหมาะสมที่จะทำอะไรทางจิตใจ, แล้วก็เป็นการทำได้ ง่ายในที่ทุกหนทุกแห่งเพราะเราหายใจอยู่ตลอดเวลา, ในการทำให้จิตวกกลับไปกำหนด อยู่ที่ลมหายใจ นี้ก็เป็นเรื่องทำได้สะดวก ทำได้ง่าย และหยุดได้ทันที ; ฝึกหัดไว้ให้ เคยชินเป็นบุพภาค. วิธีนี้อย่างมากที่สุดก็เพียงทำใจให้รำงับได้ เพราะการกำหนด ลมหายใจในสภาพที่รู้สึกว่าเป็นสุข.
น.196 ๑๐. อันสุดท้าย เรียกว่า อุปสมะ : อุปสมานุสสติ - ระลึกถึงอุปสมะ, อุปสมะ แปลว่า ความสงบรำงับ มีความมุ่งหมายเป็นนิพพาน ; สงบรำงับแห่งความดิ้นรน วุ่นวายหรือความทุกข์. แม้ว่าเวลานี้เรายังไม่ได้บรรลุนิพพาน แต่ก็อาจจะระลึกนึกถึง ได้ตามที่เคยได้ศึกษาเล่าเรียนมา. และวิธีที่ดีที่สุดนั้นก็คือว่านึกถึงความวุ่นวายก่อน เช่น ความทุกข์ ความวุ่นวายกำลังมีอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างไรในโลกนี้ก่อน ทีนี้ก็ระลึกโดย อนุมานถึงความที่ตรงกันข้าม คือความสงบ ก็พอจะเรียกว่าหน่วงเหนี่ยวเอาพระนิพพาน มาเป็นอารมณ์ได้ ทั้งที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยบรรลุ. สมมุติกันง่ายๆ ว่าเรา ร้อน แล้วก็หน่วงเอาความตรงกันข้ามคือเย็นมาระลึก นี้ก็ทำได้ ; แต่ร้อนเย็นทางกาย นี้มันก็ไม่จำเป็น เพราะเรารู้จักดีแล้วทั้งร้อนทั้งเย็น. ทีนี้พอมาถึงร้อนเย็นทางวิญญาณ ร้อนคือกิเลส เย็นคือนิพพาน นี้เราก็ต้องทำอย่างวิธีเดียวกัน. ในบางเวลาเราก็ไม่มี กิเลส เย็นสบาย, นั่นเป็นนิพพานชิมลอง นิพพานชั่วคราว นิพพานชั่วขณะ ; นี่เอา มาระลึกมันเป็นการระลึกถึงนิพพานในข้อที่เรียกว่า อุปสมานุสสติด้วยเหมือนกัน. นี่รวมกันเป็นอนุสสติ ๑๐ อย่าง ; ขยันระลึกวนไปวนมา, วนไปวนมา อยู่เป็นประจำ ก็คือการฝึกจิตประเภทนี้ ประเภทที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะลุถึงบรมธรรม ในขั้นสูงสุด. แต่ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะเพ่งเล็งกันเพียงแค่จริยธรรมสากล ๔ ประการดังที่ กล่าวแล้ว อันนี้จะช่วยได้มาก. คือคุณฝึกไปในอนุสสติ ๑๐ อย่าง มันจะตะล่อมกล่อม เกลาให้เป็นไปทางมีบรมธรรมอย่างจริยธรรมสากล นี้ขึ้นมา : มีความสุขนั่นแน่แล้ว ถ้าฝึกอยู่อย่างนี้มีความสุขแน่, มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ในความหมายตาม ธรรมดาอย่างโลก ๆ นี่มันเต็มเปี่ยมแล้ว, แล้วก็มีความบริสุทธิ์ มีศีล มีอะไรชนิดที่เรียกว่า เคารพตัวเองได้, แล้วก็มีหน้าที่บริสุทธิ์ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วก็ไม่เห็นแก่ตัว พอที่ จะมีความเห็นแก่ผู้อื่น ; มันก็มีบรมธรรมตามแบบจริยธรรมสากลได้ง่าย.
น.197 หมวดอนุสสติ ๑๐ มีเค้าความอย่างนี้ ไปนึกหารายละเอียดเอาเองก็ได้ ไม่ ลึกลับอะไร. ต่อไปถึงหมวด พรหมวิหาร มีอยู่ ๔ ซึ่งชินหูพวกเราอยู่มาก คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา. ชาวบ้านสมัยก่อนเขาสวดในบทสวดมนต์ด้วย ; เมตตา- ความรัก, กรุณา - ความสงสาร, มุทิตา - ยินดีด้วย, อุเบกขา - เฉยเมื่อช่วยไม่ได้ ; คือเพ่งเล็งอยู่นั้น แต่ว่าช่วยไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร, หมายความว่า เอาใจใส่อยู่นั่น แต่มันช่วยไม่ได้ ก็เลยอุเบกขาเฉยอยู่. มนุษย์เราไม่ค่อยจะมีพรหมวิหาร คือว่าไม่รักผู้อื่น ไม่รักสัตว์อื่น ไม่กรุณาใคร ไม่ค่อยยินดีด้วยความสุขหรือความดีของผู้อื่น มักจะไปอิจฉาริษยาเสีย, และในกรณีที่ช่วยไม่ได้กลับกลัวกลับตกใจ หรือพลอยกลัวไปโดยไม่มีประโยชน์อะไร แก่ใคร ; เก็บเอามาเป็นเรื่องกระวนกระวายใจ เมื่อช่วยผู้อื่นไม่ได้ หรือกลัวว่าตนจะ เป็นบาป เพราะช่วยผู้อื่นไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องพรหมวิหารนี้ตั้งต้นไปจากความรู้สึกของผู้ที่มีโดยกำเนิด หรือโดย สัญชาตญาณ, เช่นบิดามารดาเมตตากรุณาต่อบุตร นี้มันมีได้ง่าย, มันเป็นไปตาม ความผลักดันของธรรมชาติ. รักบุตร กรุณาบุตร เมื่อบุตรได้ดี ก็พลอยสบายใจยินดี ยิ่งกว่าตัวเองได้ดีเสียอีก. เมื่อบุตรอยู่ในสภาพที่ช่วยไม่ได้ เช่นจะตายแน่ ๆ อย่างนี้ เป็นต้น, มารดาบิดาไม่เคยทอดทิ้ง ยังมีจิตใจฝั่งอยู่ที่บุตร ที่แม้ว่าจะช่วยไม่ได้. ถ้าเป็นคนอื่นเขาก็สลัดทิ้งไปได้, แต่บิดามารดามีจิตใจที่สลัดทิ้งไปไม่ได้, ยังนั่งเฝ้าดู เพ่งดูอยู่ ถึงกับเป็นทุกข์เป็นร้อนไปเสียอีกก็มี. นี้บิดามารดามีพรหมวิหารโดยที่ธรรม- ชาติผลักดัน มีสัญชาตญาณผลักดัน แต่พอคนธรรมดาทั่วไปแล้วไม่ค่อยมี, มันไม่รัก มันไม่สงสาร มันไม่ยินดีด้วย มันไม่เอาใจใส่ในผู้ที่เราช่วยไม่ได้.
น.198 ทีนี้ เราก็ต้องฝึก ฝึกเพื่อมีพรหมวิหาร ฝึกให้รักคนอื่น ในฐานะอย่าง น้อยที่สุดก็เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน, มีปัญหาอย่างเดียวกัน มีหัวอก อันเดียวกัน อย่ามองข้ามข้อนี้. เพราะทุกคนเกิดมามีหัวอกอย่างเดียวกัน คือมีปัญหา เรื่องความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เหมือนกัน ทุกข์ยาก ลำบาก เหมือนกัน, มีปัญหาทางจิตใจ ทางวิญญาณเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นควรจะรักกัน ไม่ใช่ควรจะเกลียดกัน, เพราะเป็นเพื่อนทุกข์กัน, มองในแง่นี้ก็เป็นการฝึกเมตตา พรหมวิหาร. ต่อไปเป็นเรื่องของ กรุณา ที่เรียกว่า สงสาร คือมองไปในแง่ทนอยู่ไม่ได้ ต้องช่วยกัน. รัก นั้นไม่มีความหมายไปถึงช่วยกันโดยตรง, เมตตานั้นมันเป็นเรื่อง ความเป็นมิตรเป็นเพื่อน. พอมาถึงกรุณานั้นมันมองถึงความตั้งใจที่จะช่วย ทนเป็น เพื่อนเฉย ๆ ไม่ได้ ก็ต้องช่วยทุกวิถีทาง. เช่นเห็นใครจะจมน้ำตาย หรือสัตว์จะจมน้ำ ตาย เกิดกรุณาแล้วก็ช่วย, หัดให้ช่วยไว้เป็นนิสัย ก็เป็นการฝึกจิตไปในตัวในเรื่อง กรุณา. เมื่อไม่มีอะไรมาเฉพาะหน้า ก็ฝึกจิตใจให้รักให้สงสาร สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ทีนี้ ก็ฝึกที่จะทำลายความริษยา, ความริษยานี้ก็แปลก มันคล้ายๆ กับ instinct ผลักดันเหมือนกัน. เด็ก ๆ เกิดมาก็รู้จักริษยา ตัวเล็ก ๆ ก็ยังริษยาน้อง ; แทนที่จะรักน้อง มักจะริษยาน้อง. พอยิ่งโตขึ้นยิ่งเห็นแก่ตัว ก็ยิ่งริษยากันใหญ่ ขอบเขตขยายกว้างออกไป จนได้เกลียดชัง จนได้ทะเลาะวิวาท จนได้ทำสงคราม, มหาสงครามยืดเยื้ออยู่ในโลก ก็เพราะความริษยา ไม่ยินดีด้วย ไม่พอใจด้วย ไม่อะไรด้วย. เพราะฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า :- "อรติ โลกนาฬิกา - ความริษยาทำโลกให้ฉิบหาย". จะแก้ไขความริษยาได้ด้วย มุทิตา ; หัดยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี, ตัวเอง เอาออกไป ทิ้งเสียเลย, หวังแต่จะเห็นผู้อื่นมีความสุขได้ดี และพลอยยินดีด้วย ; นี้เป็นเรื่อง ทำยาก พูดนั้นมันง่าย.
น.199 คุณไปสังเกตดูเอาเอง พอถึงคราวทำจริงยากมากข้อนี้, ในชีวิตประจำวัน มองกันแต่ในแง่ที่จะแข่งดี, มองเห็นประโยชน์ตัว ยิ่งกว่าประโยชน์ผู้อื่น. ไปกลัว เขาจะดีกว่าตัว มันก็ริษยาเท่านั้น. ในโรงเรียนก็ไม่ได้ฝึกกันถึงในข้อนี้. การกีฬานั้น, ระวังให้ดี เป็นการฝึกให้ริษยามากกว่า, โดยเฉพาะกีฬาสมัยนี้ ปัจจุบันนี้ ไม่ได้ฝึก sporting spirit เหมือนสมัยโบราณ. เอากองเชียร์ไปเชียร์ นั่นก็เพราะนิสัยริษยาขึ้นมา โดยไม่รู้สึกตัวในพวกกองเชียร์ อยากจะชนะโดยไม่คำนึงถึงระเบียบ มันก็ฝึกความริษยา เท่านั้น. เพราะฉะนั้นโลกจึงเต็มไปด้วยความริษยา ทั้งที่มีกีฬาระหว่างชาติ มีอะไร ระหว่างชาติ ; มันเป็นเรื่องดีแต่ปาก. ฉะนั้นไปคิดกันเสียใหม่ ไปฝึกทางจิตใจเสียใหม่, ให้ยอมได้ ให้นิยมยินดี ในความชนะของผู้อื่น , ก็จะไม่มีการชกต่อยกันในสนามกีฬา เหมือนสมัยนี้. นี้พูด ตัวอย่างที่ใกล้ ๆ ง่าย ๆ ให้เห็นกันง่ายๆ. เดี๋ยวนี้ได้รับการสั่งสอนให้มานั่งหลับตา ภาวนา ในที่เงียบสงัด, ตำหนิติเตียนตนเองในการที่เป็นผู้อิจฉาริษยา, แล้วมองให้เห็นว่า ทุกคนมีความสุข มีความดี มีอะไรนั้น เราควรจะยินดีด้วย. ถ้าเราไปริษยาเราก็เป็น อันธพาล แล้วก็ไม่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ที่จะทำโลกนี้ให้มีความสุข. อุเบกขา ข้อสุดท้าย คือฝึกในการที่จะไม่ต้องลำบากใจในกรณีที่แก้ไขไม่ได้. เดี๋ยวนี้คล้าย ๆ จะเกิดมีแฟชั่นอะไรขึ้นมาสำหรับอวดกันมากกว่า ว่าต้องช่วยกัน ทนอยู่ ไม่ได้ก็ต้องช่วย ; แม้ในกรณีที่ช่วยไม่ได้ก็เอะอะโวยวายเพื่อจะอวด. หรือว่าในกรณี ที่บริสุทธิ์ใจ มันก็เศร้าเมื่อช่วยไม่ได้. ฉะนั้นเราไม่จำเป็นจะต้องไปมัวเศร้า เพราะว่า ในโลกนี้จะมีเหตุการณ์ที่ช่วยไม่ได้มากมาย เต็มไปหมดด้วยเหมือนกัน. ถ้าเราไป มัวเศร้าเพราะเหตุนั้น ก็กลายเป็นเรื่องทำลายตัวเองให้เป็นโรคเส้นประสาทได้เหมือนกัน มันต้องมีจิตใจเข้มแข็งปรกติ ในเมื่อมันช่วยไม่ได้. เมื่อช่วยได้ก็ช่วยเต็มที่ เมื่อช่วย ไม่ได้ก็มีใจคอปรกติ ; คอยจ้องหาทางแก้ไขไปตามปรกติ ไม่ต้องเศร้า ไม่ต้องกระวน กระวาย ไม่ต้องตกอกตกใจ.
น.200 คนโบราณหลายพันปีเขามีความรู้เรื่องนี้ เขาจึงบัญญัติการฝึกจิต ที่เรียกว่า พรหมวิหารไว้เสร็จแล้ว ในฐานะที่เป็นพื้นฐาน ที่ยังไม่เล็งถึงบรมธรรมสูงสุด คือ นิพพาน ; แต่ว่าถ้าทำได้อย่างนี้ มันก็เป็นบรมธรรมตามแบบจริยธรรมสากล คือ ความรักสากลข้อสุดท้าย, มันไม่มีความรักสากลอะไรยิ่งไปกว่าพรหมวิหารนี้แล้ว. ทีนี้ เขาวางไว้เป็น ๒ ระดับ ; ระดับธรรมดาสามัญเรียกว่า "พรหมวิหาร", มักจะ เจาะจงเฉพาะบุคคล เฉพาะกรณี คือธรรมดาสามัญ ; แต่ถ้าว่าแผ่พรหมวิหารเป็นไป อย่างไม่มีขอบเขตจริงๆ ไม่มีเราไม่มีเขา, ไม่มีคนรักของเรา ไม่มีเพื่อนของเรา, อย่างนี้เขาเปลี่ยนชื่อ เรียกเป็น "อัปปมัญญา" นี้ก็คือ พรหมวิหารไม่มีขอบเขต จึงเลยกลายเป็นอัปปมัญญา ฝึกในลักษณะที่ไม่มีขอบเขต นั่งอยู่ในที่สงัด ส่งจิตไป ทิศเบื้องหน้า ไปทางทิศตะวันออก ไปยังสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีขอบเขต ให้มีสุขไม่จำกัด ขอบเขต, เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อะไรก็ว่าไป ; แล้วก็เบื้องหลัง ทิศตะวันตก, เบื้องซ้ายทิศเหนือ, เบื้องขวา ทิศใต้, ทิศในระหว่างทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศอะไร กลายเป็น radiation เป็นรัศมีไปรอบๆ ตัว ไม่มีขอบเขต; มีใจอย่างนี้เป็นอัปปมัญญา ก็คือพรหมวิหารนั่นเอง. ขยันฝึกจิตแบบนี้ก็จะทำให้มีความสบายใจ อิ่มอกอิ่มใจ ไม่รู้สึก ว่ามีเวรมีภัยกับใคร นอนหลับสนิทไม่ต้องปิดประตู. เดี๋ยวนี้คนนอนเปิดประตูได้เมื่อไร กลัวคนมาฆ่า, เพราะมันเต็มไปด้วยเวรด้วยภัย. หรือว่า คุณจะนอนตรงนี้กลัวเสือกัด อย่างนี้เพราะว่าไม่ได้แผ่เมตตา. ผู้ที่มีจิตใจเป็นพรหมวิหาร เป็นอัปปมัญญานี้ไม่มี ความกลัว, มีความเป็นมิตรทั่วไปหมด, ความตายไม่มีความหมาย ที่ว่าถึงการฝึกจิตมานี้ รวม ๓๔ เรื่องแล้ว เหลืออยู่อีก ๖ เรื่อง ก็คือเรื่อง อาหารปฏิกูลสัญญา - ความเป็นปฏิกูลในอาหาร. นี้ออกจะเป็นการฝึกเฉพาะกรณี แต่ก็ไม่ใช่น้อย คือพูดง่าย ๆ ก็ว่า คนส่วนมากตะกละในอาหาร. คุณนึกถึงตัวคุณเอง ทุก ๆ คน พอเห็นของอร่อยแล้วก็น้ำลายไหล, มีอาหารอร่อยผ่านมาก็น้ำลายไหล. มันบังคับไม่ได้ ก็มักจะบริโภคไปด้วยความหลงในรสในความเอร็ดอร่อยนั้น เผลอไป
น.201 ก็เป็นความตะกละ. อย่างนี้เรียกว่าเสียหายทางวิญญาณอย่างยิ่ง ; มีความเสียหายทาง วิญญาณ ทาง spiritual อย่างยิ่ง. ฉะนั้นจึงมีระเบียบให้สำรวมให้ดี เพื่อเผชิญหน้า กับสิ่งที่มันอร่อย ที่น้ำลายไหล คือมีระเบียบให้เราพิจารณาปฏิกูล. วันบวชสอนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ให้มาสนใจหนักในเรื่องอาหาร. เมื่ออาหารอร่อย สีสวย กลิ่นหอม ยั่วตาที่สุด ที่คุณจะไปหาบริโภคกัน ตามร้านอาหารพิเศษนั้น ระวังให้ดี มันจะย้อมนิสัยความเขลา ความโง่ที่เกี่ยวกับอาหาร เกิดขึ้นได้. มันจะไม่เป็นอาหารแล้วทีนี้ มันจะกลายเป็นเหยื่อล่อ เป็นเหยื่อที่หุ้มเบ็ด ล่อคนให้ติด. ศิลปะในการปรุงอาหาร เขาต้องการจะล่อคนให้เป็นเหยื่อของผู้ทำขาย หรือผู้อะไรก็ตาม, ทีนี้เรามาพิจารณาในเรื่องอาหารว่า มันเป็นธรรมชาติอย่างไร ? ในนั้นมันปฏิกูลอย่างไร ? แม้อาหารที่สีสวย กลิ่นหอมรสอร่อยนั่นแหละ มันมีความ เป็นปฏิกูลซ่อนอยู่ที่ตรงไหน ? เอามาเคี้ยวดู คายออกมาดู เขาใช้เป็นอุบายอย่างนี้. ทีนี้ เราไม่ต้องถึงกับเคี้ยวคายออกดู นั่งในที่สงบสงัด แล้วพิจารณาดูความโง่ ความหลง เกี่ยวกับอาหารก็ได้เหมือนกัน. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารที่กำลังอยู่ ในท้อง อยู่ในปาก ดูมันก็จะช่วยให้ใจคออยู่ในสภาพที่ปรกติ หรือถูกต้องขึ้น. ทั้งหมดนี้ มันต้องการผลใหญ่ ๆ อย่างนี้ คือต้องการให้เป็นผู้มีจิตใจปรกติและถูกต้อง ไม่เป็น ทาสของอะไร ไม่เสียอิสรภาพทางวิญญาณ. ภาษาแปลก ๆ แผลง ๆ ของผม แม้จะ แปลกก็มีประโยชน์นะ มันจำง่าย แล้วก็มองหาความหมายได้ง่าย. การฝึกจิตข้อสุดท้าย เรื่องจตุธาตุววัฏฐานะ การกำหนดธาตุทั้ง ๔ กำหนด ธาตุทั้ง ๔ สักว่าเป็นธาตุ นี้มันเป็นหลักพื้นฐาน เข้าใจได้ง่าย เมื่อคุณนึกถึงคำแปล ของธาตุปัจจเวกขณ์ ที่คุณสวดกันอยู่เสมอ : สิ่งทั้งหมดนี้เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ. นี้อย่าได้ไปโง่ไปหลง
น.202 เป็นเนื้อ เป็นหนัง เป็นสัตว์เป็นคน เป็นหญิงเป็นชาย เป็นลูกเป็นเมีย เป็นอะไรขึ้นมา. เมื่อเราผ่าแล่งสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ออกไปเป็น ๔ ส่วน, ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรอยู่เสมอในส่วนเนื้อหนังนี้ มันก็ฉลาด และควรจะมีอยู่เสมอ เป็นเครื่องป้องกัน ไม่ให้ไปเผลอไปหลงได้. ถึงแม้ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ หยก ๆ นี้ ผมก็คิดว่า เขาจะต้องยอมรับหลักการอันนี้ คือดูสิ่งทั้งปวงสักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ, ไม่ให้เป็น ที่ตั้งแห่ง self หรือ egoism หรืออะไรมันก็ดี ; มันจะตัดปัญญายุ่งยากใจ หรือการ เบียดเบียนผู้อื่นได้มาก. การฝึกจิตข้อสุดท้าย คือ อรูป ๔ ได้แก่ : อากาสานัญจายตนะ - เพ่ง อากาศไม่มีที่สิ้นสุด ; วิญญาณัญจายตนะ - เพ่งบริกรรมว่า วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด ; อากิญจัญญายตนะ - เพ่งความไม่มีของอรูป ; เนวสัญญานาสัญญายตนะ - เพ่งอรูปด้วยบริกรรมว่า นี่ละเอียดนัก นี่ประณีตนัก จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มี สัญญาก็ไม่ใช่. ที่ว่ามาทั้งหมดนี้เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่เขาวางไว้ตรงกลาง ๆ ไม่เพ่งเล็งบรมธรรม โดยเจาะจง, แต่ในที่สุดถ้าปฏิบัติเรื่อยไป มันก็ไปถึงบรมธรรมทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้ เขามีความมุ่งหมายไว้อีกประเภทหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นกรณี ๆ เฉพาะเรื่อง เป็นอุปกรณ์ เป็นบุพภาค แล้วก็มีมาแต่โบราณกาล รวบไว้ในกลุ่มของพุทธศาสนาเสีย ด้วย เป็นประเภท สมถะ หรือ สมาธิ ; รวมอยู่ในความมุ่งหมายข้อแรกว่า ทำจิต ให้อยู่ในอำนาจเสียก่อน แล้วมันก็จะสะดวกในการที่จะทำขั้นที่สอง คือทำให้เกิดปัญญา เห็นแจ้งแทงตลอด ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นไม่มีกิเลสอีกต่อไป เมื่อเราเป็นอยู่ด้วย กัมมัฏฐานพื้นฐานหลัก ๔๐ ประการอะไรอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่าเป็นคนมีจิตใจเหมาะสม มีจิตใจอยู่ในสภาพที่ไม่สกปรก มืดมัวเร่าร้อน, เป็นหลักพื้นฐานที่ดีทางจิตใจ. ถ้ายัง อยากจะทำต่อไปอีก, มุ่งไปสู่บรมธรรม, ก็พิจารณาอะไรต่อไปอีกในแง่ของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้เป็นสิ่งเดียวกันก็ได้.
น.203 เช่นเมื่อตะกี้พูดถึงร่างกาย ว่าเป็นปฏิกูล ดูมันในแง่นี้ หยุดราคะ หยุด อะไรได้ชั่วคราว เป็นสมาธิสงบ มันก็เป็นการฝึกจิตภาคต้น. ทีนี้ฝึกต่อไป เอาส่วน ของร่างกาย อะไรมาดู, เอาขันธ์ ธาตุ อายตนะ อะไร มาดู พิจารณาในแง่ที่ไม่ ใช่ตัวตน, ในแง่ที่มีลักษณะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไปรู้สึกว่าเป็นเรา เป็นของเรา เข้าที่ไหนไม่ได้เลย มีความทุกข์ทั้งนั้น. ฝึกไปอย่างขนาดหนักจนกระทั่งว่า ไม่เกิด ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นในตัวตน นี้ มันก็เป็นเรื่องบรมธรรมโดยตรง. เพราะฉะนั้น ชื่อของระบบการฝึกจิตชื่อเดียวกันนี้ ความหมายอาจจะแบ่งแยกเป็น ๒ ประเภทได้ ; คือมุ่งหมายไปในทางทั่ว ๆ ไปทางหนึ่ง, มุ่งหมายไปในทางบรมธรรมทางหนึ่ง ; หรือว่า อาจจะเอามาชนกันเข้าให้มาเป็นบุพภาค และเป็นจุดยอดของกันและกัน ก็ได้ ทีนี้ ตอนที่จะปฏิบัติอย่างไร ? เพื่อบรมธรรมโดยตรง เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่เราจะพูด ขอยกเอาไว้ไปพูดถึงเรื่องการฝึกจิตระบอบนั้น ซึ่งจะพูดกันในวันต่อไป ในนามของคำว่า "อานาปานสติ". ขอให้ทุก ๆ คนมองดูในลักษณะ out line หรือปริทัศน์ แล้วแต่จะเรียก ไปก่อน เหมือนบินสูง ๆ แล้วมองดูลงมาข้างล่างเห็นทีเดียวหมด ว่าระบบของการฝึกจิต นั้นมีอยู่อย่างไร, นับตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา ตั้งแต่มนุษย์จะเริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตขึ้นมา โดยไม่มีใครสอนนี้ มันสอนในตัวมันเองเรื่อย ๆ มา เรื่อย ๆ มาจนรู้จักสิ่งนี้ ; แล้วก็ฝึก กันเรื่อย ๆ มาเป็นเวลาหลายพันปี เหลือวิชาความรู้ทิ้งไว้ให้คนชั้นหลังได้ศึกษาเล่าเรียน ได้ปฏิบัติ เป็นระบบการฝึกจิต. ถ้าหากมนุษย์เราในโลกในสมัยนี้ยังสนใจต่อวิชานี้อยู่แล้ว โลกจะสงบเยือกเย็นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน. เดี๋ยวนี้เราบังคับจิตไม่ได้ ไม่รู้เรื่องจิต เอาเสียเลย รู้แต่เรื่องวัตถุกระทั่งขึ้นสุดยอดเป็น dialectic materialism สำคัญอยู่ที่วัตถุ อย่างเดียว อย่างอื่นไม่ต้อง ; มันก็เป็นไปคนละทาง อย่างที่เรียกว่าเกินกว่าหน้ามือ เป็นหลังมือเสียอีก. ฉะนั้นวัตถุนิยมก็เกิดเป็นภูตผีปีศาจขึ้นมา ครอบงำโลก ครอบงำ
น.204 บุคคล, ทำให้เป็นโลกของความทุกข์ทรมาน ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ; จะต้องแก้ไขกัน ด้วยการย้อนกลับไปหาระบบจิตใจเสียใหม่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้มีความรู้ในเรื่องนี้ ขึ้นเร็ว ๆ; ในสถาบันการศึกษาก็เพิ่มวิชานี้เข้าไปให้เพียงพอ โลกก็จะดีขึ้น. คุณ เอาไปคิดดูก็แล้วกัน ว่ามันจะมีทางเป็นไปได้อย่างไร มีความจำเป็นอย่างไร. นกก็บอกเตือนเวลา ๑ ชั่วโมงของเราหมดแล้ว.
น.205 ภิกษุทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงทางกาย หรือ ความหวั่นไหวโยกโคลงทางจิต ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจของ การเจริญสมาธิภาวนาไหนกันเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงทางกาย หรือ ความหวั่นไหวโยกโคลงทางจิต ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจของ การเจริญทำให้มาก ซึ่งอานาปานสติ แล. ภิกษุทั้งหลาย ! แม้ตถาคตเอง ก็เหมือนกัน ครั้งที่ยังไม่ได้ ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรม คืออานาปานสติ นี้เป็นส่วนมาก. คราวที่เราตถาคตอยู่ด้วย วิหารธรรมนี้ กายก็ ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก ทั้งจิตของเราก็ยังหลุดพ้นจากอาสวะ หมดอุปาทานได้. ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าบุคคลใดหวังว่า กายของเราอย่าได้ลำบาก ตาของเราก็อย่าได้ลำบาก และจิตของเรา ก็จงหลุดพ้นจากอาสวะ หมดอุปาทานเถิด ดังนี้แล้ว บุคคลนั้น จงทำในใจในอานาปานสตินี้ให้เป็นอย่างดีเถิด. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๙/๑๓๒๔ ๕๖๕
น.206 กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน ๑. เมื่อหายใจออก - เข้า ยาว ก็รู้ (ปชานาติ) ๒. เมื่อหายใจออก - เข้า สั้น ก็รู้ (ปชานาติ) ๓. รู้ (ปฏิสังเวที) กายทั้งปวง จักหายใจออก - เข้า ๔. ทำ กายสังขาร ให้รำงับอยู่ (ปัสสัมภยะ) จักหายใจออก - เข้า เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน ๕. รู้ (ปฏิสังเวที) ปีติ จักหายใจออก - เข้า ๖. รู้ (ปฏิสังเวที) สุข จักหายใจออก - เข้า ๗. รู้ (ปฏิสังเวที) จิตตสังขาร จักหายใจออก - เข้า ๘. ทำจิตตสงขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก - เข้า จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน ๙. รู้ (ปฏิสังเวที) จิต จักหายใจออก - เข้า ๑๐. ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก - เข้า ๑๑. ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก - เข้า ๑๒. ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก - เข้า ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน ๑๓. ตามเห็น (อนุบัสสี) ความไม่เที่ยง จักหายใจออก - เข้า ๑๔. ตามเห็นความจางคลาย (วิราคะ) จักหายใจออก - เข้า ๑๕. ตามเห็นความดับไม่เหลือ (นิโรธะ) จักหายใจออก - เข้า ๑๖. ตามเห็นความสลัดคืน (ปฏินิสสัคคะ) จักหายใจออก - เข้า ๕๖๖
น.207 พุทธภาษิต ใน อานาปานสติสูตร (คำสวด บทอานาปานสติ แปล) อานาปานะสะติ ภิกษะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ; มะหัปผะลา โหติ มหานิสังสา, ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ; อานาปานะสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ; จัตตาโร สะติปัฏฐาเน ปะริปูเรนติ, ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งสี่ให้บริบูรณ์. จัตตาโร สติปัฏฐานา ภาวิตา พะหุลีกะตา, สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ; โพชฌังเล ปะริปูเรนติ, ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ด ให้บริบูรณ์. สัตตะโพชฌังคา ภาวิตา พะหุลีกะตา, โพชฌงค์ทั้งเจ็ด อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ; วิชชา วิมุตติง ปะริปูเรนติ, ย่อมทำวิชชาและวิมุตติ์ให้บริบูรณ์. กะถัง ภาวิตา จะ ภิกขะเว อานาปานะสะติ, กะถัง พะหุลีกะตา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า ; มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา, จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ? อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ; อะรัญญะคะโต วา, ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ; รุกขะมูละคะโต วา, ไปแล้วสู่โคนไม้ ก็ตาม ; สุญญาคาระคะโต วา, ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม ; นิสีทะติ ปัลลังกัง อะภุชิตวา, นั่งตู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ; อุชุง กายัง ปะณิธายะ, ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปต์วา, ตั้งกายตรง, ดำรงสติมั่น; โส สะโต วะ อัสสะสะติ, สะโต ปัสสะสะติ, ภิกษุนั้น เป็นผู้มีสติอยู่นั่นเทียว หายใจออก, มีสติอยู่ หายใจเข้า. ๕๖๗
น.208 ) ทีฆัง วา อัสสะสันโต, ที่ฆัง อัสสะสามีติ ประชาชาติ, ภิกษุนั้น เมื่อหายใจออกยาวๆ ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกยาว ดังนี้; ทีฆัง วา ปัสสะสันโต, ทีฆัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ ฯ เมื่อหายใจเข้ายาว, ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้. ( ๒) รัสสัง วา อัสสะสันโต, รัสสัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ, ภิกษุนั้น เมื่อหายใจออกสั้น, ก็รู้สึกตัวทั่วถึง กว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้ ; รัสสัง วา ปัสสะสันโต, รัสสัง ปัสสะสามีติ ประชานาติ ฯ เมื่อหายใจเข้าสั้น, ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้. (๓) สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้ ; สัพพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า ดังนี้. (๔) ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ สิกษะติ ฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะที่หนึ่ง ) (๕) ปีติปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำใน บทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปีติปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๖) สุขะปะฏิสังเวที อสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำใน บทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก ดังนี้ ; สุขะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้.
น.209 อานาปานสติ ที่เป็นไปเพื่อบรมธรรม ๕๖๔ (๗) จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจออก ดังนี้ ; จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจเข้า ดังนี้. (๘) ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ สิกปะติ ฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะที่สอง) (๙) จิตตะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้; จิตตะปะฏิ- สังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๐) อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๑) สะมาทะหัง จิตตัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อม ทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; สะมาทะหัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๒) วิโมจะยัง จิตตัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; วิโมจะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะที่สาม)
น.210 ) อะนิจจานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; อะนิจจานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตาม เห็นซึ่งความไม่เที่ยง อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๔) วิราคานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำใน บทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; วิราคานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น ซึ่งความจางคลาย อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๕) นิโรธานุชัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำใน บทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; นิโรธานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น ซึ่งความดับไม่เหลือ อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๖) ปะฏินิสสัคคานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ภิกษุนั้น ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปะฏินิสสัคคานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ฯ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ตามเห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะที่สี่) เอวัง ภาวิตา โข ภิกขะเว อานาปานะสะติ, เอวัง พะหุลีกะตา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ; มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา, ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ; อิติ ฯ ด้วยประการฉะนี้แล.
Buddhadasa