Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคปลาย ครั้งที่ ๓๖ — การฝึกอานาปานสติ ขั้นที่ ๔

บรมธรรม ภาคปลาย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.307 วิธีประยุกต์ก็ว่า "เราจะต้องใช้จิตที่ละเอียด พิจารณาเรื่องที่ละเอียด ; ถ้าเราจะพิจารณา เรื่องละเอียด เราก็ต้องใช้จิตที่ละเอียด", ฉะนั้นเราต้องฝึกให้มันละเอียด มันจึงจะ เพ่งสิ่งที่ละเอียดได้. ถ้าเพ่งดูอย่างเพ่งอารมณ์, เพ่งอย่างที่ ๑ คือเพ่งดูเฉย ๆ มันมีผลเป็น สมาธิ เป็นฌาน. ถ้าเพ่งพิจารณา เพ่งเพื่อศึกษาพิจารณา มันมีผลเป็น วิปัสสนา คือเห็นแจ้ง. คุณเขียนลงไปอย่างนี้ จดจำไว้อย่างนี้ก่อน แล้วทีนี้ มันก็มาถึงความสับสนของคำ ๒ คำนี้ คือคำว่าฌาน นั่นเอง. คำ ๆ นี้ความหมายมัน กว้าง มันแปลว่าเพ่งเฉย ๆ : เพ่งดูก็เรียกว่า ฌาน, เพ่งพิจารณาก็เรียกว่า ฌาน หรือ เพ่งเหมือนกัน เพราะคำว่า ฌาน นี้แปลว่า เพ่งเฉย ๆ คือ maditate เฉย ๆ ก็เรียก ว่าเพ่ง. ทีนี้มันจะเป็นเพ่งดูหรือเพ่งพิจารณา, ถ้าเพ่งดูถึงขนาดสูงสุด ในที่สุดมันเกิด ได้ผลคือสิ่งที่เรียกว่า "ฌาน" โดยคำ ๆ เดียวกันอีกนั่นแหละ แต่มันมีความหมายอีก อย่างหนึ่ง คือเป็นเรื่องสมาธิ ที่ถึงที่สุดเรียกว่า ฌาน เป็นคำบัญญัติเฉพาะกรณีนี้ เรียกว่าฌาน คือจิตเป็นสมาธิถึงที่สุดในลักษณะแห่งฌาน แต่ถ้าเป็นภาษาพูดธรรมดา ทั่วไป คำว่า "ฌาน" นี้แปลว่า เพ่งเฉย ๆ. ไม่ได้เกี่ยวถึงความเป็นฌานเป็นอะไรเลย เพ่งเฉย ๆ ; นี้มันสับสนกันอย่างนี้. ทีนี้มาถึงคำว่าวิปัสสนา, วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง. เราเพ่ง อย่างพิจารณาจนกระทั่งเห็นแจ้งก็เรียกว่าวิปัสสนา ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว. แต่คำ ๆ นี้ ถ้าเป็นภาษาธรรมดา หรือเป็นกิริยา มันกลายเป็นว่า ทำทางจิต เขาเรียกว่า ทำ วิปัสสนา, แม้แต่เริ่มเพ่งดู เพ่งอะไรก็เรียกว่าทำวิปัสสนาทั้งนั้น, นี้เป็นคำบัญญัติ กันใหม่ ใช้กันใหม่ ๆ หยก ๆ นี้ ; พระพุทธเจ้ายังไม่เคยใช้คำ ๆ นี้ในลักษณะอย่างนี้. แต่ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในเมืองไทยใช้คำ ๆ นี้ว่าทำวิปัสสนา ในความหมายที่กว้าง ที่เหมาเรียกการกระทำทางจิตทั่วไป ว่าวิปัสสนา หรือวิปัสสนาธุระไปหมด.

น.308 การที่ไปเหมาเอาว่าเพ่งให้เป็นสมาธิอย่างที่ ๑ ก็เรียกว่าวิปัสสนา, เพ่งพิจารณา จนเกิดเห็นแจ้งอย่างที่ ๒ ก็เรียกว่าทำวิปัสสนา ; มันเลยกลายเป็นคำที่กำกวมกันไปหมด จึงพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง, พูดกันระหว่างชาววัดกับชาวบ้านไม่ค่อยรู้เรื่องกัน เพราะคำ มันมีความหมายคนละอย่าง. มีคนเข้ามาถามปัญหาผม ผมก็รู้ทันทีว่า เขาเข้าใจใช้คำ ๆ นี้แต่ทางอย่างนั้น; แล้วที่เขาสำคัญตัวผิด ก็คือว่าเขาเป็นนักวิปัสสนา ทำวิปัสสนา อย่างยิ่ง, แต่ไม่ได้เห็นแจ้งอะไรเลย ; นี่เพราะเขาเข้าใจไปว่า พอสักว่าทำทางจิตใจ เขาก็เรียกว่า วิปัสสนา. เพราะฉะนั้นจงจำไว้ว่า คำว่า “ฌาน" นี้ ถ้าเป็นคำกิริยา รูปศัพท์ธรรมดาแปลว่าเพ่ง, ถ้าเพ่งดูอารมณ์เพื่อจิตเป็นสมาธินี้ เขาเรียกว่า "อารมณูป- นิชฺชฌาน" คือเพ่งกำหนดอารมณ์. ถ้าเพ่งพิจารณาเป็นข้อเท็จจริง เขาเรียกว่า "ลฺขณูปนิชฺชฌาน" คือเพ่งลักษณะ. พอมาถึงขั้นที่ ๔ นี้มันเป็นการทำกายสังขารให้รำงับอยู่ ; แล้วทำได้ทั้ง โดยวิธีเพ่งอารมณ์และเพ่งลักษณะ ; เพ่งอะไรก็ตาม ทำให้ลมละเอียด ให้กายรำงับ ให้จิตรำงับ ก็ใช้ได้. ถ้าได้เพ่งโดยวิธีละเอียดลงไป หรือเอาเรื่องที่ละเอียดมาเพ่ง มันก็ยิ่งทำให้รำงับมากขึ้นไปตามส่วน. ทีนี้ เราก็จะพูดกันถึงเรื่องเพ่งฝ่ายอารมณ์ คือที่จะเป็นไปเพื่อฌาน, ยังไม่ พูดถึงว่าเป็นไปเพื่อวิปัสสนา เห็นแจ้งแทงตลอด ซึ่งมันจะไปอยู่ในขั้นที่ ๑๓ โดยเฉพาะ. ในขั้นที่ ๔ คือการทำกายสังขารให้รำงับอยู่ - รำงับอยู่นี้ มันเป็นเรื่องของการเพ่งอย่าง แรก คือเพ่งกำหนดอารมณ์คือลมหายใจ และสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับลมหายใจ, หาอุบาย วิธีที่จะทำให้มันรำงับ แล้วเพ่งดูความที่มันรำงับอยู่ความรำงับอยู่ของมัน เพราะฉะนั้น จึงเอาความรำงับอยู่ - รำงับอยู่นั้น เป็นอารมณ์สำหรับเพ่งดู ไม่ใช่เพ่งพิจารณา บัดนี้มาถึงตัวการปฏิบัติในขั้นที่ ๔ นี้โดยตรง ผมจะรวบรัดกล่าวตามที่เห็น ว่าสมควรแก่พวกคุณ ผู้เป็นนักศึกษา ในภาวะอย่างนี้. ในภาวะอย่างที่พวกคุณกำลัง

น.309 เป็นอยู่นี้ คุณก็รู้เองว่า คุณจะต้องทำอะไรบ้าง ๆ ; ในภาวะอย่างนี้ผมถือเป็นหลัก สำหรับจะอธิบาย อานาปานสติ ขั้นที่ ๔ เท่าที่มันเหมาะสม, ไม่ใช่ว่าจะทำให้เลวลง หรือให้ผิดความจริงออกไป, แต่ว่าทำให้เหมาะสมเพื่อความรวบรัดที่สุด และฉลาด ที่สุด, เป็นวิธีที่ฉลาดที่สุดสำหรับผู้ที่มีสติปัญญา. ดังนั้นเราจะแบ่งวิธีการฝึกทำ กายสังขารให้รำงับนี้ออกเป็นตอน ๆ เพื่อความง่ายยิ่งขึ้น เป็น ๘ ตอน. นี่ไม่ใช่หลัก ทั่วไปในพระคัมภีร์ หรือว่าในวงนักปฏิบัติส่วนใหญ่ที่เขาทำกันอยู่ เพราะว่าเขาไม่ได้ บัญญัติไว้ วางไว้ เพื่อบุคคลอย่างประเภท นักศึกษาอย่างคุณ, แต่แล้วมันก็เรื่อง ทั้งหมดนั้นแหละ ที่เอามาแบ่งให้มันเข้าใจง่าย เป็นรูปเหมือนกับเทคนิคเฉพาะตามที่ เห็นว่าเหมาะที่สุดเป็น ๘ ตอน หรือ ๘ หัวข้อ ที่จะต้องศึกษาแล้วปฏิบัติ :- ขั้นที่ ๑ เรียกว่า "วิ่งตาม" "วิ่งตาม" ในที่นี้มีความหมายเฉพาะ ขั้นที่ ๒ เรียกว่า "เฝ้าดูอยู่ที่จุดหนึ่ง." มีความหมายเฉพาะ ขั้นที่ ๓ สร้างมโนภาพขึ้นที่จุดนั้น ในลักษณะอุดคหนิมิต คือลักษณะภาพนิ่ง ขั้นที่ ๔ สร้างปฏิภาคนิมิต คือภาพไหว ขึ้นแทนที่จุดนั้น ขั้นที่ ๕ หน่วงองค์ฌานขึ้นมาจนครบ ขั้นที่ ๖ การได้ฌานทีแรก ขั้นที่ ๗ การทำให้ชำนาญ หรืออยู่ในอำนาจ ขั้นที่ ๘ การได้ฌานในอันดับต่อไป จนถึงที่สุด ขอให้ทบทวนดูตามแต่ละขั้น ให้เข้าใจ. ใน ๘ ขั้นนี้คุณจะต้องรู้ไว้ก่อนว่า ล้วนแต่เป็นการทำกายสังขารให้รำงับๆ ยิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไปๆ ตามลำดับขั้นจนกระทั่งถึง ๘ ขั้น. เพราะว่าแต่ละขั้น ๆ นี้มัน ทำกายสังขาร คือลมหายใจนั้น ให้ประณีต ให้ละเอียดลง ละเอียดลงยิ่งขึ้นไปตาม

น.310 ลำดับขั้น. การวางลำดับขั้นนั้นก็วางตามที่จะทำลมหายใจ ให้มันละเอียด มันรำงับนั่นเอง ; กล่าวอีกทางหนึ่งก็ว่า มันก็มีการรำงับกายสังขาร ออกไปตามลำดับ ๆ ในอันดับทั้ง ๘ นี้. ทีนี้ เรามาพูดกันถึงขั้นที่ ๑ ที่เรียกว่า "วิ่งตาม" : คำว่า "วิ่งตาม" ในที่นี้ แสดงว่าเป็นอุปมาด้วยสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว. ให้ย้อนระลึกไปถึงขั้นที่แล้วมา, คำอธิบาย ของขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒ การฝึกลมหายใจนี้เรามีจุดที่กำหนดไว้ ๒ จุด คือข้างนอกและข้างใน ข้างนอกที่จะงอยจมูก, ข้างในที่สะดือ ; ตรงนี้อธิบายแล้ว. เหลืออยู่แต่ว่า บัดนี้มันมีอยู่ ๒ จุด. คือที่จะงอยจมูกและที่สะดือ, ระหว่าง ๒ จุดนั้นเป็นเหมือนกับระยะอะไรอันหนึ่ง หรือหนทางซึ่งมีระยะอันหนึ่ง ซึ่งลมหายใจจะวิ่งไปวิ่งมา ผ่าน. หายใจเข้าตั้งต้นที่จมูก แล้วไปหยุดที่สะดือ, หายใจออกตั้งต้นที่สะดือมาหยุดที่จะงอยจมูก. ทีนี้เราก็สมมุติเหมือน กับว่า ลมหายใจนี้เหมือนกับสัตว์อะไรเล็ก ๆ ตัวหนึ่งวิ่งไปวิ่งมา อยู่ในระหว่างจุดสองจุดนี้. เราก็ใช้สติกำหนดให้จิตวิ่งตามไป, จะใช้คำว่าสติหรือจะใช้คำว่าจิตก็ได้ทั้งนั้น เพราะ เป็นอันเดียวกัน : กำหนดมันด้วยสติ ก็เอาสติเป็นเครื่องมือ, ถ้าเอาสติเข้าไป กำหนดเอง มันก็พูดได้เหมือนกัน ; คล้ายกับว่า มีความรู้สึกอันหนึ่งที่จะคอย วิ่งตาม. เมื่อลมหายใจมันวิ่งอยู่ระหว่างจุด ๒ จุดนี้ เข้าออก เข้าออก อยู่เสมอ ก็ฝึก วิ่งตามไป แล้วคุณก็นั่งตัวตรง ดำรงสติมั่น กำหนดจุดสองจุด คือข้างนอกและข้าง ในแล้ว ให้จิตคอยวิ่งตามลมหายใจที่กำลังวิ่งไปวิ่งมาอยู่ระหว่างสองจุดนี้. ในครั้งแรก ตั้งต้นด้วยลมหายใจที่แรงๆ หยาบ ๆ หรือยาว ๆ โดยผืน ๆ แล้วก็ปล่อยจนปรับตัวให้ เข้ารูปเป็นปรกติธรรมดา วึ่งตามอยู่เรื่อย. ในขั้นนี้มีรายละเอียดที่จะฝึกได้หลายอย่างหลายวิธี หรือหลาย ๆ แบบ, ผม ใช้คำว่า " วิ่งตาม " เท่านั้นเอง. หรือจะใช้วิธีให้มันละเอียดลงไป ถึงกับจะมีการนับ ในระหว่างระยะที่มันวิ่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยมีการนับ ๑ - ๒ - ๓ ถึง ๑๐ ก็ได้

น.311 เพื่อให้มันสม่ำเสมอ เขามักจะพูดถึงการนับกันในขั้นนี้, แต่ผมเห็นว่ามันไปอยู่ใน ขั้นที่ ๑ ที่ ๒ รู้ลมยาวรู้ลมสั้นมากกว่า. ฉะนั้นควรฝึกการนับให้เสร็จมาเสียตั้งแต่ขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง ; ในขั้นที่สี่นี้ถ้าจะมีการนับบ้างก็เพื่อปรับปรุง จัดให้มันสม่ำเสมอ ก็ยังเอา มาใช้ได้เหมือนกัน แต่ถ้าเราฝึกดีมาแล้ว ตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ที่ ๒ เรื่องยาวเรื่องสั้นแล้ว, ก็ไม่จำเป็น. นี่เรียกว่ามีการนับที่ถูกควรจะเรียกว่า การกำหนดความยาวมากยาวน้อย สั้นมากสั้นน้อย. หรือบางทีบางคนก็ชอบให้บริกรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่นคำว่า "พุทโธ ๆ" ทุกครั้งที่หายใจเข้าหายใจออก ; นี้ก็เป็นสเกล หรือเป็นเครื่องวัดเครื่องนับ หรือเครื่อง ผูกสติในอันดับแรกให้มันง่ายขึ้น, ยังไม่ใช่ตัวเรื่อง เป็นเพียงอุปกรณ์. จะเป็นการ นับก็ดี เป็นการออกเสียงว่าพุทโธก็ดี เรียกว่าบริกรรม, เป็นการเริ่มบริกรรมทั้งนั้น ; แต่แล้วให้ได้ความหมายที่เป็นความหมายอันแท้จริงคือ "วิ่งตาม" : จิตคอยวิ่งตามลม ที่เข้าออกอยู่ โดยเอาสติไปผูกจิตไว้กับลมนั้น ให้มีลักษณะที่เป็นการวิ่งตาม, มีความ หมายสำคัญอยู่ที่การวิ่งตามทั้งเข้าทั้งออก - ทั้งเข้าทั้งออก. ส่วนระหว่างนั้นจะหัดนับ หัดบริกรรม หัดออกเสียงอะไร ก็เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด เป็นเรื่องฝอย. คุณทำโดยวิธี ใดวิธีหนึ่ง ให้มันสำเร็จเป็นการ "วิ่งตาม" ก็แล้วกัน. อุปมาอย่างอื่นก็มี เรียกว่า "เหลียวดู" เหมือนกับจับเด็กใส่เปล ไกว ให้นอน, แล้วแกว่งเปลไกวไปไกวมา เราก็เหลียวดูเด็กที่ยังดิ้น ยังไม่นอน จะดิ้น ลงจากเปล, คอยส่ายหน้าไปส่ายหน้ามาตามที่เปลมันแกว่งก็เหมือนกับวิ่งตาม ; นี่เป็น อุปมาที่มีความหมายอย่างเดียวกัน. ใจความสำคัญก็อยู่ที่ว่า จิตนี้วิ่งตามเหมือนกับว่า ไถไป - ไถมา ไถไป - ไถมาอยู่กับพื้นที่ระหว่างจมูกกับสะดือ. สมมุติว่าเป็นพื้นที่ แล้วมี sensitive มาก รู้สึกได้แรงมาก วิ่งถูไปไถไปอย่างนั้น. เราทำการสมมุติอย่างนั้น เพื่อให้มันง่ายเข้า ; จะเรียกว่าเป็นการสมมุติก็ไม่เชิง คือเราทำจิตให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ.

น.312 ก็เหมือนกับเส้นทางอันนี้ละเอียดอ่อน แล้วก็ไวต่อความรู้สึก เหมือนกับรู้สึกว่าลมนี้มัน ลากไปแต่ต้นจนปลาย ถ้ามันไม่แต่ต้นจนปลาย เราก็ทำให้มันแต่ต้นจนปลาย อย่าให้มี โอกาสหนีไปในระหว่างนั้น. ระหว่างจุดหนึ่งถึงจุดหนึ่ง ให้เหมือนกับเราลากเส้นขีด ไปขีดมาช้า ๆ โดยไม่มีระยะว่าง, ไม่มีระยะไหนที่ปล่อยให้จิตหนีไปเสียแผล็บหนึ่ง แล้ว กลับมาใหม่. คำว่า "วิ่งตาม" ถ้าทำสำเร็จก็หมายความว่า ไม่มีทางหนีเลย ไม่มี โอกาสให้หนีไป. ไปหัดหายใจแรงๆ เข้าออกช้า ๆ อย่างมีระเบียบ ช้า ๆ อย่าให้ขาด ตอน ; แม้เมื่อหยุดอยู่ หยุดอยู่ระยะหนึ่งมันก็มีการเผ้าอยู่ที่นั่น, เมื่อมันกลับออกมา ก็ตามมา, เมื่อมันสุดหายไปในอากาศก็หยุดอยู่ที่ปลายจมูก ไม่ให้ขาดตอนได้ ไม่ขาด การกำหนดได้ ; กำหนดอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็กลับเข้าไปอีก แล้วหยุดอยู่นิดหนึ่ง แล้ว ก็ออกมาอีก ; ทำอย่างกะเป็นวัตถุ ที่จริงมันเป็นเรื่องจิต เรื่องนามธรรม, แต่เรา ทำวิธีอาการอย่างกะเป็นวัตถุ เพื่อให้มันง่ายเข้า. คุณไปหัด "วิ่งตาม" อยู่จนสำเร็จเสียก่อนในกี่วันก็สุดแท้ และในระหว่าง วิ่งตามนี้จะพบว่า มันละเอียดเข้า ๆ ในเมื่อเรากำหนดให้มันละเอียดเข้าจนบางทีมันหาย ไปเสีย กำหนดมันไม่ได้ อย่างนี้ก็มี, เราก็ไม่ต้องเห็นประหลาดอะไร, หายใจเสียใหม่ ให้มันแรงขึ้นมาอีก ให้มันยาวขึ้นมาอีก, เพราะว่า ลมหายใจมันจะหายไปไหนไม่ได้. แม้ว่ามันจะละเอียดจนกำหนดไม่ได้ ก็อย่าไปคิดว่ามันหายไปไหนเสียแล้ว หรือหายไป ; มันก็อยู่นั่นแหละ แต่มันละเอียดจนกำหนดไม่ได้. ถ้าการฝึกในขั้นนี้เรายังไม่เอาละเอียด อย่างนั้น เราจะเอาวิ่งตาม ๆ ให้มันได้. ยิ่งหายใจจนมีเสียงซูดซาดได้ก็ยิ่งดี, เสียงวี๊ด เสียงอะไรก็ได้, มันจะได้ช่วยทางหูอีกทางหนึ่ง ให้การวิ่งตามนั้นเป็นไปอย่างหนักแน่น อย่างจับตัวได้ หนีไปไหนไม่ได้ อยู่ในกำมือเลยทีเดียว. พูดเรื่องขั้น "วิ่งตาม" แต่เพียง ย่อ ๆ อย่างนี้.

น.313 ทีนี้ก็มาถึงขั้นที่ ๒ คือ เฝ้าอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง. เมื่อเราฝึกมันถึงขนาดที่ มันยอม ขนาดวิ่งตามก็ไม่เหลวไหล แล้วก็หย่อนลงมาได้. เฝ้าที่จุดหนึ่งที่ดีที่สุด ก็คือ จุดที่จะงอยจมูก. สมมุติว่า ลมมากระทบที่จะงอยจมูกตรงนั้นก็แล้วกัน ; คือเราจะไป เอาจุดให้ชัดลงไปนี้ มันยุ่งยากเปล่า ๆ, เพียงแต่ถือเอาสมมุติว่าจุดที่ตรงปลายจะงอย จมูกนี้ ตรงที่ปลายจมูก ๒ รู ร่วมกันตรงนี้ เป็นที่สามเหลี่ยมระหว่างรูจมูกสองรูกับ ริมฝีปาก ที่สุดข้างบนนี้ ตรงนั้นสมมุติเป็นจุดขึ้นมาเป็นจุดเฝ้าดู. เมื่อลมหายใจออกไป ก็ดูมันอยู่ที่ตรงนั้น ไม่ทำอาการวิ่งตาม. เมื่อลมหายใจกลับเข้า มันก็เฝ้าดูอยู่ตรงนั้น จนกว่าจะเข้าไปหมด. นี้เขาเรียกว่า "เฝ้าประตู" มันก็สำเร็จเหมือนกัน ไม่ต้องเที่ยว ตามดู. ตอนนี้เขาอุปมาเหมือนนายประตูเฝ้าอยู่ที่ประตู ตรวจให้ดีที่ตรงนั้น; คนจะเข้าไป ในเมือง หรือออกจากเมือง, มันจะเป็นโจร เป็นคนอันธพาล เป็นคนดีคนอะไร ก็ตรวจดูให้ดีตรงนั้นแหละ. ถ้าการตรวจ การเฝ้า การรักษาที่ตรงประตู มันดี ก็คล้าย ๆ กับว่าตรวจทั้งเมือง, ตรวจทั้งบ้านทั้งเมือง. มาขั้นที่ ๒ นี้ เพื่อให้มันละเอียดเข้า หรือว่าสูงขึ้นไป จึงมีการเฝ้าดูอยู่ที่จุด ๆ หนึ่ง คือที่ตรงนั้น, จิตจึงจะต้องละเอียด ต้องแน่วนึ่ง, ต้องละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก มันจึงจะเฝ้าดูได้สำเร็จ เพราะมันมีโอกาสที่จะ วิ่งหนีไปเสียในระหว่างนั้นมากกว่า. แต่ถ้าเราฝึกดีมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑ มันก็ไม่วิ่งหนี, แล้วก็ทำสำเร็จในขั้นที่ ๒ คือเฝ้าดูที่จุดหนึ่ง แล้วก็ฝึกไป ๆ จนได้ตามที่เราต้องการ จิตก็ประณีตระงับขึ้น ลมหายใจระงับ, ลมหายใจก็จะระงับละเอียดประณีตขึ้น กายก็ ระงับละเอียดประณีตขึ้นตาม. พอไปถึงขั้นที่ ๓ ซึ่งยิ่งขึ้นไปอีก, จะมีความหมายที่ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น ไปอีก. ตรงที่จุดที่เราเฝ้าดูนั้นจะรู้สึกว่า มันเป็น sensitive ที่สุดเลย, เหมือนกับ เป็นเนื้ออ่อนที่สุด รู้สึกง่ายที่สุดนั่นแหละ ทำความสมมุติเหมือนอย่างนั้น มีแผลมีอะไร ที่เนื้ออ่อนที่สุด รู้สึกแรงที่สุดอยู่ที่ตรงนั้น, ลมหายใจผ่านอยู่ที่ตรงนั้นก็ให้รู้สึก, กระทั่ง ความรู้สึกกลายเป็นโชติช่วงขึ้นมา เรียกว่า สร้างนิมิตชนิดมโนภาพขึ้น. ตอนนี้มันจะ

น.314 เป็นครึ่งสำนึก. ถ้าไม่ทำโดยวิธีครึ่งสำนึกมันทำไม่ได้, มันไม่สำเร็จ. เราทำเหมือนกับ ว่า ที่ตรงนั้นมีจุดไวความรู้สึกอยู่อันหนึ่ง แล้วมันก็รู้สึก ๆ รู้สึก ๆ จนสมมุติเหมือนกะว่า มีจุดหรือมีดวงอะไรอันหนึ่งรูปร่างเป็นดวงกลม. เป็น sphere , มันเป็นรูปทรงกลม มันก็ต้องมีรูปร่างกลมเป็นธรรมดา, แล้วก็มีสีมีแสงอะไร ตามแต่เราจะรู้สึกเป็นดวงกลม อยู่ที่นั่น เป็นดวง จุดดวงขาว หรือว่าจุดดวงเขียว หรือว่าจุดเป็นเหมือนกับจุด ดวงอาทิตย์ จุดดวงจันทร์อะไรไปเลยก็ได้ ; เพราะทีแรกมันมีอยู่เป็นจุด ๆ หนึ่ง แล้ว จุดนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นภาพขึ้นมาโดยทำทางมโนภาพ, แล้วทำลงไป ๆ จิตก็จะเหลืออยู่ กึ่งสำนึก ไม่ conscious เต็มที่ ก็ทำได้สำเร็จ ; จะปรากฏเป็นดวงอาทิตย์โชติช่วงอยู่ ที่นั่น ดวงจันทร์โชติช่วงอยู่ที่นั่น หรือดวงเขียวดวงขาวอะไรอยู่ที่นั่นก็ได้. หรือ ถ้าไม่เป็นดวง จะเป็นแสงสว่างวอบแวบวอมแวมอะไรก็ได้, เป็น หยดน้ำค้างก็ได้ เป็นเหมือนกับรังใยแมงมุมกลางแสงแดดทั้งรัง ที่ทอแสงอยู่กลางแสง แดดอย่างนี้ก็ได้, มากมายไม่เหมือนกันทุกคน. แต่ว่าถ้าสร้างขึ้นมาสำเร็จได้ ก็เรียกว่า นิมิตชนิดที่เป็นมโนภาพ ที่เราสร้างขึ้นได้สำเร็จ. นิมิตเปลี่ยนรูปจากวัตถุธรรมชาติ คือลมหายใจ หรือเนื้อหนังที่เป็นจุดนั้นมากลายเป็นมโนภาพอย่างนี้ .. ถ้ามันยังเป็นนิมิต อันเดิม คือเป็นลมหายใจหรือเป็นจุดเนื้อหนังตามเดิม เขาเรียกว่า นิมิตในขั้นทีแรก, นิมิตในระยะบริกรรมเรียกว่า บริกรรมนิมิต . ถ้าสร้างนิมิตมโนภาพสำเร็จ เขาก็ เรียกว่า อุดคหนิมิต แปลว่านิมิตที่ติดตา, นิมิตที่เรา สร้างขึ้นได้ ถือเอาได้ จับเอาไว้ได้ เรียกว่า "อุดคหนิมิต" นิมิตขั้นนี้ก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า มันละเอียด ขึ้นไป มันสูงขึ้นไป มันรำงับยิ่งกว่าเดิม. นี่ขั้นที่ ๓ สร้างนิมิตที่เป็นมโนภาพขึ้นที่จุดนั้น ได้สำเร็จ. พอถึงขั้นที่ ๔ จะจัดการกับนิมิตอันนั้นให้เป็น dynamic ; คือที่เป็น อุดคหนิมิตขั้นที่ ๓ นั้นมันเป็น static คือนึ่ง มันเพ่งง่ายกว่า. ที่นี้จะทำให้มันเคลื่อนไหว

น.315 ให้มันเปลี่ยนรูป ให้มันเปลี่ยนสี ให้มันเป็นอะไรได้ตามต้องการ, นี้เรียกว่า " ปฏิภาคนิมิต, " ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายที่จะต้องทำให้ได้ เพื่อให้มีฌาน สมมุติว่าเรามี อุดคหนิมิตอย่างเป็นรูปดวงจันทร์เล็ก ๆ อยู่ที่จุดจะงอยจมูกนั้นในขั้นที่ ๓ แล้ว, พอ มาถึงขั้นที่ ๔ นี้ เราจะบังคับมันให้เปลี่ยนรูปเปลี่ยนสี ให้มันเปลี่ยนขนาด ให้มัน เคลื่อนที่ ให้มันดูเหมือนกับลอยไปในฟ้าในอากาศตามที่เราบังคับ เหมือนกับบังคับจรวด แล้วให้มาอยู่ที่เดิมอีกก็ได้. นี่มันผิดกว่าทีแรก คือมันเกิดขึ้นมาง่าย ๆ ที่ตรงนั้นนิ่ง ๆ ; นั่นมันไม่เก่ง เท่าไร, การฝึกจิตยังไม่เก่งเท่าไร, ต้องสามารถที่จะน้อมมโนภาพให้มันเปลี่ยนไป ในลักษณะที่เปลี่ยนรูปเปลี่ยนสี เปลี่ยนขนาด แล้วก็เคลื่อนที่ ; แต่ไม่ควรเอามาปน กันยุ่ง ในระหว่างที่ว่ามันต่างกัน. สมมุติว่าเป็นภาพดวงจันทร์ ก็ใช้เป็นดวงจันทร์ เรื่อย ๆ ไป, อย่าไปเอาใยแมงมุมอะไรเข้ามา, อย่าไปน้อมเพื่อเป็นอย่างอื่นเข้ามา ; เพราะว่ามันขึ้นอยู่แก่บุคคลคนหนึ่งเหมาะที่จะเห็นมโนภาพนี้อย่างหนึ่ง. ถ้าใครเห็น ใยแมงมุมก็ใช้ใยแมงมุม ใยแมงมุมกลางแสงแดดที่มันเด่นจ้า. ถ้าคุณช่างสังเกตจะ เห็นว่าใยแมงมุมรังหนึ่งอยู่ที่แสงแดด, แล้ว back ground ของมันดำมืด นั้นมันชัด มาก ; แล้วก็เปลี่ยนภาพใยแมลงมุมนั้นไปตามที่เราต้องการ. มันไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่ของจริง, แต่มันเป็นของจริงตรงที่ว่าบังคับจิตได้, สิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่ของจริง แต่มันจริงอยู่ที่ว่าเดี๋ยวนี้เราบังคับจิตได้ตามที่เราต้องการ ; เราประสงค์ผลอันนี้. มี นิมิตชนิดที่เราบังคับได้ ขยายส่วนได้ เปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการ นี้มันเป็นเครื่อง แสดงว่าเราบังคับจิตได้ถึงขนาด. คนชาวบ้านบางคนเขาอาจจะทำเล่นๆ โดยไม่ได้ทำอานาปานสติอย่างนี้ เขาเริ่มเพ่งหลอดไฟฟ้า จนหลับตาก็เห็นภาพติดตา, แล้วก็เล่นสนุกต่อการเปลี่ยนภาพ ที่เห็นติดตาให้เปลี่ยนอย่างนี้เปลี่ยนอย่างโน้น. มันก็วิธีเดียวกัน หลักการเดียวกัน

น.316 จะทำเล่น ๆ อย่างนั้นมาก่อนก็ได้ ; แล้วเอามาใช้ให้มันเข้ารูปกับเรื่องนี้ก็ยังได้ ; ไม่ใช่ ของแปลกประหลาดอะไร มีความลับอยู่อย่างหนึ่งว่า บางคนมีอุปนิสัยในการทำอย่างนี้ มาก ทำได้เร็ว ทำได้ง่ายมาก, บางคนทำได้ยาก เพราะไม่มีพื้นฐานอะไรที่เป็น อุปนิสัยที่จะทำอย่างนี้ ; แต่ถ้าพยายามแล้วก็จะทำได้แทบทุกคน ; คนที่ทำไม่ได้เสียเลย ก็เรียกว่าประหลาด มันทึบเกินไป. ถ้าเราเห็นว่า เทคนิคของอานาปานสติมันลึกซึ้งนัก ก็ทำอย่างเล่น ๆ เหมือนอย่างที่ว่าฝึกอย่างชาวบ้านฝึก : ฝึกดูแสงเทียน, ฝึกดูหลอดไฟฟ้าอย่างนี้ไปอย่าง ง่าย ๆ เพื่อสร้างนิสัยนี้ขึ้นมาก็ได้, แล้วก็เอามาทำตามอย่างตามแบบฉบับนี้ต่อไปอีก. นี่คุณจะเห็นได้ว่า ตอนนี้มันก็มีความสำรวม บังคับตัว บังคับใจ บังคับความเป็นอยู่ อะไรมากขึ้นเป็นพิเศษ จนกระทั่งโยคีนั้นไม่อยากออกมาจากถ้ำ ไม่อยากออกมาจากป่า ออกมาสังคม ; คือมันต้องรักษา, กว่าจะทำขึ้นมาได้นี้มันก็ยาก แล้วจะรักษาให้มันคงอยู่ ไม่สูญหายไปเสีย มันก็ยาก, จึงต้องลงทุนด้วยการเสียสละว่า ตอนนี้ไม่สุงสิง กับใครละ, จะประคับประคองสิ่งนี้ ให้มันมีอยู่ในจิตอย่างสุดความสามารถ. เขา เปรียบตอนนี้ว่า เหมือนกับประคับประคองเด็กอ่อน ที่อยู่ในครรภ์มารดา ที่จะคลอด ออกมา, ต้องทำอย่างประคับประคอง มิฉะนั้นมันจะตาย. ทีนี้ สิ่งที่จะต้องสังเกตเป็นพิเศษศึกษาเป็นพิเศษก็ตรงที่ว่า กรงนี้จิต เปลี่ยน มีสภาพที่ต่างจากเดิมมากมาย, ก็ต้องรู้ว่าจิตอยู่ในสภาพที่ต่างจากเดิมมาก คือ เรียกว่าอยู่ในวิสัยที่จะบังคับได้ หรือบังคับได้ตามที่ต้องการแล้ว ทีนี้เราจะบังคับจิตที่มัน ยอมหรือมันพร้อมถึงขนาดนี้ มันอยู่ในวิสัยที่จะบังคับกันต่อไปอย่างละเอียดขึ้นไปอีก เราจึงไปถึงขั้นที่ ๕ ที่เรียกว่า "หน่วงองค์ฌานขึ้นมาจนครบ". องค์ฌาน ในที่นี้ หมายถึงการบัญญัติไว้โดยท่านผู้รู้ในวิชานี้ ให้สิ่งที่เรียกว่า “ฌาน" นี้ประกอบอยู่ด้วยองค์ประกอบอย่างนั้น ๆ ๆ จึงจะเรียกว่าฌาน ; ประกอบ

น.317 อยู่ด้วยองค์อย่างนั้น ๆ จึงจะเรียกว่าฌานนั้น. ขั้นนี้หน่วงความรู้สึกที่เป็นองค์ฌาน เพื่อ ฌานทีแรก ก็โดยจิตที่อยู่ในอำนาจดีแล้วนี้, เราจะให้ทำความรู้สึกในอะไรก็ได้ ; ทีนี้ให้ทำความรู้สึกในสิ่งที่เรียกว่าองค์ฌานก็มี วิตก ได้แก่การกำหนดอารมณ์, วิจาร ได้แก่ความรู้สึก ซึมซาบในอารมณ์ ; แล้วก็มี ปีติ คือความรู้สึกอิ่มใจในความสำเร็จ, แล้วก็ สุข คือความสบายที่สุดในขณะนั้น, แล้วก็ เอกลัคตา ความที่จิตในขณะนั้น มีจุดสุดยอดเพียงอันเดียว. เอกัคคคือจุดสุดยอดเพียงอันเดียว เป็นเอกัคคตา เรียกเป็น บาลีว่า วิตก, วิจาร, ปีติ, สุข, เอกัคคตา. องค์ที่ ๑ วิตก ในที่นี้ไม่ใช่ความคิด อย่างที่เรียกกันเหมือนภาษาธรรมดาพูด. วิตกในที่นี้หมายแต่เพียงว่า จิตกำหนดอยู่ที่อารมณ์มีภาวะอย่างไร, มีความรู้สึกภาวะ อย่างนั้น, ไม่ใช่คิด ไม่ใช่พิจารณา, อย่าเอาไปปนกับความหมาย ของคำว่าวิตกใน กรณีอื่น. คำว่าวิตกในกรณีนี้ คือการที่จิตติดกันอยู่กับอารมณ์ คือลมหายใจ หรือ นิมิตที่สร้างมาจากลมหายใจนั้น. ตรงนี้ให้ทราบไว้เสียด้วยว่า นิมิตที่เป็นอุดคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต ภาพอะไรต่าง ๆ นี้ เราสร้างขึ้นมาจากลมหายใจ, คือจากการกำหนด ลมหายใจ เรียกว่าผลิตออกมาจากลมหายใจ. ทีนี้ เราก็ยังคงกำหนดอยู่ได้ทุกครั้งที่ หายใจเข้าออกนี้ ว่าจิตนี้ยังเนื่องกันอยู่กับลมหายใจ หรือนิมิตที่สร้างขึ้นมาจากลมหายใจ มาถึงตอนนี้มันเป็นปฏิภาคนิมิต, นิมิตที่ไหวได้ อะไรได้, แต่ในที่สุดก็ให้มาหยุด แน่วอยู่ในภาวะอย่างใด อย่างหนึ่ง แล้วจิตก็ยังติดกันอยู่ เกาะกันอยู่ หน่วงกันอยู่ กำหนดกันอยู่กับนิมิตนั้น. ภาวะที่มันเกาะกันอยู่กับนิมิตนั้น เรียกว่าวิตก. คุณจะ เข้าใจได้เองว่า ไม่ใช่การคิด ไม่ใช่การพิจารณา. องค์ที่ ๒ วิจาร ก็ไม่ใช่การพิจารณาอีก, เมื่อวิตกไม่ใช่การคิด วิจาร ก็ไม่ใช่การพิจารณา. วิจารเป็นเพียงความรู้สึก ซึมซาบ อย่าง experience ปัจจุบัน ในเวลานั้น, ในการที่ว่าจิตมันถูกต้องอย่างทั่วถึง มันรู้สึกอย่างทั่วถึงต่อนิมิตนั้น หรือ

น.318 อารมณ์นั้นก็เรียกได้. อย่าเข้าใจผิดว่ามันเป็นการพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อะไรทำนองนั้น, มันคนละเรื่อง. ถ้าจะเปรียบด้วยอุปมาของเราที่แรกที่ว่า จับสัตว์ป่า มาฝึก ; เอาอารมณ์หรือนิมิต ให้เหมือนกับหลัก, สตินั้นเหมือนกับเชือกผูกมันเข้า กับหลัก, การที่มันถูกผูกกับหลักนั้นนั่นแหละคือ วิตก, และการที่มันไม่แยกไป จากหลัก ต้องพัวพัน ต้องเคล้าเคลียกันอยู่กับหลัก อย่างโดยรอบทั่วถึง นี้คือ วิจาร. ขอให้เอาอุปมานี้ไปช่วยทำความเข้าใจ, ให้เข้าใจคำว่าวิตก กับ วิจาร. องค์ที่ ๓ คือบีติ นี้เราก็ต้องค่อยๆ ทำความรู้สึก หรือกำหนดความรู้สึก ที่เป็นปีตินั้นให้ค่อย ๆ ชัดขึ้นมาในใจ ในเมื่อประสบความสำเร็จในการกำหนดจิต ที่อารมณ์. เมื่อมีวิตกวิจารแล้ว มันก็เป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งแล้ว, แล้วหน่วงเอา ความพอใจยินดีที่สำเร็จแล้ว ให้เป็นรูปร่างของบีติขึ้นมา, ให้รู้สึกความปีติ นั้นอยู่ ในใจ, รู้รสของบีติ ความอิ่มใจพอใจนั้นอยู่ในใจ ในขณะนั้นด้วย. เรื่องปีตินี้มี พูดกันมาก ว่ามีหลายชนิดอย่างนั้น อย่างนี้, บางทีทำให้ขนลุก, บางทีทำให้ซาบ ซ่านไปทั้งตัว, บางทีทำให้โคลงเคลงไปทั้งตัว, เหล่านี้เป็นคำอธิบายชั้นหลัง และ ทั่ว ๆ ไป, เป็นเรื่องทางจิตวิทยา, แต่เขาก็เอามาเทิดทูนกันมาก. มันเป็นเรื่อง พิธีรีตองไป ไปใช้คำว่า "พระ" เลย, พระขุททกาปีติ, พระอุเภงคาปีติ, ฯลฯ ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องตามธรรมชาติ ไปตามกฎธรรมชาติ. ถ้ายึดมั่น ถือมั่น มันมักจะเกิดขึ้นอย่างนี้ แล้วมันก็เลยเป็นไปในทางยึดมั่นถือมั่นมีผลเป็นอย่างอื่น, มีผล ไปในทางขลังทางอะไรทั้งนั้น เราจะไม่เรียกว่าพระขุททกาบีติ พระอุเภงคาปีติ อะไร ทำนองนั้น แล้วก็จะไม่ถือว่ามันเป็นเรื่องวิเศษ เป็นพระเจ้ามาโปรด โปรดประทานมา ให้; เพียงแต่กำหนด ความรู้สึกที่อิ่มใจ พอใจในความสำเร็จไว้ให้ได้ อยู่ส่วนหนึ่ง ด้วยก็แล้วกัน ; นี่เรียกว่าองค์ที่ ๓. องค์ที่ ๔ สุข คือรู้สึกเป็นสุขสบายอย่างยิ่งอยู่ในขณะนั้นด้วย. ส่วนองค์ ที่ ๕ นั้นได้แก่ความที่จิตมียอดสุดเป็นจุดเดียวอยู่ที่อารมณ์ คือลมหายใจ หรือนิมิตนี้

น.319 เรียกว่า " เอกัคคตา " ก็ต้องกำหนดรู้ด้วย. หมายความว่าเราจะรู้ถึง ๕ อย่างในคราว เดียวกัน, จะรู้สึก กำหนดรู้ หรือรู้สึกในสิ่งทั้ง ๕ ได้ สามารถทำให้มีสิ่งทั้ง ๕ นี้ ขึ้นมาได้. นี่องค์ฌานทั้ง ๕ ถูกกำหนดขึ้นมาในความรู้สึก. ภาษากัมมัฏฐานเขาใช้ คำว่าหน่วง, หน่วงเหมือนกับหน่วงอะไรขึ้นมาด้วยสายเบ็ด, หน่วงขึ้นไปๆ คือ หน่วงความรู้สึกให้มาสู่ conscious เป็นความรู้สึกที่เห็นชัดอยู่. ที่จริงมันเป็นแต่เพียง หน่วงความรู้สึกสองอย่าง คือปีติกับสุขเท่านั้นที่มันจะต้องหน่วงขึ้นมา นอกนั้นมีอยู่ โดยอัตโนมัติ. เมื่อเราทำอยู่อย่างนี้ วิตกวิจาร มันก็มีอยู่โดยอัตโนมัติ เอกัคคตาก็มี อยู่โดยอัตโนมัติ ; ทีนี้ ปีติ และ สุข มันเกือบจะเกิดออกมาโดยอัตโนมัติเหมือนกัน แต่มันไม่ออกมา ก็หน่วงความรู้สึกอันนี้ให้เกิดขึ้นมาสองอย่าง คือปีติกับสุข. ส่วน วิตกนั้นมันมีอยู่ในตัวมันเอง เพราะว่าเราบังคับจิตกำหนดอารมณ์อยู่แล้ว, วิจารนั้นจิต ก็เคล้าเคลียทั่วถึงซาบซ่านอยู่กับอารมณ์นั้นอยู่แล้ว. ความเป็นอย่างนั้นมันเป็นเอกัคคตา อยู่ในตัวมันเองแล้ว, แต่ว่าเรายังไม่ได้มอง นี้เราควรจะมอง. ที่เราจะรู้สึกปีติและ สุขอยู่นี้ เป็น conscious กว่าสิ่งใด ; เพราะฉะนั้นก็เป็นอันรู้ ได้ในตัว หรือมีอยู่ในตัว ครบทั้ง ๕ อย่าง ทีนี้เพื่อความแน่นอน เราสังเกตกำหนดดู ก็รู้ว่ามีครบทั้ง ๕ อย่างจริง, ก็เรียกว่า หน่วงองค์ฌานทั้ง ๕ ขึ้นมาได้สำเร็จ เป็นขั้นที่ ๕. ในขั้นที่ ๖ ต่อไปเรียกว่าได้ฌานทีแรก เรียกว่า "ปฐมฌาน". เรา สามารถมีความรู้สึกของจิตที่ประกอบอยู่ด้วยองค์ทั้ง ๕ นี้อย่างสม่ำเสมอแน่วแน่, อย่าง นี้เรียกว่าปฐมฌาน, เป็นการได้ครั้งแรก ซึ่งจะต้องระมัดระวังมาก, จะหนีไปเก่ง จะหายไปเก่ง จะเลือนไปเก่ง แล้วจะไม่กลับมาอีก, เพราะฉะนั้นพอได้ ก็ต้องรีบทำ ในขั้นที่ ๗. เขาเรียกว่า วสี . วสี คือการทำให้อยู่ในอำนาจ หรือในกำมืออย่างแน่นแฟ้น อย่าง ไม่หลุดหนี ไปได้. ให้อยู่ในอำนาจจริง ๆ. เหมือนกับคุณเรียนหนังสือ พอจำ

น.320 อะไรได้ครั้งแรก เข้าใจอะไรได้ในครั้งแรก, ถ้าคุณไม่ทำแบบวสีทับลงไปแล้วมันจะ หายไป มันจะเลือนหายไป เพราะฉะนั้นเราต้องนำมาคิดมานึกอยู่เสมอ ; เป็นเทคนิค ของการทำให้มันแน่นแฟ้นลงไป. อย่างว่าจะจำคนสักคนหนึ่งให้จำได้ จนตลอดชีวิตนี้ เราต้องนึก คือพอรู้จัก มันก็เหมือนกับได้ฌานจะต้องทำให้ไม่ลืม คือนึกหน้าเขาทุกคืน ๆๆ นึกหน้าเขาทุกสัปดาห์ นึกหน้าเขาทุกเดือน นึกหน้าเขาทุกปี อย่างนี้ไม่มีวันลืม นี่คือทำ ให้อยู่ในอำนาจ เหมือนกับจะท่องจำข้อความอะไรสักอย่างหนึ่ง หลักเกณฑ์อะไร สักอย่างหนึ่ง, ครั้งแรกพอทำก็จำได้ เข้าใจได้, แล้วก็ให้นึกมันทุกคืน ๆ หลาย ๆ คืน แล้วก็นึกทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี มันจะไม่มีวันลืม ติน การกระทำในระยะต่อมา ที่ให้มันอยู่ในอำนาจเด็ดขาดนี้ ก็เรียกว่าวสี. เมื่อเราได้ปฐมฌานเป็นครั้งแรกนี้ ระวังเถอะมันอาจจะหนีไป หายไป เพราะฉะนั้นต้องรีบทำในขั้นที่เรียกว่าวสี ทำซ้ำ ๆ ประคับประคอง ศึกษาทุกแง่ทุกมุม เอาไว้ให้ได้ ว่ามันจะอยู่ได้ด้วยวิธีอย่างไรในการที่จะรู้สึกอยู่ในใจ : แรกได้ฌานเป็น อย่างไร, หยุดอยู่ในฌานเป็นอย่างไร, เตรียมออกจากฌานเป็นอย่างไร, ออกแล้วเป็น อย่างไร ; แล้วจะกลับเข้ามาใหม่. จะต้องทำย้ำ, ทำซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ, ย้ำซ้ำ ๆ อยู่ไปมา - ไปมา จนให้ชำนาญที่สุด. นี่คุณจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องเทคนิคมากน้อยเท่าไร. เราก็ได้พูดกันแล้ว ว่ามันเป็นเรื่องเทคนิคตั้งแต่ต้นจนปลาย ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง หนักบ้าง เบาบ้าง ; ถ้าทำผิด เทคนิคอย่างเดียวมันก็จะต้องยุ่งยากลำบากขึ้นมา หรือว่าล้มละลายไปเลย. ทีนี้เมื่อเสร็จ เรื่องวสีก็ถึงขั้นที่ ๘, คือทำให้ได้ฌานที่ยังเหลือต่อไปอีก คือฌานที่ ๒ - ที่ ๓ - ที่ ๔. ทีนี้ก็ไม่ยากอะไรถ้าเข้าใจ. มันมีความหมายสำคัญอยู่ที่ว่า ปลดองค์ ประกอบของฌานทิ้งไป ๆ. เพราะปฐมฌานทีแรกประกอบด้วยองค์ ๕ คือวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา, ๕ อย่าง อย่างที่อธิบายมาแล้ว. ความรู้สึกมันคุมอยู่ถึง ๕ อย่าง, ๕ องค์, มันก็ยังอยู่ในสภาพที่ยังหยาบอยู่ ทีนี้ปลดทิ้งไปเสียสักสอง ไม่คำนึงถึง

น.321 วิตก วิจาร อะไร, ให้ปีติกับสุขโชติช่วงอยู่ในใจ, ความเป็นเอกัดคตา มีอยู่โดย อัตโนมัติ ; ไม่ต้องกำหนดความที่เป็นวิตก หรือเป็นวิจาร อย่างที่กล่าวมาแล้วอีกต่อไป เพราะฉะนั้นความเป็นสมาธิของจิตมันก็ละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่า, เพราะมันยังเหลืออีกเพียง สาม, ทำงาน ๕ อย่างพร้อมกันนี้ มันหยาบเท่าไร. ทิ้งไปเสีย ๒ อย่าง เหลือเพียง ๓ นี้มันก็ละเอียดขึ้นมา เล็กเข้ามา แคบเข้ามา, แต่เราเรียกว่า มันละเอียดเข้า. นี่ก็ เรียกว่า ได้ทุติยฌาน คือฌานที่ ๒ ขึ้นมาตามลำดับ ถ้าสมมุติว่าเป็นการมองดูภาพ, ไม่ดูละว่า จิตกำหนดอารมณ์ หรืออารมณ์ ติดแน่นแฟ้นอยู่กับจิต หรือจิตติดแน่นแฟ้นอยู่กับอารมณ์ : เราไม่ดูภาวะอันนี้ ไม่สนใจ ภาวะอันนี้ เรียกว่าปลดองค์ฌาน ๒ องค์ทิ้งไปเสีย, ส่วนปีติกับสุขนั้น เรารักษาไว้ คงมี experience เต็มที่เป็นปัจจุบันอยู่ในใจ. แล้วเมื่อมันเป็นอย่างนี้ ลมหายใจก็ยังเป็น ไปอยู่, นิมิตก็ยังคงเป็นพื้นฐานอยู่, ก็เรียกว่ายังมีเอกัคคตาอยู่. เพราะปีติก็ดี สุขก็ดี มันก็สร้างขึ้นจากนิมิต ซึ่งสร้างขึ้นมาจากลมหายใจ, มันกำลังเป็นอันเดียวกัน อยู่ในตัว, ความเป็นเอกัคคตาก็เท่าเดิม แต่ว่ามันละเอียดรำงับลงไปตามฌาน ที่มัน สูงขึ้นไป. พอมาถึงฌานที่ ๒ นี้มันเหลือแต่เพียงปีติ สุข เอกัคตา, คือพอจะเลื่อนไป ถึงขั้นที่ ๓ ปีติมีอิ่มใจนี้ มันยังอิ่มใจซู่ซ่าอยู่ ความอิ่มใจนี้มันยังซู่ซ่าอยู่. คือเป็น sensitivity ที่ซู่ซ่ากว่าเพื่อนอยู่, พอบัดทิ้งไปเสียอีก คือว่าไม่สนใจกับมัน ทิ้งไปเสีย อีกอันหนึ่ง. ในขั้นที่ ๓ จึงเหลือแต่สุขกับเอกคตตา , จิตเป็นสุขเฉย ๆ แล้วรู้อยู่ แต่เพียงว่า จิตแน่วอยู่ในความสุขอันนี้อย่างเดียว เรื่องเดียว จุดเดียว, มียอดแหลม เพียงอันเดียว, นี้ก็เรียกว่า ฌานที่ ๓ . ซึ่งพระอริยเจ้าท่านพอใจกันมากว่าเป็นความสุข, เป็นความสุขด้วย มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ด้วย ปราศจากโทษด้วย ; เป็นที่นิยมกัน ในหมู่พระอริยเจ้า เป็นที่ยกย่องไว้อย่างนี้

น.322 ไปอีกเป็นฌานที่ ๔ ก็คือว่าสุขนี้ก็ยังรู้สึก เป็นความรู้สึก เป็น sensitivity ที่ทำให้รู้สึกไปในทางน่ารักน่าพอใจ มันมีลักษณะเป็น attractive ดึงดูดใจอยู่. เพราะ ฉะนั้นเราจะตัดมันออกไปเสียอีกทีหนึ่ง, จะเปลี่ยนให้มันเป็นอุเบกขาเสีย ให้หมด ความหมายของคำว่า สุข, เป็น อุเบกขา คือไม่ทุกข์ ไม่สุข เฉย , ก็เลยกำหนด ความเป็นอุเบกขา จากความสุขกับเอกัคคตาตามเดิม. เหลืออยู่เพียงสอง คืออุเบกขา กับเอกัคคตา ; เรียกว่าขั้นสุดท้ายของฌานประเภทรูปฌาน อันดับที่ ๔ ; ก็เลยมี ความรำงับไปอีก ดิ่งลงไปอีก ลึกลงไปอีก จนถึงกับเคยหลงกันว่าเป็น นิพพานมายุค หนึ่งสมัยหนึ่ง. นี่เรียกว่าฌานที่ ๔. ทั้ง ๔ ฌานนี้เรียกว่ารูปฌาน เพราะว่าเราเอาสิ่งที่มีรูปมาเป็นบทเรียน คือ เอาลมหายใจมาเป็นบทเรียน, เอาวัตถุ หรือ concrete เรียกภาษาธรรมะ หรือภาษา กัมมัฏฐาน ก็ต้องถือว่า มันเป็นวัตถุ = ลมหายใจเป็น concrete ไม่ใช่นามธรรม. โดยเหตุที่ยังต้องเอารูปธรรมมาเป็นอารมณ์สำหรับฝึก. ทั้งหมดนี้เราเรียกว่ารูปฌาน ฌาน ที่มันเนื่องอยู่กับรูปธรรม ; กลายเป็นการแบ่งแยกออกเป็นรูป หรืออรูป ออกไปอีก ข้างหน้า. แต่ว่าในที่นี้พอแล้วสำหรับการฝึกในขั้นที่ ๔, ทำกายสังขารให้สงบรำงับอยู่. โดยสรุปก็ขอให้มองเห็นว่า เดี๋ยวนี้กายสังขารมันรำงับเท่าไร ? ลมหายใจ ละเอียดเท่าไร ? กายรำงับเท่าไร? จิตรำงับเท่าไร ? ก็ดูตามความหมายของสิ่งที่เรียกว่า "ฌาน" ที่มีอยู่ตามลำดับ. เมื่อใช้วิธีวิ่งตามอยู่ จิตมันก็ละเอียดประณีตลง ตามลม หายใจที่มันรำงับลง; ถ้าหยุดอยู่ที่จุดหนึ่งขั้นอุดคหนิมิต ก็ยิ่งขึ้นไปอีก ปฏิภาค นิมิตก็ยิ่งขึ้นไปอีก, มันก็ยิ่งขึ้นไป ๆ จนอันดับที่ ๘ ได้ฌานครบหมดไม่มีเหลือ. นี้ เรียกว่าทำกายสังขารให้สงบรำงับ; ถ้าทำได้สมบูรณ์แบบ จะเป็นอย่างนี้. ถ้าไม่ต้องการสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องการถึงฌานถึงอะไรก็ยังทำได้ ในขั้น ที่เรียกว่า ขั้นที่ ๓ ที่เรียกว่าสร้างอุดคหนิมิตที่จุดนั้นแล้ว รักษาไว้ให้ได้, นี้ก็เรียกว่า

น.323 มีสมาธิพอตัวแล้ว, พอตัวที่จะใช้งานได้เหมือนกัน, จะกระโดดข้ามไปขั้นที่ ๑๓ เลยก็ได้. จากระยะที่เรียกว่าสร้างอุดคหนิมิตได้สำเร็จ อยู่ในอำนาจของเรา มีสมาธิพอ สมควรแล้ว, เราไม่อยากจะฝึกให้มันเต็มรูปเต็มที่ เพราะเราไม่มีเวลาพอ เราแก่แล้ว และเราไม่ต้องการ, จะกระโดดไปขั้นที่ ๑๓ เลยก็ได้, เป็นอนิจจานุปัสสีไป เลยก็ได้. ในที่นี้เราพูดอย่างเต็มรูป ก็มาถึงฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๔ แล้วก็หมดหน้าที่ของขั้นที่ ๔ นี่เรียกว่าเป็นขั้นสุดท้ายของหมวดที่ ๑. หมวดที่ ๑ คือ กาเยกายานุปัสสี - ภิกษุเป็นผู้มีสติตามเห็นกายในกาย, คือว่าตามเห็นกาย คือลม หายใจอยู่ในกายนี้ อยู่ในกายทั้งหลาย กายเนื้อกายนี้. มันก็จบหมวดที่ ๑ ลงที่นี่, ซึ่งเป็นการปฏิบัติ เพื่อเห็นกายในกาย ประกอบไปด้วยอุบาย และความลับ และเทคนิค อย่างไร. คุณจะต้องศึกษาซ้ำ ๆ ซากๆ ให้เข้าใจ แล้วมันก็ไม่ลืม จะมีประโยชน์ต่อไป ตลอดกาลนาน,ซึ่งเราอาจจะมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้หลายแง่หลายมุม, เพื่อมีความจำดี ความคิดดี ตัดสินใจดี. ลองไปทำดูเอง แล้วเอามาประยุกต์ตามแนว ของศาสนา, ที่เรียกว่าทำวิปัสสนา, ซึ่งเราจะพูดกันต่อไปในโอกาสอื่น. เวลาก็หมดแล้ว เลยไปกว่าวันธรรมดา, ผมรีบพูดรวบรัดให้เสร็จทันวันนี้ เพื่อว่าคณะที่จะกลับไปจะต้องได้ฝั่งขั้นที่ ๔ นี้ด้วย จึงพอจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้. หนึ่งชั่วโมงกว่าสำหรับวันนี้ก็หมดลง.

น.324 ปีติปฏิส์เวที อสฺสสิฺสามีติ สิฺขติ, ปีติปฏิส์เวที ปฺสสิฺสามีติ สึกุขติ ฯ สุขปฏิส์เวที อสฺสสิฺสามีติ สิฺขติ, สุขปฏิสํเวที ปฺสสิฺสามีติ สิฺขติ ฯ จิตฺตสงฺขารปฏิส์เวที อสฺสสิฺสามีติ สิฺขติ, จิตฺตสงขารปฏิส์เวที ปฺสสิสสามีติ สิฺขติ ฯ ปฺสมฺภย์ จิตฺตสงฺขาร์ อสฺสสิฺสามีติ สิกุษติ, ปฺสมฺภย์ จิตฺตสงฺบาร์ ปฺสสิฺสามีติ สิฺขติ ฯ ๖๘๘

น.325 หมวดที่ ๒ - ๓๗ - ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๑๒ เวลาสำหรับพวกเราล่วงมาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว ในวันนี้ จะได้กล่าวถึง การฝึกอานาปานสติหมวดที่ ๒ คือขั้นที่ ๕, ๖, ๗, ๘. ในครั้งที่แล้วมาได้พูดถึงการทำกายสังขารให้รำงับจนจิต เป็นสมาธิ, และในความเป็นสมาธินั้นประกอบอยู่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ปีติและความสุข. ในขั้นนี้จะได้กล่าวถึง การใช้ปีติและ ความสุขนั้นเป็นอารมณ์ ของการปฏิบัติในขั้นที่ ๕ นี้ ต่อไป. ขอให้สังเกตความเนื่องกันของการปฏิบัติแต่ละขั้น ๆ ดังนี้ ไว้เสมอไป. ถึงแม้ในตัวการปฏิบัติเอง ในขณะที่กำลังฝึกนั้น ก็ต้องมีการกระทำย้อนต้น ; ไปกระทำมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑ เรื่อยมา จนถึงขั้นที่กำลังปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ทุกขั้น หรือทุกวันที่กำลังปฏิบัติอยู่. เหมือนอย่างว่าผู้ปฏิบัติในขั้นที่ ๕ นี้ พอจะลงมือปฏิบัติก็ต้องย้อน ไปปฏิบัติในขั้นที่ ๑, ที่ ๒, ที่ ๓, ที่ ๔ มา ในลักษณะที่มันเป็นไป ๖๘๔

น.326 เพื่อความคล่องแคล่วด้วยความเคยชิน หรือความชำนาญตามที่ทำได้อย่างต้องการ อย่างอกอย่างใจ. เมื่อได้ทำให้ปีติและสุข ปรากฏออกมาได้แล้ว ก็ลงมือปฏิบัติการกำหนดปีติและสุขนั้น เป็นพิเศษ คือโดยละเอียดและโดยตรง. โดยหลักหรือทางเหตุผลมันมีอยู่ว่า เราต้องการจะเอาสิ่งที่มนุษย์หลงใหล ติดพันยึดมั่นถือมั่นกันนักนั่นแหละ มาเป็นวัตถุสำหรับศึกษา สำหรับค้นคว้า, สำหรับ จะทำลายความยึดมั่นนั้นเสีย. เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่ยิ่งไปกว่าสิ่งที่เรียกว่าความสุข,คนเราก็ติดในความสุข หลงใหลในความสุข. โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรียกว่าสุขเวทนาคือรู้สึกเอร็ดอร่อยเป็นสุข. สุขอย่างนี้ยังไม่ใช่ความสงบเย็นที่แท้จริง คือยังเป็นสุขที่ทำให้หยุดไม่ได้ ให้สงบไม่ได้, มีแต่ให้ดิ้นรน ให้พอใจ, ซึ่งไม่ใช่เป็นการหยุดของจิตใจไม่ใช่ความพักผ่อนของจิตใจ แต่แล้วทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะหลงใหลในความสุขชนิดนี้. ทีนี้ ก็ต้องการจะแก้อย่างที่เรียกว่าแก้ลำกันโดยตรง หมายความว่าเอาสิ่งที่หลงใหลนักนั่นแหละมาเป็นเครื่องพิจารณา. จะเอามันมาได้อย่างไร เพราะความสุขนี้มีหลายแบบหลายอย่าง, แม้สุขทางกามารมณ์ก็เรียกว่าสุข. ความได้อย่างใจในทางกามารมณ์ก็เรียกว่าปีติ. ความสุขและปีติก็มีหลายอย่างหลายแบบ คือมีทั้งทางโลกและทางธรรมนั่นเอง. เราจึงได้เลือกเอาอย่างสูงสุด อย่างที่ดีที่สุด มาเป็นเครื่องพิจารณาหรือฝึก มันจึงได้แก่สุขหรือปีติในทางธรรม ตามวิธีของการปฏิบัติอานาปานสติในขั้นนี้.มันก็ไม่ยากลำบาก เพราะว่าได้ฝึกมาถึง ๔ ขั้นแล้ว จนสำเร็จในการปฏิบัติในขั้นที่ ๔ แล้วหาปีติและความสุขได้โดยง่ายจาก ขั้น ๔ นั้น. สำหรับบท, สูตร, เขาเรียกว่าสูตรหรือ formular ของขั้นที่ ๕ ก็มีว่าปีติ ปฏิสํเวที อสฺสสิฺสามีติ สิฺขติ, ปฺสสิฺสามีติ สิกฺขติ - เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งปีติหายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่. ฝึกอย่างนี้เรียกว่าฝึกในขั้นที่ ๕. ขั้นที่ ๕

น.327 นี้มุ่งหมายเพียงแต่จะรู้จักธรรมชาติอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่าปีติ, แต่มันก็รวมถึงข้อเท็จจริงทุกอย่างที่เกี่ยวกับปีติโดยหัวข้อที่ว่าคืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใดนี้แหละใช้ได้ในทุกกรณี. เราจะต้องพยายามกำหนดสิ่งที่เรียกว่า ปีติ ซึ่งกำลังซึมซาบอยู่ในใจจริงๆ ว่ามันมีอะไรบ้าง ? มันมีลักษณะอย่างไร ? มีรสชาติอย่างไร ? เป็นต้น ; แล้วค่อย ๆ ดูไปจนถึงข้อเท็จจริงอันหนึ่ง ซึ่งซ่อนอยู่หรือเป็นความลับอยู่ ว่าปีตินี้มันทำอะไรต่อไป ; คือเมื่อมันมีอยู่ในความรู้สึกแล้ว มันก็มีปฏิกิริยาเกิด effect อะไรอย่างไรต่อไปอีก, นั่นแหละเป็นเคล็ดที่จะต้องค้นให้พบ สำหรับการปฏิบัติขั้นนี้. ถ้าถามว่า ปีติคืออะไร ? มันก็คือความรู้สึกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติในเมื่อเราประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราทำ. ไม่ว่าเราต้องการจะทำอะไร การศึกษาเล่าเรียน การงานอะไรก็ตาม ถ้าประสบความสำเร็จ ความอิ่มใจ ความพอใจ มันก็เกิดขึ้นทันที เขาเรียกว่าปีติ ถ้าเป็นอย่างโลก ๆ มันก็เป็นปีติอย่างโลก ๆ ถ้าเป็นอย่างทางธรรมมันก็เป็นปีติอย่างทางธรรม. ปีติอย่างโลก ๆ ก็รู้จักกันดีแล้ว ทำอะไรได้อย่างใจก็ปีติ, แม้เป็นเรื่องความชั่ว นั่นไม่ใช่เกี่ยวกันกับเรื่องนี้. เกี่ยวกับเรื่องนี้มันมุ่งหมายในทางธรรมโดยเฉพาะ, คือเป็นเรื่องที่เป็นไปเพื่อความถูกต้องไม่เบียดเบียนไม่อะไร ; แต่ความหมายของคำ ๆ นี้ก็เหมือนกันหมด คืออิ่มใจ เมื่อประสบความสำเร็จ, บทนิยามสั้น ๆ ของคำว่าปีติ คืออะไร. ตัวบีตินี้มันก็เป็นความรู้สึกที่ซาบซ่าน ;ทีนี้ความซาบซ่านนี้มันก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า มันไม่ใช่สงบ มันวุ่นวาย แต่มันวุ่นวายไปตามแบบหนึ่งและก็มีรสอร่อย. ถ้าถามว่า ปิติมาจากอะไร ? ก็ตอบว่ามาจากการประสบความสำเร็จ ; มันเป็นผลของการประสบความสำเร็จ. มันเพื่ออะไร ? ในแง่หนึ่งเรามองเห็นว่าก็เพื่อให้มนุษย์หลงใหล ; นี่มันเป็นเรื่องของความโง่ ฝ่ายความโง่. ถ้าเป็นฝ่ายความฉลาดปีติก็เพื่อให้มนุษย์รู้จัก แล้วควบคุมมันให้ได้, และให้ได้ความสุขที่แท้จริง, ไม่ใช่ความ

น.328 สุขโยกโคลงอย่างปีตินี้ และจะให้สำเร็จความสุขอันแท้จริง ลึกอีกชั้นหนึ่งจะทำโดยวิธีใด ?ในกรณีนี้ก็ต้องทำโดยวิธีไม่หลงในปีตินั้น. เรารู้ว่าบีตินี้เป็นเครื่องปรุงแต่งจิตให้เลื่อนไหลต่อไปอีก ให้คิดนึกต่อไปอีก, เลื่อนไหลไปที่เดียวไม่มีหยุด ; ฉะนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ควบคุมให้พอเหมาะ. โดยวิธีที่ควบคุมให้พอเหมาะนี้ เราจะได้พบสิ่ง ๆ หนึ่งที่ลึกไปกว่าปีติคือความสงบเย็นได้. การปฏิบัติในขั้นนี้เพื่อให้รู้จักบีติเท่านั้น ว่ามันมีลักษณะอย่างไรก่อน ; แล้วจะพูดถึงการควบคุมมันในขั้นต่อไป. โดยรายละเอียดของปีตินี้ ถ้าเป็นชนิดที่เป็นในทางธรรมละก็ หมายถึงการประสบความสำเร็จในทางธรรม. แล้วก็มีมากขึ้น มากอันดับ. สำหรับในขั้นนี้เมื่อเรามีความสำเร็จในการบังคับจิตได้ และจิตสงบอยู่เป็นสมาธิ, จิตเป็นเอกัคตาคือจิตอยู่ที่อารมณ์เพียงอันเดียว. เราก็เริ่มพิจารณาสิ่งนี้ พิจารณาความที่จิตของเราเดี๋ยวนี้เป็นจิตที่สงบในลักษณะเป็นเอกัคตา, คือไม่มีความฟุ้งซ่าน หยุดอยู่ที่อารมณ์อันเดียวคือลมหายใจ หรือสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับลมหายใจ, แล้วก็พอใจขึ้นมา ในการที่จะประสบความสำเร็จในการควบคุมจิตได้อย่างนี้. ตัวความรู้สึกพอใจในการที่จิตเป็นเอกัคคตานี้ มันมีได้ละเอียดถี่ยิบไปเลย,แล้วกลายเป็นเรื่องทางจิตวิทยาอันพิเศษไป เช่นพอเรารู้สึกว่าจิตสงบแล้ว มันก็มีความปีติในลักษณะอย่างนั้น. ทีนี้เรากำหนดให้ยิ่งขึ้นไปอีก กำหนด ความที่มันสงบนั้น(คือยิ่งกว่าความรู้สึกเฉย ๆ) ความปีตินั้นมันก็จะมากขึ้นไปอีก ; แล้วเราเพ่งจน รู้ชัดเห็นชัด รู้ชัดเจนในความที่จิตสงบนั้น ปีติมันก็มากยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก. ถ้าเมื่อ พิจารณาดู อยู่อย่างละเอียดในภาวะของจิตที่สงบนั้น, ปีติก็ยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งละเอียดหรือยิ่งหนาแน่นยิ่งขึ้นไปอีก. นี่แหละมันไม่ต้องไปหาอะไรที่ไหนจากภายนอก, ความรู้สึกในภายในอาจจะขยับขยายทำให้ยิ่งขึ้นไป, ให้มันเป็นปีติที่ยิ่งขึ้นไปๆ. ยิ่งกว่านั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่าอธิษฐานจิต, อธิษฐาน แปลว่า ตั้งทับอยู่ , ในที่นี้ก็หมายถึง

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต