Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคปลาย ครั้งที่ ๓๔ — การฝึกอานาปานสติ ขั้นที่ ๑-๒

บรมธรรม ภาคปลาย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.269 นี้เป็นลักษณะของธรรมชาติ ที่บอกให้รู้อยู่ในตัวแล้ว กว่าลมหายใจที่ยาวเพียงพอนั้น คือความปรกติของร่างกาย. ถ้าเกิดยาวไม่พอเข้าเมื่อไร มันก็เป็นความผิดปรกติทีละ น้อยๆ มากขึ้น จนมันทนไม่ไหว ก็ต้องถอนหายใจยาวให้มันพอ. นี่เรียกว่าเรารู้จัก ลักษณะ หรือธรรมชาติอันหนึ่ง ของลมหายใจ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับคำว่ายาว. ทีนี้เนื่องจากอารมณ์ของคนเรามันเปลี่ยนแปลง มันก็มีการทำให้ยาว ให้สั้น มีอาการที่ทำให้ลมหายใจยาว หรือสั้น ได้ตามอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง. เราจึงจำเป็น จะต้องสังเกตดูเอาเองว่า อารมณ์อย่างไรทำให้ลมหายใจยาว, อารมณ์อย่างไรทำให้ ลมหายใจสั้น ; จนกระทั่งเรารู้จักลักษณะ หรือธรรมชาติของลมหายใจตามธรรมชาติ นี้เสียชั้นหนึ่งก่อน. คำว่า ยาว นี้ ก็มีความหมายเท่ากับคำว่านาน, คือหายใจตามปรกติ เป็นมาตรฐานอันใดอันหนึ่งอยู่ ถ้าหายใจยาว มันก็นาน, ถ้าหายใจนานมันก็ยาว ; เอาอวัยวะของคนเป็นหลัก. แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามจะต้องรู้ไว้ว่า คำว่า ยาว หรือ สั้น ก็ตาม ของคน ๆ หนึ่งนั้น ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นใครทำ คนนั้นต้อง เอาความสั้นและความยาวของคนนั้นเองเป็นหลัก, แต่มันก็ไม่ทิ้งกันมากนัก อาจจะหา รายเฉลี่ยได้. แต่ว่าเราไม่จำเป็นจะต้องไปค้น หรือว่าไปทำการวิจัยในเรื่องนี้โดย เฉพาะ มันไม่จำเป็น เพราะไม่ใช่เราเรียนวิทยาศาสตร์ ; เราจะเรียนปฏิบัติธรรม ในทางศาสนา. เพราะฉะนั้นเอาเป็นว่า ถ้าครั้งนี้มันยาว รู้สึกว่ายาว ก็รู้ว่ามันยาว, ถ้ารู้สึกว่าสั้น ก็ให้รู้ว่ามันสั้น ; เพียงแต่ให้รู้ว่าอารมณ์เป็นอย่างไร อย่างนี้มากกว่า. เราจะไม่อาจรู้ได้ด้วยการกำหนดลมหายใจในระยะแรก ๆ หรือจะเพิ่งมารู้กัน เมื่อมาศึกษา อานาปานสติอย่างนี้ เป็นที่แน่นอนได้, เราจะต้องทำไป ๆ จนพบจุดที่เรียกว่า มันเป็นไปตามธรรมชาติที่สุด, แล้วก็รู้เองเป็นของเฉพาะตน ๆ ว่า การหายใจยาว โดยเฉพาะของตนนั้นเป็นอย่างไร ? การหายใจสั้นโดยเฉพาะของตนนั้น เป็นอย่างไร ?

น.270 อาจจะต้องใช้เวลามากหน่อยก็ได้ จนกว่าจะรู้จริง, กนกเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง หรือวัตถุที่จะวัดได้ และตัวเราเองก็ไม่ใช่จะรู้ว่า อารมณ์ของเราโดยเนื้อแท้นั้น กำลัง เป็นอย่างไร มากน้อยเท่าไร ; นี้เราต้องศึกษากันพอให้รู้เสียก่อน. สรุปความแล้วก็ว่า ลมหายใจยาวนั้น คือลักษณะของการที่มีร่างกายปรกติ หรืออารมณ์ปรกติตามธรรมดาสามัญ แต่ว่ายังไม่ใช่ยาวที่สุด เราอาจจะทำให้มันยาว ที่สุดได้โดยการบังคับ ทีนี้ เราจะดูกันต่อไปถึงข้อที่ว่า ลมหายใจยาวนี้มันเพราะอะไร ? ก็ตอบ ได้ว่า เพราะมันปรกติ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นตามปรกติ หรือตามธรรมชาติ. ถ้าจะดูว่าเพื่ออะไร ? การที่มีลมหายใจยาวนี้ก็เพื่อปรกติ เพื่อมีความปรกติ, นี้ก็เพื่อ ความสุขสบายแห่งร่างกาย. โดยวิธีใด? ก็โดยการรักษาไว้ ให้มันคงปรกติ หรือตาม ธรรมชาติ ตามปรกติ. ร่างกายมันก็รู้จักแก้ไขของมันเองแล้ว. ถ้าเราเห็นว่า มันไม่พอก็ช่วยเหลือบ้าง, ในบางกรณี เราต้องจัดระบบการหายใจให้ยาว, ซึ่งคน ธรรมดาสามัญเขาก็รู้จักหายใจยาว ๆ ก่อนแต่จะทำอะไร, หรือหลังจากทำอะไร. นี่ แม้ไม่เกี่ยวกับปฏิบัติอานาปานสติ คนก็รู้จักประโยชน์ของลมหายใจที่ยาว, แล้วก็ทำให้ มันยาวอยู่แล้ว. เอาสิ่งเหล่านี้มาประมวลกันเข้า ก็พอจะรู้จักความหมายของคำว่ายาว สำหรับลมหายใจ : เป็นผู้รู้จักลมหายใจยาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเรา หายใจออกยาว. ทำไมจึงต้องพูดว่า ไปนั่งในป่า ในที่สงัด แล้วกำหนดลมหายใจยาว ? นี้ หมายความว่า เมื่อไปนั่งอยู่ในที่สงัดนั้น มันมีอะไรละเอียด ใจคอละเอียด มีความคิดนึก ความสังเกตอะไรละเอียด จิตใจละเอียดและสามารถจะกำหนดได้โดยง่าย. นี้เรียกว่ารู้ โดยหลักทั่ว ๆ ไปว่า คืออะไร ? เพราะอะไร ? เพื่ออะไร ? โดยวิธีใด ? สำหรับ ความหมายของคำว่ายาว.

น.271 ทีนี้ เราจะดูกันต่อไปว่า ตามธรรมชาติแท้ ๆ มันเป็นอย่างไร ? ในเมื่อ เราไปกำหนดลมหายใจเข้า มันจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ? นี้คือปัญหาหรือความลับอะไร อันหนึ่ง ที่คุณจะประสบ. เมื่อเราไม่สนใจกับลมหายใจ ปล่อยมันไปตามเรื่อง มันก็หายใจของมันอยู่แบบหนึ่งในภาวะปรกติ, เป็นไปตามสิ่งแวดล้อมหรือตามภาวะ ของร่างกาย ; นี้เรียกว่าตามธรรมชาติ. แต่พอไปเริ่มกำหนดเข้าเท่านั้น สำหรับ คนที่เริ่มฝึกใหม่, เริ่มกำหนดครั้งแรก มันจะผิดปรกติทันทีไม่มากก็น้อย, แล้วมัน ก็จะเป็นไปในทางสั้นกว่าธรรมชาติมากกว่า; เพราะเราไปอยากจะรู้มัน แล้วก็คอย กำหนดมัน ว่าเมื่อไรจะกลับออกมา เมื่อไรจะกลับออกไป; มันก็สั้นกว่าเดิม หรือ มันก็เริ่มวิปริตบ้าง, มันต่างกันแล้ว ว่าเมื่อเราไม่ได้ไปกำหนดมัน มันก็มีภาวะอย่าง หนึ่ง พอเริ่มไปกำหนดมันเท่านั้นมันก็เปลี่ยนภาวะบ้าง. นี่จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นบ้างว่า อย่างไรกันแน่. คุณเริ่มไปกำหนดมันเข้า มันก็เปลี่ยนภาวะ, เราก็ต้องรอจนมัน ไม่เปลี่ยน ภาวะ คือจนกว่าจะไม่มี excite อะไรในลมหายใจนั้น. คนไม่เคยฝึกพอไปเริ่มฝึก มันก็มี excite คือตื่นเต้นหรือสนใจมากกว่าธรรมดา, ลมหายใจมันก็เลยผิดธรรมดา ไปด้วย. จนกว่าเราจะมีความปรกติในตัวเรา ไม่มี excite ไม่มีความสนใจ ไม่มีอะไร มากเป็นพิเศษ เราจัดระบบจิตใจได้, ลมหายใจก็เปลี่ยนตัวเองได้ กลับสู่ภาวะตาม ธรรมชาติ หรือตามปรกติ. ข้อนี้เป็นแต่เพียงชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราไม่ ไปยุ่งกับมัน มันก็อยู่อย่างหนึ่ง พอเราไปยุ่งกับมันเท่านั้น มันก็เปลี่ยน; จะทำให้เรางง หรือฉงน หรือทำให้เราเกิดความเข้าใจว่า นี่ถ้าจะยุ่งกันใหญ่แล้ว เอาอะไรแน่นอน ไม่ได้. ทีนี้ เราจะจัดมันเสียใหม่ให้มันเข้ารูป ด้วยการหายใจยาวเป็นพิเศษ ยาว เท่าที่มันจะยาวได้เสียก่อน.บังคับให้หายใจยาวที่สุด เท่าที่จะยาวได้โดยการบังคับ

น.272 ของเรา หลายครั้ง, หลายครั้ง, จนค่อย ๆ ปล่อย ๆ ปล่อย ๆ คือมีการบังคับน้อยลง ๆ ให้มันยาวไปตามธรรมชาติของมันเอง, เราก็จะพบธรรมชาติตามเดิมของมันอีก. หมายความว่า ขจัดเรื่อง excite หรืออะไรที่มี effect ต่อลมหายใจนี้ออกไปเสียให้หมดได้ โดยวิธีที่ฝึกหายใจให้ยาวเสียสักระยะหนึ่ง, ให้มันค่อยผ่อนไปสู่ภาวะเดิม, จนเราไม่บังคับ มันก็สู่ภาวะเดิม เราก็รู้ความยาวตามธรรมชาติได้ว่าเป็นอย่างไร, และความยาวเมื่อบังคับเข้านั้นเป็นอย่างไร, มันต่างกันอย่างไร. สำหรับตอนนี้ เราจะพบเป็นความรู้ขึ้นมาว่า เมื่อเราไม่ไปยุ่งกับมัน มันอยู่ ตามธรรมชาติก็ดูเรียบร้อยดีอยู่ พอเราเริ่มเข้าไปยุ่งกับมันเท่านั้น มันก็ต่อสู้ทันที, มันก็ มีความผิดปรกติ หรือต่อสู้ทันที. พอยิ่งเราจะไปบังคับให้สม่ำเสมอ, มันก็ยิ่งต่อสู้ มากขึ้น. ขอให้รู้ว่านี้เป็นกฎธรรมชาติ อะไรก็ตาม พอเราเข้าไปแตะต้องมันเข้า มันก็เริ่มต่อสู้ เพราะสิ่งมีชีวิตทั่วไป ยกตัวอย่างดังที่เคยกล่าวมาแล้วว่า ช้างป่า วัวบ่า ม้าป่า จับมาผูกหลักด้วยเชือกเพื่อฝึก นี้มันต่างกันอย่างไร กับช้างที่มันอยู่ในบ่า ตามเดิม. คุณต้องหลับตาเห็นภาพนี้ ว่าช้างที่อยู่ในป่า เที่ยวอยู่ในบ่าเป็นฝูง ๆ ก็มี อาการปรกติ เรียบร้อย ดูจะไม่มีเรื่องอะไร, พอไปจับมันเข้าเท่านั้น มันก็จะดิ้นก็จะ ต่อสู้, ทำตัวเป็นอันตรายอย่างน่ากลัวแก่ผู้ที่เข้าไปจับมัน หรือจะฝึกมัน มันเกิดเป็นช้าง อีกตัวหนึ่งขึ้นมาทันที ซึ่งอันตรายที่สุด ดุร้ายที่สุด ต่อสู้ดิ้นรนที่สุด ; นี้เป็นธรรมดา แท้ ๆ จิตนี้ก็เหมือนกัน พอเริ่มไปบังคับกำหนดอะไรมันเข้ามันจะต่อสู้จนมีอาการ กระวนกระวายอย่างน่าตกใจ คือมันไม่ยอม ; เหมือนช้างป่าที่กำลังอาละวาดต่อสู้ ผู้ฝึกก็ชักจะสงสัย ชักจะงงรวนเรว่า นี่มันจะไปรอดหรือไม่รอด. ก็มีเป็นอันมาก เหมือนกันที่ล้มละลายกันเสียตอนนี้ ว่า จิตของเราฝึกไม่ได้, ยิ่งไปฝึกมัน มันก็ ยิ่งดื้อดึงมากไปกว่าเดิม ยิ่งมีอะไรมากไปกว่าเดิม สู้ไม่ฝึกไม่ได้ ; เข้าใจกันผิดอย่างนี้

น.273 พอสักว่าไปกำหนด หรือจับตัวมาฝึก มันก็จะกำเริบดิ้นรนขึ้นมา, ทีนี้ จนกว่าจะฝึกเสร็จ กินเวลา กินแรงงาน กินการประกอบกระทำมาก จนกว่าจะฝึกเสร็จ. ถ้าฝึกเสร็จแล้ว มันก็มีภาวะเชื่อง เรียบร้อยเหมือนช้างที่อยู่ในป่า, แต่ว่า เดี๋ยวนี้มันต่างกันมากแล้ว คือมันใช้ได้, มันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยได้ มันเอาไปใช้ ประโยชน์อะไรได้, มันต่างกว่าช้างที่อยู่ในป่าตรงนี้ ; แต่ดูภาวะมันก็กลับเหมือนเดิม คือไม่ดิ้นรน ไม่ต่อสู้. จิตนี้ก็เหมือนกัน จนกว่าจะฝึกเสร็จ มันจึงจะปรกติ. เพราะ ฉะนั้นตรงนี้อยากจะให้รู้เทคนิค หรืออุบายว่า อย่าไปตกใจ อย่าไปสนใจ อย่าไปตื่นเต้น ในกรณีที่ว่า พอไปฝึกมันเข้ามันก็ยิ่งต่อสู้ใหญ่, ทำไม่รู้ไม่ชี้เรื่อย คงฝึกไปเรื่อย จนกว่ามันจะเข้ารูปกัน มันก็จะสม่ำเสมอได้. เราจะต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่า ลมหายใจนี้มันเนื่องกันอยู่กับอารมณ์เสมอไป “ อารมณ์ ” นี้ไม่ได้หมายถึงอารมณ์สำหรับกำหนดข้างนอก, แต่หมายถึงอารมณ์ข้างใน ของคนที่กำลังรู้สึกอยู่อย่างไร. อารมณ์ในภาษาบาลีหมายถึง object ข้างนอก สำหรับ จิตจะไปกำหนด ; อารมณ์ในภาษาไทยคือ mood หมายถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างใน มันจะ หลอกคุณได้สำหรับภาษา. จิตมันขึ้นอยู่กับอารมณ์, แล้วแต่ mood ของคนในขณะนั้น จะเป็นอย่างไร ; ลมหายใจมันก็ขึ้นอยู่กับ mood นั้น, มันเปลี่ยนไปได้ด้วยกัน ขึ้นด้วยกัน ลงด้วยกัน อะไรด้วยกัน. ลมหายใจนี้มันเนื่องกันอยู่กับอารมณ์ของจิตในเวลานั้น ๆ : ในเมื่อ ตื่นเต้น หรือว่ามีการต่อสู้ มันก็หยาบและสั้น. การที่มีลมหายใจหยาบมันก็มีลักษณะสั้น ถ้าลมหายใจละเอียด ลมหายใจมันก็ยาว. เพราะว่าลมหายใจละเอียด นั้นคืออารมณ์ดี มีความปรกติของร่างกายมาก ลมหายใจก็ยาว ; พออารมณ์ไม่ดี ลมหายใจมัน ก็หยาบขึ้นมา คือเร็วขึ้นมา มันก็สั้น. ความเร็วมันก็คู่กับความสั้น, ความช้า หรือนานมันก็คู่กับความยาว หรือความละเอียด.

น.274 คุณจะเริ่มเข้าใจคำว่า "สั้น หยาบ เร็ว, กับคำว่า ยาว ละเอียด หรือช้า" เมื่อเราเอามาจับคู่กันต่างหาก เราจึงจะรู้ความหมายของคำว่า สั้น ว่า ยาว . ถ้าไม่มี คู่ปรับ ไม่มีคู่เทียบ เราไม่อาจจะรู้ว่าสั้นหรือยาว. คนที่เคยเรียนเรื่องสัมพัทธ์ทฤษฎี มาบ้างแล้วก็ย่อมจะรู้ได้. ถ้าไม่มีอะไรมาเปรียบมันก็ไม่รู้ว่า สั้นหรือยาวกว่ากัน ; มันจะมี สั้นหรือยาวเฉพาะกรณี ตามความหมายของกรณีนั้น ๆ. ทีนี้ เรามีกฎเกณฑ์เฉพาะในเรื่องอานาปานสติ โดยมาตรฐานถือว่า ตาม ปรกตินั้น เมื่อไม่มีอะไรมารบกวนแล้ว คือยังมีอารมณ์ดีอยู่นั้น มันหายใจยาวอยู่ ตามปรกติ. พอมีอารมณ์ร้าย เช่นว่าโกรธขึ้นมา กลัวขึ้นมา มันก็เริ่มสั้น เร็ว และ หยาบ. เหมือนกับขณะที่เราหายใจตึ๊ก ๆ นี้ ลมหายใจก็หยาบสั้นเพราะความกลัว หรือ เพราะความรัก หรือเพราะความกำหนัด หรือเพราะอะไรก็ตาม, พออารมณ์แรง ทำให้ลมหายใจหยาบ เร็ว และสั้น ; นี่มันเป็นเครื่องวัดกันได้ในตัวหมด. เพราะฉะนั้นคุณจะต้องจับได้ หรือสังเกตเห็นได้ว่า การรู้ความที่ลมหายใจ มันยาวหรือสั้นนี้ มันหมายความว่า ย่อมรู้ไปถึงอารมณ์ที่เนื่องกันอยู่กับจิตด้วย เป็นธรรมดา, เพราะมันเกี่ยวพันกันอยู่อย่างนี้ : รู้ความหยาบและความละเอียดของ ลมหายใจ, แล้วก็รู้ความที่มันเนื่องกันอยู่กับร่างกาย ซึ่งพลอยหยาบหรือพลอยละเอียด ไปตามลมหายใจด้วย. ต่อข้อเท็จจริงอันนี้ จะต้องไปศึกษากันเป็นพิเศษ ในขั้นที่ ๓. เดี๋ยวนี้เป็นขั้นที่ ๑ ซึ่งต้องการเพียงจะให้รู้จักลักษณะ หรือธรรมชาติของ ลมหายใจเท่านั้น ยาวก็ตาม สั้นก็ตาม. ฉะนั้นท่านตรัสไว้ดีแล้ว เป็นเทคนิคที่ดีแล้ว ว่า ตอนแรกนี้อย่าเพ่อไปสนใจอะไรให้มันยุ่งมากไปก่อน, ให้ตั้งต้นกำหนดธรรมชาติ ลมหายใจที่ปรกติ ที่ยาว ที่นาน ที่ละเอียด อยู่ตามปรกติ เป็นมาตรฐานที่ตรงกลาง ไว้ก่อน เรียกว่าปรกติก็ได้, แต่จัดไว้ในพวกที่ยาว. ถ้าเราจะวางหลักว่า ปรกติ ไม่ใช่

น.275 ยาว ไม่ใช่สั้น มันก็ได้เหมือนกัน, แต่มันจะยุ่งที่จะไปบัญญัติว่ายาวอย่างไร สั้นอย่างไร ขึ้นมาเป็น ๓ เรื่อง ; เพราะฉะนั้น อาจารย์ทั้งหลายไม่แนะนำอย่างจะใช้วิธีของวิชา อย่างอื่น ที่จะเอาลมหายใจตามธรรมชาติ ที่เป็นระดับกลาง ยาวอย่างไร หรือสั้น อย่างไร, แนะนำให้ถือว่า ใจคอปรกตินั้นเรียกว่าอยู่ในพวกยาวแล้ว คือยาวตาม ธรรมชาติ. มันก็ยังเหลืออยู่แต่ว่า ถ้ามันสั้น เพราะอารมณ์มันเปลี่ยนแปลง มัน ก็สั้น. ทีนี้เราควรสังเกตว่า บางทีเราถอนหายใจยาวกว่าธรรมชาติ ก็อยู่ในพวกยาว, แล้วไม่เท่าไรมันก็เข้าสู่ภาวะเดิม คือภาวะปรกติ ที่ไม่ต้องถอนหายใจยาว. มันจะมี ความยาวมากกว่าเดิมนิดหน่อยหรือไม่นั้น มันก็เป็นข้อเท็จจริงอีกอันหนึ่งต่างหาก ซึ่งเราจะรู้ได้เอง. นี้เป็นการอธิบายคล้าย ๆ กับว่า ๒ ขั้นพร้อม ๆ กันไปในตัว ในบางอย่าง; เพราะเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ, แต่การปฏิบัตินั้น ขั้นที่ ๑ ศึกษาเรื่องความยาวโดยเฉพาะ ขั้นที่ ๒ ศึกษาความสั้นโดยเฉพาะ แต่นี่มันเป็นนิตินัย, โดยพฤตินัยตามที่เป็นอยู่จริง ตามธรรมชาตินั้น เดี๋ยวมันสั้น เดี๋ยวมันยาว แล้วแต่อารมณ์. พอเราไปกำหนดศึกษา ตั้งหน้าตั้งตาทำอานาปานสตินี้ เราก็ต้องเป็นผู้ฉลาด มีความฉลาดในเรื่องลมหายใจ, รู้เท่าทัน จนถึงกับว่ายาวอย่างไร สั้นอย่างไร. ถ้าสมมุติว่าทีนี้เราหายใจยาว ก็รู้ว่า มันยาวอย่างปรกติ. ที่นี้หายใจสั้นก็รู้ว่า อ้าว ! สั้นเพราะว่ามีอะไรเกิดแทรกแซงขึ้นใน อารมณ์, หรือว่ามีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย. เช่น คนเข้าไปเริ่มกำหนด เริ่มฝึก มันก็ สั้นกว่าธรรมดา, หรือว่าอารมณ์ร้ายเกิดขึ้น มันก็สั้นกว่าธรรมดา. รวมความว่าทั้ง ๒ ขั้นนี้ เราไปนั่งศึกษาธรรมชาติของลมหายใจก็ได้, หรือ เรียกว่าความรู้ตามธรรมชาติก็ได้, แต่ว่าความรู้ตามธรรมชาตินั้นนั่นแหละจะมากลายเป็น ความรู้พื้นฐานของธรรมะในทางศาสนาต่อไป ; จะต้องเข้าใจธรรมชาติให้ถูกต้องเพียงพอ เอามาเป็นพื้นฐาน ของการปฏิบัติ หรือความรู้ทางศาสนาต่อไป ; ทีนี้ เราจะ

น.276 เป็นผู้ทำตัวเป็นนักศึกษาธรรมชาติภายในเกี่ยวกับลมหายใจเป็นขั้นแรก ; อย่าไปรู้สึก excite หรือสนใจ หรือทำตัวเป็นนั่น เป็นนี่ มากไปกว่าเราไปนั่งกำหนดธรรมชาติ ดูเล่น ๆ ไปอย่างนั้นก่อนดีกว่า. มันจะมีภาวะปรกติมาก แล้วรู้ได้ง่าย. ถ้าไปเขม็ง หรือเกร็งในทางจิตใจที่จะรู้อย่างนั้นอย่างนี้ เฝ้าจ้องจับที่จะรู้อย่างนั้น อย่างนี้มากเกินไป ลมหายใจมันก็จะไม่มีทางที่จะปรกติได้, จะไม่สู่ภาวะธรรมชาติได้. มันจะเพิ่มความ ยุ่งยากลำบากให้เป็นอันมากทีเดียว. ได้พูดมาแล้วว่า ในการที่เราจะจับธรรมชาติของลมหายใจ ว่ามีปรกติอย่างไรนั้น มันมีปัญหาอยู่ตรงที่ว่า พอไปกำหนดมันเข้า มันเปลี่ยนสภาพ ที่นี้เราจะจัดให้มันกลับ คงสู่สภาพเดิม เราก็ต้องตั้งต้นบังคับด้วยการหายใจยาว, บังคับให้มีการหายใจยาวที่สุด เท่าที่จะยาวได้ แล้วค่อย ๆ ผ่อนลงไปให้มันลงเป็นภาวะธรรมชาติเดิม นี่เรียกว่าเราต้อง บังคับให้หายใจยาว. หรือความมุ่งหมายอีกอันหนึ่ง เราก็อยากจะรู้ว่า ยาวที่สุดนั้นมัน ยาวได้ถึงไหน, ยาวเกินปรกติ ยาวเกินความจำเป็นนี้มันยาวได้ถึงไหน. เราก็ใช้ การบีบบังคับอย่างสุดเหวี่ยง เพื่อรู้ว่ามันยาวถึงที่สุดได้ถึงไหนก่อน. ที่นี้คุณจะพบ ข้อเท็จจริงอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ตรงกับที่เขารู้กันอยู่ หรือเข้าใจกันอยู่ เช่นว่า :- พอหายใจเข้า ท้องมันก็ใหญ่ออก หรือพองออก, พอหายใจออกท้องมัน ก็แฟบเข้า. นี้เป็นคำพูดที่พูดไปตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการบังคับซึ่งใคร ๆ ก็เห็นอย่างนั้น เข้าใจอย่างนั้น รู้สึกอย่างนั้น, คือพอหายใจเข้าท้องมันก็ใหญ่ออกไป, พอหายใจออกท้องมันก็แฟบเข้ามา. แต่ถ้าในกรณีที่มีการบังคับสุดเหวี่ยงอย่างที่ว่า เพื่อ test อะไร มันจะกลับตรงกันข้าม. คุณไปลองทำดูเองจะพบความจริงข้อนี้. ถ้าหายใจ เข้าสุดเหวี่ยง อย่างที่เรียกว่าสุดเหวี่ยงจริง ๆ แล้ว จะรู้สึกว่า ส่วนบนต่างหาก ส่วนอก ส่วนบนนี้มันจะพองออก, ส่วนท้องส่วนล่างลงไป ถึงท้องน้อยมันจะแฟบเข้า. เรา ยิ่งหายใจเข้ามากเท่าไร อัดเข้าไปให้มากเท่าไร ส่วนอกนี้มันจะพองใหญ่ แต่ส่วนท้อง

น.277 มันจะต้องแฟบเพราะว่าโครงกระดูกมันบังคับ. ถ้าจะให้ทรวงอกมันใหญ่ออกไปเท่าไร ส่วนท้องมันก็ต้องแฟบเข้าเป็นธรรมดา ; เพราะฉะนั้นการหายใจเข้าสุดเหวี่ยง มันทำ ให้ท้องส่วนล่างแฟบ. การหายใจออกก็เหมือนกันอีก ถ้าเราหายใจออกสุดเหวี่ยง โครงอกส่วนบน มันก็จะต้องแฟบ เมื่อมันต้องแฟบลงไปเท่าไร มันก็ไปกินเนื้อที่ ไปเรียกเอาเนื้อที่ ส่วนท้อง ไปเพิ่มความเบ่งส่วนท้องตอนล่าง, ฉะนั้นท้องข้างล่างจึงป่องออกไป. มันเลยเป็นคำพูดที่กลับตรงกันข้ามกับที่ว่า หายใจเข้ามันก็พองออก, หายใจออกมัน ก็ยุบเข้าทำนองนี้. มันอยู่ที่ว่าสุดเหวี่ยง หรือไม่สุดเหวี่ยง. ที่นี้การหายใจสุดเหวี่ยงนี้ เราไม่ได้ถือเป็นหลัก เราถือเอาเพียงแต่เป็นเครื่องทดสอบ อันหนึ่งเท่านั้น ว่ายาวที่สุด นั้นเป็นอย่างไร. ตรงนี้ขอแทรกหน่อยหนึ่งว่า หายใจยาวที่สุด สุดเหวี่ยงแบบนั้นมันไม่เกี่ยว กับเรื่องปฏิบัติอานาปานสติโดยตรง, มันเป็นเพียงเรื่องทดสอบอะไรนิดหน่อย, แต่มัน กลับไปเป็นผลดีทางอนามัย หรือทางอย่างอื่น ซึ่งคุณก็รู้อยู่แล้ว ; และในกรณีนี้ เราก็ต้องการความมีอนามัยดีอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเราก็ทำได้ เพื่อความเป็นผู้มี อวัยวะหายใจแข็งแรง, มีอวัยวะภายในแข็งแรง มีอนามัยดีด้วย, เพื่อจะรู้จักความ ยาวสุดเหวี่ยงนั้นเป็นอย่างไรด้วย. และประโยชน์อันที่ ๓ ก็คือว่า ถ้าเราหัดหายใจยาว สุดเหวี่ยงอยู่เสมอแล้ว ความยาวตามธรรมดามันก็จะยาวกว่าเมื่อก่อนด้วย. ฟังให้ดี ๆ เมื่อกี้นี้พูดว่า ถ้าปล่อยไปตามปรกติ อารมณ์ปรกติ เราเรียกว่า ลมหายใจยาว, แต่ถ้าเดี๋ยวนี้เรามาหัดเพิ่มหายใจยาวสุดเหวี่ยงอยู่เป็นประจำ ด้วยการ บังคับ, แม้เมื่อไม่มีการบังคับ เมื่อปล่อยไปตามธรรมชาติ มันก็จะยาวกว่าความยาว เดิม ก่อนแต่ที่จะมีการบังคับอย่างสุดเหวี่ยงอยู่บ่อยๆ. ก็แปลว่า เราได้ความจริง

น.278 และได้ข้อเท็จจริงขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า ยาวนี้มันก็ไม่แน่นอนว่ายาวแบบไหน ยาวตาม ธรรมชาติ หรือยาวเมื่อบังคับสุดเหวี่ยง, หรือว่าความยาวตามธรรมชาติอันใหม่ ที่มัน เกิดขึ้นหลังจากที่มีการบังคับยาวสุดเหวี่ยง นี้อยู่เป็นประจำ. ดังนั้นการที่บังคับเรื่อง ยาวสุดเหวี่ยงให้มันมากพอนี้มันก็มีประโยชน์ ที่ทำให้เรารู้จักความยาวตามธรรมชาติของ มันนั้นเป็นอย่างไร, และในลักษณะที่มันมีประโยชน์แก่ร่างกายนี้เป็นอย่างยิ่งด้วย. เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจฝึกส่วนนี้เป็นขั้นแรก หรือเป็นบาทฐาน เป็นรากฐานขั้นแรก เพื่อรู้จักความยาวของลมหายใจนั้น. ต่อไปเราก็ฝึกตามระเบียบ ตามหลักที่มีอยู่แล้ว เป็นระเบียบ ว่าเมื่อมีลม หายใจยาวนั้นก็คือยาวอย่างนี้; มันก็เลยเป็นเทคนิคเฉพาะขึ้นมาว่า มีความยาว อย่างนี้, เราจะกำหนดไว้เป็นมาตรฐานของความยาว การฝึกในขั้นที่ ๑ มันก็เข้ารูป, หรือว่าเป็นไปอย่างที่เรียกว่า เราเริ่มรู้ความจริง หรือประสบความสำเร็จ ในการรู้เรื่อง ลมหายใจยาว. ทีนี้ก็มาถึง เทคนิคเกี่ยวกับการนับ คือนับ ๑ - ๒ - ๓ - ๔, การนับ ในขณะที่มีการหายใจนั้น มันมีความมุ่งหมายอยู่ ๒ อย่าง : อย่างที่ ๑ เพื่อจะรู้ความยาว ของลมหายใจนั้นว่า มันยาวเท่าไร, ความมุ่งหมายที่ ๒ ก็เพื่อจะยืดความยาวออกไปตาม ที่ต้องการ หรือจะหดความยาวเข้ามาตามที่เราต้องการ. อย่างที่ ๑ เพื่อจะรู้ความ ยาวของมันตามธรรมชาติที่เข้ารูปดีแล้วนั้น, เราก็มีการนับว่าลมหายใจยาวของเรา โดยเฉพาะ อย่าเอาของคนอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย ว่าเรามีความยาวเท่าไร, รู้ได้ด้วย การนับ. การนับนี้เราต้องมีหลัก. ตามธรรมดาเราก็มีหลักเรื่องการนับอยู่แล้วใน โรงเรียน. มันก็นับอย่างที่เขานับอะไร ๆ ทั่วไปในการกีฬาอะไรก็ตาม ซึ่งมันมีหลัก

น.279 พอจะพูดได้ว่า นับวินาที นับ ๑ - ๒ - ๓ - ๔, ตามหลักที่เขานับ มันจะลงวินาทีพอดี. เวลาเราทำงานอื่น ๆ เกี่ยวกับที่เขากำหนดเวลาเป็นวินาทีนี้, เราไม่มีนาฬิกา เราก็ใช้ การนับอย่างที่เราเคยฝึกมาแล้วอย่างดีนี้ มันก็ได้, มันลงเผงนับถึง ๖๐ พอดี ๑ นาที. เพราะฉะนั้นการนับนี้คุณจะต้องหัดโดยเฉพาะ จนเป็นผู้นับตรงตามวินาที จะใช้ประโยชน์ ได้ทั่วไป ไม่เฉพาะในเรื่องนี้. เมื่อเราเป็นผู้สามารถในการนับดีอยู่แล้ว เราก็นับได้ในขณะที่เรามีการ หายใจ, โดยเฉพาะหายใจยาว ; เรานับไปได้ถึงเท่าไร ตีเสียว่าถึง ๒๐, ก็นับว่า ยาวมาก นี่ก็หมายความว่า ปรกติของเรานับถึง ๒๐ เราก็ถือเป็นปรกติ มาตรฐาน ของเรา. บางคนมันอาจจะเพียง ๕ - ๖ - ๗ - ๘ อะไรก็ได้. มันแล้วแต่ภาวะ หรือ ความเป็นอยู่ หรือความเคยชินของบุคคลนั้น. ถ้าไปถึง ๑๐ ถึง ๑๕ ก็นับว่า คนนั้น มีความยาวเป็นที่น่าพอใจ, นับว่าเป็นผู้มีลมหายใจยาวดี สุขภาพดี. นั่นเป็นอีก เรื่องหนึ่งต่างหาก ไม่พูดถึง ; ในที่นี้จะพูดถึงแต่เพียงว่า เราจะรู้ว่า ยาวของเรามัน เท่าไร ; เราจะทดสอบได้ง่าย จนมันลงอย่างนั้นทุกที จนกระทั่งเมื่อเรามีอารมณ์ ปรกติ ใจคอปรกติ ไม่มี excite ไม่มีอะไร, เรานับลมหายใจของเราได้ถึง ๑๕ เสมอไป. ถ้าเราตกใจ เรากลัว เรากระหืด กระหอบ อะไรขึ้นมา มันสั้นเข้ามา มันก็นับได้ ไม่ถึง, อาจจะได้ ๑-๒-๓ หรือ ๑ ก็ไม่แน่, เมื่อเราหอบมันก็คือ ๑ นั่นเอง. ถ้ามัน ปรกติมันก็ไปถึง ๑๐ หรือ ๑๕ เป็นต้น. เจตนาอันทีแรกเราต้องการจะรู้ความยาวของ ลมหายใจ เราจึงนับ, เราจะต้องฝึกจนเข้าใจได้ดีด้วย. ความมุ่งหมายอันที่ ๒ นั้น คือว่า จะบังคับมัน จะควบคุมมันให้ยาวออกไป, ให้สั้นเข้ามา, โดยการนับอีกเหมือนกัน. อันแรกที่สุดมันก็ทำได้ง่ายๆ โดยที่เรา แกล้งนับให้ช้า, ถ้าเรานับ ๑๕ ช้า ๆ กับการหายใจลงพอดีอย่างนี้ ลมหายใจนั้นจะ ยาวกว่าธรรมดา. ทีนี้ทำนองตรงกันข้าม เราแกล้งนับ ๑๕ นี้ให้มันเร็วเข้า นับถี่เข้า

น.280 กว่าธรรมดา, ลมหายใจมันก็ต้องสั้นเข้าเป็นธรรมดา. นี่เรียกว่า control กันโดยเฉพาะ ด้วยอาศัยการนับ จนมันอยู่ในการ control ตามที่ต้องการได้ นี้โดยหลักใหญ่ การนับ ก็ใช้กันอยู่ ๒ วิธีนี้ เพื่อรู้ธรรมชาติของมันอย่างหนึ่ง, เพื่อ control มันอย่างหนึ่ง. ขั้นนี้ก็เรียกว่าเราเป็นผู้คล่องแคล่ว หรือแตกฉานในเรื่องลมหายใจมากขึ้น ๆ ด้วยการทำ ให้ยาวก็ได้ ให้สั้นก็ได้ โดยวิธีนับให้มันช้า หรือให้มันเร็วเข้า. อีกอย่างหนึ่งมันก็ยังมีทางทำได้อีก คือว่า เรายืดตัวเลขที่นับนี้ออกไปแทนที่ จะใช้มันเป็น ๑๕, ให้มันเป็น ๒๐, ๒๕ ออกไปก็ได้ ด้วยการนับในจังหวะเท่าเดิม. หรือว่าเราจะทำให้มันสั้นด้วยการนับไม่ถึง ๑๕ เหลือเพียง ๑๐ ก็ได้ ; นี้ก็เป็นวิธี control อีกเหมือนกัน เกี่ยวกับการนับเหมือนกัน แต่มันนับคนละอย่าง. ถ้าเราจะอาศัยการ นับเท่าเดิม มาตรฐานเท่าเดิม เราก็เพิ่มปริมาณของมันออกไป, เพิ่มปริมาณเลข หรือหดปริมาณเลขเข้ามา. ถ้าเราจะชอบวิธี นับให้มันห่างออกไป หรือสั้นเข้ามา เพื่อ รักษาตัวเลขเดิมไว้ เช่นสมมุติว่า ๑๕ นี้เป็นเทคนิคเบ็ดเตล็ดที่เราจะต้องรู้ จะต้องมี ในการที่จะจัดการกับลมหายใจนั้น. ดังนั้นมันก็รวมอยู่ในการปฏิบัติขั้นที่ ๑ ในขั้น ทีแรกด้วยเหมือนกัน ที่คุณจะไปวัดความยาวของมันดู ; แล้วไปควบคุมความยาวของมัน หรือยืดออกไป หรือหดเข้ามาดู. ทีนี้มันก็ง่ายที่จะรู้ความสั้น เราเอาของเราคนเดียวเป็นหลักก็ได้ เพราะ มันไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันทุกคน. เรารู้ความยาวหรือความสั้นของเราเองโดย เฉพาะเข้าไว้เป็นหลัก, เมื่อทำไปสักเดือนหนึ่งเท่านั้น มันก็จะเป็นของที่ง่าย คล่องแคล่ว หรือแตกฉาน จนสามารถที่จะปฏิบัติโดยหัวข้อที่ว่า เมื่อหายใจยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า หายใจยาว, เมื่อหายใจสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าหายใจสั้น : แม้มันจะผิดกันนิดเดียว, หรือต่างกันนิดเดียวเราก็รู้. เพียงเท่านี้ก็เรียกว่าเป็น ผู้รู้ ด้วย เป็น ผู้มีสติ ด้วย.

น.281 มีสติก็คือว่า จะควบคุมความสั้นยาวนี้ ได้เป็นระเบียบ ด้วยอาศัยความรู้ ; ทำให้สตินี้ กำหนดรู้ได้ว่า แม้มันสั้นไปนิดเดียวเราก็รู้, แม้มันยาวไปนิดเดียวเราก็รู้ คราวนี้มันจะได้ผลเลยไปถึงว่า เดี๋ยวนี้จิตก็ละเอียด สติสัมปชัญญะก็ละเอียด จิตก็มีสมรรถภาพในทางละเอียดประณีต สติสัมปชัญญะก็มีสมรรถภาพ ในทางละเอียด ประณีต, พร้อมที่จะรู้สึกอะไรที่เป็นของละเอียด หรือของที่ผิดกัน แม้เพียงนิดเดียว นี้ได้ ดังนั้นขออย่าได้คิดว่า พูดแต่เพียงคร่าว ๆ หยาบ ๆ ส่งเดช. ยาวก็รู้ว่ายาว สั้น ก็รู้ว่าสั้นเท่านี้ใคร ๆ มันก็รู้. กลายเป็นว่าเป็นเรื่องที่พูด ๆ ไปเท่านั้นเอง. ความจริง ใคร ๆ ก็รู้ว่ายาวก็ยาว สั้นก็สั้น, แต่มันไม่ได้รู้อย่างละเอียดเหมือนที่เรากำลังพูดอยู่นี้. เราจะต้องระวังให้ดี ๆ ในเมื่อเราต้องการจะเป็นผู้แตกฉานเกี่ยวกับเรื่องลมหายใจ ในการ ฝึกอานาปานสติต่อไป. เพราะฉะนั้นเราศึกษารู้จักธรรมชาติของมัน, เรารู้จักควบคุม เปลี่ยนแปลง ผิดจากธรรมชาติได้ตามที่เราต้องการ. เราอาศัยการนับนี้เป็นเครื่องวัดความยาว และ ควบคุมความยาวโดยวิธีอย่างที่ว่านี้. นี้เป็นแนวที่คุณจะต้องไปทดลองฝึกด้วย จนทำได้ เหมือนที่ว่ามา. ในที่สุดก็ประมวลความรู้ทั้งหมดนี้ จนรู้ธรรมชาติของร่างกาย ของ จิตใจ ของลมหายใจ ของอะไร จนเรามองเห็นชัดเลยว่า หยาบ หรือละเอียด สั้นหรือยาว ช้าหรือเร็วนี้ มันขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นส่วนสำคัญ. ข้อนี้ต้องจับให้ได้ ศึกษาให้เข้าใจ อย่างแท้จริง จึงจะไปปฏิบัติในขั้นที่ ๓ ได้โดยง่าย. ถ้าเราไม่สนใจพิถีพิถันในขั้นนี้แล้ว เราจะลำบากที่จะเข้าใจ หรือปฏิบัติในขั้นที่ ๓ เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวให้ดีตั้งแต่ขั้น ที่ ๑ จนรู้ความสั้น ความยาว ความหยาบ ความละเอียด ความช้า ความเร็ว ว่า มัน สัมพันธ์กันอยู่กับอารมณ์ของจิต ฉะนั้นถ้าเราบังคับความสั้น ความยาว ความหยาบ

น.282 ความละเอียด ของลมหายใจได้ มันก็คือบังคับจิตได้. คือบังคับอารมณ์ได้ หรือ เปลี่ยนอารมณ์ได้. ความมุ่งหมายที่สุดท้ายของเราก็คือ เพื่อที่จะบังคับจิต, หรือว่า เปลี่ยนลักษณะธรรมชาติของจิต ให้มาอยู่ในภาวะที่เราต้องการ. นี่มันก็เริ่มรู้ เริ่มการบังคับ เพื่อการเปลี่ยนภาวะของจิต ไปตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ตั้งต้นด้วยความรู้ความเข้าใจ หรือ experience ไปเลยว่า ในความหยาบ ความละเอียดของลมหายใจ หรือความสั้น ความยาวของลมหายใจ นี้มันมีเรโช ( ratio ) เท่ากับอารมณ์ สัมพันธ์กันอยู่กับอารมณ์คือ mood ของเรา ; ต้องเป็นผู้แตกฉานในเรื่องนี้ เราจึงจะจัดการกับมันได้ หรือควบคุม มันได้. ความรู้ทั้งหมดนี้อธิบายกันเสียในคราวเดียว เกี่ยวกับคำว่า " ลมหายใจยาว " ซึ่งอันนี้จะทำให้คุณศึกษาเปรียบเทียบโดยกลับตรงกันข้าม ก็จะรู้เรื่องลมหายใจสั้น ซึ่ง เป็นความมุ่งหมายขั้นที่ ๒ ว่า :- ภิกษุนั้นเมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า เราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจเข้าสั้น. ที่นี้ โดยหลักใหญ่ เราก็ใช้หลัก logic ธรรมดานั้นอีกว่าคืออะไร ? เพราะเหตุไร ? เพื่ออะไร ? โดยวิธีใด? ที่เคยใช้มากับลมหายใจยาวอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็เอามาใช้กับลมหายใจสั้นๆ ว่า ลมหายใจสั้นนี้คืออะไร? เพราะเหตุอะไร ? เพื่อผลอย่างไร ? แล้วก็โดยวิธีใด? มัน ก็เพียงแต่กลับตรงกันข้ามกับเรื่องยาว. ก็คือ : - เมื่อถามว่า คืออะไร? ก็คือภาวะที่ไม่ปรกติของลมหายใจ. เพราะอารมณ์ภายใน หรือเพราะสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้ามาทำให้เกิดอารมณ์ภายใน เปลี่ยนไป, มันจึงสั้น สั้นจนสั้นมาก สั้นมากจนหายใจไม่ค่อยทัน. มันเปลี่ยนไป ตามอารมณ์ เช่นว่า เรานั่งตามสบายอยู่ หายใจเป็นปรกติอยู่, พอเราเกิดย้อนระลึก ถึงความหลัง เกิดความเศร้า หรือเกิดความกลัวอะไร ความเสียใจอะไรขึ้นมา, ลมหายใจมันก็เปลี่ยนทันที. เปลี่ยนเป็นสั้น หรือไม่พอใช้. เรานั่งอยู่ที่นี่แท้ ๆ

น.283 ไม่ได้ลุกไปไหน มันก็ยังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา. นี่ความสั้นคืออะไร ? คือผิดภาวะปรกติ, เพราะอารมณ์มันเปลี่ยน .. ถามว่า เพราะเหตุใด ? ก็เพราะมันผิดปรกติ, เพราะอารมณ์มัน เปลี่ยน , เพราะเหตุนั้นมันจึงมีผลปรากฏอยู่ คือสั้น. หายใจสั้นนี้มันจะมีผลอะไร คือเพื่ออะไร ? เพื่อความไม่ปรกติ แล้วก็มีผลไปในทางร้าย คือความไม่สบาย ไม่เป็นสุข. สั้นนี้จะสั้นได้โดยวิธีใด ? มันก็ตอบได้ว่าสั้นเองโดยความผิดปรกติ ธรรมชาติมันก็สั้นเองได้, หรือว่าเราจะทำให้สั้นโดยวิธีเราบังคับมัน ตามวิธีนับนั้นก็ได้ มันสั้นได้โดยวิธีใดบ้าง ? มันก็เป็นอย่างนี้. นี่เป็นหลักทั่วไป. แต่อย่าลืมว่าทุกอย่าง มันมีข้อแม้มีข้อยกเว้นพิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็ยังต้องมี ในเรื่องลมหายใจยาวก็ตาม ในเรื่องลมหายใจสั้นก็ตาม. ข้อแม้หรือข้อยกเว้นพิเศษ จากที่ว่ามานี้ มันก็ต้องมี, แต่นี่เป็นหลักที่ใช้ทั่วไป. รายละเอียดอื่น ๆ ก็ได้พูดแล้วในเรื่องลมหายใจยาว, มัน มาเหลือสำหรับพูดในเรื่องลมหายใจสั้น ก็เพียงเปรียบเทียบเท่านั้น เพียงกลับตรงกัน ข้ามเท่านั้น. ปัญหาอันสุดท้ายก็คือว่า ลมหายใจสั้นไม่ใช่ภาวะที่น่าปรารถนา แล้วเราจะ แก้ไขมันอย่างไร ? จะแก้ไขความสั้นนั้นอย่างไร ? บทที่จะต้องฝึกเกี่ยวกับลมหายใจสั้น นั้นก็มีอยู่ ๒ แขนง หรือ ๒ สาย. ฝึกอย่างหนึ่งก็คือว่า ปรับปรุงลมหายใจสั้นให้มัน เข้าสู่ภาวะปรกติ คือยาวตามภาวะปรกตินี้อย่างหนึ่ง, แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เราจะ ฝึกอย่างมาเหนือเมฆ โดยที่ว่าเมื่อลมหายใจยาวมีอารมณ์อย่างไร เราก็ให้มีอารมณ์อย่าง นั้นได้ แม้ในขณะที่มีลมหายใจสั้น. อันนี้เป็นการฝึกยากหน่อย, ลมหายใจยาว ใจคอปรกติสบายอย่างไร เราก็จะต้องทำให้มีภาวะอย่างนั้นได้ แม้ในขณะที่มีลมหายใจสั้น .. นี้คุณก็จะเห็นได้เองทันทีว่าผิดธรรมชาติ, มันเป็นการฝึกที่ฝืนธรรมชาติหรือฝึกเป็น พิเศษที่จะต้องเอาชนะธรรมชาติส่วนนี้, มันก็ต้องมีความยากลำบากบ้างเป็นธรรมดา, แต่พอฝึกได้มันก็มีผลดีเกินคาด. เพราะฉะนั้นเราฝึกถึงขนาดที่เรียกว่าจะเป็นลมหาย ใจยาว หรือลมหายใจสั้น เรารักษาภาวะปรกติของจิตไว้ได้เป็นส่วนสำคัญ ; นี้มันก็มี

น.284 ผลไปในทำนองที่ว่า เราอยู่ในภาวะที่ไม่มีความทุกข์ได้, ไม่มีความระคาย ขุ่นมัวอะไรได้ ทั้งในขณะที่เรามีลมหายใจยาว หรือลมหายใจสั้น นั่นเอง. อันนี้เราจะต้องทำอย่างมีฝีมือมากทีเดียว จึงจะทำจิตให้มีปรกติอยู่ได้เหมือนกันได้ทั้งใน ขณะที่มีการหายใจยาว และมีการหายใจสั้น. อันนี้มันเป็นผลต่อไปถึงข้อที่ว่า เราจะบังคับอารมณ์ร้ายต่าง ๆ ในกาล ข้างหน้าได้ ด้วยการบังคับทางลมหายใจ ให้เป็นถึงกับว่าตามปรกติ ที่คนตามปรกติ เขามีอารมณ์ร้าย ลมหายใจสั้นนั้น เราไม่ต้องเป็นอย่างนั้น. เรามีอารมณ์ตรงกันข้ามได้ เรามีอารมณ์เหมือนกับเมื่อเรามีลมหายใจยาวได้นั่นเอง. นี้ผมจึงใช้คำว่าออกจะมา เหนือเมฆ, คือที่คนธรรมดาจะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้. นี่เกี่ยวกับลมหายใจสั้น มัน มีปัญหาต่างจากลมหายใจยาวอย่างนี้ : เพราะว่าลมหายใจยาว มันไม่ทำปัญหาให้เกิดขึ้น ในการที่จะมีความระส่ำระสายกระวนกระวาย, ส่วนลมหายใจสั้นนี้มันเป็นลักษณะเฉพาะ ของความกระวนกระวายหรือความไม่เป็นปรกติ, ต้องเกี่ยวกับการแก้ไข. พระพุทธเจ้า จึงทรงสอน ให้สังเกตดูให้ดีที่สุด ทั้งลมหายใจยาว และลมหายใจสั้น. ดังนั้น จึงได้กล่าวว่า เมื่อหายใจยาว ก็รู้ตัวทั่วถึงว่า หายใจยาว เมื่อหายใจสั้น ก็รู้ตัวทั่วถึงว่า หายใจสั้น. นี้เรียกว่าในการฝึกขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ นี้ เมื่อทำได้ดีแล้วก็เป็นอันว่า เรา เป็นผู้ที่มีความแตกฉานในความลับของธรรมชาติ เกี่ยวกับความรู้เรื่องลมหายใจทั้งอย่าง ยาวและอย่างสั้น ได้เป็นอย่างดี ; สามารถที่จะฝึกขั้นที่ ๓ ต่อไปได้. เพราะฉะนั้น ขอให้ทุก ๆ องค์ ไปดูมันให้ดี ในฐานะที่ว่า ระบอบ อานาปานสตินี้ ไม่ใช่เพียงแต่ระบอบธรรมะในทางพุทธศาสนา, มันเป็นระบอบ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทางธรรมชาติวิทยา ทางอะไรอย่างมากมายด้วย ซึ่งล้วน แต่เป็นประโยชน์ทั้งนั้น. ขอให้สนใจเป็นพิเศษ สมกับที่พวกคุณเป็นนักศึกษา. นกก็บอกว่า เวลาหนึ่งชั่วโมงของเราหมดแล้ว.

น.285 สมุนกายปฏิสิเวที อสุสสิฺสามีติ สิฺขติ สุพกายปฏิสิเวที ปฺสสิฺสามีติ สิฺขติ ๖๔๘

น.286 ขั้นที่ ๓ - ๓๕ - ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๑๒ เวลาสำหรับพวกเราล่วงมาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว ในวนนี้ จะได้กล่าวถึง การฝึกอานาปานสติ หมวดที่ ๑ ในขั้นที่ ๓ คราวที่แล้วมาก็ได้พูดถึงการตระเตรียมเป็นเบื้องต้นทั่ว ๆ ไป จน กระทั่งถึงการฝึกในการสังเกตธรรมชาติของลมหายใจทั้งยาวและสั้น ซึ่งเป็นการฝึกขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ มาแล้ว พอเป็นที่เข้าใจสำหรับ การปฏิบัติต่อไปได้ ดังนั้นในวันนี้ จึงจะได้พูดถึงการปฏิบัติใน ขั้นที่ ๓. สิ่งที่ต้องสังเกตอย่างหนึ่งในที่นี้ ก็คือ ในการปฏิบัติทั้ง ๑๖ ขั้นนั้น ในขั้น ที่ ๑ และขั้นที่ ๒ ท่านใช้คำว่า รู้สึกตัวทั่วถึง คือ ปชานาติ เป็นหลักในการฝึก แต่พอ ถึงขั้นที่ ๓ ตลอดไปถึงขั้นสุดท้าย ก็มีการเปลี่ยนเป็นคำว่า ทำในบทศึกษา คือคำว่า สิกขติ. เพราะฉะนั้นมันจึงมีความต่างกัน : สองอันแรกใช้คำว่า ปชานาติ รู้สึกตัว ๖๔๙

น.287 ทั่วถึง, คือว่าทำความรู้สึกในสิ่งที่มีอยู่ หรือเป็นอยู่ในขณะนั้นในลักษณะที่เป็นการ สังเกต. ส่วนในขั้นต่อไปใช้คำว่า " สิฺขติ " คือต้องพยายามฝึกหรือทำ ที่ยิ่ง ไปกว่าเพียงแต่สังเกต , เพราะว่าเราต้องทำอะไร เช่นทำการกำหนดเป็นต้นอยู่ เสมอไป, คือมีการทำอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้ปฏิบัตินั้นด้วยเสมอไป ไม่เพียงแต่ว่า สังเกตอะไรที่มีอยู่ตามธรรมชาติ. มันเป็นการฝึกเหมือนกันทั้งนั้น, เราจะต้องถือว่าเป็นการฝึกเหมือนกัน ทั้ง ๑๖ ขั้น. แต่ ๒ ขั้นแรกเป็นขั้นฝึกการสังเกตดูลักษณะของสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ คือลมหายใจที่เป็นอยู่อย่างไร. พอขั้นต่อไปเราต้องมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การกำหนดเป็นต้นลงไปที่การหายใจนั้น หรือสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นผลเกิดมาจากการฝึกในขั้น แรก ๆ กระทั่งถึงธรรมะ. หลักพระธรรม ที่จะหาพบได้จากลมหายใจนั้นเป็นต้น ; มันต่างกันอยู่อย่างนี้. รวมความสั้น ๆ ที่สุดก็ว่า ๒ ขั้นแรกฝึกการสังเกต, ๑๔ ขั้นหลัง ที่เหลือนั้นฝึกการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป หลังจากการสังเกตรู้ ดีแล้ว. นี้ก็เป็นเทคนิค หรือเป็นอุบายอันหนึ่งที่จะต้องสังเกตให้เข้าใจจึงจะทำได้ดี. โดยทั่วไปมักจะไม่สังเกตข้อผิดแปลกแตกต่างอย่างนี้ ไปถือเสียว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สำคัญ, ก็เลยเป็นการทำสักว่าทำ ๆ ไปพอครบไปตามเรื่อง, มันก็เลยกลายเป็นพิธี เสียมากกว่า. เพราะฉะนั้นอย่าให้เสียทีที่ได้บอกมาแล้วตั้งแต่ต้นเรื่อย ๆ มาว่า มันเต็ม ไปด้วยความลับและอุบายที่เรียกกันสมัยนี้ว่าเทคนิคนั่นเอง. เพราะฉะนั้นเราจะทำกันไป อย่างละเมอ ๆ เพียงสักว่าตามรูปตามแบบนั้น มันเป็นไปไม่ได้, ต้องทำด้วยสติปัญญา ; แล้วก็ทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ สำหรับ ผู้ที่เป็นนักศึกษา. ถ้าเป็นชาวบ้านก็ไปอีกอย่างหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ได้บอกกันแล้วล่วงหน้า

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต