Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคปลาย ครั้งที่ ๓๗ — การฝึกอานาปานสติ หมวดที่ ๒

บรมธรรม ภาคปลาย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.329 การที่จิตตั้งทับอยู่ ; พูดอย่างวัตถุก็เหมือนตั้งทับอยู่, ถ้าพูดภาษาจิตมันก็กำลังเสวยหรือกำลังรู้สึกอย่างยิ่งอย่างเต็มที่อยู่ในสิ่งที่มันรู้สึกแล้วว่าเป็นอย่างไร, ก็คือตั้งทับอยู่บนปีตินั้น, มันก็ทำให้มีบีติมากขึ้น ; นี้เป็นเรื่องของการที่จิตกำหนดจดจ่อหรือตั้งทับอยู่. ถ้าจะทำให้ปีติมันละเอียดมากออกไปกว่านี้ มันก็เป็นเรื่องพิจารณาไปในลักษณะของความสำเร็จ, คือดูว่าในความที่จิตสงบนั้น เรามีอะไร มีคุณธรรมอะไรต่อไปอีก มันก็ยิ่งมีปีติมากขึ้นไปอีก : เช่นยิ่งจะไปเห็นความ ศรัทธาที่แน่นแฟ้น,ความเพียรที่แน่นแฟ้น, สติที่แน่นแฟ้น สมาธิที่แน่นแฟ้น, ปัญญาที่แน่นแฟ้นอยู่ในการกระทำของเรานั้น ; ปีติมันก็มากขึ้นไปอีก ยิ่งไปกว่าเดิมอีก. นี้มันอยู่ที่ฉลาดเป็นผู้ฉลาดในกระบวนจิตในเรื่องของจิต รู้จักหยิบขึ้นมาพิจารณา รู้จักหยิบขึ้นมาดู โดยอุบาย หรืออุบายวิธี, ซึ่งเราเรียกกันว่าเทคนิคให้มันมากออกไป แปลกออกไป ลึกออกไป เพื่อทำสิ่ง ๆ นี้ ให้มันมากยิ่งขึ้นไป ๆ ให้สุดเหวี่ยง. อันสุดท้ายที่บัญญัติไว้ก็ดูในแง่ หรือ วิธีการของอริยสัจจ์สี่ คือกำหนดรู้หรือการละ การทำให้แจ้ง, หรือการทำให้เกิดมีตามหลักของอริยสัจจ์สี่. เดี๋ยวนี้ยกเอาเรื่องวิธีการของอริยสัจจ์สี่ มาใช้ในขณะที่กำลังปฏิบัติเกี่ยวกับปีติอยู่. ก็เมื่อรู้ว่าเราเป็นผู้รู้ความทุกข์ รู้จักความทุกข์ว่าเป็นอย่างไร ๆ ปีติมันก็ยิ่งมากขึ้นมาอีก ; จนกระทั่งรู้ว่าความทุกข์นี้มันเกิดมาจากตัณหาหรือความอยาก แล้วเราก็ละได้แม้ชั่วคราวแม้ในขณะนี้ มันก็ละตัณหาได้ แม้ในขณะที่ปฏิบัติอยู่นี้ มันก็มีปีติมากยิ่งขึ้นไปอีก.หรือว่าความสงบรำงับที่เป็น นิโรธ คือความดับทุกข์นี้ กำลังปรากฏอยู่ที่นี่เวลานี้เราก็ได้ทำให้มันแจ้งมากขึ้นมาแล้ว นี่ก็ยิ่งมีปีติมากขึ้นไปอีก. หรือว่า มรรคมีองค์ ๘หนทางมีองค์ ๘ เดี๋ยวนี้กำลังมีอยู่ในการปฏิบัติขั้นนี้ มันก็มีปีติมากขึ้นไปอีก. นี้เรียกว่ามันไปกันสุดเหวี่ยงได้เหมือนกัน ถ้ารู้จักพิจารณา, เพื่อสร้างสรรค์มันขึ้นมาซึ่งปีติใน

น.330 ทุกแง่ทุกมุม ทุกระดับ. ถ้าเรารู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จในเรื่องอริยสัจจ์ ๔ โดยหลักการของอริยสัจจ์ ๔ แล้ว มันก็ปีติสูงสุดเท่านั้น. และได้พูดแล้วว่า การพิจารณากันถึงขนาดนี้ หรือจำแนกแจกแจงกันถึงขนาดนี้ มันเป็นเรื่องจิตวิทยาชนิดพิเศษสูงสุด คงจะไม่สามารถทำกันได้ทุกคน ; แต่ถ้าตั้งใจจริง หรือสละทุกสิ่งหมด มาทำกันแต่อย่างนี้ มันก็ต้องทำได้. ในกรณีที่ทำไม่ได้หรือไม่จำเป็นที่จะต้องทำทั้งหมดนี้ ก็ทำอย่างรวบรัด คือเราเอาความอิ่มใจที่เราประสบความสำเร็จขั้นใดขั้นหนึ่ง ที่ตนเองพอใจที่สุดนั้นแหละเข้ามาเป็นอารมณ์สำหรับการพิจารณาในขั้นนี้. สมมุติว่าจะไม่มีการเรียนมาก พูดมาก, เป็นคนแก่ ไม่รู้หนังสือหรืออะไรทำนองนั้น ก็รวบรัดเพียงว่า เรากำลังอิ่มใจในการปฏิบัติอย่างไร ก็เอาอันนี้มาทำความรู้สึกอยู่เสมอ รู้สึกอยู่เสมอ ว่ารสชาติเป็นอย่างไร, มันมีลักษณะเหมือนอย่างกับอาบน้ำ, เย็นทั่วไปทั้งตัวอย่างไร, เพื่อให้ได้ชิมรสของมัน จนรู้สึกว่ามี experience แล้วรู้สึกว่ามี experience ซ้ำ ๆ ๆ จนไม่อาจลืม, จนอาจจะเรียกมาเมื่อไรก็ได้ เรียกว่ามีวสี คือความชำนาญในเรื่องนี้ เราอาจจะรู้สึกอย่างนี้เมื่อไรก็ได้. นี้มันก็ได้กำไรมากโขอยู่ในชีวิตนี้ ไม่ต้องมีความทุกข์ความร้อน อาจจะเรียกเอาความสุขกายสบายใจอิ่มใจนี้มาเมื่อไรก็ได้. ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ปีติ โดยลักษณะของมันดีเสียก่อน แล้วก็ไม่วายที่จะแอบดูให้ลึกลงไปถึงข้อที่ว่า เจ้านี่เองปรุงแต่งความคิดความนึกต่อไป, มันไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงปีตินั้น. แม้ว่าขณะหนึ่งมันจะหลงใหลพอใจอยู่ในปีติ สยบซบเซา อยู่ด้วยปีตินี่ก็ตาม แต่แล้วมันก็จะปรุงแต่งความคิดอะไรต่อไปข้างหน้า ซึ่งเราจะต้องไปดูกันข้างหน้า. เวลานี้ดูกันแต่เพียงว่ามันเป็นอย่างไรก่อน, ตัวมันเอง ล้วนๆ เป็นอย่างไร

น.331 ก่อน ; ฝึกดื่มรสของปีติอยู่อย่างนี้จนถึงขั้นสูงสุด ถึงระดับสูงสุด เรียกว่าขั้นที่ ๕,นั่งซึมซาบ นั่งดื่มนั่งกิน นั่งอาบรดอะไรอยู่กับปีติ. ต่อไปถึงขั้นที่ ๖ บาลีว่า สุขปฏิส์เวที อสฺสสิฺสามีติ สิฺขติ, ปฺสสิสฺ-สามีติ สิกฺขติ ; อันนี้รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า สุข. ต่างกันเพียง ขั้นที่ ๕ เรียกว่า ปีติ ขั้นที่ ๖ เรียกว่า สุข, การปฏิบัตินอกนั้นเหมือนกันมันเป็นความหมายทางจิตวิทยาคนละแง่ โดยทางนิตินัย แยกกันได้ โดยทางพฤตินัยไม่อาจจะแยก. ปีติคือความอิ่มใจ, สุขคือความสุขหรือสุขใจ ; มันมีรสของความพอใจอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. ปีติมาก่อน พอใจอิ่มใจในความสำเร็จ, มันก็มีรสของมันไปตามแบบนั้นคือแบบอิ่มใจ เพราะประสบความสำเร็จ ; ส่วนความสุขนี้มันเล็งถึงความรู้สึกสบาย ฉะนั้นมันจึงสงบกว่าปีติ. ปีตินั้นมันกระตุ้น, ความสุขนี้มันหยุดกระตุ้นอย่างรุนแรงแบบนั้นเสีย ; มันก็รู้สึกสบายกว่าเย็นกว่า ไม่โยกโคลงไม่หวั่นไหวเหมือนปีติ. ถ้าเราไม่รู้จักสังเกตให้ดี เราจะดูว่ามันเหมือน ๆ กันไปหมด, ถ้าเรารู้จักดูให้ดี ความหมายของมันจะต่างกัน : ปีตินั้นมันซาบซ่าน ส่วนสุขนั้นมันหยุดซาบซ่าน.ปีติมันก็คือความตื่นเต้นชนิดหนึ่ง หลังจากความตื่นเต้น หยุดตื่นเต้นแล้ว มันก็สบายกว่า, นี้ก็เป็นความสุข. ความรู้สึกตื่นเต้นนี้มันก็ทำให้จิตใจรัว, หยุดตื่นเต้นมันก็สงบ. ให้รู้จักเปรียบเทียบจนถึงกับแยกปีติออกจากความสุขได้ โดยความหมายที่ต่างกัน.เพราะการที่จะศึกษามันก็ต้องเอาตัวจริงเสมอ, ตัวจริง เมื่อมีปีติและสุขจริง ๆ ไม่ใช่เอาการคำนวณลับหลัง. การคำนวณลับหลังนั้น มันเป็นเรื่องของตัวหนังสือเป็นเรื่องการใช้เหตุผล, อย่างนี้ไม่ใช่ตัวจริง ; อย่างมากมันเป็นความรู้ประเภท intellect เป็น reasoning คำนึง คำนวณไปตามเหตุผล ; อย่างนี้ไม่ใช้กันเลย ในเรื่องการปฏิบัตินี้, แม้ว่าเราจะผ่านไปบ้างก็ไม่ได้ยึดเป็นหลัก, จะต้องใช้การทำ

น.332 ให้เกิดขึ้นมาจริง ๆ ในจิตในใจรู้สึกอยู่จริง ๆ ซึมซาบอยู่จริงๆ เป็น experience ในใจเป็น realization ยิ่งกว่า realization. ทีนี้เรา adjust ปีติอย่างไร เราก็ adjust สุขอย่างนั้น ; หมายถึงขยับขยาย ปรับปรุง ทดสอบอะไรต่าง ๆ จนรู้จักความสุขมากชั้นมากระดับ เหมือนกับดังกล่าวแล้วในปีติ : ประสบความสำเร็จมากเท่าไร มีปีติมากเท่าไร มันก็มีความสุขมากเท่านั้น. เพราะฉะนั้นดูมันในฐานะที่เรียกว่ามันเป็นเพื่อนคู่หูกันกับปีติ, ความสุขนี้มันจะเป็นของที่ไปด้วยกันกับบีติ ; กล่าวตามทางจิตวิทยามันก็ตามหลังกันไป. เพราะฉะนั้นในขั้นที่ ๖ มันก็เพียงแต่ฝึกการเปลี่ยนความรู้สึกจากรูปที่ซาบซ่านด้วยปีติมาเป็นสงบนิ่งอยู่ด้วยความสุข, ก็ดื่มความสุข - ดื่มความสุข - ดื่มความสุขเป็นบรมธรรมอันดับหนึ่งในขั้น ๑ แล้ว จนกระทั่งมีความรู้สึก และรู้จัก และรู้แจ้งและรู้ชัด และรู้ทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับความสุข เท่า ๆ กันกับที่รู้เกี่ยวกับบีติ. การปฏิบัติในขั้นที่ ๖ ก็เป็นวิธีเดียวกันกับขั้นที่ ๕ เปลี่ยนแต่อารมณ์นิดหน่อย เปลี่ยน จากปีติมาเป็นความสุข. ทีนี้มาถึงขั้นที่ ๗ มีหัวข้อว่า จิตฺตสงฺขาร ปฏิสิเวที อสฺสสิฺสามีติสิกขติ, ปฺสสิสฺสามิติ สิฺขติ. ภิกษุทำในบทศึกษาว่าเราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่ง จิตตสังขาร หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่. มข้อนี้ก็ต้องศึกษาถึงความหมายของคำว่า" จิตตสังขาร " : คำ ๆ นี้แปลว่า สิ่งที่ปรุงแต่งจิต สิ่งที่ปรุงแต่งจิตในที่นี้ก็คือปีติและสุขนั้น, แต่ยักมาเรียกเสียโดยชื่อรวม ๆ ว่า " เวทนา " . ที่จริงคำว่าเวทนานี้มันกว้าง จะรู้สึกอย่างไรก็เรียกว่าเวทนาได้ทั้งนั้น :รู้สึกเป็นสุขเป็นปีติอย่างนี้ ก็เรียกว่าเวทนา, ) รู้สึกเป็นทุกข์เดือดร้อนก็ยังคงเรียกว่าเวทนาอยู่นั่นเอง. กระทั่งมันเป็นความรู้สึกในลักษณะเดียวกันแต่ยังไม่ชัดลงไปว่า

น.333 มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ก็ยังเรียกว่าเวทนาเหมือนกัน. "ฉะนั้นเวทนามันคือเพียงความรู้สึกในขั้นที่เป็นผล จากการกระทบทางอายตนะทุกอย่าง ทุกชนิด ; ก่อน แต่กรณีในที่นี้เราไม่เอามาพูดถึง สำหรับเวทนาอย่างนั้น มันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นหรือว่ามัน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น มากเหมือนกับสิ่งที่มีรสยั่วยวนอย่างยิ่ง คือปีติและสุข. ถ้าเอาปีติและสุขมาเป็นวัตถุสำหรับปฏิบัติทีเดียว มันก็คุ้มไปหมดทุก ๆ ชนิดของเวทนา. อย่าลืมเสียว่าเรื่องของเวทนานี้มันก็เพื่อความยึดมั่นถือมั่น, ฉะนั้นเอาเวทนารายที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นมากที่สุดนั้น มาจัดการกัน ไม่ให้เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ; หรือ เพื่อจะควบคุมความยึดมั่นถือมั่นให้ดี ก็ต้องเอา เวทนาชนิดนี้มาเป็นบทเรียนสำหรับฝึก ทีนี้ ก็มาถึงบทเรียนที่เราจะต้องรู้ว่า ปีติและสุขที่กล่าวแล้วในขั้นที่ ๕ ขั้นที่๖ นี้คือตัวการที่ปรุงแต่งจิตอย่างยิ่ง. เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นอย่างยิ่ง. ในขั้นที่ ๗ นี้เราจะดูกันในแง่ที่ว่ามันปรุงแต่งจิตก็แล้วกัน. ปีติและสุขเป็นยอดสุดของเวทนาเรียกชื่อเสียใหม่รวม ๆ กันว่าเวทนา. เวทนาปรุงแต่งจิตอย่างไร เราก็ต้องรู้จักลักษณะหรือธรรมชาติ หรือ "กำพืด" หรืออะไร แล้วแต่ว่าจะใช้ภาษาสุภาพหรือภาษาโสกโดกอะไรก็ตาม ; แปลว่า ให้รู้จักลักษณะหน้าตาธรรมชาติอะไรของมันให้ดี. เมื่อตั้งปัญหาเกี่ยวกับปีติและสุขอย่างไร, เราก็ตั้งปัญหาเกี่ยวกับเวทนาอย่างนั้น เพราะมันอย่างเดียวกัน. เวทนาคืออะไร เกิดจากอะไร, เพื่อผลอะไร สำเร็จได้โดยวิธีใด. กล่าวโดยวิธีพิจารณาอย่างกว้าง ๆ เวทนาคืออะไร? เวทนาก็คือความรู้สึกที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น; เวทนาจากอะไร ? นี้มันแล้วแต่กรณี ถ้าเป็นฝ่ายสุขมันก็มาจากการประสบความสำเร็จ, ถ้าเป็นฝ่ายทุกข์มันก็มาจากการไม่ประสบความสำเร็จ. เวทนานี้ มาเพื่ออะไร ? ก็มาเพื่อให้คนหลงใหลยึดมั่นถือมั่น. เราจะป้องกันไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้เกิดความทุกข์ โดยวิธีใด ? , ก็โดยวิธีที่ไม่ไปหลงกับมัน. นั่นแหละคือวิธีศึกษากันอย่างทั่วถึงเกี่ยวกับเวทนา.

น.334 วทนามันจะทำหน้าที่ของมันอย่างไร หรือที่ภาษาเด็ก ๆ พูดขำ ๆ ข้น ๆว่า มันจะเล่นตลกกับเราอย่างไร ?, เวทนานี้มันจะเล่นตลกกับเราอย่างไร ? จะล่อเราไปในทางที่จะไปยึดมั่นถือมั่นไปเป็นทุกข์ได้อย่างไร ?. นี้มันกลายเป็นเรื่องจิตวิทยาพิเศษหรือชั้นลึกขึ้นมาอีกในทางพุทธศาสนา. และพอเวทนามี (ปีติหรือสุขเป็นตัวอย่าง)มันก็ปรุงความรู้สึกขั้นต่อไปขึ้นมาคือสัญญา, ปรุงสัญญาขึ้น, คำว่า "สัญญา" ในภาษาธรรมะนี้มีความหมายพิเศษเหมือนกับที่เราพูดกันมาแล้ว, ไม่ใช่ความหมายอย่างภาษาไทย, ไม่ใช่เพียงแต่ความจำ หรือความช่วยความจำอะไรทำนองนั้น. สัญญาในภาษาธรรมะ หมายถึง "ความสำคัญมั่นหมาย" นี่เกือบจะเป็นอุปาทานแล้ว. สัญญานี้คือ ความสำคัญลงไปว่า มันเป็นอะไรมันก็เป็นผลของความจำความที่จำได้ มันจึงสำคัญลงไปได้ว่าเป็นอะไร. ถ้าจำผิดหรือเข้าใจผิด มันก็สำคัญผิด เช่นสำคัญว่าหญิง สำคัญว่าชาย, ถ้ามีสัมผัสกัน แม้ในที่มืดก็รู้สึกได้ว่าเป็นหญิงหรือเป็นชาย, แล้วความสำคัญว่า หญิงหรือชายนี้ ก็เกิดขึ้นได้. ความสำคัญว่า นี้คือสัญญาในที่นี้. แล้วที่เป็นความสุข มันต้องมีความสำคัญว่าความสุขอีกทีหนึ่ง, ความทุกข์ก็สำคัญว่าความทุกข์อีกทีหนึ่ง ; แล้วมันจึงจะสำคัญว่าความสุขของเรา ความทุกข์ของเรา. นี้ความ " สำคัญว่า " อะไรนั่นแหละคือสัญญาในที่นี้. เช่นคุณเอาอาหารอร่อย ๆ มาวางอยู่ตรงหน้า ได้เห็นภาพ ได้กลิ่นอะไรของของนั้น ; มันก็สำคัญโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ต้องแกล้งทำ, มันสำคัญขึ้นมาเองว่าอาหารนี้อร่อย ที่โปรดปรานของเรา. ความสำคัญว่า ..... นั่นแหละ ว่าอะไร ก็ตามใจ"ความสำคัญว่า .... " นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าสัญญา. พอปีติสุขซึ่งเป็นตัวเวทนา เป็นไปสุดเหวี่ยงในหน้าที่ของมันแล้ว มันก็ปรุงสิ่งที่เรียกว่าสัญญา สำคัญว่าสุข สำคัญว่า

น.335 วิเศษ สำคัญว่าเรามีโชคดีที่สุดแล้ว เราได้ของเลิศของวิเศษแล้ว, แล้วแต่จะสำคัญว่าอะไร ; นี้เป็นสัญญา. หลังจากเวทนาก็ปรุงสัญญา เป็นสำคัญว่า .... สำคัญว่าอะไรมันก็ปรุงออกไปอีกขั้นหนึ่งจนเรียกว่าสัญญเจตนา หรือเจตนาเฉย ๆ ก็ได้. สัญญเจตนาคือเจตนาที่มาจากสัญญา. เจตนานี้มันเป็นตัวจิต เป็นตัวความคิด, คิดว่าจะอะไรสักอย่างหนึ่งมันก็คือคิดว่า .... เพราะฉะนั้นเราเอาตามตัวหนังสือกันง่ายๆ ว่า : เวทนานี้คือ "ความ รู้สึกว่า .... " แล้วมันก็ปรุงแต่ง สัญญา คือความสำคัญว่า ....; แล้วมันก็ปรุงแต่งสัญญเจตนาคือตั้งจิตลงไปว่า ... หรือคิดว่า .... หรือมีความคิดว่า ... จาก "ความรู้สึกว่า ... "นี้มันปรุงความสำคัญว่า .; ความสำคัญว่า .... นี้มันก็ปรุง "ความคิดว่า ....; พอมาถึงขั้นความคิดว่า .... นี้ก็คือ "กู" จะทำอะไร , กูจะเอาอย่างไร, กูจะทำอย่างไร, มันเป็นตัวกูขึ้นมา , พอเป็นรูปเป็นร่างมันมีเจตนาคิดที่จะทำ. คิดทางจิตก็เรียกว่า เจตนาทางจิต , ก็เป็นเหตุให้เกิดการกระทำทางกาย ทางวาจาออกมา,ต่อไปนี้มันก็จะเป็นกรรมเท่านั้นเอง เป็น กรรมคือการกระทำ คือกระทำลงไปเลย.เมื่อมี "ความคิดว่า .... " แล้วมันก็มีการกระทำต่อไปอีก. แต่เรามุ่งหมายหยุดอยู่แค่มโนกรรม คือ "ความคิดว่า ... " เพราะว่าเมื่อมีความคิดลงไปแล้ว เดี๋ยวมันก็เป็นเรื่องเป็นราวไปเอง, เป็นความหยุดไม่ได้ มันก็จะมีเรื่องไปตามเหตุตามปัจจัย. การปฏิบัติในขั้นที่ ๗ ของเรานี้ จะต้องการฝึกดูข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ส่วนที่ว่าเวทนานี้มันปรุงแต่งจิตคือความคิด โดยผ่านมาทางสัญญาก่อน มันปรุงสัญญาก่อนแล้วมันก็ปรุงสัญญเจตนานี้คือความคิด. เรามีปัญหาเนื่องกับความคิดมันรบกวน,ความคิดมันคิดเรื่อย หรือมันรบกวน ; หรือว่ายิ่งกว่านั้นมันจะพาไปสู่การกระทำที่ไม่มีความสงบสุข, คือทำกรรม แล้วต้องเป็นไปตามผลของกรรม อะไรอย่างนี้มันไม่ไหว ถ้าอย่างไรเรามาหัดในทางที่จะควบคุมการปรุงความคิดนี้ ให้อยู่ในระเบียบหรือให้

น.336 ป็นไปในทางที่ถูกจะดีกว่า, เพราะฉะนั้นเราจึงต้องตั้งต้นด้วยการรู้จัก ตัวการสำคัญ คือเวทนา, เป็นจิตตสังขาร ปรุงแต่งจิต. ในขั้นที่ ๗ นี้จะไม่ดูอะไรมาก จะไม่ดูไปถึงข้างหน้า หรือข้างหลัง หรืออะไรมากนัก, ดูแต่เฉพาะหน้า ที่ว่าในแง่ที่มันปรุงแต่งจิตได้อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็อยู่ลึก มันจึงปรุงแต่งจิตอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนั้นอย่างนี้, แล้วก็ปรุงอยู่เรื่อย.ให้ดูให้เห็น ให้เข้าใจ ซึมซาบอย่างนี้เสียก่อน จนเชี่ยวชาญ จนชำนาญกันในแง่นี้ก่อน. ฉะนั้นมันก็ขาดเสียไม่ได้ในการที่จะทำให้มีปีติและสุขปรากฏชัดอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก, แล้วก็ดูความที่เจ้านี่มันปรุงแต่งความคิดความนึกอยู่ทุกครั้งที่เราหายใจเข้าออก, จนเป็นผู้เชี่ยวชาญในขบวนการของจิตในขั้นนี้ แล้วก็จะได้ฝึกขั้นที่ ๘ ต่อไป. ในขั้นที่ ๘ เรามีหัวข้อว่า : ปฺสมุภย์ จิตฺตสงฺขาร์ อสฺสสิสสามีติสิฺขติ, ปฺสสิฺสามีติ สิกขติ ทำในบทศึกษาว่าเราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก หายใจเข้า. ในขั้นนี้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ ซึ่งเมื่อตะกี้นี้ เรารู้จิตตสังขารมาแล้วในขั้นที่ ๗. หน้าที่ต่อไปในขั้นที่ ๘ ก็คือว่าควบคุมมัน. การควบคุมมันก็ต้องผ่านมาทางต้นเหตุของมันคือเวทนา ; เพราะฉะนั้นการควบคุมจิตตสังขาร ก็คือควบคุมเวทนานั่นเอง ; กล่าวคือควบคุมสิ่งที่ปรุงแต่งจิต ก็ควบคุมเวทนา. เมื่อเวทนาเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งจิต ก็ควบคุมเวทนา. จะควบคุมกันในทางไหน ? มันก็มีหลักทั่วไปอยู่แล้วว่าทุกอย่างนี้มันเนื่องกัน เช่น ลมหายใจมันเนื่องกันอยู่กับกาย, จากความรำงับแห่งกายนั้นเราได้ผลเป็นเป็นปีติและสุขคือเป็นเวทนาขึ้นมา ;นี้จะเห็นได้ว่าย้อนมาจากขั้นที่ ๑ โน้น ; แล้วมันยังเนื่องกันยิ่งไปกว่านี้อีกก็คือว่า มันขึ้นด้วยกันมันลงด้วยกัน. ถ้าลมหายใจละเอียดมันก็ได้ปีติสุขเวทนาที่ละเอียด ถ้าลมหายใจหยาบ มันก็ได้ปีติสุขที่หยาบอย่างนี้เป็นต้น ; ผม ถ้าหยาบมันก็ปรุงแต่งรุนแรง,ถ้าละเอียดมันก็ปรุงแต่งประณีต หรือในลักษณะที่เบาที่เงียบ : มันขึ้นลงอยู่ด้วยกัน.

น.337 เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้เวทนามันรำงับหรือละเอียด, มีปีติมีสุขอันละเอียด มันก็ต้องขยับขยายมาตั้งแต่การควบคุมร่างกาย ควบคุมกายสังขาร รำงับกาย-สังขาร ถ้าจะให้เป็นเวทนาชั้นละเอียดชั้นสูงอะไรมันก็สำเร็จรูปมาตั้งแต่ในขั้นที่ ๓- ๔,เพราะฉะนั้นมันก็ต้องย้อนไปทำมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑, ที่ ๒, ที่ ๓, ที่ ๔, โดยการบีบบังคับลงไปให้มันละเอียดลงไป ๆ กว่าเดิม, มันก็ได้เวทนาที่เป็นปีติและสุขที่ละเอียดลงไปกว่าเดิม. ฉะนั้นการฝึกตลอดสายจนมาถึงขั้นที่ ๘ นี้มันก็เป็นการรำงับจิตตสังขาร คือรำงับเวทนา, ควบคุมให้มันละเอียดลงไป ให้มันประณีตลงไป ให้มันสงบลงไป.นี่เรียกว่าแม้แต่การควบคุมจิตตสังขาร มันก็คือการควบคุมลมหายใจ, หรือว่าควบคุมจิตตสังขารโดยผ่านมาทางลมหายใจ ผ่านมาทางการควบคุมลมหายใจ. เมื่อตะกี้นี้ ในขั้นที่ ๗ นั้น ก็ได้พูดแล้วว่า เวทนานี้มันปรุงแต่งสัญญาแล้วสัญญาปรุงแต่งสัญญเจตนา คือความคิด.ทีนี้ถ้าเราทำให้เวทนาละเอียดได้เวทนาละเอียดมันก็ปรุงแต่งสัญญาที่ละเอียด คือที่รำงับ มีความรำงับ. ถ้าว่าเรามีสัญญาที่ละเอียด มันก็ปรุงแต่งสัญญเจตนาที่ละเอียด เพราะฉะนั้นจิตตสังขาร มันก็ถูกทำให้รำงับลงโดยวิธีนี้, คือโดยวิธีที่ทำให้มันละเอียดลง ๆ. ที่พูดว่า " รำงับ " นี้มันมีความหมายอยู่ ๒ ทาง คือในทางของสมถะและในทางของวิปัสสนา มีอยู่ ๒ ทาง :รำงับโดยการบังคับ เรียกว่าทางของสมถะ, รำงับด้วยการพิจารณา ก็เป็นทางของวิปัสสนา. อย่างหนึ่งมันเป็นเรื่อง บังคับด้วยอำนาจ , อย่างหนึ่งมันเป็นเรื่อง ทำด้วยสติปัญญา ให้มันละลายหรือกระจายไปเอง. แต่เมื่อดูในทางผลของมัน การที่เรารำงับจิตตสังขาร (เวทนา) ไม่ให้ปรุงแต่งจิตนี้ มันมีผลได้ ๒ ทาง : คือว่าธรรมดา เวทนาที่มาปรุงแต่งจิตนี้ มันปรุงแต่งให้ยึดมั่นถือมั่น แล้วไปเป็นทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่น ; ถ้าเราหยุดการปรุงแต่งนี้เสียได้ มันก็คือหยุดความยึดมั่นถือมั่น

น.338 หรือหยุดความทุกข์เสียได้, นี้ก็เรียกว่า กันสิ่งที่เป็นบาปเป็นอกุศลได้, การทำจิตต-สังขารให้รำงับ ให้มีจิตหยุดเสียซึ่งกระแสที่จะเป็นไปทางอกุศล มันก็กันความทุกข์โดยตรง. อีกทางหนึ่ง ยิ่งขึ้นไปอีก ละเอียดขึ้นไปอีก สูงขึ้นไปอีก คือว่าอย่าไปยึดมั่นถือมันแม้ในสิ่งที่เป็นกุศล. พูดเป็นไทย ๆ ก็ว่าอย่าให้มันไปทำชั่ว, นี่ขั้นแรกสะกัดกั้นพฤติของจิตไว้ อย่าให้เตลิดเปิดเปิงไปสู่การกระทำชั่ว. ที่นี้อีกทางหนึ่งหรือพร้อมกันนั้น ก็ให้มัน ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นแม้ในสิ่งที่เป็นความดี ตามหลักของธรรมะนั้นมันมีพูดไว้ชัดอยู่แล้ว เราก็เคยพูดเคยศึกษากันมาแล้วว่า แม้ความดี ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้ามันก็เป็นความทุกข์, เพราะไม่ได้มีไว้สำหรับยึดมั่นถือมั่นมีไว้สำหรับเป็นเครื่องมือหรือเป็นอุปกรณ์อะไรอันหนึ่ง สำหรับที่จะไม่ทุกข์ : ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว มันก็เป็นความทุกข์ขึ้นมา แม้ในสิ่งที่เรียกว่าบุญหรือกุศล. ถ้ายึดว่าเป็นของเรามันก็เป็นความทุกข์ขึ้นมา ฉะนั้นต้องมีไว้โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น กระทำไปโดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นมันก็เป็นอุปกรณ์ เป็นความสะดวกที่จะมีความสงบหรือนิพพาน. อย่าลืมว่าธรรมะทั้งหลายนี้พระพุทธเจ้าท่านตีราคา หรือ regard มันเพียงว่าเป็นเครื่องมือ คือเป็นยานพาหนะ ซึ่งท่านชอบเปรียบเหมือนกับเรือหรือแพสำหรับข้ามฟาก, อย่าให้มันมากไปกว่านั้น. ธรรมะทั้งปวงแม้จะวิเศษวิโสอย่างไร ก็ให้ถือมันเป็นเพียงเหมือนกับเรือข้ามฟาก, อย่าเที่ยวแบกเรือ ทูนเรือไปไม่มีที่สิ้นสุด, มันจะไม่ข้ามฟาก หรือมันจะไม่ได้ผลของการข้ามฟาก. เพราะว่าเมื่อเราแบกเรือ ทูนเรือขึ้นไปด้วยไม่ไหว, มันก็ต้องเฝ้าอยู่กับเรือนั้นไม่ต้องขึ้นบกกันเลย; แม้จะมีเรือสวยงามวิเศษวิโสอย่างไร มันก็ไม่ได้ข้ามฟาก มันไปติดอยู่ที่เรือ. การที่เราจะควบคุมจิตของเรา มันก็เพื่อกันไม่ให้ไปในกระแสแห่งความชั่วนี้อย่างหนึ่ง, และที่ตรงนี้ก็ให้วางเสียซึ่งความดี คู่กันอยู่อย่างนี้. เมื่อเราควบคุมจิต

น.339 ได้สำเร็จ คือว่าทำจิตตสังขารให้รำงับได้, มันจะมีผลเป็น ๒ อย่าง อย่างนี้ คือ กั้นกระแสแห่งความชั่ว แล้วก็ปล่อยวางแม้แต่ความดี. แต่ว่าขั้นปฏิบัติในขั้นนี้ ไม่ใช่ปล่อยวางความดีจนถึงหลุดพ้นไปถึงที่สุด ; หากว่าเตรียมพร้อมเพื่อจะเป็นอย่างนั้น กล่าวคือรู้จักความลับของสิ่งนี้ ; คือว่าโดยวิธีการทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่นี้ มันจะมีผลงอกงามไปอย่างนี้จนถึงที่สุดได้. ถ้าเราฝึกชำนาญในขั้นนี้มันก็จะมีผลงอกงามในขั้นสุดท้าย หมวดสุดท้ายได้โดยง่ายดาย เพราะฉะนั้นทำให้ชำนาญไว้ ; หรือว่าจะกระโดดข้ามไปยังจุดปลายสุดของสมถภาวนานี้ มันก็จะไปถึงสิ่ง ๆ หนึ่งที่เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ คือดับสัญญาและเวทนาได้สิ้นเชิง, มีภาวะในขณะนั้นเหมือนกับคนตายแล้วก็ไม่ใช่ เป็นอยู่ก็ไม่ใช่; มันหยุดการหายใจ หยุดกระแสไหลเวียน หยุดอะไรในร่างกายหมดไม่มีความรู้สึกที่เป็นสัญญาหรือเวทนาเหลืออยู่เลย, นี้ก็เรียกว่าเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ;เรียกสั้น ๆ ว่าเข้านิโรธเฉย ๆ. เข้านิโรธนั้นคือหยุดเสียได้ซึ่งเวทนาและสัญญา เป็นปรากฏการณ์สุดท้ายของการทำจิตตสังขารให้สงบรำงับในสาขาหนึ่งเลย แล้วก็สุดปลายทางเลย. แต่เดี๋ยวนี้ เรายังไม่ต้องการถึงขนาดนั้น ยังไม่ต้องการจุดปลายทางของสมถะหรือวิปัสสนาก่อน เรากำลังฝึกจิตในขั้นพื้นฐาน ให้เราเป็นผู้สามารถควบคุมพฤติของจิต ด้วยการทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ - ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่, แต่เราก็มีความสุขอย่างยิ่งไปพลางเพราะความรำงับแห่งจิตตสังขารนั้น. ที่นี้คุณก็ดูมันโดยรวบยอดว่าในโลกนี้ ในวิวัฒนาการของมนุษย์ในโลกนี้ตั้งแต่แรกมีมนุษย์ขึ้นมา จนกระทั่งมีวิชาความรู้ของมนุษย์ก้าวหน้าไป ในทางเรื่องของจิตสูงถึงขนาดนี้ ก็ไม่มีอะไร มันมีการควบคุมซึ่งเป็นขบวนการของการควบคุมเวทนาและสัญญา และสัญญเจตนาเรื่อยไป.มันอยู่ในลักษณะของการถูกควบคุม, จิตจะถูกควบคุมได้โดยวิธีอย่างนี้ ; แล้วปัญหาที่จะสร้างความทุกข์ มันก็หมดไป.

น.340 ดี๋ยวนี้มนุษย์ในโลกเจริญกันแต่เรื่องวัตถุ เหมือนที่เราเคยพูดกันมาแล้วไม่ประสีประสาในเรื่องของจิต เราพูดกันอย่างนี้เขาคงฟังกันไม่ถูก. เอาละ พูดตรง ๆไม่ใช่ค่าฝรั่ง พูดให้ฝรั่งฟังเขาก็ถือเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เขาจะถือว่ามันไม่เกี่ยวกับวัตถุไม่เกี่ยวกับความเจริญของวัตถุ ไม่เกี่ยวกับความจำเป็นของมนุษย์ที่จะต้องเป็นอยู่อย่างนี้.เขาจะประณามว่าเป็นเรื่องของความโง่เขลา ไปนั่งหลับตาภาวนา เป็นความโง่ของชาวอินเดียเสียมากกว่า ; เพราะวิชาการนี้มันเกิดขึ้นในประเทศอินเดียสมัยพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นโลกมันจึงได้เป็นอย่างนี้ โลกมันจึงอยู่ในสภาพที่เป็นวิกฤติกาลถาวรอย่างทุกวันนี้ ;เพราะมันละเลยวิชาวิเศษของพระเจ้าหรือของธรรมชาติ คือเรื่องการควบคุมจิต. เขาไม่รู้เรื่องการควบคุมจิต และไม่ประสงค์ที่จะควบคุมมันด้วย ; เพราะกลัวจะไม่เอร็ดอร่อยในทางวัตถุ. อันนี้เราก็ต้องยอมรับเพราะว่าเราไม่ต้องการจะหลงเป็นทาสเป็นบ่าว เป็นขี้ข้าของวัตถุ. เราจึงหาวิธีที่จะไม่ต้องเป็นอย่างนั้น, มันจึงไปสู่เรื่องทางจิต และการควบคุมจิต. ทีนี้ผู้ที่ต้องการจะดื่มด่ำลงไปในรสอันมึนเมาของวัตถุ มันก็ไม่ต้องการจะทำอย่างนี้. นี่ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ เป็นเรื่องที่ว่า โลกกำลังไม่ต้องการก็ได้.คุณไปมองดูให้ดี ๆ แต่ว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งสักกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตามในโลกนี้ ที่เบื่อระอาต่อวัตถุ เขาจะสนใจในเรื่องนี้อย่างยิ่ง. เราในฐานะที่เป็นคนไทย เป็นพุทธศาสนิกชนมีความมุ่งหมายจะเอาชนะ โลก จะไม่จมโลก จะไม่เป็นทาสของวัตถุ จึงศึกษาเรื่องนี้. แล้วก็เลยถือโอกาสชี้ให้เห็นว่า การฝึกในขั้นที่ ๘ นี้แหละจะช่วยได้. ต้องรู้จักทำตัวการที่มันจะปรุงจิตให้เป็นอย่างไรนี้ ให้เพียงพอ ให้ปฏิบัติได้ ควบคุมได้อย่างเพียงพอ. มนุษย์ในโลกหรือโลกของมนุษย์มันเคยก้าวหน้ามาถึงระดับสูงสุดในทางจิต แล้วก็ถูกทอดทิ้งถูกซัดทิ้ง ถูกขว้างไปเลย ในสมัยที่วัตถุนิยมครองโลก. ทีนี้เราจะพูดทางภาษาโลก ๆ กันเสียทีว่า แม้ในกรณีอย่างโลก ๆ ของชาวโลกที่เจริญในสมัยนี้ เขาจะต้องการไหม ? ถ้าเราจะเสนอมาในรูปใหม่ว่า เรามีวิธีปฏิบัติ

น.341 system อันหนึ่ง สำหรับที่จะทำให้จิตของเรานี้ ไม่ถูกกระตุ้นไปตามอำนาจของอารมณ์,คือสิ่งแวดล้อมจะไม่กระตุ้นเราได้ จะไม่จับเราเชิดได้เหมือนที่แล้ว ๆ มา ; คือว่าเราจะเป็นคนตื่นเต้นยาก รักยาก โกรธยาก เกลียดยาก กลัวยาก อะไรยาก. ถ้าเราเป็นคนกลัวง่าย รักง่าย โกรธง่าย เกลียดง่าย ตื่นเต้นง่าย มันก็ไม่มีการพักผ่อน. ที่นี้ถ้ามีวิธีอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะมาช่วยให้คนเรานี้มั่นคง บึกบึน ตื่นเต้นยาก รักอะไรยากเกลียดอะไรยาก กลัวอะไรยาก โกรธอะไรยาก ; อย่างนี้จะเอาไหม ? ถ้าเอา ก็พอจะพูดกันรู้เรื่อง ; แล้วก็เสนอระบบปฏิบัตินี้, คืออานาปานสติระบบนี้ ให้แก่เขา.มันก็คงจะเป็นที่สนใจของคนสักจำพวกหนึ่ง ซึ่งเบื่อระอาต่อการกระตุ้นหรือการบีบคั้นของวัตถุ. เพราะฉะนั้นจะดูกันในแง่ธรรมะมันก็วิเศษที่สุดแล้ว, จะดูกันในแง่ของโลกๆของชาวโลก ๆ มันก็ยังวิเศษที่สุดอยู่นั่นเอง, มันเหลืออยู่แต่ว่า เขากำลังมีรสนิยมทางวิญญาณอย่างไร. รสนิยมทางวัตถุทางโลก ๆ นั้นมันเป็นที่ปรากฏชัดแล้วว่า ลุ่มหลงมัวเมากันไปอย่างสุดเหวี่ยงแล้ว ถ้าจะมีรสนิยมทางวิญญาณ มี taste ทาง spiritual กันเสียบ้างจะเป็นอย่างไร, จะทำให้โลกดีขึ้น หรือหาสันติภาพได้ง่ายขึ้น. บัดนี้เราก็สรุปความเกี่ยวกับการบรรยาย หมวดที่ ๒ นี้ว่า มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวทนา จึงได้เรียกชื่อหมวดที่ ๒ นี้ ทั้งหมวดนี้ว่า “ เวทนาุปัสสนาสติปัฏฐาน " การฝึกสติเข้าไปกำหนดรู้สิ่งที่เรียกว่าเวทนา โดยประการทั้งปวง ;แล้วในที่สุดก็ให้เป็นที่รู้แก่ชาวโลกทั้งหมดว่า สิ่งที่เรียกว่าเวทนาตัวเดียวนี้ ไม่มีอื่น มันเป็นตัวการของความยุ่งยากลำบากทั้งหมดของมนุษย์. แม้แต่สงครามอันยืดเยื้อของมนุษย์ทุกวันนี้ เวลานี้ ปัจจุบันนี้ทั้งโลกนี้ก็มีมูลมาจากสิ่งนี้ คือสิ่งที่เรียกว่าเวทนานี้คือสุขเวทนาที่เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ในทางวัตถุ ; หรือว่าที่มนุษย์หยุดไม่ได้ต้องการจะไปโลกพระจันทร์ ต้องการจะไปเอาดวงดาวอื่น ๆ นี้ มันก็เพราะสิ่งที่เรียกว่า

น.342 วทนานี้. มนุษย์จะรวบรวมกำลัง วัตถุปัจจัยอะไรต่างๆ มาไว้ในความครอบครองก็เพื่อสุขเวทนานี้ มันจะหาเมืองขึ้น ก็เพราะสุขเวทนาอันนี้ มันจะมีอำนาจเหนือใคร ๆ ไปทั้งโลก จะเป็นเจ้าโลกก็เพื่อสุขเวทนาตัวเล็กๆ นี้. เพราะฉะนั้น การที่มีความรู้เรื่อง เวทนาให้ถูกต้องนี้ จะช่วยโลกให้ปลอดภัย ให้มีสันติสุขอันถาวร. ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่เสียหลาย ควรจะถือว่าไม่เสียหลาย เป็นเรื่องสูงสุดของมนุษย์ที่ควรจะศึกษา ควรจะเผยแพร่ออกไป เพื่อสันติภาพของมนุษย์ ; อย่าทำเล่นกับเวทนา-นุปัสสนาสติปัฏฐานเลย. นกก็ร้องบอกสัญญาณว่า เวลา ๑ ชั่วโมงของเราหมดแล้ว.

น.343 พอมาถึงหมวดที่ ๓ จะเป็นการฝึกในการบังคับจิตยิ่ง ๆ ขึ้นไป นับตั้งแต่การดูจิตนั้นเอง ในลักษณะต่าง ๆ อย่างไร, อย่างทั่วถึงแล้ว ก็มีการฝึกและการบังคับให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ตามที่ต้องการ เช่นบังคับให้ปราโมทย์, บังคับให้ตั้งมั่น,บังคับให้ปลดเปลื้อง. ในหมวด ๓ นี้ ขั้นแรกคือขั้นที่ ๙ นี้ ก็เป็นการดูลักษณะต่าง ๆ ของจิตอย่างทั่วถึงทุกชนิด. มีสูตรหรือหัวข้อว่า จิตฺตปฏิสิเวที อสฺสสิฺสามีติ สิกขติ,ปฺสสิสสามีติ สิฺขติ - " ภิกษุย่อมทำในบทศึกษาว่าเราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจ ออก หายใจเข้าอยู่ ". สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือคำว่า " จิต " และลักษณะต่าง ๆ ของจิต. สิ่งที่เรียกว่า "จิต" ก็ได้เคยพูดกันมาแล้วว่าคืออะไร แต่คราวนี้อยากจะให้สังเกตข้อแตกต่างที่ละเอียดออกไปบางชนิด ; เช่นในหมวดที่ ๑ ทำกายสังขารให้รำงับได้ ก็มีผลให้จิตเป็นสมาธิ ถึงขนาดเป็นฌาน, ส่วนในหมวดที่ ๒ บังคับจิตตสังขารรำงับได้ มันมีผลในทางควบคุมจิตในการที่จะคิดหรือจะนึก หรือจะปรุงแต่งความคิดนึก มันต่างกันอยู่. ในหมวดที่ ๑ บังคับไปในทางให้หยุด ให้สงบ ให้เป็นสมาธิ, ในหมวดที่ ๒ บังคับพวกเจตสิกธรรมที่จะมาปรุงแต่งจิตให้เกิดความคิดความนึก มีผลเป็นความรำงับด้วยกัน แต่คนละวิธี ; นี้เรียกว่า การฝึกจิตนี้มันเต็มไปด้วยอุบาย หรือที่เรียกว่า"เทคนิค" ที่ละเอียด, ถ้าไม่ดูให้ดีก็จะปนกันยุ่ง. ทีนี้เราจะต้องดูว่า จิตที่มันระงับในความเป็นสมาธิ, หรือจิตที่ถูกควบคุมไม่ให้มีการปรุงแต่ง นี้มันเป็นอย่างไร ? จะต้องสังเกตดูสิ่งที่เรียกว่า " ตัวจิต " และ " อาการของจิต " และ " สิ่งที่ปรุงแต่งจิต" ให้มีอาการต่าง ๆ ในภาษาไทยเราเรียกรวมกันว่าจิตไปหมด. เพื่อจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า จิต อย่างที่เรียกว่า รู้พร้อมเฉพาะมันทุกแง่ทุกมุมนี้ ต้องดูจิตมาในทุกขณะ,

น.344 โดยเฉพาะก็คือนับตั้งแต่การปฏิบัติแต่ละขั้น ๆ นับตั้งแต่ขั้นที่ ๑ มาจนถึงขั้นที่ ๘ และขั้นที่ ๙ ในปัจจุบันที่กำลังฝึกอยู่. เมื่อเราลงมือฝึกขั้นที่ ๑ เราไม่ได้ดูลักษณะจิต ดูอะไรกันเลย, เรามุ่งแต่ดูลมหายใจ มุ่งแต่จะดูความเปลี่ยนแปลงทางลมหายใจ ทางกายเท่านั้น;พอมาถึงการปฏิบัติขั้นนี้ แม้ว่าจะย้อนไปปฏิบัติขั้นที่ ๑, ที่ ๒ อีก ก็เพื่อดูลักษณะของจิตเท่านั้น. ในการปฏิบัติขั้นที่ ๙ นี้ ย้อนไปปฏิบัติขั้นที่ ๑ ที่ ๒ อีก ก็เพื่อจะดูลักษณะของจิตในขณะแห่งขั้นที่ ๑, ขั้นที่ ๒, ขั้นที่ ๓, เป็นลำดับมาจนกว่าจะถึงขั้นที่ ๙ ก็จะรู้ลักษณะของจิตได้หมดสิ้น. เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติจะต้องย้อนไปปฏิบัติตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ที่เฝ้ากำหนดลมหายใจยาว, ขั้นที่ ๒ กำหนดลมหายใจสั้น, ขั้นที่ ๓ดูความที่ลมหายใจปรุงแต่งกาย, ขั้นที่ ๔ ทำการควบคุมการปรุงแต่งกายของลมหายใจ.การปฏิบัติมันต่างกันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นลักษณะของจิตในขณะแห่งขั้นนั้น ๆ มันก็ต่างกัน.เพราะฉะนั้นจึงตั้งหน้าฝึกกำหนดลมหายใจยาว แล้วก็ดูจิตว่าเป็นอย่างไร, กำหนดลมหายใจสั้น จิตเป็นอย่างไร ; แล้วจะพบได้ง่าย ๆ ว่า จิตในขณะที่มีการหายใจยาวนั้นมันละเอียดประณีตกว่าจิตที่มีอยู่ในขณะที่มีการหายใจสั้น เรียกว่า มันละเอียดลงไป. ทีนี้ ยิ่งเมื่อจะต้องพิจารณาสิ่งที่มันละเอียดลงไปกว่านั้น คือความจริงที่ว่ากายคือลมหายใจปรุงแต่งกายคือเนื้อหนังนี้ มันต้องดูด้วยจิตใจที่ละเอียดไปกว่าเดิม,มันจึงจะเห็นจิตที่ละเอียดไปกว่าเดิม. พอมาถึงขั้นที่ ๔ ทำกายสังขารให้รำงับ นี้จิตมันสงบยิ่งไปกว่าที่แล้วมาอีก จนกระทั่งเป็นสมาธิแน่วแน่ จนกระทั่งเป็นฌาน ; มันก็ได้เห็น ได้รู้ ต่อจิตที่มีความสงบถึงขนาดนั้น. พอย่างขึ้นไปหมวดที่ ๒ คือขั้นที่ ๕เป็นลำดับไป เป็นการกำหนดเวทนา มันต้องกำหนดด้วยจิตที่ละเอียดยิ่งไปกว่านั้นอีกเป็นเรื่องของสติปัญญาไป แทนที่จะเป็นเรื่องสมถะล้วน ๆ, มันก็ต้องทำด้วยจิตที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก. แล้วยังมีข้อปลีกย่อยที่ว่า เมื่อยังมีความรู้สึกในปีติอยู่ ในความสุขอยู่นี้

น.345 มันก็มีสภาพเปลี่ยนไปตามรูปเรื่องของมัน, ฉะนั้น จึงต้องดูกันในทุกแง่ทุกมุมให้เห็น ความผิดแปลกแตกต่างทุกขั้น. พอมาถึงขั้นที่ ๗ ต้องดูของที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่านั้น คือข้อที่ว่าเวทนาเหล่านี้ปรุงแต่งจิต ก็ต้องดูจากจิตตสังขารเหล่านี้ ซึ่งมันเป็นของดูยาก ถือว่าเป็นของละเอียดมากขึ้นไปอีก เป็นสติปัญญามากขึ้นไปอีก, จนในที่สุดดูความที่เราสามารถควบคุมจิตตสังขารนี้ได้. นี้เราจะทำเล่นๆ หรือทำไปง่าย ๆ เหมือนกับปากพูดอย่างนี้จะทำไม่ได้แน่, ต้องทำให้มีการปฏิบัติเป็นขั้น ๆ เหล่านั้นขึ้นมาจริงๆ ฉะนั้นจึงได้พูดแล้วพูดอีก ย้ำแล้วย้ำอีกว่า ทุกวันที่มีการปฏิบัติอานาปานสตินั้น จะปฏิบัติอยู่ในขั้นใดก็ตาม ต้องย้อนไปปฏิบัติมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑ เสมอ ; ให้มีความคล่องแคล่ว หรือยิ่งกว่าที่จะคล่องแคล่วในการปฏิบัติทุกขั้นอยู่ทุกวันทุกเวลา จึงจะสามารถคืบต่อไป จะเขยิบไปข้างหน้าทีละนิด ๆ ได้ด้วยความชำนาญอย่างยิ่งของขั้นที่แล้ว ๆ มา. เพราะฉะนั้น การปฏิบัติทุกขั้น ทุกตอนนั้นต้องคล่องแคล่วอย่างยิ่ง แล้วความรู้สึกของจิตในแต่ละขั้น ๆ ทุกขั้นนั้นต้องชัดแจ้งเป็นอย่างยิ่ง จนเราจะดูมันในแง่ไหนก็ได้ ; ในการปฏิบัติทุกขั้นนั้น จะดูลักษณะของลมหายใจก็ได้, จะดูลักษณะของเวทนาก็ได้, กระทั่งดูอาการต่าง ๆ ที่มันเกี่ยวกันอยู่ในระหว่างสิ่งเหล่านั้น ; ในที่สุดก็มาดูลักษณะต่าง ๆ ของจิต ที่เป็นอยู่ต่าง ๆ กันในขั้นเหล่านั้น, และมันเปลี่ยนมา ๆอย่างไรด้วย. นี้เรียกว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะในลักษณะของจิตอยู่เป็นประจำ ตลอดเวลาที่มีการฝึกมาจนถึงขั้นที่ ๙ นี้. ในขั้นที่ ๙ นี้ก็มีการดูเป็นการทดสอบอีกชนิดหนึ่งโดยเฉพาะของขั้นนี้ จึงตั้งหลักในการที่จะดูตามที่บัญญัติไว้หรือสอนไว้เพื่อเป็นเครื่องทดสอบ, นี้เรียกว่าจะดูโดยอาการต่าง ๆ หรือลักษณะต่าง ๆ ๘ คู่ หรือ ๑๖ ลักษณะ :-

น.346 คู่ที่ ๑ ดูว่า จิตกำลังประกอบด้วยราคะ หรือไม่ประกอบด้วยราคะ นี้หมายความว่าเราเข้าใจคำว่าราคะอยู่แล้ว. ราคะนั้นหมายความว่า ความกำหนัด คือความที่จิตไปจับฉวยเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไว้ในฐานะเป็นของที่รักที่พอใจ, เพราะฉะนั้นมันจึงรวมกิเลสชื่ออื่น ๆ ที่มีความหมายเช่นเดียวกันเข้าไว้ด้วย เช่นโลภะ เช่นอุปาทานอย่างนี้เป็นต้น. หมายความว่ากิเลสชื่อเหล่านี้ มันได้ไปจับฉวย หรือผูกพัน หรือว่าอะไรก็ตาม, ในลักษณะที่ดึงเข้ามาหาตัวแล้วก็จับฉวยเอาไว้. ถ้าจิตมันมีอาการที่จับฉวยอันใดเอาไว้ด้วยความพอใจ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ด้วยความเป็นตัวกู - ของกูอะไรก็ตาม นี้เรียกว่ามีราค. จะเป็นเรื่องกามารมณ์ก็ได้, จะไม่ใช่เรื่องกามารมณ์ก็ได้, ถ้ามันมีการจับฉวยเอามาไว้ด้วยความพอใจ ด้วยความยินดี. คำอธิบายมีอยู่แล้วในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่น : ทางกามารมณ์นั้นเห็นได้ชัด, ส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ นั้นคือ ความรู้สึกสบาย ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ แต่เกี่ยวกับรูป-ธรรมบริสุทธิ์ อรูปธรรมบริสุทธิ์ แม้ที่สุด แต่เราไปนั่งเล่นในที่สบาย ๆ ในที่เงียบสงัดเกิดความสบายใจ แล้วยินดีในความสบายใจ อย่างนี้ก็ยังเรียกว่าราคะอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน ; ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ก็จริง แต่เป็นราคะอีกแบบหนึ่ง, เป็นราคะในรูป-ธรรมบริสุทธิ์ หรือในอรูปธรรมบริสุทธิ์เป็นต้น ฉะนั้นก็ต้องดูกันให้หมดว่า จิตกำลังไปเกาะเกี่ยวผูกพัน หรือกำหนัดยินดีในสิ่งใดอยู่หรือไม่ในเวลานี้. นี้เรียกว่าคู่แรกดูว่ามีราคะชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ หรือว่าไม่มีราคะ. คู่ที่ ๒ ดูว่าจิตกำลังประกอบอยู่ด้วยโทสะ หรือไม่ประกอบอยู่ด้วยโทสะ.คำว่าโทสะก็เหมือนกันอีก กินความหมายไปถึงกิเลสชื่ออื่น ๆ เช่น โกธะ ปฏิฆะ อรติอะไรก็ตาม ซึ่งล้วนแต่เป็นความหมายเดียวกัน หมายความว่าไม่ยินดี. มันต่างจากราคะตรงกันข้าม ราคะมันยินดี, โทสะนี้มันโกรธ มันต้องการจะประทุษร้าย ต้องการจะทำลาย ต้องการจะหนีหน้า เป็นเรื่องที่กลับกันอยู่. ราคะจะเอาเข้ามา, โทสะจะผลักออกไป. เพราะฉะนั้นดูว่าจิตกำลังประกอบอยู่ด้วยความหงุดหงิดขัดแค้น หรือ

น.347 กระทั่งความโกรธในลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือหาไม่,แม้ที่สุดแต่ความรำคาญ.ถ้าเรารู้สึกรำคาญก็แปลว่าเราไม่ชอบ, จิตดิ้นรนไปในทางไม่ชอบ ไม่พอใจ ต้องการจะผลักออกไป ; มีความรำคาญเหลืออยู่ แม้แต่นิดหนึ่งก็เรียกว่ามีโทสะ. ขั้นนี้ก็ดูว่าเวลานี้ ในเวลาปัจจุบันนี้ ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกอยู่นี้ จิตประกอบอยู่ด้วยโทสะหรือไม่, ฝึกการกำหนดอยู่. คู่ที่ ๓ หมายถึงโมหะ เฝ้าดูจิตอยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจเข้าออกว่า ประกอบอยู่ด้วยโมหะหรือไม่. ข้อนี้ทำให้เกิดเข้าใจยุ่งยากลำบากเข้ามาด้วยคำว่าโมหะนี้, เพราะคำว่าโมหะ หรือราคะ โทสะก็ตาม ถ้าว่าไม่มีโดยสิ้นเชิงแล้วก็เป็นพระอรหันต์. ทีนี้เมื่อยังเป็นคนธรรมดา หรือเป็นพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ ยังไม่หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง มันก็ยังมีทางที่จะเกิดราคะ โทสะ โมหะ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ มันมีหลักที่จะต้องสังเกตดูแต่เพียงว่า กำลังถูกโมหะรบกวนหรือไม่ เช่นเดียวกัน ; ไม่ใช่ว่าสิ้นราคะ โทสะ โมหะ โดยสมุจเฉทปหาน คือสิ้นอย่างไม่มีเหลือ หรืออย่างที่ไม่มีกลับมาอีก ; มันเพียงแต่ว่าขณะนี้มันไม่รบกวน. ฉะนั้นเรื่องโมหะนี้ มันจึงมีเพียงว่าเดี๋ยวนี้เรากำลังหลงอะไรอยู่หรือไม่. ถ้าจะเข้าใจโมหะก็ต้องไปเปรียบเทียบกับราคะหรือโทสะ. ราคะนั้นมันจะเอาเข้ามาหาตัวด้วยความรัก, ส่วนโทสะนั้นจะผลักออกไปจากตัวด้วยความเกลียด, โมหะนั้น มันยังสงสัย ยังระแวง ยังสนใจ แต่ไม่รู้ว่าอะไร นี้จึงเรียกว่าโมหะหรือความหลง ไม่รู้หรือมืด แต่ว่ายังมีความสนใจอยู่,มันจึงได้แก่ความรู้สึกประเภทที่มืดหรือไม่รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่นความสงสัย ความทึ่งความสนใจ ว่านี่จะน่ารัก นี่จะน่าเอา หรือแม้แต่ว่านี้น่ากลัว น่าเกลียดอะไรก็ตาม ความรู้สึกประเภทที่ ทำให้วนเวียน เฝ้าวนเวียนอยู่ที่นั่น, จะเอาเข้ามาก็ไม่เชิงจะผลักออกไปก็ไม่เชิง แต่ว่าวนเวียน ไม่แน่นอน เป็นที่สนใจ เป็นที่สงสัยอยู่. การฝึกขั้นนี้จะต้องดูจิต ว่าประกอบอยู่ด้วยอาการอย่างนี้หรือไม่ ในข้อที่ว่าประกอบด้วยโมหะหรือไม่ประกอบด้วยโมหะ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต