น.126 วันนี้ จะได้กล่าวถึง บรมธรรม กับ อธิจิตตาโยก หรือการพัฒนาจิต. ในครั้งที่แล้วมา เราได้พูดถึงบรมธรรม ในฐานะที่เป็นสรณะ มนุษย์อยู่ไม่ได้โดยปราศจากสรณะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง : นับตั้งแต่ ทางร่างกาย เช่นเด็กทารก ก็มีบิดามารดาเป็นสรณะ. เมื่อเติบโต เต็มที่ ปัญหาทางจิตใจเหลืออยู่รบกวนหรือบีบคั้น ก็ต้องมีอะไร เป็นเครื่องป้องกัน เรียกว่า สรณะ คือทำให้เบาใจ ทำให้ไม่มี ความทุกข์. สรณะต่างๆ ในเบื้องต้นนั้น ไม่สูงสุด ไม่เกษม ต้องการถึงขั้นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และรู้อริยสัจจ์ จึงจะเป็นสรณะสูงสุดและเกษม และต้องมีวิธีที่จะ ถึงสรณะชนิดนี้ กล่าวคือเราต้องกระทำด้วย. วิธีและการกระทำนั้นก็คือการ อบรมจิต ๔๘๖
น.127 นั่นเอง. คำว่า "จิต" ในกรณีอย่างนี้ ไม่อาจจะใช้คำว่า มโน หรือ วิญญาณ หรืออะไร แทนได้ เพราะภาษาพูด เราใช้คำว่า "จิต" ในกรณีที่เกี่ยวกับการอบรมฝึกฝน. สำหรับคำ มโน หรือคำ วิญญาณ และคำอื่น ๆ อีกมากมายนั้น เราใช้ต่อเมื่อกล่าวถึง จิตในความหมายทั่ว ๆ ไปในลักษณะของจิตเป็นต้น. แต่พอมาพูดถึงสิ่งที่ต้องรับการ ฝึกฝนแล้ว เราใช้คำว่า จิต ดังนั้นเราจึงไม่ใช้พูดกัน ว่าฝึกมโน หรืออบรมมโน ฝึก วิญญาณหรืออบรมวิญญาณ ฯลฯ. เรามีแต่พูดว่า ฝึกจิต - อบรมจิต ; ฉะนั้นจึงถือว่าจิต ในกรณีอย่างนี้ ไม่ใช่ตรงกับคำว่า มโน หรือวิญญาณ หรือคำที่เป็นไวพจน์ของคำว่า จิตอีกมากมาย. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "ฝึกจิต" นี้ขอให้นึกไปถึงคำอื่น อีกหลายคำ ซึ่งเป็นที่ คุ้นเคยแก่พวกเรา. นอกจากจะพูดว่า ฝึกจิต แล้ว ยังมีคำว่า อบรมจิต, เจริญภาวนา, บำเพ็ญสมณธรรม, เจริญกัมมัฏฐาน, ทำสมาธิ หรือทำวิปัสสนา, เข้าวิปัสสนา, หรือแม้แต่คำว่า "นั่งกุฏิ ฝึกสมาธิ ฝึกฌาน" ในที่สุด. คำเหล่านี้หมายถึงการที่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าจิต แล้วก็กระทำ โดยวิธีที่จิตมันจะดีขึ้นๆ และใช้ประโยชน์ อะไรได้ ตามที่ตนประสงค์. ส่วนคำบางคำ เช่นคำว่า "นั่งทางใน" นี้ หมายถึงผล เสียแล้ว, คือฝึกจิตโดย นั่งทางใน ก็เพื่อจะใช้จิตนั้นดูอะไรทางตาข้างใน. อย่างนี้ มีความหมายเกินกว่า คำว่า ฝึกจิตเฉย ๆ มันหมายถึงใช้ประโยชน์. เดี๋ยวนี้เขาพูด ว่านั่งทางใน ซึ่งเป็นคำใหม่ ๆ ทั้งนั้นเลย. นั่งดูอะไรทางใน, ดูโรคภัยไข้เจ็บ, ดูวิญญาณ, ดูโลกอื่น, ดูนรกสวรรค์ นั้นมันเป็นเรื่องฝอยนอกออกไป ไม่ใช่ความ มุ่งหมายในที่นี้ และก็ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วย. มีคำที่พิเศษอยู่อีกคำหนึ่ง ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยตรง และเห็นว่ามี ประโยชน์มาก ที่ควรจะได้ยิน และนำมาใช้ คือคำว่า "จิตตาโยก" ดังที่กล่าวไป แล้ว, มาจากคำว่า จิตต + อาโยค. จิตตะ ก็คือ จิต, อาโยค ก็แปลว่า
น.128 การประกอบพร้อม หรือทั่วถึง, การกระทำอย่างทั่วถึง. อา - แปลว่า ทั่ว. โยค - แปลว่า ประกอบ. จิตตาโยคแปลว่าประกอบอย่างทั่วถึงในสิ่งที่เรียกว่า จิต เป็น คำใหม่แปลกหูสำหรับคนทั่วไป แต่กลับเป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ และมีปรากฏอยู่ ในบาลีพระพุทธภาษิต ที่คุณสวดอยู่ในสวดมนต์แปล :- อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธานสาสน์. อธิจิตฺเต - ในอธิจิต, อาโยโค - ประกอบทั่ว; อธิจิตต + อาโยค = อธิจิตตาโยค. ควรจะทำความเข้าใจให้ดี ๆ ว่ามันหมายถึงอะไร : ประกอบอย่าง ทั่วถึง, เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างทั่วถึง ในสิ่งที่เรียกว่าจิต คำนอกนั้นมันก็ใช้ได้เหมือนกัน เช่นคำว่า ฝึกจิต อบรมจิต. ฝึก หมาย ความว่าทรมานมัน, ที่เรียกว่า train มันในสมัยนี้. อบรมจิต ก็หมายถึง develop มัน. เจริญภาวนาก็เหมือนกัน ก็คือ develop เจริญ ก็แปลว่า ภาวนา, ภาวนา ก็แปลว่าเจริญ. คำนี้แปลกประหลาดที่ซ้ำกัน ที่พูดว่าเจริญภาวนา, คำว่า ภาวนา แปลว่า ทำให้เจริญ ให้ develop. บำเพ็ญสมณธรรม หมายความว่า ธรรมของสมณะ คือผู้ต้องการความ สงบ มีความสงบบำเพ็ญอยู่. เจริญกัมมัฏฐาน กัมมัฏฐาน แปลว่าการงานอันสูงสุด กลายเป็นการงาน ทางจิต ; เราประพฤติกระทำอยู่ ก็เรียกว่า เจริญกัมมัฏฐาน. เจริญสมาธิ นี่แคบเข้ามาก็แปลว่า ฝึกจิตให้เป็นสมาธิ, ทำสมาธิให้เจริญ, ทำจิตชนิดที่เป็นสมาธิ ให้เจริญขึ้นมา. ทำวิปัสสนา ก็แปลว่า ทำเพื่อให้เห็นแจ้งในสิ่งทั้งปวง ที่ยังไม่เห็น ที่ยัง ลับอยู่. วิปัสสนา แปลว่าเห็นแจ้ง. ชาวบ้านพูดว่า "เข้าวิปัสสนา" ก็หมายความว่า เวลานั้นได้เข้าไปอยู่ในการกระทำชนิดนั้น ไม่ทำงานอย่างอื่น เว้นงานอย่างอื่นหมด,
น.129 คำว่า นั่งกุฏิ เป็นภาษาชาวบ้านยิ่งขึ้นไปอีก ใช้เฉพาะถิ่น เฉพาะท้องถิ่น ด้วยซ้ำไป, แต่ในถิ่นทางใต้นี้มีแพร่หลายมาก. สมัยผมเด็กๆ เคยได้ยินแต่ว่านั่งกุฏิ ทั้งนั้น กุฏิ นั้นเขาทำอย่างรูปปะทุนเรือ แล้วเข้าไปนั่งในนั้น, บีดมิดชิด มืดตื้อ แล้วอุด ยา เสียจนอากาศแทบจะเข้าไม่ได้, นี้ก็เป็นความเข้าใจที่เขวไป; สมัยโบราณ ไม่ได้เข้าไปมุดอยู่ในกุฏิที่อุดยาแน่นอยู่อย่างนี้. ครั้งพระพุทธเจ้าท่านก็นั่งโคนไม้ ที่ว่าง เรือนร้างตลอดถึงถ้ำ หรือ เพิง หรืออะไรก็ได้ กระทั่งลอมฟางของชาวไร่ ชาวนา ตามไร่ตามนา ที่จะไปนั่งพิง แล้วก็ฝึกการอบรมจิต, ไม่จำเป็นจะต้องนั่งกุฏิแบบนี้. แล้วกุฏิแบบที่ว่านี้ยังผิดหลักที่ว่าอุด ยาหมด จนอากาศข้างในไม่พอ. ก็เพราะอากาศ ข้างในไม่พอนั่นเอง จิตจึงเห็นอะไรได้ง่าย คือมันกำลังปั่นป่วน แล้วก็ถูกบังคับเข้าอีก มันก็เป็นกึ่งสำนึกได้ง่าย. จิตกึ่งสำนึกนี้น้อมไป เพื่อคิดอะไร เพื่อเห็นอะไรได้ง่าย จึงน้อมไปเพื่อเห็นดวงสีต่าง ๆ เห็นคนตาย เห็นอะไรได้ง่าย. มันครึ่งสำนึก, มัน เกือบจะเป็นความวิกลวิการไปแล้ว. เพราะฉะนั้นเขาจึงเข้าใจว่า มันเป็นวิธีที่ดี วิธี ที่ง่าย นั่งเดี๋ยวเดียวก็เห็นนั่นเห็นนี่ ; เพราะมันไม่มีอ็อกสิเย็นพอ แล้วมืดตื้อ. ฉะนั้น คำว่า นั่งกุฏิ นี้อย่าเอาเป็นประมาณ, แต่ก็เป็นภาษาที่ใช้อยู่ในการกระทำทางจิต คำที่ปลอดภัยคือ ฝึกสมาธิ ฝึกฌานนี้ปลอดภัย; แต่ต้องหมายถึงสมาธิ หรือฌานที่ถูกต้องในพุทธศาสนา อย่าเป็น สมาธิ หรือ ฌานที่จะเอาไปใช้เพื่อความเห็น แก่ตัว เช่นมีฤทธิ์มีเดช แล้วไปเล่นงานคนอื่น ; นั้นเป็นมิจฉาสมาธิ มิจฉาฌาน. มาถึงคำว่า อธิจิตตาโยค การกระทำจิตให้ยิ่ง นี้ปลอดภัย. ทำจิตให้ยิ่ง คือว่าให้เป็นไปในทางที่ยิ่งที่ดีขึ้นไปกว่าเก่า. อยากจะแนะว่าให้สนใจคำนี้ ที่พระ- พุทธเจ้าท่านใช้ ที่ปรากฏอยู่ในบาลีโอวาทปาฏิโมกข์ว่า :- อนูปวาโท อนูปมาโต ปาฏิโมกฺเบ จ สํวโร มตฺตญฺญฺตา จ ภตฺตสฺม ปนฺตฺจ สยนาสนํ อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธานสาสน์. คุณก็สวดอยู่ทุกวัน ๆ มีที่มาอย่างนี้.
น.130 ทีนี้ เราจะพูดกันถึง ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่าจิต. จิตนี้มีความ สำคัญ อย่างที่ใคร ๆ ไม่ค่อยรู้ความสำคัญอันนี้, เพราะเขาต้องการผลทางวัตถุกันเสีย เรื่อย จนกระทั่งเกิดลัทธิที่ว่าอะไร ๆ สำเร็จอยู่ที่วัตถุ วัตถุดีแล้ว อะไร ๆ ก็ดีหมด รวม ทั้งจิตด้วย ; ไม่ให้ความสำคัญแก่จิต. บางพวกถึงกับถือว่าจิตมิได้มีอยู่เช่นพวก dialectic materialism พวกนี้ถือว่าจิตมิได้มีอยู่ ; ให้จัดการ หรือรู้กันแต่เรื่องกาย ทำให้มัน สูงสุดไปตามความต้องการของกาย แล้วจิตก็จะดีไปเอง. แต่ทางพุทธศาสนาเราถือว่า สำคัญอยู่ที่จิต, ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิต, สำเร็จเพราะจิต, รวมอยู่ในอำนาจของสิ่ง ๆ เดียว คือจิต. พุทธภาษิตที่มีมากตรัสถึงมาก ว่า "ทุกอย่างเป็นไปในอำนาจของ สิ่ง ๆ เดียวคือจิต" นี่เป็นคำตรัสไว้อย่างนี้. เช่นมีคำว่า "มโนปุพพงุคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา ฯลฯ" มีเยอะแยะ : มีจิตนำหน้า มีจิตเป็นยอด สำเร็จมาจาก จิต ; แต่สำคัญอยู่ที่ว่า รวมอยู่ในอำนาจของสิ่ง ๆ เดียว คือจิต. นี้มันตรงกันข้ามกับลัทธิ materialism หรือพวกคอมมิวนิสต์ซึ่งถือวัตถุเป็น หลัก. เลยกล่าวได้ต่อไปว่า ไม่มีการฝึกอย่างใดที่ยิ่งไปกว่าการฝึกจิต. ในการเจริญ หรือการพัฒนา หรืออะไรก็ตาม แล้วแต่จะเรียกตามคำใหม่ ๆ ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่า การพัฒนาจิต. เราจะพัฒนาวัว ควาย ช้าง ม้า แผ่นดิน สิ่งต่าง ๆ กระทั่งเครื่องจักร เครื่องกล ฯลฯ, อะไรก็ไม่วิเศษยิ่งไปกว่าการพัฒนาจิต, ไม่เทียบเท่าด้วยซ้ำไป. เพราะ ถ้าจิตไม่พัฒนาแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็เป็นอันตรายหมด. หรือบางทีจะต้องพัฒนาจิตในทาง อย่างนั้นก่อนโดยไม่รู้สึกตัว เช่น วิชาความรู้ การค้นคว้า อย่างนี้ก็เป็นการพัฒนาจิต, แต่เป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว ไม่พูดถึงคำว่าจิต แต่เราค้นคว้าทางวัตถุ ค้นคว้าเรื่องปรมาณู เรื่องอวกาศ อะไรก็ตาม ; ที่จริงก็เป็นการพัฒนาจิตมาก่อนแล้วเหมือนกัน คือทำให้มี ความรู้ แต่เป็นการพัฒนาไปในแง่ทางวัตถุ. ทีนี้ จะดูกันต่อไปให้เห็นว่า จิตนี้เป็นสิ่งที่พัฒนาได้แน่หรืออย่างไร อันนี้ ไม่ยาก ถ้าสนใจเรื่องจิตกันบ้าง เราจะเห็นได้ว่า มันก็มีการพัฒนา และ พัฒนาได้ ;
น.131 เป็นสองตอนอยู่, คือมีการพัฒนาอยู่เองในตัวมันเอง อย่างหนึ่ง, แล้วก็พัฒนาใหม่ โดยการกระทำ นี้ก็ได้อีกส่วนหนึ่ง. จิตพัฒนาเองนั้นมีมากนะ คือเมื่อคนเราโตขึ้นมา ๆ จิตก็พัฒนามาตามที่มันมี experience ต่าง ๆ มาก, ทั้งในฝ่ายจิตและฝ่ายวิญญาณ ที่มันพัฒนาเอง. นี้เป็นกฎ ของธรรมชาติ ที่ทุกอย่างต้องมีวิวัฒนาการ. ถ้าไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรค ทุกอย่างจะ วิวัฒนาการไปเรื่อย. ต้นไม้ก็วิวัฒนาการของมัน, สัตว์เดรัจฉานก็วิวัฒนาการของมัน, คนก็วิวัฒนาการของคน. ส่วนปลีกย่อยเช่นจิตนี้ มีวิวัฒนาการของมันได้ ตามที่สิ่ง แวดล้อมมันวิวัฒนาการ. เช่น ร่างกายก็วิวัฒนาการจากทารกมาเป็นคนหนุ่มสาว, มาเป็นคนโต ๆ อย่างนี้. จิตมันก็พัฒนาการเรื่อยโดยธรรมชาติ ; ส่วนที่จะผิดจะถูกนั้น มันอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันอยู่ตามเดิม หรือเท่าเดิมไม่ได้, มันพัฒนาของมันเอง. การที่มีการพัฒนาตามธรรมชาติ ส่วนนี้ก็ต้องระวัง คืออยู่ในขอบเขตที่เรา จะต้องเข้าไปจัดการด้วยเหมือนกัน เพื่อให้มันเป็นไปเองอย่างถูกต้อง. นี้ก็เนื่องมาถึง หน้าที่อันที่สอง คือว่าเราจะต้องพัฒนาโดยตรงโดยเจตนา โดยความมุ่งหมายที่เป็น ระเบียบ, มีระบบระเบียบอะไรเกิดขึ้นในการพัฒนาจิต. ไม่ใช่เพียงแต่ว่าช่วยให้มัน งอกงามไป ก็ต้องอาศัยการที่มันงอกงามไป; แต่เราเข้าไปเกี่ยวข้องให้มันงอกงามไป ถูกทาง ตามวิถีทางที่สูง. เพราะฉะนั้นเราเลยถือเป็นหลักว่า จิตนี้เป็นสิ่งที่พัฒนาได้, กระทั่งใช้ ประโยชน์ได้, โดยที่เราไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร. นี้ไม่ใช่ว่าเราจะกลายเป็นคนโง่ไป เพราะเหตุนี้ เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันได้ ใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้ ทั้งๆ ที่เราไม่รู้ว่า มันเป็นอะไร. นี้อาจจะถูกค้าน หรือถูกแย้งโดยนักวิทยาศาสตร์ ผู้อวดดีอวดเก่งก็ได้ ว่าเราต้องรู้อะไรหมด ว่ามันเป็นอะไร เราจึงจะทำกับมันได้ ; แต่ว่าโดยที่จริงแล้ว
น.132 พวกนักวิทยาศาสตร์นั้นก็ไม่รู้ว่า ไฟฟ้านั้นคืออะไร. รู้เท่าที่รู้, มันรู้โดยยังตอบไม่ได้ จนถึงที่สุด ว่ามันคืออะไร จนเป็นที่พอใจ ; แต่เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันได้, ใช้มัน เป็นทาสของเราได้. เราใช้พลังงานทางไฟฟ้า อะไรต่าง ๆ เหมือนกับทาส เป็นทาสของเราได้ ; แต่เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร. รู้เท่าที่รู้นั้นยังไม่ถูกต้องหรือรู้หมด ยังทิ้งไว้เป็นความลับ อย่างนั้น. ในการค้นคว้ามันก็ทำแต่เพียงชั้นนอก คือว่าทำอย่างนี้แล้วมันมีอย่างนี้เกิด ขึ้น, ทำอย่างนี้แล้วมันมีอย่างนี้เกิดขึ้น. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าไฟฟ้า หรือ electricity นี้มันยังมืดมนอยู่ ยังไม่รู้ว่าอะไรเหมือนกันในขั้นลึกขั้นสุด; เพราะไม่ได้ค้นคว้ากันไปใน แง่ที่ว่า มันคืออะไรโดยตรง, ค้นคว้าแต่ว่ามันจะมีผลออกมาอย่างไร มีปฏิกิริยาออก มาอย่างไร แล้วก็ใช้เป็นประโยชน์แก่เรา. สิ่งที่เรียกว่าจิต นี้ก็เหมือนกัน มันยังมืดมนทำนองนั้นอยู่, เมื่อถามว่ามัน คืออะไร ? พูดนั้นพูดไปได้ ให้คำนิยามต่าง ๆ ได้ ว่าจิตคือนั่นคือนี่, มันเป็นชั้น นอกทั้งนั้น. จิตคือสิ่งที่คิดนึกได้, จิตคือสิ่งที่น้อมไปได้, จิตคือสิ่งที่ฝึกได้, พูดได้ตั้งมากมาย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอะไรในที่สุด. เมื่อไฟฟ้าก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่รู้ว่าอะไร, จิต ก็เป็นสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าอะไร. เราจะเรียกจิตว่าเป็นไฟฟ้าชนิดหนึ่งก็ได้, แต่เป็นไฟฟ้า ทางวิญญาณ, นี่ภาษาที่ผมพูด. เมื่อไฟฟ้าธรรมดาอย่างนี้เป็น physical electricity, จิตนี้ก็เป็น mental electricity, หรือเป็น spiritual electricity, ไปเลย. ไปเทียบกันดู. ไฟฟ้าทางวัตถุ ทางพี่สิคส์นี้ ยอดนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้ ว่าคืออะไร. คนไหนจะพูดว่ารู้, ก็คือรู้แค่เปลือกข้างนอกแค่นั้น. จิตนี้ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ไปสนใจว่ามันจะคืออะไร. ในที่สุด ในส่วนลึกที่สุด จริงที่สุด นั้นคืออะไรก็ไม่ต้องรู้ ยกให้เป็นอจินไตยไปเลย, คือสิ่งที่ไม่ต้องไปค้น หรือวิจารณ์
น.133 ในส่วนนั้น. วิจัยวิจารณ์ค้นคว้ากันแต่ส่วนที่ว่าจะใช้มันอย่างไรให้เป็นประโยชน์ที่สุด แก่เรา. ผมก็เลยคิดว่าเรียกไปที่ก่อนว่า mental electricity หรือ spiritual electricity ให้มันเป็นไฟฟ้าชนิดหนึ่งไปก็ได้ แต่แล้วส่วนที่มันจะอยู่ในอำนาจ, ที่เราจะฝึกมันได้นี้ มันมี ; ส่วนนี้เราก็จัดการไปก่อนก็แล้วกัน, เพื่อเกิดผลทันกับเวลาที่เรามีอยู่น้อย ไม่เท่าไรเราก็จะตาย, ไม่เกินร้อยปีเราก็ตาย เราต้องรีบฝึกหรือกระทำในส่วน ที่มันจะทันกับเวลา แล้วเป็นประโยชน์ที่สุด. นี้ มีว่าอะไรเป็นปัญหา ก็คือ "ความทุกข์" ฉะนั้นจะต้องฝึกจิต ใน ส่วนที่จะดับความทุกข์ เท่านั้น, ส่วนอื่นไม่ต้อง. หรือว่า ถ้าต้องการประโยชน์ อย่างใด ๆ มันก็มารวมอยู่ที่ความดับทุกข์ทั้งนั้น. เราจะทำสมาธิ หรือทำอะไรก็ตามใจ มารวมอยู่ที่ความดับทุกข์นี้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นจิตนี้เป็นสิ่งที่ฝึกได้ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่รู้ว่ามัน คืออะไร, เราไม่ไปเสียเวลาที่จะไปรู้ว่ามันคืออะไร. เราไม่ต้องรู้มากเกินไป, มัน เป็นความรู้ที่รู้มากยากนาน แล้วก็ไม่ได้ผลอะไร. อย่างเช่น ชาวบ้าน ไม่ต้องรู้เรื่องดิน เรื่องปุ๋ย เรื่องต้นข้าว มากเหมือน นักวิทยาศาสตร์แขนงนั้น, แล้วชาวบ้านก็ปลูกข้าวเอามากินได้, แล้วก็เลี้ยงนักวิทยา- ศาสตร์พวกนั้น ซึ่งไม่เคยปลูกข้าวเลย และก็รู้อะไรมากจนกระทั่งเวียนหัว จนผิด ๆ ถูก ๆ เป็นเพียงสันนิษฐาน. เพราะฉะนั้นเรารู้เท่าที่ชาวนาจะรู้วิธีปลูกข้าวให้ได้ผลดี เอามากินได้ก็แล้วกัน. ทางจิตนี่ก็เหมือนกัน เรารู้เกี่ยวกับจิตเฉพาะเท่าที่มันฝึกได้ ประโยชน์ในการดับทุกข์ก็แล้วกัน อย่าไปรู้ให้มากเกินจำเป็น จะตายเปล่า, จะไม่ มีการฝึกจิต, จะไม่มีเวลาที่จะเหลืออยู่สำหรับฝึกจิต. เพราะฉะนั้น เท่าที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นี้ท่านว่าพอแล้ว วิชาความรู้ เท่าที่ตรัสนี้ พอแล้ว ใบไม้กำมือเดียวนี้พอแล้ว, ไม่ต้องใบไม้หมดทั้งป่า. แล้วยังมีคำ
น.134 อธิบายว่า ที่เรียกว่า "อริยะ - อริยะ" นั้น แปลว่า ประเสริฐ เช่นว่า อริยสัจจ์ - ความจริงอันประเสริฐ. คำว่า "ประเสริฐ" นี้หมายความแต่เพียงว่า เท่าที่ จำเป็น, เท่าที่มันจำเป็น เท่าที่มันสำเร็จประโยชน์ทันแก่เวลา ; มันประเสริฐ อยู่ที่ตรงนี้. ถ้าไปมัวสัจจะกันไปไม่มีที่สิ้นสุด มันก็ไม่ประเสริฐ. แม้ว่ามันเป็น สัจจะมันก็ไม่ประเสริฐ. ฉะนั้นอย่าไปหลงสัจจะชนิดนั้นซึ่งเป็นสัจจะทางปรัชญา ไม่มี ที่สิ้นสุด ; กระทั่งเป็นสัจจะทางตรรกวิทยาแล้ว ยิ่งไม่มีที่สิ้นสุด, โลเลไปตามเหตุผล เรื่อยไป. ทีนี้ เราก็รู้เท่าที่จำเป็นจะต้องรู้ แล้วก็รู้เท่าที่มันเนื่องกันอยู่ เท่าที่จำเป็นจะ ต้องรู้. ที่มันเนื่องกันอยู่ก็เหมือนกับที่เราพูดกันอยู่บ่อยๆ คือแบ่งเป็น ๓ ส่วน : ส่วน ร่างกาย แล้วก็ส่วนจิต แล้วก็ส่วนวิญญาณ. ถ้าเราจะเอาคำว่าพัฒนาเป็นหลัก จะต้อง เล็งถึง ๓ อย่างนี้. พัฒนากาย : มีร่างกายดี มีอนามัยทางกายดี นี้ผลของการพัฒนากาย พัฒนาจิต : ส่วน mental คือที่มันสัมพันธ์กันอยู่กับกายมากที่สุด, มัน ก็ทำให้มีความคิดดี มีกำลังใจแรง มีคุณสมบัติเฉพาะที่เป็นคุณสมบัติประจำของจิตนี้เต็มที่ ; แต่ยังไม่รู้ว่าถูกหรือผิดสักทีนะ ; มันยังไม่รู้ว่า จะเป็นไปเพื่อทุกข์หรือเพื่อดับทุกข์สักที แต่มีกำลังใจสูง มีจิตว่องไว มีจิตมั่นคงตามแบบที่เขานิยม, กล่าวคือมีจิตเข้มแข็ง จิตมีสมรรถภาพ แล้วเป็นปรกติด้วย ไม่มีโรคทางจิตด้วย. นี่พัฒนาจิตมันก็ได้ผลเท่านี้, แต่มันก็ยังไม่มีผลที่จะดับทุกข์ได้. เราต้องพัฒนาทาง spiritual หรือที่ผมเรียกว่า "วิญญาณ" นี้อีกทีหนึ่งมัน เป็นการ พัฒนาสติปัญญา พัฒนาส่วนที่เป็นสติปัญญาล้วน มันก็ทำให้ได้ผลคือ ดับทุกข์ได้.
น.135 ที่ว่า "เนื่องกัน" คุณก็มองเห็นได้เองว่า ถ้าพัฒนาร่างกายดี มันก็ย่อม เนื่องถึงจิต, จะพัฒนาจิตได้ง่ายขึ้น. เมื่อพัฒนาจิตเสร็จแล้ว มันก็ง่ายที่จะพัฒนาทาง วิญญาณ ทางสติปัญญาล้วน ๆ ขึ้นไป. เมื่อสติปัญญาพัฒนาแล้ว สิ่งที่เรียกว่านิพพาน ก็อยู่ในวิสัยที่จะลุถึงได้, บรมธรรมก็เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่จะลุถึงได้, เพราะฉะนั้นมัน เป็นการเตรียมเพื่อบรมธรรม นับตั้งแต่พัฒนาร่างกาย พัฒนาจิต และพัฒนาวิญญาณ, เนื่องกันอยู่อย่างนี้. เราสนใจแต่ที่มันจำเป็น เพราะว่ามันเนื่องกันอยู่ แล้วก็ในขอบเขต ที่จำกัด เท่าที่เราจะทำไหว ทำได้ทันแก่เวลา ไม่ตายเสียก่อน. คำอธิบายนอกนั้นเป็นอภิธรรมเพ้อ, ผมเรียกว่าอย่างนั้น. คำอธิบายที่เกิน กว่าความจำเป็น นั้นเป็นอภิธรรม คือเป็นความรู้อย่างยิ่งอย่างลึก, แต่เป็นส่วนเกิน ; อภิ - แปลว่า เกินก็ได้, เป็นส่วนที่มนุษย์ไม่จำเป็นจะต้องรู้, มันเลยกลายเป็นปรัชญา ไป เพราะพิสูจน์ไม่ได้อย่างวิทยาศาสตร์. เราดูกันละเอียดต่อไปอีกว่า การพัฒนานี้เราอย่าไปอวดดีกับธรรมชาติ เราไป อวดว่าเราเป็นผู้พัฒนา เราเลยจะเป็นผู้อวดดีไปโดยไม่รู้สึกตัว. ที่จริงเป็นเรื่องที่ธรรมชาติ มันพัฒนาตัวเอง คือมันแก้ไขตัวเอง, เราเป็นผู้ช่วยให้ความสะดวกให้ถูกวิธี. นี้ก็เทียบ ตัวอย่างทางพี่สิคส์ก็ได้ เช่นคนเรามักจะเข้าใจว่า หมอเป็นผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือว่า ยาเป็นสิ่งที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บ. ถ้าดูให้ดีแล้ว โง่ที่สุด เป็นคำพูดอย่างโง่ ๆ ที่สุด เพราะข้อเท็จจริงนั้น ร่างกาย หรือธรรมชาติ มันรักษาหรือแก้ไขตัวมันเอง, หมอ หรือยานั้นช่วยให้ธรรมชาติทำหน้าที่อันนั้นได้. เช่นเราเป็นแผล เรากินยาประเภทแอนตี้ไบโอติค เพื่อไม่ให้เชื้อไบโอติก ต่าง ๆ เข้าไปกระทำแก่แผล ให้มันเป็นหนอง. เมื่อมันป้องกันพวกจุลินทรีย์เหล่านี้ ไว้ได้ เนื้อมันก็หายของมันเอง. พิสูจน์ได้ง่ายๆ ว่า ถ้าสมมุติว่าไม่มีจุลินทรีย์เหล่านั้น
น.136 เข้ามาเกี่ยวข้อง, แผลเหล่านั้นมันก็หายของมันเองโดยไม่ต้องใช้ยา. หมอเป็นผู้เอา ยามาใส่ และยาก็ทำหน้าที่ป้องกันจุลินทรีย์เหล่านี้ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับแผล, แล้วแผล มันก็หายของมันเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราอยู่ในที่ที่ไม่มีเชื้อเหล่านี้ แผลมันก็หายของมัน เอง ; นั่นคือธรรมชาติเป็นผู้ทำ. โรคอื่น ๆ ในร่างกายก็เหมือนกัน หมอจะช่วยป้อง กันไม่ให้อุปสรรคเกิดขึ้นแก่ธรรมชาติ ในการที่จะคืนสู่สภาพเดิม หรืองอกงามไป ตามกฎของธรรมชาติ ที่พูดว่า หมอเป็นผู้รักษาเยียวยา, ยาเป็นสิ่งที่ช่วยรักษา นั้นมันถูกอย่าง ภาษาคน, คนพูดอย่างคน ตามภาษาคน. แต่ถ้าพูดตามภาษาธรรม คือความจริงแล้ว, สิ่งต่าง ๆ เป็นไปเองตามธรรมชาติ. เช่น พูดว่า "เราปลูกต้นไม้" อย่างนี้ คล้าย ๆ กับ ว่า เราทำให้ต้นไม้มันใหญ่โตเจริญ ; ฟังดูคล้ายกับอย่างนั้น. ที่จริงต้นไม้มันเจริญ งอกงามของมันเอง, เราเพียงช่วยป้องกันอุปสรรคต่อความเจริญ แล้วช่วยสนับสนุน ความเจริญของมัน, ต้นไม้มันก็เจริญของมันเอง กระทั่งเป็นดอกเป็นผล, สิ่งเหล่านั้น มันถูกต้องของมัน โดยที่มนุษย์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง, มันก็งอกงามของมันเอง จนถึงที่สุด. ดูไม้ในป่าในดงเถิด มนุษย์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเลย กลับใหญ่โตน่าดู กว่าที่มนุษย์เกี่ยวข้องด้วยซ้ำไป. ที่มนุษย์ไปพรวนดินไปรดน้ำอะไรนี้ มันเป็นเพียง อุปกรณ์ช่วยให้ต้นไม้งอกงามของมันเอง. คุณจงดูให้ถูกต้อง ไม่ลำเอียง ไม่เอาเปรียบกัน เสียก่อน ; เดี๋ยวนี้ยังดูกันอย่างผิวเผิน ดูอย่างผู้เห็นแก่ตัว เลยคิดว่าตัวเก่ง ภาษาอีกอย่างหนึ่ง เขาพูดว่า โดยพระเจ้า โดยน้ำมือของพระเจ้า, นั้นก็ ถูก ในเมื่อพระเจ้านั้นหมายถึงธรรมชาติ. เมื่อปลูกต้นไม้งอกงามขึ้นมาเป็นดอกเป็น ผลนั้น ก็เพราะพระเจ้าทั้งนั้นเลย ; มันก็ถูกที่สุด. แต่นั่นพูดกันอย่างภาษามสมมุติ หรืออุปมา. ถ้าเราพูดอย่างภาษาตรง ๆ ภาษาธรรมะแท้ ๆ ก็ว่าธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น เราก็ช่วยแต่เพียงสนับสนุนธรรมชาติ, ป้องกันอุปสรรคของธรรมชาติ. สำหรับธรรมชาติ
น.137 นั้นไม่ได้ต้องการว่า ให้ต้นไม้เจริญงอกงามอย่างเดียว คือต้นไม้จะเป็นอะไรก็ได้ มัน เป็นความประสงค์ของธรรมชาติทั้งนั้น. ทีนี้เราสิ มนุษย์ไม่ต้องการในทางที่จะให้ต้น ไม้ตาย ; เราต้องการให้ต้นไม้เจริญงอกงามไปตามความประสงค์ของเรา, เราจึงต้องต่อสู้ กับธรรมชาติ ; แล้วก็ทำให้ถูกต้องไปตามกฎของธรรมชาติ เพื่อให้ต้นไม้นั้นเจริญไป ตามทางที่ต้องการของเรา, ตามความต้องการของเรา. ส่วนธรรมชาตินั้น มันไม่ได้ ต้องการอะไร, มันมีกฎแต่ว่าอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนั้น, อย่างนั้นต้องเป็นอย่างนั้น. ต้นไม้จะอยู่ ต้นไม้จะตาย ต้นไม้จะเจริญ หรือไม่เจริญ, มันก็ไม่มีความหมายอะไร สำหรับธรรมชาติ ; เพราะฉะนั้น ประโยชน์มันอยู่ที่คนต้องการ, และตรงความต้องการ ของตน. เราก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องให้ถูกกับเรื่องของธรรมชาติ. ทีนี้ก็มาดูถึงการพัฒนาจิต ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก : เราทำอะไรได้ไม่มาก ไปกว่า การทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องวิธีดับกิเลส ดับโลภะ โทสะ โมหะ อะไรก็ตาม ล้วนแต่กล่าวไปในลักษณะที่ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ ; แล้วเราก็ทำตามวิธีที่ว่ากิเลสจะไม่เกิดขึ้นในจิต จิตก็เจริญงอกงามไป. เราเพียงแต่ทำให้ถูกวิธีทั้งสามระบบ คือระบบกาย ระบบจิต ระบบวิญญาณ, ดังกล่าว แล้ว ; แล้วก็มานั่งเฝ้าดูมันเจริญงอกงามไป. เหมือนเรารดน้ำพรวนดินดีแล้ว เราก็ นั่งเฝ้าดูต้นไม้เจริญขึ้นมา. เราผสมพันธุ์สัตว์ หรืออะไรก็ตาม เราทำให้ถูกวิธี มันก็ ทำของมันเอง. เมื่อเราทำถูกวิธีตามที่พระพุทธเจ้าทรงแนะแล้ว จิตก็เจริญขึ้นมาเอง. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า :- "อยู่กันให้ดีๆ โลกจักไม่ว่างจากพระ- อรหันต์". นี่เป็นพระพุทธภาษิตที่ตรัสเมื่อจวนจะนิพพานอยู่แล้ว. พระพุทธเจ้าท่าน ทรงแสดงความหวังครั้งสุดท้ายเหมือนกับพินัยกรรมว่า อยู่กันให้ดี ๆ โลกจะไม่ว่างจาก พระอรหันต์. คำว่า "อยู่กันให้ดีๆ" คือว่าให้ถูกวิธีของธรรมชาติ ให้มีความ ถูกต้อง ๘ ประการนั้น, เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘; มีความคิดเห็นถูกต้อง มีความ
น.138 มุ่งหมาย ถูกต้อง, นี่สองข้อแรกนี้ถูกต้องใน ทางปัญญา หรือทางวิญญาณ ; แล้วพูด จาให้ถูกต้อง, ทำการงานให้ถูกต้อง, เลี้ยงชีวิตให้ถูกต้อง, นี่หมายความว่า ถูกต้องทาง กาย ; มีความพากเพียรให้ถูกต้อง, มีสติให้ถูกต้อง, มีสมาธิให้ถูกต้อง, นี้เป็น ความ ถูกต้องทางจิต. มรรคมีองค์แปด ๘ องค์นี้คือพัฒนาทางกาย ๓ องค์, พัฒนาทางจิต ๓ องค์, พัฒนาทางวิญญาณ ๒ องค์, รวมกันเป็น ๘ องค์ เป็นความถูกต้อง ๘ ประการ. อยู่กันให้ถูกต้องอย่างนี้, แล้วจิตก็พัฒนาไปเองจนถึงเป็นพระอรหันต์. เหมือนกับเรารดน้ำพรวนดินดี ให้แสงแดดดี ให้อาหารดี ดูแลป้องกันหนอนแมลงดี อะไรดี, ต้นไม้ก็งอกงามไปเองจนเป็นดอกเป็นผล, แล้วเราก็กิน. เพราะฉะนั้น อย่าไปอวดดีอะไรกันให้มากนัก, เป็นตัวกู - ของกู ยกหูชูหาง, กูปฏิบัติได้ดี, กูปฏิบัติได้เก่งเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เหมือนที่เป็นกันโดยมาก, นั้นเป็นคนบ้าทาง วิญญาณ เป็นอันธพาลในทางวิญญาณ. อย่ากล้าไปทำอย่างนั้น หรือไปคิดอย่างนั้น มีอะไรอีกนิดที่อยากจะบอกให้ทราบกันทุกคนว่า ถ้าไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ทางปริยัติทางพระคัมภีร์เพียงพอ จะทำอย่างไรในเรื่องความถูกต้องเหล่านี้ ? จะรู้ได้ อย่างไรว่าเป็นความถูกต้อง ? นี้ก็อาศัยธรรมชาติอีก น่าประหลาด น่าอัศจรรย์ที่อาศัย ธรรมชาติ. ที่เกี่ยวกับจิตใจคน มันมีธรรมชาติอยู่ ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายสูง กับฝ่ายต่ำ : ธรรมชาติที่จะให้รู้จักผิดชอบชั่วดีนั้นมันฝ่ายสูง, ธรรมชาติที่ทำให้โง่ ให้ทำผิด, ไม่ รู้จักผิดชอบชั่วดีนั้นมันฝ่ายต่ำ, เราจะต้องปรึกษาธรรมชาติฝ่ายดีฝ่ายสูงนี้ ไว้เสมอ มันงอกงามขึ้นมาได้เอง. อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า วิวัฒนาการนี้มีมาได้เองตามธรรมชาติ. เด็กทารกเจริญขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาว หนุ่มสาวเจริญขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่นี้ experience ต่าง ๆ มันสอน, ยิ่งวันมันยิ่งสอน - ยิ่งวันมันยิ่งสอน มันพอที่จะรู้จัก
น.139 ผิดชอบ ชั่วดี โดยอาศัยหลักที่ว่าอย่างนี้เราไม่ชอบ เพื่อนก็ไม่ชอบ อย่างนี้มันทำให้ เจ็บปวด เดือดร้อน เป็นทุกข์ ; เห็นกันอยู่แท้ ๆ ว่า ทำอย่างนี้เพื่อนพากันเดือดร้อน ไปทั้งบ้านทั้งเมือง หรือว่าทำอย่างนี้ตัวเราเองโดยเฉพาะก็ร้อนเป็นไฟอยู่ในใจ, ไม่เท่าไร มันก็รู้, เท่านี้มันก็พอ. ธรรมชาติฝ่ายสูงชนิดนี้ มันจะเป็นเหมือนกับพระพุทธเจ้า ที่เราจะต้องปรึกษา, ถ้าเราไม่เคยเล่าเรียนมาก่อน. ถ้าเราเคยเล่าเรียนคำสอนของพระ- พุทธเจ้ามาก่อน มันง่ายสำหรับเรา, เราก็นึกถึงข้อความที่เคยเล่าเรียนมา. ที่นี้เพื่อผลสำหรับผู้ที่ไม่เคยศึกษาเล่าเรียนอะไรมาก หรือเราเองที่ศึกษาอะไร มามากก็ตาม, เพื่อผลอันดีแก่การมีการศึกษาน้อย มีอะไรไม่มาก ไม่เกินนี้, ให้ถือ หลักว่า "ถามพระพุทธเจ้าดูก่อน" ; นี่เป็นคำที่มีความหมายพิเศษนะ "ให้ถาม พระพุทธเจ้าดูก่อน" . คุณจะทำอะไรลงไป จะต้องถามพระพุทธเจ้าดูก่อน ; แล้วจะมี คำตอบออกมาได้เองจากข้างใน. เดี๋ยวนี้ไม่ถาม และไม่เชื่อ, ถามแล้ว ได้ยินแล้ว ก็ไม่ เชื่อ. เช่นจะไปลักไปขโมยเขา, ถ้าจะยั้งจิตไว้ขณะหนึ่งแล้วถามว่า มันดีหรือไม่ดี มันถูก หรือไม่ถูก. สมมุติว่าถามพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะตอบได้เองว่า ไม่ไหว ไม่ดี ไม่ถูก. ทั้งที่เราไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าเราก็มีคำตอบจากพระพุทธเจ้าได้. เพราะเท่าที่เราเติบโต มาจนบัดนี้ มันพอที่จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ; พอที่จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านจะ ตอบว่าอย่างไร. ปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัว จะตีกันระหว่างแม่กับลูก, ถ้าแม่จะคิด สักนิดหนึ่งว่า นี่ถ้าแม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านจะตอบว่าอย่างไร แม่คนนั้น ก็จะรู้คำตอบว่าพระพุทธเจ้าท่านจะตอบว่าอย่างไร จะควรตี หรือไม่ควรตี, หรือจะตีอย่างไร ตีเท่าไร ; มันก็เป็นเรื่องที่เรียบร้อยไปหมด. นี่ปัญหาในครอบครัว ในชีวิตประจำวัน อย่างโลก ๆ แท้ ๆ ก็ต้องมีหลักว่า ไปถามพระพุทธเจ้าเสียก่อน ว่าท่านจะว่าอย่างไร. ทีนี้ ถ้าเป็นปัญหาลึกซึ้ง เป็นปัญหาหนักสมอง เป็นปัญหาใหญ่หลวง ก็ยิ่งต้อง ใช้วิธีนี้. นี่คนมันโง่ก็โกรธเสียแล้ว ก็อวดดีเสียแล้ว ก็จองหองเสียแล้ว ฉะนั้นวันหนึ่ง ๆ
น.140 จึงมีการกระทำที่ผิดมาก. แต่นี้เป็นวิธีที่ผมใช้อยู่ตลอดเวลา แล้วรอดตัวมาได้ด้วยเหตุนี้. ถ้าอะไรเกิดขึ้น เป็นปัญหามืดมนไปหมด จะยังไม่จัดการ ยังไม่ปฏิบัติ ยังไม่ทำ โดยถือ หลักว่าจะต้องไปถามพระพุทธเจ้าเสียก่อนท่านจะตรัสว่าอย่างไร ; บางทีต้องใช้เวลาตั้ง สองวัน สามวันก็มี จนกว่าจะรู้ว่าท่านจะตรัสว่าอย่างไร. ในที่นี้จะขอยืนยันว่าจะต้อง ได้รับคำตอบเสมอ แม้แต่คนโง่ที่สุด. ขอให้หยุดคิด ขอให้ชะงักเรื่องไว้ก่อน และ หยุดคิดจะพบคำตอบจากพระพุทธเจ้าเสมอ. คนพาล คนอันธพาลที่ทำอะไร ๆ ไปนั้น เพราะไม่ได้ยั้งคิด ไม่ได้คิดว่าจะถาม พระพุทธเจ้าเสียก่อน ไปทำตามอำนาจของกิเลส ของมาร ; ถ้ายั้งคิดก็รู้เหมือนกัน. ไม่มีใครที่ทำชั่วทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ามันชั่ว. ที่ชั่วนั้นก็รู้ทั้งนั้นเลย แต่มันไม่อยาก จะรู้ ไม่อยากจะนึก อยากจะเหยียบรู้ไปเลย ; อย่างนี้มันช่วยไม่ได้. คุณจะตั้ง ปัญหาว่า จะสึก หรือจะไม่สึกนี้, ก็ไปถามพระพุทธเจ้าดูก่อน ท่านจะว่าอย่างไร ? คุณก็ไม่กล้า เพราะว่าคุณมีความมุ่งหมายอย่างอื่น, ไม่ใคร่จะเอาตามที่พระพุทธเจ้าท่าน ต้องการ. “คุณอย่าเพ่อคิดว่าผมนี้พูดอะไรเข้าข้างตัว พระพุทธเจ้าท่านอาจจะตอบว่า คุณคนนี้ควรจะสึกเสียก่อน ให้ไปทำอย่างนั้น ๆ ก็ได้. คุณอย่าเพ่อพาโลพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เห็นแก่ตัวว่าอย่าสึก มาบวชอยู่กับฉันให้หมด ; อย่างนั้นยิ่งไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่ เป็นความโง่ความเขลาของคนบางคน. ที่จริงมันต้องเป็นความถูกต้อง จึงจะใช้ได้ : อยู่ในสถานะเช่นไร ? หรือว่ามีอิสรภาพอย่างไร ? และเท่าไร ? มีข้อผูกพันอะไร ? และคำว่า "บวช" ของพระพุทธเจ้านี้ ไม่ได้มีความหมายอยู่เพียงมานุ่ง ผ้าเหลืองโกนหัวอยู่วัดอย่างนั้น แต่หมายถึงว่า ประพฤติ กระทำให้ถูกต้องตามวิธีที่จะ ทำความดับทุกข์ให้ได้, ทำที่สุดแห่งความทุกข์ให้ได้ ; มันไม่ใช่เรื่องของการบวช. การ บวชนี้มันเพียงแต่ทำให้เร็วเข้า ช่วยให้เร็วเข้าในการกระทำที่ถูกต้อง. เพราะฉะนั้นการ กระทำที่ถูกต้องนั้น ฆราวาสก็ทำได้, นักบวชก็ทำได้; แต่ว่าการบวชนั้นมันสะดวก
น.141 กว่าเท่านั้นเอง. ถ้าไม่มีข้อผูกพันใดๆ ก็ควรมาเลือกเอาความสะดวก หรือเลือกเอา อิสรภาพอย่างนี้มันก็ถูก ; แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น, มันมีข้อผูกพันอย่างใดๆ หรือมันยังไม่ ถึงขนาดที่จะไปชิงสุกก่อนห่ามหรืออะไรทำนองนี้แล้ว ก็จะต้องทำไปตามที่ถูกที่ควร ; นี้ขึ้นอยู่แก่ความบริสุทธิ์ใจ ความเห็นแก่ความจริง ความดี ความถูกต้อง, ไม่ใช่เห็น แก่กิเลส. เดี๋ยวนี้มาเอากิเลสเป็นความถูกต้อง แล้วมันก็ยุ่งกันหมด. ฉะนั้นเรา จะต้องสำรวมจิตใจให้ดี ๆ; อย่างเขาพูดกันถึงขนาดที่ว่า อาบน้ำอาบท่าจุดธูปจุดเทียน ไปนั่งหน้าพระพุทธรูป แล้วอธิษฐานขอคำตอบ. นั่นแหละเป็นความหมายของคำว่า ทำใจให้ดี ๆ คือว่าคิดนึกให้ดี ๆ. การที่ไปสำรวมจิตใจหน้าพระพุทธรูปนี้ จะช่วยได้มาก ในการที่ทำจิตใจให้ดีๆ แล้วคำตอบจะออกมาจากพระพุทธเจ้า. แต่ว่าเราไม่จำเป็น จะต้องทำอย่างนั้นเสมอไป เพราะว่าในบางกรณีมันทำไม่ได้ ในเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น เฉพาะหน้าโดยฉุกเฉิน ; อย่างนั้นก็เพียงแต่นึกถึงพระพุทธเจ้าเสียก่อน มันจะได้คำตอบ ที่ดีกว่าที่ไม่นึก. ทุกปัญหา ทุกกรณี ทุกระดับ ทั้งของชาวบ้าน และทั้งของนักบวช ล้วนแต่จะใช้วิธีนี้ได้ทั้งนั้น ว่า "ไปทูลถามพระพุทธเจ้าเสียก่อน" แล้วก็จะพบความ ถูกต้อง ที่รวมอยู่ในความถูกต้อง ๘ ประการ เรื่องมรรคมีองค์ ๘; แล้วมันก็มีการ พัฒนาทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ อะไรได้ ในชีวิตประจำวัน. เมื่อถือหลักว่า อะไรเกิดขึ้นจะต้องถามพระพุทธเจ้าก่อน ก็ต้องได้คำตอบเสมอ. ในโลกนี้จะไม่มี อันธพาล ถ้าคนถือหลักอย่างนี้. แต่เดี๋ยวนี้คนไม่ถือหลักอย่างนี้ ประโยชน์เข้าตา กามารมณ์เข้าตา ; เขาก็ไม่ถามใคร เขาก็เอาตามกิเลส ; พระพุทธเจ้าไม่มีสำหรับบุคคล ชนิดนี้.
น.142 ถ้าเราทำไปอย่างถูกต้องในองค์ ๘ ประการนั้น จิตก็วิวัฒนาการเอง พัฒนา ตัวเอง จนบรรลุมรรคผลได้. อย่าไปอวดดีว่าพัฒนาจิต ด้วยน้ำมืออะไรของเรา เราทำได้เพียงช่วยให้มันพัฒนาตัวเองเป็นส่วนใหญ่ โดยหลักใหญ่. แต่ดูแล้วก็คล้าย กับเราเป็นผู้ทำ, เพราะต้องเมื่อเราทำ มันจึงจะเป็นผลเกิดขึ้นมา. นี่แหละอย่าทำเล่น กับธรรมชาติ อย่าดูถูกธรรมชาติ ต้องเคารพธรรมชาติ ทำให้ถูกกฎของธรรมชาติโดย ไม่มีทางดิ้นไปทางอื่น. เมื่อเราต้องการผลสูงสุดอย่างไร ก็ทำให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติอย่างนั้น ในส่วนนั้น. พัฒนากายให้สนับสนุนจิต, พัฒนาจิตให้สนับสนุนวิญญาณ, พัฒนา วิญญาณเพื่อได้มรรคผล นิพพาน. และพัฒนานั้นมันงอกงามของมันเองโดยฝีมือ ธรรมชาติ, เราเพียงช่วยแวดล้อมให้ดี. นี่ระบอบปฏิบัติในการพัฒนาเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น แม้แต่จะพัฒนา ถนน หนทาง บ้านเมือง อะไรก็ตาม, ทำให้ดี มันก็จะมีธรรมชาติ ปรากฏการณ์ในลักษณะอย่างนั้น ; เราทำได้ในส่วนที่ช่วยเหลือธรรมชาติให้มันเป็น อย่างนั้น. ทีนี้ มาพูดกันถึงการพัฒนาจิตตามหลักพุทธศาสนา ที่เรียกว่า จิตตาโยค. อะไรบ้างที่เราจะต้องช่วยให้ความสะดวก หรือว่าความเป็นไปได้แห่งจิต, เราก็ต้องทำ. เช่นว่า มีศีล มีวินัย, คุณก็พัฒนาโดยมี ศีล มีวินัยอยู่ทุกข้อ, ตามที่มีอยู่ในบทศีล บทวินัยว่าอย่างไร ; มันจึงจะเป็นการพัฒนาไปตั้งแต่ร่างกาย, มีร่างกายดี ไม่บาป ไม่ชั่ว อะไร, มีวาจาดี ก็พัฒนาจิตได้. เพราะฉะนั้นระบบทั้งระบบที่พระพุทธเจ้าท่านทรง วางไว้ มันจึงมีการเนื่องกันอยู่เป็นขั้น ๆ โดยอาศัยหลักโอวาทปาฏิโมกข์นั้น ; ที่เราสวด กันอยู่ว่า :- "อนูปวาโท อนูปมาโต" - อย่าพูดร้าย อย่าทำร้าย, คือว่าอย่าพูดผิด อย่าทำผิด ในทางพื้นฐาน.
น.143 ปาฏิโมกเข จ สํวโร - ให้มีระเบียบวินัยดี, ปาฏิโมกข์คือ ระเบียบวินัย ให้มีระเบียบวินัยดีอยู่เสมอ. มตฺตฺญฺญฺตา จ ตฺตสฺมี - ให้มีระบบการกินอยู่ที่พอดี. ถ้ามีระบบการ กินอยู่ไม่พอดี คือมากไปบ้างน้อยไปบ้าง นี้มันก็ต้องยุ่งข้างหน้า. ที่เรียกว่ากินดีอยู่ดี นั้นต้องระวัง, มันมีการเพื่อมีการอะไรอื่น ๆ ได้ ; แต่ถ้ากินอยู่พอดีละก็ใช้ได้, ถูกต้อง ไม่มาก ไม่น้อย. ปนฺตฺจ สยนาสน์ - นั่งนอนอยู่ในที่อันสงัด. สงัดไม่ใช่หมายความ ว่าในป่า ในดง ในถ้ำ ในภูเขา อะไร นั้นอย่างเดียว. ที่ตรงไหนมันพอที่จะทำ งานทางจิตได้ ก็เรียกว่าที่สงัดทั้งนั้น, อย่าให้มีสิ่งรบกวนมากเกินไป. เราปลีกตัว ออกมาสู่มุมสงบ อย่าเปิดวิทยุพลาง ทำการบ้านพลาง นั้นมันมากเกินไปแล้ว. ฟัง วิทยุพลาง ทำเลขการบ้านพลาง, เด็ก ๆ ทำกันอย่างนั้น. มันควรจะปลีกตัวมาหามุมสงบ ที่จะให้จิต หรือสติปัญญามันทำงานของมันได้ เต็มที่ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าที่สงบสงัด ฉะนั้นที่บ้านก็ได้ ; และถ้าเก่งแล้วในโรงละคร ก็ได้. หู ตา ฯลฯ ไม่ได้ยินไม่ได้เห็น ฯลฯ อะไร ทำงานที่กำลังทำอยู่บนโต๊ะนี้ได้, วิธี นี้เขามีว่า มีตาก็เหมือนตาบอด, มีหูก็เหมือนหูหนวก, มีลิ้นก็เหมือนเป็นใบ้. ลิง สามตัวอุดหู บีดตา อุดปาก นั้นเป็นอุปมาข้อนี้. ก็อย่าไปดู อย่าไปฟังมัน, อย่า ไปมัวพูด, ก็ทำงานไป ด้วยจิตที่เป็นสมาธิได้แม้กลางโรงละคร หรือกลางอะไร ที่มัน วุ่นวายไปหมด ; เราอาจค้นหาความเย็นได้ท่ามกลางกองไฟเสมอไป. สิ่งที่เนื่องกันมีอยู่อย่างนี้จากภายนอก : ไม่พูดร้าย ไม่ทำร้าย ระเบียบ วินัยดี กินอยู่พอดี เป็นอยู่ในที่สงบสงัด.
น.144 ทีนี้ก็มาถึง อธิจิตฺเต จ อาโยโค. คือทำงานทางจิต ให้จิตมันยิ่ง ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ยิ่ง ๆ ยิ่งไปทางไหน ? มันก็เหมือนที่พูดมาแล้ว : พื้นฐาน หรือแผ่นดินของมัน ก็คือความเจริญในทางกาย. ความถูกต้อง ความเหมาะสมทางกาย มีอนามัย ร่างกายดี แข็งแรงดี. ทีนี้ก็มาถึงทางจิต มีจิตเข้มแข็ง มีจิตมีสมรรถภาพ โดยคุณสมบัติที่ พุทธศาสนาถือเป็นหลัก ก็คือว่า มีจิตสะอาด เรียกว่าปริสุทโธ, มีจิตเข้มแข็ง มั่นคง ตั้งมั่น นี้เรียกว่า สมาหิโตหรือสมาธิ, มีจิตว่องไวในหน้าที่ของมัน เรียกว่า กมฺมนีโย ; เรามีภาษาบาลีเป็นหลักว่า ปริสุทโธ - สะอาด, สมาหิโต - มั่นคง, กัมมนีโย - ไวต่อหน้าที่ ของมัน active ที่สุด; นี่ถ้ามาถึงขั้นพัฒนาจิตจะต้องเป็น อย่างนี้. ทีนี้ ก็มาถึงพัฒนาสูงขึ้นมาถึงขั้นวิญญาณ. วิญญาณหรือสติปัญญามันก็ สามารถที่จะทำหน้าที่เจาะแทง รู้แจ้งแทงตลอด, สามารถเจาะแทงม่าน อวิชชาเข้าไปถึงสิ่งที่ต้องรู้. เราเรียกกันง่ายๆ ว่าแทงตลอดความลับของธรรมชาติ เ จาะแทงตลอดทะลุความลับของธรรมชาติ จนธรรมชาติไม่เป็นความลับแก่เรา อีกต่อไป ในข้อที่ว่าจะดับทุกข์อย่างไร ? จะดับความทุกข์ได้อย่างไร ? นี่ วิญญาณ ที่พัฒนาดีแล้วเป็นอย่างนี้. ในที่สุดก็บรรลุถึงจุดหมายปลายทางคือการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ที่เป็นบรมธรรม. บรมธรรมชนิดไหนก็ได้ ถ้าเป็นบรมธรรมแล้ว มัน ก็เป็นผลของการพัฒนากาย จิต วิญญาณ นี้ทั้งนั้น ; แม้ที่สุดแต่ที่เรียกว่า อย่าง แห้งแล้ง. บรรลุ "อย่างแห้งแล้ง" คุณอาจจะไม่เคยได้ยิน. ในภาษาบาลีเขามี คำว่า "สุกขวิปัสสก", สุกช - แปลว่า แห้งแล้ง, วิปัสสก - แปลว่าเห็นแจ้ง ; คือ เห็นแจ้งเท่าที่จำเป็น, ไม่ได้เผื่อคนอื่น, ไม่ได้แตกฉาน ไม่ได้อะไร แต่มันก็พอ ที่จะดับทุกข์. ที่พูดนี้ก็เพื่อให้มีหวัง ว่าทุกคนมีหวัง ที่จะบรรลุ มรรค ผล หรือ
น.145 นิพพานก็ตาม ในประเภทที่ว่าอย่างแห้งแล้ง ; คือเท่าที่จำเป็นที่สุด ในวงจำกัดที่สุด เท่าที่ตนจะพึงกระทำได้ ; ไม่ต้องนึกถึงการช่วยผู้อื่นหรืออะไร ให้อุดมสมบูรณ์ ออกไป ; นั่นมันอาจจะเหลือวิสัยสำหรับบางคน. แต่ว่าจะต้องพูดได้ว่าทุกคนเลย สามารถ หรือเหมาะสมที่จะรู้ในอัตราที่จำเป็น ที่เรียกว่า อย่างแห้งแล้ง, เอาแต่ให้ดับทุกข์ ได้ก็แล้วกัน เอาแต่แคบ ๆ อย่างที่เรียกว่า ให้มันดับทุกข์ได้ ; พูดว่าเอาตัวรอดได้ก็ แล้วกัน, แต่อย่าเอาตัวรอดในทางผิด อย่างอันธพาล อย่า"เรียนลัด" อย่างอันธพาล. เอาตัวรอด เรียนลัดอย่างอันธพาล อย่างนั้นมันใช้ไม่ได้. เอาตัวรอดอย่าง ถูกต้องที่สุด ในขอบเขตที่แคบที่สุด คือเท่าที่ความจำเป็นที่สุด ให้ออกไปจากทุกข์ได้ อย่างนี้มันง่ายสะดวก เร็ว และเป็นไปได้สำหรับทุกคน. อย่ามาเรียนเพื่อหวังจะเป็น นักปราชญ์. ถ้าเรียนเพื่อหวังจะเป็นนักปราชญ์แล้ว มันไม่ใช่แห้งแล้ง มันอุดมสมบูรณ์ เพื่อจะแผ่กิ่งก้านออกไปมาก ; แต่แล้วไม่เคยเป็นลูกเป็นผลก็มี เหมือนข้าวในนา บางที มัวมีแต่ใบอยู่นั่นเอง มีแต่ใบไม่มีรวงข้าว, มีแต่ใบดกท่วมหัวท่วมตา ก็ไม่ไหว เหมือนกัน ; มันอุดมสมบูรณ์ไปในทำนองนั้น ก็ไม่ไหว สู้แห้งแล้งไม่ได้. แม้ว่าจะ ไม่มีใบ มีแต่รวงข้าวทั้งนั้นก็ยังมี คุณไปดูตามทุ่งนา. นี้เป็นความหวังของทุกคน ซึ่งทำได้ มีได้ เป็นไปได้ ในการพัฒนาจิต. เดี๋ยวนี้โลกสมัยนี้เป็นอย่างไร ? เขาไม่ต้องการสิ่งนี้ ไม่ต้องการพัฒนาจิต ; เขาต้องการแต่เรื่องทางเนื้อหนัง ; ถ้าจิตก็จิตที่เกี่ยวอยู่กับเนื้อหนัง. ความคิดค้น สติปัญญาก็เป็นเรื่องทางเนื้อหนัง อย่างนี้เราไม่จัดไว้ในฝ่ายจิตหรือฝ่ายวิญญาณตามแบบ ของเรา. สติปัญญาที่ก้าวหน้าคิดเรื่อง อวกาศ หรือ ปรมาณู อะไรได้นั้น ไม่ใช่เรื่อง ทางจิตทางวิญญาณ เป็นเรื่องทางวัตถุไปตามเดิม ; เป็นจิตที่เป็นทาสของวัตถุก็ต้อง เรียกว่าเป็นวัตถุ, เพราะว่ามุ่งผลทางวัตถุ ใช้วิธีการตามทางวัตถุ มีอะไร ๆ เป็นวัตถุ ตั้งแต่ต้นจนปลาย, มีผลสุดท้ายคือความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ; อย่างนี้ไม่
น.146 เรียกว่าพัฒนา, หรือ อธิจิตฺเต จ อาโยโค ไม่ใช่การประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง. มันเป็นการทำวัตถุให้ยิ่งให้ท่วมทับจิต ให้จิตถูกขุดหลุมฝั่งเงียบหายไปเลย ; แล้วก็ได้ เป็นโลกที่มีวิกฤตกาลถาวร อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ เต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายทาง วัตถุ รบราฆ่าฟัน แย่งชิงกันเพื่อวัตถุ ต้องการขยายอำนาจทางวัตถุ ; นี่แหละโลกใน สภาพปัจจุบัน ; แล้วเราก็มาพูดกันถึงโลกอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกของพระอริยเจ้า ก็ดูตีกันเต็มที, ขวางกันเต็มที่. แต่เดี๋ยวนี้เราก็กล้าปฏิญาณตัว ประกาศตัวออกมาว่า เราจะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้จากธรรมชาติ หรือที่ธรรมชาติจะมีให้เรา, เราก็ ต้องพัฒนาจิตไปตามแบบของเราที่ต้องการอย่างนี้. นี่คือการฝึกฝน อบรมจิต มันมีเค้าโครงอย่างนี้. แล้ววันต่อไปเราจะได้ พูดถึงรายละเอียดโดยเฉพาะเกี่ยวกับการฝึกจิตอย่างไร ตามแบบของพระพุทธเจ้า ที่ได้ ทรงวางไว้ โดยที่เราไม่ต้องไปเสียเวลาคิดค้น, อาจจะตายเปล่าก็ค้นไม่พบ. เราจะพูด กันตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างมีเหตุผลในตัวมันเอง. นกก็เตือนว่าหมดเวลาแล้ว, เวลาของเราก็หมดไป ๑ ชั่วโมง.
Buddhadasa