น.373 ๗๔๕ ความจางคลาย เราต้องเห็นสิ่งที่ทำให้เกิดความจางคลาย. เหมือนว่า วิราคะนี้ถ้าพูดทางวัตถุ ก็คือการหน่ายออกของสีที่ย้อมผ้า. ถ้าเราดูเป็น เราจะเห็นว่าการที่สีมันจางออกนั้น มีอะไรมาทำให้มันจางออก ; มันจะเห็นพร้อมกัน. แต่โดยการพูดหรือโดยนิตินัยนี้มันแยกกันเป็นคนละอย่างได้. เมื่อพูดถึงความจางคลาย จางคลายออกก็คือจางคลายของกิเลส. กิเลสทั่ว ๆ ไป ในที่นี้ก็คือ ความกำหนัด ความรัก ความยินดี ในสิ่งที่ตัวรัก, จะเป็นวัตถุ บุคคล สิ่งของ สังขารอะไรก็ได้ ได้ทั้งนั้นเลย. มีความกำหนัด รัก ในสิ่งใด ก็เรียกว่า ราคะ ; ราคะนี้จางออก ๆ ก็เรียกว่า วิราคะ ;แต่ที่ชัดเจน หรือสำคัญเป็นปัญหาอยู่ก็คือ อุปาทาน. อุปาทาน - ความเข้าไปรวบรัดเอาไว้ว่า เป็นตัวกู ว่า เป็นของกู ความที่อุปาทานจางออก คลายออกนี้เรียกว่าวิราคะ. วิราคะ คือความจางคลายของความกำหนัดและของอุปาทาน. ทีนี้เราดู วิราคะ ในแง่ที่ว่าเป็นธรรมที่ทำให้เกิดความจางคลาย นี้ก็ได้แก่ตัวอริยมรรค. อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เราพูดถึงกันบ่อยๆ เมื่อสำเร็จเป็นรูปร่างดีแล้วมันเกิดเป็นอริยมรรคญาณ ที่ทำลายความกำหนัด หรืออุปาทานนั้นเอง. เมื่อเราปฏิบัติมันแยกอยู่เป็นองค์ ๆ ๘ องค์, มรรคมีองค์แปด ที่คุณสวดท่องกันอยู่นั้น ; พอว่ามันทำหน้าที่ได้เมื่อไร มันเป็นอันเดียวกัน รวมกันทำหน้าที่อันเดียวกัน เป็นอริยมรรค-ญาณ, เปรียบเหมือนของมีคมตัดลงไปเลย คือตัดความกำหนัด หรืออุปาทาน นี้เราเรียกว่า ความจางคลาย ความหลุดออก ความแก้ออก ไม่ผูกมัด. ดูต่อไปถึง การเกิดขึ้นแห่งความจางคลาย นี้; มันก็คือเป็นผู้ปฏิบัติจนเห็นอนิจจังในขั้นที่ ๑๓. เห็นอนิจจังอย่างเพียงพอในขั้นที่ ๑๓ ก็ทำให้เห็นความจางคลายในขั้นที่ ๑๔. การเห็นอนิจจังในอันดับที่สมบูรณ์นั้นก็คือ ทำให้เกิดอริยมรรค.เพราะฉะนั้นเมื่อมาพูดโดยรวบยอด ก็ถือว่า อริยมรรค เป็นธรรมทำให้เกิดความจางคลายความจางคลายเกิดก็เพราะเห็นอนิจจัง, เห็นอนิจจังเท่าไร ก็มีความจางคลายเท่านั้น.
น.374 ถ้าเห็นอนิจจังถึงที่สุดจนเกิดอริยมรรค มันก็ทำลายความยึดมั่นถือมั่นหมด, มีความจางคลายถึงที่สุด. "เพราะฉะนั้นความจางคลายมันก็มีได้ชนิดธรรมดาสามัญที่เปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ ; อย่างนี้ยังไม่เรียกวิราคะ. ต่อเมื่อมันมีความจางคลายอย่างแท้จริง ไม่กลับเปลี่ยน กลับไปกลับมา จึงจะเรียกว่าวิราคะ จริงอยู่เมื่อ เรากำลังปฏิบัติอยู่นี้ เรายังไม่มีวิราคะที่แท้จริง แต่เรามองเห็นลักษณะของวิราคะ แม้ที่เกิดชั่วคราว, และสามารถจะอนุมาณไปได้ถึงวิราคะโดยสมบูรณ์แบบ คือเป็นอริยมรรคจริง ๆ ได้ด้วย. เราเอามาทำไว้ในใจก็ได้ สามารถที่เอามาทำไว้ในใจได้ ทั้ง ๆ ที่จิตยังไม่บรรลุธรรมสูงสุดถึงขั้นนั้น. แต่ในขั้นนี้ยังไม่แนะให้กระทำเช่นนั้น, แนะให้ดูความจางคลายที่มันได้เกิดอยู่จริงๆ แล้วแต่ว่าผู้ปฏิบัติผู้นั้นเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ในระดับไหน. แรกปฏิบัติก็ดูความจางคลายเท่าที่มันจะดูได้ มันก็มีเหมือนกัน, แต่ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติถึงขั้นวิราคะจริง ก็ดูวิราคะจรงนั้นในขั้นนี้. เพราะฉะนั้นการปฏิบัติในขั้นที่ ๑๔ นี้ มันอาศัย มันเนื่องกัน มาจากการปฏิบัติขั้นที่ ๑๓ ไปมองให้เห็น. ดูต่อไปอีก เราจะเห็นว่า ความจางคลายนี้เกิดอยู่ หรือมีอยู่ในอะไร ? ในสิ่งใด ? ก็ตอบได้อย่างกำปั้นทุบดินว่า ในทุกสิ่ง ในสิ่งทุกสิ่ง ที่มีความเป็นอนิจจังนั้น ;เราดูความจางคลายได้ที่นั่น. เห็นอนิจจังที่ไหนก็เกิดความจางคลายที่นั่น ตามมากตามน้อย ตามต่ำ ตามสูง. คือเมื่อดูความเป็นอนิจจัง ก็ดูตั้งแต่ขั้นที่ ๑ มาจนถึงขั้นที่ ๑๓พอดูวิราคะก็ดูตั้งแต่ขั้นที่ ๑ มาถึงขั้นที่ ๑๔ นี้, ดูในแง่ที่มันจางคลาย ที่มันเป็นปฏิกิริยาเกิดขึ้นมาจากการเห็นอนิจจัง ไม่ต้องไปดูที่อื่น. นั่งอยู่ที่นี่ ดำเนินอานาปานสติตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ถึงขั้นสุดท้ายที่กำลังปฏิบัติอยู่เรื่อยไป, วนเวียนซ้ำซากอยู่เรื่อยไป, จะดูอะไรก็ดูตั้งแต่ขั้นที่ ๑ มา จนถึงขั้นที่กำลังปฏิบัติอยู่เสมอ. นี่ก็นั่งดูวิราคะที่นี่ คือในการที่เราย้อนกลับไปปฏิบัติในขั้นที่ ๑ ลมหายใจยาวมา ก็มีทางที่จะดูได้.
น.375 เดี๋ยวนี้เราปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้ว พอย้อนไปปฏิบัติตั้งแต่ขั้นที่ ๑ แล้วมันเกิดผลต่าง ๆ รวมอยู่ในนั้นมาก คือทุกอย่างของทุกขั้นของการปฏิบัติ. เมื่อลมหายใจยาว รู้สึกจิตละเอียดประณีต มันก็เห็นความจางคลาย คือว่าขณะนั้นความที่จิตไม่ยึดมั่นถือมั่นมากหรือน้อยตามสัด ตามส่วน. ในลมหายใจสั้นก็อย่างเดียวกัน, ในการที่เห็นลมหายใจเป็นกายสังขาร มองเห็นความไม่เที่ยงอยู่เสมอ มันก็เกิดความจางคลายจากการยึด เพราะเราดูเห็นความไม่เที่ยงอยู่ เอาความไม่เที่ยงนั้นเป็นหลักมาทุกขั้น ๆ เห็นความไม่เที่ยงที่ขั้นไหน ก็เห็นความจางคลายที่ขั้นนั้น, เมื่อถามว่าดูที่ไหน ? ก็ดูที่ทุกขั้นของอานาปานสติที่ปฏิบัติอยู่เวลานั้น, ตั้งแต่ขั้นที่ ๑ มาจนถึงขั้นสุดท้ายที่ปฏิบัติอยู่. ในขณะที่มีความรู้สึกจางคลาย คลายความยึดมั่นถือมั่นนั้น เราจะต้อง กำหนดความรู้สึกที่เป็นความเห็นแจ้ง คือ "ญาณ" นั้น ว่ามันมีอะไรบ้าง ? มีความหมายอย่างไรบ้าง ? ตัวหนังสือว่าวิราคะแปลว่าความจางคลาย - คลายออก คือคลายความยึดมั่นถือมั่นออก อย่างนี้เรียกว่าวิราคะ เพราะความหมายว่าคลายออก. แต่ขณะที่มีความรู้สึกคลายออกของจิตนั้น มันมีความรู้สึกอย่างอื่นรวมอยู่ด้วย ถ้ามองก็จะเห็น ;คือมีความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อสิ่งที่เคยหลงรัก ด้วยความโง่, อย่างนี้มันเป็นความรู้อันหนึ่งขึ้นมาเหมือนกัน หรือส่วนหนึ่ง ในความหมายหนึ่ง ขึ้นมาเหมือนกัน เรียกว่า นิพพิทาญาณ - ญาณที่เป็นความเบื่อหน่าย. ความเบื่อหน่ายนี้จะต้องทำความเข้าใจ จำกัดความหมายกันบ้าง : เบื่อหน่ายเพราะว่า ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนคนชาวบ้าน เบื่อหน่ายอะไรกันเป็นพัก ๆ อย่างนี้,กินซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็เบื่อ หรือกามารมณ์ชนิดนี้ซ้ำๆ ซาก ๆ เกินไปอย่างนี้ก็เบื่อ,อย่างนี้ยังไม่เรียกว่า นิพพิทาญาณ. มันก็รวมอยู่ในความเบื่อหน่าย แต่มันยังเล็กเกินไปมันยังดิบเกินไป. มันต้องเบื่อหน่ายด้วยสติปัญญาที่เพียงพอ พอที่จะชะงักและ ถอยหลัง. แต่ถึงกระนั้นมันก็มีอยู่ ๒ ระยะ คือ ชะงัก ถอยหลังออกมา, เกลียดชัง
น.376 อดหนาระอาใจ รำคาญ เดือดร้อนอยู่. อย่างนี้ก็เรียกว่าเบื่อหน่ายเหมือนกัน. อีก ระยะหนึ่งมันเฉยได้ เบื่อหน่ายชนิดที่ไม่ไปมัวรำคาญ เดือดร้อน แต่อยู่เฉยได้, ซึ่งเป็นผลของความเบื่อหน่าย แต่ก็ยังเรียกว่าความเบื่อหน่าย. ที่มันเฉยได้นี้เป็นขีดสูงสุดของนิพพิทา. เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้เฉยได้นี้ มันต้องปฏิบัติอีกทีหนึ่ง, เพราะฉะนั้นจึงมีความรู้สึกที่เป็นความหมายอย่างอื่นรวมอยู่ในนั้นด้วย, " คือมีความดิ้นรนที่จะพ้นไปจากสิ่งที่เบื่อหน่ายนี้ ความรู้สึกอันนี้เขาเรียกว่า มุจจิตุกัมมยตาญาณ. คุณจะช่วยความจำก็นึกถึงภาพสะไล้ต์อีก : นิพพิทาญาณ เขียนเป็น ภาพเรือนไฟไหม้ , ส่วนที่เรียกว่า มุจจิตฺกัมมยตาญาณ ที่ว่าอยากจะพ้นนี้ เขียนด้วยภาพเขียดอยากจะพ้นจากปากงู อย่างรุนแรง อย่างนี้มุจจิตุกัมมยตาญาณ. ทีนี้ มันก็มีความรู้ที่จะหาทางพ้น. มันเป็นผล หรือเป็นปฏิกิริยา เนื่องกันมาตามลำดับ, มันก็ดิ้นรนที่จะหาทางพ้น. ความดิ้นรนอย่างรุนแรงที่จะหาทางพ้นนี้มันก็ทำให้เกิดหาทางพ้น จนกระทั่งพิจารณาอยู่ - พิจารณาอยู่ - พิจารณาอยู่. หาทางออกอยู่ - หาทางออกอยู่, จนพบวิธีที่เป็นอุบาย. ในภาพอุปมานั้น มีภาพคนที่เคยหลงว่างูเป็นปลา. รู้ว่างู ก็จับที่คอ จับขึ้นมา แล้วเหวี่ยงแกว่งเป็นวงกลม ให้งูเพลีย แล้วก็ปล่อยให้กระเด็นไปตกตาย หรือว่าตามไปตีให้ตายได้โดยง่ายอย่างนี้ ; นี่คือการหาทางหรืออุบายที่จะพ้นนั้น มันมีสืบเนื่องกันมา จนกระทั่งวางเฉยได้ในขั้น สังขารุเบกขา ญาณนี้, นิพพิทามันจึงสมบูรณ์. สังขารุเบกขาญาณ มีภาพเปรียบเพื่อช่วยความจำก็คือว่า ผู้ชายเฉยได้ในเมื่อเห็นผู้หญิงที่เคยเป็นภรรยา แต่อย่าขาดกันแล้วไปมีชู้ มีสามีใหม่มีอะไรก็ตาม ใจเขาก็เฉยได้. แล้วก็กินความเลยไปถึงการพร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์ เป็นอันดับสุดท้ายที่เรียกว่าสัจจานุโลมิกญาณ, มีภาพลำเรือพร้อมที่จะข้ามฟาก. ไปดูภาพลำเรือ นั้นกันเสียใหม่ :
น.377 พร้อมบริบูรณ์ด้วยองค์แห่งมรรค จะข้ามจากวัฏฏสงสาร ไปสู่นิพพาน. นี่วิราคะกินความเนื่องไปถึงนี่, ถึงความพร้อมที่จะบรรลุนิพพาน ที่เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ. เพราะฉะนั้นการเจริญวิราคานบัสสีนี้ มันก็มีส่วนที่จะแบ่งความหมายของความจางคลายนี้ออกไปเป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ. นับตั้งแต่เบื่อหน่าย แล้วใคร่จะพ้น แล้วก็หาทางที่จะพ้น มองเห็นทางคือความวางเฉยในสิ่งทั้งปวง, จนกระทั่งมีจิต พร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์ หรือบรรลุมรรคผล มีความพร้อมที่จะบรรลุมรรคผล เป็นจุดสุดยอดของวิราคานุปัสสี คือเป็นผู้เห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ.2% ผู้ที่มีความรู้สึกอย่างนี้อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ก็เรียกว่าวิราคานุปัสสี เป็นขั้นที่ ๑๔. ขั้นที่ ๑๕ นิโรธานุชัสสี - เห็นความดับอยู่เป็นประจำ. เห็นความดับนี้เมื่อพูดรวบรัดตรงๆ ก็คือเห็นความดับของกิเลส แล้วก็ความดับของความทุกข์ ;เพราะ กิเลสดับ ทุกข์ก็ดับ . เห็นความดับก็คือเห็นความดับของกิเลสและความทุกข์.กิเลสในที่นี้ก็คืออย่างที่พูดเมื่อกี้ คือความกำหนัดหรืออุปาทานที่เรียกว่า กิเลส, มันดับลง- ดับลง เพราะความจางคลาย จนดับลง. ที่นี้ความทุกข์ซึ่งเป็นผลของมันก็ดับไปด้วย ;นี่เป็นคำอธิบายอันดับแรก หรือทั่วไป. ยังมีความดับอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจ หรือละเอียดลึกลงไป ก็คือความ ดับแห่งความเป็นอะไรตามที่เคยเป็น. เมื่อตะกี้เราได้พูดถึงขันธ์ และอายตนะและอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท, สามอย่างนี้มาเป็นตัวที่จะต้องพิจารณา. เดี๋ยวนี้ขันธ์มันก็จะดับความเป็นขันธ์, อายตนะก็จะดับความเป็นอายตนะ, อาการแห่งปฏิจจสมุปบาทก็จะดับอาการนั้น ๆ ขันธ์ที่เป็นขันธ์หมายความว่า รูป เสียง กลิ่น รส ที่มันเคยเป็นเหยื่อของกิเลสนั้น มันจะไม่เป็นเหยื่อของกิเลสอีกต่อไป. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มันจะทำหน้าที่อย่างเป็นตัวกู - ของกู มันก็จะไม่ทำหน้าที่อย่างนั้นอีก ; มันมาเป็นตา หู จมูก
น.378 ลิ้น กาย ใจ ที่บริสุทธิ์เสีย เป็นเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์เสีย ไม่เจือด้วยกิเลส. อย่างนี้พูดภาษาธรรมะก็เรียกว่า มันหมดความหมายตามชื่อของมัน. เช่นถ้าเราไม่ทำหน้าที่อย่างคน เราก็หมดความเป็นคน ; แม้ยังไม่ตาย, ยังไม่ถึงกับตาย พอไม่ทำหน้าที่อย่างคนเราก็หมดความเป็นคน, หรือเราไม่ทำหน้าที่อย่างปุถุชนคนธรรมดาสามัญอีกต่อไป มันก็ไม่เป็นคนธรรมดาสามัญอีกต่อไป, ก็เป็นพระอริยเจ้า หรือเป็นพระอรหันต์ไป. เพราะฉะนั้น " ดับแห่งความหมาย " นี้ เรียกว่าดับแห่งสมรรถภาพในหน้าที่ของมัน, มันไม่มีสมรรถภาพ ที่จะทำหน้าที่ของมันอีกต่อไป. ขันธ์จะไม่ทำหน้าที่ของขันธ์ อายตนะจะไม่ทำหน้าที่อย่าง อายตนะ. หน้าที่นี้หมายถึงหน้าที่ที่ให้เกิดกิเลส, มันจะหมดสมรรถภาพในการทำหน้าที่ที่ ให้เกิดกิเลส ปฏิจจสมุปบาทก็ก่อขึ้นไม่ได้ มันไม่มีสมรรถภาพที่จะก่อขึ้นเป็นรูปของปฏิจจสมุปบาท ; มันเป็นความดับแห่งอาการของปฏิจจสมุปบาท. นี่คือความดับที่ละเอียดลึกซึ้ง ที่เป็นเทคนิคทั้งในทางพูดจาและในทางการปฏิบัติ. เราทำให้สิ่งนั้นหมดความหมายในหน้าที่การงานของสิ่งนั้น,นี่เรียกว่าดับมันเสียเป็นความดับ. เมื่อดับอย่างนี้ก็คือว่า ดับทางที่ให้กิเลสเกิดเสีย ; เราดับหนทางที่จะให้กิเลสเกิดเสีย กิเลสก็ดับ, เมื่อกิเลสดับความทุกข์ก็ดับ, รวมเรียกว่าความดับสั้น ๆ เฉย ๆ. ทีนี้ ดูกันต่อไปว่า ดับโดยวิธีใด? พูดอย่างกำปั้นทุบดินก็ว่า มันต้อง ดับเหตุของมัน , เพราะมันเกิดมาจากเหตุ เราก็ดับเหตุของมันเท่านั้นเอง. อะไรเป็นเหตุของอะไร ก็ดับสิ่งนั้น, อะไรเป็นเหตุของกิเลส ก็ดับเหตุของกิเลสนั้น. ดับกิเลสที่เป็นเหตุของทุกข์ ทุกข์ก็ดับไป. นี้เรียกว่าดับที่เหตุ ที่ปัจจัยของมัน. สิ่งที่เรียกว่าเหตุนี้ลึกซึ้งมาก เอาไว้ศึกษากันคราวอื่น. เรียกว่า เหตุ มันเป็นต้นเหตุโดยตรง ;เรียกว่า ปัจจัย มันเป็นอุปกรณ์รอบด้าน ; เรียกว่า สมุทัย มันคือแดนที่ตั้ง ที่งอกที่เกิดขึ้นมา ; เรียกว่า อาหาร มันก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง นำผลงอกงามมาให้ ;
น.379 กระทั่งเรียกว่า ชาติ คือการงอก การเกิดออกมา ; คำเหล่านี้มีมาก แต่มีความหมายเป็นต้นเหตุ เป็นตัวการ หรือเป็นปัจจัยทั้งนั้น ) ก็ดับที่ตัวเหตุ ที่ต้นเหตุ นี้เรียกว่าพูดอย่างธรรมดาสามัญที่สุด เป็นวิธีที่ ๑ คือดับตัวเหตุ. วิธีที่ ๒ ดับโดยอ้อม, พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า สร้างสิ่งที่ตรงกันข้ามขึ้นมา ; ดับโดยการสร้างสิ่งที่ตรงกันข้ามขึ้นมา. เหมือนอย่างว่า เราจะกำจัดหนูเราก็ไปค้นว่า หนูมันอยู่ที่ไหน ? มันเกิดอยู่ที่ไหน ? มันมีรูอยู่ที่ไหน ? มันอยู่ด้วยอาหารอะไร ? เราไปกำจัดสิ่งนั้นเสีย หนูก็ตายได้เหมือนกัน เรียกว่ากำจัดต้นเหตุของหนู; นี่เข้าวิธีที่ ๑. ทีนี้เราจะดับโดยวิธีที่ ๒ คือสร้างสิ่งที่ตรงกันข้ามขึ้นมาเราก็ไปเอาแมวมา, หนูก็จะหมดไปได้เหมือนกัน. วิธีที่ ๒ เรียกว่าสร้างสิ่งที่ตรงกันข้ามขึ้นมา ในที่นี้ได้แก่ ญาณ หรือ วิชชานั่นเอง. ทำญาณให้เกิดขึ้นมา ทำวิชชาให้เกิดขึ้นมา เจ้าพวกนี้ก็ละลายไป คือดับไป. ให้คุณนึกถึงเรื่องกำจัดหนู มันทำได้ ๒วิธีอย่างนี้ : ตัดต้นเหตุที่เกิดของหนู หรือว่าไปทำสิ่งตรงกันข้ามกับหนู คือแมวขึ้นมา. ทีนี้ เราดูอยู่ถึงการดับ และวิธีที่มันดับลงไปด้วยเหตุใด ? ในที่นี้มันกลมกลืนกัน คือว่า การสร้างสิ่งที่ตรงกันข้ามขึ้นมา คือญาณ หรือวิชชานี้ มันไปตัดต้นเหตุของการเกิดกิเลส ; ยางอาจดูได้ว่าเป็น ๒ แง่ แต่การกระทำมีได้เป็นสองแง่ คือมุ่งกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง มันก็มีผลอย่างเดียวกัน. พูดง่ายๆ ว่าทำนิพพานให้เกิดขึ้นความทุกข์ก็ดับไป แต่ว่ามองอีกแง่หนึ่งก็คือว่า ดับต้นเหตุของความทุกข์ - คือตัดกิเลส เสีย ฉะนั้นการดับกิเลสเสียก็คือ นิพพานเหมือนกัน, ความสิ้นไปแห่ง ราคะ โทสะ โมหะคือนิพพาน นี้เป็นหลักที่ชัดเจนอยู่. แต่พอเรามาดูโดยกลวิธีมันแบ่งอุบายได้เป็น๒ อย่าง อย่างนี้ มีเทคนิค ๒ รูป คือว่าตัดต้นเหตุเสีย, หรือว่า สร้างสิ่งตรงกันข้ามขึ้นมา, และผลก็อย่างเดียวกัน.
น.380 ผู้ใดพิจารณาเห็นอยู่ ซึ่งความดับ และต้นเหตุของความดับอยู่ อย่างนี้ผู้นั้นเรียกว่า นิโรธานุบัสสี - มองเห็นสิ่งที่ดับ มองเห็นกิริยาอาการดับ มองเห็นผลของการดับ คือนิพพาน ซึ่งเป็นที่ดับแห่งสังขารทั้งปวง. หัวข้อของเราก็คือว่า สิ่งที่ดับอาการดับ และผลของความดับ, สามอย่างนี้ขยายออกไปอีกกี่อย่างก็ได้. การดับนี้ต้องมีเหตุ, อาการดับก็คือว่า อาการที่เหตุมันไม่แสดงออกมา, ผลของมันก็คือความดับแห่งความทุกข์ หรือปัญหาต่าง ๆ. ทีนี้ มาถึง ขั้นที่ ๑๖ สลัดคืน -ปฏินิสสัคละ . สลัดคืนอะไร ? ก็สลัดคืน สิ่งที่ไปเอามาไว้. พูดโดยอุปมาสมมุติก็คือ มันเป็นโจรปล้นธรรมชาติ ไปปล้นเอา ของธรรมชาติมาเป็นตัวกู เป็นของกู . เกาตง ที่นี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องคืนให้เจ้าของ,หายโง่แล้ว เป็นผู้มีสติปัญญา หายโง่แล้ว, ถึงเวลาที่จะต้องคืนให้เจ้าของ; นี้พูดอย่างอุปมา. เดี๋ยวนี้ความยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวเรา ว่าของเรา นั้นถูกทำลายหมดอาการที่สลัดคืนกลับ ก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ คืนอะไร ? ก็คืนขันธ์ คืนอายตนะ คืนอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท, ที่ว่ามา๓ อย่างนั้น. ขันธ์ที่เคยเอามาเป็น ตัวกู - ของกูก็คืนไป, ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่เคยเป็นตัวกู - ของกู ก็ถูกทำให้หมดความเป็นตัวกูไป, อาการเกิดของปฏิจจสมุปบาทปรุงแต่งกันจนทำให้เกิดความทุกข์ นี้ก็ถูกทำลายไป. อย่างนี้เป็นอาการสลัดคืนทั้งนั้น คือให้มันว่างจากสิ่งเหล่านี้. เราจะดูให้ละเอียดออกไปอีกก็คือว่า สลัดคืนนี้มันมีทั้งอย่างโดยตรงและอย่างโดยอ้อม. สลัดคืนสิ่งที่เคยยึดถือ สลัดคืนธรรมชาติที่เคยยึดถือว่า "ตัวกู - ของกู"ออกไป, สลัดอัตตาออกไป สลัดอัตตนียาออกไป โดยการเห็นอนิจจัง เป็นอนิจจานุบัสสีอยู่เรื่อย. อ้าว! ที่เราคิดว่าของเรานั้น ไม่ใช่เสียแล้ว มันอนิจจัง อยู่ตลอดเวลา มันเป็นของธรรมชาติ อย่างนี้ก็สลัดอัตตนียาได้สลัดของกูได้. การเห็นอนิจจังนั้นแหละ ทำให้เกิดเห็นอนัตตา, อนัตตานี้ก็ทำให้สลัด "ตัวกู" ได้. พูดสรุปอีกทีหนึ่งว่า : -
น.381 เห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง มันสลัดความรู้สึกว่า "ของกู” ออกไปได้ก่อน ; พอเห็นอนัตตาหรือหน้าที่ของอนัตตา ก็ทำให้สลัด "ตัวกู" ออกไปอีกทีหนึ่ง, มันก็หมดไปทั้งตัวกูและทั้งของกู, สลัดอัตตา สลัดอัตตนียาออกไปโดยวิธีตรง ๆ. ทีนี้ วิธีอ้อมอีกอันหนึ่ง เรียกว่าโดยอัตโนมัตินี้ ก็คือน้อมจิตไปสู่นิพพาน,มุ่งหน้าไปนิพพานเรื่อยข้างหลังก็ทิ้ง ปรม สุญฺญตา - ว่างอย่างยิ่งคือ นิพพานนี้. เราปฏิบัติมุ่งหน้าไปสู่นิพพานเรื่อยไป มันก็เป็นการสลัดทิ้ง ปล่อยวาง ตัวกู - ของกูอยู่ข้างหลัง. นี่คือคำพูด หรือวิธีพูด. อันหนึ่งมัวสลัดอัตตาอัตตนียาอยู่ตรงนี้หยิบโยน ๆ หยิบโยน ๆ; อันหนึ่งก็คือมุ่งไปจุดปลายทางโน้น ทางนี้มันก็เกาะไม่ได้จับไม่ได้. อย่างแรกมีปัญหา อัตตาตัวนี้ไป อัตตาตัวโน้นมา มันยุ่งกันอยู่เหมือนกับจับปูใส่กระด้ง มันมีปัญหาเหมือนกับจับปูใส่กระด้ง มันไม่สิ้นสุดเหมือนสลัดหนีบากหน้ามุ่งไปนิพพาน มันคล้ายๆ กับหลบไป. อันดับที่ ๑ นั้นมันเผชิญหน้าฟาดฟันลงไปต่อสู้ลงไปพัลวัน, อีกอันหนึ่งมันไม่เอา, ขี้เกียจ, มุ่งดึงไปยังจุดปลาย ทางโน้น. ในการปฏิบัติอานาปานสติขั้นนี้มองดูการสลัดคืน ผลของการสลัดคืน คือทุกข์มันดับไปแล้ว, มองดูความที่ทุกข์กระเด็นไป สูญหายไป; มองดูความที่กิเลสสูญหายไป กิเลสไม่มี, เรียกว่า มองดูการสลัดคืน, เป็นขั้นสุดท้ายของอานาปานสติซึ่งเป็นขั้นที่ ๑๖ เห็นอยู่อย่างนี้เรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี. นี่ก็ถึงที่สุดแห่งหมวดที่ ๔. สรุปความว่า เห็นอนิจจัง - ความไม่เที่ยงจนกระทั่งเกิดวิราคะความจางคลาย, และความจางคลายนั้นทำความดับแห่งกิเลส คือนิโรธ. การดับแห่งกิเลสก็คือการสลัดทิ้งกิเลสและความทุกข์ออกไปจากจิต มีจิตที่เกลี้ยงเกลา ; หมวดนี้มันมีความหมายอย่างนี้ ; เป็นเรื่องธรรมะล้วน ๆ เป็นเรื่องธรรมในขั้นสูงสุดล้วน ในเรื่องสามหมวดข้างต้น ๆ มันเป็นเพียงเรื่องตระเตรียม เรื่องก้าวมาตามลำดับ, พอมาถึงหมวดนี้ถือว่าเป็นขั้นที่ได้รับผลอันสุดท้าย.
น.382 ทีนี้เรามาดูทีเดียวหมดทั้ง ๆ สาย หรือทั้ง ๔ หมวด หรือทั้ง ๑๖ ขั้นก็จะพบว่า : - สี่ขั้นแรก หรือหมวดที่ ๑ นั้น เรากระทำเพื่อสามารถรำงับสิ่งปรุงแต่งกายจนสามารถควบคุมกายได้. อีกสี่ขั้นต่อมา หมวดที่ ๒ ๖ เราก็ทำจนสามารถรำงับเครื่องปรุงแต่งจิต,ก็คือควบคุมจิตได้. อีก ๔ ขั้นต่อมา หมวดที่ ๓ เป็นการกระทำ เพื่อบังคับจิตได้ตามประสงค์ใช้จิตให้ทำงานได้ตามประสงค์, เมื่อเราควบคุมกาย ควบคุมจิตได้แล้ว เราก็ใช้จิตให้ทำงานได้ตามประสงค์. มาถึงสี่ขั้นสุดท้ายคือหมวดที่ ๔ นี้ กระทำการเข้าถึงธรรมที่เป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง. อานาปานสติ ๑๖ ขั้น เป็น ๔ หมวดอย่างนี้ มีลักษณะอาการ และความเนื่องกันเป็นลำดับ ๆ มาอย่างนี้ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด โดยวิธีที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบ.สำหรับผู้ที่จะปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แบบ. ส่วนผู้ที่ต้องการจะลัดต้องการวิธีลัด เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีการศึกษาน้อย มีอะไรน้อย มีความปรารถนาน้อย แล้วก็มีวิธีลัด คือ ทำพอสมควรในหมวดที่ ๑ แล้ว ก็กระโดดข้ามมาหมวดสุดท้าย - หมวดที่ ๔ อนิจจานุบัสสีเริ่มต้นเท่าที่จะทำได้ ก็ดับทุกข์ได้เหมือนกัน นี้เรียกว่า ทำอย่างสมบูรณ์แบบ กับเรียกว่า ทำอย่างพอเอาตัวรอดได้ , ต่างกันอยู่อย่างนี้. แต่ถึงอย่างไร ๆ ก็ต้องเรียกว่า"อานาปานสติ" อยู่นั่นเอง เพราะว่ามันเป็นการกระทำที่ใช้ลมหายใจเป็นหลัก พอกันที วันนี้ ใช้เวลาไปมากหน่อย เพราะอยากให้จบหมวด. ( ภาพที่อ้างประกอบคำอธิบายในบทนี้ จะหาดูได้จากหนังสือ "สมุดภาพปริศนาธรรมไทย")
น.383 พฤษภาคม ๒๕๑๒ เวลาสำหรับพวกเราล่วงมาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว ในวันนี้จะได้กล่าวถึง อานาปานสติประยุกต์ คือ อานาปานสติในส่วนที่เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมี ในกรณียกิจต่าง ๆ ของมนุษย์เรา, เพื่อสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรม ทุก ๆ ระดับ. ที่แล้วมา เราได้พูดกันถึงอานาปานสติโดยตรงตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด เป็นการแสดงให้เห็นได้แล้วว่า ใจความสำคัญของอานาปานสตินั้น ก็คือการบังคับจิตไว้ได้ ในอำนาจ. เราจะต้องมองให้เห็นความจริงข้อนี้กันเสียก่อน, และให้เห็นว่า การบังคับจิตไว้ได้ในอำนาจนั้น ไม่ใช่มีแต่วิธีอานาปานสติ ย่อมมีมากมายหลายวิธีตามหลักแห่งลัทธิ หรือศาสนานั้น ๆ แต่สำหรับสิ่งที่เรียกว่า อานาปานสติ นี้ เป็นที่สรรเสริญของพระพุทธเจ้า, มีทั้งผลดีและความสะดวกยิ่งกว่าอย่างอื่น. แต่รวมใจความแล้วมันก็เหมือน ๆ กันแทบทุกวิธี, มันก็มุ่งหมายอยู่ ที่ต้องการจะบังคับจิตให้ได้ทั้งนั้น ;เพราะฉะนั้นควรสนใจกันเป็นพิเศษในส่วนนี้. ๗๕๕
น.384 บัดนี้จะชี้ให้เห็นว่า การประยุกต์วิธีการ หรือหลักการของอานาปานสติให้เข้ากันได้กับปัญหาของมนุษย์ในชีวิตประจำวันนั้น จะต้องทำอย่างไรในทุกระดับหรือทุกขนาดของปัญหา. สิ่งแรกที่สุดที่เราจะต้องพิจารณากันก็คือปัญหาที่ว่า โลกทั้งหมดขึ้นอยู่กับจิตเพียงสิ่งเดียว ตามที่พุทธบริษัทถือกันอยู่นั้นเป็นความจริงหรือไม่? หมายความว่า ตามหลักของพุทธบริษัทนั้น ถือว่าทุก ๆ อย่างมันขึ้นอยู่กับจิต เป็นไปตามอำนาจของจิต ออกมาจากจิต, รวมความแล้ว ก็เรียกว่า ขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือจิต, นี้เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่? ข้อนี้ถ้าหากว่ามองกันในแง่วัตถุ หรือแง่อื่นตามวิธีของพวกอื่น ซึ่งมันยังตื้นลึกกว่ากันนั้น มันก็มีปัญหามาก คือว่าไม่อาจจะเห็นด้วยก็ได้. ถ้าไปมองในแง่วัตถุ, เช่นตัววัตถุของโลก ตัวแผ่นดินแท้ ๆ นี้ มันก็ยิ่งมีปัญหามาก. คำว่า "โลก" ในที่นี้ก็หมายถึงโลกที่เปลี่ยนแปลงมา ที่เป็นมา ที่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว มันรวมมนุษย์เข้าไปในแผ่นดินนั้นด้วย ; แล้วส่วนสำคัญของมันก็คือส่วนที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่ส่วนที่เป็นแผ่นดิน. ทีนี้มนุษย์เป็นผู้จัดสรรโลกไปตามจิตของมนุษย์, ซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือโดยไม่รู้สึกตัว มันก็จัดไปตามจิต ตามความต้องการของมนุษย์นั่นเอง เพราะฉะนั้นโลกมันจะอยู่ในสภาพเช่นไร คือดีหรือร้าย น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนา มันก็อยู่ที่ว่าจิตของมนุษย์เป็นอย่างไร ; ยิ่งเดี๋ยวนี้เล็งกันถึงการสร้างสรรค์ต่าง ๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นได้ว่า โลกทั้งโลกมันอยู่ในอำนาจของมนุษย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจของสิ่ง ๆ เดียวคือจิต. เราจะเห็นได้ว่า เมื่อเป็นดังนั้นจริง การรู้เรื่องจิตจนสามารถควบคุมจิตได้ นั่นแหละเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดกว่าสิ่งใดหมด. รู้เรื่องของจิตหมายถึง รู้ความลับรู้อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับจิตทุกแง่ทุกมุม แล้วก็บังคับจิตนี้ให้เป็นไปแต่วิถีทางที่น่าปรารถนา, มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด. อย่าได้คิดเหมือนพวกฝรั่งคิด ว่า "การนั่งหลับตา
น.385 อย่างโง่ๆ ของชาวอินเดีย". ผมจำได้ดีว่า เมื่อแรกที่ผมบวช. มีฝรั่งคนหนึ่งเขียนลงไปอย่างเป็นที่ตื่นเต้น หรือแตกตื่นกันในหมู่พวกเราว่า "ไปศึกษาปรัชญาของพวกกร๊กเสียสักชั่วโมงหนึ่ง ก็ยังดีกว่าไปนั่งหลับตา เข้าฌานอย่างโง่ ๆ ของชาวอินเดียสักร้อยปี"นี่เขาพูดอย่างนี้, หนึ่งชั่วโมงกับร้อยปี ไปเทียบกันดู. นี่ก็เพราะว่า เขาไม่รู้เรื่องของชาวอินเดียว่าเป็นอย่างไร, แล้วก็ไม่ทันจะรู้อย่างทั่วถึง. ต่อมาอีก เมื่อนักศึกษาบางคนที่เป็นฝรั่ง เข้ามาสนใจพุทธศาสนา, มองเห็นความลึกซึ้งของพุทธศาสนา, ก็เขียนไปในทำนองว่า เหลือวิสัยที่จะเอาหลักพุทธศาสนาไปพูดให้พวกกรรมกรตามท่าเรือที่ประเทศอังกฤษ ฟังให้รู้เรื่อง. เขาระบุประเทศอังกฤษก็มีความหมายถึงว่า เป็นกรรมกรที่ดีกว่าประเทศอื่น ๆ. นี้มันก็แสดงว่า เขาก็รู้ว่ามีความละเอียดสุขุม ลึกซึ้ง เร้นลับ, เพราะฉะนั้นจะต้องวัดกันดูเสียใหม่ ว่ามันเท่าไร ?อย่างไร ? การบังคับจิตนี้ไม่ใช่การนั่งหลับตาอย่างโง่ ๆ ของชาวอินเดีย, ที่จริงมันก็ไม่ใช่มีเฉพาะวัฒนธรรมอินเดีย, ชาวอื่นที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่สี่ ห้าพันปีมาแล้ว ก็มีด้วยกันทั้งนั้นตามมากตามน้อย ; แต่เท่าที่ปรากฏแก่พวกเรานี้ ว่าพุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดีย, เป็นวิชาความรู้ของพระพุทธเจ้าในระดับสูงสุดมันก็มีเรื่องนี้, แต่ว่าพร้อมกันนั้น มันก็มีวิธีปฏิบัติที่ต่ำต้อย หรือผิด ๆ พลาด ๆ หรือเถลไถล ออกไปนอกลู่นอกทาง ก็ล้วนแต่อยู่ในเรื่อง "การนั่งหลับตาอย่างโง่ ๆ ของชาวอินเดีย" ด้วยกันทั้งนั้น, เพราะฉะนั้นจะต้องคิดดูให้ดีว่า มันหมายถึงอะไรแน่, แล้วก็ต้องเอาสิ่งนั้นเป็นหลัก. สำหรับพุทธศาสนาเรา ก็มีวิชานี้เป็นหัวใจ เป็นคุณค่าที่สูงสุด, คือ วิชาที่บังคับจิตให้ได้ ไม่ให้จิตทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป ; รวมความว่า
น.386 อย่างนั้น. พวกพุทธบริษัทก็มีสิ่งนี้ ที่จะเป็นเครื่องยึดถือ นับตั้งแต่เป็นที่พึ่งของตนเองแล้วก็เป็นเครื่องเชิดหน้าชูตา สำหรับที่จะไปพูดจากับผู้อื่น ถ้ามีการพูดกันระหว่างลัทธิระหว่างศาสนา ; และในสุดท้ายในปัจจุบันนี้ อย่างที่ผมมีความเห็นว่า มนุษย์ในโลกนี้ควรรบกันไปพลาง แล้วก็แลกธรรมะกันไปพลาง. ถ้าอย่างนี้พุทธบริษัทเราก็มี ระบบ การบังคับจิตให้ได้ นี้ เป็นธรรมะที่จะไปแลกกับเขา. เขาจะมีอย่างอื่นผิดแปลกกันไปอย่างไรก็ตามใจเขา แต่เรามีธรรมะที่เป็นวิธีการอันนี้ คือวิธีการที่บังคับจิตได้นี้เป็นยอดสุดของ " ของดี " ของเรา สำหรับไปแลกเปลี่ยนกับเขา, เพื่อทำโลกนี้ให้สงบหรือปราศจากสงคราม. เพราะฉะนั้น ขอให้เข้าใจไว้ด้วยเป็นหลักใหญ่ ๆ ว่า พุทธบริษัทมีสิ่งนี้เป็นคู่ชีวิตจิตใจสำหรับตนเอง และสำหรับไปแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น. ข้อนี้เป็นช่องทางให้เรามอง อานาปานสติในแง่ประยุกต์ อย่างยิ่ง ที่จะนำไปใช้แก้ปัญหานอกวัดอันเป็นปัญหาใหญ่หลวงของโลก โดยเฉพาะก็คือสงคราม. เพราะฉะนั้นจะต้องพยายามทำการพิสูจน์กันต่อไปว่า สงครามก็ดี หรือปัญหาทั้งหมดทั้งสิ้นของโลกก็ดี นี้มันมีมูลมาจาก การที่มนุษย์ในโลกบังคับจิตไม่ได้. นี้เป็นจุดสำคัญที่คุณจะต้องมองให้เห็นว่า ปัญหาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแก่มนุษย์ ก็เนื่องมาจากการที่มนุษย์บังคับจิตไม่ได้ ; และยิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่มีความรู้สึกตัว ไม่มีความรู้เรื่องจิต หรือเรื่องการบังคับจิตเอาเสียเลยก็มี. ในการที่จะพิสูจน์ว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดมาจาก ไม่มีการบังคับจิตนี้ ก็ต้องมองกันอย่างกว้าง ๆ ว่า ในประวัติศาสตร์ของโลก โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ทางอารยธรรม หรือวัฒนธรรมนี้ มันก็มีอยู่ พอที่จะเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ยุคใดหรือถิ่นใดมีการเจริญด้วยความรู้เรื่องจิต หรือการบังคับจิต มันก็ไม่มีเรื่องลามกอนาจาร.เรื่องทารุณโหดร้าย, เรื่องความอยุติธรรม หรืออะไร ทำนองนั้น. ในยุคใด ถิ่นใดไม่มีความสำรวม หรือบังคับจิตใจแล้ว, มันก็มีสิ่งตรงกันข้าม คือมีความทารุณโหดร้าย
น.387 มีการกระทำอย่างไม่เป็นธรรม มีสิ่งลามก อนาจาร ; แม้ในสังคมสูงสุด เช่นราชสำนักเป็นต้น. อันนั้นมันก็เป็นเค้าเงื่อน หรือเป็นต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดวิกฤตกาลอื่น ๆลุกลามออกไป แล้วก็เกี่ยวพันกันยุ่งไปหมด ในระหว่างสังคมระหว่างประเทศ หรือภายในประเทศก็ตาม. นี่เราหมายถึง การบังคับจิตอย่างกว้าง ๆ ซึ่งในภาษาจริยธรรมสากลก็ดีหรือภาษาวัฒนธรรมตะวันตกก็ดี อาจจะเรียกแต่เพียงว่า การบังคับตัวเอง เรียกว่า self - control ซึ่งเขาก็พูดถึงกันอยู่เสมอถึงการควบคุม หรือบังคับตนเอง. แล้วก็ยก ย่องว่า เป็นคุณธรรมจำเป็น คุณธรรมสูงสุด. และก แต่แล้วมันมีข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งว่า self - control นี้มีไม่ได้ ถ้าปราศจากความรู้ทางเทคนิคในการบังคับจิตแต่ต้องยืมคำใหม่ ๆ มาใช้หน่อยว่า " เทคนิคในการบังคับจิต " การที่จะพูดว่า "บังคับตนเอง"ที่แท้มันก็หมายความว่า บังคับจิต. ถ้าพูดตามหลักพุทธศาสนา ก็ว่า ผู้พูดนอกพุทธศาสนาเขาหมายความกว้าง ๆ หรือผิว ๆ เผิน ๆ เกินไป : มันเป็นเรื่องจะบังคับลงไป ทั้งที่ไม่รู้ว่า ส่วนลึกมันเป็นอะไร; นี่มันเป็นการบังคับจากข้างนอก. อย่างนี้มันก็ยากที่จะทำได้ และเป็นปัญหามาก. การที่จะบีบบังคับลงไปทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่า ข้างในเป็นอย่างไร, มัวบังคับเข้าไปจากข้างนอกนี่มันก็ทำได้น้อยมาก. ดังนั้นจึงต้องพูดว่า การ บังคับตนเองนั้น เป็นไปไม่ได้ ถ้าปราศจากความรู้ทางเทคนิค ในการที่จะ บังคับจิตโดยตรง. การบังคับจิตโดยตรงก็มีเป็นชั้น ๆ อีกเหมือนกัน : จิตชั้นผิวนอก ก็เป็นการบังคับอย่างผิวนอก. บังคับจากข้างนอก ; จิตชั้นลึกมันก็ยังมีอยู่. อย่างที่เราเคยพูดกันแล้วว่า จิตส่วนที่อยู่ใต้อำนาจของต่อมแกลนด์ ความรู้สึกต่าง ๆ ที่มาจากต่อมแกลนด์เหล่านี้ หากไปบังคับมันเข้า ก็คือไปบังคับต่อมแกลนด์ ที่ทำหน้าที่ตามธรรมชาติมันก็เป็นการ หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า ตามภาษาไทยเราพูด ; มากเกินไปมันก็เกิด
น.388 ความเจ็บปวดยุ่งยาก แล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมันมากเกินไป. มันต้องไปลึกกว่านั้นไกลกว่านั้น คื อบังคับจิตประเภทที่อยู่เหนืออำนาจ นอกอำนาจของต่อม แกลนด์อีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องศึกษา ต้องค้นคว้า ต้องมีวิธีเป็นเทคนิค บังคับจิตชนิดที่มันเป็นจิตจริง ๆ ที่มีอำนาจเหนือกาย เหนือต่อมแกลนด์ต่าง ๆ ได้ นั่นแหละมันจึงจะสำเร็จ. แต่แล้วมันก็ยากคุ้มกันทีเดียว เพราะมันเป็นเรื่องลึก ความรู้สึกที่เรียกกันว่า " จิต " นั้น ยังเข้าใจต่างกันอยู่มาก ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก, โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างหลักพุทธศาสนา กับจริยธรรมสากล หรือวัฒนธรรมทางตะวันตก, เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึงการบังคับจิต ก็ย่อมหมายความว่า จิตในส่วนที่มันลึก ที่มันจะมีอำนาจเหนือร่างกายได้จริง. ทีนี้เมื่อมองดูกันในแง่ของอารยธรรม : อารยธรรมทางตะวันตกนั้นเป็นอารยธรรมทางวัตถุ มันก็มีความรู้เรื่องจิตอย่างผิวเผิน, มีการบังคับจิตอย่างผิวเผินอย่างรอบนอก. เราไม่เคยเห็นการบังคับจิตแบบอานาปานสติอย่างนี้ ในตำรับตำราของตะวันตก, เพราะเขาไม่รู้จักจิตชนิดนี้หรือจิตถึงขนาดนี้. ฉะนั้นวัฒนธรรมของตะวันตกในด้านศาสนา ก็ไม่มีระเบียบการบังคับจิตถึงขนาดนี้, หรือพูดได้ว่าไม่มีเลย.เพราะตะวันตกจริง ๆ ก็ไม่มีศาสนา. พูดอย่างง่าย ๆ อย่างนี้ออกจะหยาบคายหรือดูหมิ่นเพราะว่า ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม นี้มันก็อยู่ฝ่ายเอเซียนี้ทั้งนั้นหรืออย่างดีก็ต่อแดนกัน. ฝ่ายตะวันตกจริงๆ นั้น ไม่มีตัวสิ่งที่เราเรียกว่าศาสนา.นี้แสดงว่าวัฒนธรรมทางฝ่ายจิตวัฒนธรรมทางฝ่ายศาสนา ที่เจริญขึ้นเป็นศาสนานี้ มันมีอยู่แต่ฝ่ายทวีปเอเชียนี้, เรื่องเกี่ยวกับจิตจึงมีอยู่แต่ฝ่ายนี้. แม้ว่าจะมีศาสนาอื่นที่อยู่ในเอเซียด้วยกันก็ยังไม่พบเทคนิคการบังคับจิตในศาสนาอื่น ที่เป็นไปมาก หรือเป็นไปลึกเหมือนในพุทธศาสนา. แม้ว่าลัทธิบางลัทธิจะมีความลึกซึ้ง แยบคาย คมคายมากแต่ก็เป็นไปในรูปปรัชญา เช่นลัทธิเต๋าของเหลาจื๊อ. ปรัชญานั้นเขาไม่ได้ตั้งหน้า
น.389 ตั้งตาบังคับจิตอย่างเป็นเทคนิค เพราะเรื่องปรัชญามันเป็นเรื่องคำนึงคำนวณด้วยจิตที่ไม่ถึงกับมีการบังคับ อย่างแบบอานาปานสติ. เพราะฉะนั้นจึงไม่มีระบบการทำอานาปานสติก่อน แล้วจึงไปคิดทางปรัชญา. อันนี้มันเป็นเครื่องที่จะช่วยชี้ความแตกต่างระหว่าง ศาสนา กับ ปรัชญา. การปฏิบัติอานาปานสติอย่างวิธีที่สมบูรณ์แบบ อย่างที่เราได้พูดกันมาแล้วตั้งแต่ต้นจนจบนี้ มันอยู่ในรูปของศาสนาโดยตรง. แม้จะมีเรื่องปัญญาทางความคิดนึกในเบื้องปลาย มันก็ยังอยู่ในขอบเขตของการปฏิบัติทางจิตที่เป็นตัวศาสนา, เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงปรัชญาที่อาศัยการคำนึงคำนวณ หรือ speculation หรืออะไรทำนองนี้.มันต้องการที่จะมี spiritual experience เป็นที่ตั้งของ realization นี้ตลอดมาจนวาระสุดท้าย. นี้มันเป็นรูปของศาสนา มิได้อยู่ในรูปของปรัชญา. เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดให้พุทธศาสนามีปรัชญา มันก็ต้องเป็นความรู้ที่ได้รับมาภายหลังจากการปฏิบัติทางศาสนาเป็นไปถึงที่สุดแล้ว, คือว่าเราอาจจะเอาความรู้ในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น มาพูดในรูปของปรัชญาก็ได้เหมือนกัน ; แต่แล้วมันก็ไม่ค่อยจำเป็น และไม่สำเร็จประโยชน์,คือมันบังคับจิตไม่ได้. ปรัชญาช่วยโลกไม่ได้ เพราะปรัชญาช่วยให้มีการบังคับจิตไม่ได้. มองเห็นลู่ทางอันถูกต้อง หรืออะไรก็ตาม นั้นมันเป็นไปด้วยการคำนึงคำนวณ, แล้วมันบังคับ จิตให้เป็นไปตามนั้นไม่ได้. เพราะฉะนั้นผมจะพูดกลับกันเสียว่า " เข้าฌานอย่างโง่ ๆ ของชาวอินเดียนี้ ๑ ชั่วโมง ยังดีกว่าไปศึกษาปรัชญาของพวกกรึ๊กตั้ง ๑๐๐ ปี ",พูดกลับกันกับประโยคที่กล่าวแล้วข้างต้น. เพราะฉะนั้นในข้อนี้ขอให้พวกคุณทำการแยกแยะให้เห็น discriminate ให้เห็นความแตกต่างระหว่างศาสนากับปรัชญา, และให้รู้ว่า เรื่องของการบังคับจิตให้ได้นี้ เป็นเรื่องของศาสนาโดยตรง. แต่ละศาสนาต้องมีวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ผลสุดท้ายมันบังคับจิตลงไปตรง ๆ ด้วยกันทั้งนั้น, ไม่เป็นแต่เพียงปรัชญาเฉย ๆ.
น.390 วัฒนธรรมในโลกที่สูงขึ้นมา - สูงขึ้นมา จนถึงระดับศาสนานั่นแหละเป็นสิ่งสำคัญที่สุด, ถ้าจะไปเรียกมันว่าอารยธรรม มันก็จะต้องจำกัดให้ชัดลงไปว่า มันเป็นเรื่องศาสนาที่มีการบังคับจิต ; มันเป็นอารยธรรมทางวิญญาณ. เดี๋ยวนี้รู้จักกันแต่อารยธรรมทางวัตถุ จนกระทั่ง บ้านเมืองตึกราม จนกระทั่งอาวุธ เรือบิน จรวดอะไรนี้ เป็นอารยธรรมของคนสมัยนี้. แต่อารยธรรมของชาวพุทธนั้นไม่มีรูปร่างและวัตถุอย่างนั้น ; นี้เป็นอารยธรรมทางวิญญาณ, คือความรู้ ความเจริญ ที่มันเป็นการกระทำเป็นการบังคับจิต จัดการกับจิตให้มีผลเป็นความสงบสุข และมีอำนาจอยู่เหนืออารยธรรมทางวัตถุทั้งหลาย. ถ้าคุณเข้าใจข้อนี้ได้ ก็จะสามารถเอาระบบอานาปานสตินี้ไปประยุกต์กันได้กับอารยธรรมวัตถุทำให้มนุษย์มีอารยธรรมทางวิญญาณ แล้วจะอยู่กันเป็นผาสุก ไม่ว่าตัวโลกวัตถุนี้มันจะเป็นอย่างไร, หรือมันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร, คือสามารถที่จะมีจิตที่มีความสุขอยู่ได้. ถ้าเอาวัตถุเป็นหลัก มันก็แล้วแต่วัตถุมันจะมีให้อย่างไร หรือทำขึ้นมาได้อย่างไร, แล้วก็ตกเป็นเหยื่อของวัตถุ คือกามารมณ์มากขึ้น ๆ ; ในที่สุดก็ร้องไห้ในเมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการ หรือกลัวจนทำอะไรไม่ถูก. ตั้งแต่เริ่มกลัวว่า ต่อไปนี้วัตถุในโลกนี้จะหมด, ทรัพยากรในแผ่นดินในโลกนี้มันจะหมด มนุษย์จะไม่มีใช้ อย่างนี้เป็นต้น. นี่เป็นวัตถุมากเกินไป แล้วมันก็เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาดูว่า มนุษย์นั่นแหละทำให้มันสูญสิ้นไปอย่างไม่มีเหตุผล ซึ่งประเดี๋ยวจะลองพิจารณากันดู. บัดนี้เราจะมองกันดูในแง่ประยุกต์ว่า จะเอาความรู้เรื่องการบังคับจิตนี้ไปประยุกต์กันเข้ากับปัญหาปัจจุบัน ปัญหาเฉพาะหน้าของมนุษย์ในปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง,โดยพิจารณาดูเป็นเรื่อง ๆ ราย ๆ จะดีกว่า : สิ่งแรกที่สุด ที่จะต้องเอามาพูดถึง ก็เห็นจะไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าสิ่งที่เรียกว่า สงคราม, เพราะว่าเดี๋ยวนี้โลกเต็มไปด้วยสงคราม, ทุกคนหายใจเป็นสงคราม
น.391 หรือผลของสงคราม ปฏิกิริยาของสงคราม. ในอากาศนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของสงคราม ของข่าวสงคราม ของปัญหาทางสงคราม เช่นในวิทยุกระจายเสียง ซึ่งจะรับฟังที่ไหนเมื่อไรก็ได้ .. เราได้เคยพูดกันมาบ้างแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ในวันนี้เราจะสรุปความ พูดว่าสงครามนี้มันเกี่ยวเนื่องกับการบังคับจิตไม่ได้อย่างไร. สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ มูลเหตุของสงคราม ได้เคยกล่าวมาแล้วว่า เขาแก้ตัวว่า มูลเหตุของสงครามมาจากการรักษาความเป็นธรรมในโลก หรือปัญหาเรื่องดินแดนตกลงกันไม่ได้ หรืออะไรเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเหตุผลที่ยกขึ้นมาอ้าง เพื่อปลดเปลื้องข้อครหาให้แก่ตัวเองทั้งนั้น ; ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่จะปลดเปลื้องข้อครหาให้แก่ตัวเอง แล้วก็ไม่ยอมรับผิดร่วมกันว่า มันเป็นเรื่องผิดพลาดในทางจิตใจ อย่างที่เขาเรียกกันว่าคอรัปชั่น. สงครามนี้มีมูลเหตุมาจากการที่มนุษย์ทำคอรัปชั่นต่อพระเจ้า,มนุษย์ตกเป็นทาสของเนื้อหนัง ของความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ; แล้วทำคอรัปชั่นจุดดำ ความด่างพร้อย ในทางจริยธรรม ทางศาสนาขึ้นมา จนได้ทำสงครามกันในที่สุด. ถ้ามนุษย์บังคับจิตได้ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ หรือเนื้อหนังแล้ว การสงครามก็จะเกิดไม่ได้, เดี๋ยวนี้มนุษย์บูชาเนื้อหนังยิ่งกว่าพระเจ้า สงครามมันจึงเกิดได้.การบูชาเนื้อหนังยิ่งกว่าพระเจ้านี้คือผลโดยตรง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของการที่ไม่บังคับจิตเพราะฉะนั้นเราอย่าไปตามกันพวกที่มีการบูชาวัตถุยิ่งกว่าพระเป็นเจ้า ; แล้วเราก็จะ สามารถทำได้ด้วยการบังคับจิต นี้ก็จะไม่เป็นเหตุให้นำไปสู่สงคราม. การบังคับจิตไม่ได้จนเป็นทาสของเนื้อหนังนั้น เป็นมูลเหตุของสงคราม. ทีนี้ เมื่อสงครามเกิดขึ้นแล้วก็หาความเป็นธรรมไม่ได้ หาการตกลงกันไม่ได้ ก็เพราะว่าแต่ละฝ่ายมันก็บังคับจิตไม่ได้มันเข้าข้างตัวเรื่อยไป เห็นประโยชน์แก่ตัวเป็นใหญ่เรื่อยไป ก็ยอมกันไม่ได้. อีกทางหนึ่งก็คือความสับสนก้าวก่ายกันไปหมด, ความดึง ความชักจูงกันมาเป็นพวก พัวพันสับสน มีความลึกลับซับซ้อน จนรบกันทั้งโลก เป็นสงคราม
น.392 ๗๖๔ โลกนี้ มันก็เป็นปัญหาสุดยอดของสงคราม ที่มนุษย์ได้ทำให้มีขึ้นมาด้วยการบังคับจิตไม่ได้. ถ้ามนุษย์สามารถบังคับจิตได้ ตามวิธี "นั่งหลับตาอย่างโง่ ๆ ของชาวอินเดีย"สิ่งเหล่านี้เกิดไม่ได้. "ความโง่ของชาวอินเดีย" นั้น ไม่ได้ทำให้มนุษย์ต้องลำบากยุ่งยากอะไรเลย. ถ้ามันจะเกินไปบ้างก็เกินไปในทางความสงบสุข หรือสันติภาพ แต่ตรงนี้ขอแทรกสักหน่อยว่า คำว่า "ของชาวอินเดีย" นั้น มันก็ไม่ได้หมายความว่า ชาวอินเดียบังคับจิตได้ทุกคน หรือส่วนมาก หากแต่ว่าวิชาความรู้อันประเสริฐนี้มันก่อขึ้นมาในประเทศอินเดีย พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในประเทศอินเดีย ; แม้อย่างนั้นก็ยังเป็นประเทศอินเดียในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ไม่ใช่ประเทศอินเดียสมัยนี้ ซึ่งอาจจะตามกันฝรั่งไปแล้วเหมือนพวกเราก็ได้. ที่ว่า "หลับตาอย่างโง่ ๆ ของชาวอินเดีย" นั้น หมายความว่า ชาวอินเดียในสมัยที่มีความเจริญในฝ่ายจิต ซึ่งเรียกรวม ๆ ว่า ยุคอุปนิษัท คือยุคที่พระพุทธเจ้าเกิดนั้น แล้วก็ทำได้เฉพาะคน เฉพาะพวก เฉพาะหมู่. ไม่ใช่ว่าพอพระพุทธเจ้า เกิดขึ้นแล้ว คนทั้งอินเดียนับถือพระพุทธเจ้า อย่างนี้ไม่ใช่, เขานับถือเฉพาะคนที่เข้าใจและมองเห็น. เราอย่าถือว่า ความรู้อันนี้เป็นความรู้ของชาวอินเดีย แต่เป็นความรู้ของมนุษยชาติทั้งหมด, มนุษยชาติก็หมายถึง humanity คือความเป็นมนุษย์ ทั้งหมดทั้งสากลจักรวาล, แต่ว่ามันมีแผ่นดินที่เป็นที่เกิดของความรู้นั้นอยู่ในอินเดีย, และแล้วมันเกิดสำหรับมนุษยชาติทั้งหมด ไม่ใช่เกิดสำหรับชาวอินเดียโดยเฉพาะ. เราพูดภาษาชาวบ้านธรรมดา เราก็พูดว่าในอินเดีย; ถ้าพูดให้ถูกก็ต้องพูดว่าในมนุษยชาติ ซึ่งไม่ต้องจำกัดว่าที่ไหน ; มันเกิดขึ้นแก่มนุษยชาติ, เพื่อมนุษยชาติ, ในหมู่มนุษยชาติ ;ส่วนวัตถุแผ่นดินนั้นตรงไหนก็ตามใจ.
น.393 เพราะฉะนั้นเมื่อผมพูดว่า "นั่งหลับตาโง่ ๆ อย่างชาวอินเดีย" นั้น มันก็หมายความว่า วัฒนธรรมสูงสุดที่เกิดขึ้นแก่มนุษยชาติในประเทศอินเดีย เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว นี้มันเป็นสิ่งที่ต้องสนใจ ในฐานะเป็น ย อดสุดของวัฒนธรรมทางจิต หรือทางวิญญาณ, ซึ่งถ้ามนุษย์เดินมาในรูปนี้แล้ว สงครามมันก็มีไม่ได้. สงครามจะไม่เกิดหรือเกิดขึ้นแล้วจะระงับลงไปได้ก็เพราะการบังคับจิตที่ถูกต้องของมนุษย์ ตามแบบวัฒนธรรมทางวิญญาณที่สูงสุดอย่างที่กล่าวแล้ว. แล้วเราพุทธบริษัท ก็มีอยู่กับเขาระบบหนึ่ง คือระบบที่เรียกว่า " อานาปานสติ " นี้ และรวมทั้งระบบอื่น ๆ ซึ่งไม่ดีไปกว่าระบบอานาปานสตินี้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึง. ระบบวิปัสสนาอย่างอื่นก็ยังมีอยู่ แต่ไม่ดีกว่าอานาปานสติระบบนี้ ; ต้องเน้นคำว่า "ระบบนี้" ด้วย เพราะคำว่าอานาปานสติมันก็มีหลายระบบ ; แต่ระบบของพระพุทธเจ้าแล้วก็มีอย่างนี้ ไม่มีอันไหนดีกว่า. เมื่อคนบังคับจิตได้ มันก็แก้ปัญหาได้หมด จะใช้จิตคิดแก้ปัญหาลึกลับอะไรก็ได้. หรือจะใช้จิตสางปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เกี่ยวกับสิ่งที่มายั่วให้หลงใหล ให้เบียดเบียนกันนี้ ได้ดีเป็นพิเศษ. เพราะฉะนั้นสงครามระหว่างบุคคลต่อบุคคลก็ไม่เกิด,ระหว่างสังคมเล็ก ๆ ก็ไม่เกิด, ระหว่างประเทศชาติก็ไม่เกิด, ระหว่างสงครามของโลกทั้งโลก มันก็ไม่เกิดได้ ไม่มีทางจะเกิดได้. ถ้ามนุษย์บังคับจิตใจของตัวได้.นี่เป็นสิ่งแรก เราพูดกันอย่างรวม ๆ มองดูอย่างรวม ๆ คือว่า สงครามนี้มันมีมูลมาจากบังคับจิตไม่ได้ และมันยุติลงไม่ได้ เพราะว่ามันบังคับจิตไม่ได้. มองดูตัวอย่าง ดูอุทธาหรณ์ในปัจจุบันนี้ เวลานี้ก็แล้วกัน มันมีการบังคับจิตไม่ได้ในการที่จะประนีประนอมกัน ในการที่จะหยุดฆ่ากันนี้มันหยุดไม่ได้. สงครามนี้ก็คือการยกพวกมาฆ่ากัน มาจากที่ไกล ๆ อย่างมาจากอเมริกาคนละมุมโลก คนละซีกโลก ก็มาเพื่อฆ่ากัน, ไม่ใช่มาเพื่ออย่างอื่น. มันอดออมกันไม่ได้ มันหาทางหลีกไม่ได้
น.394 มันยอมเสียเปรียบไม่ได้, อย่างนี้ก็ล้วนแต่มาจากการที่บังคับจิตไม่ได้. จิตไม่มีปัญญาสอดส่องหาทางออกที่ถูกต้อง ก็เพราะว่าบังคับจิตไม่ได้. คุณเข้าใจไหม ว่าจิตมันไม่มีความเฉลียวฉลาด ไม่มีสมรรถภาพพอที่จะสอดส่องหาทางออกที่ดีที่สุด, ก็เพราะว่ามันบังคับจิตไม่ได้ ; มันจึงพบแต่ทางออกที่ออกไม่ได้อยู่นั่นเอง. เรื่องถัดไป, ปัญหาสำคัญในโลกเรื่องถัดไปก็คือ การทำลายทรัพยากรของธรรมชาติเสียแหลกลาญด้วยความพุ่มเฟือยและสงคราม. ข้อที่ ๑ ทรัพยากรของธรรมชาติ คุณเป็นนักศึกษา คุณก็รู้ ผมไม่ต้องอธิบาย เสียเวลาเปล่า. คือสิ่งที่มีประโยชน์ ที่มีอยู่ในดินนี้ มันมีอะไรบ้าง ? ส่วนใหญ่ เช่นน้ำมัน เช่นโลหะ เช่นแร่ธาตุ กระทั่งวัตถุธาตุที่มันจะเป็นปุ๋ย เป็นอาหารของต้นไม้ เป็นอาหารของสัตว์ของคน นี้ทรัพยากรของธรรมชาติ ; กระทั่งปลาในทะเล,สิ่งเหล่านี้ถูกทำลายล้างผลาญแหลกลาญ โดยไม่จำเป็นมากถึงเท่านี้ ด้วยความฟุ่มเฟือยของมนุษย์ นี้อย่างหนึ่ง, และด้วยการสงครามนี้อย่างหนึ่ง. มนุษย์เจริญทางวัตถุเต็มปรี มันก็เต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นกินอยู่ หรือเป็นอยู่ก็ตาม เกินความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องเป็น ก็คือพวกพุ่มเพื่อยทุกชนิดที่เรียกกันว่า luxury : อาหารก็ดี เครื่องนุ่งห่มก็ดี ที่อยู่ที่อาศัยก็ดี การแก้โรคก็ดีถึงขีดความพุ่มเฟือย เกินความจำเป็นทั้งนั้น. ค้นคว้ากันแต่ด้านนี้, ก้าวหน้าแต่ด้านนี้,มันก็ขุดเอาขึ้นมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย ; "ไม่จำเป็นจะต้องกินต้องใช้เลย ก็อุตส่าห์ขุดค้นขึ้นมาเพื่อทำลาย เพื่อกิน เพื่อใช้ โดยไม่จำเป็นนั้นเรื่อยไป; มันก็สิ้นเปลืองไปโดยเร็ว. มนุษย์ยิ่งฟุ่มเฟือยมากขึ้นตามลัทธิวัตถุนิยม ที่มันเจริญหนาแน่นมากขึ้น.คำพูดนี้มีความหมายมาก, คุณไปคิดดูให้ดี ๆ.ก ลัทธิวัตถุนิยมของตะวันตกหรือของโลกนี้ ไม่ว่าฝ่ายไหน เป็นทาสวัตถุนิยมกันทั้งฝ่ายคอมมิวนิสต์ และฝ่ายเสรีประชาธิปไตย
Buddhadasa