น.147 วันนี้ จะได้กล่าวถึง บรมธรรม กับ ธรรมชาติของจิต. ในครั้งที่แล้ว มา เราได้พูดกันแล้ว ถึงข้อที่ว่าแม้ว่าเรายังไม่รู้ว่าจิตนั้นคืออะไร โดยถูกต้อง โดยสมบูรณ์ถึงที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่รู้ อะไรเสียเลย ; ว่าโดยที่จริงแล้วเราก็รู้อะไร ๆ เกี่ยวกับจิตมาก เหมือนกัน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการฝึก และประโยชน์ที่ได้รับจาก การฝึก. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "การฝึก" ที่เรากำลังพูดว่า "ฝึกจิต -ฝึกจิต" นี้ มันมี ความหมายพิเศษ ที่จะต้องวินิจฉัยดูให้ดี ๆ. นี่ก็เป็นธรรมดา เช่นเดียวกับคำสำคัญ ๆ อื่น ๆ คือว่าถ้าพูดกันในภาษาคนธรรมดาก็พูดอย่างหนึ่ง, พูดภาษาธรรมก็พูดอีกอย่างหนึ่ง. นี่ขอเตือนให้ระลึกไว้เสมอถึงภาษา ๒ ภาษานี้. ภาษาของคนธรรมดาก็คือ ๕๐๗
น.148 คนที่ยังไม่รู้ธรรม หรือยังไม่รู้ความลับของธรรมชาติ; ก็พูดไปอย่างหนึ่ง. ถ้าคน ที่รู้ธรรม หรือรู้ความลับของธรรมชาติก็พูดไปอีกอย่างหนึ่ง ; แม้พูดถึงสิ่ง ๆ เดียวกัน. เพราะฉะนั้นควรมีความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องภาษาสองภาษานี้ไว้เสมอไป. จะยกตัวอย่างสักอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องช่วยความเข้าใจ. อย่างว่าแร่ธาตุ ที่เรียกว่า เพชร ขุดขึ้นมาจากใต้ดินไม่มีความแวววาว สุกใสอะไร ไม่สวย, แล้วก็ เอามาเจียระไน ให้ผิวมันเรียบเกลี้ยง สะอาด และมีรูปร่างตามที่เราต้องการ, ปรากฏ เป็นความสวยงามอย่างยิ่งขึ้นมา ไกลจากสภาพเดิมที่เป็นเพียงก้อนอะไรดำ ๆ ก้อนหนึ่ง ขรุขระ ๆ. แต่บัดนี้อยู่ในสภาพที่ว่า เป็นรูปร่างที่สวยงามเป็นเหลี่ยม และยังมีแวววาว. ถามว่า การกระทำอย่างนั้นเรียกว่าอะไร ? จะเรียกว่าเราสร้างความแวววาวให้แก่เพชร หรือว่าที่แท้เราไม่ได้สร้างอะไรให้มันเลย. การเจียระไนนั้นสร้างความแวววาวให้แก่ เพชร หรือว่าไม่ได้สร้างอะไรให้เลย นี่มันถูกทั้งสองอย่าง. คำพูดอย่างนี้ถูกทั้ง สองอย่าง. พูดภาษาคนธรรมดาก็ว่า เราได้สร้างความเป็นเพชรของมันขึ้นมา ให้มัน แวววาว, ให้ขายได้แพง. แต่พูดอย่างภาษาของผู้ที่รู้ความลับของธรรมชาติก็ว่า ไม่ได้สร้างอะไรขึ้น, เพียงแต่ทำให้ปรากฏ สิ่งที่ซ่อนอยู่, ที่ไม่ปรากฏ ทำให้ปรากฏ ความแวววาวของมัน ; เมื่อทำให้ผิวเกลี้ยงมีเหลี่ยม มันก็มีความแวววาว. ให้สังเกต ดูให้ดีในระหว่างคำทั้งสองคำ ที่ว่า "สร้างขึ้น" กับ "ทำให้ปรากฏ" นี้ไม่ใช่คำ ๆ เดียว กันเลย ; เพราะคำว่า ทำให้ปรากฏ นี้ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมา. แต่พูดอย่างธรรมดา โดยเฉพาะภาษาเด็ก ๆ ก็ว่า เราสร้างให้ความเป็นเพชรมีขึ้นมา. นี่คือความแตกต่างระหว่าง ภาษาคนกับภาษาธรรม แม้ในทางวัตถุ. เพราะฉะนั้นเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ภาษาทั้งสองนี้ไว้ให้ดี. เมื่อพูดถึงการฝึกจิตก็เช่นเดียวกัน : ความหมายตามภาษาคนก็คล้าย ๆ กับว่า เราเอาจิตมา แล้วก็ฝึก ๆ ฝึกเหมือนกับฝึกสัตว์ เหมือนฝึกม้า ฝึกช้าง ฝึกอะไร โดยตรง
น.149 อย่างนั้น ; นั้นเป็นความหมายในทางภาษาคน, คนจะต้องพูดกันอย่างนั้น. ที่นี้ มันมีความลับของธรรมชาติ ว่าจิตนี้เป็นธรรมชาติที่มีความรู้ หรือมีความเป็น ประภัสสร แวววาวหรืออะไรก็ตาม อยู่ในตัวของมันเอง, แต่มันมีอะไรมาหุ้มหรือมี อะไรเกิดขึ้น คอยหุ้มอยู่เสมอ ความรู้ หรือความที่เป็นประภัสสรนี้ไม่ปรากฏ. เพราะ ฉะนั้นเราเพียงแต่ทำหน้าที่กีดกันเอาไว้ อย่าให้มีสิ่งสกปรกนั้นเกิดขึ้นห่อหุ้มจิต. หรือพูดอีกสำนวนหนึ่งก็ว่า เปลืองสิ่งสกปรกนั้นออกไปเสียจากจิต, จิตนั้น ก็มีความรู้และมีความเป็นประภัสสร สวยงามได้โดยตัวมันเอง. อย่างแรกพูดอย่าง กับว่า จิตนี้ถูกฝึก, จิตถูกทำให้เปลี่ยนไป; อย่างหลังนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย ส่วนที่ เกี่ยวกับตัวจิตนั้น เพียงแต่ว่าคอยกัน อย่าให้มีอะไรมาห่อหุ้มจิต. ถ้าพูดอย่างนี้ก็เป็น ภาษาธรรม คือภาษาที่ผู้รู้พูด, หรือว่าตรงตามความจริงของธรรมชาติมากกว่า ถ้าพูด อย่างแรกก็เหมือนกับว่า จิตนี้เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์อะไรชนิดหนึ่ง จับมาฝึกได้ ; นี้ขอให้เข้าใจให้ดี ๆ. นิทานเปรียบของพวกเซ็นมีอยู่ เป็นเครื่องรับประกันความปนเปอันนี้ได้ มีอยู่เรื่องหนึ่งคือว่า เมื่อพระโพธิธรรมเข้าไปในประเทศจีนแล้ว ไม่สั่งสอนใคร นั่งอยู่ใน ที่เงียบสงัดคนเดียว. มีคน ๆ หนึ่งพยายามจะให้ท่านสอน โดยวิธีที่ทำให้ท่านเห็นใจ โดยตัดแขนข้างหนึ่งหรือตัดมือข้างหนึ่งของตัวเองไปยื่นให้ แล้วขอให้พูดด้วย หรือ สั่งสอน. โพธิธรรมก็เห็นใจว่าลงทุนถึงขนาดนี้ เลยถามว่า จะให้ทำอะไร ? คนนั้น ก็บอกว่า ขอให้ช่วยแนะวิธีที่จะทำจิตให้สะอาด. ภาษาเขาใช้ตรง ๆ ว่า ขอให้แนะวิธี ที่ล้างจิต หรือชำระจิต. ท่านโพธิธรรมบอกว่า เอ้า ! เอามาดูซิ, จะช่วยล้างให้. คนนั้นก็หมดปัญญานึ่งอึ้ง, ไม่รู้ที่จะเอาจิตมาให้ดูว่าคืออะไร ? อยู่ที่ตรงไหน ? เมื่อได้ นึกทบทวนว่ามันคืออะไรอยู่อย่างยิ่ง ในที่สุดก็เอามาให้ดูไม่ได้, ก็เลยตอบไปว่า ไม่มี. ท่านโพธิธรรมก็บอกไปว่า อ้าว! ก็เป็นอันว่าล้างแล้วซิ.คน ๆ นั้นเลยมองเห็นชัด
น.150 ด้วยตนเองว่าไม่มี, เอามาให้ดูไม่ได้, ก็เลยเป็นอันว่าล้างแล้ว. นี่แหละก็เป็น อันว่าจบกันตามวิธีของพวกเซ็น. อธิบายว่า ถ้าเห็นว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีจิตที่เป็นตัวตน มันก็เท่ากับ หมดความโง่แล้ว ; จิตก็ถูกล้างแล้ว เป็นจิตสะอาดแล้ว. ปัญหาของเรามันอยู่ตรงที่ว่า เราฝึกจิต หรือว่าเราล้างจิตกันแน่ ถ้าเรา ฝึกจิต, จิตก็เป็นตัวเป็นตน เหมือนกับสัตว์ชนิดหนึ่ง จับมาฝึกได้ ดังนี้ก็นับว่าผิด อย่างร้าย คือว่าผิดอย่างยิ่ง ในการที่พูดให้จิตกลายเป็นสัตว์บุคคล เป็นตัวเป็นตน ; มันผิดอย่างยิ่งกับหลักพุทธศาสนา. แม้จะพูดว่าเป็นการล้างจิต ล้างของสกปรกออก จากจิต, นี้มันก็ถูกมาก แต่ก็ยังต้องระวังอยู่ดี ประเดี๋ยวจะไปเข้าใจว่า 'จิตนี้เป็นสิ่ง ถาวรเป็นตัวเป็นตนที่ถาวร เหมือนที่เขาเข้าใจกันโดยมาก ก็มีอยู่พวกหนึ่ง, ว่า จิต เป็นตัวเป็นตนที่ถาวร, มีอะไรคอยเกิดขึ้นห่อหุ้ม ต้องคอยชะล้างอยู่เสมอ นี่มันถูก ในส่วนที่ว่าคอยชะล้างอยู่เสมอ แต่ผิดอย่างยิ่งที่จะไปเข้าใจว่า จิตนี้เป็นตัวตนที่ถาวร. เราจะต้องศึกษากันต่อไปในข้อที่ว่า จิตไม่ได้เป็นตัวตนอยู่อย่างถาวร เป็น เพียงของปรุงแต่งชั่วขณะ ๆ ในเมื่อมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งชั่วขณะ ๆ. ความยากลำบากมัน ก็มีขึ้นในการพูดหรือการอธิบาย. จิตเป็นของที่เกิดขึ้น ชั่วขณะ - ชั่วขณะ, ไม่มี ตัวตนที่แท้จริง แล้วจะไปล้างมันได้อย่างไร ? นี่คือความยากลำบากในการที่จะเข้าใจ เรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับจิต หรือเรื่องเกี่ยวกับไม่มีตัวไม่มีตนในพุทธศาสนา. ฉะนั้นขอให้ รู้สึกไว้ว่า คุณกำลังฟังเรื่องที่เข้าใจยากที่สุดในขอบวงของพุทธศาสนาหรือในโลกก็ได้, จะต้องระวังให้ดี ๆ. เมื่อถามว่าฝึกอะไรกันแน่, มันก็กลายเป็นว่าไม่มีอะไรถูกฝึก มีแต่คอย ชำระชะล้างอะไรอย่างหนึ่งที่คอยจะเกิดขึ้นหุ้มห่อจิต ; แต่ถ้าพูดภาษาคนธรรมดาก็ว่า
น.151 นี่แหละคือการฝึกจิตละ กล่าวคือการที่คอยชำระชะล้างอะไรอย่างหนึ่งที่มันคอยจะเกิดขึ้นมา ห่อหุ้มจิต นี่แหละคือการฝึกจิต ; มันก็ไขว้กันอยู่อย่างนี้. . เพราะฉะนั้นเขาจึงมีคำพูด หรือว่าการกระทำอยู่เป็น ๒ ระดับ คือชนิดลึกซึ้งเรียกว่า "ปรมัตถ์" อย่างหนึ่ง, ชนิด ธรรมดา ๆ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "สมมุติ" นี้อีกอย่างหนึ่ง. พูดอย่างสมมุติก็ว่า "ฝึกจิต" พูดอย่างปรมัตถ์ก็ว่าทำโดยวิธีที่ไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้นมาหุ้มห่อจิต ; ทั้งที่จิตก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันอย่างภาษาสมมุติ ภาษาธรรมดา ภาษาชาวบ้าน ว่า ฝึกจิต, แต่แล้วเราบรรยายการกระทำนั้นไปในลักษณะที่ว่า กีดกันไม่ให้อะไรมาหุ้มห่อจิต. เพราะว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นมาห่อหุ้มจิตนั้น มันก็เป็นพวกจิตด้วยเหมือนกัน. อะไรที่จะ เกิดขึ้นไปห่อหุ้มตัวจิต นั้นแหละมันคือสิ่งที่เรียกว่าจิต หรือเนื่องอยู่กับจิตด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้นพึงเข้าใจคำว่า จิตหรือที่เขาเรียกว่า ตัวจิต กับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นผสมจิตที่เขา เรียกว่า "เจตสิก", คำว่าเจตสิกนี้ก็คำเดียวกันนั่นแหละรากศัพท์คำเดียวกัน คือเจตะ ก็คือ จิต. หากแต่ว่า เจตสิกนี้หมายความว่าเนื่องอยู่กับจิต เกิดอยู่กับจิต เกิดพร้อม กับจิต เป็นไปกับด้วยจิต, ได้ทั้งนั้น. รวมความแล้วก็คือว่า จิต กับ เจตสิก. เจตสิก คือสิ่งที่เกิดอยู่กับจิต เพราะฉะนั้นเจตสิกจึงรวมอยู่ในคำว่าจิต ; เพราะว่าจิตจะปรากฏ เป็นรูปเรื่องอะไรขึ้นมาไม่ได้ ถ้าปราศจากเจตสิก, แต่แล้วมันก็ฝั่งตัวอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า จิต อย่างที่แยกกันไม่ออก ที่ว่านี้เป็นเรื่องที่ละเอียดออกไปอย่างยิ่งอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับ คำว่า จิต เราจะยังไม่พูดกันถึงเกี่ยวกับส่วนนี้ และมันไม่จำเป็นด้วย ; มันยังเป็นความรู้ ส่วนเกินสำหรับคนธรรมดาสามัญ. เพียงแต่รู้ว่าจิตนั้น มันเป็นสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งเกิด หรือ ทรงตัวอยู่ได้ตามธรรมชาติของมัน, ใช้คำว่า ตามธรรมชาติของมัน, แต่มันเกิดขึ้นทีไร ก็มีสิ่งที่เรียกว่าเจตสิกนี้รวมอยู่ด้วย, ซึ่งทำให้มันเป็นสิ่งที่มีลักษณะ หรืออาการ หรือ ปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น.
น.152 เราลองนึกดูในใจของเรา การที่เราจะรู้จักตัวความคิดอะไรของเรา ว่าเรา กำลังคิดอยู่อย่างไร มันก็มีความคิดรวมอยู่ในจิตนั้น มันจึงรู้สึกว่า มันคิดอยู่อย่างไร. ถ้าไม่มีความคิด หรือความรู้สึกอย่างไรเจืออยู่ที่จิต เราก็ไม่รู้จักจิตนั้นได้ ว่า จิตนั้น กำลังคิดว่าอะไร กำลังอยู่ในสภาพอย่างไร ? นี้มันมาด้วยกัน ตัวจิตกับความรู้สึก หรือ ความคิดของจิต. ตรงนี้ลำบากเรื่องภาษาที่ใช้เกี่ยวกับความรู้สึกความคิดอะไรต่าง ๆ นี้, มีบัญญัติเฉพาะ ที่ใช้กันอยู่ในพุทธศาสนาไม่ตรงกันอยู่กับภาษาที่ชาวบ้านใช้กันอยู่ แต่คุณก็คงพอจะเข้าใจได้. จิตนั้นจะต้องประกอบอยู่ด้วยความคิด หรือความรู้สึกอยู่ อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงจะเป็นรูปร่างของจิตอย่างหนึ่ง ๆ. ทีนี้ เราจะดูกันต่อไปเท่าที่จำเป็น ว่าจิตนั้นมันคืออะไร, เท่าที่เราจะต้องรู้ หรือที่รู้กันอยู่แล้ว. เพราะฉะนั้นจึงต้องพูดว่า ถือเอาตามหลักที่รู้กันอยู่แล้ว หรือสอน กันอยู่แล้ว. มันค่อนข้างจะเป็นรูปร่างทางปรัชญา หรืออะไรที่จะต้องอาศัยการคำนึง คำนวณอยู่มาก ว่า จิตนี้เป็นอะไร ? ตามหลักธรรมในพุทธศาสนาเราถือว่า จิตนี้ก็เป็น แต่เพียงธาตุชนิดหนึ่ง (element) เป็นธาตุธรรมดาสามัญตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง. แต่ ภาษาชาวบ้านพูดเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นอะไรก็ไม่รู้ ไม่ใช่ของธรรมดา. แต่ทาง พุทธศาสนาถือว่าเป็นของธรรมดา ในฐานะที่เป็นธาตุชนิดหนึ่ง รวมอยู่ในกลุ่มธาตุ ทั้งหลาย, คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุจิต หรือ ธาตุวิญญาณ ธาตุ ความว่าง คืออากาสธาตุ. ธาตุดิน - หมายถึง คุณสมบัติแข็ง กินเนื้อที่. ธาตุน้ำ - คือเป็นของเหลวที่เปลี่ยนรูปได้ และเกาะตัวกันอยู่เป็นรูปร่าง ธาตุไฟ - คือคุณสมบัติที่ร้อน เผาไหม้. ธาตุลม - คือคุณสมบัติของการที่มันขยายตัว ลอยไปได้ ลอยไป ลอยมาได้ เป็นแก๊ส.
น.153 ธาตุจิต - หรือ ธาตุวิญญาณนี้ คือธาตุที่มีคุณสมบัติรู้ เลยกลายเป็น นามธรรมไป คือไม่มีรูปร่างทางวัตถุ. ธาตุว่าง - หรือ อากาสธาตุ คือว่าง มีคุณสมบัติที่ว่าง. นี้เรียกว่ามีธาตุอยู่ ๖ ธาตุ แต่ละอย่าง ๆ เป็นธาตุเสมอกัน เป็นธาตุตาม ธรรมชาติเสมอกัน, มีคุณสมบัติตามหน้าที่ของตน ๆ. ธาตุดิน ก็มีคุณสมบัติตามหน้าที่ ของตนอย่างหนึ่ง, ธาตุน้ำก็อย่างหนึ่ง, ธาตุไฟ ธาตุลม ก็มีหน้าที่คนละอย่าง ๆ. แต่สำหรับธาตุจิต ก็มีหน้าที่ คือรู้, เรียกว่า มีคุณสมบัติตามหน้าที่ ที่มันจะต้องทำ คือรู้สึก รู้แจ้ง. คำว่ารู้นี้มันเป็นกลาง ๆ, ใช้คำว่ารู้ตามความหมายของคำว่า มโน, มโน แปลว่า รู้. คำว่ารู้ อย่างนี้กว้าง คือว่ารู้ทุก ๆ อย่างไม่ว่ารู้อะไร. ถ้าจะจำกัด ให้ชัดว่า รู้สึก, อย่างนี้มันก็เฉพาะกาล เฉพาะเวลา เฉพาะกรณี ที่เป็นความรู้สึก ที่เรียกว่า เวทนา หรือ feeling อะไรอย่างนั้น ; หรือจะเรียกว่าวิญญาณก็ได้ เฉพาะ ฝ่ายทำหน้าที่เพียง รู้สึก. ทีนี้ ถ้าพูดถึงรู้แจ้ง นั่นมันเกี่ยวกับความรู้ มันเกี่ยวกับปัญญารู้ความลับ รู้ความจริงอะไรทำนองนั้น, มันต้องเป็นวิญญาณชนิดที่ถูกอบรมมาแล้ว กลายเป็น ปัญญาก็ได้ คำว่า "รู้" โดยกว้าง ๆ ทั่วไป ใช้คำว่า มโน มโนธาตุ เป็นธาตุรู้. ส่วน รู้สึก มันหมายถึง สัญญา เข้าไปทำหน้าที่จำได้หมายรู้ ว่าอะไรเป็นอะไร นี่คือรู้สึก มีคำว่า สัญญาใช้ ; คือมีคำว่า เวทนา สัญญา ; ส่วนรู้แจ้ง ก็ใช้คำว่า วิญญาณ จนกระทั่งกลายเป็นปัญญา. ฉะนั้นคุณจะเห็นว่ามันปนกันยุ่งไปหมดในคำว่ารู้ : มโน ก็แปลว่ารู้, สัญญา - ก็แปลว่ารู้ คือรู้พร้อม วิญญาณ - ก็แปลว่ารู้ คือรู้แจ้ง, ปัญญา ก็แปลว่ารู้ คือรู้อย่างทั่วถึง. ทั้งหมดนี้มีความหมายเป็นความรู้ เป็นคำว่ารู้ แล้วก็มีระดับต่าง ๆ กัน มีหน้าที่อะไรต่าง ๆ กัน.
น.154 พวกที่เกี่ยวกับรู้ ๆ รู้กี่ชนิดนี้ มนเนื่องเกี่ยวอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าจิตทั้งนั้น เรา จึงถือว่ามันมีคุณสมบัติประจำตัวของมัน เพื่อทำหน้าที่เฉพาะของมัน ก็คือรู้ รู้สึก รู้แจ้ง ในที่สุด. จากที่เป็นเพียงรู้ หรือรู้สึกไปตามธรรมดาสามัญ ไม่รู้แจ้ง ไม่รู้อย่างถูก ต้องถึงที่สุดนี้ มันยังไกลกันอยู่ ; เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการฝึกเหมือนกับว่า เพชรที่ไม่ ได้เจียระไนแล้วก็ได้รับการเจียรไนจนมีความแวววาวสวยงามขึ้นมา. ความรู้ สักว่าความรู้สึกนี้ ต้นไม้มันก็มี. ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า คนอื่นจะยอมรับ, พวกที่เขาไม่ยอมรับ พวกอภิธรรม หรือพวกอื่น ๆ เขาอาจจะไม่ ยอมรับว่า ต้นไม้มีธาตุรู้หรือธาตุจิต. ผมถือว่า ต้นไม้มันก็มีธาตุรู้ ธาตุรู้สึกอะไรได้; แต่ว่าอย่างเลวมาก ยังอยู่ในระดับต่ำมาก. จิตของสัตว์เดรัจฉาน, ของคน, มันก็มี ความรู้สึก หรือความรู้ในระดับนั้น ในระดับต่ำอย่างนั้น, อันนี้ต้องพัฒนา ต้องฝึก ต้องอบรม ต้อง develop มันขึ้นมา, มันจึงจะเป็นการรู้แจ้ง เป็นจิตที่สามารถรู้แจ้ง. เรารวมเรียกอันนี้ว่า เป็นการฝึก คือทำโดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งแล้วแต่เราจะเรียก, ให้จิตนี้สามารถที่จะบริสุทธิ์ ที่จะรุ่งเรือง ที่จะรู้แจ้ง ถึงขีดสุดของมัน. คุณก็อย่าลืมว่า ธรรมดามันเป็นเพียงธาตุชนิดหนึ่งเหมือนกับธาตุทั้งหลาย ในบรรดาธาตุ ๖ ธาตุ, แล้ว ก็ทำการพัฒนามัน ฝึกมัน, แล้วแต่จะเรียกตามความหมายที่พูดมาแล้วตั้งแต่ทีแรกว่า พูดอย่างภาษาคนก็อย่างหนึ่ง ภาษาธรรมก็อย่างหนึ่ง, จนจิตมีอะไรขึ้นมาใหม่. ทีนี้เรามาดูกันต่อไป ถึงข้อที่ว่า จิตเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เหมือนธาตุทั้งหลาย มีคุณสมบัติตามหน้าที่ของมัน คืออาจจะรู้ หรือรู้สึก หรือรู้แจ้งได้, แล้วก็เป็น ประภัสสรอยู่ตามธรรมชาติ. นี่เป็นพระพุทธภาษิตว่า : ปภสฺสรมิทฺทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ - ภิกษุทั้งหลาย, จิตนี้เป็นประภัสสร ; อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ - แต่ว่ามันหมดความเป็นประภัสสร ; คือเศร้าหมองเพราะกิเลสที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็น เหมือนกับแขกที่มาทำให้เจ้าของบ้านเศร้าหมองไป. นี้เป็นหลักที่ถือกันอย่างยิ่งในพุทธ-
น.155 ศาสนา หรือพุทธบริษัท, ทั้งที่คำตรัสอย่างนี้มีเพียงประโยคเดียว ในที่แห่งเดียวใน พระไตรปิฎก แต่ก็ได้รับการยึดถือกันมาก. เพราะฉะนั้น เราจะต้องมองดูด้วยเหตุผลของเรา ว่ามันเป็นอย่างนั้นได้จริง. ที่เรียกว่า มันประภัสสรนั้นก็คือว่า สดใส รุ่งเรือง มีความกาววาวเหมือนเพชรอย่างนั้น, คือไม่สกปรก. มุ่งหมายไปในทางไม่สกปรก ไม่มืดมัว ไม่สกปรก. ธรรมชาติ เดิมของมัน สุกใส กาววาว ไม่สกปรก ไม่มืดมัว. แต่แล้วมันก็มีกิเลสเป็นพวก เจตสิกธรรม คือสิ่งที่เข้ามาแตะต้องจิต ปนเข้ามา; เหมือนเอาโคลนใส่ลงไปในน้ำ ที่ใส ๆ ก็เป็นน้ำโคลนไป, พอแยกโคลนออกได้ ก็เป็นน้ำใสตามเดิม. นี้ก็เป็น ธรรมชาติของจิตในลักษณะหนึ่ง ในแง่หนึ่งว่า มันเป็นประภัสสร แต่แล้วก็เศร้าหมอง ขุ่นมัวอยู่เป็นคราว ๆ เป็นระยะ ๆ. นี้เรียกว่ามันเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองได้, เปลี่ยนได้ ตามสิ่งที่มันเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน ในฐานะที่เป็นเจตสิกธรรม. อะไรที่เข้าไปเกี่ยวข้อง กับจิต ไปผสมจิต ไปแตะต้องจิต นี้เขาเรียกว่า “เจตสิกธรรม". จิตนี้ประภัสสร และเปลี่ยนได้ เศร้าหมองได้ ตามสิ่งที่เข้าไปเกี่ยว ข้อง ซึ่งเรียกว่า เจตสิกธรรม. ดังนั้น มันจึงเป็นหน้าที่ของเรา, พูดโดย สมมุติว่า "เรา" เราคือกลุ่มนี้ ทั้งกาย ทั้งจิต ทั้งเจตสิกนี้ทั้งกลุ่มนี้ เป็นหน้าที่ของ เรา ที่จะต้องกระทำ โดยวิธีที่มันจะเจริญ มันจะถูก develop ภาษาบาลีเรียกว่าภาวนา, ภาษาไทยเรียกว่าเจริญ, ภาษาใหม่ๆ สากล เรียกว่า developมัน พัฒนามัน, ให้มันเจริญ คือให้ทำหน้าที่ของมันได้ถึงสุดขีด คือรู้แจ้ง แล้วก็เป็นประภัสสรที่ถาวร, เป็นประภัสสรที่ไม่มีอะไรมาทำให้มืดมัวไปอีก คือทำจิตให้บริสุทธิ์ ; เป็นประภัสสร ถาวร ต่างกับทีแรก ที่เป็นประภัสสรไม่ถาวร, ไม่มีอำนาจในตัว คือมีอะไรเข้ามาทำ ให้เศร้าหมองได้. เดี๋ยวนี้มันจะเป็นประภัสสรถาวร คือบริสุทธิ์ไม่มีอะไรทำให้เศร้า หมองได้.
น.156 นี้เรียกว่าเท่าที่ถือกันอยู่เป็นหลัก ให้คำนิยามแก่สิ่งที่เรียกว่า จิต, ว่าจิต เป็นเพียงธาตุ ตามธรรมดาชนิดหนึ่ง, มีคุณสมบัติตามหน้าที่ของมัน คือรู้ หรือรู้สึก หรือรู้แจ้งได้ และเป็นประภัสสรอยู่ตามธรรมชาติ ; แต่เปลี่ยนได้ เศร้าหมองได้ ตาม สิ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ในฐานะที่เป็นเจตสิกธรรม เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำให้มันเจริญ จนถึงที่สุด คือรู้แจ้ง และเป็นประภัสสรที่ถาวร, คือทำให้ประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติ อันใหม่ หรือเจตสิกธรรมพวกอื่น ที่อยู่เหนือความเศร้าหมอง คือเศร้าหมองไม่ได้, เพื่อบริสุทธิ์ หรือว่างอยู่ได้ ; กล่าวคือสะอาด สว่าง สงบอยู่ได้ตามธรรมชาติ ชนิดที่ เรียกว่า นิพพาน ตามที่เราต้องการ. เราเกิดต้องการอย่างนี้ขึ้นมา คือต้องการจะมีชีวิตอยู่ในสภาพ ที่เรียกว่า นิพพาน คือ เย็น ไม่เป็นทุกข์. มันก็ไม่มีทางอื่น นอกจากพัฒนาจิตให้ถูกวิธี จน มาอยู่ในสภาพที่เรียกว่า เย็นอยู่เสมอ เย็นอยู่ตลอดกาล. ที่เรียกอย่างภาษาสมมุติ ว่าเป็นพระอรหันต์ ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป เย็นอยู่ตลอดกาล. นี่คือผลสุดท้ายของ การฝึกจิต หรือพัฒนาจิต. ทั้งหมดนี้คือคำนิยามของสิ่งที่เรียกว่า จิต, แสดงพร้อม ทั้งลักษณะ อาการ หน้าที่ ที่จะต้องฝึก, และผลของการฝึกตามที่เรามุ่งหมาย. เราได้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า เจตสิกธรรม ขึ้นมาแล้ว และก็เป็นของใหม่หรือ แปลกสำหรับพวกคุณที่ไม่เคยอยู่วัดอยู่ว่า หรือไม่คุ้นเคยกับคำ ๆ นี้. ทีนี้ก็อยากจะให้ เข้าใจคำ ๆ นี้บ้างตามสมควร โดยพูดระบุลงไปว่า :- เจตสิกธรรม คือสมบัติของจิต, ที่ติดตัวจิต หอบหิ้วไป ในฐานะเหมือนว่าเป็นสมบัติของเรา. เป็น property ของจิต. ถ้าไม่มีสมบัติอันนี้ จิตก็ไม่เป็นรูปเป็นร่าง ที่จะเป็นจิตชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นมาได้. จิต ที่ปราศจากสมบัติอันนี้ เราจะเรียกกันตามภาษาคน ภาษาสมมุติ ว่า "จิตล้วน ๆ" ก็ได้, แต่เขานิยมเรียกกันในหมู่นักอภิธรรมว่า ภวังดจิต. ภว แปลว่า ภพ ; อังคะ แปลว่า องค์ ; จิต = จิต ; จิตที่เป็นองค์แห่งภพ. จิตนี้จะเรียกว่า เป็นจิตล้วน ๆ
น.157 ก็ถูกเหมือนกน เพราะว่า มันยังไม่มีเจตสิกธรรม ชนิดที่จะทำให้เป็นความรู้สึก หรือ ลักษณะอาการอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ; แต่ว่ามิใช่จะเป็นสิ่งที่ไม่ประกอบอยู่ด้วยอะไร เสียเลย. ภวังคจิต นี้ อย่างน้อยก็ยังประกอบอยู่ด้วยอาการของการเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป หรือมีความเป็นประภัสสร ; อาการที่เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป นี้อย่างหนึ่ง มันมีอยู่ในขณะนั้นตลอดเวลา ; แล้วก็มีความเป็นประภัสสร คือไม่มีกิเลส หรือสิ่งสกปรกเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย. แม้ที่เรียกว่า ภวังคจิต ก็มิได้หมายความว่า มันมิได้ประกอบอยู่ด้วย อะไรเสียเลย ; มันมีอะไรประกอบอยู่ด้วยเหมือนกัน, แต่เราจะไม่เรียกสิ่งประกอบ นั้นว่า เจตสิก. ที่แท้ก็ควรจะเรียกได้ แต่เมื่อไม่เรียก เพราะว่ามีความมุ่งหมายอย่างอื่น ก็ได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น การที่จะพูดว่าจิตล้วน ๆ คืออะไร, ก็พูดยาก. มันจะไปไกลจนเป็นเรื่องไม่รู้จบ ว่าจิตล้วน ๆ ก็คือ ก่อนที่จะมีอาการเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป หรือมีความเป็นประภัสสร ; มันจะเป็นมโนธาตุล้วน ๆ ไปถึงไหน ก็ยังไม่รู้ ; คือเป็นมโนธาตุล้วน ๆ เป็นธาตุล้วน ๆ ยังไม่ทำอะไรเลย ยังไม่มีลักษณะอาการ หน้าที่ อย่างไรเลย, มันก็คือไม่มีอะไรเลย เพราะมันไม่มีรูปร่าง ไม่มีสีสันอะไร. แต่เดี๋ยวนี้ มันมาอยู่ในสภาพที่เราเรียกกันว่า เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป แล้วมีความเป็นประภัสสร, มันก็ควรจะเรียกว่า มันมีอะไรอยู่ในนั้น, ไม่ใช่จิต ล้วน ๆ เสียแล้ว. สำหรับคำว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นี้ คุณผู้เรียนวิทยาศาสตร์อะไร มาบ้างแล้วก็พอจะรู้ได้ ; เหมือนหลอดไฟฟ้าของเราที่นี่ ในเวลานี้ เราเหลียวไปดูรู้สึก ว่ามันสว่างโชติช่วง, แต่ถ้าเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าแล้ว ก็จะรู้ว่ารอบหนึ่ง ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตัว generator มันมาเป็นคราว ๆ คราว ๆ แต่มันถี่ยิบจนดูเป็นติดกัน. ถ้าสมมุติว่าเครื่อง generator ของเราหมุน ๑๕๐๐ รอบ
น.158 ต่อหนึ่งนาที, ก็หมายความว่า มันเกิดดับ - เกิดดับ ตั้ง ๑๕๐๐ ครั้งใน ๑ นาที. ทำไม เราจึงไม่เห็นแสงในหลอดไฟฟ้า ติด - ดับ ติด - ดับตั้ง ๑๕๐๐ ครั้งใน ๑ นาที. เพราะ เราเห็นไม่ได้ เพราะตาของเราไม่สามารถจะเห็นในหนึ่งครั้งของ ๑๕๐๐ ครั้ง มันก็ต้อง มีระยะที่มันเกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่นิดหนึ่งแล้วก็ดับไป ตั้ง ๑๕๐๐ ครั้งในหนึ่งนาที, แต่มัน ก็เหลือที่จะสังเกตเห็นได้ เราจึงรู้สึกว่า มันโชติช่วง อาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของธรรมชาติของจิตนั้น มันอาจจะมากกว่า นั้นก็ได้, แต่เราก็รู้สึกว่ามีจิตเป็นจิตอยู่. แต่ดูอีกทีหนึ่งก็มีการเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไปล้วน ๆ ไม่มีอะไรเจือ เรียกว่า จิตที่เป็นองค์แห่งภพ ก็คือว่า เป็นตัวความมีอยู่ของจิตสำหรับที่จะให้เป็นจิต ; แล้วมันก็มีความรุ่งเรือง ถี่กว่าแสงสว่าง ซึ่งเกิดดับ ๑๕๐๐ ครั้งต่อนาที. คุณไปคิดดู ว่ามันมีความรุ่งเรืองได้อย่างไร เหมือนกะ หลอดไฟฟ้านี้มันสว่างจ้าได้อย่างไร ทั้งที่มันเกิดดับ ๆ อยู่ถึงอย่างนั้น. จิตนี้ก็เหมือนกัน มีความเป็นจิตได้อย่างไร. ถ้าเราไปมองดูคราว เดียวกันหมด รวบรัดเอา ก็คล้าย ๆ กับเป็นตัวเป็นตนอะไรอย่างหนึ่ง. แต่ถ้าเรา ดูด้วยวิชาความรู้ มันกลายเป็นไม่มีตัวมีตน, มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ของ การเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป อย่างถี่ยิบจนลูกตาเรากำหนดไม่ได้, หรือจิตของเรา กำหนดมันไม่ได้. เหมือนอย่างที่เรากำหนดดวงไฟฟ้าที่เป็นวัตถุนี้ไม่ได้ ว่าดวงไฟฟ้านี้ คือกระแสที่มาแล้วกลับ มาแล้วกลับ ตั้ง ๑๕๐๐ ครั้งต่อนาที. นี้ทางวัตถุ ส่วนจิตนั้นก็ เรียกว่าทางนามธรรม แต่ลักษณะมันคล้ายกันมาก ; แล้วมันมีความเป็นประภัสสร. ถ้าว่าไม่มีอะไรเจือเข้ามา ความเป็นประภัสสรนั้นมันก็บริสุทธิ์ตามแบบของมัน ; ถ้ามัน มีอะไรเจือเข้ามา เช่น มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เป็นเจตสิกธรรม จำแนก เป็นหลาย ๑๐ ชนิด เจือเข้ามา มันก็สูญเสียความเป็นประภัสสรไปในขณะนั้น. นี่เราเรียกจิตชนิดที่ยืนโรงยืนพื้นอย่างนี้ว่า "ภวัดจิต" จิตประจำภพ ประ- จำชาติ มีอยู่ตลอดชาติ ตั้งแต่เกิดมาจนเข้าโรงไป; ในเมื่อยังไม่ได้ทำหน้าที่อะไร
น.159 นอกไปจากว่า ทรงตัวอยู่เท่านั้น เป็นจิตที่ทรงตัวอยู่ ในลักษณะที่เป็นจิตประจำภพ ประจำชาติ ไม่ทำหน้าที่คิดนึก หรือรู้สึกอะไรหมด ; และมีความเป็นประภัสสรอยู่ ตามธรรมชาติของธาตุชนิดนี้. ธาตุชนิดนี้มีความเป็นประภัสสร. นี่เรียกว่าจิตประจำภพ ประจำชาติอย่างภาษาสมมุติ ; ถ้าพูดอย่างภาษาปรมัตถ์ก็คือ ธรรมชาติชนิดหนึ่ง มี คุณสมบัติ มีลักษณะอาการอะไรของมันอย่างนี้เอง ; จะเรียกว่า "จิตล้วนๆ" ก็ได้ ถ้าเรา พูดอย่างภาษาสมมุติ. ทีนี้ มีจิตอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า ‘วิถีจิต' คือจิตที่ทำหน้าที่รู้สึกเป็น เรื่องเป็นราวอะไรต่าง ๆ. ฉะนั้นเราจะเปรียบ ภวังคจิต เหมือนกับจอฉายหนัง ที่เปิด ไฟสว่างแล้ว เป็นจอขาวโพลนอยู่ นั้นเหมือนกับภวังคจิต จิตล้วน ๆ ที่ว่านั้น ; ทีนี้เมื่อ ใดมีการฉายภาพออกไป ไปทับจอที่ว่างนั้น มันก็กลายเป็นภาพที่ปรากฏอยู่ในจอ, แล้วมันก็เปลี่ยนไปได้ตามภาพของหนังที่เราถ่าย มันจึงเป็นเรื่องเป็นราวไป. ทีนี้เราจะ ต้องดูว่า จอนั้นก็คือจออันเดียวกันนั้น แต่มันมีปรากฏการณ์ต่างกัน. ที่มันเป็นจอ ขาว ๆ ยังไม่มีภาพอะไรเลย มันก็คือจอนั่นแหละ; จะว่าไม่มีภาพอะไรเลยก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นภาพขาว เป็นภาพว่าง ภาพขาวอยู่ ; ทีนี้พอมีภาพที่เป็นหนังออกไป ทับจอนั้น มันก็เลยเป็นภาพขึ้นมา เปลี่ยนแปลงไป และก็ที่นั่นอีกเหมือนกัน. มันจึง เกิดเป็น ๒ ชนิดขึ้นมา คือ จอที่ว่าง หรือจิตที่ว่าง จิตล้วน ๆ อย่างหนึ่ง ๆ แล้วก็ จิตที่มีเจตสิกธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าไปผสม เป็นเหมือนกับภาพ คือมันมีเรื่องแล้ว นี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง. อย่างแรกเขาเรียก "ภวังคจิต" อย่างหลังเขาเรียก "วิถีจิต", จนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของมัน จะเป็นชนิดสุดท้าย จนกว่าจะจุติไปเกิดใหม่ หรืออะไร ก็ตามล้วนแต่เป็นวิถีจิตทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น "วิถีจิต" นี้ก็คือ จิตที่มีเจตสิกธรรมประสมอยู่ด้วย ปนอยู่ด้วย ตามโอกาส ตามกรณี ; ตามโอกาส คือตามเวลา ; ตามกรณี คือตามเหตุที่เกิดขึ้น
น.160 ฉะนั้นมันจึงมีคุณสมบัติใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่อย่างเดิมแล้ว ไม่ใช่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เฉย ๆ แล้ว ไม่เป็นประภัสสรแล้ว. มันสูญเสียความเป็นประภัสสรไปแบบใดแบบหนึ่ง แต่ว่าอาการยืนพื้น ที่เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ของจิตนั้นยังคงมีอยู่เรื่อย ; แต่มีอะไร ปนลงไปด้วยในความเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป นั้น. ฉะนั้นสิ่งที่ปนเข้าไปนั้น มันทำ ให้จิตนั้นเปลี่ยนรูป ไปตามสิ่งที่ปนเข้าไป. ปรากฏการณ์ใหม่นี้มันจึงแบ่งออกไปได้ตาม ลักษณะของสิ่งที่ปนเข้าไป คือในลักษณะที่น่าดูก็มี. นี่เราสมมุตินะ สมมุติว่า น่าดู ก็มี, บางทีเราก็สมมุติว่า ไม่น่าดู หรือว่ายังพูดไม่ได้ว่า น่าดูหรือไม่น่าดู ; มี ๓ อย่าง เท่านั้น. ถ้าน่าดูเราก็เรียกว่าเป็น "กุศล" คือดี, ถ้าไม่น่าดูก็เป็นอกุศลเรียกว่า "อกุศล" คือ ไม่น่าดู มันชั่ว, ถ้ายังพูดไม่ได้ว่า น่าดู หรือไม่น่าดู เราก็เรียกว่า "อพ์ยากฤต". อพ์ยากฤต - แปลว่าพูดให้ชัดลงไปไม่ได้ ว่าเป็นอะไร. อ + วิ + กต = กระทำให้แจ้งลงไปไม่ได้ว่าเป็นอะไร, คือเราพูดไม่ได้ว่า น่าดู หรือไม่น่าดู. คำนี้มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกลาง ๆ ; ที่จริงมันพูดไม่ได้ว่าเป็นอะไร, แต่เขามักจะ เข้าใจว่าเป็นกลาง ๆ ระหว่างดี หรือชั่ว. ถ้าพูดอย่างนั้นอาจจะเป็นความเข้าใจผิดเป็น อีกอันหนึ่งก็ได้; เราจึงว่า พูดไม่ได้เสียดีกว่า, ดีกว่าจะพูดว่าเป็นกลาง ๆ. จิตที่ประกอบอยู่ด้วยเจตสิกแล้วจึงมีภาวะที่เรียกว่า น่าดู หรือไม่น่าดู, หรือ พูดไม่ได้ว่า น่าดู หรือไม่น่าดู: คือว่าดีหรือชั่ว กับพูดไม่ได้ว่าดีหรือชั่ว. นี่แหละ จิตของเราตลอดวันมันเป็นอย่างไร คุณไปศึกษาดูจากตัวจิต, ส่วนไหนเรียกว่า น่าดู, ส่วนไหนเรียกว่า ไม่น่าดู, ส่วนไหนเรียกว่า พูดไม่ได้ว่าน่าดู หรือไม่น่าดู : ภาษาอังกฤษใช้คำว่า wholesome น่าดู unwholesome ไม่น่าดู. ทีนี้ก็จะต้องฟังให้ดีต่อไป อย่าให้มันปนกันยุ่ง ว่า คน มันอยู่ที่ตรงไหน ? จิตนี้อย่างหนึ่ง, เจตสิกก็คือสิ่งที่แฝงอยู่กับจิต, เนื่องอยู่กับจิตนี้อย่างหนึ่ง, แล้ว
น.161 ร่างกาย ซึ่งเขาไม่เรียกว่า กาย ภาษาที่ถูกต้องเขาเรียกว่า "รูป" เราเรียกในภาษา ไทยเรียกว่ากาย รูปแท้ ๆ คือร่างกายล้วน ๆ มันก็อย่างหนึ่ง, รวมกัน ๓ อย่างนี้คือคน คือ รูป + จิต + เจตสิก ที่ประจวบพร้อมอยู่ด้วยกันได้ ทำงานด้วยกันได้เป็นขณะ ๆ ขณะหนึ่งเรียกว่า คน. เรียกภาษาสมมุติหรือภาษาชาวบ้านว่า "คน". เรียก ภาษาธรรมะหรือภาษาที่แท้จริงว่า ความประจวบพร้อมระหว่าง รูป กับ จิต และ เจตสิก ในขณะหนึ่ง ๆ นั้นเรียกว่า คน. ที่จริง คน ไม่มี แต่เราก็ต้องเรียกว่าคน. คน อยู่ที่ตรงไหน ? คน อยู่ที่ภาษาที่สมมุติเรียกรวมสิ่งทั้งสามนี้ ที่กำลังประจวบพร้อมกันอยู่ (หมายความ ว่ามันทำหน้าที่ของมันได้) ถ้ามันไม่ประจวบพร้อมกันอยู่ คือมันแยกกันแล้ว มันก็ไม่ เป็นคนได้, คือมันจะตาย หรือสลายไป. แต่แม้อย่างนั้นภาษาที่แท้จริงเขาก็ยังถือ ว่าชั่วขณะ ๆ หนึ่งเท่านั้น : เพราะบางขณะ ถ้าไม่มีเจตสิก, มันก็ไม่เป็นคน. จิตล้วน ๆ กับรูปล้วน ๆ มันก็เป็นคนไปไม่ได้ เช่นในขณะของภวังคจิต ; แต่แล้วมันก็เป็นสิ่งที่มี ไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะตามธรรมดาจิตจะต้องมีความรู้สึก, แต่ก็ถี่ยิบเหมือนอย่าง ความถี่ของกระแสไฟฟ้าในหลอด คำว่า "คน" มันจึงเป็นมายา คือไม่มี ในเมื่อ พูดอย่างภาษาปรมัตถ์, แล้วก็ว่ามีในเมื่อพูดอย่างภาษาชาวบ้าน. ถามว่าใครเป็นผู้ ฝึกจิต ? มันก็คือคนโดยสมมุตินั่นแหละ. ถ้าโดยปรมัตถ์ ก็ว่ากลุ่มจิต กลุ่มเจตสิก ที่เนื่องอยู่กับรูปนี้แหละ มันจะฝึกจิต ไม่ใช่คนฝึกจิต., แต่พูดอย่างนั้นฟังไม่ถูก จึง ต้องพูดภาษาชาวบ้านว่า คนเป็นผู้ฝึกจิต. คน คือ จิต + เจตสิก + และรูป ที่ประจวบเหมาะรวมกันทำงาน ทำหน้าที่ ได้เป็นขณะ ๆ อยู่. ทีนี้ สิ่งนี้มันมีวิวัฒนาการได้, รูป จิต เจตสิก นี้รวมกันแล้ว มีวิวัฒนาการได้ คือเปลี่ยนไปได้. มันวิวัฒนาการไปได้ ในการที่มันจะรู้จักตัวมันเอง หรือสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวมันได้ดียิ่งขึ้น. เมื่อเด็กเกิดมาก็รู้จักตัวเองและสิ่งแวดล้อม ตัวเองได้ดียิ่งขึ้นๆ นี้มันก็เป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติ นี้อย่างหนึ่งแล้ว; จนใน
น.162 สุดมันมีความรู้ ชนิดที่ทำให้เกิดความต้องการที่จะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือ มันต้องการภาวะที่พึงปรารถนาโดยแท้จริง. ภาวะที่ไม่พึงปรารถนาก็คือ ภาวะที่มัน เป็นทุกข์, ทีแรกมันยังโง่อยู่ มันก็ไปหลงเอาภาวะชนิดนั้น. ต่อมามันฉลาดขึ้น จึงรู้จักตั้งความปรารถนาใหม่ ที่จะได้ภาวะที่ควรปรารถนาโดยแท้จริง. ฉะนั้นเมื่อเกิด ความรู้ข้อนี้ มันจึงมีความต้องการที่จะพัฒนาตัวมันเอง จะจัดการกับตัวมันเองให้ได้รับ สิ่งนั้น. นั่นแหละคือการพยายามที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้ได้รับสิ่งนั้น. ทีนี้เมื่อเรามี ความรู้ในข้อนี้มากขึ้น ๆ เราก็มีระบบพัฒนาการโดยเฉพาะที่ถูกต้องและรวดเร็ว, เรา ก็มาเรียกมันเสียใหม่ว่า "การฝึกจิต". ฉะนั้น การฝึกจิตก็มีได้ ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน คือเป็นเพียง รูป จิต เจตสิกนั้น ; มันพัฒนาตัวมันเอง มันต้องการเพื่อประโยชน์แก่ตัวมันเอง ตาม ความเจริญของตัวมันเอง ที่มันเจริญด้วยความรู้ หรือความรู้สึก. นี่แหละสิ่งที่เรียกว่า "คน" นั้นแหละเป็นผู้ฝึกจิต, ทั้งที่ตัวคนนั้นก็คือตัวจิต ตัวเจตสิกและตัวรูป. เมื่อมัน จับกลุ่มกันแล้ว มีความประจวบเหมาะกันแล้ว มันก็เจริญวิวัฒนาการ จนเกิดความรู้สึก อย่างนี้, คือรู้สึกจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ แล้วมันก็ทำ. กิริยาที่ทำนี้คือ การฝึกฝนจิต อบรมจิต แล้วแต่เราจะเรียกกันมากมายหลายสิบชื่อ. ปัญหาที่เหลืออยู่ต่อไปก็คือว่า เราจะต้องดูให้เห็นว่า เพราะเหตุไร มันจึง เป็นไปได้ ? ทั้งนี้เพราะเหตุเพียงอย่างเดียว คือว่ามันเปลี่ยนได้. ความที่มันเปลี่ยนได้ นั่นแหละมันเป็นปัจจัยสำคัญ. ถ้ามันไม่มีความเปลี่ยนได้ หรือมันคงที่ตายตัวเสียแล้ว มันก็ไม่มีทางที่จะทำได้. ฉะนั้นคำว่า คน สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา นี้มิได้มีอยู่จริง คือมันเปลี่ยนได้ มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย มันเปลี่ยนแปลงได้. ถ้ามันมีอยู่จริง มันต้องเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ; และ ความสำคัญมันมาอยู่ตรงที่ว่า เพราะมันเปลี่ยนแปลงได้ มันจึงพัฒนาได้ หรือฝึกจิตได้. เพราะฉะนั้นรูปก็ดี จิตก็ดี เจตสิกก็ดี เป็นสิ่งที่
น.163 เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุตามปัจจัย ที่เข้ามาแวดล้อม. ตัวเหตุปัจจัยนั้นก็เปลี่ยนอยู่เสมอ แล้วมันก็มาแวดล้อมจิต. เราเรียกจิตล้วน ๆ ก็หมายถึง รูป และเจตสิก ด้วย เพราะ เรายกจิตเป็นหัวหน้า หรือเป็นเจ้าของเรือลำนี้. โชคดีมันอยู่ตรงที่ว่า เพราะมันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงได้ มันจึงพัฒนาได้; การฝึกจิตจึงเป็นไปได้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงได้. ตัวมันเองก็เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยตามธรรมชาติ เพราะประสพการณ์ หรือ experience ที่เกิดขึ้นเป็นประจำวัน experience สูงสุดก็คือ experience ทาง วิญญาณ ทาง spiritual ที่ทำให้เกิดสติปัญญา. นั่นแหละจิตมันรุ่งเรืองไปจนถึงขนาดที่มี สติปัญญา ความเปลี่ยนแปลงมันจึงลึกซึ้งใหญ่หลวงประณีต ไปในทางที่จะให้ถึงสิ่งดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ทีนี้ จิตที่มันวิวัฒนาการไปด้วยสติปัญญานี้ มันมองเห็นยิ่งขึ้นทุกที ยิ่งขึ้นทุกวัน ๆ ในความน่าเบื่อ น่าระอาของความซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่จะเป็นทุกข์ ทนทรมาน เพราะความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของสิ่งต่าง ๆ, มันเลย เกิดความเบื่อระอาในภาวะที่ไม่น่าปรารถนา หรืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เคยหลงรัก แต่กาลก่อน ; เดี๋ยวนี้ปรากฏเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ไม่น่าปรารถนา มันจึงดิ้นรน ไปในทางที่จะเอากันใหม่ ฝึกกันใหม่ พัฒนากันใหม่ เพื่อจะออกไปจากภาวะ ชนิดนี้เสีย. อุปมาในข้อนี้มีว่า ที่วนเวียนซ้ำซากอยู่ในกองทุกข์นี้ เหมือนกับทะเล. ทีแรกเราก็ไม่รู้ เหมือนกับพ่อค้าคนหนึ่งเป็นเจ้าของเรือ เที่ยวไปในทะเล ค้าขายไปใน ทะเล เมืองนั้นเมืองนี้ ท่าโน้นท่านี้ จอดเรือที่นั่นที่นี่ แล้วก็ออกไปยังท่าเมืองโน้น เมืองนี้ ค้าขายอยู่เรื่อย คิดว่าเป็นกำไรเรื่อย. จิตเหมือนเจ้าของเรือ รูปกายนี้เหมือน ลำเรือ เจตสิกธรรมเหมือนสินค้าต่าง ๆ หรือของต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเรือ. ถ้ามีครบ ๓ อย่างนี้ มันก็เป็นไปได้ที่จะแล่นไปในทะเล คือมีนายเจ้าของเรือ, มีลำเรือ, มีสิ่งต่าง ๆ
น.164 จำเป็นจะต้องมีอยู่ในเรือ แล้วก็ทนทุกข์ลำบากไป ในการที่จะเที่ยวไปในทะเลที่เต็ม ไปด้วยอันตราย. ต่อมาเกิดความรู้ขึ้นว่า แหม! แย่ มันเรื่องบ้าทั้งนั้นเลย เป็นเรื่องโง่ เรื่องหลงทั้งนั้นเลย, มันจึงอยากขึ้นบก คือหยุดที หยุดเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ นี้ที่ จึงอยาก ขึ้นบก. มันจึงสลัดเรือสลัดอะไร สลัดกระทั่งตัวเอง ขึ้นบก หมายถึง นิพพาน, ไม่ยึดถือว่าเป็นตัวกู - ของกู เป็นทรัพย์สมบัติของกูอะไรอีกต่อไป. นี่จิตจะไม่มา วนเวียนอยู่ในกองทุกข์ซึ่งมีปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นความทุกข์เกี่ยวกับทุกอย่าง นับตั้งแต่ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย การไม่ ได้ตามปรารถนา อะไรต่างๆ ; ไม่เอา แล้วเรื่องทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่น ลม สัตว์ร้ายอะไรอย่างนี้; ต้องการที่จะอยู่ในภาวะที่ เป็นบกแห้ง เย็นสนิท สบาย ไม่มีอันตราย. นี่เป็นผลของการฝึกจิต หลังจากที่มัน ได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ ไปจนหายโง่ มันจึงต้องการฝึกจิต หรือแก้ไขให้มันไปอยู่ใน สภาพที่ไม่ต้องมีความทุกข์อีกต่อไป. อย่างนี้เราเรียกว่า การฝึกจิตตามภาษาคน ; มันเป็นวิวัฒนาการในตัวจิตเอง. พูดให้ถูกแล้ว จิตมันก็ฝึกจิต ; หากพูดภาษาชาวบ้าน ก็ว่าคนมันฝึกจิต ; มันถูกทั้งนั้น. ลองทบทวนดู ที่เราพูดกันวันนี้ สรุปว่า เราไม่รู้ว่า จิตคืออะไรโดยถูกต้อง และสมบูรณ์, แต่เราควรรู้เท่าที่จำเป็นจะต้องรู้ ว่าจิตเป็นอย่างไร แล้วจะต้องจัดการ กะมันอย่างไร ; เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เราก็รู้พอที่จะฝึกมันได้, และเป็นผลของการ ศึกษาค้นคว้าของผู้ที่เป็นบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปก่อนแล้ว, ที่เป็นนักปราชญ์ ที่มีพระ- พุทธเจ้าเป็นประธาน เป็นหัวหน้า เป็นประมุข เป็นผู้ค้นพบความลับข้อนี้ ; ได้ประสบ ความสำเร็จด้วยตนเองแล้ว ก็ทิ้งไว้เป็นมรดก ตกมาถึงพวกเรา ; สำหรับพวกเราจะ ถือเอาประโยชน์อันสูงสุดนี้ได้ ในฐานะที่เป็นบรมธรรม. บรมธรรมกับธรรมชาติของจิต มันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ในทุกวิถีทาง คือเมื่อจิตดำเนินไปจนถึงยอดสูงสุดของสิ่งที่พึงปรารถนา มันก็คือบรมธรรม. หรือว่า
น.165 จิตนี้มันมีจุดหมายปลายทางเป็นบรมธรรม มันต้องมีวิวัฒนาการไปให้ถึงบรมธรรม ; มันเป็นเจ้าของเรือ มันก็ลากเอาลำเรือคือคือร่างกายนี้ไป เอาทรัพย์สมบัติ คือเจตสิกธรรม ไปด้วย จนถึงจุดที่ว่า ไม่ต้องเอาสิ่งเหล่านี้ไปอีกแล้ว, เป็นความหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้. แม้ว่าจะถืออยู่ในมือก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีเป็นของเรา, แม้ว่ามันอยู่ในร่างกาย ติดอยู่กับ ร่างกายนี้ มันก็ไม่ถือว่าร่างกายนี้เป็นของเรา, ไม่ได้ถือเจตสิกธรรม ทั้งที่เป็นบุญเป็นบาป หรือทั้งที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปว่าเป็นของเรา; มันเป็นจิตที่ฟรี ที่เป็นอิสระ ที่เป็นความ หลุดพ้นได้; นี้มันทำได้. แล้วเราก็เรียกว่า "เราทำได้" มนุษย์ทำได้ คนทำ ได้; แต่ที่แท้เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่ไม่มีคน ไม่มีเรา. คนที่โง่ ๆ นั้นก็ให้รีบศึกษาให้รู้ว่า ไม่มีคน หรือไม่มีเราเสียเถิด นั่นแหละคือการฝึกฝนอบรมจิตที่ถูกต้อง เป็นวิชาที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ของพวกคุณ; แต่มีสอนในมมหาวิทยาลัยของพระพุทธเจ้า มีร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ที่ยังเป็น ๆ นี้ เป็นห้องเรียน เป็นตึกมหาวิทยาลัย. ขอให้อุตส่าห์เรียน อุตส่าห์ขยัน เรียนตามวิธีของท่าน คือสิ่งที่เรียกว่าการฝึกฝนอบรมจิต แล้วเราก็จะได้รับประโยชน์ สมกับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาอย่างที่ว่าไว้ รวมความแล้วก็คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ นกก็บอกว่าหมดเวลา ๑ ชั่วโมงของพวกเราแล้ว.
Buddhadasa