Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคปลาย ครั้งที่ ๒๖ — บรมธรรม กับ สรณาคมน์

บรมธรรม ภาคปลาย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.105 วันนี้จะได้ กล่าวถึง สรณคมน์ กับ บรมธรรม. ในครั้งที่แล้วมา เราพูด กันถึงบรมธรรม ในลักษณะที่เป็นสัญญลักษณ์ของความเป็นไทย คือความหลุดพ้น ความรอดพ้นออกไปจากสิ่งที่บีบคั้น คือความ ทุกข์ หรือสภาพที่ไม่พึงปรารถนาและที่มันมีอำนาจครอบงำ สัตว์โลกอยู่. ความเป็นไทย หมายถึงออกไปได้จากอำนาจของ สิ่งเหล่านี้ ความเป็นไทย ที่เป็นเรื่องทางวัตถุ มันก็เป็นเรื่องง่าย ๆ เช่นการบีบคั้น ของคนด้วยกัน ; ก็ไม่เท่าไร, ส่วนที่เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณนั้น สำคัญมาก คือ ได้แก่ความบีบคั้นของกิเลส ; แต่มนุษย์รู้จักกันแต่เรื่องเป็นทาส หรือความบีบคั้นใน ทางวัตถุทางโลก ๆ ไม่สนใจเรื่องความเป็นทาสในทางนามธรรม ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้ง. เพราะฉะนั้นถ้าเป็นทาสในทางวิญญาณอย่างนี้แล้ว มันก็เป็นทาสไปหมดเลย ไม่ว่าอะไร ; จะรู้สึกว่าเป็นทาสไปได้โดยง่ายทุกสิ่งทุกอย่าง. ๔๖๕

น.106 การดิ้นรนเพื่อออกไปพ้นจากความเป็นทาสคือ การปฏิบัติ. เดี๋ยวนี้เราถือเป็น หลักกันว่า เริ่มต้นของการปฏิบัตินั้น คือการถึง สรณคมน์. ถ้าเป็นของใหม่สำหรับ ผู้บวชใหม่ ผู้เพิ่งเข้ามาใหม่ ก็ควรจะรีบทำความเข้าใจในคำ ๆ นี้, ที่ถือกันว่าเป็น เบื้องต้น หรือเป็นการเริ่มแรก ในการที่จะเข้าไปสู่บรมธรรม. แต่นี่มันไขว้กันอยู่ เดี๋ยวผมจะแสดงให้เห็นว่า มันไขว้กันอยู่กับการปฏิบัติในครั้งพุทธกาล. เดี๋ยวนี้เราเริ่ม ด้วยสรณคมน์ คือการถึงสรณะ. ครั้งพุทธกาลสรณคมน์นี้จะเป็นสิ่งสุดท้ายของผู้ที่ถึง ธรรมหรือเห็นธรรมแล้ว จึงจะประกาศตนว่าถึงสรณคมน์ ; มันกลับกันอยู่อย่างหน้ามือ เป็นหลังมือ. สรณคมน์ นี้มาจากคำว่า ๙-ร-ณ+อาคมน, อาคมน แปลว่า การถึง ; สรณะแปลว่าที่พึ่งที่ระลึกถึง. ในทางกิริยาอาการ หรือเหตุ มันหมายถึงการระลึกถึง, แต่ในทางผลของมันคือความอุ่นใจ คือเป็นที่พึ่งได้ เรียกว่าสรณคมน์. เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่ทำให้เขาใจ ทำให้หายกลัว ให้จิตพ้นจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา, สิ่งนั้น ก็เรียกว่า สรณะ. ตัวหนังสือแปลว่าที่ระลึกถึง สรณะ - ระลึกถึง. แต่เราเอามาใช้ ในความหมายว่าเป็นที่พึ่ง. อย่างเช่นมีอะไรเป็นสรณะ นี้ก็หมายความว่า มีอะไรเป็น แก่นสาร เป็นที่พึ่ง. พึ่งทำไมกัน ? ก็มีปัญหาจำเป็นคือ เรื่องความกลัว เรื่องความทุกข์, นี้เป็น ความหมายทั่วไป. เราดูแล้วมีได้หลายระดับ มากระดับ นับตั้งต้นตั้งแต่โง่ที่สุดจนถึง ฉลาดที่สุด, ล้วนแต่ต้องการที่พึ่ง หรือต้องการสรณะ. นับตั้งแต่สมัยที่มีไสยศาสตร์เป็น ที่พึ่ง คนป่ามนุษย์สมัยที่ยังเป็นคนบ่า มนุษย์เริ่มรู้สึกกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นตัว, กลัว สิ่งที่มองไม่เห็นตัวเป็นเรื่องตั้งต้นของศาสนา หรือของลัทธิไสยศาสตร์ซึ่งสมัยโน้นก็เป็น ศาสนาชนิดหนึ่ง. ความรู้ทางจิตใจยังไม่เจริญก็เอาตามความรู้สึกสามัญสำนึก อะไรที่น่ากลัว แล้วก็กลัว, แล้วก็คิดนึกไปถึงสิ่งที่มองไม่เห็นตัว หรือเข้าใจไม่ได้. เช่นมนุษย์สมัยนั้น

น.107 เห็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติต่างๆ เข้าใจไม่ได้ไปทั้งนั้นเลย เช่น พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า อะไรก็ตาม เป็นเรื่องสันนิษฐาน, เป็นเรื่องเป็นปัญหาทาง จิตใจทั้งนั้น. สิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ก็เกิดขึ้นเป็นที่พึ่ง, คือดีกว่าไม่รู้อะไรเสียเลย. เพราะฉะนั้นจึงมีเรื่องที่สมัยนี้รับไม่ไหวอยู่มากเหมือนกัน, แต่แล้วก็ต้องเรียกว่ามันเป็น ที่พึ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว สำหรับคนสมัยนั้น, ซึ่งมีอะไรเพียงเท่านั้น. เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นไปดูหมิ่นดูถูกใคร ที่เขากำลังถือที่พึ่งอยู่อย่างแปลก ๆ ประหลาดๆ หรือว่า ดูแล้วน่าสงสาร, เพราะว่าจิตใจของเขาเป็นอย่างนั้น แล้วมันเหลือซากอยู่กระทั่งถึง ทุกวันนี้. คนบางพวก เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บอย่างร้ายแรงเกิดขึ้น ก็ทำพิธีเชื้อเชิญเทพเจ้า ภูต ผี ปีศาจ เอาดนตรีพื้นบ้านมาตีประโคมกันเป็นวันเป็นคืน เพื่อเรียกร้องเทพเจ้า ภูต ผี ปีศาจ ให้มาช่วย, ยังมีอยู่กระทั่งทุกวันนี้. นี่ก็เป็นที่พึ่งของเขา ถ้าประจวบเหมาะ เกิดมีอะไรทำให้เขาหายขึ้นมาได้ ก็เลยถือกันใหญ่ เชื่อกันใหญ่. แล้วอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้องสังเกตดูให้ดีในแง่ของจิตวิทยาว่า คนเราพอลงได้ทำอะไรที่ตนเชื่อว่าดี มีประโยชน์นั้นแล้ว ใจสบาย มันจะรู้สึกหายไปทีเดียว. ตัวอย่างเช่นเรื่องบัดเบ่า, เด็กเล็ก ๆ ถูกอะไรกัดถูกอะไรต่อย หรือเจ็บปวด อะไรขึ้นมา, คนที่เขาเชื่อว่ามีคาถาอาคมวิเศษ เอาใบมะยมมาลากไปตามที่เจ็บนั้น ลาก ไปๆ ว่าอะไรไปพลาง ทำให้เด็กหายเข้าไปตั้ง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ บางกรณีหายเลยก็ได้ หาย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย เพราะความเชื่อมันมาช่วยกลบเกลื่อนความเจ็บ หรือเปลี่ยนแปลง อะไรได้ในทางร่างกายบ้าง เพราะจิตใจมันเชื่อ. นี่อย่าเพ่อบัดออกไปว่ามันเป็นเรื่อง ไม่มีผล หรือไม่มีอะไรเสียเลย มันมีไปตามลำดับ เป็นระดับ ๆ ไปมากระดับด้วยกัน. สูงขึ้นมาจนถึงการทำจิตใจที่ถูกต้อง คือถึงสรณคมน์สูงขึ้นมา ๆ จนกระทั่งมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และการรู้ธรรมะเป็นที่สุด เป็นสรณะเป็นที่พึ่ง ; แล้ว

น.108 ก็มีสิ่งที่เรียกว่าบรมธรรมนี้ เป็นที่พึ่งสุดท้าย. เราระบุพระนิพพานเป็นบรมธรรม, นิพพานนั้นเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ กำจัดร้อน กำจัดอะไรได้หมดจริง เป็นสรณะระดับ สุดท้าย. ถ้าเป็นบรมธรรมโลก ๆ เช่นอย่างบรมธรรมจริยธรรมสากล มันก็เป็นที่พึ่งไป ตามแบบของโลก ๆ กล่าวคือมีความสุข, มีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์, หน้าที่เพื่อ หน้าที่, ความรักสากล เหล่านี้ลองไปมีเข้าดูซิมันจะขจัดปัดเป่าความทุกข์ความร้อนอะไรได้ ตามแบบ ตามระดับ. เพราะฉะนั้นเราถือเอาเป็นว่า บรมธรรมก็มีหลายระดับ. สิ่งใดเป็นที่ พึ่งทางจิตใจได้ ก็เป็นบรมธรรมสำหรับคนนั้น เวลานั้น ในสภาพอย่างนั้น. นี่ขอเตือนให้จำไว้อีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่า ความจริงนั้น มันยืดหยุ่นได้เสมอไป, คือมันเป็นไปตามที่ผู้นั้นจะรู้สึก, ตามที่ผู้นั้นจะเห็นด้วยตนเอง และรู้สึกว่ามันจริงเท่าไร เพียงไร เขาไม่อาจจะเห็นความจริงที่ลึก ที่สูง ที่ไกลออกไปได้, มันจะจริงอยู่เพียง ที่ใจเขารู้จัก. ความรู้ของเขามีเท่าไร, เขารู้จักเพียงไรเท่าไร, มันจะจริงอยู่เพียงแค่นั้น. นี่แหละความจริงในโลกก็ยังเป็นอย่างนี้, แม้ความจริงทางปรัชญาก็เป็นอย่างนี้. อย่า ไปเข้าใจว่ามีความจริงที่เด็ดขาดลงไป มันจริงเฉพาะคน เฉพาะเวลา เฉพาะเหตุผล ที่มี อยู่ในเวลานั้น ; ซึ่งนี่มันเป็นความเท็จชนิดหนึ่งเหมือนกัน. เรื่องที่รู้สึกสบายใจ เบาใจอะไรนี้ มันขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่เขารู้สึกเวลานั้น ว่ามันจริงสำหรับเขา, เป็นของจริงสำหรับเขา. คนสมัยหินก็มีในระดับของคนสมัยหิน, คนต่อมาก็มีสำหรับคนต่อมา เขาบรรลุธรรมเท่าไรความจริงมันก็มีเท่านั้น ; มันเลื่อน ไปจนถึงนั้นเสมอ กว่าจะถึงจริงที่สุด. ที่ว่าจริงที่สุดนี้ มันก็ไม่ใช่ที่สุด เพราะมัน เท่าที่เราต้องการ มันเท่าที่เราคิดว่าที่สุดเท่านั้น. เมื่อเป็นที่พอใจของเราถึงที่สุดแล้ว เราก็ถือว่าถึงที่สุดแล้ว เป็นความจริงยอดสุด ในการที่จะบำบัดความทุกข์ของเรา ; ที่เลย นั้นไปเราไม่ได้สนใจ.

น.109 นี่แหละ ระวังให้ดี มันยังมี จนกระทั่งมันจะกลายเป็นตรงกันข้ามกับที่เรา เชื่อก็ได้. คือตามธรรมชาติแล้วมันก็ไม่มีอะไร นอกจากธรรมชาติ. มันไม่มี ความหมายเป็นว่า ได้ หรือ เสีย สุข หรือ ทุกข์ ; นี่สำคัญอยู่ที่ตรงนี้. มนุษย์ ต้องการ การได้หรือ ต้องการ ความสุข, ก็เลยถือเอาว่าสูงสุดอยู่ตรงที่เราชอบ หรือ เราได้ หรือเราพอใจที่สุด หลังจากนั้นก็ไม่แน่ว่าจะเป็นอะไร. ถ้าถือว่าเป็นธรรมชาติ เสมอกัน, ก็เป็นความจริงเสมอกัน ; ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่เป็นไปตามธรรมชาติหรือเป็นไป ตามกฎของธรรมชาติ หรือเป็นตัวธรรมชาติแท้ ๆ เสียเอง. มนุษย์เราก็ไม่อยากจะยุ่งอะไรให้มากเกินกว่าความจำเป็น เช่นการบรรลุ นิพพาน ดับกิเลส ดับทุกข์ได้ ก็ถือว่าหมดความจำเป็นที่จะค้นอะไรต่อไปอีก. ที่เหลือ นอกจากนั้นเราก็ไม่ต้องการ จึงถือว่านี่เป็นสิ่งสูงสุด เพราะถือเอาประโยชน์เป็นใหญ่ เมื่อดับทุกข์ได้สิ้นเชิงแล้วก็ให้สิ้นสุดกันเสียที ; ไม่เช่นนั้นจะไม่มีที่สิ้นสุด มันมีความจริง อะไรของมันไปตามแบบของธรรมชาติที่ไม่มีที่สิ้นสุด. ที่สิ้นสุดที่เรียกว่า "จิตหลุด พ้น" นั้น คือไม่ต้องการอะไร แม้แต่ความสุขด้วยซ้ำไป, นี่เรียกว่าจิตว่าง จิต หลุดพ้น ; ไม่ได้ต้องการอะไรแม้แต่สิ่งที่เรียกกันว่า ความสุข. แล้วเมื่อไม่ต้องการ อะไรนั่นแหละ มันมีผลเป็นความรู้สึกทางจิตใจ เป็นความไม่มีทุกข์, เลยเรียกทับไปว่า มีความสุขอีกทีหนึ่ง ; ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว ผู้ที่หลุดพ้นแล้ว ไม่ได้แยแส ไม่ได้สนใจว่า นี่สุขหรือทุกข์ ไม่ได้ต้องการความสุข ไม่ได้ละโมบหรือตะกละความสุข หรืออิ่มอก อิ่มใจอยู่ด้วยความสุข อย่างที่พวกเราที่นี่นึกคิดกัน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ตถาคตอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร" คืออยู่ด้วยความ รู้สึกในใจที่ว่าง, ที่เป็นความว่าง, ว่างจากตัวเรา, ว่างจากตัวเขา, ว่างจากอะไรทุก ๆ อย่าง, เรียกว่า "อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร" เป็นคำที่แปลกหูสำหรับคนทั่วไป และเป็นคำ สูงสุด. ผู้ที่อยู่ด้วยสุญญตาวิหารได้ ก็มีแต่พระอรหันต์พวกเดียวเท่านั้น, แล้วก็ยังอยู่

น.110 ได้มากได้น้อยตามเหตุการณ์ที่แวดล้อม, แต่ถือว่าไม่มีความทุกข์เลยก็แล้วกัน. และนั่น เป็นบรมธรรมสูงสุดเป็นที่พึ่งสูงสุด. ถ้าเรียกอย่างภาษาเรา ๆ เพียงต้องการที่พึ่ง ก็ว่านั่นแหละคือตัวยอดสุดของ ที่พึ่ง ยอดสุดของสรณะ, คือธรรมะเป็นที่พึ่ง ธรรมะเป็นสรณะ. แต่พระอรหันต์ไม่ ต้องการที่พึ่ง, ถ้ายังต้องการที่พึ่งอยู่ก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์. ท่านถึงที่พึ่ง หรือมีที่พึ่ง สูงสุดถึงที่สุดแล้ว จึงไม่รู้สึกว่าต้องการที่พึ่ง, ฉะนั้นจึงไม่ได้มีอะไรเป็นที่พึ่งผูกพัน กันยุ่งเหยิงเหมือนกับพวกเราที่ยังไม่หลุดพ้น ยังมีความทุกข์. คำว่า "ถึงสรณคมน์" ถึงสรณะนี้ ย่อมมีแก่ผู้ที่ยังไม่ถึง จำเป็นแก่ผู้ที่ยังไม่ ถึง. เมื่อถึงแล้วมันก็หมดเรื่องกัน. เหมือนกับเรือแพ จำเป็นแก่ผู้ที่ยังไม่ข้ามฟาก เมื่อข้ามฟากแล้วก็หมดความจำเป็น. เพราะฉะนั้นคุณเข้าใจให้ดี ๆ ว่า ถึงสรณคมน์ นี้ ถึงกันแต่ผู้ที่ยังไม่ถึง ผู้ที่ถึงแล้วก็หมดความจำเป็น. ทีนี้ผู้ที่ยังไม่ถึงก็มีอยู่หลาย ระดับ สรณะก็เลยมีหลายระดับไปตาม. บางคนอาจจะขี่ไม้เบา ๆ ลอยน้ำคุ้นเดียวก็ได้ เกาะไม้ไปในน้ำก็ได้ บางคนอาจจะมีแพ, บางคนก็มีเรือ, บางคนก็มีเรือชั้นวิเศษ ไป กันหลายอย่าง. ที่น่าหวังอย่างยิ่ง ก็คือว่า เรือแพที่จะเป็นที่พึ่งสำหรับข้ามฟากนั้นไม่ถูก ใช้อย่างเรือแพ, กลับถูกใช้สำหรับความหมายอย่างอื่น เช่นเอามาใช้เป็นอาวุธสำหรับ ประหัตประหารกัน. เหมือนกับแพลำหนึ่ง ไม่ได้ใช้อย่างแพ ดึงเอาไม้ลำจากแพมาตี กัน. นี่ก็คือการศึกษาเล่าเรียน ที่เป็นไปอย่างกิเลสตัณหาครอบงำ ทำให้ทะเลาะวิวาท กัน ในระหว่างผู้มีความรู้เป็นครูบาอาจารย์. เป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นลูกศิษย์ก็ตาม เรียนธรรมะ สอนธรรมะกันอยู่ แล้วก็ทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องธรรมะนั่นเอง ; แล้ว เกลียดชังกัน แล้วทำลายกันก็มี แม้ในประเทศไทยเรานี้มันก็มี แม้ในเวลานี้. นี่แหละ

น.111 เอาสิ่งที่จะเป็นสรณะ หรือเป็นสรณคมน์ มาเป็นอาวุธประหัตประหารกัน นี้มันไปไกล ไปตรงกันข้าม ไปไกลเลย. ต้องระวังให้ดี เอาความรู้เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรื่องมรรค ผล นิพพานอะไรก็ตาม มาเป็นเครื่องสำหรับขัดแย้งกัน โต้เถียงกัน อวดเบ่งกัน ข่มขี่กัน ยกตนข่มท่าน เพราะเหตุนี้ ; ก็เลยแตกแยกกัน ทะเลาะวิวาทกัน. มันก็มี ได้ตามระดับของจิตใจของคน เนื่องจากไม่รู้จักสิ่งนั้นนั่นเอง. ไม่รู้จักแพว่าใช้สำหรับ ข้ามฟาก ไปดึงเอาไม้ไผ่ไปใช้สำหรับอย่างอื่น กระทั่งสำหรับตีกัน ก็เลยล้มละลายหมด. ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า สรณะ หรือ ที่พึ่งนี้ เป็นสิ่งที่มีหน้าที่ สำหรับทำความเบาใจ. คำว่า "เบาใจ" มีความหมายกว้าง : ความสุข นี่คือความเบา ใจ มันตรงกันข้ามกับความหนักใจ คือเป็นทุกข์. ทุกข์ก็เพราะมีอะไรไปกด ไปทับ ไปบีบคั้น เสมอไป, ไม่ว่าความทุกข์ชนิดไหน. แม้ความเจ็บไข้ ความตาย มันก็มาบีบคั้น หรือมากดอยู่บนจิตใจ, พอเอาออกได้ มันก็เบาใจ. ฉะนั้นสิ่งที่ทำให้เบาใจได้โดยวิธี ใด ก็เรียกว่าสรณะ ได้ทั้งนั้น เหมือนที่กล่าวแล้ว ; กระทั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" นี้เราหมายความถึง สิ่งที่พิสูจน์ ไม่ได้ . ยิ่งโดย ทางวัตถุแล้ว จะเอาไปพิสูจน์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ได้ มันเป็นเรื่องทางจิตใจล้วน ๆ เพราะ- ฉะนั้นถ้าเป็นอุบายวิธี หรือเป็นกลอุบาย หรือว่าเป็นการเล่นกลอะไรชนิดหนึ่ง, ถ้ามัน ทำให้เกิดผลทางจิตใจแล้ว มันศักดิ์สิทธิ์ไปทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้มันก็กำกวม, มันศักดิ์สิทธิ์จริงหรือมันศักดิ์สิทธิ์มายา, นี้ก็ล้วนแต่มีผลทางทำให้เบาใจได้เป็นระดับ ๆ ไป. คนโง่อาจจะใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเพียงมายา หลอกตัวเองให้เบาใจ สบายใจได้ ; สำหรับคนฉลาดก็ใช้ไม่ได้ ก็ต้องหาอย่างอื่น.

น.112 สำหรับครั้งพุทธกาล ที่ระบุอยู่ในบาลี อย่างที่คุณสวดอยู่ทุกวัน ๆ นั้น มี บทว่า :- พหุ เว สรณ์ ยนฺติ ปฺพตานิ วนานิ จ อารามรุกุบ เจตยานิ มนุสสา ภยตฺชิตา ฯลฯ มนุษย์เมื่อเกิดความกลัวขึ้นมาแล้ว ก็หาที่พึ่ง จากภูเขา จากป่าไม้ จาก สวนศักดิ์สิทธิ์ จากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ จากเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ อะไรต่างๆ ; สิ่งเหล่านี้มีอยู่ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง .. ภูเขาก็หมายถึงภูเขาที่ศักดิ์สิทธิ์. วน - คือป่าไม้ก็หมายถึงป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ อาราม หมายถึงสวน ก็เป็นสวนศักดิ์สิทธิ์. รุกข - คือต้นไม้ ก็เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ กระทั่งหญ้าบอนที่ใช้เป็นหยูกยา. ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ไม้กะเพรา กระทั่งต้นไม้ ใหญ่ ๆ ที่กลัวกันมาก เช่น ต้นตะเคียน ต้นอะไรก็ตาม. ส่วนเจตีย - เจดีย์ นั้นก็คือ สิ่งที่คนทำขึ้นเป็นอนุสรณ์สำหรับผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ ก็มีความศักดิ์สิทธิ์ แม้จะระบุไว้เพียงเท่านี้ ก็กินความครอบคลุมไปถึงทุกสิ่งที่สมมติกันว่าศักดิ์สิทธิ์ จน กระทั่งสมัยนี้มีอะไรที่เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ก็รวมอยู่ในสิ่งเหล่านี้. พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสปฏิเสธเสียเลยว่าไม่เป็นสรณะ หรือไม่เป็นที่พึ่ง ; แต่ทรง ปฏิเสธว่าไม่ใช่สรณะอันอุดม ไม่ใช่สรณะอันสูงสุด ไม่ใช่สรณะอันเกษม คือไม่ใช่สรณะ ที่จะทำให้เกลี้ยงเกลาไปจากความทุกข์ได้จริง, เป็นเพียงที่พึ่งหลอก ๆ ไปได้ มีความ เบาสบายใจไปได้, ที่พึ่งอย่างแท้จริงนั้นเข้าถึงยาก ส่วนมากคนเข้าไม่ถึง. ฉะนั้นคน ส่วนมากจึงถือเอาที่พึ่งมายาหรือหลอกลวง ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ตนสร้างขึ้นเอง. ความศักดิ์สิทธิ์นี้มีจริง เพราะเป็นเรื่องทางจิตใจ, มันง่ายที่จะมี, ถ้าทุกคน เชื่อลงไปในสิ่งนี้ว่าเป็นอย่างนี้ มีผลอย่างนี้, ความเชื่อนั่นแหละเป็นเรื่องทางจิตใจ เป็น

น.113 อำนาจอะไรอย่างหนึ่งฝั่งอยู่ในบรรยากาศที่นั้น ๆ พอใครเข้ามาในที่นั้น มันจะถูก ครอบงำ แล้วคนนั้นจะรู้สึกอย่างนั้น รู้สึกเหมือนที่เชื่อกันนั้นได้จริงเหมือนกัน. เพราะ ฉะนั้นในเมื่อคนยังโง่มาก คือโง่กันทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วก็มีความเชื่อตรงกันว่า เอ้า ! ต้นไม้ต้นนี้ศักดิ์สิทธิ์ใครเข้ามาไม่ไหว้จะปวดท้อง หรือว่าจุกหน้าอก ; ข้อนี้เป็นได้จริง ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในสมัยที่คนมีความโง่มาก เชื่ออย่างนั้นด้วยจิตใจทั้งหมด. ความเชื่อ นั้นหรืออำนาจของความเชื่อนั้นมีอยู่เสมอ พร้อมที่จะครอบงำจิตใจของคนที่มันโง่ เข้ามา แม้แต่เพียงคนเดียว และมีกำลังใจอ่อน จะรู้สึกอย่างนั้นได้จริง ; เป็นเรื่องที่แปลกประ- หลาด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์สิทธิ์มันก็มีได้. แต่พอต่อมา ๆ นานเข้า ๆ ความเชื่อ อย่างนั้นมันหมดไป, มันก็ไม่มีอิทธิพล. ความเชื่อที่เป็นเหมือนกับผีชนิดหนึ่งที่จะคอย ครอบงำใจของผู้ที่จะเข้ามา มันก็เลยจางไป มีความศักดิ์สิทธิ์น้อยลงไป กระทั่งไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร, ใครไม่ไหว้ก็ไม่เป็นไร, ไม่ทำให้ใครเจ็บป่วยอะไรได้. นี่มันขึ้นอยู่ที่บุคคล โง่หรือไม่โง่ สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในแบบนี้, เพราะว่าคนนั้นสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเอง. แม้แต่จอมปลวกสักจอมหนึ่ง ลองเชื่อกันหมดทั้งบ้านทั้งเมือง, มันมีผลที่จะ ครอบงำใจคนให้รู้สึกอย่างนั้นได้จริง. บางทีคนนั้นไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยซ้ำไป ก็ยัง เป็นได้. เพราะฉะนั้น ผี ก็มาจากความเชื่อของคนทั้งหมดรวมกันระบายไว้ที่นั่น ; ฉะนั้นเรื่องคาถาวิชาอาคมต่าง ๆ มันก็มีจริงตามแบบนี้. คนที่กำลังใจสูง เขาใส่กำลังใจไว้ ที่ตรงนั้นได้ ; เช่นว่าขีดเส้นไว้ที่ประตู ใครข้ามเส้นนี้ จะจุกตาย, มันก็เป็นได้ทั้งนั้น สำหรับผู้ที่มีกำลังใจสูง. ถ้าไม่มีกำลังใจสูง มันต้องเอาปริมาณมาก คือทั้งบ้านทั้งเมือง เชื่อกันอย่างนั้น, ก็เท่ากับผู้มีกำลังใจสูงเหมือนกัน อำนาจจิตก็จะมีสิ่งประจำอยู่ที่นั่น พอที่จะแสดงอาการออกมาได้. นี่ความศักดิ์สิทธิ์มันมีได้อย่างนี้. แต่แล้วความ ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้จะดับความทุกข์อันเป็นปัญหาเรื่องกิเลส เรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ได้ ; มันก็ศักดิ์สิทธิ์กันอยู่ตามประสาศักดิ์สิทธิ์สำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น ไม่ศักดิ์สิทธิ์พอ ที่จะกำจัดความทุกข์ หรือกิเลสได้.

น.114 นี่เราจะต้องแยกความหมายของคำว่าศักดิ์สิทธิ์นี้ออกเป็นสัดเป็นส่วนให้ดี ๆ อย่าเอามาปนกันยุ่ง เดี๋ยวเราจะพลอยเป็นคนงมงายไปด้วย. ถ้าเราใช้คำ ๆ นี้ได้แม้แก่ วัตถุ เช่น ยาขนานนี้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะมันตรงกับโรค กินเข้าไปหายทันที เราเรียกว่า ยานี้ศักดิ์สิทธิ์. สถานที่นี้ศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะมีอย่างนี้รวมอยู่อย่างที่ว่ามาแล้ว. ในยา ก็เหมือนกัน ถ้าวัตถุในตัวยาแท้ ๆ มันก็มีคุณสมบัติ แล้วความเชื่อของคนก็มีอีก, ยานั้น ก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ ; เพราะผนวกอำนาจทั้งทางวัตถุ และทางจิตใจเข้าด้วยกัน. สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นปัญหายุ่งยากที่สุด แม้กระทั่งในสมัยวิทยาศาสตร์ เพราะ มันพิสูจน์ยาก. แต่โดยหลักเกณฑ์ของมันก็เป็นเพราะความเชื่อของคน ; ด้วยอำนาจ ความเชื่อนั่นแหละ ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ แล้วความเชื่อนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความโง่ หรือความฉลาดด้วย ฉะนั้นมันก็ต่างกันมาก. นี่เรายอมรับกันเสียทีหนึ่งก่อนว่า แน่นอน ขึ้นชื่อว่าความหายกลัว ความเบา ใจ ความหายทุกข์ร้อน นี้มันก็มีประโยชน์มาก, อย่างน้อยก็แก้กลุ้มได้ ระงับโรค เส้นประสาทได้, จะไปรดน้ำมนต์ หรือจะไปทำพิธีที่ไหน ก็มีผลไปตามสัดส่วนของ ความโง่ หรือความเชื่อ เราไม่ได้ปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ว่า ไม่มีอะไรเสียเลย ; มันก็มีไปตาม ข้อเท็จจริงของมัน คือเป็นความเชื่อที่มาจากความโง่เขลา หรือความฉลาดก็แล้วแต่ ; ถ้ามีความเชื่อแล้วก็มีความเบาใจ สบายใจทันที. เรื่องรดน้ำมนต์ หรือเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว ก็เป็นเรื่องอาบน้ำธรรมดา. การปัดเป่า เสกเป่า นี้ก็เหมือนกัน ถ้ามีความเชื่อ ก็มีผลในทางจิตใจ รู้สึกสบายขึ้นมาทันที ; ถ้าไม่เชื่อ มันก็ไม่มีอะไร. มันอยู่ที่กำลังใจสูงต่ำกว่ากัน. ผู้ที่เป็นหมอเสกเป่านี้ จึงเหมาะแก่คนที่มีอายุมาก, คนที่มีกำลังใจแรง คนที่มีหน้าตา น่ากลัวเด็ก ๆ มันจะสู้ได้อย่างไร จิตใจของเด็ก ๆ สู้ไม่ได้ ถูกครอบงำไปโดยจิตใจของ ผู้เสกเบ่านั้น, มันจึงมีผล.

น.115 สิ่งศักดิ์สิทธิ์มันก็มีอยู่อย่างนี้ คือศักดิ์สิทธิ์มายาอย่างหนึ่ง, ศักดิ์สิทธิ์แท้จริง อย่างหนึ่ง. ศักดิ์สิทธิ์แท้จริงหมายถึงธรรมะ ที่มีผลกำจัดทุกข์ได้จริง. รวมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าด้วยกัน นี้เรียกว่าธรรมะ. นี่เราถือเอาเป็นว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกชนิด ทั้งที่มายาและไม่มายานี้ มันก็มีผลตามสมควรแก่กรณี, และต้องถูกฝาถูกตัว. คำว่า “ถูกฝาถูกตัว" นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย, ถ้าผิดฝาผิดตัวแล้วมันตีกันยุ่ง แล้วไม่มี ประโยชน์อะไร. สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนโง่ ก็ต้องไปใช้กับคนโง่, สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับ คนฉลาด ก็ต้องใช้กับคนฉลาด, ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ใช้กับคนครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไปอย่างนี้ ก็พอถูไถกันไปได้. เราไม่ได้ปฏิเสธว่า ไม่มีผี หรือไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์, แต่มันมีอยู่หลายชนิด ซึ่ง คนที่ไม่รู้ก็จะเข้าใจได้ยาก ; สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงอยู่ในฐานะเหนือการพิสูจน์. เรื่องอย่างนี้เป็น มาแล้วตั้งแต่บรมโบราณ ก่อนพุทธกาลนานไกล เป็นมาจนถึงทุกวันนี้. สมัยนี้เป็นสมัย วัตถุกระโดดก้าวหน้าไปมาก, คนส่วนใหญ่ก็คิดแก้ไปในทางวัตถุก่อน. สำหรับคนสมัย นี้ เวลานี้ ที่เขาศึกษามาแต่ในทางวัตถุ เขาจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยเรื่องทางวัตถุก่อน ; โรคภัยไข้เจ็บ ก็แก้ด้วยหยูกยา, อะไรต่าง ๆ ก็แก้ด้วยเครื่องใช้เครื่องมือที่เรามีขึ้นมา ; หรือว่า ตรงนี้ศักดิ์สิทธิ์ ก็เอาลูกระเบิดทิ้งลงไป. นี้เป็นเรื่องทางวัตถุ, คิดแก้กันแต่ ในทางวิทยาศาสตร์ ทางวัตถุ. แต่แล้วก็น่าหวัวที่ว่า แม้แต่เป็นผู้นิยมวิทยาศาสตร์ แก้ตามวิถีทาง วิทยาศาสตร์ มันก็ยังแก้ไม่ได้ แก้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันอธิบายยากนี้ไม่ได้; มีผลทำให้เกิด อะไรขึ้นใหม่ ๆ หลาย ๆ อย่าง นับตั้งแต่การที่จะไปเอาวิทยาศาสตร์มาใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ทางจิตใจ กลับไปตกเป็นทาสของวัตถุทางวิทยาศาสตร์ไป. ไม่ทันที่จะใช้วิทยาศาสตร์มา แก้ปัญหาทางจิตใจเลย ; คนก็กลายเป็นทาสของวัตถุไปเสีย. เช่นว่าต้องการจะไปเอา สิ่งหนึ่งมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาในทางนี้อันหนึ่ง มันก็ไม่ได้เอามาใช้แก้ กลับไปเป็นทาส

น.116 ของสิ่งนั้นเสียทางโน้นเลย. นี่แหละที่วัตถุ หรือฝ่ายวิทยาศาสตร์มันแก้ปัญหาทางจิต ไม่ได้ ก็เพราะว่าคนไม่ได้ใช้สติปัญญาอย่างวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหา ; ไปเผลอตกเป็น ทาสของวัตถุด้วยอำนาจของวิทยาศาสตร์ทางวัตถุนั้นไปเสีย ; นี้ก็อย่างหนึ่งที่เป็นผลร้าย เป็นผลที่ไม่ได้ผล. ความรู้ชนิดเป็นทาสวัตถุนี้ทำให้คิดได้มากเหมือนกัน ทำให้เกิดความเข้าใจ อะไรใหม่ ๆ แปลก ๆ ออกมา, แล้วขยายความกลัวความอะไรไปอีกทางหนึ่ง. นี่สำหรับ บางคนหรือบางกรณี ทำให้คนเราสมัยนี้เป็นโรคกลัว เป็นโรคเส้นประสาท หรือโรคอะไร มากออกไปอีกแขนงหนึ่ง ซึ่งคนสมัยก่อนเขาไม่มีกัน. นี่การแก้ปัญหาด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ สำเร็จ, แก้ปัญหาด้วยวิทยาศาสตร์ ทางวัตถุแก้ปัญหาทางจิตใจนั้นไม่สำเร็จได้เพราะ เหตุนี้. เผลอเข้านิดเดียว นักวิทยาศาสตร์ที่มีความโง่ในทางวิญญาณ ก็กลายมาเป็น เหยื่อของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อธิบายไม่ได้ไปเสีย นี้ก็มีอยู่มาก. ผมพูดค่อนข้างออกจะหยาบคายโลกโดก นี้ก็เพื่อจะรวบรัดให้ใช้เวลาน้อย ว่านักวิทยาศาสตร์ที่มีความโง่ในทางวิญญาณนี้ ก็พลัดตกมาเป็นทาสของไสยศาสตร์โดยไม่ ทันรู้ตัว. ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า นักวิทยาศาสตร์เอกที่ไปเรียนมาจากเมืองนอกเมืองนา อะไรก็ตาม ก็ยังรดน้ำมนต์ ยังทำอะไรแปลก ๆ อย่างนี้อยู่ก็มีมากเหมือนกัน กระทั่งถือ ฤกษ์ถือยามถืออะไรไปตามประสาของความขลาด. ความขลาดความกลัวนี้เกิดมาจาก ความอยาก. วิทยาศาสตร์ทางวัตถุช่วยเพิ่มความอยาก จนสับสนวนเวียน จนเกิดความ กลัว จนต้องเอาอะไรมาหลอก ๆ ด้วยเรื่องศักดิ์สิทธิ์ หรือไสยศาสตร์นั้น นักวิทยาศาสตร์ จึงกลายเป็นทาสของไสยศาสตร์ไปไม่ทันรู้ตัว. แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมด แต่ก็ หมายความว่ามีอยู่มากเหมือนกัน เพราะความอยาก หรือกิเลสจะจูงจมูกให้นักวิทยา- ศาสตร์ที่ยังมีความโง่ในทางวิญญาณไปเป็นทาสของไสยศาสตร์ได้. นี่ สรณคมน์เป็น อย่างนี้, การถึงที่พึ่ง การถึงสรณะ สับสนปนเปกันอย่างนี้. ดูให้ดี ๆ.

น.117 ทีนี้ เราจะมาพูดกันถึงสรณคมน์ที่แท้จริงกันบ้าง. สรณะที่แท้จริงที่บัดเรื่อง เหล่านั้นออกไป ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า :- "โย จ พุทฺธฺจ ธมฺมฺจ สงฆญฺจ สรณ์ คโต จตฺตาริ อริยสฺจานิ สมุมปฺปญฺญาย ปฺสติ. ฯลฯ" ที่ท่องกันอยู่บ่อย ๆ นี้ ซึ่งแปลว่า ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เห็น อริยสัจจ์สี่ด้วยปัญญา, ผู้นั้นได้ชื่อว่า ได้ที่พึ่งอันเกษม, ได้ที่พึ่งอันสูงสุด. นี้เป็นเค้า เงื่อนของสรณะที่แท้จริง ; แล้วมีความหมายอยู่ ๒ ตอน ให้สังเกตให้ดี : ผู้ใดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, แล้วก็เห็นอริยสัจจ์สี่ อยู่ด้วย ปัญญาอันชอบ ; มันเป็น ๒ ตอน. คำว่า ๒ ตอนนี้ก็เหมือนกับตอนเดียว คือ คำตรัสนี้ตรัสระบุให้ชัด ให้มีการกำกับความหมายของคำพูดไว้ให้ชัด. ที่ว่า "ถึงพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์" นั้นก็หมายความว่า ต้องเห็นอริยสัจจ์สี่ ด้วยปัญญา, เดี๋ยว เกิดจะไปเห็นอย่างการเห็นของคนที่พูดเอา หรือเรียนเอา หรือคิดคำนึงเอา. "เห็น" หรือ "รู้" นี้ มันหลายชั้น : เห็นเพราะได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน นี้ก็เรียกว่ารู้ว่าเห็น ชั้นนอก สุด แล้วก็เอามาคำนึงคำนวณเป็นพวก speculation reasoning อะไรก็ตาม นี่ก็รู้หรือ เห็นขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งเหมือนกัน. แต่ชั้นที่ถูกต้องที่เป็นความมุ่งหมายจริง ๆ นั้นคือว่า แทงตลอดลงไป คือว่ามีสิ่งนั้นจริงเลย, มีความทุกข์ มีเหตุให้เกิดทุกข์ มีความดับ ทุกข์ ที่เป็น experience จริง ๆ อยู่ในใจ อย่างนี้เรียกว่าเห็นแจ้งแทงตลอด. ถ้าเห็น อริยสัจจ์ก็ต้องเห็นอย่างนี้ หรือเห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ต้องเห็นอย่างนี้ ; เดี๋ยวนี้เราไม่มีการเห็นในลักษณะอย่างนี้ แต่เป็นเรื่องเห็นเพราะได้ยินได้ฟัง เห็นเพราะ คิดนึกคำนวณตามเหตุผล ; มันก็เลยไม่ได้ที่พึ่งอันเกษมสูงสุดตามนั้น,

น.118 ที่ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ก็คือว่า ถ้าเห็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ก็คือเห็นธรรม, เห็นธรรมะที่เป็นความดับทุกข์. ถ้ามิฉะนั้น จะ เห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่เปลือกนอก แต่คำพูด แต่ตามที่เชื่อ ตามที่ พูด, ไม่ใช่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริง, เช่นเห็นตัวบุคคล เห็นพระ- คัมภีร์ เห็นองค์พระพุทธเจ้าอย่างเป็นมนุษย์เดินไปมา นี้ยังไม่ใช่เห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เห็นธรรมจึงจะเห็นเรา เห็นเราคือเห็นธรรม" เห็นธรรมคือเห็นเรานั้น นั่นคือเห็นจริง คือต้องเห็นธรรม ; พอเห็นธรรม ก็คือเห็น อริยสัจจ์นั่นเอง มันแยกกันไม่ออก. ผู้ที่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กับผู้ที่ เห็นอริยสัจจ์สี่นั้น เป็นผู้ที่แยกกันไม่ออก เป็นคน ๆ เดียวกัน หรือเป็นเรื่องเดียวกัน. ถ้าเห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ก็คือเห็นอริยสัจจ์ ; เห็นอริยสัจจ์จริงก็คือ เห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. แต่คำพูดพูดไว้ทั้งสองอย่าง เพื่อว่าให้ดิ้นไม่ได้ ให้ชัดลงไป. ถ้าจะให้พูดว่า เห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉย ๆ ก็ได้. คำว่า “เห็น" นี้มีความหมายกว้าง กว้างไปถึงคำว่า "ถึง" หรือ "ถือ" หรืออะไรก็ตาม. เช่น เราถึงพระรัตนตรัย, นี่ถูกต้องที่สุด จะต้องพูดว่า ถึง "คือถึง พระรัตนตรัย". เดี๋ยวนี้เราพูดด้วยคำว่าถือ ซึ่งมันพร่าชอบกล ; มันกลายเป็นเรื่อง วัตถุมากขึ้นไปอีก. รับ สรณคมน์, ถือ สรณคมน์, ถึง สรณคมน์, ระวังให้ดี ๆ มันมีอยู่หลายระดับหลาย ๆ ชั้น. ถ้าถึงจริงก็คือว่า ใจมันเป็นอย่างนั้นจริง, นี่แหละถึงจริง คือมีใจเหมือนพระพุทธ เหมือนพระธรรม เหมือนพระสงฆ์จริงๆ ในขณะหนึ่ง ครู่ยาม หนึ่ง, อย่างไรก็ตาม มันก็มีความรู้สึกดับทุกข์ได้ในใจ จนรู้จักความดับทุกข์จริง ๆ. ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถ้าว่าเข้าใจจริง หมดความสงสัยลังเล ก็เรียกว่าถึงได้เหมือน กัน ถึงในระดับหนึ่งได้เหมือนกัน ; ใช้ได้หรือถูกต้อง.

น.119 ที่ว่ามันต่างกันมากระหว่างสมัยโน้นกับสมัยนี้นั้น สมัยโน้น เราไปอ่านสำรวจ ดูในบาลี ในพระไตรปิฎกทั้งหมด เราไม่พบพิธีรีตองเหมือนที่ทำกันอยู่เดี๋ยวนี้. พิธี ที่เราทำกันอยู่เดี๋ยวนี้ เราทำกันด้วยการเริ่มจุดธูปเทียน บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เปล่งวาจาว่า "พุทฺธํ สรณ์ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณ์ คจฺฉามิ, สงฆ์ สรณ์ คจฺฉามิ" ก่อน เสมอไป. ใครเข้ามาใหม่ก็ถูกจับตัวให้ว่า formula อันนี้, วิธีการมันเป็นอย่างนี้ ซึ่ง ไม่มีในครั้งพุทธกาล. ในครั้งพุทธกาลนั้นคนไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อจะค้านก็มี, เพื่อ จะแย้งก็มี, เพื่อจะไปขอรับพระธรรมโดยตรงก็มี. ในที่สุดก็ได้มีการโต้ตอบสนทนากัน ชี้แจงอะไรกัน จนพระพุทธเจ้าท่านได้ทรงทำให้บุคคลนั้นเห็นธรรม เข้าใจในธรรม เข้าใจในเรื่องอริยสัจจ์ มองเห็นว่า มันดับทุกข์ได้จริง, สิ่งอื่นไม่มี. ในขณะนั้นเขาพบความรู้จริงในจิตใจ กระทั่งรู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือความว่าง หรืออะไรก็ตาม ตามสัดตามส่วน จนมีความสุขใจในขณะนั้นเลย ในที่สุดแห่งการพูดจาโต้ตอบสนทนาเขาจึงออกปากว่า พุทฺธํ สรณ์ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณ์ คจฉามิ. ฯลฯ เมื่อเขารู้จักพระพุทธเจ้าจริง ๆ แล้ว พร้อมกันนั้นก็รู้พระธรรมด้วย จึงถึงพระพุทธ พระธรรม นี้เป็นสรณะ. และเมื่อได้ทราบว่า แม้พระภิกษุสงฆ์ก็มี ความเป็นอย่างเดียวกันนี้ ก็เลยรวบเอาภิกษุสงฆ์เข้ามาด้วย แล้วจึงถึงพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะในที่สุด ในตอนท้ายแห่งการสนทนาการอบรมสั่งสอน. เดี๋ยวนี้เราเอามาไว้ข้างต้น, แล้วเอามาเป็นพิธี ว่าไปอย่างนกแก้วนกขุนทอง ; มันต่าง กันลิบอย่างนี้ เกี่ยวกับสรณาคมน์. พูดง่าย ๆ ว่า สมัยโน้น สมัยพุทธกาล เขามีการถึงสรณคมน์หลังจากการรู้ อริยสัจจ์ คือเขารู้อริยสัจจ์ในใจแล้ว จึงจะเปล่งวาจาถึงสรณคมน์. หรือว่าเขารู้จัก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยใจจริงแล้ว เขาจึงเปล่งวาจาถึงสรณคมน์. มันเป็น เรื่องจริง ทำทีเดียวก็ใช้ได้ตลอดกาลตลอดชีวิต. คนเดี๋ยวนี้ เรายังไม่ทันรู้อริยสัจจ์

น.120 ยังไม่ทันรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราก็มีปากว่าตามที่เขาสอนให้ว่าแล้วก็ว่า ถึง พระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ กันอยู่อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ เดือนหนึ่งไม่รู้กี่สิบครั้งกี่ร้อย ครั้ง ; นี่มันต่างกันอยู่อย่างนี้. เดี๋ยวนี้เราถึงสรณคมน์กันทั้ง ๆ ยังไม่ทันรู้อริยสัจจ์ ยัง ไม่ทันรู้จัก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. สมัยโน้นเขาถึงสรณคมน์ต่อเมื่อเขารู้จัก อริยสัจจ์ และรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสร็จแล้ว ; กลับกันอยู่อย่างนี้. ฉะนั้น คุณเอาไปแก้ไขก็แล้วกัน ให้มันเป็นเรื่องจริงขึ้นมา. พูดว่า "ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ให้เป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจจริงๆ แล้วก็เห็นอริย- สัจจ์ตัวจริงอยู่ในใจจริง ๆ, แล้วใจก็ถึงเอง ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เอง. เราจะต้องจัดการกับปัญหา เรื่องสรณคมน์กันในลักษณะอย่างนี้ เพราะ ฉะนั้นเราพูดได้ชัด ๆ เลยว่า สรณคมน์สมัยนี้เป็นสรณคมน์งมงาย. นี่เขาจะหาว่าผม ด่าคนเก่ง หรือว่าอะไร ๆ ก็เป็นเรื่องค่าไปหมด ; แต่นี่ไม่ใช่เรื่องค่า มันเป็นเรื่องการชี้ให้ เห็นข้อบกพร่องที่จะต้องแก้ไข. สมัยนี้เป็นสรณาคมน์งมงาย ในเมื่อสมัยโน้นเป็น สรณาคมน์ที่แท้จริง. นี่เราบวชเข้ามาก็ระวังให้ดี อย่าให้เป็นสรณคมน์งมงาย. แม้ว่ามัน จะงมงายที่แรก เพราะว่าเรายังไม่ทันจะรู้ เราก็รีบทำให้มันเป็นสรณคมน์จริง ๆ เสียโดย เร็ว; มันก็ได้ผลเหมือนกัน. นี่เราจะรู้ความจริงในข้อนี้ว่า ถ้าไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ ความ ดับทุกข์ และทางแห่งความดับทุกข์แล้ว, คือไม่เข้าใจ ไม่ซึมซาบ ในเรื่องอริยสัจจ์แล้ว ก็ไม่มีสรณคมน์ที่แท้จริงได้. เพราะฉะนั้นรีบเร่งในข้อที่จะให้รู้ธรรม รู้อริยสัจจ์จริง ๆ แล้วการถึงสรณคมน์จะเป็นโดยอัตโนมัติอย่างถูกต้องและเต็มที่ของมันได้. ถ้าไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นพิธีอยู่เรื่อย เป็นพิธีชนิดรีตองเสียด้วย, ไม่ใช่พิธีการของผู้ที่มีความรู้ แล้วก็ ทำไปอย่างถูกต้อง, มันเป็นพิธีรีตองอยู่เรื่อยไป คือทำด้วยศรัทธา ทำด้วยความงมงาย อยู่เรื่อยไป; ศรัทธาที่ไม่ประกอบอยู่ด้วยของจริง หรือด้วยปัญญา มันก็ซ้ำซากอยู่ อย่างนี้.

น.121 เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ขึ้นอยู่กับการรู้อริยสัจจ์ : ถ้ารู้อริยสัจจ์ จริง ก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ; ถ้าไม่รู้อริยสัจจ์ ก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ชั้นเปลือก ๆ ออกมา. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในสมัยนี้ ตามความ รู้สึกในสมัยนี้มีหลายชั้น, นับตั้งแต่เป็นวัตถุที่สุด เช่นพระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้าไป พระคัมภีร์ใบลาน หนังสือพระไตรปิฎกก็เป็นพระธรรมไป หรือลูกชาวบ้านเอาผ้าเหลือง มาคลุมห่มให้แดง ๆ เดินไปเดินมาอยู่นี้ ก็เป็นพระสงฆ์ไป, นี้เป็นเรื่องวัตถุไปหมด. มันต้องเล็งถึงคุณธรรมในบุคคล หรือในสิ่งนั้น จึงจะลึกเข้าไปถึงข้างใน ถ้าลึกจริง เข้าไปถึงข้างในจริง มันจะเหมือนกันหมด, คือคุณธรรมที่เป็นความดับทุกข์ เหมือนกันหมด ที่มีอยู่ในองค์พระพุทธเจ้า, ที่มีอยู่ในตัวพระธรรม, หรือที่มีอยู่ใน พระสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรม ; ในนั้นต้องมีคุณธรรม หรือคุณสมบัติแห่งการดับทุกข์. พระรัตนตรัยจึงมีหลายชั้น : ชั้นเปลือกนอก สมมุติองค์พระพุทธเจ้า เนื้อ หนังของท่านนี้ ก็เป็นพระพุทธเจ้า สำหรับชั้นนอกสุด สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักอะไร, มันต้องเข้าไปถึงสติปัญญาของท่าน เข้าถึงจิตใจของท่าน ; นี้ชั้นกลาง. แล้วชั้น ในสุดต้องตั้งคำถามว่า อะไรเล่ามีอยู่ในจิตใจของท่าน ? หรือว่าอะไรเป็นผลแห่ง สติปัญญาของท่าน ? นั้นแหละมันคือความดับทุกข์. ความดับทุกข์นี้เราจะเรียกว่าความ สะอาด ความสว่าง ความสงบ ให้เห็นกันชัดๆ อย่างนี้ก็ได้. ผมจึงมักจะอธิบายคุณ ธรรมเหล่านี้ไปในทาง เป็นความสะอาด บริสุทธิ์, เป็นไปในทางความสว่างไสวแจ่ม แจ้ง, และเป็นความสงบเย็น เป็นสุขนั้นมันมีอยู่ในใจของท่าน หรือเป็นผลแห่งสติปัญญา ของท่าน อันนี้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง. พอมาถึงพระธรรมก็อย่างเดียวกัน อีก เพราะสิ่งนี้มีอยู่ในพระธรรม. พอมาถึงพระสงฆ์ก็อย่างเดียวกันอีก เพราะสิ่งนี้มีใน พระสงฆ์ มีอยู่ในใจของพระสงฆ์ ซึ่งอยู่ในเปลือก หรือกายของพระสงฆ์อีกทีหนึ่ง ; ถึงเนื้อในจึงเหมือนกัน โดยที่เป็นคุณธรรมที่ดับทุกข์ได้. ถ้าถึงอันนี้นั่นแหละคือ พระรัตนตรัย. ถ้ามีคุณธรรมอันนี้จึงจะเรียกว่า ถึง ได้, ถึงได้ชั่วขณะหนึ่ง ก็ยังดี.

น.122 เพราะฉะนั้น เราต้องใช้คำว่าถึง อย่าใช้คำว่า ถือ. คำว่า ถือ นี้ฟังยาก, มันเป็นของที่ถืออยู่ไม่ได้, ถือด้วยมือ หรืออะไรทำนองนั้น. ในที่สุดมันก็อยู่ที่ว่า เห็นธรรมมาก หรือน้อย, เห็นธรรมมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับคำว่ารู้อริยสัจจ์นั่นแหละ มากหรือน้อย. คำว่า "รู้" นี้ก็คือหมายถึงว่ามี experience จริง ๆ ไม่ใช่ว่าเรียนเอา หรือคิดเอา. ตัวความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร จิตของเราต้องเข้าถึงเลย ถึงตัวความทุกข์ รู้จักรสชาติของความทุกข์ ลักษณะของความทุกข์ อะไร ๆ ของความทุกข์ รู้ข้อ เท็จจริงเกี่ยวกับความทุกข์ทุกประการ ว่ามันเป็นอะไร. ถ้าถือตามหลักที่กล่าวไว้ใน พระคัมภีร์ ก็หมายความว่า :- ข้อที่ ๑ ความทุกข์ นี้เป็นสิ่งที่ต้องรู้จักว่ามันเป็นอย่างนี้ ๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ๆ แล้วเราควรทำอย่างไรกับมัน, เราควรจะมีความรู้แตกฉานให้ทั่วถึงกับมัน, แล้วเรา จะต้องรู้เสร็จแล้วด้วย, ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเราควรจะรู้ หรือต้องรู้: เราต้องรู้มันเสร็จ แล้วด้วย. ข้อที่ ๒ สมุทัย - คือตัณหา ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็เหมือนกัน ต้องรู้ว่ามัน เป็นอย่างนี้ ๆ จนรอบไปทุกแง่ทุกมุม. เมื่อมันเป็นอย่างนี้ เราควรจะทำอย่างไรกับมัน เราควรจะกำจัดมันเสีย. แล้วเราก็รู้ความที่เรากำจัดมันได้, แม้โดยชั่วขณะชั่วคราว ก็ยังดี. เขามุ่งหมายให้กำจัดเด็ดขาด แต่เรายังไม่สามารถ ก็กำจัดมันได้ชั่วครั้งชั่วคราว ด้วยความระมัดระวังสังวรก็ยังได้, ต้องรู้กันอย่างนี้. "รู้" คือ มันอยู่ในใจจริง ของเรา เรากระทำอยู่กับมันในใจจริงของเรา และมีผลอยู่ในใจจริงของเราด้วย. ข้อที่ ๓ นิโรธ - ความดับเย็นแห่งความทุกข์ เป็นอย่างไร เราต้องมี อันนั้นอยู่ในใจของเรา. มันมีลักษณะเป็นอย่างไร สิ่งนี้เมื่อมันเป็นอย่างนั้นแล้วเราจะ ต้องทำกับมันอย่างไร ; หมายความว่า ให้มันปรากฏอยู่ในใจของเราเสมอ ให้แจ่ม

น.123 แจ้งอยู่ในใจของเราเสมอ. แล้วมันก็กำลังแจ่มแจ้งอยู่ในใจของเราตามสมควร. นี่เรียกว่ารู้อริยสัจจ์ข้อที่ ๓ ; มันมี experience ในอริยสัจจ์มากกว่า ถ้าเราใช้คำ อย่างนี้มันดิ้นไม่ได้, ถ้าใช้คำว่ารู้ มันดิ้นไปค้นมาได้ มันรู้อย่างผิวเผินก็ได้ รู้อย่างวิชา ความรู้ก็ได้, ไม่ใช่มีความรู้อย่างรู้สึก หรือ feeling อะไรทำนองนั้น. ข้อที่ ๔ มรรค อริยสัจจ์องค์สุดท้าย ก็ต้องมีอยู่แล้วในเนื้อในตัว ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ, แล้วเราเห็นมัน, เรารู้จักมันว่ามันเป็นอย่างนี้ ๆ แล้วรู้ชัดว่า โอ! ทุกคนต้องทำให้มี, เราก็มีแล้ว. อย่างนี้จึงจะเรียกว่ารู้อริยสัจจ์ "สมุมปปญญาย ปฺสติ" - เห็นอริยสัจจ์อยู่ด้วยปัญญาโดยชอบนั้น เห็นอย่างนี้; มันต้องเห็นจริง มีอยู่จริงไม่ใช่มายา ไม่ใช่เดาเอา คาดคะเนเอา หรือว่า ว่าไปด้วยปาก. เพราะฉะนั้น การถึงสรณคมน์ ก็ขึ้นอยู่กับรู้อริยสัจจ์ หรือถึงอริยสัจจ์มาก หรือน้อย. ถ้าถึงอริยสัจจ์ก็คือถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เพราะเป็นสิ่ง เดียวกัน. ในที่สุดเราก็มีสรณคมน์ มีสรณะ ที่พึ่ง หรือว่าการถึงสรณะที่พึ่งแท้จริง ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เอตํ โบ สรณ์ เขมํ, เอตํ สรณมุตฺตมํ ; คือว่า มันเป็นที่พึ่ง อันเกษม ดับทุกข์ได้เกลี้ยงเกลา, เกษม, สูงสุด, เพราะไม่มีอะไรดีไปกว่านี้. นี่แหละสรณะที่ตั้งต้นมาตั้งแต่ไสยศาสตร์ จนมาถึงของจริงคือธรรมะนั้น มันเป็นอย่างนี้. ในที่สุดพระพุทธเจ้าท่านสรุปไว้ในคำที่จะต้องสนใจว่า :- อตฺตที่ปา อตฺตสรณา, ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา. อตฺตที่ป่า อตฺตสรณา - คือมีตนเป็นดวง ประทีป มีตนเป็นสรณะ. เราพูดมาหยก ๆ ว่า มีพระธรรม มีการถึงธรรมเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง. ทีนี้กลับมีพระพุทธภาษิตว่า อตฺตที่ปา อตฺตสรณา - มีตนเป็นที่พึ่ง, มีตน เป็นดวงประทีป, มีตนเป็นสรณะ. นี้มันหมายความ ๒ อย่าง เพราะท่านได้ขยาย ความออกไปว่า ธมฺมทีป่า ธมฺมสรณา : ที่ว่า มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นดวงประทีป คือ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง และมีธรรมะเป็นดวงประทีป. มีธรรมะเป็นดวงประทีป

น.124 นั้นมันทำแทนกันไม่ได้ ; จะหวังพึ่งครูบาอาจารย์ หรือแม้จะหวังพึ่งพระพุทธเจ้าก็ ไม่ได้ มันต้องตนทำให้มีขึ้นมาเอง ทำพระพุทธเจ้าให้มีขึ้นมาเอง, ทำพระธรรมให้มี ขึ้นมาเอง, ทำพระสงฆ์ให้มีขึ้นมาเอง, ทำการรู้อริยสัจจ์ให้มีขึ้นมาเอง, เพื่อตน เอง ด้วยตนเอง. นี่ใช้สำนวนสมัยใหม่หน่อย : ของตนเอง เพื่อตนเอง โดยตนเอง มันจึงจะเป็น อตฺตที่ปา ธมฺมทีปา - มีตนเป็นดวงประทีป มีธรรมะเป็นดวงประทีป ; อตฺตสรณา ธมฺมสรณา-มีตนเป็นสรณะ, มีธรรมะเป็นสรณะ. มันก็เป็นที่ สิ้นสุดของการถึงสรณคมน์ ; และอันนั้นเป็นบรมธรรมอยู่ในตัว คือการได้ถึง สรณคมน์นั่นแหละเป็นบรมธรรมอยู่ในตัว คือเป็นความดับทุกข์หรือเป็นนิพพาน อยู่ในตัว. เราพูดสรุปเสียเลยว่า บรมธรรมก็คือผลของสรณคมน์. ประโยคอย่างนี้ ช่วยได้มาก กันลืมได้ดี ว่า บรมธรรมนั้นคือผลของการถึงสรณะที่เราเรียกกันว่าสรณคมน์, ให้ตัวหนังสือเหลือน้อยเข้าก็ว่า "บรมธรรม คือผลของสรณคมน์". เดี๋ยวนี้เราไม่มีบรมธรรม เพราะว่าเรามีสรณคมน์อย่างลูกเด็กๆ คือว่า แต่ปากอย่างนกแก้ว นกขุนทอง, หรือบันทึกจานเสียงดังลั่นอยู่เสมอว่า - พุทฺธํ สรณ์ คจฉามิ, ธมฺมํ สรณ์ คจฺฉามิ, สงฆ์ สรณ์ คจฺฉามิ, กระทั่งไปอยู่ในหนังในละคร อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องมีแต่คำพูดที่ลม ๆ แล้ง ๆ มีแต่พิธีรีตอง ที่ทำกันอยู่อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซึ่งเราก็ต้องพลอยประสมโรงกับเขาไปด้วยเหมือนกัน เพราะเห็นแก่จิตใจของผู้ที่ยังไม่รู้จัก. สมัยนี้มีแต่พิธีรีตองเสียโดยมาก. ถ้าเป็นพิธีรีตองละก็ใช้ไม่ได้แน่ ; ขอให้ เป็นแต่เพียงพิธี อย่ารีตองเลย. เช่นทำพิธีรับศีล ทำพิธีรับสรณคมน์นี้ต้องทำเพื่อซ้ำ เพื่อย้ำ เพื่อชี้ชวนกันอยู่เรื่อย จนกว่าวันหนึ่งมันจะถึง. หรือถ้าจะให้มีทางออกดีกว่านั้น ช่วยแก้ตัวให้หน่อยก็ว่า เราได้มีการถึงอยู่บ้างแล้วในระดับใดระดับหนึ่ง แล้วเราปฏิญญา ออกมาทุกคราวที่เรามีเรื่องอะไรที่จะต้องทำบุญทำทาน. เราประกาศในเรื่องการถึง

น.125 สรณาคมน์ของเรา เรายืนยันการถึงของเรา, อย่างนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อย. ถ้ามิฉะนั้น แล้วมันก็เป็นเรื่องที่มีความงมงายอยู่มาก คือทำอย่าง ปากว่าเพ้อ ๆ ไป เท่านั้นเอง. ขอให้รีบไปแก้ไขเสียทุกคน ให้การถึงสรณคมน์นี้ถึงด้วยจิตใจจริง ๆ โดยไม่ ต้องปากว่าก็ได้. แต่ถ้าจะมีการว่ากันด้วยปากก็ให้เป็นพิธีอันหนึ่ง ซึ่งทำให้มันมีเหตุมีผล ทางจิตวิทยา ชี้ชวน ชักชวนผู้อื่นให้เข้ามาสนใจ ; หรือว่าเป็นการย้ำในการถึงแล้ว ของเราให้แน่นแฟ้นอยู่เสมอ, อย่างนี้ก็พอจะไปได้. แต่ถ้ามองเห็นอยู่ว่า ยังไม่ถึง ที่สุด ก็จงรีบ ๆ ทำให้ก้าวหน้า และให้ถึงที่สุด จึงจะเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง เป็น นักศึกษาที่แท้จริง คือ มีสรณคมน์ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ได้จริง, จนในที่สุด ก็เป็นเหตุให้เกิดบรมธรรมขึ้นมา. เราต้องได้บรมธรรมจึงจะเป็นเครื่องรับประกันว่า มีการถึงสรณคมน์ที่ถูกต้อง และสมบูรณ์. นกบอกเตือนว่าหมดเวลาสำหรับ ๑ ชั่วโมงของเราแล้ว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต