Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคปลาย ครั้งที่ ๓๕ — การฝึกอานาปานสติ ขั้นที่ ๓

บรมธรรม ภาคปลาย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.288 ว่า คำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายสำหรับผู้ปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แบบ. มันจะเป็นความรู้ที่ กว้างขวางพร้อมกันไปในคราวเดียวหลายแขนง สำหรับผู้ที่เป็นนักศึกษา ; ถ้าเป็น อุบาสกอุบาสิกาแก่ ๆ ก็จะไม่อธิบายอย่างนี้ .. ทีนี้เราจะได้พิจารณากันถึง การฝึก นี้ต่อไป : ใจความสั้น ๆ ของการฝึก ขั้นที่ ๓ นี้ก็พูดได้ว่า เป็นการฝึกในการกำหนดรู้ถึงข้อเท็จจริง ที่ลมหายใจนั้น เป็น เครื่องปรุงแต่งกาย จึงได้เรียกลมหายใจนั้นว่า กายสังขาร. นี้เป็นใจความของเรื่อง, แต่ตัวหนังสือนั้นวางไว้ในรูปที่อาจจะเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ ถ้าเข้าใจผิด. เราจะได้ พิจารณาถึงตัวหนังสือหรือพระบาลีพุทธภาษิตข้อนี้ ซึ่งมีอยู่ว่า "สพฺพกาย ปฏิสิเวที อสฺสสิฺสามีติ สิฺขติ", ปฺสสิสสามีติ สิฺขติ ภิกษุนั้นย่อมทำในบทศึกษาว่า เรา เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก - จักหายใจเข้า. "เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง" นั่นแหละคือตัวสูตร หรือ บทเรียน. ฝึกในการกำหนดรู้ความที่ลมหายใจนั้นเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งกาย; "ฝึก" นี้ก็คือ พยายามสุดความสามารถ เหมือนกันทุกขั้น. พอมาถึงคำว่า กำหนดรู้ ในที่นี้ก็คือ คอยตั้งจิตด้วยสติ เท่าที่ความจริง หรือข้อเท็จจริงอันหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ว่า ลมหายใจเป็นเครื่องปรุงแต่งกาย. แล้วทำไมบาลีจึงว่าเป็นผู้รู้สึกตัวทั่ว พร้อมในกายทั้งปวง หรือรู้กายทั้งปวง. คำว่า รู้กายทั้งปวง = สพฺพกาย ปฏิสิเวที. เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะในกายทั้งปวงตามตัวหนังสือ กายทั้งปวง นั้นคืออะไร ? คนธรรมดา สามัญเขาว่าก็คือกายทุกอย่าง ; แต่ในที่นี้กายทั้งปวงนี้คือกายลม, กายคือลมหายใจ นั้นเรียกว่ากายลม. กายคือเนื้อหนัง คือร่างกาย ตัวกายนี้ก็เรียกว่ากาย เราเรียกว่า "กายเนื้อ" พูดกันสั้น ๆ ดีกว่า ประหยัดเวลา. ลมหายใจนั้นคือกายลม ; กาย, ร่างกายนี้คือกายเนื้อ

น.289 ลมหายใจชื่อว่ากาย นี้เป็นพระพุทธภาษิตตรัสมาเอง เราไม่ต้องสันนิษฐานอะไร. ใน บาลีสูตรนี้, สูตรอานาปานสติอุปริปัณณาสก์มัชฌิมนิกาย ที่เราถือเอาเป็นหลักนี้มี พระพุทธภาษิตว่า : - " ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวลมหายใจ ว่าเป็นกายอย่างหนึ่ง ในบรรดากายทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ ภิกษุนั้นจึงได้ชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ " การปฏิบัติในขั้นนี้ ในหมวดที่ ๑ นี้เราเรียกว่า " กายานุปัสสนาสติ- ปัฏฐาน " การฝึกตามเห็นกาย. การฝึกในขั้นที่ ๓ เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวงนี้ ก็เป็นผู้ตามเห็นกายในกาย : กายแรกคือลมหายใจ, กายหลังคือเนื้อตัวเรานี้. ปฏิบัติ เพื่อการเห็นภายในกาย กายแรกคือลมหายใจ, ภายหลังคือตัวเรา. เราต้องดู ลมหายใจซึ่งเป็นกายลม, ซึ่งมีอยู่ในร่างกายอันเป็นกายเนื้อ ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า เป็นผู้ ตามเห็นกายในกาย คือตามมองดูภายในกายนั้น. ลมหายใจได้ชื่อว่าเป็น "กาย" อย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย กายทั้งหลายมันเป็นคำรวม, มีอีกหลายอย่างที่เรียกว่ากาย, อะไร ๆ ที่มัน เป็นกลุ่ม เป็นหมู่, จัดเป็นพวกกลุ่ม เป็นหมู่ ก็มักจะเรียกว่า "กาย" เพราะคำว่า กาย นี้แปลว่า หมู่. เช่นคำว่า พลกาย แปลว่า หมู่แห่งพล คือหมู่ทหาร. กาย แปลว่า หมู่, พล แปลว่า กำลัง, พลกาย แปลว่า หมู่แห่งผู้มีกำลัง. นี้เป็นภาษาบาลี ที่มีอะไรแปลกจากภาษาไทยที่เรามักจะเข้าใจผิด ; ดังนั้นก็จะถือโอกาสพูดถึงอะไร บางอย่างแทรกเสียตรงนี้เลยว่า : - ความยากลำบากในการศึกษา หรือการแปลภาษาบาลี โดยเฉพาะคำเกี่ยวกับ ธรรมะนั้นมันมีความหมายเป็นพิเศษ, เป็นข้อยกเว้นพิเศษ, ไม่เป็นไปตามตัวหนังสือ อยู่มากเหมือนกัน, เช่นคำว่า " กายบัสสิทธิ " ตัวหนังสือแปลว่า ความรำงับแห่งกาย,

น.290 แต่ตัวจริงนั้นมันหมายถึง “เจตสิก” คือความรู้สึกในใจชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้กายรำงับ พอเราแปลคำนี้ คือคำว่า กายบัสสัทธินี้ เราก็แปลว่าความรำงับแห่งกายเสียเลย, ไม่ได้ เล็งถึงตัวเจตสิกซึ่งเป็นต้นเหตุให้กายนี้มีความรำงับ. เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรใน กรณีที่พูดอย่างธรรมดาสามัญ. เราระบุผลที่แสดงออกเป็นปรากฏการณ์เลย, ไม่ไป มัวพูดถึงต้นเหตุภายในซึ่งเป็นความรู้สึก ; นี่ก็ทำให้เข้าใจผิดว่าแปลผิด. หรือ คำที่เป็นคำกำกวม เล็งถึงวัตถุก็ได้, หมายถึงการกระทำ ไม่ใช่ตัว วัตถุนั้นก็ได้ : เช่นคำว่า "คพพบริหาร" ตามตัวหนังสือก็แปลว่า การบริหารซึ่งครรภ์. ที่นี้การแปลในโรงเรียนมักจะแปลกันว่า ให้วัตถุซึ่งเป็นเครื่องบริหารแก่ครรภ์ ให้แก่ ผู้ที่กำลังมีท้อง, ให้วัตถุเครื่องบริหารแก่ครรภ์แก่เธอ ; อย่างนี้มันหมายถึงวัตถุ จริง ๆ ที่ให้ ; แต่ตัวความหมายของเขาจริง ๆ หมายถึงพิธีการกระทำการเชิญพราหมณ์ หรือว่าเชิญนักบวช เชิญญาติ เชิญใครมาประกอบพิธีชนิดหนึ่ง ให้แก่ผู้ที่มีครรภ์. คำว่า “คฺพบริหาร" หมายถึงการทำพิธีนั้น. ไม่ได้หมายถึงการให้วัตถุสิ่งของแก่หญิง ที่มีครรภ์อย่างนี้เป็นต้น. นี่เป็นความยุ่งยากลำบากในการแปล ในการพูดการสอน สมัยนี้, ซึ่งเราเอาตามตัวหนังสือกันแล้ว มันจะผิดจากความจริง, เพราะฉะนั้น ขอเตือนคุณในฐานะที่เป็นนักศึกษาไว้เสียเลยว่า, เกี่ยวกับภาษา อย่าไปทำเล่น. แม้ภาษา ปัจจุบัน. เช่นภาษาอังกฤษ อย่างนี้มันก็เอาตามตัวหนังสือไม่ได้ก็มี, มันผิดไป คนละเรื่องก็มี. ต้องศึกษาจนรู้ว่าอะไรคืออะไร, แล้วก็แปลให้ตรงไปตามนั้น หรือ พูดให้ตรงไปตามนั้น ไม่มีความเข้าใจผิด ในที่นี้ ในพระบาลีนี้มีว่า " ลายทั้งปวง " อย่าไปมัวงงอยู่ว่า อะไรมีกาย มากนักเล่า, มีกายเดียวเท่านั้น. ในภาษาบาลีกายเป็นคำกลาง หมายว่าเป็นพวก เป็นหมู่ ก็ใช้คำว่ากายนี้ได้ : ลมหายใจก็เป็นพวกหรือเป็นหมู่ชนิดหนึ่งเหมือนกัน, แต่ในที่นี้ มันหมายถึงทำหน้าที่ปรุงแต่งกายมากกว่า. กายนี้มันก็เป็นกายอยู่แล้ว, นับรวมเข้า

น.291 ด้วยกันอย่างน้อยก็เป็น ๒ อย่าง, เป็นพหุวจนะขึ้นมาได้แล้ว. เมื่อเรารู้มันทั้ง ๒ อย่าง ก็เรียกว่ากายทั้งปวง ; มันหมายอย่างนั้น. รู้กายทั้งปวงนั้นมันตามตัวหนังสือ, แต่ตามที่แท้จริงนั้น คือคำว่า "รู้กายทั้งปวง" คือรู้ข้อเท็จจริงทุกอย่างของกายทั้งปวง คือทั้งกายลมและกายเนื้อ. เราพูดว่าเรารู้กายทั้งปวง, มันไม่ได้หมายความแต่เพียงว่า เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า กายทั้งปวง เพียงผิว ๆ ข้างนอก ; แต่มันหมายความว่าเรารู้ ความลับหรือข้อเท็จจริง หรือรู้ลักษณะอาการ หรืออะไรทุก ๆ อย่างของกายนั้น จึงจะ เรียกว่ารู้. เพราะฉะนั้น จึงเป็นการรู้ข้อเท็จจริงทุกอย่างของกายนั้น ทั้งกายลมและ กายเนื้อ. คำว่า รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง นั้นหมายความว่า รู้ข้อเท็จจริง ทุกอย่างทุกชนิด ของกายทุกชนิด. คำว่า กายเนื้อกับกายลม พูดกันแล้ว ทีนี้ก็จะพูดถึงคำที่เรียกว่า ข้อเท็จ จริง คำที่กล่าวว่า "ข้อเท็จจริง" นั้นคืออะไร ? ข้อเท็จจริงในขั้นนี้ ในเรื่องนี้พอที่จะแบ่งได้เป็น ๒ ข้อ คือความที่กายลม นี้มันปรุงแต่งกายเนื้ออย่างหนึ่ง. อย่างที่สองก็คือว่า กายลมนี้มันเนื่องด้วยกันหรือมัน ไปด้วยกันกับกายเนื้อ, ทั้งโดยการปรุงแต่งและการดำรงอยู่. 6 ข้อแรกที่ว่ากายลม ปรุงแต่งกายเนื้อก็เคยได้พูดกันมาบ้างแล้ว เรื่องลักษณะของลมหายใจสั้นหรือยาวก็ตาม ; และได้เตือนไว้แล้วตั้งแต่ครั้งนั้นว่า ให้ศึกษาให้ดี, ให้สังเกตให้ดี ในการรู้ทั่วถึง ลมหายใจนั้น. ให้รู้ทั่วถึงในข้อที่ว่ามันทำอะไรอยู่ด้วย. ลมหายใจนี้ปรุงแต่งกาย. คำว่า "ปรุงแต่ง" นี้ความหมายมันกว้างเหมือนกัน ปรุงแต่งคือสร้างให้เกิดขึ้น ทำให้เกิดขึ้นก็ได้. แล้วรักษาไว้ก็ได้ ภาษาไทยคำว่า “ปรุงแต่ง" ยากที่จะแปลเป็นภาษาอื่นๆ เช่นภาษาอังกฤษเราใช้คำว่า condition. condition ที่อยู่ในรูปของกิริยา = ปรุงแต่ง, กระทำพร้อมกันขึ้นมา แล้วก็รักษาสภาพ อันนั้นเอาไว้ อย่างใช้คำว่า cherish เป็นต้น คือถนอมหรือสงวนเอาไว้ให้คงสภาพนั้น.

น.292 นี่คุณดูเถิดว่า ภาษาบาลีก็ตาม ภาษาอังกฤษก็ตาม มันเกิดคำบัญญัติ เฉพาะขึ้นมาอย่างนี้. แล้วคุณในอนาคตจะต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องนี้, จะมีผู้ถาม, เป็นฝรั่ง จะต้องพูดฝรั่ง, แล้วคุณจะใช้คำตอบคำถามที่ไม่ถูก, หรือไม่ตรง หรือยาก ลำบากที่จะอธิบาย มันก็เลยไม่สำเร็จ แม้แต่ใช้คำที่ถูกต้องมันยังเข้าใจไม่ได้ เช่นว่า ลมหายใจเนื่องอะไรกันกับกาย ? มันปรุงแต่งกาย, รักษาสภาพความเป็นอย่างนั้น ของกายเอาไว้ด้วย. ทีนี้เราไม่เอาตามตัวหนังสือ เราดูที่ความจริง : มันทำหน้าที่คราวเดียวกัน ทั้งปรุงแต่ง ทั้งรักษา คำพูดมันแยกได้ แต่การกระทำหรือความเป็นจริง มัน ไม่ได้แยก ; ไม่หายใจเมื่อไรก็ตายเมื่อนั้น ก็คิดดูเถิดว่ามันปรุงแต่งเข้าไว้ให้มีอยู่ เรื่อย ๆ แล้วมันรักษาความมีอยู่เรื่อยไว้ได้. นี่ลมหายใจหรือปราณ เรียกอีกอย่าง ว่า "ปราณ" แปลว่าลมหายใจ คือ ปาณะ. ในภาษาไทยเขาแปลคำว่าปราณเป็นชีวิต, แต่ในภาษาบาลี คำว่าปราณ หมายแต่เพียงลมหายใจ. ปราณนี่ปรุงแต่งชีวิตจนกระทั่ง เป็นตัวชีวิตเสียเอง, ขาดลมหายใจเมื่อไร ก็หมดชีวิตเมื่อนั้น. โดยปรากฏการณ์เป็น อย่างนั้น แต่ข้างในมันมีความหมายแบ่งกันได้เป็นชั้น ๆ พวก ๆ. ลมหายใจปรุงแต่งกาย, นี้ข้อเท็จจริงอันแรก ข้อเท็จจริงอันที่สอง มัน เนื่องกัน เราดูในความที่มันเนื่องกันระหว่างกายลมกับกายเนื้อ, ระหว่างลมหายใจกับ ร่างกาย, มันเนื่องกันโดยการปรุงนั้นอย่างหนึ่งแล้ว ทีนี้มันเนื่องกันโดยการดำรงอยู่ ; โดยหลักที่ว่า ถ้าลมหายใจหยาบ กายนี้ก็หยาบ, ถ้าลมหายใจละเอียด กายนี้ก็ละเอียด ; นี่พูดภาษาธรรมะในวัด. พูดภาษาวิทยาศาสตร์หน่อยก็ว่า ถ้าลมหายใจหยาบ กายนี้ ก็กระวนกระวาย มีความร้อน มีอุณหภูมิสูง ; ถ้าลมหายใจละเอียด กายนี้ก็จะเยือกเย็น รำงับ มีอุณหภูมิต่ำ อย่างนี้เป็นต้น. มันมีความสัมพันธ์กันโดยเรโชที่เท่ากัน, สูงก็สูง ด้วยกัน ต่ำก็ต่ำด้วยกัน, หยาบก็หยาบด้วยกัน ละเอียดก็ละเอียดด้วยกัน. เพราะมันมี ความเนื่องกัน ก็เรียกว่ามันไปด้วยกัน : กายลมกับกายเนื้อนี้มันไปด้วยกัน.

น.293 คำว่า “รู้กายทั้งปวง" หมายถึงรู้ข้อเท็จจริงทั้งปวงของกายทุกชนิด ทั้ง กายลมและกายเนื้อ. เราจะต้องฝึก ให้เราเป็นผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อมเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอันนี้ อยู่ทุกครั้งที่ลมหายใจออกเข้า, นี้คือบทเรียน ที่มีให้ในเวลานี้. เราจะฝึกอย่างไร จะมานั่งคิดคำนวณเหมือนอย่างที่ผมพูดในเวลานี้มันไม่ได้ มันอยู่ในห้องเรียน เพราะ ฉะนั้นเราต้องทำโดยวิธีที่เราหยั่งทราบ, รู้สึกอย่าง experience ในข้อเท็จจริงอันนี้ โดยไต่มาจากการปฏิบัติก่อนหน้านั้นทุกขั้นเลย ทีนี้เราก็จะเข้าใจตัวจริงได้ทันที. เมื่อเราหายใจยาว เรารู้สึกทางเนื้อหนังเป็นอย่างไร เมื่อเราหายใจสั้น เรารู้สึกทางเนื้อ หนังเป็นอย่างไร หรือว่าเมื่อหายใจอย่างกระหืดกระหอบ เรารู้สึกทางเนื้อหนังเป็น อย่างไร เช่นอุณหภูมิ หรือว่าความไหว ความสั่น ความปรกติ มันเป็นอย่างไร เราก็ ค่อย ๆ ตั้งใจกำหนดอันนี้, เมื่อเราหายใจยาวในขั้นที่ ๑ หรือว่าเราหายใจยาวในขั้นที่ ๒ อาจจะต้องใช้เวลานานสำหรับบางคน แต่ก็ต้องทำให้ได้ ; ให้รู้ความที่ลมหายใจปรุง แต่งร่างกาย หรือถนอมร่างกายไว้ตามสมควรแก่ภาวะของลมหายใจนั้น ๆ ซึ่งมันเปลี่ยน ได้หลายชนิด. เราต้องการจะรู้ข้อเท็จจริงของสิ่งนี้ ต่อไปข้างหน้า ในการปฏิบัติต่อไป ชั้นสูงข้างหน้านั้น ในฐานะที่มันเป็นมายา ไม่มีตัวตนที่จะยึดถือเอาได้. มันเป็น เพียงการปรุงแต่ง ๆ ๆ ไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เรื่อยไป, นี้ก็คือบทเรียนสำคัญที่จะต้อง ฝึกข้างหน้า, จึงต้องเตรียมตั้งแต่แรกเพื่อให้สำเร็จตามนั้น. เพราะฉะนั้นขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒ มันก็ช่วยให้เรารู้ข้อเท็จจริงอันหนึ่งมาก่อนแล้ว แต่เราต้องสังเกตเอาเองว่า ลมหายใจยาวมีผลอย่างไร ลมหายใจสั้นมีผลอย่างไร ไม่ใช่กำหนดว่ายาว ๆ สั้น ๆ เฉยๆ ; มันต้องกำหนดลึกลงไปว่ากำลังมีผลอย่างไรแก่ร่างกายอยู่ด้วย. พอมาถึงขั้นที่ ๓ มันก็ปฏิบัติง่าย. ในขั้นที่ ๓ จะง่ายเข้าโดยปฏิบัติขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒ ซ้ำให้ดีเสียก่อน แล้วก็ แยกเอาเฉพาะความรู้สึกอันนี้มา, คือความรู้สึกที่กำลังรู้สึกอยู่ว่า ลมหายใจกับร่างกาย มันไปด้วยกันอย่างไร ขึ้นด้วยกัน ลงด้วยกัน อะไรด้วยกันอย่างไร, แล้วก็นั่งเฝ้าดู

น.294 ด้วยตาใน. หรือยิ่งกว่าเฝ้าดู, คือทำความรู้สึกที่เรียกว่า experience เสียเลย อยู่ตลอด เวลาว่า ข้อที่อ้างมันเป็นอย่างนั้น ๆ ๆ แล้วเป็นอย่างนั้น ๆ, มันไปด้วยกันอย่างนั้น, ขึ้นอย่างนั้น ลงอย่างนั้น, หยาบอย่างนั้น ละเอียดอย่างนั้น เย็นอย่างนั้น ร้อน อย่างนั้น. ทำ experience ในอันนี้อยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่มีการหายใจออกเข้า อย่างนี้ เรียกว่าการฝึกในการกำหนดรู้ ถึงการที่กายลมปรุงแต่งกายเนื้อ ; และมันเนื่องกันอยู่ ทั้งโดยการปรุงแต่งนั้น และโดยการดำรงตัวอยู่ในขณะนั้น. พูดว่า ดำรงอยู่ในขณะนั้น ; คุณไปสังเกตดูให้ดีจะเข้าใจได้ คือปรากฏ- การณ์ในขณะนั้น มันมีลักษณะอย่างนั้น, ทำให้รู้สึกได้ด้วยจิต. ทีนี้เราทำให้ มันชัดขึ้น ๆ ชัดขึ้น ๆ จนแน่วอยู่ในใจ, หูจะไม่ได้ยินอะไร ตาจะไม่ได้เห็นอะไร, แม้ลืมตาอยู่ก็จะไม่เห็นอะไร หูปรกติอยู่ก็จะไม่ได้ยินอะไร, เพราะว่ามันมีการกำหนด ที่แน่วแน่เหลือเกินในข้อเท็จจริงอันนั้น อยู่ในภายใน. เพราะฉะนั้นคำว่า การฝึก มันจึงมีความหมายพิเศษ คือมันยาก จนถึงต้องมีการฝึก. เดี๋ยวนี้มันก็มาถึงขั้นที่แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า เรานั่งทำความรู้สึกอย่างใด อย่างหนึ่งอยู่, จนหูไม่ได้ยินอะไร ตาไม่ได้เห็นอะไร, กายจะมีอะไรมาสัมผัสก็ ไม่รู้ไม่ชี้ทั้งนั้น, มดจะกัด หรือแดดจะส่อง ไม่รู้ทั้งนั้น. เพราะว่าการกำหนดนั้น มันลึกถึงขนาดนี้ มันแน่วแน่ถึงขนาดนี้ แล้ว ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม คือ ปฏิสังเวที ในขณะนั้น มันก็ลึกถึงขนาดนี้ มันแน่วแน่ถึงขนาดนี้. นี่คุณจะรู้สึกขึ้นมาได้เองทันทีว่า ในการศึกษาเล่าเรียนอะไรของคุณที่ มหาวิทยาลัยนั้น ไม่มีเรื่องที่ทำอย่างนี้, ชาวบ้านก็ไม่มีเรื่องที่ทำอย่างนี้. เพราะฉะนั้น จึงเป็นของแปลก ของใหม่สำหรับคนเหล่านั้น, จนถูกมองไปในแง่ที่ว่าทำไม่ได้ ทำไม่ไหว พ้นวิสัยของเรา, มันก็เลิกกัน มันก็ยกเลิกไปหมดเลย. แต่ถ้าคุณจะ

น.295 มาคิดเสียใหม่ว่า ไม่มีอะไรที่เหลือวิสัยของมนุษย์, และยิ่งกว่านั้นก็คือว่า ไม่มีอะไร ที่เหลือวิสัยของจิต. เรารู้จักจิตน้อยเกินไป ตีค่ามันน้อยเกินไป, ไม่มีอะไรที่เหลือ วิสัยที่จิตจะทำไม่ได้. เพราะฉะนั้นไปตั้งอธิษฐานเสียใหม่ที่ว่า ดูแล้วมันลึกเหลือเกิน มันไกลเหลือเกิน มันลำบากเหลือเกิน มันยากเหลือเกิน สำหรับพวกเรานั้น, ไปเปลี่ยน ความรู้สึกให้กลับตรงข้ามเสียว่า ไม่มีอะไรที่มันเหลือวิสัย ที่มนุษย์หรือจิตจะทำได้, ขอให้ทำไปเท่านั้น. พวกที่หนักในทางจิตหรือทางมโนธรรม มันก็ทำได้เป็นของธรรมดาไป, ส่วนพวกที่หนักในวัตถุ เป็นวัตถุนิยมสมัยปัจจุบัน สนใจแต่ในเรื่องเนื้อเรื่องหนังก็ทำ ไม่ได้, แล้วมันกระสับกระส่ายไม่อยากจะทำ เพราะมันเป็นคนละเรื่อง คนละความ มุ่งหมาย. มันจึงเป็นการยากที่เราจะไปสอนให้พวกวัตถุนิยมจัด สนใจหาความสุข ในทางนามธรรมอย่างนี้ ; เว้นไว้แต่เขาจะหมดท่าขึ้นมา คือว่าถูกเบียดเบียนเผาผลาญ โดยวัตถุนั้น จนกลัว จนระอาไปแล้ว จึงจะไปแสวงหาความสุข ทางจิตใจทางนามธรรม, จึงจะเป็นได้. ที่ผมพูดนี่ ไม่ใช่ไปนอกเรื่อง พูดให้เห็นความหมายของคำว่า "ฝึก". ทำไมจึงเรียกว่า "ฝึก" สิกขติ ของพระพุทธเจ้า ท่านหมายความว่าอย่างนี้. ทำในบทศึกษา นั้นคือ ฝึก; เราแปลว่า "ทำในบทศึกษา" ไม่แปลว่า ศึกษา เฉย ๆ เพราะกลัวจะเอาไปทำเป็นเรื่องหนังสือหนังหาเสียหมด. ที่ว่าทำในบทที่มีไว้ ให้ฝึก ที่วางไว้สำหรับการฝึก, กระทำในบทที่มีไว้สำหรับการฝึก นั่นแหละคือการศึกษา, ไม่ใช่เรียนหนังสือหนังหา. ต้องฝึกมาตั้งแต่ลมหายใจยาว ลมหายใจสั้นเป็นอย่างไร มี experience ในตัวมัน และในข้อเท็จจริงของมันว่า มันมีอะไร, แล้วก็รู้สึกในสิ่งนั้น อยู่ด้วยใจตลอดเวลา. ถ้าเรารู้สึกอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา มันก็คือทุกลมหายใจเข้าออกอยู่ดี. ทีนี้ฝึก ก็ฝึกระวังว่า ความรู้สึกอันนี้ของเรามันอยู่กับลมหายใจเข้าออกตลอดเวลาหรือไม่. จิตนี้

น.296 มันเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ชั่วระยะเพียงแต่หายใจเข้าไปจนกว่าจะสุดเท่านั้น มันอาจจะหนีไป เสียสักระยะหนึ่งก็ได้. ความรู้สึกอันนี้หนีไประยะหนึ่งก็ได้, อย่าว่าแต่เวลานาน ๆ ตั้งหลายวินาที หลายนาทีเลย ; ชั่วเวลาที่หายใจเข้าครั้งหนึ่ง การกำหนดรู้สิ่งใดอยู่ มันอาจจะไม่สมบูรณ์ ถึงกับมันขาดตอนเสียตอนหนึ่งตอนใด แล้วกลับมาใหม่ก็ได้ แม้แต่เพียงชั่วระยะการหายใจเข้าครั้งหนึ่ง ออกครั้งหนึ่งได้ หรือว่าในการหายใจทั้งเข้า ทั้งออกคู่หนึ่ง. เมื่อหายใจเข้ามันก็รู้สึก experience อันนี้ดีอยู่, พอถึงระยะหยุด เพื่อให้ลมหายใจออกมา มันหนีไปเสียแล้ว สติขาดตอนไปแล้ว จิตหนีไปแล้ว ; แล้วมาได้ใหม่เมื่อเริ่มการหายใจออก, อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้. เพราะฉะนั้นเราต้องทำ จนเป็น experience จนรู้สึก จนไม่ใช่ความจำ หรือไม่ใช่การใช้เหตุผลอะไรเลย, จนมัน รู้สึกอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กายนี้, กายลมกายเนื้อนี้, มันรู้สึกอยู่ ; แล้วคุมความรู้สึกอันนี้อยู่. ผมจะยกตัวอย่างทางวัตถุ เช่นว่า รู้สึกหนาว ; วันนี้หนาว มันก็หนาวอยู่ ไม่มีระยะขาดตอน : หายใจเข้ามันก็หนาว ๆ, หยุดอยู่นิดมันก็หนาว. หายใจออก มันก็หนาว, อย่างนี้เรียกว่า ทำได้ทั้งหายใจเข้า และหายใจออก. มันจึงเป็น บทเรียนใหม่ บทเรียนยากสำหรับพวกคุณ หรือว่าพวกที่ศึกษากันมาแต่ในด้าน วัตถุ เรื่อยไป ; แล้วจะมากำหนดข้อเท็จจริงอย่างนี้ รู้สึกข้อเท็จจริงอย่างนี้อยู่ทุกครั้งที่หายใจ เข้าออก นั้นมันยากเกินไป ที่จะฝึกทันที จึงทำไม่สำเร็จ. เหมือนกับที่ชาวบ้านเขาจะ มาฝึกอย่างให้รู้สึก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่หายใจเข้าออก นั้นทำ ไม่ได้หรอก มันได้แต่คิดนึกอย่างหยาบ ๆ เท่านั้น. เพราะจิตยังไม่เคยถูกฝึกให้กำหนด สิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. ฉะนั้น ปัญหาใหญ่ของเราจึงมีเหมือนที่บอกแล้วที่แรกว่า ปัญหามันมีอยู่ว่า เราไม่สามารถรู้สึกในสิ่งใดอยู่ตลอดเวลา, ตลอดเวลา, เราก็จับเอามาฝึกให้รู้สึกทุกครั้ง ที่หายใจเข้าออกก่อน. เอาอาการหายใจเข้าออกนี้เป็นหลักสำหรับให้มันเกาะกันอยู่

น.297 แน่นแฟ้นตลอดเวลา; เท่านี้ก็ยังทำไม่ได้ ที่จะไปรู้สึกอะไรอยู่ ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก นี้ก็ยังทำไม่ได้, ฉะนั้นก็ให้รู้ การหายใจเข้าออกเองนั้นเสียก่อน อยู่ทุกครั้งที่ หายใจเข้าออกเสียก่อน. เพราะฉะนั้น ๒ ขั้นแรกจึงฝึกรู้ลมหายใจนั้นเองอยู่ทุกครั้ง ที่หายใจเข้าออก, นี่มันง่ายที่สุด มันเบื้องต้นที่สุด และง่ายที่สุด. เมื่อเรากำหนดตัวลมหายใจนั้นได้ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก เป็นผู้ ชำนาญแล้ว, เขาเรียกว่ามีความชำนาญอยู่ในอำนาจเราแล้ว มีวสีในเรื่องนี้แล้ว เรามี อำนาจเหนือมันแล้ว, เราก็เปลี่ยนนิดเดียว คือว่าแทนที่จะกำหนดลมหายใจทุกครั้ง ที่หายใจเข้าออก ก็เปลี่ยนมาเป็นกำหนดรู้ข้อเท็จจริงของลมหายใจนั้น, คือความที่มัน ปรุงแต่งกาย หรือว่าความไม่เที่ยงอะไรก็ตาม. มันเป็นธรรมะอันอื่นเข้ามาแล้ว มาแทน ตัวลมหายใจแล้ว, แล้วกำหนดธรรมะนั้นอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. มันเป็นเทคนิคที่ละเอียดและลึกซึ้ง ที่ว่าให้กำหนดอะไรง่าย ๆ เสียก่อน คือ กำหนดลมหายใจนั้นเองง่าย ๆ เสียก่อน ให้ได้ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ; แล้วก็เลื่อน ขึ้นมา โดยเปลี่ยนวัตถุที่ถูกกำหนดนั้น โดยเอาความรู้สึกอันอื่นหรือข้อเท็จจริงอื่นเข้ามา แทนลมหายใจ, เรากำหนดที่สิ่งนี้, แต่ว่ากำหนดทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. ฉะนั้นมัน จึงเป็นอานาปานสติไปทุกขั้นทุกตอนเลย, ไม่ว่าจะกำหนดอะไร ก็เรียกว่า กำหนด ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออก โดยเรียกว่า "อานาปานสติ" หมด. อย่าไปเข้าใจผิดตามที่เขาพูด ๆ กันทั่ว ๆ ไปว่า กำหนดที่ลมหายใจตลอดเวลา, นั้นมันผิด. มัน กำหนดแต่ ๒ ขั้นแรก, ๑๔ ขั้นต่อไปมันกำหนดสิ่งอื่นทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นบัดนี้เราประสบความสำเร็จในการที่บังคับจิตได้ ถึงขนาดที่ให้ทำความรู้สึก อย่างใดขึ้นมาเป็นความรู้ เป็นความรู้สึก เป็นความเห็นแจ้ง เป็นอะไรก็ตามขึ้นมาแล้ว, แล้วก็รักษาถนอมความรู้สึกอย่างนี้ให้แน่วแน่อยู่ในใจตลอดเวลา ; ใช้คำว่า " ตลอดเวลา "

น.298 แล้วมันก็คือทุกครั้งที่เราหายใจเข้าออก ; ก็แปลว่าเรามีชัยชนะเหนือลมหายใจ เหนือ ร่างกายนี้ ในการใช้มัน ในการกำหนดมัน ; เรียกได้ว่าเราศึกษาของจริงด้วยตัว ของจริงนั่นเอง. ศึกษา นั้นคือ การทำ เป็นตัวการทำการปฏิบัติของจริง คือทำจริง ด้วยตัวของจริงนั่นเอง, ไม่เกี่ยวข้องกับตัวหนังสือ หรือไม่เกี่ยวข้องกับคำพูดหรือ อะไร, ไม่เกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกเลยในการปฏิบัติ. แต่ว่าเรื่องราวมันก็ตรงกัน กับที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก หรือในอรรถกถาอะไรก็ตาม, แต่มันไม่ใช่ตัวความรู้ อย่างในคัมภีร์เช่นนั้น. มันเป็นตัวความรู้สึก ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจิต ด้วยสติ, แล้วความรู้สึกอันนั้นถูกยึดเอาไว้ แล้วถูกขยายให้ชัด ให้แจ่ม ให้จ้าในใจยิ่งขึ้น ๆ ทุกที จนหูไม่ได้ยินอะไร ตาไม่ได้เห็นอะไร, แดดส่องก็ไม่รู้ วันคืนเวลาอะไรก็ไม่รู้, รู้สึกแต่สิ่งนี้อยู่ จึงจะใช้คำว่า ปฏิสังเวทีได้ ปฏิสังเวที = ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ; แล้วก็รู้สึกตัวทั่วพร้อมในกายทั้งปวง คือในข้อเท็จจริงทุกอย่างเกี่ยวกับกายทั้งสอง คือ กายลมและกายเนื้อ. นี่ให้เห็นชัดอยู่ว่า มันรู้สึกอยู่อย่างไร นี้มันเกี่ยวกับการฝึก การกระทำ ให้รู้สึกสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา, ไม่เพียงแต่ศึกษาธรรมชาติลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น, ซึ่งเป็นเพียงการสังเกตสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ในขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒. ขั้นที่ ๓ นี้ จะ ต้องยกขึ้นมา สร้างขึ้นมา เป็นความรู้สึกอันใหม่ที่ถูกต้อง ลึกลงไป แล้วเอามารู้สึกอยู่ ในใจ ; เรียกว่าไม่กำหนดที่ตัวลมหายใจกันแล้ว พอมาถึงขั้นที่ ๓ กำหนดที่ตัวธรรม. คำว่า "ธรรม" นี้เขาใช้เป็นคำกลาง หมายถึงอะไรก็ได้ กำหนดที่ตัวธรรมอันใดอันหนึ่ง อย่างใดอย่างหนึ่งที่มีอยู่ที่ลมหายใจนั้น, แปลว่าเอาของอื่นมาแทนลมหายใจนั้น. อันนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจให้ดีที่สุด มิฉะนั้นจะปนกันยุ่งหมด, แล้วไม่สำเร็จ ; เหมือนที่ทำกันไม่สำเร็จก็เพราะว่า มันทำกันไปอย่างเพ้อ ๆ อย่างละเมอ ๆ.

น.299 ด้วยเหตุนี้คำพูดจึงเปลี่ยนจากคำว่า "ปชานาติ" มาเป็น "สิกฺขติ" ตาม บทที่คุณสวดอยู่ทุกวัน ๆ ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต, ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ" ใช้คำว่า ปชานาติ - รู้สึกตัวทั่วถึงว่าหายใจยาว รู้สึกตัวทั่วถึงว่าหายใจสั้น. พอมาถึงตอนนี้เป็น สพฺพกาย ปฏิสํเวที อสฺสสิฺสามีติ สิกฺขติ ; สิกฺขติ นี้มันกลายเป็น ทำในบทศึกษา, ไม่ใช่เพียงแต่ปชานาติ. นี่ผมก็ได้แนะให้สังเกตดูแล้ว ตั้งแต่ต้นว่า ตัวพระบาลี ตัวสูตร หรือ formula นั้นมันก็เปลี่ยนจากคำว่า ปชานาติ มาเป็น สิฺขติ. คุณจำอันนี้ได้ คุณก็เข้าใจทันที แล้วก็เปลี่ยนการกระทำได้จาก " ปชานาติ " มาเป็น " สิฺขติ ". ทีนี้ดูกันต่อไปว่าจำเป็นอย่างไรที่เราจะต้องฝึก, หรือจะต้องมีความรู้สึกต่อ ข้อเท็จจริงของลมหายใจอย่างนี้ ? จำเป็นอย่างไร ที่เราจะต้องทำให้รู้สึกลงไปจริง ๆ ตรงๆ บนข้อเท็จจริงอันนี้ ที่กำลังมีอยู่ที่ลมหายใจ ? คำตอบก็ว่า จำเป็นที่สุดที่จะต้องทำอย่างนี้, เพราะว่าในขั้นต่อไป คือ ขั้นที่ ๔ เราจะต้องจัดการกับสิ่งนี้ต่อไปอีก. ถ้าเราเอาสิ่งนี้ขึ้นมาไม่ได้ เราไม่มีอะไรจะ เป็นตัวบทเรียนสำหรับจัดการลงไป. เหมือนดั่งว่าเราไม่มีไม้จะทำเราจะทำไม้อย่างไรได้. ไม่มีไม้จะทำอะไร เราก็ไม่ทำอะไรลงไปที่ไม่ได้. เราต้องมีไม้ เราจึงจะทำของนั่น ของนี่ ทำเหย้าทำเรือนได้. เราต้องมีสิ่งนี้ คือมีความรู้ข้อที่ว่า ลมหายใจปรุงแต่ง กายนี้. มีภาวะที่ลมหายใจปรุงแต่งกายนี้ปรากฏชัดอยู่ในใจ. การฝึกต่อไปนี้ก็คือจะ เล่นงานเจ้าหมอนี่ ไม่ให้มันปรุงแต่งกาย, หรือปรุงแต่งกายแต่น้อย ๆ ๆ โดยอยู่ใน ความควบคุมของเรา. เพราะฉะนั้นถ้าฝึกขั้นที่ ๓ ไม่สำเร็จ มันก็ฝึกขั้นที่ ๔ ไม่ได้, เราจึงต้องมี experience ในสิ่งนี้ ในข้อเท็จจริงอันนี้แจ่มชัดอยู่, แล้วเราจะเอามาจัด มาทำให้มันปรุงแต่งในลักษณะอื่น หรือปรุงแต่งน้อยลง หรือไม่ปรุงแต่งเสียเลยก็ได้, เตรียมไว้สำหรับขั้นที่ ๔. ต่อไปนี้เราจะต้องควบคุมมัน ; จะต้องจับตัวมันให้ได้ เราจึงจะควบคุมมันได้. ถ้าจับตัวมันไม่ได้ ก็จะควบคุมมันอย่างไร.

น.300 แล้วทีนี้ความลับหรือเทคนิคอันสุดท้ายที่จะต้องรู้กันเดี๋ยวนี้แล้ว ก็คือว่า ในการฝึกจิตตามแบบอานาปานสติซึ่งวางไว้ถึง ๑๖ ขั้นนี้ มันเป็นสิ่งที่ตั้งรากฐานอยู่บน ของจริงเสมอ เพราะฉะนั้น การฝึกในขั้นหลัง ๆ นั้น มันตั้งรากฐานอยู่บนขั้นแรก ๆ. เช่นเราจะฝึกขั้นที่ ๓ นี้ รากฐานของมันอยู่บนขั้นที่ ๑ ที่ ๒; ดังนั้นต้องย้อนกลับ ไปฝึกขั้นที่ ๑ ที่ ๒ มาก่อนอย่างแน่นอน. สมมุติว่า วันนี้คุณมีการฝึกขั้นที่ ๓ หรือฝึกมาถึงขั้นที่ ๓ แล้ว พอถึงเวลา จะลงมือฝึกต้องฝึกขั้นที่ ๑ มาใหม่ ขั้นที่ ๒ มาใหม่อย่างดี, ดีเท่า ๆ สมัยที่เราฝึก ขั้นที่ ๑ ที่ ๒. สมมุติว่าเดี๋ยวนี้เราฝึกไปในขั้นที่ ๑๓, ๑๔ ไปโน่นเลยจวนจะถึงที่สุดแล้ว วันนี้มาถึงนี่แล้ว เราก็ต้องย้อน. พอลงมือฝึกปฏิบัติก็ต้องฝึกขั้นที่ ๑ มาอย่างเต็มที่ ขั้นที่ ๒ มาอย่างเต็มที่ เรื่อยมาจนกว่าจะถึงขั้นที่ ๑๓, ๑๔ แล้วก็ฝึกต่อไป, อันนี้เป็น เทคนิคอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องทางจิต, เพื่อประกันความพื้นเผื่อ เพื่อประกันความลางเลือน หรือว่าความไม่มีแนว หรือระเบียบอันมั่นคง. ยกตัวอย่างที่คุณจะลืมยาก เช่นว่าเด็กเล็ก ๆ จะเรียนท่องสูตรคูณ, สำหรับ สูตรที่ ๒, ๓, ๔ จนถึงสูตรที่คูณด้วย ๙ ด้วย ๑๐ ที่เขาท่องประจำวันอย่างนี้ ; ถ้าใช้ หลักฝึกอานาปานสติแล้ว พอถึงเวลาที่ลงมือท่อง ก็ต้องท่องมาตั้งแต่สูตรที่ ๒ มาเรื่อย จนมาถึงสูตรที่ ๘, ๙, ๑๐ ที่เขากำลังเรียนอยู่ เป็นของใหม่. จะท่องสูตรคูณสูตรที่ ๑๒, ๑๓, ๑๔ อะไรก็ตาม. พอลงมือเรียนท่องประจำวันนี้ เขาก็ต้องไปย้อนตั้งแต่ สูตรที่ ๒, ที่ ๓, มาใหม่เสมอไป. อย่างนี้คือวิธีที่เป็นเคล็ดของอานาปานสติ; แล้ว มันมีผลดีกว่า เป็นเทคนิคที่ดีกว่า. หรือยิ่งกว่านั้น ถ้าเราจะท่องจำหนังสือสักหน้าหนึ่ง ท่องหนังสือบทเรียนสักหน้าหนึ่ง, หรือเรียนสวดมนต์ เรียนอะไรก็ตาม ก็ต้องเรียน ตั้งแต่ ๒ - ๓ บรรทัดแรกก่อน ให้จำได้, แล้วเรียนบรรทัดถัดไป บรรทัดที่ ๖-๗-๘ เรื่อย ๆ ไป. ถ้าจะท่องแล้วควรท่องมาจากบรรทัดที่ ๑ ใหม่เสมอ, แล้วจึงไปท่องซ้ำ

น.301 ในบรรทัดที่กำลังเรียนอยู่จริง ๆ ; ทั้งนี้ให้มันมีแนวที่ไม่ลางเลือน, แล้วให้มันเชื่อม ประสานโยงกันไปเรื่อย อย่างแน่นแฟ้น จะแจ้งที่สุด. ใช้คำว่า realize ที่สุดในสิ่งนั้น ๆ experience นั้น ให้ realize ที่สุด แม้เรื่องทางวัตถุ ; ท่องสูตรคูณ ท่องหนังสือนี้ ผมจัดเป็นเรื่องวัตถุทั้งนั้น. พอมาเรื่องทำอานาปานสติ คือขั้นลำดับแห่งจิตที่จะฝึกไป ก้าวไปนี้ ก็ต้อง ทำอย่างนี้. อย่าไปดูถูกดูหมิ่น ขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒ แม้แต่นิดเดียว มันจะลางเลือน จางไปทันที. เดี๋ยวนี้เราเลือนลางในความรู้เรื่อง ก. ข. ก. กา เมื่อคุณเรียนในขั้น มหาวิทยาลัยนี้ คุณมีความรู้เลือนลางในความรู้เรื่อง ก. ข. ก. กา สระอะ สระอา ไม้เอก ไม้โท เพราะว่าคุณไม่ได้ทำซ้ำมันมาอยู่ตลอดสายตลอดเวลาอย่างนี้. จะปล่อย ให้เป็นไปอย่างนี้กับการฝึกจิตนั้นไม่ได้; มันเป็นเทคนิคของธรรมชาติกำหนดไว้. ดังนั้นเราจะต้องตั้งต้นฝึกชนิดที่เป็นระเบียบ : ลงมือฝึกทีไร ตั้งต้นมาตั้งแต่ศูนย์เสมอ, ตั้งต้นมาตั้งแต่มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออกขั้นแรกๆ คือกำหนดลมหายใจยาว กำหนด ลมหายใจสั้นมาเสมอ ; จะต้องลบ key ให้เป็นศูนย์ก่อนเสมอ แล้วก็มา ๑-๒-๓-๔ เรื่อยมา พอวันที่สองก็ทำอย่างนี้อีก ต้องลบ key ให้เป็นศูนย์เสียก่อนเสมอ, แล้วก็ ตั้งต้น ๑-๒-๓-๔ ฯลฯ; จนกระทั่งวันที่ร้อย วันที่พันอะไรก็ตาม ก็ต้องกลับ ไปลบ key ให้เป็นศูนย์ แล้วตั้งต้นใหม่อย่างนี้เสมอ ; นี่เป็นเคล็ด เป็นเทคนิค ของอานาปานสติ. คำอธิบายนี้มันออกจะมาก โดยหวังผลว่าเอาไปใช้ในเรื่องของคุณใน โรงเรียนอะไรได้ด้วย ; แล้วค่อยฝึกอานาปานสติไปตามสติกำลังตลอดเวลาในอนาคต ด้วย ; มันจะป้องกันความเข้าใจผิด ความเขวออกนอกทาง ความพันเผื่อต่าง ๆ. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมด มีนกร้อง เรไรร้อง บอกว่า หมดเวลาแล้ว.

น.302 ปสฺสมฺทยํ กายสงฺขารํ อสฺสิสฺสามีติ สิกุขติ, ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ ๖๖๖

น.303 พฤษภาคม ๒๕๑๗ เวลาสำหรับพวกเราได้ล่วงมาจวน ๕.๐๐ น. แล้ว ในวันนี้ จะได้พูดกันถึง การฝึกอานาปานสติ หมวดที่ ๑ ขั้นที่ ๔. ใน ครั้งที่แล้วมา ซึ่งเป็นการบรรยายอานาปานสติขั้นที่ ๓ นั้นมีใจ ความสำคัญที่เนื่องกันอยู่กับขั้นนี้ ก็ตรงที่ว่า มันมีข้อเท็จจริงอยู่ที่ว่า ลมหายใจเป็นเครื่องปรุงแต่งกาย ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า " กายสังขาร " - เครื่องปรุงแต่งกาย. มาถึงขั้นที่ ๔ นี้มันเนื่องกันตรงที่ จะต้อง ฝึกในการทำกายสังขารนั้น ให้สงบรำงับ ทำให้สงบรำงับลงไปตาม ลำดับ จนกระทั่งเกิดผลเป็น กายบัสสัทธิ - ความรำงับแห่งกาย, ซึ่งหมายถึง เจตสิกธรรมที่เป็นส่วนจิต รวมอยู่ด้วย, เพราะฉะนั้น จึงมีการรำงับของจิตพร้อมกันไปในตัว ; มีความรำงับเรื่อยไป คือว่าลึกยิ่งขึ้น หรือประณีตยิ่งขึ้น จนถึงขนาดที่เรียกว่า "ฌาน" ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจกันต่อไป. ๖๖๗

น.304 บาลี พระพุทธภาษิตเกี่ยวกับขั้นนี้ก็มีอยู่ว่า : - "ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ, ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ" - ภิกษุนั้นย่อมทำในบทศึกษาว่า เราทำ กายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก-จักหายใจเข้า. 'เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่' หมายความว่า เรากำหนดรู้ว่า เรากำลังเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่. กำหนดที่ตรง ไหน ? ก็กำหนดตรงที่กายสังขารมันรำงับอยู่ นั่นเป็นวัตถุสำหรับกำหนด. เมื่อเรา กำหนดสิ่งนั้นอยู่นั้นเราก็คือผู้ที่ทำกายสังขารให้รำงับอยู่. รู้สึกตัวอยู่อย่างนี้ แล้วก็ พยายามทำอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา, เรียกว่าทำกายสังขารให้รำงับอยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจ เข้าออก. นี้เรียกว่าโดยหัวข้อ หรือโดยหลัก ; ส่วนรายละเอียด เราจะได้พูดกัน ต่อไป. การทำกายสังขาร คือลมหายใจให้รำงับอยู่ นี้มันเป็นเรื่องทำสมาธิ โดยตรง, ยังไม่ใช่เรื่องวิปัสสนา. สมาธิ คือ เพ่งโดยวิธีของสมาธิ วิปัสสนา คือ เพ่งโดยวิธีของวิปัสสนา. เพื่อเป็นความรู้ทั่วไป เรามารู้เรื่อง "การเพ่ง" สองชนิดกันเสียก่อน เพื่อประกันความพื้นเผื่อ แม้ในภาษาไทย. จงนึกถึงกิริยาเพ่ง ตามปรกติที่เรา ๆ ก็ทำกันอยู่เป็นประจำวัน : เพ่งดูเฉย ๆ นี้ก็อย่างหนึ่ง, เพ่งพินิจ พิจารณานั้นอีกอย่างหนึ่ง. เพ่งจ้องดูเฉยๆ ให้จิตกำหนดเฉย ๆ ไม่พิจารณา นี้เขาเรียก ว่า เพ่งอารมณ์, เพ่งเข้าไปที่อารมณ์สำหรับดู ; ถ้ามีการพิจารณาข้อเท็จจริง ต่างๆ ลักษณะต่าง ๆ หรือความหมายอะไรต่าง ๆ ของสิ่งที่เพ่งนั้น เขาเรียกว่า เพ่งลักษณะ คือ เพ่งพิจารณา. ต้องสังเกตข้อนี้ให้เข้าใจ แล้วแยกกันได้เด็ดขาด, เพราะในสิ่งเดียวกันนี้ เราจะเพ่งพิจารณาก็ได้ หรือเพ่งดูเฉยๆ ก็ได้. สมมุติว่า ดอกไม้ดอกหนึ่ง เอามาเพ่งดูแต่เพียงความสวย แล้วไม่มีความ คิดนึก ไม่วิพากย์วิจารณ์ พิจารณาอะไร มันก็เป็นเพ่งอย่าง เพ่งอารมณ์ เพ่งดู; แต่ ถ้าไป เพ่งอย่างละเอียด โดยพิจารณาว่า เป็นอย่างไร มันมาอย่างไร มันมีเหตุอะไร

น.305 โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอย่างไรอยู่. คือไม่เที่ยง เปลี่ยน แปลงอยู่เรื่อย และดูแล้วน่าเศร้า, เป็นของที่เป็นมายา เดี๋ยวก็สด เดี๋ยวก็ เหี่ยวแห้งโรยไป; และดูไปถึงความที่เราจะไปรักอะไรมันไม่ได้ มันจะพลอยทำให้ เราเป็นทุกข์ใจไปด้วย ; นี้ก็คือ เพ่งพิจารณา เพ่งลักษณะ ดูลักษณะรายละเอียด สำหรับพิจารณา ที่เขาเรียก characteristic นี้. ถ้าเราดูในแง่ characteristic ก็เป็น การเพ่งพิจารณา, ถ้าดูไปทางเพ่ง จ้องล้วน ๆ เป็น object ล้วน ๆ มันก็เป็นเพ่งดู หรือเพ่งอารมณ์ ; มี ๒ เพ่งอยู่อย่างนี้. ในขั้นที่แล้วมา ก็มีการเพ่งดูลมหายใจเฉย ๆ ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาใน ขั้นที่ ๑ ที่ ๒, พอมาถึงขั้นที่ ๓ ก็ดูถึงความที่ปรุงแต่งกายนี้, มันก็เป็นการเพ่ง พิจารณาเพิ่มขึ้น. แต่ถ้ากำหนดอาการนั้นอยู่เฉย ๆ ไม่พิจารณาละเอียดลออออกไป มันก็เป็นการเพ่งอย่างที่เรียกว่า เพ่งดู หรือเพ่งอารมณ์ได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นในขั้น ที่ ๓ นั้นมันก็เกิดทางแยก ที่ว่าจะดูอย่างเพ่งพิจารณาก็ได้, ดูอย่างเพ่งเฉย ๆ ก็ได้. แต่พอมาถึงขั้นที่ ๔ นี้ มันก็ยิ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ คือว่ามันแล้วแต่ผู้ที่ฝึกบางคน ถ้าเขาต้องการจะฝึกเพื่อดับทุกข์โดยเร็ว ไม่มาพิถีพิถันอะไรอยู่. เขาก็จะเริ่ม การเพ่งพิจารณาได้ตั้งแต่ขั้นนี้ จนถึงกับเรียกว่า ขั้นนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ. ผู้ที่จะเพ่งให้สมบูรณ์แบบเป็น ๑๖ ขั้น ในขั้นที่ ๔ นี้ ยังจะเพ่งในลักษณะ ที่เป็นขั้นเพ่งดู, หรือเพ่งให้เป็นสมาธิอยู่ต่อไป. แต่ถ้าเป็นผู้ที่จะตัดลัดโดยด่วน โดยเร็ว ในการจะปฏิบัติ เช่น คนแก่อายุมาก แล้ว ไม่ต้องการจะเพ่งฝึกจิตอะไรให้มากมายแล้ว, ตรงนี้จะเป็นหัวเลี้ยว ที่จะเลี้ยวไปสู่ขั้นที่ ๑๓ ไปเลย คือไปดูความไม่เที่ยงของสังขาร ทั้งปวงไปได้เลย ตรงที่ตรงนี้. แต่เดี๋ยวนี้เรารู้กันอยู่แล้วว่า เราจะพูดกันให้สมบูรณ์ครบ ทั้ง ๑๖ ขั้น ตามวิธีสมบูรณ์แบบ, เราก็จะต้องศึกษาขั้นที่ ๔ นี้ ในลักษณะที่เป็นสมาธิ หรือเป็นสมถะต่อไป, คือจะเพ่งดูในฐานะที่เป็นอารมณ์มากกว่าจะเพ่งพิจารณาในฐานะ ที่เป็นลักษณะ.

น.306 ถ้าจะพูดถึงการทำให้รำงับ คือการทำกายสังขารที่หยาบให้รำงับละเอียดลงไป มันก็ทำได้ทั้งโดยวิธีเพ่งดู และวิธีเพ่งพิจารณา. เมื่อเราเพ่งดู ดูอารมณ์ คือลมหายใจ นั้นเอง แต่แล้วขณะที่เพ่งดู เพ่งกำหนดดู ลมมันก็เริ่มละเอียด ๆ เริ่มต้นที่จะละเอียด - ละเอียดลงไป. ทำลมให้ละเอียดด้วยการเพ่งดู หรือการเพ่งดูทำลมให้ละเอียด ; พูดทางไหนก็ได้. ถ้าเพ่งพิจารณาลักษณะมันก็เป็นการทำให้ลมหายใจละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ; ไม่ว่าจะเป็นการเพ่งชนิดไหนก็ล้วนแต่เป็นการทำให้ลมหายใจรำงับ หรือละเอียดลงไป. ทีนี้ก็เข้าใจเสียตรงนี้เลยว่า ถ้าลมหายใจมันยาว ความรำงับมันก็มีมาก กว่าลมหายใจสั้น, ยิ่งถ้าเราทำลมหายใจให้ยาวออกไปอีก คือยาวอย่างละเอียด, ยิ่งละเอียดยาวออกไปอีก มันก็ยิ่งรำงับ, จนเราพูดได้ว่า ลมหายใจยิ่งละเอียดเท่าไร กายลมและจิตก็ยิ่งรำงับลงไปเท่านั้น. แล้วเราขยับขยายโดยวิธีสามัญสำนึกให้ลมหายใจ มันละเอียด มันก็ยิ่งทำให้รำงับลงไปเท่านั้น ; เพราะวัตถุสำหรับเพ่งมันละเอียดลงไป คือมันเป็นลมหายใจที่ละเอียดลงไป. อารมณ์ที่เราเพ่งอยู่มันละเอียดลงไป จิตมันก็ ละเอียด หรือรำงับลงไปตาม ; ฉะนั้นจึงได้หลักว่า เราไปเพ่งอารมณ์ที่มันละเอียด จิตมันก็ละเอียดยิ่งขึ้นไปตาม. เพราะฉะนั้นคุณศึกษาข้อนี้ให้มาก จะมีผลทั่วไปในการ ที่รู้จักทำใจให้ละเอียด ทำการเพ่งให้ละเอียด. ถ้าเราไปเพ่งอย่างพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเพ่งอย่าง ข้อเท็จจริง อย่างนี้มันยิ่งละเอียดกว่า , เพราะฉะนั้นในการเพ่งพิจารณา มันก็ยิ่ง ทำให้ลมหายใจละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก. เพ่งพิจารณานี้ ถ้าเราพิจารณาเพ่งเรื่องหยาบ ๆ มันก็หยาบกว่า, ถ้าพิจารณาเรื่องละเอียดสุขุมลงไปอีก เช่นพิจารณาอนัตตา อย่างนี้, ลมหายใจหรือว่ากายมันก็ต้องละเอียดลงไปอีก ตามอารมณ์ที่เอามาใช้เพ่ง. อารมณ์ สำหรับดูละเอียดเท่าไร ใจก็ละเอียดเท่านั้น, อารมณ์ สำหรับพิจารณาละเอียด ลงไปเท่าไร ใจมันก็ละเอียดลงไปเท่านั้น ; ให้ได้หลักทั่วไปอย่างนี้. พูดกลับใน

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต