น.230 วันนี้จะได้ พูดกันถึงค วามลับและอุบาย อันมีซับซ้อนอยู่ ในอานาปานสติ ที่เป็นไปเพื่อบรมธรรม. วันที่แล้วมา เราได้พูดถึงอานาปานสติ แต่ละขั้น ๆ ๑๖ ขั้น ถึงลักษณะเฉพาะขั้น และการที่มันเกี่ยวเนื่อง กันในระหว่างขั้นทุก ๆ ขั้น และทุก ๆ หมวดด้วย. บัดนี้เราควร จะรู้ให้ละเอียดออกไป ถึงอะไรบางอย่างที่แฝงอยู่ในนั้น ก่อนแต่ ที่จะลงมือศึกษาหรือปฏิบัติในขั้นเหล่านั้นโดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้มัน ง่ายเข้า หรือว่าจะได้กระทำไปด้วยความเข้าใจอย่างทั่วถึง ซึ่งก็เป็น เคล็ด หรืออะไรอย่างหนึ่ง ที่จำเป็นอย่างหนึ่งในการกระทำงาน ทุกชนิด. ที่ว่าเราจะต้องมีความเข้าใจอย่างทั่วถึง "ทั่วถึง" คำนี้ก็พอสมควร เท่าที่ จำเป็นในสิ่งที่เราจะต้องทำ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลา หรือว่าประกันความผิดพลาดได้มาก ๕๙๐
น.231 สำหรับคำว่า "ความลับและอุบาย" นี้เป็นคำที่มีความหมายสำคัญมากในพุทธศาสนา. คำว่า อุบาย ก็ต้องเป็นความลับอยู่แล้ว, หรือว่าความลับ มันย่อมเอามาใช้เป็นอุบายได้. ในภาษาบาลีใช้คำว่าอุบาย เต็มไปหมด หรือทั่วไปหมด ในฐานะเป็นสิ่งที่จำปรารถนา ; หมายความว่าจำเป็นที่จะต้องมี. แต่ในภาษาไทยนั้น คำว่าอุบาย ดูซักจะมีความหมาย ไม่บริสุทธิ์ จึงขอให้เข้าใจไว้ด้วย ว่าเรามีการใช้ต่างกันสำหรับคำ ๆ นี้ ในระหว่างภาษา ธรรมในวัด ในทางศาสนา กับภาษาชาวบ้าน. ทีแรก คำว่าอุบาย ไม่ได้มีความหมายเป็นทุจริต หรือเป็นอะไร แต่ต่อมา ใช้คำว่าอุบายกันในทางทุจริตดกดื่นมากเกินไป ; ที่จริงก็เป็นวิธีการที่ประกอบไปด้วย เทคนิคที่เรียกว่าอุบายนี้. ในพุทธศาสนาให้ความหมายแก่คำ ๆ นี้ หรือให้คุณค่าแก่คำ ๆ นี้ มาก จนถึงกับพูดได้ทีเดียวว่า พุทธศาสนาทั้งหมดเป็นอุบายสำหรับจะแก้ปัญหา เกี่ยวกับความทุกข์, เป็นอุบายสำหรับจะดับทุกข์, เป็นอุบายเฉพาะหน้า ที่ทำไป อย่างเฉลียวฉลาด ในการที่จะดับทุกข์. ทีนี้การปฏิบัติปลีกย่อย, การปฏิบัติที่แบ่งแยก ออกไปเป็นพวก ๆ มันก็เป็นอุบายอันหนึ่ง ๆ เรียกเต็มๆ ว่า "อุบายวิธี" วิธีที่จะเข้าไป ถึงจุดประสงค์ เรียกว่า อุบายวิธี , เพราะฉะนั้นอะไร ๆ มันก็ต้องมีอุบายไปทั้งนั้น. การ เจริญอานาปานสตินี้ก็เป็นอุบายอันหนึ่ง และเต็มไปด้วยอุบายวิธี หรือความลับ. ขอให้เข้าใจคำว่าอุบายไว้ให้ถูกต้อง ในส่วนที่เกี่ยวกับการประพฤติหรือการ กระทำ ทางธรรม หรือทางศาสนา. ทางโลกเขามีใช้เป็นไปในแง่ทุจริต หรือไม่บริสุทธิ์ จนต้องมีคำว่า กุศล ประกอบเข้าข้างหน้า เป็นกุศโลบายอะไรทำนองนี้. ส่วนในภาษา บาลีดั้งเดิมพูดว่าอุบายเฉย ๆ ก็พอแล้ว, แล้วมันก็เนื่องกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าเคล็ดลับ หรือความลับ. เพราะฉะนั้นเราจะมองดูอานาปานสติในฐานะที่เป็นเคล็ดลับ หรือความลับ หรือเป็นอุบายสำหรับมนุษย์ ที่จะแก้ไขสิ่งอันไม่พึงปรารถนา ซึ่งเป็นใจความของเรื่อง ในที่นี้.
น.232 อยากจะขอย้อนให้กลับไปพิจารณาดูถึงข้อที่ว่า มนุษย์เรามีปัญหาอย่างไร ที่ซับซ้อนกันอยู่ อุบายก็จะต้องมี เพื่อจะแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างครบถ้วน และก็ อย่างสลับซับซ้อน สมตามที่มันซับซ้อนกันอยู่. เราจะต้องมองดูปัญหาของมนุษย์เรา ที่มันเนื่องกันอยู่เป็นสายอย่างสลับซับซ้อน, เราจะไม่ทำความยืดเยื้อ หรือเยิ่นเย้อในที่นี้ ให้มันมากออกไปเกินกว่าที่จำเป็น. จุดตั้งต้นของปัญหามันอยู่ที่ความทุกข์, ขอให้ คิดดูให้ดีเพียงเท่านี้มันก็พอแล้ว. ความทุกข์ก็เป็นปัญหา, ปัญหาก็คือความทุกข์ หรือสิ่งที่เราไม่ปรารถนา. ถ้าเรายังได้ตามที่เราประสงค์ตามต้องการอะไรอยู่, ปัญหามันก็ยังไม่มี ; เมื่อความทุกข์ หรือความไม่ได้ตามต้องการเกิดขึ้น ปัญหามันก็ตั้งต้นที่ตรงนี้ ; ถ้าเลยไปจากนี้มันก็ยัง ไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญ หรือจำเป็น. ค วามทุกข์ทั้งหมดมันก็รวมอยู่ตรงที่ เราตั้งใจหรือ วางใจไว้ ไม่ถูก คือปล่อยให้ไปหลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา ; พอมีความยึดมั่น หรือสำคัญเช่นนี้ ความทุกข์ก็มีทันที แล้วก็มีทุกข์อยู่ตลอดเวลา ที่ประพฤติ หรือกระทำอะไรอยู่. เพราะฉะนั้น เคล็ดสำคัญของพระพุทธศาสนาที่เป็น ความลับก็อยู่ตรงที่ สอนอย่าให้ทำอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น, ให้ทำด้วยสติปัญญา ที่บริสุทธิ์. ความยึดมั่นถือมั่นนั้นมันเป็นกิเลสตัณหา เป็นความไม่รู้ เป็นความโง่เขลา พอเราไปทำอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น เราก็เป็นทาสของสิ่งนั้น หรือว่าเราตกอยู่ใต้ อำนาจของสิ่งนั้น. แต่พอเรามีสติปัญญาที่ถูกต้องทำสิ่งใด ก็หมายความว่า เรามีความ เหนือสิ่งนั้น, มีความเป็นนายเหนือสิ่งนั้นขึ้นมาทันที. นี่เป็นเคล็ดลับที่คุณจะต้องนำ ไปใช้ในทุกกรณี จะเป็นการศึกษาเล่าเรียนหรือเป็นอะไรก็ตาม, ต้องทำด้วยจิตที่เป็นนาย เหนือสิ่งนั้น คือมีอะไร ๆ เหนือสิ่งนั้นก็แล้วกัน. แต่พอไปยึดมั่นถือมั่นเข้า เราตก เป็นบ่าวของสิ่งนั้นด้วยทันที, จะเต็มไปด้วยความมืดมนยุ่งยาก ; ต้องมีการปรับปรุงจิต ให้เป็นอิสระเหนือสิ่งนั้นเสียก่อนแล้วจึงลงมือทำสิ่งนั้น.
น.233 อย่างเช่น เราจะหาเงิน เราจะต้องทำจิตใจให้เป็นนายเหนือเงิน สูงกว่าเงิน อะไรเสียก่อน, มันจึงจะไม่ทำความลำบากใจให้แก่เรา, ถ้าเราเป็นทาสของมัน คือ ละโมบ, หรือตะกละอย่างหลับหูหลับตา อย่างที่เขาเป็นกันอยู่ทั่วไป มันก็เต็มไปด้วย ความผิดพลาด. แต่เดี๋ยวนี้มนุษย์ก็ยังชอบที่จะเป็นอย่างนั้น คือปล่อยไปตามความ โง่เขลานั่นเอง ; พอพูดว่าให้ทำด้วยสติปัญญา ทำด้วยจิตว่าง ก็ไม่เข้าใจ แล้วไม่อยากเป็น อย่างนั้นด้วยซ้ำไป เพราะไม่รู้สึกว่าตรงตามที่ตัวต้องการ. ตัวต้องการจะทำด้วยความ ลุ่มหลงหรือความตะกละ อะไรทำนองนั้นเรื่อยไป, แล้วบางทีก็คิดว่าจะไม่สนุก. ถ้าทำ ด้วยสติปัญญาด้วยความรู้อะไรทางศาสนา กลับคิดระแวงไปว่า จะไม่สนุกบ้าง จะไม่ได้ ผลบ้าง ; มันจึงมีความทุกข์ในการงาน หรือในการแสวงหา การรักษาอะไรก็ตาม. นี้จะต้องมองดูให้พบแง่ของความลับ หรือเคล็ดลับ หรืออุบาย ที่มันแฝงอยู่ในทุกสิ่ง ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ที่มนุษย์จะต้องทำ. การมีเคล็ดมีอุบายนี้ก็เพื่อจะมาเหนือกว่าปัญหา หรือเพื่อจะมาในลักษณะที่มี อำนาจ มีกำลัง มีอะไร เหนือกว่าสิ่งที่เป็นตัวปัญหา. มนุษย์ควรจะมีสติปัญญาในการ ที่จะใช้อุบาย หรือมีอุบาย มันจึงจะสมกับความเป็นมนุษย์. ดังเช่นที่เดี๋ยวนี้เขาก้าวหน้า กันในทางวัตถุมีเครื่องทุ่นแรง มีเครื่องมือวิเศษอะไร ; นั่นมันก็เป็นอุบายเหมือนกัน แต่มันเป็นทางวัตถุ มันปรากฏออกมาเป็นรูปวัตถุ ในทางของวัตถุ. ส่วนทางจิตใจนั้น มันไม่มีรูปร่าง มันเป็นเรื่องความคิด, แต่ต้องกระทำ หรือต้องมีให้เป็นผล ในลักษณะ เดียวกันกับทางเรื่องวัตถุ คือประหยัดความเหน็ดเหนื่อย ความยุ่งยาก ความลำบาก. ปัญหาทางฝ่ายจิตใจนี้มันมีอยู่ตรงที่ว่า มันเป็นทุกข์ทรมานใจอย่างละเอียด อย่างซ่อนเร้น ในเมื่อเราจะต้องทำสิ่งที่เป็นหน้าที่อยู่ที่เดียว. ปัญหาทางจิต ทางวิญญาณ เกี่ยวกับความทุกข์นี้ ก็คือความยึดมั่นถือมั่นดังที่กล่าวแล้ว, เป็นเหตุให้เกิดกิเลสอย่าง อื่น ๆ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอะไรต่างๆ; ที่นี้เราไม่ต้องการจะให้มี
น.234 นั้น เราทำไม่ได้เพราะความที่บังคับจิตไม่ได้. เราศึกษาจนเรารู้ว่า นี่เองเป็นตัว ความทุกข์, ทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่น ; และเราก็ไม่อยากจะยึดมั่นถือมั่น แต่แล้วเรา ก็บังคับไม่ได้, มันก็ยึดมั่นถือมั่นต่อหน้า หรืออย่างดีก็ลับหลัง คือว่าเผลอเมื่อไรก็ยึดมั่น ถือมั่นเมื่อนั้น ; บางทีก็ยึดมั่นถือมั่น ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่ามันเป็นความทุกข์. รวมความ แล้วก็คือ บังคับจิตไม่ได้. ทีนี้เราก็แสวงหาอุบายต่อไปอีก หาเคล็ดลับต่อไปอีก ในการที่จะบังคับมันให้ได้ จึงมีวิธีฝึกจิตโดยเฉพาะแก่กรณีนั้น ๆ แก่เรื่องนั้น ๆ ; แปลว่า หาอุบายบังคับจิต ให้ได้เสียก่อน. พอมาถึงการบังคับจิต ฝึกฝนจิต นี้ก็เหมือนกัน มันก็ยิ่งจะต้องมีอุบายต่อ ไปอีก เพราะว่าจิตนี้เป็นสิ่งที่บังคับยาก ดังที่เขาอุปมาจิตไว้ว่าเหมือนลิง, เป็นสัตว์ที่ ว่องไว กลับกลอก ดิ้นรนเรื่อย, ยากที่จะบังคับ. นี่มันก็ต้องมีอุบายต่อไปอีก ที่จะ บังคับสิ่งที่แสนจะกลับกลอก ดิ้นรน ว่องไว นี้ให้ได้. อุบายที่จะบังคับจิต นี้ มันจึงเป็นเทคนิคลึกลับ เป็นความลับอย่างยิ่งของ ธรรมชาติต่อมนุษย์. คำว่า " ต่อมนุษย์ " นี้ก็หมายความว่า มันเป็นความลับของ ธรรมชาติที่ซ่อนไว้ ที่มนุษย์ยังค้นไม่พบ, แล้วก็ค้นกันจนพบความลับของธรรมชาติ ที่มีไว้สำหรับมนุษย์. ที่จริงธรรมชาติก็มีอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ได้เพื่อมนุษย์, แต่ มนุษย์นี้จำเป็นที่จะต้องรู้ความลับข้อนี้, เพราะว่าอะไร ๆ มันก็ของธรรมชาติ มันต้อง เกี่ยวข้องกันกับธรรมชาติไปเสียทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ความลับของธรรมชาติ จนได้พบอุบาย หรือวิธีอะไรอย่างหนึ่ง ๆ มาสำหรับดำเนินงานของเรา. ทั้งหมดนี้เป็นการขอให้มองดูชีวิต หรือขอให้มองดูมนุษย์ การกระทำของ มนุษย์ในด้านที่ลึก จนถึงกับพบว่า มนุษย์ต้องใช้ชีวิตประจำวันที่ประกอบไปด้วย อุบายที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ควบคู่กันไป, มันจึงจะเป็นชีวิตที่พอดูได้ หรือราบรื่น
น.235 ในทางก้าวหน้า. เดี๋ยวนี้มันมีแต่ความผิดพลาด ความไม่รู้ และทำไปอย่างไม่รู้, แล้วก็ยิ่งประมาท ยิ่งอวดดีต่อความไม่รู้, ก็เรียกว่าเป็นชีวิตของคนที่หนาอยู่ด้วยกิเลส หรือเป็นปุถุชน. เราจะต้องรู้สึกในข้อนี้ แล้วก็แยกตัวเองออกมาจากความเป็นปุถุชน ความที่ต้องเป็นอย่างปุถุชน, เพื่อจะมามีอะไรฉลาด ๆ อย่างพระอริยเจ้า. นี่ก็ไม่ใช่ ว่าเห่อ หรือว่ากระหายด้วยความเห่อ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น, แต่มันเป็นสิ่งที่จะต้องรู้ และต้องกระทำ เพื่อความก้าวหน้าของมนุษย์นั่นเอง. เพราะฉะนั้น เราอย่าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นที่จะฝึกจิต หรือที่จะศึกษา พุทธศาสนา. อย่าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าจะดีจะเด่น หรือจะเป็นอะไรเป็นพิเศษ, แม้ที่สุดแต่ว่า เราจะบวชระหว่างบีดภาคก็ไม่ใช่เพื่ออวดใคร, ไม่ใช่ว่าเพื่อจะทำอะไร ให้มันแปลก ๆ อะไรทำนองนั้น. เราต้องมีความบริสุทธิ์ใจ ที่จะทำสิ่งที่มันเป็นไปเพื่อ ความบริสุทธิ์, เพื่อจะช่วยให้ความเป็นมนุษย์ของเรานี้ก้าวหน้าไปในทางที่ถูกและรวดเร็ว, อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าเข้ามาด้วยความมั่นหมาย ที่เป็นความ ยึดมั่นถือมั่นจัดแล้ว มันก็จะไม่ได้ผล, นับตั้งแต่ว่า มันจะทำพอขอไปที แล้วก็มุ่งหมาย แต่ในแง่ที่จะมีอะไรดีอะไรเด่นสำหรับไปพูดไปแสดง. นี้ก็ต้องรู้เท่าทัน ตัวเองรู้เท่าทัน จิตใจของตนเอง ; ต้องชำระสะสางปัญหาเบื้องต้นเหล่านี้เสียก่อน มันจึงจะเข้าไปได้ ในขอบเขตของสติปัญญาที่กว้างขวาง. เราจะอาศัยความยึดมั่นถือมั่นอย่างเต็มที่ อย่าง มืดมัวนี้ เข้าไปในขอบเขตของความบริสุทธิ์ นี้มันก็เป็นไปไม่ได้; ถ้ามันมีอยู่ก็ต้อง สละออกไปก่อน. ที่พูดนี้ก็เพื่อทำให้คุณมองเห็นอะไร ๆ ในด้านลึก โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าชีวิต นี้มันประกอบอยู่ด้วยความลับ, ต้องการอุบายวิธีที่ประณีตละเอียดสุขุมลึกซึ้งทันกัน. เพราะฉะนั้นอย่าไปทำเล่น อย่าเป็นเรื่องทำเล่น หรือว่าทำโดยไม่ซื่อสัตย์ต่อวัตถุประสงค์ เหล่านี้.
น.236 เราก็มาดูกันที่ระบบปฏิบัติ ที่เรียกชื่อว่า "อานาปานสติ" ว่ามันจะเป็น อุบายอย่างไรต่อไปในการที่จะช่วยมนุษย์. สำหรับพระพุทธเจ้า เราก็เป็นที่ยอมรับกัน แล้วว่า เป็นบุคคลพิเศษ เป็นอัจฉริยมนุษย์ หรือเป็นบุคคลสูงสุดในการที่ค้นคว้า ความลับของธรรมชาติได้, ควรจะได้รับการยกย่องบูชาสูงสุด ในกิจในหน้าที่อันนี้ เพราะฉะนั้นเขาจึงมีวิธีที่จะนึกถึงพระพุทธเจ้า ก่อนแต่ที่จะลงมือทำอานาปานสติ หรือ ทำกัมมัฏฐานใด ๆ ก็ตาม เขาจะมีบุพภาค ที่นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หรืออะไรก็ตามที รวมความแล้ว ก็นึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเจ้าของตำรับ. อันนี้มันมีผลหลายอย่าง, ในทางจิตวิทยา อธิบายได้เหมือนกัน คือจะช่วยให้เรามีความ จริงจังมากขึ้น หรือช่วยให้เราซื่อตรงต่องานอันนี้มากขึ้น. การที่เราขอบพระคุณ หรือกตัญญูต่อพระพุทธเจ้านี้ มันจะช่วยผูกมัด ช่วยแวดล้อมให้การกระทำนั้น มันหนัก แน่นจริงจังมากขึ้น ; เหมือนกับธรรมเนียมเก่าแต่โบราณ จะทำอะไรเขาต้องนึกถึง ครูบาอาจารย์ เพื่อปรับหรือจัดจิตใจในเวลานั้น ให้มันเหมาะสมที่สุด ดีที่สุด. เด็ก ๆ สมัยนี้ก็อยู่ในฐานะที่ไม่มีครูบาอาจารย์ นี่ไม่ใช่ผมจะพูดดูหมิ่นหรือ พูดไปในทำนองกระทบกระทั่ง เพราะมันเปลี่ยนไปมากในความหมายของคำว่า ครูบา- อาจารย์ ; ซึ่งสมัยก่อนเป็นปูชนียบุคคล เป็นผู้อยู่เหนือศิษย์โดยประการทั้งปวง. พอ ตกมาถึงสมัยนี้ มันคล้าย ๆ กับว่า เพื่อนอะไรกันชนิดหนึ่ง หรือว่าลูกจ้างที่เขาทำงาน เพื่อประโยชน์ของเขา โดยทำหน้าที่สอนเรา. ความหมายของครูบาอาจารย์มันไม่มี นั่นแหละความหมายของโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย มันจึงมีลักษณะแตกต่างกันกับอาศรม ของระบบเก่า ซึ่งยกย่องเทิดทูนครูบาอาจารย์เป็นเบื้องหน้า ในความหมายที่สูงสุด, มัน ก็ ได้เปรียบตรงที่ทำจิตใจให้เหมาะสมไม่กระด้าง. แม้อันนี้มันก็เป็นอุบาย หรือ เป็นความลับ ในการปฏิบัติทางจิตใจ, แล้วในทางการศึกษาเล่าเรียนอย่างโลก ๆ ก็เอาวิธี การนี้ไปใช้ได้. ฉะนั้นเราจะต้องเรียนด้วยความเคารพ และเชื่อฟัง ผู้ที่เป็นครูบา- อาจารย์เสมอ.
น.237 เดี๋ยวนี้เขาเปิดโอกาสให้ฟรี เป็นประชาธิปไตย ให้แย้ง ให้ค้านได้, นั้น มันก็ถูกอยู่ส่วนหนึ่ง. แต่แล้วมันผิดตรงที่มันเตลิดเปิดเปิงไปตามวิสัยของเด็กที่เป็นปุถุชน ที่มีกิเลส, มันเตลิดเปิดเปิงไปเกินกว่าความพอดี หรือเกินความจำเป็น, กลายเป็น ไม่เคารพครูบาอาจารย์ไปในที่สุด. ความผิดพลาดของการศึกษา หรือระเบียบในสถาน การศึกษาในเวลานี้ มันเป็นไปในทางอย่างนี้ทั่วโลก. ยกตัวอย่างมาให้ดู เพื่อให้เห็นว่ามันผิดอุบายวิธี ที่เป็นความลับของ ธรรมชาติ, ฉะนั้นมนุษย์จึงเริ่มวุ่นวาย เริ่มระส่ำระสาย เป็นไปในทำนองที่ว่ามันต่อต้าน กันกับธรรมชาติ แล้วมนุษย์นั่นแหละจะเป็นฝ่ายแย่. เหมือนเอาหัวชนภูเขา มันจะได้ อะไร ; ไม่ใช่เอาลูกระเบิดไประเบิดภูเขา แต่ว่ามันเอาหัวไปชนภูเขาให้พัง มัน เป็นเรื่องที่น่าสงสาร. เพราะฉะนั้นระวังให้ดี อย่าไปทำอะไร ให้ผิดความลับ ของธรรมชาติ ในที่นี้ เรามีอุบายที่จะปฏิบัติในทางจิตใจ ให้เต็มไปด้วยความรู้ ในความลับของธรรมชาติ ฉะนั้นการที่เราจะบูชาพระพุทธเจ้า หรือทำในใจถึง พระพุทธเจ้าเสียก่อนนี้ จึงเป็นการถูกต้อง, แต่ก็ต้องไม่เตลิดเปิดเปิงไปจนถึงเรียกว่า อ้อนวอนขอร้อง อย่างการกระทำของคนอ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้ไปเสีย นี่มันก็ไม่ถูก. มันก็ต้องเป็นคนที่เรียกว่า อยู่ในภาวะที่เหมาะสม อยู่ในความเข้มแข็ง มีความสามารถ ในการช่วยตัวเอง พร้อมที่จะช่วยตัวเอง ; แล้วก็รับเอาอุบายวิธีนั้นมาปฏิบัติ. นี่เรา ต้องเตรียมตัว เตรียมจิตใจในลักษณะอย่างนี้. ให้รู้ว่าปัญหาของมนุษย์มันต้องแก้ด้วยอุบายวิธีนั้น ซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของ ตำรับ ต้องทำอย่างระมัดระวัง ; และดูตัวอย่างบุคคลผู้เป็นเจ้าของตำรับอยู่เสมอ. การ ดูตัวอย่างในที่นี้ หมายความว่า ไม่ใช่ไปดูองค์พระพุทธเจ้า เพราะว่านิพพานแล้ว, แต่ดู ด้วยการศึกษา จนรู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร มีการประพฤติ การกระทำ หรืออะไร
น.238 ไร ให้เห็นว่าท่านเป็นผู้ที่บังคับจิตได้ นั่นแหละเป็นของสำคัญ เป็นจุดสำคัญที่ ต้องดู ดูตรงที่ท่านเป็นผู้บังคับจิตได้โดยสมบูรณ์, ปัญหามันก็หมด ; เพราะ อะไร ๆ มันก็เนื่องอยู่ที่จิต ถูกก็อยู่ที่จิต ผิดก็อยู่ที่จิต สุขหรือทุกข์ก็อยู่ที่จิต. เมื่อเราบังคับจิตได้ตามแนวที่เราต้องการนั้นมันก็หมดปัญหา เรื่องอย่างว่านี้เป็น ความลับที่จะต้องเปิดเผย เป็นความแจ่มแจ้งชัดเจนอยู่ในใจเสมอ. มันได้ผลพร้อมกัน ไปในตัวคราวเดียวกันนั้นหลายๆ อย่าง ; มีความสุขใจมีความสบายใจ มีศรัทธาใน พระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น, มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น พร้อมกันไปในตัวหลาย ๆ อย่าง เป็นผลดี. นี่เราเรียกว่า ความลับ หรืออุบายเป็นลำดับ ๆ ไป. การที่เราเริ่มฝึกการ บังคับจิตเสียก่อนสิ่งอื่น มันก็เป็นอุบายอยู่ในตัวแล้ว. ทีนี้ก็มาถึงอุบายที่เนื่อง ๆ กันไปในการทำอานาปานสติ. ข้อแรกก็คืออุบาย ในการที่ว่าในการที่เราจะทำอะไรให้จริงจัง ให้มันมีผลแก่จิตใจจริงจังนี้ มันต้องทำ อย่างที่เรียกว่าเต็มที่หรือสุดเหวี่ยง. การที่เอาอะไรมาทำไว้ในใจทุกครั้ง ที่หายใจเข้า ออกนี้มันเต็มที่ หรือสุดเหวี่ยงอย่างไร คุณลองคิดดู. หลักเกณฑ์ในทางพุทธศาสนา ทุกอย่างทุกชนิด มันมีหลักที่จะต้องทำกันเต็มที่หรือสุดเหวี่ยง แม้ที่สุดแต่ในทาง การศึกษาเล่าเรียน ก็มีหลักการที่วางไว้เพื่อให้ทำเต็มที่และสุดเหวี่ยง ; ไม่เหมือนอย่าง โลก ๆ โดยเฉพาะโลกในสมัยปัจจุบัน ซึ่งทำอะไรอย่างฉาบฉวยทั้งนั้น. เปรียบเทียบการเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียน และภาษาบาลีในวัดนั้น. ผมสังเกตดูแล้วเห็นว่า มันต่างกันมาก. เรียนภาษาต่างประเทศในโรงเรียน ถ้าเทียบกัน กับเรียนบาลีในวัดละก็ เรียนในโรงเรียนนั้นเรียนอย่างฉาบฉวย อย่างจะปลิว ร่อนไปโดยเร็ว อย่างผิวเผิน. เรียนบาลีในวัดนั้นต้องใช้เวลานานมาก, และเรียน อย่างที่ว่า เป็นรากฐานที่สมบูรณ์ หรือเกินสมบูรณ์ เกินพอดีไปด้วยซ้ำ, เช่นวิชา ไวยากรณ์ วิชาอะไรก็ตาม มันแน่นแฟ้นไปหมด. นี้เป็นหลักของฝ่ายธรรมะหรือ
น.239 ศาสนา ที่ทำอะไรทำอย่างที่เรียกว่า มีรากฐานมั่นคงมาก. ถ้าเราเรียนภาษาอังกฤษ อย่างวิธีการที่เราเรียนภาษาบาลี คนจะรู้ภาษาอังกฤษดีกว่าที่รู้กันอยู่เดี๋ยวนี้มาก. นี้คือข้อ ที่ว่า ทำอะไรอย่างเต็มที่ หรืออย่างสุดเหวี่ยง นี้ก็เป็นความลับ. ถ้าเราจะเอาอะไรมากระทำแก่จิตใจเรา ให้มันทำทุกครั้งที่หายใจเข้าออก มันก็ไม่มีทางที่จะมีช่องโหว่. เพราะฉะนั้นคำว่า “ ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก " นี้มี ความหมายมาก มีเคล็ดลับอยู่ในนั้นมาก ; ไม่ใช่ว่ามันเป็นพิธีเปล่า ๆ ปลี้ ๆ. เหมือน กับที่ผมเคยยกตัวอย่างให้ฟังแล้วว่า ถ้าเราจะเกลียดใครสักคนหนึ่งก็ให้นึกหน้าของเขาใน ขณะที่เราเกลียดทุกครั้งที่หายใจเข้าออก, ไม่กี่วันมันก็เกลียดอย่างเข้ากระดูกดำ จนถอน ไม่ขึ้น. แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ทำในลักษณะอย่างนั้น นั่นเป็นฝ่ายผิด หรือฝ่ายอันธพาล ; เรามาใช้ในฝ่ายที่เป็นประโยชน์หรือบริสุทธิ์ ตั้งใจทำอะไรก็ทำเต็มที่สุดเหวี่ยงทุกครั้ง ที่หายใจเข้าออกอยู่ ; นี่จึงมีระบบอานาปานสติ เกิดขึ้น. ทีนี้คุณก็จะเห็นได้แล้วว่า ในการที่แบ่งออกไปเป็น ๑๖ ขั้นนั้น มันเต็มที่ หรือสุดเหวี่ยงอย่างไร คุณอาจจะมองไม่ค่อยเห็น เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ฟังคำอธิบาย และตั้ง ๑๖ ขั้นนั้น มันยืดยาว กำลังงงอยู่; ถ้าลองเอาไปคิด ไปนึกตามลำดับของ ขั้น แล้วความเนื่องกันระหว่างขั้น, คุณจะเห็นว่ามันเหลือเกินในการที่มันแน่นแฟ้น ; แล้วมันก็สุดเหวี่ยงอยู่ตรงที่ว่า แต่ละขั้น ๆ มันมาทำอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก, ทุกครั้ง ที่หายใจเข้าออกตลอดเวลา, มันจึงฝั่งแน่นลงไปในความรู้สึก ในสติปัญญา ในนิสัย สันดาน. อย่าทำเล่นกับอุบายวิธีของพระพุทธเจ้า หรือนักปราชญ์ทั้งหลาย มี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข. คำนี้ช่วยจำไว้ด้วยว่า " นักปราชญ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า เป็นประมุข " นี้ เราไม่ได้ระบุแต่เฉพาะพระพุทธเจ้า เรากว้านเอามาหมด บรรดา
น.240 นักปราชญ์ในโลก ในอดีตอันยาวนาน แล้วก็มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข คือยอดสุด ; เรายอมรับความถูกต้องของนักปราชญ์ทุกคน มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. วิธีการอย่างนี้ มันเกิดขึ้นมาเพราะเหตุอย่างนี้, ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเป็นองค์แรก คนแรกที่จะค้นพบเรื่องนี้, แต่ได้ค้นพบกันมาตามลำดับ แล้วพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ได้ค้นพบในอันดับสุดท้ายสูงสุด ; ประมวลทั้งหมด มาจัดเป็นรูปเป็นร่าง เป็นโครง เป็นอะไรที่สมบูรณ์ที่สุด, ดีที่สุด. เพราะฉะนั้นในภาษาวัด หรือภาษาทางศาสนา เขาจะใช้คำว่า "บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน" อย่างนี้เสมอไป คือกวาดเอาหมดทั้งโลก. ความสมบูรณ์ของสติปัญญา หรือวิชาความรู้นั้นมันเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ของ ชั่วแล่นชั่วขณะ. สำหรับเรื่องทางจิตใจนี้เป็นการกล่าวได้ว่า มันถึงที่สุดเพียงพอที่จะ ดับทุกข์, ไม่เหมือนเรื่องทางวัตถุ ที่จะไม่มีที่สิ้นสุด ; มันไปตามความอยากความต้อง การที่ไม่มีที่สิ้นสุด. แต่เรื่องทางธรรมนี้มันสิ้นสุดตรงที่มันดับทุกข์ได้ทุกอย่างจริง ไม่ว่า ในอดีต หรือในปัจจุบัน หรือในอนาคต นี้เรียกว่า เราดูความลับ ในแง่ที่ว่าทำ อะไรต้องทำสุดเหวี่ยงจนเอามาทำไว้ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. ดูต่อไปในข้อที่ว่า จะเอาอะไรมาเป็นวัตถุสำหรับเป็นบทเรียน เพื่อทำอยู่ ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ? เขาก็มาเหนือเมฆอีกตามเคย คือเอาสิ่งที่ดีที่สุด ที่เหมาะสมที่สุด แก่ปัญหานี้ มันคือเอายอดสุดของความสุข หรือสุขเวทนา มาเป็นตัวบทเรียน สำหรับ ปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา. ยอดสุดของความสุขที่มนุษย์จะพึงมีนี้ คือความสุขที่เกิดจากความ สงบนั้นเอง. เพื่อจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็มีความสุขที่เป็นยอดสุด ของความยึดมั่นถือมั่น มาเป็นบทเรียน, เพราะฉะนั้น ในอานาปานสติขั้นที่ ๕ ได้ยกเอาปีติ และความสุขอย่างสูงสุด ที่เกิดมาจากความเป็นสมาธินี้ มาเป็นตัวบทเรียน, สำหรับศึกษาเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่นในความสุขทุกชนิด. เมื่อเราทำลายสิ่งที่มัน สูงสุดของเรื่องนั้น ๆ ลงได้ สิ่งปลีกย่อยของเรื่องนั้น ๆ มันก็เป็นการทำลายไปได้ในตัว หรือทำลายได้ง่ายที่สุด.
น.241 สำหรับความสุขนั้นมันกำกวม คำว่า "ความสุข" ยิ่งในหมู่ปุถุชนแล้วยิ่ง กำกวม ; เช่นไปเอาความสนุกมาเป็นความสุขก็มี, เอาความสุขร้อนมาเป็นความสุขเย็น นี้ก็มี. ความสนุกนั้นหมายถึงความเพลิดเพลิน pleasure หรืออะไรทำนองนี้ มันเป็น เรื่องเพลิดเพลิน. pleasure ก็ยังค่อนข้างบริสุทธิ์ มันมีอะไรสกปรกยิ่งกว่านั้นอีก สำหรับความสนุกนั้น แต่แล้วไปหลงเอามาเป็นความสุข. ทีนี้ก็ยังมีทางที่จะหลงใน ความสุขชนิดที่ไม่จริง, เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องอะไรเช่นนี้ ก็บูชากันไป ในฐานะเป็นความสุข. แม้จะเป็นเกียรติยศสูงสุดเท่าไร มันก็ยังเป็นเรื่องร้อน เป็น ความสุกร้อน. มันจะต้องมองดูต่อไปถึง ความสุขที่ ข สะกด กันบ้าง คือไม่ร้อน แต่เย็นที่สุด. เพราะฉะนั้นควรจะรู้จักความแตกต่างระหว่าง ความพอใจ ความสุข ความสันติ หรือเยือกเย็น มันมีอยู่เป็นชั้น ๆ คุณไปคิดดูเอาเองในแง่ของจิตวิทยา. ภาษาของ ไทยเราก็มีไม่ครบ ; ถึงภาษาฝรั่งมันก็ไม่ครบ เอามารวมกันเข้า มันอาจจะช่วยได้บ้าง : เช่นคำว่า happiness กับ blissfulness นี้มันก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน. happiness มันก็พร่า ๆ ไป หรือธรรมดา ๆ ไป. - แต่ blissfulness ก็กระเดียดไปทางความหมาย ของนิพพาน คือมันเย็น. happiness มันอาจจะไม่เย็นก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นความ แตกต่างระหว่าง pleasure กับ happiness กับ blissfulness มันคนละระดับทั้งนั้น. นี้เป็นตัวอย่างสำหรับไปสังเกตดูเอง ว่าสิ่งที่เรียกว่า ความสุขนั้น มันมีอยู่เป็นชั้น ๆ อย่างไร หลอกลวงกันอยู่อย่างไร เราต้องรู้ความลับข้อนี้ จะได้ ไม่ไปตกหลุมพราง ของมัน แล้วเราก็จะมุ่งทำลายอันสุดยอดของมัน ให้หมดอำนาจที่จะครอบงำเรา, เราจึงไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้แต่ความสุขชนิด blissfulness ; ดังนั้นจิตมันก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยประการทั้งปวง ในสิ่งที่มายั่วให้ยึดมั่นถือมั่น. ความพอใจของสัตว์นรกในนรกเราคงรับไม่ไหว, ส่วนความสุข ความพอใจ อย่างมนุษย์ก็ต้องเอาเหงื่อแลกเอามา. ความสุข ความพอใจ อย่างพวกเทวดาในสวรรค์
น.242 คือพวกที่มีบุญ นี้ก็เป็นเรื่องกินน้ำตาล. ความสุข ความพอใจอย่างของพวกพรหม มันไม่จำต้องกินน้ำตาลจริง แต่มันก็กินของจืด ๆ ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด; มันยังยึดมั่น ถือมั่นตัวตนของตน อยู่อย่างง่าย ๆ เงียบๆ. มันต้องหมดความยึดมั่นถือมั่นตัวตน โดยประการทั้งปวง แล้วก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นความสุขชนิดไหนอีก. นี่เป็นความลับ เท่าไร ไปคำนวณดู. มนุษย์ยังห่างไกลต่อความเข้าใจ หรือความเห็นแจ้งในเรื่องนี้ หรือทั้งหมดนี้, ฉะนั้นก็รีบหน่อย รีบที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้สูงขึ้นมาตามลำดับ ๆ มันจึงจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า อานาปานสติ ได้. เพราะสมาธิภาวนาระบบนี้มุ่งจะทำลายยอดสุดของความสุขที่เป็นชั้น สูงสุดที่เข้าใจได้ยาก, กวาดทีเดียวก็จะได้กวาดตลอดสายลงมาถึงต่ำสุด ; คือถ้าเรา เบื่อได้ หรือเฉยก็ตาม เฉยได้ต่อสิ่งที่มันแพงที่สุด เราก็เฉยได้ต่อสิ่งที่ถูก ๆ. นี้ก็เป็นอุบายวิธีอันหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า อานาปานสติ ที่ซ่อนอยู่อย่างลึกลับในระบบ ที่พระพุทธเจ้าท่านได้วางไว้ แนะไว้เป็นคนสุดท้าย. โดยเฉพาะขั้นที่ ๕ ที่เอาปีติ และความสุขมาศึกษาให้รู้ ว่าเจ้านี่เองเป็นตัวการปรุงแต่งจิตมิให้หยุดพัก, แล้วทำลาย อำนาจการปรุงแต่งของสิ่งนี้เสีย, ความสุขชนิดไหนก็ไม่มาครอบงำ มาเป็นนายจิตใจ ของผู้นั้นอีกต่อไป. ทีนี้อยากจะแนะให้ดูอุบาย หรือว่าความลับปลีกย่อยออกไปอีก สำหรับ ระบอบอานาปานสติ. มีกัมมัฏฐานอยู่มากชนิด อย่างที่ได้เคยพูดให้ฟังแล้วว่ามีหลาย ระบบ, แต่ระบบที่เราสามารถพูดได้ ว่าพระพุทธเจ้าท่านหยิบยื่นให้พวกเราโดยเฉพาะนี้ นั้นคือระบบอานาปานสติ. มันคล้าย ๆ กับว่าเป็นสิ่งที่ท่านเลือกดีแล้ว ท่านเลือกให้. เลยมีความลับอะไรที่ตรงนี้ ก็เพราะว่าระบบนี้มันเหมาะสมที่สุด มีความเหมาะสมที่สุดอยู่ ในนั้น. คุณยังไม่เคยปฏิบัติก็เข้าใจได้ไม่หมด แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า มันเป็นวิธีอันหนึ่ง ที่เหมาะสม, ที่ว่า เราไปตรงไหนก็ปฏิบัติได้ เพราะว่า เราไปตรงไหนเราก็หายใจ, ลมหายใจมีอยู่กับตัวเรา ชีวิตของเราตลอดเวลาไม่ต้องลงทุนซื้อหา ไม่ต้องหอบหิ้ว.
น.243 ยกตัวอย่าง เช่นว่าคุณจะปฏิบัติใช้กสิณ ก็ต้องไปลงทุนทำดวงกสิณ แล้ว หอบหิ้วอยู่, จะไปนั่งตรงไหนก็ต้องพาไปด้วย ไปวางสำหรับเพ่ง ; ส่วนอานาปานสตินี้ มันหายใจอยู่เองตามธรรมชาติ, ไม่ต้องหามา ไม่ต้องหอบหิ้วไป, แล้วมันก็ไม่ต้องลงทุน แล้วมันสะดวกที่สุด ; ยิ่งกว่านั้นก็คือมันมีผลดีกว่า ดีที่สุด. หรือว่าถ้าจะพิจารณาซากศพ ก็ต้องเดินไปถึงป่าช้าโน้น, แล้วยังเผชิญปัญหายุ่งยาก ความน่าเกลียดน่ากลัว ความ เหม็นเน่า อะไรต่าง ๆ มันมีเรื่องยุ่ง. ส่วนเรื่องอานาปานสตินี้มันเยือกเย็น มันรำงับ มันสบายไปตั้งแต่ต้น. ที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสในทำนองที่ผมกำลังพูดนี้ก็มี ในการที่จะ ชี้ชวนในทางอานาปานสติ. เพราะความสะดวกอย่างนี้ เราจึงสามารถทำอานาปานสติ ได้ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน หลับ ตื่น มันเนื่องกันไปหมดได้. ถ้าเราควบคุมลมหายใจได้ดี เป็นระเบียบดีแล้ว, เมื่อนั่ง เมื่อจะลุกขึ้นยืน หรือเมื่อจะเดินไป มันก็สามารถที่จะเหลืออยู่ในสภาวะอย่างนั้น คือรักษาไว้ได้แม้ใน อิริยาบถที่เดิน ฯลฯ. แต่มันต้องฝึกสักหน่อย, มีความรำงับแห่งร่างกายและลม หายใจ ซึ่งรักษาไว้ได้ แม้ในอิริยาบถที่เปลี่ยนไปเป็นยืนเป็นเดินก็ได้ ไปไหนมันก็ติด ไปด้วย. นี้เป็นความลับ หรืออุบายของอานาปานสติ ในแง่ที่ว่า มันดีที่สุด เหมาะสมที่สุด. ฉะนั้นคุณจงพยายามศึกษาให้เข้าใจไว้ ให้ใช้มันได้ ให้มีการกระทำได้ทุก ๆ โอกาส หรือทันทีในทุกกรณีด้วย แม้ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะโดยตรง. ยกตัวอย่าง เช่น คนถูกพัน มีบาดแผลเลือดไหล. ถ้ารู้จักจัดระบบการหายใจตามอานาปานสตินี้ ทำให้เกิดความระงับแห่งกายสังขารตามขั้นที่ ๔ แล้ว เลือดจะไหลออกน้อย หรืออาจ จะหยุดไปเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีผลแม้ในทางพีสิคส์. ความลับของอานาปานสติมีอยู่ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราควรสนใจให้สมบูรณ์ตามเรื่องของมัน.
น.244 อานาปานสติ มันจึงมีความลับ มีอะไรซ่อนอยู่มาก ซับซ้อนอยู่ในนั้นมาก. เมื่อพูดถึงแง่กำลังอนามัย ยิ่งทำอานาปานสติยิ่งมีกำลังทางกายและทางจิต มีอนามัยดีขึ้น, เพราะว่ามันไม่ได้ไปนั่งทรมานกาย, หรือไม่ได้ไปเผชิญกับสิ่งยุ่งยาก เหงื่อแตกเหงื่อ แตน. พอลงมือทำอานาปานสติ จัดระบบการหายใจ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้ มันมีความสบาย มีความแข็งแรง มีกำลังเพิ่มขึ้นเพื่อต่อสู้กับการงาน หรือหน้าที่ต่อไป ไม่ใช่มันลดกำลังลงไป. นี่มันเป็นเคล็ดที่น่าสนใจ เหมือนว่าเรากำลังจะลงมือหาบหาม อะไร, สิ่งนั้นมันกลับทำให้เราเพิ่มกำลังขึ้นมา มันก็วิเศษ, เราก็หาบหามไปได้โดย ไม่รู้สึกเหนื่อย. แต่ในทางวัตถุมันไม่เป็นอย่างนั้น, ถ้าลงมือทำงาน เราก็เสีย energy ไป. แต่ว่าในระบบอานาปานสตินี้ พอลงมือทำมัน มันก็เพิ่ม energy ให้, มันเป็นเคล็ด หรือความลับอยู่อย่างนี้, พระพุทธเจ้าท่านจึงสรรเสริญมากในระบบนี้. เมื่อเพิ่มกำลังหรือเพิ่มความมีอนามัยให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกครั้ง ๆ หรือว่าตั้งแต่หัวถึงท้าย ของครั้งหนึ่ง ๆ ; อย่างน้อยเราก็เริ่มมีความสุขสบายใจ เมื่อเริ่มจัดระบบการหายใจที่ ถูกต้อง ยังไม่ทันทำอะไรสักที มันก็ได้รับความสบาย. ที่นี้ดูต่อไปอีก ถ้าเราจะเจริญกัมมัฏฐานแบบอื่นนั้น มันยืดยาด ทั้งที่มัน วางระบบไว้สั้น แต่มันก็ยืดยาด. หมายความว่าจะไปรู้ความจริงกันในขั้นสุดท้าย ขั้นปลาย ๆ; ส่วนระบบอานาปานสตินี้ พระพุทธเจ้าจัดไว้ดี คือว่า จะรู้ความจริงไป ตั้งแต่ขั้นต้น ๆ เพิ่มมากขึ้น ๆ. เช่นเมื่อลมหายใจยาว หายใจสั้น ดูลมหายใจปรุงแต่ง กาย ควบคุมการปรุงแต่งกายอยู่, มันเป็นการช่วยให้เห็นอย่างมี experience ไม่ใช่ เห็นอย่างศึกษาเล่าเรียน ว่า มันมีความเป็น อนิจจังอยู่ในนั้นอย่างไร. ความไม่เที่ยง หรือความเป็นอนิจจัง มันมีอยู่ในลมหายใจ, มีอยู่ในหน้าที่ของลมหายใจ, ใน การกระทำ, ในการเปลี่ยนแปลงลมหายใจ. มันส่อแสดงให้เห็นสิ่งที่จะต้องเห็น คือ อนิจจัง เป็นต้นนี้ ไปตั้งแต่แรก ; นี้มันได้เปรียบ, และเราจะเห็นหนักยิ่งขึ้น ในขั้นท้าย ๆ ในขั้นที่ดูอนิจจัง คือขั้นที่ ๑๓ การดูอนิจจังโดยเฉพาะมากเป็นพิเศษ
น.245 มันก็ดูย้อนหลังไปตั้งแต่ขั้นที่หนึ่ง คือความไม่เที่ยงของลมหายใจ. . มันจึงเป็นสิ่งที่ ประสานกันอยู่ ประกบกันอยู่อย่างดีที่สุด ที่จะให้ได้มีความรู้ ความเห็น ความเข้าใจอย่าง มหึมาทันทีทีเดียว ; คือเราประพฤติปฏิบัติกระทำนี้เพื่อให้เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งทั้งปวง, แล้วก็มีวิธีปฏิบัติชนิดที่ พอลงมือทำก็เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จากสิ่งแรกที่เราลงมือกระทำ. ระบบอานาปานสติให้ความสะดวกมากถึงอย่างนี้ : ให้เริ่มเกี่ยวข้องกับการ เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างจริงจัง อย่างด้วยจิตใจในภายใน แล้วก็อย่าง แน่นแฟ้นไปตั้งแต่ต้น. นี้ก็เป็นความลับ หรืออุบายอะไรอันหนึ่ง ในระบบของ อานาปานสตินั้น. ทีนี้อยากจะให้เห็นอีกแง่หนึ่งว่า ระบบนี้เป็นระบบที่ลัดที่สุด ประหยัดเวลา มากที่สุด adjust ได้ตามความสามารถของบุคคลที่จะลัดได้มากเท่าไร. บุคคลบางคนก็ไม่ เหมาะสมที่จะลัดมาก ๆ บางคนก็เหมาะสมที่จะลัดมาก ๆ แล้วแต่สติปัญญาความสามารถ แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็นวิธีลัดกว่าวิธีอื่นทั้งหมด : ลัดสำหรับบุคคลผู้มีสติปัญญา, พูด อย่างนี้ก็ถูก. แม้ว่าจะไม่มีสติปัญญามาก อันนี้ก็ยังเป็นวิธีลัดอยู่นั่นเอง เพราะไม่ไปใช้ สติปัญญาอย่างฟุ่มเฟือย. โดยหลักใหญ่ ก็เอาจุดสุดยอดมาดู เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็เฉยได้ มีเท่านี้. นี้คุณจะต้องเข้าใจในบทนิยามสั้น ๆ นี้ ว่า “ เอายอดสุดของความสุข มาดูอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก จนเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่า ยึดมั่นถือมั่น" เรื่องมีเท่านี้. นี่คือความลับของการลัดสั้นที่สุด. แต่แล้วเราก็ขยาย ระยะหนึ่ง ๆ ให้มันมีการปฏิบัติที่เป็นเทคนิคสมบูรณ์ขึ้นมา มันจึงขยายออกไปได้ถึง ๑๖ ขั้น เพื่อความมีเทคนิคที่สมบูรณ์. ถ้าจะพูดให้เป็นเรื่องขั้นเดียวมันก็คือ พิจารณา อนิจจัง
น.246 ทุกขัง อนัตตา อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก, อย่างนี้มันขั้นเดียวเท่านั้น. แล้วขยายออก ไปว่า ไปเอาผลที่มันดีที่สุดคือยอดของสุขมาเป็นวัตถุสำหรับดู อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; แล้วมันก็ขยายต่อไปอีกว่า ทำอย่างไรจึงจะเอายอดสุดของความสุขมาเป็นปัจจุบัน มาเป็น experience ปัจจุบันอยู่ในจิตใจ. ฉะนั้นต้องทำให้มันมีขึ้นมาซิ, ก็ไปเอาวิธีทำให้ ลมหายใจ หรือกายสังขารนี้ให้รำงับ ๆ จนทำให้มียอดสุขชนิดนี้ขึ้นมา เป็นของจริงอยู่ ข้างใน ไม่ใช่คิดฝัน ไม่ใช่คาดคะเนเอา. เพราะฉะนั้นกัมมัฏฐาน หรือปฏิบัติกัมมัฏฐานที่ทำกันไม่สำเร็จ มันก็เพราะ เป็นเรื่องสอนแต่ปาก, ให้คิดนึกอนุมานเอาด้วยเหตุผลว่า ความสุขเป็นอย่างนั้น, เรื่องกามเป็นอย่างนั้น เรื่องเกียรติเป็นอย่างนั้น, ล้วนแต่มิได้มีอยู่ในใจ. อย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องเพ้อฝั่น มันเป็นเรื่องสอนในโรงเรียน. เมื่อไม่ให้เป็นเรื่องเพ้อฝัน ต้อง เอาสิ่งนั้นมาทำให้ปรากฏอยู่ในใจจริงๆ คือกำลังมีสุขยอดสุดอยู่จริง ๆ ในใจ แล้วก็ดูมัน ที่นั่นแหละ จนกระทั่งเห็นว่า อ้าว! นี่ก็เป็นเรื่องคลอนแคลน ง่อนแง่น ไปตามเหตุ ตามปัจจัย ตามสิ่งแวดล้อม, เมื่อตะกี้ไม่มี เดี๋ยวนี้ก็มีขึ้นมา เพราะว่าเหตุปัจจัยอย่างนี้ ถูกสร้างขึ้น, อย่างนี้ก็เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นในทำนองให้เกิดเบื่อหน่าย คลายกำหนัดจริงจังขึ้นมาเลย. เทคนิคมันขยายออกไปได้อย่างนี้ เราจึงได้ถึง ๑๖ ขั้น. ทีนี้ถ้าว่า เราไม่เหมาะที่จะใช้ทั้ง ๑๖ ขั้น เราก็รวบรัดเข้ามาเหลือเพียง ๒-๓ ขั้น. ลงมือสำรวมจิต ให้จิตสงบ พอจะมีความสุขขึ้นมาบ้าง, แล้วก็ดู อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ความสุขนั้น, แล้วจิตก็เฉยได้ ; นี้เป็น ๓ ขั้น แล้วแต่ว่ามันจะเหมาะ สมแก่บุคคลใด. บางทีเขาก็เป็นคนที่ไม่มีกำลังจิตอะไรมากนัก, เป็นคนแก่ไม่รู้ หนังสือ เป็นชาวบ้าน ตาสีตาสา มันก็มีระบบที่พอจะสรุปรวบรัดให้ได้ ว่าทำเพียงอย่างนี้ เท่านั้น. หรือว่าถ้าเป็นคนมีปัญญาอย่างเป็นนักศึกษา เราลงมือปฏิบัติในหมวดที่หนึ่ง สัก ๕ ชั้น พอสมควรเท่านั้น ไม่ต้องถึงมีฌาน มีสมาบัติอะไรก็ได้ เราก็ถือเอา
น.247 ความสุขจากในขั้นสุดท้ายนี้ไปพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เลย, มันก็ เหลือเพียงเท่านี้. มันสำเร็จในการพิจารณาความไม่เที่ยง นอกจากนั้นมัน เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ, ไม่ต้องไปสนใจก็ได้ ไม่มีทางผิด. แต่ถ้าทำสมบูรณ์แบบ ก็ไปเพ่งเฉพาะขั้น ๆ เห็น อนิจจัง แล้วก็เห็นความ ที่จิตคลายออก เห็นความที่ทุกข์ดับไป เห็นความที่เดี๋ยวนี้จิตปลดเปลื้องจากสิ่งทั้งปวง หมดแล้ว ; นั่นมันเป็นเรื่องละเอียดออกไปในทางจิตวิทยา. ถ้าในทางศาสนา ปฏิบัติ เพื่อความดับทุกข์แล้ว จะไม่ต้องดูก็ได้, มันมีอยู่เองแล้ว แต่เราไม่ต้องดูก็ได้ ไม่ใช่ ; มันหายไปไหนเสีย, มันมีอยู่ในนั้น แต่แล้วเราไม่ดูก็ได้ เพราะว่า เราไม่อยากจะเป็น ผู้แตกฉาน เป็นนักปราชญ์ เป็นผู้มีปฏิสัมภิทาในเรื่องนั้น เราไม่ต้องการสอนใคร ; เราก็หาความสุขไปเสียดีกว่า. แต่ถ้าว่าเราต้องการจะแตกฉาน ต้องการจะเป็นผู้สั่งสอน ต้องการอะไรที่เป็นความสมบูรณ์ มันก็มีถึง ๑๖ ขั้น. รวมความแล้วก็ว่า มันเป็นระบบปฏิบัติที่ยืดหยุ่นได้ แล้วก็ไม่เสียผล ไม่ เสียหาย ไม่เสียหลาย, adjust ได้ตามอุปนิสัยใจคอของคนที่จะปฏิบัติ แล้วก็ ได้รับ ผลแน่นอน เป็นอันเดียวกัน ตรงที่ว่า ดับทุกข์ได้ ; ส่วนความสามารถพิเศษนั้น ไม่พูดถึง มันต่างกัน. นี้คือความลับของอานาปานสติ หรืออุบายวิธีที่มันเนื่องกันอยู่. สรุปอีกครั้งหนึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ว่า "เราต้องการจะมีชีวิตอยู่ด้วย ความรู้ว่าทุกสิ่งไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" ; จะทำในใจในความไม่น่ายึดมั่นถือมั่นไว้ ตลอดเวลา, แล้วทำไม่สำเร็จ เพราะว่าเราบังคับจิตไม่ได้ ; เราก็หาอุบายวิธีที่จะ บังคับจิตให้ได้เสียก่อน ; ในเมื่อได้แล้วมันก็สามารถที่จะมีความรู้สึกว่าไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นนี้อยู่ในจิตตลอดเวลา มันก็ไม่เผลอไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้า , มันมี สติปัญญาอยู่ตลอดเวลา. เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวในชีวิตตลอดวันตลอดคืน มันก็เป็นไปถูกต้องหมด. นี่คือใจความของอุบาย หรือเคล็ดลับที่เป็นอุบาย.
น.248 ไปพิจารณาข้อนี้ให้แตกฉาน ให้เห็นแจ่มแจ้งชัดเจน แล้วเราก็จงลองปฏิบัติ ดูโดยตรงที่เกี่ยวกับอานาปานสติ, แม้ไม่มีเวลามากก็ปฏิบัติเพียงเพื่อจะเข้าใจ จะติดไป สำหรับเราไปฝึกที่ไหน เมื่อไรต่อไปในอนาคตก็ได้. มันเป็นความรู้ที่จำเป็นที่สุดสำหรับ มนุษย์ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่มีสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยไหนในโลก, โดยเขาโง่ หรือ หลงไปว่า นี้เป็นของพวกพุทธศาสนา เป็นของพวกที่หมดสมรรถภาพที่จะต่อสู้ในโลก แล้วก็ไปหาทางออกโดยวิธีหลีกหนี ; นี่เป็นความโง่ของมนุษย์ในโลก เพราะเขาเข้าใจ พุทธศาสนาผิด. ขอให้ไปคิดดู. นกก็บอกว่าเวลาของเราหมดแล้ว ๑ ชั่วโมง.
น.249 อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ, อรญฺญ คโต วา, รุกฺขมูล คโต วา, สุญฺญาคาร คโต วา, นิสีทติ ปลุลงฺกํ อาภุชิตฺวา, อุชุํ กายํ ปณิธาย, ปริมฺขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา, โส สโต ว อสฺสสติ, สโต ปสฺสสติ ฯ.
Buddhadasa