น.348 คู่ที่ ๔ จิตหดหู่หรือฟุ้งซ่าน จิตกำลังหดหู่ ห่อเหี่ยวอยู่ หรือว่าจิตเป็นในทางตรงกันข้ามคือฟุ้งซ่าน ; คำว่า หดหู่ นี้มันรวมความถึงความไม่แจ่มใส ไม่เบิกบาน ละเหี่ยละห้อย, แม้ที่สุดกระทั่งการมึนชา ง่วงนอน เหล่านี้รวมอยู่ในคำว่าหดหู่ทั้งหมด. ที่เรียกว่า ฟุ้งซ่าน ก็คือตรงกันข้าม คือว่าปลิวไปในที่อื่นอย่างไม่มีระเบียบ, เป็นความเลื่อนลอย เป็นความฟุ้งซ่าน เป็นความกระสับกระส่าย กระวนกระวาย, ไม่มีความหมายอะไร, มีอาการอย่างนี้หรือไม่ ก็เฝ้าดูอยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจเข้าออก, นี้มิได้หมายความว่า จิตในขณะหนึ่งจะมีครบทุกอย่าง ให้ดูว่ามีอะไรหรือไม่มีอะไร เป็นการทดสอบไปทีละอย่าง ๆ, มันอาจจะเกิดกลับไปกลับมาก็ได้ในขณะนั้น เมื่อไปดูมันเข้า มันเกิดความกลัว ความเสียใจเกิดอะไรก็ได้ , ก็ ดูมันทั้งหมด ว่ามันกำลังเป็นอะไร ใน ๘ คู่ ในขณะนั้นหมดทุกลักษณะได้เหมือนกัน คู่ที่ ๕ จิตเป็นสมาธิหรืออยู่ในฌานหรือไม่ คือว่าจิตกำลังเป็นสมาธิในลักษณะที่เคยอธิบายหลายครั้งหลายหนแล้ว ว่าประกอบอยู่ด้วยองค์ ๓ อย่าง คือมีความบริสุทธิ์ มีความตั้งมั่น และมีความว่องไวในหน้าที่ของมัน รวม ๓ อย่างนี้ เรียกว่ามีความเป็นสมาธิ จิตกำลังเป็นอย่างนี้หรือหาไม่. บริสุทธิ์ตั้งมั่น ว่องไวในหน้าที่ของมัน ; นี่เป็นสมาธิ. ถ้าตรงกันข้ามก็ไม่ประกอบด้วยสมาธิ. หรือจะดูให้ลึกลงไปซึ่งดูยาก คือว่า อยู่ในฌาน ประกอบอยู่ในองค์ฌาน หรือว่าไม่ประกอบอยู่ในองค์ฌานอย่างนี้มันยิ่งดูยาก เพราะว่าในการทำจิตให้มีฌานนั้น แล้วจะใช้จิตนั้นดูด้วยนั้น มันก็ทำไม่ได้ในคราวเดียวกัน, เว้นไว้แต่จะมีความชำนาญมากเท่านั้น ที่เรียกว่ามีวสีหรือความชำนาญ ความมีสิ่งนั้นอยู่ในอำนาจมากพอเท่านั้นที่จะดูได้. เดี๋ยวนี้การปฏิบัติมันมาถึงขั้นที่ ๙ แล้วก็หมายความว่าได้ผ่านขั้นที่ ๓ - ๔ มาแล้ว ขั้นที่ ๗ - ๘ มาแล้วมันก็สามารถจะทำได้, ซึ่งคนธรรมดาจะทำไม่ได้, คนที่ไม่เคยฝึกเลยจะทำไม่ได้. คู่ที่ ๖ จิตมีจิตชนิดอื่นยิ่งกว่าหรือไม่ นี้จะเข้าใจยาก : จิตที่มีจิตชนิดอื่นยิ่งกว่านี้ มันหมายถึงจิตที่หลุดพ้นแล้วโดยสิ้นเชิงเท่านั้นจึงจะไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า.
น.349 เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นผู้หมดกิเลสสิ้นเชิงแล้วเท่านั้นจึงจะดูข้อนี้ได้ง่ายที่สุด. ส่วนคนที่ยังไม่หมดกิเลสสิ้นเชิงนั้น จะดูได้แต่เพียง การสังเกตเฉพาะขณะที่จิตนั้นไม่มีกิเลส รบกวน จิตนั้นกำลังได้รับความสุขชนิดสูงสุด ; จะพูดได้ง่าย ๆ ก็ว่า ในความสุขก็ไม่มีสุขอะไรยิ่งกว่านี้, ในความสงบก็ไม่มีอะไรสงบยิ่งกว่านี้, ในความบริสุทธิ์ก็ไม่มีอะไรบริสุทธิ์ยิ่งกว่านี้ เป็นต้น แม้ว่าความสุขหรือความสงบของเราจะกลับกำเริบไปสู่ภาวะเดิมธรรมดาอีกก็ได้ แต่ว่าในขณะนี้มันกำลังสุขที่สุด ไม่มีสุขยิ่งกว่านี้, กำลังสงบที่สุดไม่มีอะไรสงบยิ่งไปกว่านี้แล้ว, อย่างนี้ก็ให้ดูว่ามันประกอบอยู่ในลักษณะอย่างนี้ หรือเปล่า . แต่ว่าคนทั่วไป หรือในขณะที่ฝึกนี้ จะต้องรู้สึกว่าจิตนี้ยังมีจิตอื่นยิ่งกว่าถ้าไปเปรียบเทียบกับพระอริยเจ้าและพระอรหันต์เป็นต้น นี้มันก็รู้ไปเสียทีหนึ่งว่า ยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า เรามักมีจิตที่มีลักษณะอย่างนั้นบ้างก็เพียงชั่วขณะเท่านั้น แล้วกลับกำเริบอีก. คู่ที่ ๗ จิตมั่นคงหรือไม่มั่นคง จิตมั่นคงในที่นี้หมายความถึง ทนต่อการปะทะของกิเลส จะเป็นกิเลสประเภทไหนก็ตาม, ถ้าจิตมีความมั่นคงก็ถือว่าจิตมีความมั่นคงทนต่อการปะทะหรือรบกวนของกิเลส ไม่หวั่นไหว หมายความว่าจิตนี้ได้ฝึกมาดีแล้วมันมั่นคง, มีอะไรเกิดขึ้นมากระทบ มันก็ไม่หวั่นไหว มีความมั่นคง. จิตของคนธรรมดานั้นไหวมาก ไหวเร็ว, ทั้งมากทั้งเร็ว. เดี๋ยวนี้ที่มีการฝึกมาถึงขั้นนี้แล้วมันมั่นคง เช่นมีฌานอย่างนี้ มันมั่นคงต่อการกระทบของนิวรณ์. มีปัญญา มีวิปัสสนามันก็มั่นคงต่อการที่จะเกิดกิเลส เกิดสัญโญชน์ หรืออนุสัย ; มีความมั่นคงอย่างนี้ ; ก็ ดู เฉพาะที่ความมั่นคงมีหรือไม่มี มีมากหรือมีน้อย. คู่ที่ ๘ ดูว่าจิตมีการปลดเปลื้องหรือไม่ปลดเปลื้อง หมายความว่ามัน ยังกำลังมีอะไรเกาะเกี่ยว ยึดมั่นถือมั่น หรือว่า กำลังไม่มีอะไรเกาะเกี่ยวยึดมั่น ถือมั่น ที่จริงมันก็คาบเกี่ยวกันอยู่มาก เช่นว่ามีราคะก็หมายความว่ามันไม่ปลดเปลื้อง ;แต่ในคู่ราคะดูอย่างราคะ, ในคู่สุดท้ายนี้ ดูในแง่ที่มันอิสระหรือไม่อิสระ . อย่างนี้
น.350 เรียกว่ามันมีเรื่องเหมือน ๆ กัน แต่เราดูมันคนละแง่คนละมุม ; คู่สุดท้ายนี้ดูว่าอิสระหรือไม่อิสระ. ถ้าปลดเปลื้องจากกิเลสหรือว่ากิเลสไม่กลุ้มรุม มันก็ปลดเปลื้องคือเป็นอิสระ, กำลังเป็นอิสระหรือว่ากำลังไม่เป็นอิสระ. รวมกันเป็น ๘ คู่ หรือ ๑๖ อย่าง นี้ก็น่าจะจำไว้ เพราะว่าเป็นหลักใช้ได้ทั่วไป แม้เป็นเรื่องของชาวบ้านหรือนักเรียนอะไรก็ตาม. ถ้าเข้าใจก็รู้ไว้เป็นเครื่องทดสอบจิตใจได้ ไม่เฉพาะการปฏิบัติในอานาปานสตินี้โดยตรง ; จะเอาไปไว้ทดสอบจิตในเรื่องอื่น ๆ ก็ได้เหมือนกัน. มันเป็นหลักที่ดีอยู่แล้ว เราไม่ต้องคิดใหม่, เราไม่อาจจะคิด, ถึงคิดก็ไม่อาจจะดีไปกว่านี้. นี้เรียกว่าการปฏิบัติในขั้นที่ ๙ มันเริ่มขึ้นมาด้วยการดูจิตที่กำลังเป็นอยู่อย่างไร ในทุกครั้งที่มีการหายใจเข้าออก .. ดูอย่างวิธีย้อนขึ้นมาตั้งแต่การปฏิบัติขั้นที่ ๑ จนถึงขั้นนี้ก็ได้ หรือว่าจะดูเฉพาะหน้าในขั้นนี้ ว่ากำลังเป็นอยู่อย่างไรโดยละเอียดในอาการ ๘ คู่ ๑๖ อย่างนี้ก็ได้ ; ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติในขั้นที่ ๙. ขั้นต่อไป ขั้นที่ ๑๐ ซึ่งเป็นการบังคับหรือทำจิตให้ปราโมทย์ตามที่ต้องการ.มีสูตรของมันว่า : อภิปฺปโมทย์ จิตฺตํ อสฺสสิสสามีติ สิกขติ. ปสสสิสสามีติสิกฺขติ - เราทำจิตให้ปราโมทย์อยู่ จักหายใจออก จักหายใจเข้า . คำว่า ปราโมทย์มันคล้าย ๆ กับปีติ, ว่าที่แท้มันก็แทนกันได้. ในขั้นที่ ๕ ปีติปฏิส์เวที รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้าออกนั้น หมายความว่าไม่ได้เล็งถึงการที่เราไปบังคับมัน คือมันมีปีติอยู่อย่างไรในฐานะที่เป็นองค์ของฌานก็ดูไป - ดูไป กระทั่งดูเลยไปเสียในทางที่ว่า ปีตินี้ปรุงแต่งจิต ; ส่วนในขั้นนี้เราจะบังคับมันให้ปราโมทย์อย่างไร เท่าไร ตามที่เราต้องการ.นี่เป็นผลเนื่องมาจากเราได้ฝึกมาแล้วถึง ๙ ชั้น ๑๐ ชั้น มันจึงเป็นผู้คล่องแคล่วในกระบวนการของจิต ควบคุมพฤติของจิต เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เราจะบังคับมัน ให้เป็นอย่างไรก็ได้ ในขั้นแรกนี้เราบังคับมันไปในทางที่ให้มันปราโมทย์ดูก่อน เพราะดูมันจะเข้าที่ดี, มันชวนทำนั่นเอง, กสิกรไทสันปีพิการตามวิสัย
น.351 คำว่า ปราโมทย์ เป็นภาษาไทย, ส่วนบาลีคือ ปโมทยํ, และมีชื่อในภาษาบาลีที่แทนกันได้อีกมาก ; ถึงในภาษาไทยเราก็มี เช่นพูดว่าปราโมทย์ เราจะพูดว่าเบิกบาน บันเทิง ร่าเริง รื่นเริง โสมนัส เย็นอกเย็นใจ ปลื้มใจ นี้มันก็เหมือนกัน ความหมายเดียวกันทั้งนั้น ใครเข้าใจความหมายอันไหนได้ดีก็ถือเอาคำนั้นก็ได้. เรารู้สึกอยู่ตามธรรมดา แล้วก็พูดกันอยู่ตามธรรมดา, คำไหนเบิกบาน, ไหนบันเทิง, ไหนร่าเริง,ไหนรื่นเริงอย่างยิ่ง ไหนโสมนัสอย่างยิ่ง เย็นใจเหลือเกิน ปลื้มใจเหลือเกิน, นี้เป็นคำพูดประจำวัน อาการที่มันปราโมทย์ คือ อิ่ม หรือเย็น หรือพอใจในตัวเอง, มีใจ เป็นของตนเอง, หมายความว่าพอใจในตัวเอง นี่คือ ปราโมทย์. การที่ทำให้ปราโมทย์ มันก็มีอุบายต่าง ๆ กัน : ที่มันเป็นเทคนิคในเรื่องนี้เฉพาะอานาปานสตินี้ เขาไม่แนะอย่างอื่น จะแนะให้ไปหาความปราโมทย์มาจากขั้นที่ ๑ จนถึงขั้นสุดท้ายนี้ ฉะนั้นเราก็ไปหาความปราโมทย์จากการบังคับให้ลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น ลมหายใจปรุงแต่งกาย, คือว่า ดูมันแต่ละขั้น ๆ มันก็ปราโมทย์ในความสำเร็จในการปฏิบัติของแต่ละขั้นก่อน, มันก็ปราโมทย์ได้. ทีนี้ดูให้ละเอียดลงไปอีกในการที่เราสามารถทำจิตให้ดิ่งให้แน่วแน่ ให้เป็นสมาธิ ให้ถึงความเป็นเอกัคคตาในทุก ๆ ขั้น, ปราโมทย์มันก็จะยิ่งมากขึ้นไป. ตรงนี้ต้องเข้าใจไว้ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด ว่าในการปฏิบัติขั้นที่ ๑ เมื่อแรกลงมือครั้งกระโน้นนั้น เราไม่สามารถจะมีปราโมทย์หรือมีเอกัคคตาอะไรได้. เรากำลังฝึกของใหม่ กำลังมีความโกลาหลวุ่นวายของการต่อสู้ จนกว่าจะประสบความสำเร็จในการทำได้ คือว่าลมหายใจมันถูกกำหนดอย่างแน่วแน่ มีจิตแน่วแน่มีความเป็นหนึ่งในการกำหนดนั้น นั่นแหละเราจึงจะเอามาเป็นวัตถุสำหรับปราโมทย์ได้. แต่เดี๋ยวนี้เราฝึกจนชำนาญ จนจะเอาอย่างไรก็ได้, ฉะนั้นย้อนไปทำในขั้นที่ ๑ กำหนดลมหายใจยาวก็สามารถทำให้ปราโมทย์ได้. มีความสำเร็จในการฝึก, ควบคุมจิตเป็นเอกัดคตา
น.352 ในลมหายใจยาวได้ก็มีปราโมทย์ได้. แม้ในขั้นสูงสุดของสมถะก็เอาความเป็นเอกัคคตาซึ่งมีอยู่ในแต่ละขั้น ๆ ทุก ๆ ขึ้นมาเป็นวัตถุของความปราโมทย์ คือพอใจว่าเราทำได้. ยิ่งฝึกมาในขั้นที่เป็นปีติเป็นสุข คือขั้นที่ ๕ ที่ ๖ อย่างนี้ด้วยได้แล้ว มันก็ยิ่งง่ายที่จะหาความปราโมทย์ หรือรู้สึกปราโมทย์. ทีนี้คำว่า ปราโมทย์ หรืออะไรก็ตาม ที่มีความหมายเดียวกันนี้ มันก็ยังมีชนิดต่าง ๆ กัน, เมื่อพูดทั้งหมดโดยวงกว้าง ความปราโมทย์ ความพอใจนี้มันอาศัยกามารมณ์ก็ได้, มันเป็นความปราโมทย์อย่างหลอก ๆ อย่างนี้ ก็เรียกว่าปีติหรือความปราโมทย์ที่มันอาศัยบ้านเรือน.คำว่า " บ้านเรือน " ในภาษาธรรมะหมายถึง กามารมณ์. ทีนี้ปราโมทย์ที่ไม่อาศัยบ้านเรือน แต่อาศัยเนกขัมมะ คือออกไปเสียจากบ้านเรือน เรียกเนกขัมมะ มันก็เป็นปราโมทย์ที่สะอาด ที่เป็นธรรม ที่ประกอบไปด้วยธรรม. คำว่าปราโมทย์ในที่นี้เล็งถึงปราโมทย์ที่ไม่อาศัยบ้านเรือนทั้งนั้น ไม่อาศัยกามารมณ์ แต่ไปอาศัยเนกขัมมะ คือหลีกไปไกลจากบ้านเรือน. ปราโมทย์ที่อาศัยบ้านเรือนหรือกามารมณ์นั้นเป็นเรื่องฝ่ายกิเลส, ปราโมทย์ที่อาศัยเนกขัมมะไม่อาศัยบ้านเรือนนี้เป็นฝ่ายตรงกันข้ามจากกิเลส. คนเราก็เคยผ่านบ้านเรือนกันมาโดยมาก พอมาฝึก ในข้อที่ปราโมทย์อย่างบริสุทธิ์สะอาด อย่างไม่อาศัยบ้านเรือน มันก็รู้สึกได้ทันทีว่า แหม นี่มันไกลกันลิบมันคนละแบบ มันคนละอย่าง, แล้วก็เกิดความพอใจในปราโมทย์ อย่างที่ไม่อาศัยบ้านเรือนนี้ ก็มีจิตน้อมไปในทางสูง น้อมไปในทางนิพพานได้ง่าย. ครั้งหนึ่ง สมัยหนึ่งก่อนหน้านี้ ก็เคยหลงในเรื่องบ้านเรือน เดี๋ยวนี้มันก็ไม่หลง, แต่มีความเห็นว่าเป็นของน่าขยะแขยงไปเลย ; ก็มีความคิดที่จะบากหน้าไปในทางที่ตรงกันข้าม หันหลังให้วัฏฏสงสาร หันหน้าไปทางนิพพาน. นี้เรียกว่ามันมีชนิดต่าง ๆ กันอยู่เป็น ๒ อย่าง.
น.353 องดูอีกทีหนึ่ง ปราโมทย์ที่อาศัยสมถะก็มี ปราโมทย์ที่อาศัยวิปัสสนา ก็มี : ที่อาศัยสมถะหมายความว่า ทำจิตเป็นสมาธิแล้ว ในองค์ของสมาธิหรือในองค์ของฌานนั้นมันมีปีติมีสุข. ปีติและสุขที่เกิดจากฌาน จากสมาธินั้นเขาเรียกว่าปราโมทย์ที่อาศัยสมถะ, หรือมีสมถะเป็นรากฐาน; นี้มันปราโมทย์ที่ได้สงบลงไป. ปราโมทย์อาศัยวิปัสสนาหรือปัญญา นั้นคือพิจารณาธรรมเช่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้นสำเร็จแล้วปราโมทย์ ; ปราโมทย์อย่างนี้อาศัยวิปัสสนา. มันก็เป็นอีกชนิดหนึ่ง เป็นความปราโมทย์เพราะมีแสงสว่าง หรือว่ามีความหวังมีอะไรไปในทางนั้น. แต่ในขั้นที่๑๐ นี้ คือในขั้นที่ทำจิตให้ปราโมทย์นี้ เรามุ่งหมายในทางสมถะเป็นส่วนใหญ่ คือบังคับจิตให้ปราโมทย์, ฟังให้ดีว่า บังคับจิตให้ปราโมทย์ ด้วยการที่เรามีอำนาจเหนือจิต, มีวสีคือมีอำนาจเหนือจิตโดยทุกประการ. เรา บังคับให้จิตมีความปราโมทย์ โดยอาศัย วิธีของสมาธิ นั้น นี้เป็นความมุ่งหมายโดยตรงของการปฏิบัติในขั้นที่ ๑๐ นี้. ทีนี้ถ้าเราจะเดินเลยไปกว่านั้นก็เป็นเรื่องอุบาย. บังคับ กับ อุบาย ๒ คำนี้ก็ไม่เหมือนกัน. บังคับนั้นใช้อำนาจบังคับ, แต่อุบายนั้นใช้อะไรมาล่อมาจูง. ในเรื่องนี้อาจใช้อุบาย เช่นไปพิจารณาเรื่องที่มันจะให้เกิดปราโมทย์ มันก็เกิดปราโมทย์ได้เหมือนกัน, เป็นปราโมทย์ที่มาจากวิปัสสนา ; ไม่เกี่ยวกับอำนาจของจิตที่บังคับจิต,แต่เกี่ยวกับอำนาจของสติปัญญาที่มาจูงจิต. ในการฝึกขั้นที่ ๑๐ โดยตรงก็เป็นเรื่อง ของการบังคับก่อน. เราก็จะสังเกตเห็นได้อีกอย่างหนึ่งว่า การปฏิบัติขั้นที่ ๑๐ คือบังคับจิตให้ปราโมทย์นี้ มันชวนทำ หรือว่ามันเป็นขั้นที่มีรสมีชาติชวนทำ, เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการเล่นกับความสุข. พูดเป็นสำนวนอุปมาหน่อยก็ว่าเป็นการเล่นกับความสุข ก็สนุกดีเพราะมันเป็นการเล่นกับความรู้สึก ที่เป็นความสุข เป็นปีติ เป็นปราโมทย์ ร่าเริงบันเทิงเป็นอะไร นานาชนิด, จึงเป็นขั้นที่น่าสนุกที่สุด น่าสนุกที่สุดในบรรดาทั้งหมดของ
น.354 ทุก ๆ ขั้นนั้น. ที่ดี สำหรับเราก็คือว่า ได้ชิมรสของบรมธรรมคือความสุข, จะเป็นบรมธรรม ระดับจริยธรรมสากลก็ได้ คือมีความสุขได้ชิมรสของความสุขแล้ว ๆ เล่า ๆ อยู่ตลอดเวลา, หรือเป็นบรมธรรมในพุทธศาสนาคือนิพพานก็ได้ นี้เป็นการชิมลองรสของนิพพาน. ถ้าหากว่าความปราโมทย์นั้นมันละเอียดสุขุมไปอย่างรำงับ มันก็เป็นรสชิมลองของพระนิพพาน, จึงถือว่าเป็นขั้นที่น่าสนุกที่สุดในการปฏิบัติชุดนี้, เรียกว่า ขั้นที่ ๑๐ ทำจิตให้ปราโมทย์อยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า. คนทั่วไปอาจจะใช้วิธี common sense ที่ไม่เกี่ยวกับหลักเทคนิคทางศาสนาไปนั่งบังคับจิตให้ปราโมทย์อยู่ทุกครั้งที่หายใจก็ยังทำได้ตามสัดตามส่วน, แต่มันไม่แน่นแฟ้นสมบูรณ์เหมือนกับทำไปตามหลัก ที่เขาวางไว้อย่างอานาปานสตินี้, ดังนั้นมันก็ออกจะทำยาก ถ้าไม่ทำอะไรที่เป็นขั้นตระเตรียมรากฐานมาตั้งแต่ต้น ซึ่งนับว่ามาถึงขั้นที่ ๑๐ ของ ๑๖ ขั้น, ต้องมาถึงขั้นที่ ๑๐ เราจึงเก่งถึงอย่างนี้. ทีนี้ก็ไปถึง ขั้นที่ ๑๑ ซึ่งเป็นการบังคับจิตให้ตั้งมั่น มีสูตรของมันว่า :สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ, ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ -เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก หายใจเข้า. ความสำคัญก็อยู่ตรงที่คำว่า " ตั้งมั่น " จะต้องรู้จักคำว่าตั้งมั่นพอสมควร.ความที่จิตตั้งมั่นนั้น มีชื่อเรียกในภาษาบาลีมากมาย ซึ่งชินหูกันอยู่มากแล้ว เช่นคำว่าสมาธิคำนี้มันก็คือ "ตั้งมั่น" ที่เราได้ยินชินหูที่สุด. บาลีมีคำว่า ฐิติ, ฐิติ แปลว่ายืนอยู่นิ่ง ๆ, ยืนอยู่นิ่ง ๆ ก็แปลว่าตั้งมั่น. สัณฐิติ, อธิฐิติตั้งมั่นอย่างพร้อม ตั้งมั่นอย่างยิ่ง. อวิเฉโต - ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระสับกระส่าย. สมโถ ก็คือสงบรำงับ.แล้วมีชื่อเรียกในอันดับสูงสุดอีกว่า สมาธินทรีย์ อินทรีย์ คือสมาธิ, สมาธิพล - พลังคือสมาธิ, กระทั่งสัมมาสมาธิที่เป็นองค์ของมรรค มรรคมีองค์ ๘ องค์สุดท้ายว่า
น.355 สัมมาสมาธิ นี้ก็ล้วนแต่เป็นชื่อความตั้งมั่นของจิตทั้งนั้น. แล้วยังมีคำประหลาด ๆที่เราจะไม่ค่อยได้ยินเช่นคำว่า อวิสาหาโร แปลว่า ไม่มีอาการแห่งอาหารเป็นพิษ, ฟังดูก็น่าขบขัน ไม่มีอาการของอาหารที่เป็นพิษ ; พอมีอาหารเป็นพิษท้องขึ้นท้องเสียมีอาการกระสับกระส่ายอย่างไร, จะไม่มีอาการอย่างนั้นเลย. นี่แหละคำพูด หรือชื่อนี้มันเป็นอุปมาที่ทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายทันทีเหมือนกัน. . “ภพ อีกชื่อหนึ่งก็คืออวิสาหต มานสตา, ความเป็นผู้มีจิตที่พิษใด ๆ ไม่กระทบกระทั่ง จิตนั้นไม่มีพิษหรือโทษอันใดกระทบกระทั่ง. ถ้าจิตมีราคะ โทสะ โมหะ อะไรก็ตามก็เรียกว่าพิษ หรือโทษ มันมากระทบกระทั่ง มันก็ ไม่มีความตั้งมั่น สูญเสียความตั้งมั่น ที่นี้ขั้นที่ ๑๑นี้เราจะทำให้ปราศจากสิ่งเหล่านี้ ให้มันตั้งมั่น, มันก็ไม่ยากในเมื่อมีการปฏิบัติมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑ มาจนถึงขั้นที่ ๑๐ แล้ว, มาถึงขั้นที่ ๑๑ มันก็ไม่ยาก เพราะมันไม่ได้ผ่านการต่อสู้กับความไม่ตั้งมั่นมามากมายอย่างโชกโชนแล้ว, พูดว่าโชกโชนนี้ใช้ภาษาธรรมดาที่สุด. ทีนี้เราย้อนไปฝึกขั้นที่ ๑ มาอีก ก็หาพบความตั้งมั่นเรื่อยมา ๆ ในลักษณะที่ว่ามันเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาเองจากการปฏิบัติขั้นนั้น ๆ เป็นผลของการปฏิบัติในขั้นนั้น ๆขึ้นมาเอง. พอมาถึงขั้นที่ ๑๑ นี้ เราใช้วิธีการบังคับกันโดยตรงเพื่อให้ตั้งมั่น เมื่อไรอย่างไร ได้ตามที่เราต้องการ ; เรียกว่าฝึกบังคับเพื่อให้มันตั้งมั่นโดยเฉพาะ มันก็เก่งยิ่งกว่า ๑๐ ขั้นที่แล้วมา. นี่เป็นขั้นที่ ๑๑ แต่ก็ไม่พ้นอาศัยขั้นที่เป็นขั้นต้น ๆ แต่ละขั้น ๆ ทุกขึ้นมา เป็นตัวสร้างสรรค์ขึ้นมา หรือว่าเป็นตัวยกรูปร่างขึ้นมา สูงขึ้นมา ๆในลักษณะของความตั้งมั่น. มันจึงเป็นการง่ายสำหรับการปฏิบัติที่เต็มไปด้วยอุบายหรือเทคนิคที่ดีอย่างนี้. เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นการยากที่จะอยู่เฉย ๆ ใคร ๆ จะมาทำจิตให้เป็นสมาธินี้มันก็ทำยาก. ที่ชาวบ้านว่าจะทำจิตให้เป็นสมาธิมันก็ทำไม่ได้ แล้วจะทำสัก ๕ นาทีก็ทำไม่ได้. คุณลองคำนวณดูซิว่า การปฏิบัติที่ผ่านมาแล้วถึง ๑๐ ขั้นนั้นแล้วมาทำขั้นที่ ๑๑ มันก็ทำได้ง่าย ๆ. ฉะนั้นเมื่ออยากมีจิตเป็นสมาธิก็ลองพยายามทำมาโดยปริมาณเท่านี้.
น.356 บัดนี้เราจะดูความตั้งมั่น หรือความเป็นสมาธินั้น ในลักษณะที่เห็นได้ว่ามันต่างกันคนละแบบ คนละรูป คนละชั้น ; ชั้นแรกที่สุดก็คือสมาธิหรือความตั้งมั่นในขั้นที่เป็นเพียงการลงมือกระทำ, แล้วกระทำมาได้ตามลำดับ จนจวนจะแน่วแน่,นี้ก็จัดไว้เสียตอนหนึ่ง. คือเพียงลงมือกระทำนี้ เป็นความตั้งมั่นในสมาธิ แล้วเขาเรียกว่า "ขั้นบริกรรม" พอมันจวนจะแน่วแน่เขาเรียกความตั้งมั่นในขั้นที่เฉียดความแน่วแน่นี้ เรียกว่าสมาธิ หรือความตั้งมั่นในระยะแห่งการลงมือทำ, ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีเสียเลย พอสักว่ากำหนดลมหายใจ หรือสักว่าทำกายสังขารคือลมหายใจให้รำงับอยู่ ๆนี้มันก็เริ่มมีความตั้งมั่นแล้ว ตั้งมั่นในขณะที่ลงมือทำ, เรียกว่าขณะบริกรรม หรือขณะที่มันใกล้จะแน่วแน่ เรียกว่า "อุปจาร" . (อุปจารนี้ แปลว่าเฉียดเข้าไปที่ชานเมือง)นี้เป็นความตั้งมั่นชนิดหนึ่งในอันดับที่เริ่มแรก หรือเริ่มจะก่อตัว หรือว่าเริ่มจะเข้ารูป ;ให้รู้จักแบ่งแยกอย่างนี้เสียก่อน. ในอันดับที่ ๒ เป็นความตั้งมั่นที่เต็มที่ ที่แน่วแน่เป็น "อัปปนาสมาธิ" . เขาเรียกว่าขั้นที่เป็นอัปปนาสมาธิ คือมีฌานดังที่ได้กล่าวแล้วในขั้นปฏิบัติที่ ๔ ว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นี้คือสมาธิถึงความ ตั้งมั่นที่แน่วแน่ ถึงความสมบูรณ์ เป็นความตั้งมั่นถึงที่สุด. ทีนี้สมาธิยังมีอีกขั้นหนึ่งคือขั้นที่ใช้งาน ที่กำลังถูกใช้งาน, หมายถึงสมาธิที่กำลังถูกใช้งาน ให้พิจารณา. มันจึงเป็นสมาธิที่แฝงตัวอยู่กับการพิจารณาเมื่อเราเพ่งพิจารณาสิ่งใดอยู่ การพิจารณานั้นก็มีอยู่ และความเป็นสมาธินั้นก็มีอยู่ความตั้งมั่นแห่งจิตนั้นก็มีอยู่ ; คือพิจารณาอย่างใช้สมาธิอย่างยิ่ง. เหมือนเมื่อเราคิดเลขคิดปัญหาอะไรหนัก ๆ การคิดก็มีอยู่ สมาธิจิตนี้ก็มีอยู่ เรียกว่า ความตั้งมั่นที่มันแฝง กันอยู่กับวิปัสสนา. รวมความเรื่องสมาธินี้ อย่างแรกเรียกว่าบริกรรมสมาธิ หรืออุปจารสมาธิอย่างที่สองเรียกว่าอัปปนาสมาธิ, ส่วนอย่างที่สามนี้มีชื่อเรียกว่า อนันตริกสมาธิ,
น.357 (อนันตริกะ แปลว่า ไม่มีช่องว่าง, หมายความว่าสมาธิมันแนบสนิทกันอยู่กับวิปัสสนาหรือปัญญาอย่างไม่มีช่องว่าง) มันจึงเป็น ๓ อย่างต่างกัน : อย่างที่ ๑ แรกเริ่ม แรกลงโรง, อย่างที่ ๒ กำลังเป็นสมาธิขั้นสูงสุด, อย่างที่ ๓ กำลังถูกนำไปใช้ทำงานพร้อมกันอยู่กับปัญญา. ยกตัวอย่างทางวัตถุเช่นว่า เราเริ่มติดเครื่องยนต์ขึ้นมา เครื่องยนต์อะไรก็ตามใจ, มันก็จะยุ่งยากในการตระเตรียม ในการควบคุม รื้อ จัด หรือ adjust อะไรต่าง ๆ ให้มันเป็นเครื่องยนต์ที่จะเดินดีเดินเรียบ. ขั้นนี้ก็เรียกว่ามันเดินแล้วเหมือนกันมีการเดินเครื่องยนต์แล้ว ; พอต่อมามันก็คือการเดินดี แน่วแน่เป็นที่พอใจ นี้ก็คือว่ามันเดินดี ; ขั้นต่อไปมีตัวรถสำหรับวิ่ง ผนวกให้มันก็ยังคงเดินอยู่ เครื่องก็คงเดินอยู่แน่วแน่แล้วมันยังเป็นรถวิ่งไปฉุดไปลากอะไรทำอะไรก็ตามใจ ; มันก็เป็นการเดินของเครื่องยนต์ที่ต่างกันใน ๓ ลักษณะอย่างนี้. จิตนี้ก็เหมือนกัน เริ่มตระเตรียมมันก็มีบริกรรมสมาธิ, อุปจารสมาธิ, พอแน่วแน่ก็มีอัปปนาสมาธิ, พอใช้งานมันเข้ามันก็ไปฝากแฝงกันอยู่กับวิปัสสนา ; เราดูความตั้งมั่นของจิตที่แตกต่างกันอยู่เป็น ๓ อย่าง อย่างนี้. ยกตัวอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันทุกคืนที่นี่ เช่นว่าเราฉายภาพที่จอ. ในชั้นแรกเราก็ต้อง adjust เรื่องแสงสว่าง, ปลุกปล้ำกันอยู่กับแสงสว่างให้ถูกต้องไปที่จอ ;นี่เป็นขั้นตระเตรียม เป็นแสงสว่างที่ยังใช้ไม่ได้. พอไปได้แสงสว่างพอดี, focus พอดีถูกต้องกับจอ นี่เป็นเรื่องแน่วแน่แล้ว. ทีนี้ก็ปล่อยภาพในฟิล์มออกไป มันก็เป็นภาพที่ปรากฏอยู่เคลื่อนไหวไป. ดูให้ดี ทั้ง ๓ ขั้นมันมีแสงสว่างอยู่ทั้ง ๓ ระยะ. ในขณะที่ภาพเต้นอยู่ในจอ กำลังเคลื่อนไหวไปในจอ จนเราไม่มองเห็นแสงสว่างเมื่อกี้นั้นที่จริงแสงสว่างที่แรกมันก็อยู่ที่นั่น มันไม่ได้หายไปไหน แต่ว่ามีภาพมาปนอยู่ในแสงสว่าง
น.358 นั้น เราไปสนใจดูเสียแต่ที่ภาพ. ก็แปลว่าแสงสว่างที่เต็มที่ และ ได้ที่ มันก็รวมอยู่ในภาพนั้น ; นี่แหละมันกลมกลืนกันถึงขนาดนี้. นี้เรียกว่ามันมีค่ายิ่งหย่อนกว่ากันมีคุณสมบัติยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่ก็เรียกว่าตั้งมั่นด้วยกันทั้งนั้น. การฝึกความตั้งมั่นก็ฝึกตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ไปจนถึงขั้นที่ ๑๐ แล้วขั้นที่ ๑๑ นี้มีความตั้งมั่นที่อยู่ในอำนาจบังคับที่สุดแล้ว. นี้เป็นการฝึกในขั้นที่ ๑๑ ทำให้มันอยู่ในอำนาจของเรา, ในลักษณะที่ตั้งมั่นแน่นแฟ้น เข้มแข็ง อดทน. การปฏิบัติใน ขั้นที่ ๑๒ ทำจิตให้ปลดปล่อย หรือปลดเปลื้อง. ตลอดเวลาที่แล้วมามันมีการปลดเปลื้องหรือปลดปล่อยแล้ว ๆ เล่า ๆ อยู่ทุกชั้นตามมากตามน้อย ตามระดับของการปฏิบัติสูงต่ำอย่างไร จนมาถึงขั้นที่ ๑๑ ; พอมาถึงขั้นที่ ๑๒นี้เราเจาะจงลงไปที่จะบังคับให้ปลดปล่อย ปลดเปลื้อง, และแยกดูเป็นส่วน ๆ เกี่ยวกับ ผู้ปลดเปลื้อง, สิ่งที่ปลดเปลื้องออกไป, อาการที่ปลดเปลื้องออกไป. จิตนี้เป็นผู้ยืนโรงอยู่ตลอดเวลา อะไร ๆ ก็เรียกว่าจิตทั้งนั้น ; จะเรียกว่าจิตปลดเปลื้องอะไร ?มันก็ปลดเปลื้องจิต ; จะเรียกว่าปลดเปลื้องสิ่งที่มาห่อหุ้มจิต มันก็คือจิตชนิดหนึ่ง คือความรู้สึกชนิดหนึ่ง. ฟังดูมันยุ่งเข้าใจไม่ค่อยได้ ต้องใช้ภาษาบัญญัติเฉพาะของเรื่องนั้น ๆ ซึ่งก็ไม่ค่อยคุ้นหูชาวบ้าน. นี้ถ้าว่าเราไม่อยากจะยุ่งยากมากเกี่ยวกับคำ เราก็เอาตาม common - sense ของเราเอง โดยหลักที่ว่า ตนพึ่งตน ตัวช่วยตัว นี้มันก็คือจิตไปเสียทั้งนั้น แต่ในหน้าที่ที่ต่าง ๆ กัน. ขอให้ย้อนไปนึกถึงเรื่องเราจับสัตว์ป่ามาฝึกที่หลัก, ก็มี เจ้าของ มีเจ้าของจับสัตว์ป่ามา แล้วก็ผูกสัตว์คือจิตนั้นเข้าที่หลัก คืออารมณ์ของสมาธิ, ด้วยเชือกคือสติ,แล้วก็มีเทคนิคสำหรับการฝึกมันระบบหนึ่ง จนกว่ามันจะเป็นสัตว์ที่เชื่อง.พอมาถึงตรงนี้เรื่องปลดเปลื้องนี้ก็เหมือนกัน จิตที่มันเป็นตัวที่จะไปหลงไปรัก ไปโกรธ ไปเกลียด
น.359 มันเป็นกลไกของธรรมชาติ ของจิตเท่านั้น, มันก็ ปลดเปลื้องความเห็นว่าตัวกู - ของกู ได้บ้าง. ถ้าการปลดเปลื้องอย่างนี้มีขึ้น ก็เรียกว่าเป็นการปลดเปลื้องโดยอาศัยวิปัสสนา.ฉะนั้นการที่เราทำมาแล้วแต่หนหลังเป็นการปลดเปลื้องทางสมถะโดยตรง, คือใช้อำนาจของสมาธิไปปลดเปลื้องนิวรณ์. เมื่อปลดเปลื้องนิวรณ์ได้ จิตก็ไม่ถูกรบกวนเหมือนกันก็มีความเป็นอิสระเต็มรูปของความปลดเปลื้องแบบนี้, นี้เรียกว่าการปลดเปลื้องโดยหลักทั่วไป. ถ้ามีรายละเอียดเฉพาะ มันก็ต้องเอาข้อทดสอบ ๘ คู่ ๑๖ อย่าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเช่นว่า จิตมีราคะหรือไม่มีราคะ, จิตมีโทสะหรือไม่มีโทสะ ฯลฯ. ถ้ารู้ว่าจิตมีราคะก็ต้องเอาสิ่งที่ตรงกันข้ามจากราคะมาปลดเปลื้อง. ถ้าราคะทางกามารมณ์ก็เอาปฏิกูลสัญญา เป็นต้น มาปลดเปลื้อง. ถ้าเป็นราคะทางรูปทางอรูป ก็ต้องเอาสิ่งที่ดีกว่านั้น คือความรู้ ที่มากกว่านั้น มาปลดเปลื้อง. ถ้าเป็นโทสะ ประกอบด้วยโทสะ ก็ต้องเอาเมตตากรุณามาปลดเปลื้อง. .. ถ้าดีไปกว่านั้น ก็เอาความรู้ เรื่องไม่มีตัวกู - ของกูมาปลดเปลื้อง. ทุกๆ คู่ มันมีสิ่งตรงกันข้าม สำหรับปลดเปลื้อง ไปหารายละเอียดเอาเอง มันมีอยู่ในหนังสือธรรมะทั่วไป เรียกว่าเป็นคู่ปรับ. ถ้าหดหู่ก็มีการประคับประคองด้วยฉันทะ ด้วยบัคคัยหะ ให้จิตมันหายหดหู่ ; ถ้ามันฟุ้งซ่านก็ทำให้มันเป็นสมาธิหยุดฟุ้งซ่าน ; กระทั่งจิตไม่มีอิสระ ก็ทำให้มีอิสระ. นี้เรียกว่าเป็นการปลดเปลื้องด้วยกันทั้งนั้น. การปฏิบัติในขั้นนี้ก็เหมือนกันกับการปฏิบัติทุกๆ ขั้น คือจะต้องย้อนมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑, แปลว่าในขั้นที่ ๑ กำหนดลมหายใจยาว มันก็มีการปลดเปลื้องอะไรตามสัดส่วนของมัน. พอเรามีลมหายใจยาวมันก็ปลดเปลื้องความหยาบของกายนี้ออก,ปลดเปลื้องความกระวนกระวายของกายนี้ออกไปตามสัดส่วน, นี้ก็เป็นการปลดเปลื้องในขั้นริเริ่ม เริ่มแรก ขั้นรากฐาน, ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการปลดเปลื้องเสียเลย. แล้วก็
น.360 ไปสังเกตดูเอาเองดีกว่า ที่ว่าทุกขั้น แต่ละขั้นมันปลดเปลื้องอะไรจะสังเกตเห็นด้วยตนเองดีกว่าจะบอกให้เสียหมด. ไปคิดดูด้วยตนเอง จะเห็นว่ามันปลดเปลื้องอะไรได้ลงไปที่ละขั้น ๆ. คุณลองไปหาที่สงบสงัด ไปพิจารณาให้เกิดความรู้ ไปพิจารณาให้เกิดความคิดความเข้าใจขึ้นมาเอง ดีกว่าที่จะให้เขาบอกหรือจดไป. รวมความว่า การปลดเปลื้องมีได้ทุกขั้นของการปฏิบัติ ตั้งแต่ขั้นที่ ๑ มาจนถึงขั้นนี้. ทีนี้เราก็มองดูทีเดียวหมดทั้งหมวด, หมวดที่ ๓ นี้เรียกว่า จัดการเกี่ยวกับจิตโดยตรง. หมวดที่ ๑ จัดการเกี่ยวกับลมหายใจ หรือร่างกายลงไปอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึง ๔ ขั้นของการปฏิบัติ. พอมาถึง หมวดที่ ๒ ก็จัดการเกี่ยวกับเรื่องเวทนา ที่จะปรุงแต่งจิตอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยการปฏิบัติ ๔ ขั้น, พอมาถึงขั้นนี้ก็เล่นงานกับจิต จัดการกับจิต บังคับจิต, เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตโดยตรงอีก ๔ ชั้น,รวมเป็น ๑๒ ขั้นขึ้นมาแล้ว. หมวดนี้เรียกว่า " จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน " การใช้สติเข้าไปติดตามเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับจิต, เพื่อรู้จักจิต, เพื่อควบคุมจิต, เพื่อบังคับให้จิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้. มันเป็นเทคนิคใหญ่ เทคนิคสมบูรณ์ในแบบของพุทธ-บริษัท แต่ก็เอาไปถอดรูปให้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ชาวบ้านจะฝึกก็ได้, ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาก็ได้ เช่นเรื่องในบ้านเรือน ในชีวิตประจำวันก็ยังใช้ได้ ด้วยการฝึกอย่างนี้. แล้วในที่สุดมันก็มาเข้ารูปเดียวกันกับอานาปานสติ อันสูงสุดในทางพุทธศาสนาได้. นี้เรียกว่าประยุกต์ หมายความว่าเอาหลักที่สูงสุดที่ละเอียดลออ ในวงวัดในวงศาสนานี้ เอาไปใช้ให้ได้กับเรื่องในบ้านเรือนของคนธรรมดาสามัญทั่วไปก็ทำได้ถ้าเราเข้าใจดีแล้ว. ระหว่างที่เราบวชนี้ เราศึกษาให้ละเอียดลออถี่ถ้วน อย่างกะว่า
น.361 จะปฏิบัติอย่างเต็มรูปของบรรพชิต,แต่แล้วเราก็สามารถเอาไปปรับปรุงใหม่ ไปประยุกต์กันเข้ากับชีวิตประจำวันเพื่อแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน ได้ตามสัดส่วนด้วยเหมือนกัน สำหรับผู้ที่ยังจะต้องเป็นฆราวาสต่อไป. ถึงผู้ที่อยู่เป็นพระในศาสนานี้ก็ไม่ได้ปฏิบัติเต็มรูปขนาดนี้ เพราะมีเรื่องมีหน้าที่มีอะไรอย่างอื่น. ก็เอาหลักการที่เกี่ยวกับการบังคับจิตนี้ไปใช้ให้มันสำเร็จประโยชน์ เพื่อให้หน้าที่ของตัวไม่บกพร่องก็ยังได้อีกเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นขอให้ถือเป็นหลักตลอดกาลเลยว่า ธรรมะนี้ adjust ได้ คือว่าปรับปรุงได้, ยืดหยุ่นได้, จะเอาเพียงไหน เท่าไร เมื่อไร อย่างไร, ก็สามารถจะปรับปรุงให้ตรงตามความประสงค์ได้. เพราะฉะนั้นพยายามมองดูในลักษณะนี้ไว้เรื่อย ๆ ไป, ซึ่งจะได้พิสูจน์ให้เห็นได้ต่อไปในหมวดสุดท้าย คือว่าเรื่องโลกุตตรธรรมนั้นเอามาใช้เกี่ยวกับปัญหาในบ้านเรือนในโลกนี้ได้, แต่เขาไม่เชื่อหรือคนโดยมากไม่เชื่อไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมทดลอง ; อันนี้ก็เลยเป็นหมันไปหมด ของที่มีค่าที่สุดในทางพุทธ-ศาสนาก็เป็นหมันไปเพราะเหตุนี้. เวลาของเราก็หมด และเลยไปบ้างแล้ว เพราะจะพูดที่เดียวครบทั้งหมวดให้จบไป เสียหมวดหนึ่ง.
น.362 อนิจฺจานุปฺสี อสุสสิฺสามีติ สิกฺขติ, อนิจฺจานุปฺสี ปฺสสิฺสามีติ สึกุขติ ฯ วิราคานุปฺสี อสฺสสิฺสามีติ สิฺขติ, วิราคานุปสฺสี ปฺสสิฺสามีติ สิฺขติ ฯ นิ โรธานุปฺสี อสฺสสิฺสามีติ สิกฺขติ, นิโรธานุปสฺสี ปฺสสิฺสามีติ สึกุขติ ฯ ปฏินิสฺสฺคานุปสฺสี อสฺสสิฺสามีติ สิกฺขติ, ปฏินิสฺสฺคลานุปฺสี ปฺสสิฺสามีติ สิฺขติ ฯ ๗๓๒
น.363 หมวดที่ ๔ - ๓๙ - ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๑๒ เวลาสำหรับพวกเราล่วงมาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว ในวันนี้ จะได้กล่าวถึง การฝึกอานาปานสติ หมวดที่ ๔ คือขั้นที่ ๑๓, ๑๔, ๑๙ และ ๑๖. ในครั้งที่แล้วมา ตั้งแต่ขั้นต้นที่สุด จนถึงขั้นสุดท้ายเมื่อวานนี้ ก็ได้พูดถึงการบังคับกายสังขาร จิตตสังขารกระทั่งถึงการบังคับจิตได้ตามต้องการ, ซึ่งล้วนแต่เป็นแนว หรือวิธีของสมถะ คือการบังคับจิตเป็นส่วนใหญ่. บัดนี้จะได้กล่าวถึงการใช้จิตนั้นในการพิจารณาธรรมใน ๔ ลักษณะการกระทำอย่างนี้เป็นวิธีของวิปัสสนา คือการพิจารณาเพื่อความเห็นแจ้ง, เพื่อผลเป็นความเห็นแจ้ง. การปฏิบัติหมวดนี้มีชื่อว่า "ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือการตั้งจิตไว้เพื่อการพิจารณาเห็น หรือการเห็นซึ่งธรรม ๗๓๓
น.364 สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ ๆ ในภาษาธรรมะ ภาษาศาสนานี้ เขาแบ่งเป็น ๒ ส่วนแบ่งเป็น ๒ ประเภท : คือประเภทที่มันมีการเกิดขึ้น หมายความว่า มันไม่ได้อยู่ที่ มันไม่ได้ตายตัว มันมีการเกิดขึ้นมาตั้งแต่ครั้งไหนใครก็บอกไม่ได้, จะเป็นรูปธรรมก็ตาม เป็นนามธรรมก็ตาม มันล้วนแต่มีการเกิดขึ้น. รูปธรรมเป็นวัตถุนี้ โลกจะตั้งต้นมาตั้งแต่เมื่อไรเราก็ไม่รู้ ?เพราะมันตั้งต้นมาหลายทอด ตามวิชาเรื่องโลกเรื่องวัตถุ. แต่เราเห็นได้ชัดด้วยปัญญาว่า มันต้องมีการเกิดขึ้น, มันจึงมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ได้. การเกิดขึ้นนั้นมันไม่เที่ยง เพราะว่าเกิด นั้นคือไม่เที่ยงอยู่แล้ว เมื่อเกิดมา แล้วมันก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นเรื่อย. เรียกว่าเป็นวัตถุ เป็นรูปธรรมนี้มันก็ไม่เที่ยง. ทีนี้ส่วนที่เป็นนามธรรม เป็นความรู้สึกคิดนึก มันก็ไม่เที่ยง, เกิดได้เรื่อย เปลี่ยนไปเรื่อย. ธรรมชาติพวกนี้ทั้งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม เป็นสิ่ง ที่มีการเกิดดับ เกิดดับ ๆ คือไม่เที่ยง. แต่ธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิ่ง ทั้งหลายนี้ คือ "ความว่างจากสิ่งเหล่านี้" คือทางรูปธรรม หรือทางนามธรรมนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่เกิดดับ หรือไม่เปลี่ยนแปลง, ซึ่งเรียกชื่ออย่างอื่นอีกมาก เรียกว่า ธรรมชาติที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ ; โดยทางนามธรรมแล้วก็คือ นิพพานภาวะที่อะไร ปรุงแต่งไม่ได้ ไม่มีเกิด ไม่มีดับ. เดี๋ยวนี้ในบทฝึกของอานาปานสตินี้ เราเพ่งเล็งเฉพาะแต่สิ่งที่มันเกี่ยวกันกับเรา ในตัวเรา. อย่าลืมข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ค วามทุกข์ก็ดี เหตุให้ เกิดทุกข์ก็ดี ความดับสนิทแห่งทุกข์ก็ดี วิธีดับแห่งความทุกข์ก็ดี ; ตถาคต บัญญัติไว้ในร่างกายยาวประมาณวาหนึ่ง ที่มีสัญญาและใจนี้. สรุปสั้นๆ คือในมนุษย์เป็น ๆ นี้แหละให้ค้นหา ให้ดูทุกสิ่งทุกอย่าง. เดี๋ยวนี้เราจะดูสิ่งที่ไม่เที่ยง คือตัวความทุกข์ ก็ดูในร่างกายนี้ของตนเองโดยเฉพาะ ; เพราะว่า เมื่อเห็นของตนเองโดยเฉพาะแล้ว ก็เห็นของคนอื่น และเห็นหมดทั้งโลก,
น.365 ในร่างกายนี้มันก็มีอะไรมาก สับสนมาก แล้วเป็นกลไกที่ประหลาดน่าอัศจรรย์ท่านก็เลยจัดระบบไว้สำหรับให้ดู. โดยวิธีที่ดีที่สุด ที่เหมาะที่สุดในรูปเทคนิค คือ ดูขันธ์ ดูอายตนะ ดูอาการของปฏิจจสมุปบาท, รวม ๓ อย่าง. ข้อที่ ๑ ดูขันธ์ ก็คือว่า ดูส่วนที่เป็นร่างกายนี้ ที่มีส่วนประกอบอยู่อย่างไรในฐานะเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ หรือถูกรู้ ถูกสัมผัส. ในร่างกายนี้มันมีสิ่งต่าง ๆมาก มีหน้าที่ต่าง ๆ กัน, เรามีร่างกาย แล้วก็มีจิตใจที่คิดนึกได้ มีความรู้สึกต่าง ๆที่ได้ยินกันอยู่เป็นประจำ ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, มีรายละเอียดในหนังสือเรียนทั่วไป ไปหาอ่านได้. ข้อที่ ๒ อายตนะ นี้ก็คือ เครื่องมือสำหรับติดต่อกับโลกภายนอก ก็มีอยู่ในร่างกายนี้ ; ได้แก่พวกที่เป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ เองด้วย ; ดูเฉพาะส่วนที่มันจะรับอารมณ์และติดต่อสิ่งแวดล้อม. ตาก็ติดต่อกับรูป หูก็ติดต่อกับเสียงจมูกก็ติดต่อกับกลิ่น, ลิ้นก็ติดต่อกับรส กายก็ติดต่อกับสิ่งที่มันมาสัมผัสผิวกายจิตก็ติดต่อกับรูปของความคิดรูปหนึ่ง ๆ ที่มันจะเกิดขึ้นในจิต. ส่วนที่จะเป็นผู้ทำการติดต่อกับสิ่งแวดล้อมในที่นี้จะเรียกว่า "อายตนะภายใน" ; ซึ่งสำเร็จขึ้นมาก็ต่อเมื่อมี"อายตนะภายนอก". ตลอดเวลาที่ยังไม่มีอายตนะภายนอกมาเกี่ยวข้องอายตนะภายในก็ไม่มี ถือว่ามันไม่มีเพราะมันไม่ทำหน้าที่. . ถ้าทำหน้าที่แล้วมันก็ปรุงขึ้นมา ให้ อะไร ๆ มีความหมายขึ้นมา, คือร่างกายนี้มีความหมายขึ้นมา เกิดเป็นเวทนาขึ้นมาเกิดเป็นสัญญาความสำคัญมั่นหมาย สืบเนื่องมาจากเวทนานั้น, แล้วเกิดการคิดนึกคือสังขาร, ส่วนวิญญาณนั้น หมายถึงความรู้จักสิ่งเหล่านี้อยู่เรื่อย. ข้อที่ ๓ เรียกว่า อาการของปฏิจจสมุปบาท นี้แยกมาเฉพาะส่วนที่มันจะปรุงกันไปจนเกิดความทุกข์ คือเมื่อมีเวทนาแล้ว มันก็เกิดสัญญา ความคิดนึกอย่างนั้นอย่างนี้ จนกระทั่งไปอยากเข้า เป็นตัณหา จนกระทั่งเป็นอุปาทานยึดมั่นถือมั่น, มีตัว
น.366 ผู้อยาก มีสิ่งที่อยาก, ก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู-ของกูขึ้นมา เป็นอะไรขึ้นมา, มันก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา, เช่นนี้ เรียกว่าเป็นอาการของปฏิจจสมุปบาท. ให้ดูทั้ง ๓ นี้ ท่านกล่าวไว้เป็นเทคนิคอย่างยิ่งที่กล่าวอย่างนี้ ให้ดูที่ขันธ์ดูที่อายตนะ ดูที่อาการของปฏิจจสมุปบาท, ให้เห็นความไม่เที่ยง เรียกว่า สิ่งที่ ไม่เที่ยง ถ้าพูดอย่างชาวบ้าน อย่างทั่ว ๆ ไป ก็คือว่า สิ่งทั่วไปพูดคลุม ๆ กันไปอย่างนั้น. ทีนี้แยกให้เห็นเพื่อจะได้เห็นเป็นประเภทได้ชัดเจน และควรสนใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับการที่จะดับทุกข์ ถ้าสรุปเป็นใจความก็คือว่า ให้ดูในแง่ที่ว่า ดูสิ่งที่ถูกกระทำ ดูผู้กระทำ และดูอาการที่มันกระทำ ; พูดเป็น logic ไปเลย. ในโลกนี้ บรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันกับมนุษย์นี้ เราจะมองเห็นว่า ส่วนหนึ่งมีลักษณะเป็นสิ่งที่ถูกกระทำ, อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้กระทำ, กิริยาอาการนั้นเรียกว่าการกระทำ. เพราะฉะนั้นคุณควรจะจำ logic นี้ไว้ไปใช้ในบ้านเรือนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ กรณีไหนก็ได้ ถ้าเราจะดูกันในวิธีที่ฉลาดให้ดูมันในแง่ที่ว่า มันเป็นผู้ที่ถูกกระทำ, แล้วสิ่งที่เป็นผู้ที่กระทำ, แล้วอาการของการกระทำเรียกได้ว่าถูกกระทำ, ผู้กระทำ, และอาการกระทำ มันก็เลย กินความหมดไปเลย ไม่มีอะไรเหลือ, นี้เรียกว่า "สิ่งที่ไม่เที่ยง". ทีนี้ ก็ดูถึง ลักษณะที่ไม่เที่ยง. ลักษณะแห่งความไม่เที่ยงนี้ ภาษาทางศาสนาเขาบัญญัติเป็นว่า เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป , เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. ของทุกสิ่งที่มีการเกิด, เกิดขึ้นมาแล้วก็ตั้งอยู่ขณะหนึ่ง แล้วก็ดับไป, แล้วก็เพื่อเกิดขึ้นมาใหม่ ; นี่คือ ความไม่เที่ยง, ทางรูปธรรม เช่นในร่างกายนี้ ก็มีความวนเวียนของเซลล์ต่าง ๆ ของเนื้อหนัง ; เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, วนเวียนกันอยู่เรื่อย. ทางจิต,ความคิด ความนึกนั้นก็อย่างเดียวกัน. เกิดความคิดขึ้นมา - ตั้งอยู่ขณะหนึ่ง - แล้วก็ดับไป - แล้วก็เกิดความคิดใหม่ ; นี้เรียกว่า เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, ก็เรียกว่าไม่เที่ยงอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว.
น.367 การเกิดรอบหลังมันไม่ซ้ำกับการเกิดรอบแรก เพราะเหตุปัจจัยมันต่างกัน. การเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ในรอบหลังจะไม่ซ้ำกับรอบแรก ; นี้มันก็เป็นความเปลี่ยน ของความไม่เที่ยง, หลักเกณฑ์อันนี้ใช้ได้หมดไปทุกอย่าง, อาการที่เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ก็ไม่เที่ยง, แล้วทุกครั้งที่มันเกิดมันไม่ซ้ำกัน คือไม่เหมือนกัน. ต่อไปดูว่า ไม่เที่ยงนี้จะดูกันโดยละเอียดต่อไปว่า มันจริงอย่างไร ? เราก็มีวิธีดูความไม่เที่ยง. ที่ชาวบ้านทั่วไปคนธรรมดาสามัญทั่วไป จะดูกันง่าย ๆ หรือที่เห็นกันอยู่ด้วยซ้ำไปก็คือ : ดูร่างกายนี้เปลี่ยนแปลง ไปตามวัย ตามอายุ ตามปี เดือน วัน คืน กระทั่งชั่วโมง นาที กระทั่งขณะจิต. ตามวัยก็คือปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย อย่างนี้,เป็นเด็ก ๆ แล้วเป็นคนผู้ใหญ่ เป็นคนแก่ชรา อย่างนี้, ดูเป็นปี ๆ ไปมันก็เปลี่ยนไปทุกปี. แม้จะดูเป็นเดือนเป็นวัน มันก็ยังเห็นเปลี่ยนอยู่ทุกวัน ทุกชั่วโมง ;มันยังเปลี่ยนอยู่ทุกชั่วโมง ไม่มีอะไรซ้ำที่เดิม แต่เราดูหยาบเกินไปเราไม่เห็น แม้ทุกนาทีเราควรจะดูให้ดีว่า มันไม่มีอะไรซ้ำ, มันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งในร่างกายนี้ที่คนธรรมดาดูไม่เห็น, แต่ถ้าเป็นนักศึกษาทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะก็เห็น ; กระทั่งเห็นความเปลี่ยนในอณูหนึ่ง ๆ ปรมาณูหนึ่ง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์ ที่ประกอบให้เป็นร่างกายมันก็ยิ่งเปลี่ยนอย่างน่ากลัว ดูไปในทางจิต ก็เปลี่ยนอยู่ทุกขณะจิต ๆ. ขณะจิตหนึ่งนั้นเป็นระยะสั้นยิ่งกว่าฟ้าแลบ. รวมกันทั้งรูปและทั้งนาม มันก็เปลี่ยนอยู่ อย่างน่ากลัว ที่ชาวบ้านจะดูได้ลึกขึ้น ๆ ตามลำดับ เท่าที่การศึกษาเพิ่มเติมมันมี. วิธีดูต่อไป ก็ดูว่า ทั้งหมดนั้นมันขึ้นอยู่กับจิต หรือความรู้สึกเพียงจิตดวงเดียว จิตชนิดเดียว. เราใช้คำว่าดวงเดียว ก็คือว่าเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง หรือชนิดหนึ่ง ;เขาเรียกว่าดวงหนึ่ง. หมายความว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษย์นี้ ทางเนื้อหนังก็ดี ทาง
น.368 จิตใจอะไรก็ดี มันขึ้นอยู่กับจิตเพียงดวงเดียว ที่เกิดดับ - เกิดดับ - เกิดดับ, เกิดดับ -เกิดดับ อยู่เสมอ, เกิดขึ้นในขณะจิตไหนก็ขึ้นอยู่กับจิตดวงนั้น ; เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่ถาวร. แต่เมื่อดูไม่เป็น มันก็เห็นเหมือนกับถาวร คือความติดกันสืบต่อกันในระหว่างขณะจิตนั้น มันเร็วจนดูไม่เห็น. แต่คนสมัยนี้เข้าใจได้ง่าย เพราะมีการศึกษาทางวัตถุเช่นเรื่องไฟฟ้า. เราดูเห็นเป็นหลอดไฟฟ้าโชติช่วง แน่วแน่นึ่งอยู่,ที่แท้มันมีการเกิดดับ - เกิดดับ ตั้งพันกว่าครั้งในหนึ่งนาที. จิตก็เหมือนกัน ขณะจิตหนึ่ง ๆ มันเร็วติดต่อกันจนดูเป็นจิตดวงเดียว เป็นตัวกูได้, มีความเข้าใจเป็นตัวกูเอาความคิดนั้นเป็นตัวกูได้. ทีนี้เราดูในแง่ที่ว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิต ขณะหนึ่ง -ขณะหนึ่งที่ถี่ยิบ เป็นครั้งหนึ่ง ๆ เรียกว่าเป็นของแหลกละเอียด ไม่มีชิ้นดีอะไร, แต่แล้วความไม่รู้นี้ มันทำให้ดูเป็นรู้สึกต่อเนื่องกัน จนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ดูต่อไปอีกวิธีหนึ่ง ก็ดูข้อที่ว่า ทุกอย่างมันมีเหตุ มีปัจจัย ไม่ใช่เป็น ตัวเองได้ ตัวเองไม่มีที่ตรงไหน มันเป็นเหตุปัจจัยที่สืบต่อปรุงแต่ง, แต่ไปเข้าใจว่าเป็นของแข็งทึบแน่นไปได้ ก็เพราะว่ามันเป็นความซ่อนเร้นของสิ่งที่เรียกว่าเหตุปัจจัยนั้นเอง เราจึงดูเป็นตัวตนขึ้นมา ; ไม่ได้ดูอย่างที่เรียกว่าสิ่งหนึ่งปรุงแต่งสิ่งหนึ่ง, แล้วสิ่งหนึ่งปรุงแต่งอีกสิ่งหนึ่งอยู่เรื่อย. อีกวิธีหนึ่ง ที่จะเอามาเปรียบเทียบได้ ก็เช่นเรื่องเวลา ที่เราเรียกว่าอดีตปัจจุบัน อนาคต, ที่จริงมันเป็นเพียงการไหลไปของเวลา. ความเป็นปัจจุบันนั้นมันมีไม่ได้ แต่เราเรียกว่าปัจจุบัน เช่นว่า วันนี้เป็นปัจจุบันของเรา. ดูกันในแง่นี้ เป็นคำพูดที่โง่เขลาที่สุด เพราะทุกอย่างเปลี่ยนเป็นอดีตอยู่ทุกขณะจิต. คุณจำประโยคนี้ไปไว้คิดต่อไปข้างหน้า ว่า “ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเป็นอดีตอยู่ทุกขณะจิต " ขณะจิตนี้เร็วยิ่งกว่าฟ้าแลบ. เราพูดกันยังไม่ทันจบพยางค์นี้ มันก็เปลี่ยนเป็นอดีตไปแล้ว.เช่น พูดว่า "ฉัน" อย่างนี้ มันไม่เป็นปัจจุบันอยู่ได้ มันเป็นอดีตไปแล้วในทันทีที่พูด.
น.369 อดีตก็ ไหลไปเรื่อย อนาคตก็เข้ามาแทนเรื่อย ปัจจุบันแทบจะไม่มีเวลาตั้งตัวได้เลย, แต่มันเป็นเพียงขณะจิตหนึ่ง ๆ. อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ แต่ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจ ไปคิดดู. ที่เราพูดว่าปัจจุบันวันนี้ ปัจจุบันชาตินี้ มันเป็นความโง่สักเท่าไร,ตัวกู กำลัง ใช้คำว่า " กำลัง เป็นอยู่ เป็นกาลปัจจุบัน " อย่างนั้นเป็นคนโง่พูด คือคนที่ไม่รู้ธรรมะพูด หรือคนชาวบ้านธรรมดาสามัญพูดว่า "ฉันกำลังเป็นอะไรอยู่" ;ที่แท้มันเป็นเรื่องที่จะมีไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ในขณะนั้น มันเป็นอดีตไปเรื่อยทุก ๆขณะจิตต่างหาก. ถ้าไม่เห็นข้อนี้ก็ไม่สลดสังเวช, เมื่อไม่สลดสังเวชก็มัวเมา มัวเมาในสิ่งที่ตนกำลังเข้าใจว่า ตนกำลังเป็นนั่นเป็นนี่ มีนั่นมีนี่ ดีเด่นอย่างนั้นอย่างนี้.นี้แหละเวลามันก็มีความลึกลับอย่างนี้. เรื่องของจิตก็เหมือนกัน จะไม่มีปัจจุบัน มีแต่ไหลไปเรื่อย; ไปสมมุติว่าเป็นปัจจุบันก็สมมุติไม่ทัน ; มีแต่สมมุติรวม ๆ เหมาทั้งสาย เป็นสาย ๆ นั้นแหละว่าเป็นปัจจุบัน นั่นมันเป็นภาษาอย่างคนธรรมดาพูด ส่วนผู้รู้เขาไม่มองอย่างนั้น, เขามองเห็นเป็นความเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยไป. ต่อไปเราจะดูอีกแง่หนึ่ง ถึงปรากฏการณ์ของสิ่งเหล่านี้ว่า คืออะไร ?ปรากฏการณ์ของสิ่งเหล่านี้ก็คือ ความไหล แต่เราไม่เห็นเป็นความไหล ดูให้ดี มัน เป็นความไหล เหมือนแม่น้ำไหล แต่เราไม่เห็นเป็นความไหล. เราก็เห็นเป็นความเที่ยงเพราะโง่. แต่เมื่อมองเห็นอย่างแท้จริงอย่างละเอียดอย่างที่เรียกว่าพิจารณาด้วยสติปัญญาในอานาปานสติ ก็จะเห็นความไหล. ร่างกายนี้ก็ไหล, คุณดูตามกฎธรรมดาจะเห็นว่าเป็นความไหลอยู่เรื่อย; ยิ่งดูด้วยวิชาสัมพัทธทฤษฎีแล้ว ยิ่งจะเห็นเป็นความไหลอย่างน่ากลัวอยู่เรื่อย. ปรากฏการณ์ของมันเป็นความไหล แต่เราเห็นเป็น ความเที่ยง, เพราะฉะนั้นเราต้องดูด้วยความฉลาด เห็นความจริง จึงจะเห็นเป็นความไหล.
น.370 วิธีที่จะดูความไม่เที่ยงอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น มันไม่มีวิธีไหนจะดีไปกว่าดูในขณะที่มีการปฏิบัติอานาปานสติ. โดยย้อนไปดูมาตั้งแต่ต้น ขั้นที่ ๑. หมายความว่าเราปฏิบัติได้มาตามลำดับ จนมาถึงขั้นที่ ๑๓ นี้แล้ว ที่จะดูความไม่เที่ยงกันแล้ว ; ก็ย้อนไปทำจิตมา ตั้งแต่ต้นขั้นที่ ๑ ลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น รู้กายสังขารรำงับกายสังขาร เรื่อยมา อย่างนี้. ก็ดูลมหายใจยาว ว่าไม่เที่ยงอย่างไร ไม่ต้องอธิบายก็ได้. ยาวเข้า ยาวออกอยู่นี้ ไม่เที่ยงอย่างไร ? แล้วก็ดูลมหายใจสั้นไม่เที่ยงอย่างไร ? แล้วดูความที่ลมหายใจนั้นทำหน้าที่เป็นกายสังขาร ปรุงแต่งกายอยู่เรื่อยนี่ไม่เที่ยงอย่างไร ? มันก็ไม่เที่ยงในการที่มันทำหน้าที่อย่างนี้อยู่เรื่อย ไม่ได้หยุดนิ่งเป็นตัวเอง. แล้วดูการทำกายสังขารให้รำงับ มันก็ยิ่งเห็นความไม่เที่ยงอีก คือเมื่อตะกี้มันไม่รำงับ เดี๋ยวนี้มันรำงับ - รำงับ มันเปลี่ยนไปสู่ความรำงับ มันก็ไม่เที่ยง. ดูมาถึง ขั้นปิติ ก็เห็นว่า มายา เป็นสิ่งที่อะไรปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้นเองไม่ได้เป็นตัวเอง. ดูความสุขมันก็อย่างเดียวกันอีก. ดูที่สองอย่างนี้มันปรุงแต่งจิตก็กำลังสับสนวุ่นวายโกลาหลทำงานง่วนอยู่. จะดูการที่ทำจิตตสังขารนี้ให้รำงับ ก็เห็นความไม่เที่ยงของจิตตสังขารชัดอยู่ และทั้งของจิตนั้นด้วย. ต่อมาในหมวดจิตก็ดูจิตดูจิตว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตั้ง ๑๖ ชนิด, มันก็ยิ่งเห็นความไม่เที่ยง. ในขณะที่เราบังคับให้มันปราโมทย์ บังคับให้มันตั้งมั่น บังคับให้มันปล่อย นี้ก็เห็นความไม่เที่ยง.จนกระทั่งมาถึงขั้นที่ ๑๓ นี้ นั่งดูความไม่เที่ยงอย่างรุนแรง ทบทวนไป ทบทวนมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ถึงขั้นที่ ๑๓ เห็นความไม่เที่ยงอย่างไรก็เอามาประมวลไว้เป็นขั้นที่ ๑๓ นี้.ปฏิบัติอยู่ - ปฏิบัติอยู่, ดูความไม่เที่ยง. นี้คือวิธีดูความไม่เที่ยง. ทีนี้ จะพูดกันต่อไปถึง การเห็นความไม่เที่ยง. พูดว่า เห็นความไม่เที่ยง มันต้องเห็นทุกอย่างที่เกี่ยวกันอยู่กับความไม่เที่ยง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา. ถ้าเราเห็นความไม่เที่ยงแล้วต้องเห็นลักษณะ
น.371 ของความเป็นทุกข์คือ น่าเกลียด น่าระอา หรือเป็นทุกข์ทรมานนี้ด้วยแล้วต้องเห็นลักษณะของอนัตตา คือไม่อยู่ในอำนาจใคร ไม่ดูหน้าใคร แล้วก็ว่างไม่มีตัวตน ;มีอะไรเยอะแยะ แต่ไม่มีตัวตน, เราเรียกว่า ว่างจากตัวตน มันมีอะไรยุ่งไปหมดเลย แต่มันก็ล้วนแต่ ไม่ใช่ตัวตน มันก็เลยว่างจากตัวตน, เป็นอนัตตา. ถ้าเห็นความไม่เที่ยงจริงอย่างว่า เช่นเห็นความไหลเป็นกระแส ไหลไปไม่มีหยุด นี่ก็ต้องเห็นความน่าเกลียด น่าระอาที่เป็นตัวทุกข์ และเป็นอนัตตา, คือไม่มีตัวตน หรือตัวมันเอง หรืออะไรที่ไหน นอกจากความไม่เที่ยง. เพราะฉะนั้นการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ย่อมไปด้วยกันเสมอ แล้วแต่เราจะเพ่งดูในแง่ไหนหนักเป็นพิเศษ, จะเห็นว่ามันเนื่องกันอยู่เสมอ. เพราะฉะนั้นในอานาปานสติขั้นนี้พูดแต่ความไม่เที่ยง. วิธีของอานาปานสติขั้นนี้ เขาพูดแต่ความไม่เที่ยงไม่พูดถึงความทุกข์หรืออนัตตา ในตัวสูตรหัวข้อ เพราะว่าเป็นทุกข์กับอนัตตา มันรวมอยู่กับคำว่าไม่เที่ยง. ถ้าว่า เห็นความไม่เที่ยงจนเกิดญาณ, ถ้าเราปฏิบัติความไม่เที่ยงนี้ได้ถึงขนาดปฏิบัติได้ดีจนถึงที่สุด จนเกิดญาณ เขาก็เรียกว่าญาณ - เห็นความเกิดขึ้นและเปลี่ยนไป เรียกว่า อุทยัพพยญาณ. ซึ่งคุณดูสะไล้ต์แล้วจะเห็นภาพเด็กเกิด แล้วก็คนโตขึ้นมา แล้วก็คนแก่ตะบันหมากอยู่, นี้ภาพเปรียบของอุทยัพพยญาณ. แล้วก็จะมีการเห็นส่วนที่น่ากลัวที่สุดคือ ความดับ เรียกว่า ภังคญาณ. เราก็เห็นภาพในสะไล้ต์ เป็นภาพคนนอนตายอยู่. แล้วก็เกิดการเห็นในแง่นามธรรมที่ลึกว่า แหม !เป็นภาวะที่น่ากลัว. การเห็นความไม่เที่ยงก็จะเกิดความรู้สึกเห็นภาวะที่น่ากลัว ที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้, นี่เขาเรียกว่าภยญาณ หรือ ภยอุปฐานญาณ. ในสะไล้ต์นั้นคุณก็เห็นภาพโจรสามคนถือดาบมาจะพันคน ๆ หนึ่ง, นี่เป็นอุปมา. แล้วก็เห็นต่อไปถึงอาทีนพเห็นถึงความที่มันเต็มไปด้วยโทษ ด้วยอันตรายด้วยปัญหา, นี้ก็เรียกว่า อาทีนวญาณ
น.372 คือญาณที่เห็นความเต็มไปด้วยโทษ. "นี่ในภาพสะไล้ต์นั้น มีคนเผชิญหน้ากันอยู่กับราชสีห์ตัวใหญ่มหึมา. คุณดูว่า การเห็นความไม่เที่ยงนั้น มันทำให้เกิดความเห็นอะไรอีกบ้าง :เห็นการเกิดขึ้นและเปลี่ยนไป และเห็นความดับสลายลงวูบ ๆ วูบ ๆ ในส่วนที่มันเกิดและมันดับ ว่าแหม ! เป็นภาวะที่น่ากลัว เป็นภาวะที่เต็มไปด้วยโทษ ด้วยอันตรายด้วยปัญหา. เมื่อมันเห็นด้วยความรู้สึกอย่างนี้ เห็นด้วยตาในด้วยปัญญา ด้วยความรู้สึกอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าเห็นความไม่เที่ยง. นี่เรียกว่าการปฏิบัติในขั้นที่ ๑๓ ในเมื่อรู้สึกในใจอย่างนี้อยู่ เรียกว่า อนิจจานุบัสสี - คือผู้ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ. ทีนี้เราก็มาถึง ขั้นที่ ๑๔ คือ เห็นวิราคะ - ความจางคลาย. คำว่าวิราคะนี้เป็นคำที่มีความหมาย ๒ อย่างเหมือนกับคำอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป. คุณต้องเข้าใจไว้ด้วย หรือต้องจำไว้เป็นหลักตลอดชีวิตว่า ภาษาบาลี หรือภาษาอื่น ๆ ก็เหมือนกันโดยเฉพาะภาษาบาลีนี้ คำ ๆ เดี๋ยวนี้ มันหมายถึงสิ่งหลายสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับเรื่องนั้น เช่นคำในภาษาบาลี คำว่า ทาน, ทานํ (ทานในภาษาไทย) คำว่าทานนี้ หมายถึงวัตถุที่ให้นั้นก็ได้, หมายถึงอาการกิริยาที่ให้นั้นก็ได้, หมายถึงสถานที่ที่ให้เช่นโรงทานนี้ก็ได้.มันต้องอาศัย อุปริบท ( contact ) ต่าง ๆ ที่ล้อมอยู่ เช่นตัวหนังสือ หรือคำพูดอื่น ๆที่แวดล้อมอยู่ จึงจะรู้ได้ว่า คำว่าทานในที่นั้น ๆ หมายถึงอะไร. แต่ในภาษาไทยเราไม่หมายอย่างนั้น มันหมายถึงของให้ทานเสียมากกว่า, มันจึงง่ายกว่า อาศัยภาษาบาลีเดิมเป็นหลักแล้ว ยังต้องระมัดระวัง สำหรับผู้ที่ไม่ได้พูดภาษาบาลีมาแต่เดิม. วิราคะ นี้ก็เหมือนกัน ; ถ้าพูดว่า "วิราโค" เฉย ๆ มันหมายถึงการจางคลายออกของกิเลสก็ได้, หมายถึงธรรมที่ทำให้เกิดความจางคลายออกก็ได้ แต่อย่างไรก็ดีเราก็พอจะเข้าใจได้ว่า ถ้าเราเห็นแล้วมันย่อมเห็นพร้อมกันทั้งสองอย่าง. ถ้าเราเห็น
Buddhadasa