น.166 วันนี้จะได้กล่าวถึง การฝึกจิต เพื่อบรมธรรม. ครั้งที่แล้วมา เราได้พูดกันแล้ว ถึงข้อที่ว่าการฝึกจิตเป็นสิ่งที่ทำได้ แม้เรายังไม่ รู้ถึงที่สุด ว่าจิตนั้น คืออะไร. เมื่อกล่าวโดยที่แท้แล้ว สิ่งที่ เราเรียกกันว่า "จิต" นั้นก็ยังไม่ใช่จิต. ในภาษาพูดของชาว บ้านก็ดี ในภาษาของนักศึกษาธรรมะ แม้อภิธรรมก็ดี สิ่งที่เรียก กันว่า "จิต" นั้น ก็ยังไม่ใช่จิต ; โดยเนื้อแท้เป็นเพียงลักษณะ หรืออาการอย่างหนึ่ง ๆ ของจิตเท่านั้น. แต่แล้ว เขาหรือเรา ก็ตาม ก็เรียกสิ่งนั้นว่า "จิต" เช่นเรียกว่า จิต ๘๙ ดวง จิต ๑๒๑ ดวง อะไรทำนองนี้ ซึ่งที่แท้ ก็เป็นเพียงอาการหรือลักษณะ อย่างหนึ่ง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่าจิตเท่านั้น. ตัวจิตแท้ๆ นั้น ก็ยังไม่รู้ว่าอะไร เหมือนที่เราไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าไฟฟ้า แล้วก็ไปสมมุติเอาตรงที่ใดที่หนึ่ง ส่วนใดส่วนหนึ่ง ลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ว่านั่น ๕๒๖
น.167 คือไฟฟ้าว่าไฟฟ้าแล่นไปตามสาย อย่างนี้เป็นเรื่องขบขัน ; จนบางทีต้องเรียกว่าแรงไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า ซึ่งตัวไฟฟ้าแท้ ๆ ก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน คืออะไร แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้ ในการที่เราจะเอามาใช้เป็นประโยชน์ หรือประดิษฐ์อะไรต่างๆ ขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องจิตนี้ก็เหมือนกัน จึงฝากไว้ในลักษณะที่เป็น อจินไตย. คำว่า อจินไตย นั้นแปลว่าไม่ควรจะไปคิดมัน หรือว่าคิดก็ไม่ได้. โดยทั่วไปมีกล่าวไว้ใน พระคัมภีร์ว่า อจินไตย มีอยู่ ๔ อย่างคือ พุทธวิสัย ฌานวิสัย กรรมวิบาก และ โลกจินตะ. พุทธวิสัย - หมายถึงว่า พระพุทธเจ้าจะทำอะไรได้บ้าง อยู่เหนือความคิด ของคนทั่วไปจะคิด. ฌานวิสัย - อำนาจของฌาน สมาธิ นี้มันจะใช้ทำอะไรได้บ้าง, มันก็มากเกินไป หรือไกลเกินไปกว่าที่คนธรรมดาจะคิด. กรรมวิบาก - คือผลของกรรม จะทำอะไรได้บ้าง จะมีอะไรอย่างไร มันไกล มันกว้าง มันลึกลับ เหลือที่คนธรรมดา จะคิด อันสุดท้ายเรียกว่า โลกจินตะ - คือความคิดของโลก ความคิดของคนในโลก หรือคิดเรื่องโลก. คนในโลกก็คิดเรื่องโลก ; ความคิดเรื่องโลกนี้จะไปไกลจนไม่รู้ว่า จะไปกันถึงไหน. ความคิดอย่างนี้ก็อย่าไปคิดมัน เอาแต่ว่าอะไรมันมีอยู่เฉพาะหน้า ที่จะต้อง ทำเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เราก็ทำก็แล้วกัน. ส่วนที่จะไปคิดให้รู้ว่า มันคืออะไรแน่นี้มัน ก็คงจะตายเปล่า หรือไม่มีประโยชน์อะไรด้วย, เพราะมันไม่ใช่ส่วนที่เป็นประยุกต์. มันเป็นความลับของธรรมชาติ ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นเราก็ไม่รู้ว่าไฟฟ้าคืออะไร จิตคืออะไร อย่าไปคิดมันในส่วนนี้. เราจะคิดแต่ในส่วนที่ว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร ในปัญหาเฉพาะหน้า. สรุปว่าการฝึกจิตเป็นสิ่งที่ทำได้ ทั้งที่ยังไม่รู้ถึงที่สุดว่าจิตนั้นคืออะไร ; เพราะสิ่งที่เราเอามาประพฤติกระทำนี้ ก็กระทำไปตามลักษณะ อาการ หรือปรากฏการณ์ หรือปฏิกิริยาที่สิ่งที่เรียกว่าจิตนั้นมันจะแสดงออกมา, เราก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นได้.
น.168 หัวข้อของเราในวันนี้ว่า "การฝึกจิตเพื่อบรมธรรม” นี้เป็นการจำกัด ชัดลงไปว่า ฝึกจิตนี้เพื่อบรมธรรม, ที่เราได้กล่าวถึงแล้วกล่าวถึงอีกอยู่เสมอ. ถ้าฝึกจิต เพื่ออย่างอื่นมันก็ยังไม่ใช่สิ่งที่พึงประสงค์ หรือไปเสียเวลา ; เว้นไว้แต่เราจะขยายขอบเขต ของสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรมนี้ให้ต่ำลงมา จนกลายเป็นเรื่องที่ว่าจะเป็นธรรมดาสามัญมาก ที่สุด. ที่พูดว่า การฝึกจิตเพื่ออย่างอื่นนั้น มีอยู่มากด้วยกัน เช่นว่า เราจะฝึกจิต เพื่อให้มีอนามัยดีทั้งทางกาย ทั้งทางจิต อย่างนี้ก็ได้. อย่างนี้จะเรียกว่าบรมธรรม หรือไม่ ก็ตอบได้ทั้งสองอย่าง. การที่มีอนามัยดีทั้งทางกายและทางจิตนี้ก็เป็นสิ่งสูงสุด อยู่สำหรับมนุษย์ ; แต่มันยังไม่ใช่ความมุ่งหมายของบรมธรรมของเราในที่นี้. นี่มัน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ฝึกได้ในการที่จะฝึกให้มีอนามัยดี. หรือ ฝึกจิตเพื่อมีฤทธิ์มีเดช. คำว่า "มีฤทธิ์มีเดช" นี้มากมาย กินความ กว้างขวางหลายประเภทรวมทั้งมีหูทิพย์ตาทิพย์ อย่างที่คนธรรมดาเขาต้องการ. มีฤทธิ์ มีเดช เหาะเหินเดินอากาศ ดำดินได้ ทะลุของแข็ง ผ่านฝา ผ่านกำแพงไปได้ กระทั่ง ทายใจคนอื่นได้ ; มันก็มีเทคนิคเฉพาะของมัน ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป ยังไม่ใช่ความประสงค์ มุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่าบรมธรรมโดยตรง ; แล้วมันยังเขวได้มาก ตรงที่ว่า เผลอ นิดเดียวมันก็เอาไปใช้เพื่อความเห็นแก่ตน ใช้เพื่อความเห็นแก่ตัว ใช้เป็นเครื่องมือ เอาประโยชน์จากผู้อื่นมา หรือทำลายประโยชน์ของผู้อื่นที่เป็นศัตรู. การฝึกจิตอย่างนี้ มันไม่ใช่เพื่อบรมธรรม มันขึ้นอยู่ที่เจตนาไม่บริสุทธิ์ ; ยิ่งกว่านั้น มันยังเป็นอันตราย. สรุปความได้สั้น ๆ ว่า ถ้าเจตนาไม่บริสุทธิ์ แล้วไปฝึกจิตเข้าเพื่อเจตนาอัน นั้นแล้ว ก็เป็นอันตราย, เป็นอันตรายทั้งทางวัตถุ และทั้งทางวิญญาณ. เป็นอันตราย ทางวิญญาณ นั้นหมายความว่า เดินผิดทางของพระธรรม, มันก็เป็นบาป
น.169 เป็นกรรม, เป็นผลร้ายในทางวิญญาณ. ที่ว่าเป็นอันตรายทางวัตถุนั้น มันมีผลถึงกับ ทำให้เป็นบ้า. มีเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องเล่า ที่คนเป็นบ้าเพราะการฝึกจิต ก็มีไม่ใช่น้อย เหมือนกัน ; คือว่าเจตนาไม่สุจริต มันหวังผลเพื่อวัตถุด้วยความโลภ ด้วยความ กระหายตะกละในวัตถุ, อยากจะมีฤทธิ์มีเดชเพื่อสิ่งนั้น พอทำหนักเข้า ๆ ก็ลืม ความผิดชอบ - ชั่วดี ลืมความปรกติภาวะของจิตของอะไรทุกอย่าง, ก็เคลิ้มไป ทีละนิด ๆ โดยไม่รู้สึกตัว. มีคนที่ฝึกเพื่อจะเหาะได้ เก็บไว้ในใจ แล้วเขาก็ฝึกไปอย่าง นั้น. วันหนึ่งมันเคลิ้ม ถึงขนาดที่ว่า ปีนขึ้นไปบนที่สูงแล้วก็กระโดดลงมา เพื่อจะเหาะไป, ก็เลยตาย ; นี่มีเป็นเรื่องจริง. นี่เรียกว่าไม่เกี่ยวกับบรมธรรมทั้งนั้น ; แล้วยัง เป็นไปเพื่อเป็นอันตรายทั้งทางกาย และทางวิญญาณ. การฝึกเพื่อบรมธรรมนี้ เราก็หมายถึงบรมธรรมอย่างที่เรากล่าวมาแล้ว ทั้งที่ เป็นของจริยธรรมสากล ๔ อย่าง หรือว่าที่เป็นของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ คือนิพพาน. การฝึกจิตย่อมจะให้ผลได้ในทุกแขนง. การฝึกจิตเพื่อผลตามที่กล่าวไว้ในจริยธรรมสากล นั้น มันขยายออกมาได้จนถึงเป็นบรมธรรม, แล้วขยายออกมาได้จนถึงเป็นสิ่งที่จะมีได้ ด้วยการฝึกจิต : ในการที่เราจะมีความสุขจริงๆ ก็ต้องฝึกจิต; ในการที่เราจะมีความ เต็มของความเป็นมนุษย์ในทางจิตทางวิญญาณ, มันก็ต้องฝึกจิต ; ในการที่จะมีหน้าที่เพื่อ หน้าที่บริสุทธิ์ก็ยิ่งต้องฝึกจิตจะไม่ให้ตะกละในผลทางวัตถุ ; และการที่จะมีความรัก สากล ไม่ยกเว้นผู้ใดก็ยิ่งเป็นเรื่องของการฝึกจิต. แต่ว่าในตำราของนักจริยธรรมสากลนั้น ไม่ได้พูดถึงการฝึกจิตเลย เขาพูดในฐานะเป็นหลักวิชา เป็นหลักทางปรัชญา, ส่วนตัว การปฏิบัติจริง ๆ นั้นได้ปล่อยไว้กว้าง ๆ ส่วนทางพุทธบริษัทเราเพ่งเล็งไปยังการฝึก เพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นโดยตรง. ฉะนั้นมันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรู้ จะต้องเข้าใจ จะต้องปฏิบัติลงไปตรง ๆ เพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้น. และเมื่อคำว่า "บรมธรรม" หมายถึง นิพพานด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่มีทางอื่น นอกจากฝึกจิตให้ถูกวิธี. นี่เราก็มองเห็นกันอยู่แล้วว่า การฝึกทำนองนี้ก็เป็นบรมธรรม, พูดได้อย่างไม่ต้องกลัวผิด, แต่แล้วเราก็ยังไม่รู้ว่า
น.170 จะฝึกมันอย่างไร. เพราะฉะนั้น เราจะได้พิจารณากันถึงสิ่งที่เรียกว่า การฝึกจิต เพื่อบรมธรรม โดยตรงต่อไป. สำหรับในวันนี้ จะไม่พูดถึงการฝึกวิธีใดวิธีหนึ่งโดยเฉพาะ, แต่พูดกันถึง หลักใหญ่ ๆ ที่ใช้ได้แก่ทุกวิธี ทุกคน คือเป็นหลักทั่วไป หรือหลักใหญ่ ๆ. เราจะ ต้องเข้าใจหลักใหญ่ๆ หรือที่เรียกว่า out - line หรืออะไรก็ตาม, ให้เข้าใจแนวทั่วไป หลักทั่วไป เพื่อจะไม่เดินผิดทาง หรือไม่เข้าใจผิดทางเสียก่อน แล้วจึงค่อยค้นเฉพาะ ส่วน หรือเฉพาะอย่างที่เราต้องการ. นี่เราจะพูดกันถึงหลักใหญ่ๆ ที่ใช้ได้แก่การฝึกจิต ทุกแบบทุกวิธี เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจฟังให้ดี แล้วก็จะเข้าใจส่วนที่เป็นเฉพาะเรื่อง ได้ง่าย. เมื่อพูดถึงการฝึกจิตโดยหลักใหญ่ๆ เราจะต้องแบ่งออกเป็น ๒ ภาค หรือ ๒ ตอน หรือ ๒ ขั้นก็ตาม แล้วแต่จะเรียก. ในขั้นแรกฝึกอย่างที่จะให้มันอยู่ในอำนาจ ของเรา. ขั้นต่อมาก็ฝึกใช้จิตที่ฝึกอยู่ในอำนาจแล้วนั้น ให้ทำหน้าที่ของมันตามที่เรา ประสงค์. เทคนิคส่วนใหญ่จะต้องเป็นอย่างนี้ก่อน : คือในระยะที่เป็นการฝึกเพื่อให้ จิตอยู่ในอำนาจที่เราควบคุมได้ บังคับได้, อย่างที่เรียกว่า เชื่องเหมือนกับฝึกสัตว์จน เชื่อง จนไม่มีอันตรายเสียก่อน ; แล้วจึงจะมีเทคนิคในขั้นที่จะใช้มันให้ทำอะไร ตามที่ เราประสงค์. พูดโดยย่อก็กล่าวได้ว่า ขั้นฝึกจิตให้อยู่ในอำนาจนั้นก็คือทำให้เป็น สมาธิ. คำว่าสมาธินี้ เขาใช้กันในบัดนี้ว่า concentrate มันก็มีความหมายดีอยู่แล้ว คือรวมกระแสที่พร่าให้เข้มข้นเป็นจุดเดียว. เมื่อมันเข้มข้นเป็นจุดเดียว มันก็มีคุณสมบัติ เกิดขึ้นหลายอย่าง คุณสมบัติของสมาธิที่สำคัญที่สุด แจกไว้เป็น ๓ อย่างคือ :- สะอาด หรือบริสุทธิ์อย่างหนึ่ง ; เข้มแข็ง หรือมีกำลังมากนี้อย่างหนึ่ง ; อันสุดท้ายก็คือ
น.171 ไวต่อหน้าที่ของมัน, คล่องแคล่วว่องไวหรือมีสมรรถภาพต่อหน้าที่ของมัน. อย่างแรก เรียกว่า ปริสุทโธ, อย่างที่ ๒ เรียกว่า สมาหิโต, อย่างที่ ๓ เรียกว่า กัมมนีโย. คุณต้องไปสังเกตดูเอาเองว่า จิตไม่สะอาดก็เพราะมีอะไรเข้ามารบกวน. เมื่อรบกวนมันก็ฟุ้งซ่าน หรือกระวนกระวาย หรือมีสิ่งที่เข้าไปผสมจิตนั้น ทำให้ไม่ สะอาด. ความฟุ้งซ่าน ความกระวนกระวายเหล่านี้ก็เป็นความไม่สะอาดชนิดหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน ; ด้วยเหตุนั้นมันจึงถอยกำลัง คือทุพพลภาพ ไม่สามารถจะว่องไว ในหน้าที่ของมัน ; มันเนื่องกันอยู่ทั้งสามอย่าง . แม้ว่าเราจะแยกถึงสามอย่าง โดยนิตินัย, แต่โดยพฤตินัยนั้นก็ไม่ต้องแยก. ถ้าทำให้เป็นสมาธิได้ก็มี ๓ อย่างนี้ อยู่ในตัว และสัมพันธ์กันอยู่. เมื่อไม่สะอาดก็ไม่มีกำลัง, ไม่มีกำลังก็ไม่สะอาด หรือไม่ไวต่อหน้าที่ ไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ ไม่สามารถในหน้าที่. นี้ก็มีคนเข้าใจผิด เพราะไม่เคยฝึก และไม่เคยรู้เรื่อง แล้วก็เดาเอาเอง ว่า ถ้าเป็นสมาธิแล้วก็หยุดเงียบไปเลย ร่างกายแข็งเป็นท่อนไม้. นั่นพูดกันคนละแบบ พูดกันคนละอย่าง, เพราะเขามักจะเห็นคนนั่งทำสมาธินั่งเงียบ ตัวแข็งเป็นท่อนไม้, หรือว่าผู้ที่อยู่ในสมาบัติ, คืออยู่ในสมาธิที่หยุดอีกครั้งหนึ่ง ; หยุดนึ่งในระยะยาวอีก ครั้งหนึ่ง เขาเรียกว่าสมาบัติ ; อย่างนี้ก็จริง เพราะไม่เคลื่อนไหวอะไรทั้งทางกายและ ทางใจ ตัวก็แข็งเป็นท่อนไม้. นั่นมันไม่ใช่ตัวสมาธิที่เรามุ่งหมายในที่นี้ นั่นเป็นอีก เรื่องหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวจะพูดกัน ; คือเขาพอใจที่จะมีความเป็นอยู่อย่างนั้น เขาถือว่าเขามี ความสุข ก็อยากจะอยู่อย่างนั้น เป็นระยะยาวเท่าใด เขาก็อยู่ได้ ; อย่างนั้นตัวแข็ง เป็นท่อนไม้จริงเหมือนกัน. แต่ว่าสมาธิที่เรากำลังพูดถึงนี้ คือการฝึกจิตให้อยู่ในอำนาจ จนกระทั่งเกิด สมาธิที่เราประสงค์ มีคุณสมบัติ ๓ อย่างนั้น ; ไม่ใช่นั่งตัวแข็ง ไม่รู้สึกอะไรอย่าง
น.172 นั้น ; จะอยู่ในอิริยาบถใดก็ได้ เดิน ยืน นั่ง นอนก็ได้, ความเป็นสมาธินั้นมันอยู่ ตรงที่องค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ จิตนั้นสะอาด, จิตนั้นมั่นคง, จิตไวในหน้าที่. แม้ว่าเราจะนั่งนิ่ง ๆ ทำสมาธิ แต่เมื่อเป็นสมาธิแล้ว คุณสมบัติ ๓ อย่างนี้จะต้องมีอยู่ ตลอดเวลา ; เราจะยืน เดิน นอน กินอาหาร จะทำงานที่ออฟฟิศก็ได้ ด้วย จิตที่มีคุณสมบัติอย่างนี้; ไม่ใช่เข้าไปอยู่ในฌาน ในสมาบัติเสียเรื่อยไป. คำว่า "สมาธิ" หมายความกว้างลงมาถึงอย่างนี้ก็ได้ เช่นเราคิดเลขด้วยจิตเป็นสมาธิ, ทำข้อ สอบไล่ ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ, หรือว่ายิงปืนด้วยจิตเป็นสมาธิ, อะไร ๆ ก็ทำด้วยจิตที่ เป็นสมาธิได้ทั้งนั้น. นี่เราฝึกจิตจนอยู่ในอำนาจของเรา มีลักษณะคือความเป็น สมาธิที่ประกอบอยู่ด้วยองค์สาม. ที่นี้สำหรับขั้นที่เรียกว่า ใช้จิตที่ฝึกแล้วให้ทำหน้าที่ตามประสงค์. เมื่อ จิตเราฝึกดีจนเป็นสมาธิอย่างนั้นแล้ว ทีนี้เราจะใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดผลที่ประสงค์ตาม หลักจริยธรรมสากล ๔ นั้นก็ได้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วมันก็ง่ายที่ จะมี ความสุข, มี ความเต็ม แห่งความเป็นมนุษย์, ทำหน้าที่ บริสุทธิ์เพื่อหน้าที่ ล้วน ๆ แล้วก็มีความรักสากล ; ไม่เป็นของยากอะไร เพราะว่าเราบังคับจิตได้. จิตมันจะโลเลเหลวไหลไปในทางที่ไม่ใช่ผลที่ต้องการนี้ มันก็บังคับได้, ที่ยังไม่เกิด ก็ทำให้เกิดขึ้นมาได้, ความดีที่ยังไม่เกิดก็ทำให้เกิดขึ้นมาได้, ความดีที่เกิดอยู่แล้ว ก็รักษาไว้ได้, แล้วก็ทำให้มันมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็ได้, เพราะมีอำนาจจิตแรงมาก. อนึ่ง จิตที่เป็นสมาธิแล้ว ก็ใช้มันเพื่อผลรวมยอดได้ถึง ๔ ประการ คือ (๑) เพื่อหา ความสุขทันใจ, เรียกว่าหาความสุขทันใจก็แล้วกัน. ความสุขนี้ต้อง เอาสุข ข สะกด คือสุขเย็น, ไม่ใช่สุกร้อนซึ่ง ก สะกด. ถ้าอยากสุกร้อนก็ต้อง ไปหาเรื่องเป็นทาสของกิเลส เป็นบ่าวของกิเลสมีกามารมณ์เป็นต้น ; ถ้าสุขเย็นก็ต้อง มาหาธรรมะที่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือเป็นนิพพานเสียเอง. แม้ว่านิพพานโดยสมบูรณ์
น.173 จริง ๆ นั้น มันยังอยู่ไกลมาก เราต้องการชิมชนิดชั่วคราว ทันอกทันใจกัน หรือสดๆ ร้อน ๆ เราก็ฝึกจิตให้เป็นสมาธิก่อน, แล้วก็หยุดอยู่ในความเป็นสมาธินั้น ในลักษณะ ที่กิเลสไม่รบกวนเลย, มันก็ได้ชิมรสของนิพพาน เป็นรสตัวอย่าง หรือว่าชิมลองนาน เท่าไรก็ได้ ทุกวันก็ได้. แต่นั่นยังไม่ใช่นิพพานสมบูรณ์ คือมันยังกลับมาเป็นไม่สุขได้อีก, เรียกว่ากลับกำเริบได้. ถ้าเป็นนิพพานแท้ นิพพานสมบูรณ์แล้วไม่กลับกำเริบได้อีก. ขั้นนี้มันกลับกำเริบได้อยู่ เราต้องคอยบังคับด้วยจิต หรือบังคับจิตอีกทีหนึ่ง; แต่ก็ กล่าวได้ว่า เป็นผลที่น่าชื่นใจ เป็นของใหม่ ของที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน. นี่เรียกว่าจะ แสวงหาสุขจากสมาธินั้นก็ได้. (๒) ต่อไปเราก็จะใช้จิตที่เป็นสมาธิแล้วนั้น เพื่อให้ได้มาซึ่ง อายตนะที่เป็น ทิพย์ : หูทิพย์ ตาทิพย์ อะไรทิพย์ ทั้งนั้น. นี้มันก็ต้องฝึกโดยเฉพาะ กล่าวคือ ใช้จิตที่เป็นสมาธิแล้ว ฝึกเพื่อให้มันเกิดผลชนิดนี้. มีตาทิพย์ก็คือว่าเห็นสิ่งที่ตาธรรมดา มองไม่เห็น, มีหูทิพย์ ก็ได้ยินเสียงสิ่งที่หูธรรมดาไม่ได้ยิน. เดี๋ยวจะมีรายละเอียด พูดกันถึงข้อนี้. เราจะใช้จิตที่เป็นสมาธิแล้วฝึกเพื่อผลอย่างนี้ก็ได้. (๓) อีกอย่างหนึ่งใช้จิตที่เป็นสมาธิแล้ว ฝึกเพื่อเราจักเป็นผู้มี สติสัมป- ชัญญะอันเลิศ. ถ้ามีสมาธิที่มีคุณสมบัติ ๒ ประการอย่างที่กล่าวแล้ว, เราสามารถ ที่จะเป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยสติสัมปชญญะอันเลิศ. ข้อนี้เราเล็งถึงสิ่งที่เรียกว่า สติสัมปชัญญะ ในฐานะที่เป็นผล ไม่ใช่เป็นเหตุ, ถ้าเป็นเหตุเราต้องฝึกสติสัมปชัญญะ. เดี๋ยวนี้เรา ต้องการสติสัมปชัญญะโดยไม่ต้องฝึก โดยที่มีอยู่กับเนื้อกับตัวของเราตลอดเวลา. ปัญหายุ่งยากของคนเราอยู่ตรงที่ ปราศจากสติสัมปชัญญะ คุณสังเกต ดูให้ดีเถิด. คุณเป็นนักปราชญ์มีปริญญายาวเป็นหาง แต่ก็ไม่พ้นที่จะต้องได้รับทุกข์ รับโทษ รับอันตราย เพราะขาดสติสัมปชัญญะ. ลำพังความรู้หรือปัญญานั้นช่วย
น.174 ไม่ได้,มันมาไม่ทันบ้าง หรือมันเดินออกนอกทางไม่ทันรู้ตัวบ้าง. มันต้องมีสิ่ง สำคัญอันนี้ คือสติสัมปชัญญะนี้ ที่จะให้ความรู้มาทันท่วงที. เช่นเรานึกไม่ออก ทั้ง ๆ ที่เรารู้อยู่ เวลาสอบไล่ เรานึกสิ่งที่เรารู้อยู่มาตอบคำถามไม่ได้ เพราะสติสัมป- ชัญญะไม่มี แม้ที่สุดแต่เวลาเราเดินตกล่อง มันก็รู้อยู่ว่าไม่ควรจะตก แล้วล่องมัน ก็อยู่ที่ตรงนั้น, แต่พอขาดสติสัมปชัญญะก็เดินตกล่อง. เพราะฉะนั้นอะไร ๆ ใน ชีวิตประจำวัน นั้นต้องการปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง คือความมีสติสัมปชัญญะ ; ถ้ามีสติ สัมปชัญญะแล้วก็เป็นอันว่าปลอดภัย คุ้มครองอะไรได้ยิ่งกว่าเครื่องรางทั้งหมดในโลก รวมกัน. เมื่อเราอยากจะเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ในเนื้อในตัวเป็นอัตโนมัติ เป็น sub - conscious ไปเลยก็ทำได้ในการฝึกเพื่อผลอย่างนั้น และต้องมีจิตที่เป็นสมาธิแล้ว. (๔) อันสุดท้ายก็ฝึกจิตเพื่อให้เกิดปัญญาในอันดับที่สูงขึ้นไปที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ - ความรู้ในทางสติปัญญาที่สูงขึ้นไปจนกระทั่งบรรลุนิพพาน. นี้คิดดูเถอะว่า จิตที่ฝึกดีแล้วนั้นจะใช้อะไรได้บ้าง ไปคิดดูให้ดี ๆ ในข้อ เหล่านี้ก่อน. จิตที่ฝึกดีแล้วใช้ทำหน้าที่ตามที่เราประสงค์เช่น เพื่อผลตามแบบจริยธรรม สากลก็ทำได้, เพื่อจะชิมความสุขของพระนิพพานเล่นไปพลางก็ได้, เพื่อมีอายตนะ อันเป็นทิพย์ หูทิพย์ ตาทิพย์ก็ได้, เพื่อมีสติสัมปชัญญะอันเลิศ ชั้นเลิศก็ได้, เพื่อความ รู้แจ้งแทงตลอดต่อไปจนบรรลุนิพพานอย่างนี้ก็ได้, โดยหัวข้อใหญ่ ๆ เป็นอย่างนี้. ถ้าใช้ไปในลักษณะอย่างอื่นนอกจากนี้ ก็เรียกว่า ไม่บริสุทธิ์, พูดภาษา โลกโคกก็ว่า เล่นไม่ซื่อแล้ว, เล่นไม่ซื่อต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้ว, เล่นไม่ซื่อต่อธรรมชาติแล้ว ; นั่นแหละมันจะตบหน้าเอา มันจะกัดเอา คือเป็นผลร้าย เกิดขึ้นจากการที่ใช้จิตผิดทาง, ไม่ไปในทางที่บริสุทธิ์ หรือถูกต้อง, แต่ใช้ไปในทาง ที่เห็นแก่ตัว เพื่อกิเลสตัณหาก็ได้.
น.175 นี่คุณจะต้องคิดนึกดู ทบทวนดู ว่า มันใช้ประโยชน์ทุจริตก็ได้. พวกยักษ์ พวกมาร พวกโจรบางพวก ฯลฯ ก็มีการฝึกจิต มีสมาธิ มีฤทธิ์มีเดช. ในหนังสือ รามเกียรติ์เด็ก ๆ ไปลองอ่านก็มี, ว่า "เสร็จแล้วเป่าลูบไปสามที่ เจ็บทั่วอินทรีย์ก็เสื่อมหาย". นี่ก็เป็นเรื่องเดียวกัน คืออำนาจของจิต. แม้แต่พวกที่รบราฆ่าฟันกันในสนามรบ มีกำลังจิตสูง มันก็ทำอะไรได้อย่างไม่น่าเชื่อ. ความเจ็บปวดที่ถูกอาวุธ เจ็บปวดระบม ไปหมด ก็บัดไปได้ด้วยกำลังจิตชั่วขณะ, ลุกขึ้นรบต่อได้อีก; นี้เป็นกำลังจิตที่ฝึก. ทีนี้ ควรจะนึกต่อไปอีก ถึงกำลังจิตที่แม้ยังไม่ได้ฝึก ที่มีอยู่เองตามธรรมชาติ แต่เมื่อมีเหตุประจวบเหมาะอะไร ที่ทำให้มันต้องแสดงออกมา มันก็มีมาก. คุณก็รู้ อยู่แล้วผมก็ไม่ต้องพูด เช่นเมื่อเรากลัว เราตกใจ ก็มีพลังอะไรมาอย่างที่ไม่น่าเชื่อ ยกของหนักได้โดยไม่น่าเชื่อ หรือว่าเมื่อมันมุทะลุขึ้นมาอย่างแรงก็ทำอะไรได้มาก เกินกว่าธรรมดา. นี่กำลังจิตที่ไม่ได้ฝึก แต่ว่ามันแสดงออกมา โดยสิ่งแวดล้อม ที่จำเป็น ที่ประจวบเหมาะ, ทำอะไรได้เหมือนปาฏิหาริย์ก็มี นี่คือปาฏิหาริย์ที่เป็นไปโดย ไม่ได้ฝึก. ส่วนที่เรากำลังพูดนี้ พูดถึงปาฏิหาริย์ชนิดที่ต้องฝึก ทีนี้ เราจะพูดกันโดยรายละเอียด : สำหรับการฝึกในอันดับแรก อันดับหนึ่ง ที่ว่าทำจิตให้อยู่ในอำนาจเสียก่อนนั้นจะทำอย่างไร ? นี้มันก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า ตาม ธรรมดาจิตไม่อยู่ในระเบียบ จิตไม่อยู่ในอำนาจ เพราะฉะนั้นเราต้องจับมาฝึกให้มี ระเบียบ ให้อยู่ในอำนาจ. เทียบโดยอุปมาทางวัตถุก็จะเข้าใจได้ง่าย เช่นไปจับสัตว์ ในป่ามาฝึก ไปจับวัวป่ามาฝึกให้ไถนาได้ ไปจับช้างในป่ามาให้ทำงานได้ ไปจับม้า ในบ่ามา ใช้ขี่เป็นม้าออกสนามรบได้ กระทั่งไปจับลิง ฝึกให้เล่นละครลิงเก็บสตางค์ได้, จับงูมาเล่นละครตามวิธีของงู, อะไรก็ตาม ก็มีความหมายคล้ายกัน. ในชั้นแรกจะต้องฝึก ให้มันอยู่ในอำนาจเสียก่อน, แล้วจึงจะใช้ให้มันทำอะไร ๆ ตามที่เราต้องการ.
น.176 กิริยาอาการของการฝึกจิตนั้น เราได้ยินได้ฟังอยู่แล้ว เขาเรียกว่า โยคะ, ภาษาบาลีหรือสันสกฤตก็เหมือนกัน. คนที่กำลังทำการฝึกจิตหรือโยคะนี้ เขาเรียกว่า โยคี. โยคะ คือ system ของการฝึก, โยคี คือผู้ทำการฝึก. คำว่า โยคะ โยคี ใช้กันแพร่หลายในอินเดีย ในเมืองไทย. แล้วพิจารณาดู ถึงคำว่า โยคะ คำนี้แปลว่า เทียมแอก. นี้ขอให้ย้อนถึง เรื่องที่ผมเคยบอกมาหลายครั้ง หลายหน, แต่จะเคยบอก พวกคุณหรือไม่ก็นึกไม่ได้ ว่า :- คำบัญญัติเฉพาะ (Technical term) ในทางธรรม ทางศาสนานี้ ยืมมาจากคำชาวบ้านทั้งนั้น คำต่ำ ๆ คำธรรมดา ของชาวบ้านทั้งนั้น, เช่น :- นิพพาน แปลว่า เย็น ไปยืมมาจากคำว่า ถ่านไฟเย็น, ข้าวต้มเย็น, อะไรเย็น, ตามที่พูดกันอยู่ก่อน ตามภาษาชาวบ้าน มาเป็นเย็นทางวิญญาณ คือ นิพพาน. คำว่า มรรค - หนทาง, นี้ก็ยืมมาจากทางเดินของชาวบ้านเดิน, แต่มัน เป็นทางเดินทางวิญญาณไปนิพพาน. คำว่า โยคะ - เทียมแอก นี้ก็เหมือนกัน. มนุษย์มีวัฒนธรรม culture อันแรกคือไถนา เอาวัวหรือสัตว์ มาเทียมแอกลากไถ ไถนา. คำว่าเทียมแอก คำนั้น คือคำว่า โยคะ ; เรายืมคำว่าโยคะ - เทียมแอกไถนานั้น มาใช้ในเรื่องทางวิญญาณหรือ ทางจิต. หมายความว่าเดี๋ยวนี้เราจะเทียมแอกให้แก่จิต. เอาจิตนี้เป็นเหมือนกับสัตว์ที่จะฝึก แล้วก็เอาไปผูกเข้ากับแอก เพื่อมันจะลากแอกไป, หนีไปไหนไม่ได้ ก็ต้องลากแอกไป, ก็ทำให้มีการไถนาสำเร็จประโยชน์ ตามที่ต้องการขึ้นมาได้. คำว่า “เทียมแอก" นี้ ความหมายอันใหญ่ หมายถึงการผูกมัดให้ติดไว้กับ อะไรสักอย่าง. ใจความสำคัญคือต้องเอาเชือกมา แล้วก็ผูกสัตว์นั้นไว้ ให้ติดกับอะไร
น.177 สักอย่างหนึ่ง. โยคะจึงแปลว่าผูก หรือเทียมแอก. เมื่อเราจะฝึกวัวสำหรับไถนา ที่จับ มาจากในป่า ก็ต้องเอามาผูกเข้ากับอะไรอย่างหนึ่ง, แล้วทรมานเฆี่ยนตี อะไรมัน จนกว่ามันจะยอมเชื่อฟัง, แล้วจึงเอาไปเทียมแอก แล้วก็ไถนา. จิตนี้เมื่อยังไม่ได้ฝึกก็เหมือนกับวัว หรือช้างที่อยู่ในบ่า, อยู่ตามประสาของมัน ดูก็เข้าทีดี งดงามดี ไม่มีอันตรายอะไร มันวิ่งเล่นอยู่ในป่า; แต่พอจะไปจับมันมา ให้ทำงาน ก็อันตราย, มันตึงตังเอะอะไม่น่าดู เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องนำมาผูก กับอะไร. จิตนี้เป็นสิ่งที่จะต้องถูกจับมาผูก. การผูกสัตว์ ก็ผูกกับเสาหลัก จะฝึกช้าง เขาต้องผูกด้วยเสาขนาดใหญ่เรียกว่าเสาตะลุง ฝั่งแน่น แล้วต้องมีเชือกที่เหนียวที่สุดที่พื้น ด้วยหนัง ผูกช้างให้ติดกับเสาตะลุง. เรื่องนี้เราต้องรู้จักแยกเป็น ๓ แฟคเตอร์ คือ ช้าง - สิ่งที่จะถูกผูกอย่างหนึ่ง, เชือกคือเครื่องมือสำหรับจะผูกอย่างหนึ่ง, แล้วก็เสา ที่จะเป็นที่สำหรับผูกให้ติดเข้าไว้อย่างหนึ่ง, เป็น ๓ แฟคเตอร์ ขึ้นมา ; อันสุดท้ายก็คือ จะต้องมี technics วิชาความรู้ หรือ technique เกี่ยวกับการผูกการฝึกเป็น ๔ อย่างขึ้นมา. คุณต้องทำความเข้าใจโดยอุปมาทางวัตถุนี้เสียก่อน แล้วก็จะเข้าใจเรื่องทาง นามธรรม หรือทางวิญญาณ. ถ้าเอา ช้างเป็นอุปมา จิตก็เปรียบเหมือนช้างป่า ที่จับมาใหม่ ๆ ; เชือกที่ล่ามช้างนั้นคือ สติ, ต้องรู้ไว้เฉพาะ ว่ามันเรียกว่า สติ - เชือก ที่จะผูกช้าง ผูกจิตให้ติดกับเสาตะลุง. เสาตะลุงนั้นก็คืออารมณ์ของกัมมัฏฐาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราจะเลือกใช้ เช่น ลมหายใจเป็นต้น. อารมณ์ของกัมมัฏฐานหนึ่ง มันก็มีอย่างหนึ่ง เช่นว่า จะดูดวงกสิณ, กสิณมันก็เป็นอารมณ์. ถ้าจะดูอสุภ - ซากศพ, ซากศพก็เป็นอารมณ์. ถ้าจะกำหนดลมหายใจ, ลมหายใจก็เป็นอารมณ์. นั้นคือเสาหลัก หรือเสาตะลุงที่จะผูกช้างคือจิต. เราจึงต้องมีอารมณ์ หรือนิมิตของการฝึกจิต อารมณ์ ของสมาธิ. หรือนิมิตของสมาธิ. อันสุดท้ายก็ต้องมีความรู้คือทั้ง technics และ technique มีทั้งความรู้และวิธีการ. เทคนิคส์กับเทคหนืดนี้อย่าไปแยกกัน ถ้าเราพูดถึงเทคนิคส์
น.178 ก็ต้องหมายถึงเทคหนีกด้วย คือมีทั้งความรู้และมีทั้งวิธีการ นั้นคือมีเทคนิคที่จะฝึกมัน. อย่างน้อยมันต้องรู้ทั้ง ๔ อย่าง ต้องมองดูไปยังสิ่งทั้ง ๔ คือ จิต, สิ่งที่จะผูกจิต, หลัก ที่จะเอาจิตเข้าไปผูก, แล้วก็วิชาความรู้ของผู้ถูก, อันเป็นอุบายที่จะทำการผูก. การผูกให้สำเร็จนี่คือสิ่งที่เรียกว่า โยคะ. คนที่ทำงานง่วนอยู่กับหน้าที่อันนี้ ก็เรียกว่าโยคี. เพราะฉะนั้นโยคีไม่ใช่แขกขอทาน คนบ้า ๆ บอ ๆ เหมือนที่เด็ก ๆ รู้จัก บางทีตะโกนว่าพวกโยคีมาแล้วโว้ย ที่แท้ก็คนบ้านี่เอง, เขาแต่งตัวแปลก ๆ เที่ยวขอทาน ขอสตางค์ ในอินเดียมีเต็มไปหมดเรียกว่าโยคีทั้งนั้น. มันก็เลือนมาจากสมัยที่เขามีการ ฝึกจิตอยู่ในป่า; สำเร็จแล้วก็เป็นโยคีเหาะเหินเดินอากาศได้ทำอะไรได้, เป็นที่เคารพ นับถือบูชา. พวกนี้ก็สวมรอยทำรูปร่างท่าทางคล้ายโยคี ให้คนเลื่อมใสนับถือบูชา ให้คน บำรุงบำเรอ ; มันก็เกิดเป็นโยคีแบบนี้ขึ้นมาเป็นอาชีพในแบบฟอร์ม. คำว่าโยคี คือผู้ประกอบโยคะ ; โยคะก็คือการฝึกจิต ; วิชาสำหรับฝึกจิต ในทางภาษาวัด, เรียกว่า อุบายสำหรับการฝึกจิต. มันตั้งอยู่ในฐานะเป็นอุบาย แต่ไม่ใช่อุบายโกง. เพราะจิตนี้มันเล่นตลกอยู่เรื่อย. มันกลับกลอกพลิกแพลง คือว่า เหมือนกับเป็นอันธพาลอยู่เรื่อย ฉะนั้นจึงต้องใช้สิ่งที่เหนือกว่า คืออุบาย. นี่สรุปแล้ว เราก็ได้หลักคร่าว ๆ พอมองเห็นรูปภาพ. สัตว์ป่าที่จะเอามาฝึก เปรียบเหมือนจิตที่กำลัง จะต้องฝึก ; เชือกก็คือ สติ ; หลักหรือเสาที่จะเอาใช้ผูกจิตก็คือนิมิต หรืออารมณ์ของ สมาธินั้น ; ส่วนวิธีการฝึกนั้นเราเรียกว่าอุบาย. อุบายวิธีของการฝึกจิต. อะไร ๆ มันก็มีลำดับทั้งนั้น ต้องนึกถึงลำดับ ที่เป็นไปตามลำดับ, มัน จะต้องเปลี่ยนให้เหมาะสมแก่เหตุการณ์หรือลำดับ ตามที่ว่าอะไร ๆ มันก็เปลี่ยน จิต มันก็เปลี่ยน ; นี่ก็เป็นเทคนิคอันหนึ่งเหมือนกัน. เช่นว่า ช้าง จับมาใหม่ ๆ มันก็มี ภาวะอย่างหนึ่ง พอฝึกไปได้หน่อยมันก็เปลี่ยนภาวะไปอีกอย่างหนึ่ง พอฝึกไปอีกมันก็
น.179 เปลี่ยนภาวะเป็นอย่างอื่นอีก, กระทั่งฝึกสำเร็จมันก็เปลี่ยนเรื่อย ฉะนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ต้องเปลี่ยนเรื่อย เช่นเชือก เช่นเสาหรืออะไรก็ต้องเปลี่ยนเรื่อยไป, สิ่งที่เรียกว่านิมิต ของสมาธิ มันก็เปลี่ยนไปเรื่อย ครั้งแรกมีนิมิตหยาบ ๆ หรือว่าตัววัตถุ ทางวัตถุมันเป็น นิมิต, ต่อมามันก็เปลี่ยนเป็นมโนภาพที่เกิดจากวัตถุนั้น, ต่อมามันก็มาจากมโนภาพ ที่เราเปลี่ยนมันอีกทีหนึ่ง. เพราะฉะนั้น คำว่า นิมิต ไม่ได้หมายความถึงตัววัตถุนั้นล้วน ๆ. ยกตัวอย่างเช่น เราฝึกทางกสิณ เอาดวงแดง ๆ ดวงหนึ่งมาวางตรงหน้า แล้วก็เพ่งจิตไปที่นั่น, เวลานั้นดวงแดง ๆ นั้นเป็นนิมิตชั้นแรกที่สุด ชั้นนอกที่สุด. ต่อมาเมื่อเพ่งหนักเข้าจนว่าหลับตาก็เห็น, เห็นอย่างเดียวกันกับลืมตา ; นิมิตใหม่ขั้นนี้ มันก็เปลี่ยนเป็นอันอื่นแล้ว คือเป็นมโนภาพที่สร้างขึ้นมาได้สำเร็จ. ดวงแดง ๆ ที่เรา หลับตาเห็นนั้นเราเปลี่ยนมันได้ เปลี่ยนขนาดมันได้, เปลี่ยนที่มันได้, ให้เป็นอย่างไร ก็ได้ ; นิมิตอันนี้มันก็ไม่ใช่มโนภาพทีแรก เป็นมโนภาพที่เปลี่ยนไปเรื่อยตามที่เราฝึก ซึ่งเป็นเครื่องแสดงในตัวว่า เราฝึกสำเร็จ. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่านิมิต ๆ หรือเสาตะลุงของช้างที่จะล่ามช้างนั้นมันก็ เปลี่ยนไปได้, จนกระทั่งว่าหลักเล็ก ๆ ก็ใช้ได้ในตอนหลัง. ตอนแรกบางทีต้องใช้ ต้นไม้ใหญ่ ๆ ทั้งต้น ที่มีอยู่ตามธรรมชาติสำหรับผูกช้าง, ตอนหลังอาจจะกลายเป็นเพียง เสา, ตอนสุดท้ายอาจจะกลายเป็นเพียงหลัก ; มันก็เปลี่ยนไปตามลำดับของการฝึก ฉะนั้นผมพูดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คำใดคำหนึ่ง ก็ให้รู้ว่ามันมีอยู่หลายระดับ, แล้วก็ เปลี่ยนไป ๆ ในระบบของการฝึก จนกระทั่งมันสำเร็จ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ยกเลิกไป เหลืออยู่แต่ผลของการฝึก. ขั้นนี้คือฝึก หรือทำโยคะเรื่อยไปตามวิธีนี้จนสำเร็จ คืออยู่ ในอำนาจ ในขั้นนี้เราต้องการเพียงให้อยู่ในอำนาจ. นี้เราเรียกว่า สมาธิ, เดี๋ยวนี้ จิตอยู่ในอำนาจของเรา เป็น สมาธิ. แล้วสมาธิ ก็มีหลายขั้น. ยิ่งกว่านั้น ที่เข้าใจยาก เพราะว่าคำพูดมันกำกวม : คำว่า "สมาธิ" นั้น มันหมายได้ทั้งเหตุและผล. สมาธิในชั้นเหตุ ก็คือว่า เมื่อเราทำสมาธินั่นแหละ
น.180 ขาก็เรียกสมาธิ, การทำสมาธิยังไม่ทันมีผลอะไรก็เรียกว่าสมาธิ, ทำสมาธิ. แล้ว สมาธิที่มันเฉียด ๆ จะเป็นสมาธิจริง ๆ ก็เรียกว่าสมาธิ. สมาธิที่มันสำเร็จเป็นสมาธิ มีองค์ประกอบ ๓ อย่าง ก็เรียกว่าสมาธิ. ถ้าเอ่ยว่าไปทำสมาธิโว้ย นี้ก็หมายถึงการลง มือกระทำ ; เมื่อทำไปๆ มันจวนจะเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่แล้ว ก็เรียกว่าสมาธิได้ เหมือนกัน ; ที่นี้เป็นสมาธิแน่วแน่จริง ๆ จึงจะเรียกว่าสมาธิสมบูรณ์. ฉะนั้น มัน จึงมีสมาธิในขั้นลงมือทำ คือกำหนดจิตที่อารมณ์เท่านั้น ก็เป็นสมาธิระดับหนึ่งอยู่. ทีนี้สมาธิที่จิตกำลังแน่วอยู่ในอารมณ์ หรือในนิมิตที่เราฝึก ซึ่งยังเผลอไม่ได้, พอเผลอ แล้ววิ่งหนี นี้ก็เรียกว่าสมาธิขั้นเฉียด ๆ. ทีนี้ฝึกสำเร็จจนว่า เผลอก็ได้, เผลอก็ไม่หนี เพราะมันอยู่แก่ตัว อยู่แก่ร่องแก่รอย ก็เรียกว่าเป็นสมาธิ. เขาเรียกว่า "ขั้นอัปปนา" คือขั้นแน่วแน่ ; มันเป็นเทคนิคเฉพาะและมีการกระทำที่ประณีต. การกระทำจิตเป็นสมาธินี้ต้องการความประณีต คือว่า serious เขม็ง จริงจัง ก็ไม่ได้, หลวม ๆ ก็ไม่ได้, ต้องอยู่ในสภาพที่พอเหมาะพอดี. ถ้าเราไปขึงขัง จริงจังอย่างมุทะลุนี้ มันก็ยิ่งไม่ได้ มันยิ่งดิ้นกันใหญ่, ถ้าเราหลวม ๆ มันก็หลุดหนีไป เสียต่อหน้า เหมือนกับผูกช้างจะต้องผูกให้พอดี ถ้าแน่นเกินไปมันก็อาจจะตายได้, ถ้าหลวมเกินไปมันก็หลุดหนีไปเสียได้ ; นี่เทคนิคมันมีอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นจึงมีอุบายที่ แยบคาย ในขั้นแรกทำอย่างไร ? ต่อมาทำอย่างไร? ขั้นสุดท้ายทำอย่างไร ? ขั้นที่พอเรากำหนดเข้าไปที่อารมณ์ เรียกว่า บริกรรม. จิตเริ่มกำหนดเข้าที่ อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง, ไม่ต้องออกเสียงทางปากก็ได้ เรียกว่า บริกรรม. การ กระทำที่พร้อมที่ครบเรียกว่าบริกรรม. ในขณะแห่งการบริกรรมนี้ก็เป็นสมาธิตามแบบ ในขั้นบริกรรม. ทีนี้ฝึกไป บริกรรมไป บริกรรมไป ตามวิธีที่ถูกต้อง จิตมันก็เริ่ม จะเป็นสมาธิ หรือว่าถึงขอบเขตของความเป็นสมาธิเข้าไปแล้ว, แต่ยังเผลอไม่ได, นี้ก็เรียกว่าอุปจาระสมาธิ. อุปจาร - แปลว่า ชานเมือง, ตามตัวหนังสือมีความหมาย
น.181 เหมือนกับชานเมือง, เหยียบเข้าไปที่ชานเมือง. ถ้าทำได้อย่างนี้เรียกว่าอุปจารสมาธิ ทีนี้พอเข้าถึงใจกลางเมือง เป็นสมาธิแน่วแน่เรียกว่า อัปปนาสมาธิ. ในเรื่องชื่อนี้ อาจจะทำให้คุณยุ่งหัวก็ได้ ใช้คำบาลี แต่ว่าถ้ารู้ไว้ก็ดี. สมาธิแรกเริ่มลงมือเรียกว่า "บริกรรมสมาธิ", สมาธิที่เฉียดเข้าไปถึง ชานเมืองของสมาธิ เรียกว่า "อุปจารสมาธิ" , สมาธิที่เข้าถึงใจกลางของสมาธิแล้ว ก็เรียกว่า "อัปปนาสมาธิ" แปลว่าแน่วแน่เป็นสมาธิ. ทุกตอนเรียกว่าสมาธิ แม้จะ เล็งถึงอาการกิริยาที่กระทำก็ได้, เล็งถึงสิ่งที่ได้รับในฐานะเป็นผลขึ้นมา คือความเป็น สมาธินั้นก็ได้. ทีนี้พอเราสำเร็จเป็นสมาธิ มีจิตเป็นสมาธิโดยสมบูรณ์แล้วก็หมายความว่า จิตประกอบอยู่ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ ความเข้มแข็งมีพลังกำลัง, และความว่องไว ต่อหน้าที่. ทีนี้ลำดับต่อไปเราจึงเอาไปใช้ได้ตามต้องการ. คำว่า "ฌาน" ในกรณีของการฝึกสมาธิ ฌานนี้หมายถึงสมาธิที่ฝึกสำเร็จ, จิตหยุดอยู่ในสมาธิอย่างแน่วแน่ เรียกว่า ฌาน . ฌานนี้ก็คือความที่มันเป็นผลสำเร็จใน การทำสมาธิ, แต่แล้วก็อย่างเดียวกัน, ตอนนี้ั่งให้ดี, คืออย่างเดียวกับคำว่าสมาธิ คำว่าฌาณ เราจะไปหมายถึงระยะที่แรกเพ่งสมาธิก็ได้เหมือนกัน คือฌานชนิดที่ยังไม่ เป็นฌาน ; ลงมือทำฌานก็เรียกว่าฌานได้เหมือนกัน คือมันแปลว่าเพ่ง. คำว่า ฌาน แปลว่า เพ่ง, พอลงมือเพ่งก็เรียกว่าฌาน. เพ่งเข้าไปได้ลึกก็เรียกว่าฌาน, เพ่งถึง ที่สุดหยุดอยู่ในการเพ่งแน่วแน่นั้น ก็เรียกว่าฌาน. แต่ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป คำว่า ฌานนี้เราหมายถึงประสบความสำเร็จในการฝึกสมาธิแล้ว, มีจิตหยุดแน่วแน่อยู่ในความ เป็นสมาธินั้น เรียกว่า ฌาน. เมื่อพูดว่า "เข้าฌาน" ก็หมายความว่า อยู่ในสมาธิตลอดเวลา ; "เข้าฌาน นานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน" หนังสือเด็ก อ่านสมัยผม, "เข้าฌานนานนับเดือน", คิดดูเถอะ มันก็หยุดอยู่ได้ในความเป็นสมาธิ
น.182 แล้วพอใจ อิ่มสบาย กินอาหารทางใจ. ส่วนอาหารทางกายนั้น ลมเข้าไปทางผิวหนัง ทางรูขน, อากาศเข้าไปทางรูขน ไปหล่อเลี้ยงร่างกายเหมือนต้นกล้วยไม้กินอากาศ, แล้วจิตใจก็อิ่มอยู่ด้วยความเป็นสมาธิ อยู่ได้เป็นเดือน ๆ; นั่นเป็นเรื่องที่ไกลเตลิด ออกไป ไม่อยู่ในแนวของเราที่กำลังพูด. ทีนี้ จะพูดถึงคำอีกคำหนึ่งไปเสียเลยคือ สมาบัติ. ฌานนี้แปลว่าความเพ่ง เพ่งสำเร็จ. ทีนี้สมาบัติคือว่าการที่จะเอากำไร หาความสุขจากฌาน. เข้าฌานชนิดที่ รู้สึกเป็นสุข แล้วก็หยุดอยู่ในลักษณะอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่วแน่เงียบกริบ หยุดเหมือนกับหยุดบีดสวิทซ์ ; หยุดในภาวะอย่างนั้นเรียกว่าสมาบัติ. เราต้องฝึก สมาธิจนเกิดฌาน แล้วก็ต้องคล่องแคล่วในวิธีการของฌาน เราจึงจะเข้าสมาบัติได้. นี้ก็แปลว่าไปถึงที่สุดในทางที่จะหาความสุขทันตาเห็น, ความสุขอย่างที่เรียกว่า จะเอา กันเร็วๆ จะชิมนิพพานกันเร็วๆ ก็ต้องฝึกอย่างนี้ทั้งที่ยังไม่หมดกิเลส ; เราก็สามารถ ที่จะชิมความสุขอย่างนิพพาน. เพราะว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถทำให้กิเลสไม่หือขึ้นมาได้ ไม่มารบกวนได้ ว่างจากกิเลสเหมือนกัน แต่แล้วมันกลับเปลี่ยนไปย้อนหลังได้. เพราะฉะนั้นสมาบัติของผู้ที่ไม่หมดกิเลสมันเป็นอย่างนี้, ถ้าสมาบัติของผู้ที่หมดกิเลสแล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึง นั่นมันเนื่องอยู่ในนิพพานสมบูรณ์ นิพพานแท้จริง. สมาบัติทั่ว ๆ ไป ไม่เกี่ยวแก่นิพพานนั้น ฤๅษี มุนี โยคี หรือใครก็ทำได้ มันเพียงแต่ฝึกฌานสำเร็จ แล้วหยุดอยู่ด้วยความสุขที่เกิดจากฌานนั้น เป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ; และก็ มีหลายระดับ เพราะว่าฌานมีหลายระดับ ฉะนั้นสมาบัติก็มีหลายระดับไปตามสิ่งที่ เรียกว่าฌาน นี่เมื่อทำได้ถึงขนาดนี้แล้วก็เรียกว่าอยู่ในอำนาจเต็มที่ จิตนั้นอยู่ในอำนาจ เต็มที่, ทีนี้จะใช้ให้มันทำอะไร จะใช้อะไรก็ได้. เมื่อฝึกจิตขั้นที่หนึ่งสำเร็จแล้วก็มาถึงขั้นที่สอง คือจะใช้มัน. จิตเป็น สมาธิอยู่ในอำนาจถึงขนาดเป็นสมาบัติก็ได้แล้ว, เราจะมาฝึกให้มีความสุขอย่างไรก็ได้
น.183 ตาม Summum Bonum ของจริยธรรมสากลก็ได้, คือเราบังคับตัวเองได้ ไม่ให้มีอารมณ์ ร้าย, ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว เราบัดออกไปได้หมด, เราก็มี ความสุข. ทีนี้ก็มีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีความเห็นแก่ตัว ในขณะนี้มันไม่มีความหิวกระหายทางวิญญาณ, มีความอิ่มใจในความเป็นมนุษย์ของตัว, ก็เรียกว่า มีความเต็มในความเป็นมนุษย์ ได้. แล้วก็ มีหน้าที่บริสุทธิ์ ได้ เดี๋ยวนี้ไม่มี ทุจริต สามารถทำงานด้วยจิตว่าง, ไม่ทำงานโดยที่เป็นทาสของกิน ของกาม ของเกียรติ. กิน กาม เกียรติ นี้เป็นคำบัญญัติเฉพาะ พูดเพื่อประหยัดเวลา ทำงาน ไม่ใช่ทำด้วย หวังเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นั่นก็คือทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่บริสุทธิ์. มันก็ทำได้ เพราะจิตอยู่ในอำนาจของเราจะทำอย่างไรก็ได้, แล้วก็มีความรักสากล. มันไม่มีตัวของตัว ไม่มีเราไม่มีเขาสำหรับจิตชนิดนี้ ไม่มีมึงมีกู ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตน เราเขา ; เมื่อไม่มีมึงมีกู มันก็มีความรักสากลได้ ง่ายนิดเดียวที่จะทำจิตให้มีความรัก สากล. นี้เรียกว่าความดียอดสุดของมนุษย์ ตามหลักจริยธรรมสากล เป็นของหาเอาได้ จากจิตที่เป็นสมาธิ ทีนี้ มาดูกันในฝ่ายพุทธศาสนาโดยเฉพาะ หรือว่าที่ไม่ใช่จริยธรรมสากล. เราต้องการสุขในการชิมรสพระนิพพานล่วงหน้าเท่าไร ๆ เราก็เข้าสมาบัติได้, กระทั่งมี ความเงียบสงัด เงียบสงัดในทางวิญญาณ ไม่มีอะไรรบกวน, นับตั้งแต่อิ่มอยู่ด้วยความสุข แล้วก็เลื่อนไป ไม่ต้องมีสุข ให้มันนึ่ง ให้มันเงียบ จนกระทั่งเหมือนกับว่า มีชีวิตอยู่ ก็ไม่ใช่ ไม่มีชีวิตก็ไม่ใช่, เป็นอันดับสูงถึงขนาดนั้น. บุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ ดูอีกที เหมือนกับไม่มีชีวิต, แต่ก็ยังมีชีวิต. ความเงียบสงัดของกิเลส มันเป็นถึงขนาดนี้ ในเวลานั้น แต่ก็ยังไม่ใช่นิพพานที่สมบูรณ์. ถ้าว่าฝึกเพื่อหูทิพย์ ตาทิพย์ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วมันฝึกง่าย, หลับตามันก็ เห็นได้ เหมือนกับเรานั่งในที่มืดแต่เราเห็นได้ด้วยตาอีกชนิดหนึ่ง. จิตเป็นสมาธิแล้ว
น.184 ราฝึกในวิธีนั้นแรงเข้า ๆ มันก็เป็นเหมือนกับทางสว่างจ้าไปหมด, กลางคืนเป็นกลางวัน กลางคืนที่มืดตื้อ เราบังคับด้วยจิตที่เป็นสมาธิให้เห็นสว่างเหมือนกลางวัน, ในที่ไม่มี แสงสว่างก็บังคับให้สว่างเหมือนกับกลางวัน, แล้วก็บังคับน้อมไปในการเห็นที่ไกลออก ไป ๆ จนสุดที่ตาธรรมดาจะมองเห็น เรียกว่าตาทิพย์ หูทิพย์ก็เหมือนกัน เมื่อจิตเป็นสมาธิ แล้ว ตงจิตเพื่อจะฟังเสียงด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง ทิศเหนือ ทิศใต้ ตะวันออก ตะวันตก อะไรก็ตาม ก็ได้ยินเสียงที่ไม่ได้ยินด้วยหูธรรมดา. พวกโยคีเขาฝึกกันมาก่อน เป็นกันมาก่อนพุทธศาสนา ; มีหูทิพย์ ตาทิพย์ทำนองนี้เป็นอย่างปลอมบ้าง เป็นอย่างจริง บ้าง เป็นอย่างมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่วิธี, นี้เรียกว่าเพื่ออายตนะทิพย์ก็ฝึกได้. ทีนี้ เพื่อสติสัมปชัญญะอันเลิศ ส่วนใหญ่เราหมายถึงว่า ไม่เผลอเกิดตัวกู- ของกู คุณต้องไปหาคำอธิบายจากคำบรรยายเรื่องตัวกู-ของกูที่แล้ว ๆ มา ปัญหามันก็เหลือ อยู่นิดหนึ่งว่า ตัวกูมาเมื่อไร ความทุกข์มาเมื่อนั้น, ตัวกูไม่เกิด ความทุกข์ ไม่เกิด ที่เราพูดกันบ่อย ๆ นั้น. เวลาใดจิตเกิดตัวกู สังสารวัฏฏ์ก็เกิดอยู่ที่นั่น ; เมื่อไรจิตว่าง จากตัวกู นิพพานก็มีอยู่ที่จิตนั้น. นี่เมื่อเราต้องการนิพพาน เราต้องไม่เผลอสติ ต้องมี สติสัมปชัญญะไม่เกิดตัวกู - ของกู. ก็เป็นนิพพานในระดับใดระดับหนึ่งอยู่ตลอดเวลา นี่เรียกว่าเป็นสติสัมปชัญญะชั้นเลิศ. สติสัมปชัญญะธรรมดาก็ดูเอาเองก็แล้วกัน อย่าง คุณนี่ขี้ลืม ขี้หลง ขี้สะเพร่า กระทั่งเดินตกล่อง นี่ก็เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะมีคุณอย่างยิ่งตั้งแต่ต้นจนปลาย เราก็ฝึกให้สติมีมากขึ้นด้วยจิตที่เป็นสมาธิ อันสุดท้ายก็ วิปัสสนาญาณ จิตที่ฝึกดีแล้วเป็นสมาธิแล้ว น้อมมาเพื่อ การเห็นแจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง เพื่อจะแทงทะลุธรรมชาติ, ทะลุความลับ ของธรรมชาติ, ให้เข้าใจธรรมชาติโดยแท้จริง จนไม่ไปหลงรัก หลงเกลียด หลงโกรธ หลงกลัว, ไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู - ของกู เป็นผลสุดท้ายที่จะได้นิพพานจริง ไม่ใช่นิพพานทดลอง นิพพานชิมลอง. มันมีรายละเอียดมาก ซึ่งจะต้องกล่าวกัน โดยเฉพาะในเรื่องนี้ ไม่ใช่คราวนี้ ควรจะเป็นคราวอื่น.
น.185 แต่ขอให้รู้ไว้ว่า วิปัสสนาญาณคือความรู้แจ้งแทงตลอดด้วยสติปัญญาต่อ สิ่งทั้งปวง นี้เป็นการฝึกอันดับสุดท้าย ที่จะใช้จิตที่ฝึกดีแล้วให้ไปเอาวิปัสสนาญาณนี้ มาให้ได้ คือทำให้เกิดขึ้นในตนให้จงได้ นับตั้งแต่เห็นความเกิดขึ้น ดับไป เกิดขึ้น ดับไป ของสิ่งทั้งปวงในโลกเต็มไปหมด แล้วดูแต่ในแง่ดับ, แล้วเกิดความน่ากลัว, แล้วก็เห็นว่า มันเต็มไปด้วยการกระทบกระทั่ง คือการเบียดเบียน เจ็บปวด อันตราย แล้วก็เบื่อหน่ายในสิ่งที่เคยหลงรัก, แล้วคิดว่าทำอย่างไรดี มีวิธีไหนจะออกไปเสีย จากสิ่งเหล่านี้ได้, แล้วก็พบว่า อย่าไปจู้จี้สูสีกับมัน คือเฉยเสีย. นี่ ในที่สุดก็เฉยได้ ต่อสิ่งทั้งปวง ก็พร้อมที่จะไหลไปตามกระแสแห่งนิพพาน เป็นวิปัสสนาญาณ คือจิต ที่เปลี่ยนไปตามลำดับ เป็นผลสุดท้ายของการฝึกจิต ทำให้เราได้รับสิ่งที่เรียกว่าบรมธรรม บรมธรรม คือสิ่งที่สูงสุด ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า. นี่แหละ คุณไปคำนวณดูเองว่า วิชาความรู้ของโลก ในโลกปัจจุบันนี้ มันเป็นอย่างไร วิชาความรู้ของพุทธบริษัท ตามหลักของพุทธศาสนา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคือการฝึกจิตนี้เป็นอย่างไร ? มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร ? โดยเนื้อแท้ แล้วมันอาจจะใช้เป็นประโยชน์แก่กันและกันอย่างไร ? แล้วมองให้พบปมที่สำคัญที่สุดว่า แม้บุคคลใดจะเต็มไปด้วยวิชาความรู้อย่างโลก ๆ อย่างสมัยนี้ ก็ยังเอาตัวไม่รอดอย่างไร ? จะแก้ไขมันได้อย่างไร ? ในที่สุดคุณจะเห็นได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเชื่อใคร ว่ามันอยู่ ที่การฝึกจิต นี้เป็นส่วนสำคัญ. เดี๋ยวนี้กำลังเป็นโรคประสาทกันทั้งบ้านทั้งเมือง กำลังเป็นโรคจิตกันมากขึ้น จนโรงพยาบาลไม่พอ, มันอยู่ที่ทำผิดในเรื่องเกี่ยวกับจิต, หรือพูดว่า ไม่มีการฝึกจิต กันเสียเลย. ขอให้เอาไปเทียบเคียงดูให้ดี ให้รู้คุณค่าของสิ่งที่เรียกว่าการฝึกจิต. นกก็ร้องเตือนเรื่องหมดเวลาหนึ่งชั่วโมงของเรา. ขอยุติเพียงนี้.
Buddhadasa