Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคปลาย ครั้งที่ ๔๐ — อานาปานสติประยุกต์

บรมธรรม ภาคปลาย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.395 ก็แปลว่าทั้งโลกหลงในวัตถุนิยม มันก็หวังความฟุ่มเฟือยกันทั้งนั้น, และมีความฟุ่มเฟื่อยกันอยู่แล้วก็มี, กำลังทะเยอทะยานต่อสู้เพื่อความพุ่มเพื่อยก็มี. เราไปดูในบ้านเรือนของพวกที่เขาถือตัวว่า เขาเจริญรุ่งเรืองแล้วนั้น จะพบแต่ความฟุ่มเฟือย หรือสิ่งที่ไม่จำเป็นที่ไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องประดับประดาบ้านเรือน หรือวัสดุ อุปกรณ์ที่จะใช้จะทำอะไร จะเกี่ยวกับการกินการนอน การบริโภคกามมันล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น. มันไม่ใช่เกินจำเป็นแต่เพียงเรื่องมี หรือหามา,มันมีความเกินจำเป็นเกี่ยวกับการเก็บรักษาอีก. เพราะฉะนั้นมันต้องประดิษฐ์กันเรื่อยไปในวัตถุอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งมันต้องไปเอาของธรรมชาติมา, ต้องไปเอาทรัพยากรธรรมชาติใต้ดินขึ้นมาทำทั้งนั้น, นี้คือความพุ่มเฟือยตลอดกาล มันล้างผลาญทรัพยากรของธรรมชาติให้แหลกลาญไป. ข้อที่ ๒ ก็คือสงคราม. สงครามต้องการเครื่องมือ เช่น ต้องการน้ำมันเครื่องโลหะ ที่ต้องขุดมาจากใต้ดิน, ก็เอามาเผาผลาญทำลายไป. คุณคำนวณดูเองก็รู้ว่า เช่น น้ำมันที่ขุดขึ้นมาใช้ในการสงครามเท่าไร ? ใช้ในการพุ่มเพื่อยเท่าไหร่ ?ผมเข้าใจว่าคุณทุก ๆ คนเคยขับรถ ไปเที่ยวเล่นที่บางแสน บางปู โดยไม่มีความจำเป็นแม้แต่นิดเดียว. นี้คุณเผาผลาญน้ำมันของธรรมชาติหรือของพระเจ้า ; นี่เรียกว่าส่วนฟุ่มเฟือย. ทีนี้ส่วนสงคราม เขาเผาน้ำมันกันเท่าไรในวันหนึ่ง ๆ ; แล้วมันยังมีโลหะ มีอะไรอีก เหลือที่จะคณานับ, ซึ่งสูญเสียไปในความฟุ่มเฟือยและสงคราม.เพราะฉะนั้นจะต้องถือว่า สงครามนี้มันเป็นความฟุ่มเฟือยชนิดหนึ่ง ความพุ่มเพื่อยชนิดที่ร้ายกาจที่สุดคือ สงคราม ; คือมันไม่จำเป็นจะต้องทำ แล้วไปทำมันเข้า, จัดเป็นความฟุ่มเฟือยที่ร้ายไปยิ่งกว่าความฟุ่มเฟือยสวยๆ งาม ๆ ตามธรรมดานี้เสียอีก. ทีนี้ รวมกันทั้งสองอย่าง มันช่วยกันทำลายทรัพยากรของธรรมชาติเท่าไร,จนพวกนักธรณีวิทยาคำนวณดูว่า อีกไม่กี่ร้อยปีมันจะหมดไปเป็นต้น. ปัญหานี้มาจาก

น.396 การบังคับจิตไม่ได้ : มนุษย์บังคับตัวไม่ได้จึงต้องเป็นทาสของความฟุ่มเฟือย, จะเป็นฟุ่มเฟือยสวยงาม หรือฟุ่มเฟื่อยสงครามก็ตาม, มันทำลายทรัพยากรของพระเจ้า หรือของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นตามทางศาสนาโดยเฉพาะศาสนาคริสต์ หรือศาสนาไหนก็ได้ถือว่า การเป็นอยู่ที่เกินความจำเป็นนั้นเป็นบาป เป็นอยู่ กินอยู่ ใช้สอยอะไรก็ตามที่เรียกว่า การเป็นอยู่ mode of living ที่มันเกินความจำเป็น (หมายความว่า มันพุ่มเฟือย)นั้นเป็นบาป ; เพราะว่าทำให้ตนโง่ลงไป ทำให้ตนตะกละในเนื้อหนังยิ่งขึ้นไป แล้วมันทำให้คิดนึกในทางกอบโกย ; แล้วมันก็ทำให้อีกพวกหนึ่งขาดแคลน. เมื่อพวกนี้พุ่มเฟือย อีกพวกหนึ่งต้องขาดแคลน. ถ้านายทุนพุ่มเฟือยขึ้นมา อีกพวกหนึ่งก็กลับเป็นฝ่ายขาดแคลนโดยไม่ต้องสงสัย. เพราะฉะนั้น การเป็นอยู่เกินความจำเป็นนั้นเป็นบาป ; แต่แล้วทุก ๆ คนในโลกนี้สมัครจะเป็นบาป ยอมเป็นบาปในข้อนี้ คุณก็เห็นใช่ไหม ? มันตั้งหน้าตั้งตาที่จะฟุ่มเฟือย รวมทั้งคุณเองด้วยกระมัง ? คุณไปคิดดูให้ดี. คุณก็อยากจะฟุ่มเฟือยกำลังทะเยอทะยานที่จะฟุ่มเฟือย ; ซึ่งขณะนี้ผมก็บอกให้รู้ว่านั่น มันเป็นบาป, มันกำลังจะมีบาปที่งอกงามออกไป. การที่จะมีบ้านสวยๆ มีรถยนต์สวย ๆ มีอะไรสวย ๆ ก็ตามใจที่เกินความจำเป็นนั้น คือเป็นบาป. เกินความจำเป็นออกไปเท่าไร ก็มีบาปมากขึ้นเท่านั้น เพราะมันมีมูลเหตุมาอย่างนี้ มันเป็นมูลเหตุแห่งการหลงใหลในทางเนื้อหนังเป็นผู้ที่พร้อมที่จะเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอ ; แล้วยิ่งกว่านั้น ความฟุ่มเฟือยนี้มันทำลายสมบัติของธรรมชาติ หรือของพระเจ้าอย่างแหลกลาญ. ผมเองก็ยอมรับว่า ผมก็มีส่วนทำความฟุ่มเฟือย แต่คงจะไม่มากนัก ; และก็ไม่ได้เป็นต้นเหตุ. เดี๋ยวนี้เรามีอะไรใช้มีไฟฟ้าใช้อย่างที่เห็น ๆ อยู่นี่, มองดูด้วยความรู้สึกที่เป็นธรรมแล้ว ยังรู้สึกว่าฟุ่มเฟือย .. เดี๋ยวนี้เราอาศัยแสงสว่างก็จริง, แต่ถ้าเราไม่ต้องอาศัยก็ได้ อยู่ได้ เรายังทำได้, อย่างในสมัยพระพุทธเจ้า ท่านก็สอนธรรมะกันได้

น.397 โดยไม่ต้องมีไฟฟ้า ในบ่ากลางดิน ตรงไหนก็ได้ ... ถ้าเมื่ออย่างนั้นมันทำได้ ส่วนที่เกินอย่างนี้ก็ต้องถือว่ามันเป็นความฟุ่มเฟือย ; มันเพียงแต่ว่าเราไม่ได้เป็นต้นเหตุ หรือว่ามันเป็นสิ่งที่ แม้ว่าเราไม่ทำ มันก็ล้นไหลเข้ามาเอง แต่ในที่นี้ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าความฟุ่มเฟือยชนิดนี้มันไม่หยุด มันไม่มีขอบเขต นั่นแหละมันจะเป็นอันตราย มันจะล้างผลาญทรัพยากรของธรรมชาติในแผ่นดินนี้ให้หมดไปโดยเร็ว. นี่ทิ้งไว้ให้เป็นปัญหาของนักวิทยาศาสตร์ว่า มันจะหมดไป หรือมันจะเป็นแต่เพียงถ่ายเท ไหลเวียน. นักวิทยาศาสตร์ เขาพูดกันว่า วัตถุธาตุที่เป็นธาตุแท้นั้น ไม่มีใครทำลายมันได้มันมีการไหลเวียน, เอาขึ้นมาใช้หมดไปในรูปนี้ มันก็กลับไปอยู่ในแผ่นดินโดยรูปอื่นแล้วมันจะมีมาอีก. แต่ผมไม่เชื่อ เพราะว่ามันเป็นการไหลเวียนชนิดที่เป็นรูปอื่น ซึ่งไม่อาจจะใช้ได้. อย่างเช่นเหล็ก ขุดมาใช้ให้หมด มันจะไหลเวียนทันที่ไหน, มันก็มีปัญหาเรื่องโลกนี้ขาดแคลนเหล็ก อย่างนี้เป็นต้น. แต่ก็ไม่เป็นไร มันขาดแคลนในส่วนที่จะพุ่มเฟือย ที่จะเอาไปทำสงคราม หรืออะไรกัน, ส่วนที่มนุษย์จะต้องใช้จริง ๆ นั้นมันไม่ได้ขาด, แล้วมันไม่ต้องใช้ด้วย. คิดดูให้ดี ที่มนุษย์ต้องการจะใช้เพราะความจำเป็นในการครองชีพจริง ๆมันนิดเดียว, หรือมันไม่ต้องใช้เลยก็ได้. ที่จะใช้มันก็ใช้ประเภทฟุ่มเฟือยทั้งนั้น มันเป็นตัวเลขที่เทียบกันไม่ได้ ที่เอามาถลุง ทำลายเสียโดยไม่จำเป็น กับที่มันจำเป็นจริง ๆนี้มันเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่เทียบกันไม่ได้. ที่เราพูดกันเสียมากมาย ข้อนี้เพราะเห็นว่ามันเป็นความจริง แล้วเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ที่ไม่มองก็ไม่เห็น ; แล้วในที่สุดมันก็มีมูลมาจากการที่มนุษย์บังคับจิตไม่ได้, เตลิดเปิดเปิงไปตามความโง่ ความหลง ความกลัว ถ้ามนุษย์บังคับจิตได้ มันก็ตัดความฟุ่มเฟือยได้ แล้วก็บรรเทาสงครามซึ่งเป็นความฟุ่มเฟือยชนิดพิเศษได้, โลกนี้มันก็ปลอดภัยขึ้นมาเพราะมนุษย์บังคับจิตได้

น.398 ท่านั้น. มนุษย์ที่บังคับจิตได้จะเกลียดความฟุ่มเฟื่อย จะขยะแขยงความฟุ่มเฟือย, มองดูในแง่ที่มันทำให้เสียเวลาเปล่า ๆ. การเสียเวลาเปล่า ๆ นี้คุณอย่าเข้าใจว่ามันเล็กน้อยนะ ;มนุษย์ไปทำสิ่งที่ไม่จำเป็นเสียเวลาเปล่า ๆ นั้นเยอะแยะ. อย่างไปโลกพระจันทร์ อย่างนี้ผมว่าเสียเวลาเปล่า ๆ. เอาเวลาไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นที่จำเป็นกว่าดีกว่า, สร้างสันติภาพกันจริง ๆ ดีกว่า. ในเรื่องเสียเวลาเปล่าเหล่านี้มีมาก มากกว่าที่มันจำเป็น, เสียเวลาไปตามที่จำเป็นมันน้อยนิดเดียว, มันมีแต่ความฟุ่มเฟือย. เราพูดกันได้เพียงเท่านี้เวลาก็หมด ยังมีอีกมาก ไว้พูดกันวันหลัง.แต่สำหรับวันนี้พูดถึงใจความสำคัญ หรือใจความใหญ่ของเรื่อง คือว่าพูดเรื่องที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่ลุกเป็นไฟอยู่เลย. ยังมีปัญหาที่ไม่ถึงขนาดลุกเป็นไฟ แต่ว่ามันคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ก็มีอยู่มาก ; และทั้งหมดนั้นมันมีมูลมาจากการบังคับจิตไม่ได้.เดี๋ยวนี้เรามาพูดเป็นโลกส่วนรวม ว่าใครจะเป็นผู้บังคับจิต มันก็ต้องมนุษย์ส่วนรวมทั้งหมดนั่นแหละ และก็ต้องมาในรูปของวัฒนธรรม หรืออารยธรรมของโลก มันจึงจะทันกัน ; จะเป็นรายบุคคลอยู่อย่างนี้ มันก็เข้าใจกันไม่ได้ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน.แต่แล้วเดี๋ยวนี้วัฒนธรรมของโลก อารยธรรมของโลก ก็หันเหไปทางอื่น ไม่หันเหมาทางเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ เพื่อที่จะบังคับจิตได้ ; บัดนี้กำลังหลับหู หลับตา เดินดุ่ม ลงไปในทะเลของวัตถุ ความยั่วยวนของวัตถุ จนกระทั่งโคลนตม หรือ เลนของ วัตถุ ที่มนุษย์จะตกจมลงไป - จมลงไป - จมลงไป จมลงไปแล้วดิ้นขึ้นมาไม่ได้ เพราะเป็นโคลนเหลว นี่คือผลของการที่ว่า ไม่มีการบังคับจิตไปตามทำนองคลองธรรมของพระเจ้าหรือของพระธรรม หรือของธรรมชาติที่ถูกต้อง. ผืนธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติ,

น.399 เหยียบย่ำพระเจ้า เหยียบย่ำพระธรรม, เพราะการบังคับจิตไม่ได้ ; ทั้ง ๆ ที่บางทีก็รู้อยู่ว่า ไม่ควรทำก็ยังทำ เพราะการบังคับจิตไม่ได้ ;โลกจึงอยู่ในสภาพสงครามสภาพฟุ่มเฟือยไปด้วยสงคราม. ขอให้พิจารณาดูเป็นพิเศษในส่วนนี้ก่อนวันหลังจะได้พูดถึงข้อเท็จจริงที่แยกแยะให้เห็นเป็นเรื่อง ๆ ต่อไปอีก. วันนี้เวลาของเราก็หมดลง.

น.400 (ต่อ) - ๔๑ - ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๑๒ เวลาสำหรับพวกเราล่วงมาจวน ๕.๐๐ น. แล้ว. วันนี้จะได้กล่าวถึง อานาปานสติที่ใช้ประยุกต์ ต่อไปจากวันก่อนซึ่งยังไม่สิ้นสุด. ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดกันถึงข้อที่ว่า ปัญหาต่าง ๆ ของโลกเกิดขึ้น เนื่องจากการที่มนุษย์บังคับจิตไม่ได้ ; ก็เมื่อบังคับจิตไม่ได้ ก็มีศาสนาไม่ได้ มีธรรมะไม่ได้ มีพระเจ้าไม่ได้ ;อย่างจะมีก็เพียงพิธีรีตองหลอก ๆ กันเท่านั้นเอง. ปัญหาจึงเกิดขึ้นซึ่งได้ยกตัวอย่างแล้ว ในครั้งที่แล้วมาว่า การทำสงคราม หรือการทำลายทรัพยากรของธรรมชาติโดยไม่จำเป็นนี้ ก็มีมูลมาจากการที่มนุษย์บังคับจิตไม่ได้ ไม่มีหลักแห่งศาสนา หรือธรรมะ หรือความประสงค์ของพระเจ้าก็ตาม แล้วแต่จะเรียก, อยู่ในใจของตน. เรื่อง ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติ นั้น มันเป็นการทำลายสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี จะต้องใช้ให้หมดไปโดยเร็วด้วย, แล้วมันทำให้เสียนิสัยด้วย ; มันมีโทษ ๗๗๒

น.401 พร้อมกันถึง ๒ อย่าง จะต้องดูให้ดี ด้วยการเปรียบเทียบเช่นคนสมัยก่อนโน้น กับคนสมัยนี้ มีการกินอยู่ และการเล่นหวัวที่ผิดกันมาก. อย่างคนที่อยู่ที่กรุงเทพฯ จะต้องไปหาความสำราญที่บางแสนที่พัทยา หรือหัวหิน, บางทีก็เป็นประจำวัน หรือเป็นประจำสัปดาห์ อย่างนี้ ปู่ย่า ตายายของเราไม่เคยเห็น. เพราะว่า สมัยปู่ ย่า ตา ยาย นั้นไม่มียานพาหนะที่จะไปได้ เช่นรถยนต์, ไม่มีน้ำมันที่จะเผาผลาญให้ไปได้. ฉะนั้นมันไม่มีการทำลายธรรมชาติมาก เหมือนสมัยที่มีการประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นช่วยเหลือ ให้มนุษย์ไปไหนมาไหนได้. การที่คนอยู่ในกรุงเทพ ฯ จะไปบางแสนสักที สมัยโน้นก็เหมือนกับไปเมืองนอก จึงไม่มีการไป, ไม่มีธุระจำเป็นแล้ว ก็ไม่มีใครไป. ส่วนเดี๋ยวนี้เขาไปเหมือนอย่างกะว่า ไปเล่นที่ริมรั้วบ้าน ; มันผิดกันมาก. นี้เป็นตัวอย่าง ของการฟุ่มเฟือยที่มันเกิดขึ้นในโลก เพราะสิ่งที่เรียกว่าความเจริญ. ทีนี้ ว่าถึงจะรบกัน จะทำสงครามกัน แต่ก่อนนี้ทำสงครามกันแค่รั้วบ้านเช่นประเทศไทยกับประเทศพม่าเป็นต้น เพราะว่าเดินด้วยเท้า. เดี๋ยวนี้รบกันทั้งโลกก็ได้ เกี่ยวข้องกันทั้งโลกก็ได้. ขอให้ดูความสิ้นเปลืองที่มันจะต้องสิ้นไป; แล้วก็นิสัยใจคอของความอำมหิตที่จะมีขึ้นอย่างลึกซึ้ง อย่างลึกลับเพียงไร สิ่งเหล่านี้มันมีมูลมาจากการที่บังคับจิตไม่ได้; ทั้งแก้ไขก็ไม่ได้ เพราะการบังคับจิตไม่ได้, ไม่สามารถจะแก้ไขสิ่งเหล่านี้ หรือตัดทอนสิ่งเหล่านี้ออกไปได้ ก็เพราะบังคับจิตไม่ได้. ถ้าทุกคนมองเห็นโทษ ต้องการจะแก้ไขก็ต้องฝึกโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นการบังคับจิตได้ ; ซึ่งในที่นี้เราก็พอใจในวิธีอานาปานสติ ที่ทำให้บังคับจิตได้. เมื่อบังคับจิตได้ก็เอาไปใช้บังคับจิต ในกรณีที่จะต้องบังคับจิต. นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่าประยุกต์ ในปัญหาเกี่ยวกับความเป็นความตาย ความรอด ความอยู่ หรือความสลายของมนุษย์ในโลก. ขอให้ช่วยนำไปพิจารณากันดูให้ดี ๆ ในการที่เราบวช หรือสนใจในสิ่งที่เราเรียกว่า พุทธศาสนานี้ ว่ามันมีความสำคัญอยู่ที่ตรงไหน? อย่างไร ?

น.402 รื่องต่อไปที่จะดูก็คือ เรื่องการเมือง เรื่องการเมืองนี้มีสิทธิพิเศษ ถึงกับมีสิทธิ sanction ศีลธรรม, ยอมแก้ไขศีลธรรม หรือว่าไม่คำนึงถึงศีลธรรม เพื่อประโยชน์แก่การเมือง ; เพราะว่ามนุษย์กลัวตายมาก กลัวว่าตัวเองจะต้องตาย หรือชาติจะต้องตาย ก็ใช้วิธีการเมืองด้วยกันทุก ๆ หน่วย ทุก ๆ ชาติ. เมื่อบังคับจิตไม่ได้ มันก็ไม่คำนึงถึงความยุติธรรม หรือความถูกต้อง ; คงคิดถึงแต่เรื่องเอาตัวรอด เอาตัวชนะไปที่ก่อนก็แล้วกัน. นี่ปัญหายุ่งยากก็เกิดขึ้นในโลก เพราะว่าความจำเป็นบังคับให้ต้องละทิ้งความจริง หรือความถูกต้อง หรือความยุติธรรม ไม่มากก็น้อย. และยิ่งตกอยู่ใต้อำนาจวัตถุนิยมมากเท่าไร, ก็กลัวตายมากเข้าเท่านั้น จึงไม่คำนึงถึงพระเจ้า หรือธรรมะหรือศาสนากันอย่างแท้จริง, ทำพอเป็นพิธี หรือรีตองมากกว่า คือยิ่งไปกว่าพิธี แล้วใช้ไปเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ยกเอาความจำเป็นทางการเมือง ขึ้นมา.เพราะฉะนั้นมันจะต้องเปลี่ยนความคิดชนิดนี้ หันไปหาความถูกต้อง. มีการบังคับจิต.มีความกล้าหาญที่จะยึดถือความถูกต้อง. เมื่อสามารถบังคับจิตได้ มันก็ไม่มีปัญหาอะไรมากมายนัก ; คือมันเอาความถูกต้องเป็นหลัก. นี้ต่างฝ่ายต่างเอาความได้เปรียบเป็นหลักกันทั่วไปทั้งโลก มันก็ต้องพูดกันในทำนองที่ว่ามันเป็นกรรมของโลกหรือเป็นกลียุคของโลก ที่จะต้องเป็นอย่างนี้. สิ่งที่ดูถัดไปอีกก็คือ การทหาร. การทหาร นี้ไม่ใช่งานสำหรับฆ่าคน หรือล้างผลาญคนในโลก หรือแม้แต่ล้างผลาญศัตรู. เขาอ้างสิทธิที่จะล้างผลาญศัตรูว่าเป็นความยุติธรรมอย่างนั้นยังไม่ปลอดภัย ; spirit ของทหารต้องเล็งถึงการรักษาความเป็นธรรม หรือความถูกต้องในโลก. แม้ว่าเป็นการป้องกันตัว ก็ต้องอย่างเป็นธรรมหรืออย่างถูกต้อง มิฉะนั้นก็เป็น

น.403 การฆ่าคนตายอย่างทารุณ โหดร้ายที่สุด ; เว้นแต่ว่าในใจนั้นจะมีความจริง มีความบริสุทธิ์ ว่าเพื่อความถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรม เพื่อความยุติธรรม ที่จะมีอยู่ในโลก.เช่นเขามารบเราถึงบ้าน นี่มันไม่ยุติธรรม, หรือที่ไหนก็ตาม นอกบ้านก็ตามที่ไม่มีความยุติธรรม ; อย่างนี้ก็ต้องช่วยกันรักษาความเป็นธรรมของโลก, อย่างนี้มันไม่ใช่การฆ่าคนตาย แต่เป็นการรักษา ความเป็นธรรมของโลก ถือเป็นการทำกุศลชนิดหนึ่ง. เดี๋ยวนี้ความรู้สึกในใจของทหารจะไม่เป็นอย่างนั้น, จะทำไปด้วยมีความโกรธ มีโทสะ มีความพยาบาท ความจองเวร ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ของตัว, แล้วก็ทำไปด้วยความรู้สึกอันนั้น, แต่ปากว่า เพื่อความยุติธรรม ; นี้มันก็มีมูลเหตุมาจากความที่บังคับจิตไม่ได้. ต้องเป็นผู้บังคับจิตได้ ให้อยู่ในทำนองคลองธรรม มีความบริสุทธิ์ใจ มีความแน่ใจ, ไม่ได้ทำด้วยความโกรธ หรือความพยาบาท, หรือไม่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง, ต้องทำเพื่อพระเจ้าหรือเพื่อความเป็นธรรม เพื่อธรรม. แม้คนที่เป็นทหารทุกคนก็ควรต้องได้รับการฝึกฝนเพื่อบังคับจิตได้ เพื่อมีศาสนา เพื่อมีธรรม เพื่อมีพระเจ้า อยู่ตลอดเวลา. ต่อไปก็ดูเรื่อง เศรษฐกิจในโลก. เศรษฐกิจก็ตั้งต้นไปจากส่วนบุคคลคนหนึ่ง. คนหนึ่ง ๆ ไม่มีความเรียบร้อยทางเศรษฐกิจก็เพราะว่า เขาเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย, เป็นทาสของปีศาจทางเนื้อหนังคำเหล่านี้ มีใจความกว้างพอที่จะเข้าใจได้ทันที แล้วก็ทั่วถึง เพราะว่าเขาเป็นทาสของปีศาจทางเนื้อหนัง, ฉะนั้นเศรษฐกิจส่วนตัวของเขาก็ล้มละลาย, เพราะว่าเขาบังคับจิตไม่ได้ ในการที่จะไม่เป็นทาสของปีศาจทางเนื้อหนัง. ก็ต้องไปฝึกเรื่องการบังคับจิตอย่าให้จิตตกเป็นทาสทางวัตถุ หรือปีศาจทางเนื้อหนัง มันก็หมดปัญหา เรื่องเศรษฐกิจส่วนบุคคล. และเศรษฐกิจทางครอบครัวก็เหมือนกัน มันมีลักษณะ อาการอย่างเดียว

น.404 กับส่วนบุคคล, เพราะครอบครัวก็คือคนหลายคนรวมอยู่ด้วยกัน. ถ้าทุกคนไม่เป็นทาสของวัตถุ ของเนื้อหนังแล้ว มันก็มีเศรษฐกิจที่เป็นที่น่าพอใจโดยแน่นอน. ได้ยกตัวอย่างให้เห็นแล้วในข้อที่ว่า มนุษย์ได้ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติโดยไม่จำเป็นทั้งนั้น, เดี๋ยวนี้มันก็มีมากขึ้นในทุกครอบครัว. การเศรษฐกิจของโลกของประเทศ มันก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน, ก็ขยายใหญ่ออกไปกระทั่งทั้งโลก. ถ้าหยุดทำลายทรัพยากรของธรรมชาติ โลกนี้ก็จะยังคงรุ่มรวย. เดี๋ยวนี้เอามาล้างผลาญให้เป็นควันเป็นธุลีไปหมด, มากขึ้น ๆ โลกก็ไม่มีหลักทรัพย์ทางเศรษฐกิจสำหรับมนุษย์อีกต่อไป, เพราะมนุษย์เป็นผู้ทำลายเสียเอง. ดูต่อไปถึง การปกครอง. ระบบการปกครองของมนุษย์กำลังมีปัญหายุ่งไปหมด จนมองไม่เห็นว่าระบบไหนมันจะดีได้, หรือว่าควรยึดถือเป็นสรณะได้. นี้อย่าไปโทษระบบการปกครอง,ต้องไปโทษคนที่ใช้ระบบการปกครองนั้นต่างหาก เป็นคนไม่ดี. ถ้าเป็นคนดีแล้วระบบการปกครองชนิดไหนก็ใช้ได้, ยิ่งเผด็จการยิ่งจะดีเพราะมันเร็วกว่า. แต่นี่เราหาคนดีมาเผด็จการไม่ได้, ก็เพราะว่าเขาบังคับตัวเองไม่ได้ ระบบเผด็จการหรือราชาธิปไตยสมัยโบราณ หรืออะไรก็ตาม นี่มันล้มละลายไป เพราะว่าผู้ใช้ระบบการปกครองนั้นบังคับตัวเองไม่ได้. ถ้าบังคับตัวเองให้อยู่ในขอบเขตของศีลธรรมของศาสนาหรือของความประสงค์ของพระเจ้าได้ จะยิ่งวิเศษ ; คือว่าคน ๆ เดียวมันไม่โอ้เอ้ล่าช้าเหมือนคนหลายคน. ทีนี้เปลี่ยนมาเป็นคนหลายคน เป็นประชาธิปไตย มันก็ยังขาดคนดี, มีแต่คนที่เป็นทาสของเนื้อหนังอีกนั่นแหละ มาประชุมกันอีก ผลมันก็เป็นอย่างเดียวกันอีก.เพราะฉะนั้นปกครองโดยคน ๆ เดียว หรือคนหลายคน อะไรมันก็เลยใช้ไม่ได้ทั้งนั้น

น.405 ถ้ามันขาดคนดีที่บังคับใจตัวเองได้. เพราะฉะนั้นโลกนี้จะต้องแก้ไขส่วนลึกของจิตใจให้มีธรรมะ มีศาสนา มีพระเจ้า ด้วยการบังคับจิตของตัวเองได้ ; แล้วการปกครองระบบไหนก็ใช้ได้หมด แล้วก็มีโอกาสที่จะเลือกให้เหมาะแก่ประเทศ หรือสังคมของตน.แล้วอย่าลืมที่ว่า หาคนดีคนเดียว ง่ายกว่าหาคนดีเป็นฝูง ๆ คนดีคนเดียวบังคับจิตให้ได้ อยู่ในธรรม ในศาสนา ในความประสงค์ของพระเจ้า ให้ได้ มันก็หมดปัญหา. สิ่งที่จะดูต่อไปคือ ขบวนการยุติธรรมของประเทศ หรือของโลก "ขบวนการยุติธรรม" นี้ คุณพอจะพึ่งถูก. ขบวนตุลาการ ขบวนองค์การรักษาความเป็นธรรมระหว่างชาติของโลก, เช่นศาลโลก เช่นสหประชาชาติ หรืออะไรที่มีความหมายอันถูกต้อง, ที่ดำเนินการโดยยุติธรรม, นี่เราเรียกว่าขบวนการยุติธรรมของโลก. เดี๋ยวนี้ขบวนการยุติธรรมของโลกมันก็รวนเรด้วยเหตุใหญ่ ๆ ๒ อย่างคือ :-อย่างหนึ่ง ตัวผู้รักษาขบวนการความยุติธรรมก็ยิ่งกำลังตกเป็นทาสของวัตถุมากขึ้น มันก็มีความลำเอียง. พวกผู้พิพากษาตุลาการ เป็นทาสของวัตถุนิยมมากขึ้น ก็ต้องลำเอียง,ช่วยไม่ได้. ขบวนการยุติธรรมของโลก ก็ง่อนแง่นคลอนแคลน. ประเทศบางประเทศที่เคยได้รับการเคารพนับถือว่า ยุติธรรม ก็สูญเสีย เสื่อมเสียความเคารพนับถืออันนี้, จนไม่มีใครจะเคารพใคร ว่าจะเป็นผู้ยุติธรรมอยู่แล้ว. ตัวบุคคลแต่ละคนก็กำลังเห็นแก่ประโยชน์ เห็นแก่เงิน, ทำงานเพื่อเงิน ไม่ใช่ทำงานเพื่อผดุงความยุติธรรมของโลก มากขึ้น ๆ. มันเป็นอย่างนี้มากขึ้น ๆ เพราะบังคับจิตไม่ได้อย่างเดียวเท่านั้น.ความลำเอียงหรืออคติ มันก็เกิดขึ้นในใจของคนนั้นที่ทำหน้าที่รักษาความยุติธรรมของโลก. นี้ส่วนหนึ่ง. อีกส่วนหนึ่งขบวนการยุติธรรมของโลก มันเริ่มตกอยู่ในอำนาจการเมืองมากขึ้นทุกที ; ขบวนการยุติธรรมของโลกไม่เป็นตัวของตัวเอง, ไปตกอยู่ใต้อิทธิพลของการเมืองมากขึ้น ๆ ทุกที แล้วแต่การเมืองมันจะพาไป ; ความยุติธรรมก็เลยสูญเสียไป.

น.406 มันเหลืออยู่แต่ว่า ยุติธรรมก็คือได้ประโยชน์มาเป็นของเรา. เพราะฉะนั้นความยุติธรรมในโลกจึงง่อนแง่นคลอนแคลนไป เปลี่ยนแปลงไป ลางเลือนไปโดยเหตุอย่างนี้ ;เพราะว่าคนบังคับจิตไม่ได้, ในส่วนบุคคลก็บังคับจิตไม่ได้, ในส่วนรวมก็บังคับจิตไม่ได้,หรือว่าการเมืองก็คือผลของการที่บังคับจิตไม่ได้. แล้วก็มาก้าวก่ายกับขบวนการยุติธรรมของโลก, โลกนี้ก็ไร้ความยุติธรรมที่บริสุทธิ์หรือที่ถูกต้อง ; จนกลายเป็นว่า มีอำนาจเป็นความยุติธรรม, มีอาวุธเป็นความยุติธรรมอย่างนี้ไป. ความยุติธรรมเป็นอย่างนี้ไปแล้ว และก็จะเป็นหนักขึ้น ๆ จนไม่มีความยุติธรรมเหลืออยู่. ทางออกก็ไม่มีทางอื่น,นอกจากจะรีบ ๆ รีบ ๆ รีบสำนึกตัว สำนึกบาป พร้อม ๆ กัน, แล้วชำระชะล้างมลทินเหล่านี้ให้หมดไป, เป็นผู้บังคับจิตใจได้ ดีกว่า. สิ่งที่จะดูต่อไปก็คือ การค้นคว้า หรือการก้าวหน้าของโลก. อันนี้สำคัญมาก เพราะว่าเดี๋ยวนี้โลกอยู่ได้ด้วยสิ่งนี้จริง ๆ, และทุกคนก็บูชาหลงใหลในสิ่งนี้. การค้นคว้าก็ก้าวหน้าไปตามผลของการค้นคว้า, กำลังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ มีอิทธิพลมากในโลก. ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นมาจากสิ่งเหล่านี้ :การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์นั่นแหละเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เรามีความฟุ่มเฟือย หรือทำให้เราล้างผลาญทรัพยากรของธรรมชาติให้หมดเร็วยิ่งขึ้น. เพราะว่าการค้นคว้าทำให้มีการประดิษฐ์อะไรอย่างน่ามหัศจรรย์มากขึ้น ล้วนแต่ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติทั้งนั้น.ได้เป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือย ได้ทำสงครามอย่างฟุ่มเฟือย นี่ก็เพราะผลของการศึกษาและค้นคว้า. ถ้ามันถูกใช้ไปในทางบริสุทธิ์หรือตามประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า การค้นคว้านี้ก็จะมีผลดี และมีประโยชน์. เดี๋ยวนี้การค้นคว้า หรือการก้าวหน้านี้มันตกอยู่ใต้อำนาจของปีศาจแห่งวัตถุนิยม อย่างเดียวกันอีก. มันก็ค้นคว้าเพื่อจะบำรุงบำเรอความต้องการทางวัตถุนิยม, เพื่อผลของวัตถุนิยม, เพื่อรักษาวัตถุนิยมเอาไว้, เพื่อคุ้มครองวัตถุนิยมของตัว, จึงทำสงครามกัน ; แล้วมันก็เลยเป็นเครื่องทำลายโลกไป.นี่เรียกว่า ค้นคว้าทางวัตถุ ทางวิทยาศาสตร์.

น.407 ถึงแม้ว่า จะมีการค้นคว้าทางปรัชญา ทางจิตวิทยา มันก็ยังตกอยู่ใต้อำนาจปีศาจแห่งวัตถุนิยมอยู่ดี. เดี๋ยวนี้การค้นคว้าทางจิตวิทยา ก็เพื่อใช้เอาเปรียบผู้อื่น,จิตวิทยาประยุกต์ใช้เพื่อเอาเปรียบผู้อื่นทั้งนั้นเลย, โดยส่วนตัวก็ได้ โดยส่วนรวมก็ได้ ;แม้ระหว่างประเทศก็ได้ก็ใช้จิตวิทยาอย่างยิ่ง. โลกนี้เป็นโลกสมัยที่ใช้จิตวิทยาอย่างยิ่งผิดจากที่แล้ว ๆ มา ซึ่งเขาไม่ใช้จิตวิทยาในทางเอาเปรียบผู้อื่นมากเหมือนสมัยนี้. ทีนี้ จะว่าค้นคว้าในทางปรัชญากันก็ค้นคว้ามาในแง่เพื่อจะเอาเปรียบผู้อื่นอีก,เพราะผู้ค้นคว้าก็ตกเป็นทาสของปีศาจแห่งการเอาเปรียบผู้อื่นเสียแล้ว คือเป็นทาสของวัตถุนิยมหรือเนื้อหนังอย่างว่านั้น. เพราะฉะนั้นปรัชญาสมัยปัจจุบัน มันจึงเป็นปรัชญาที่เล็งผลเพื่อวัตถุนิยมไป, ไม่ใช่ปรัชญาบริสุทธิ์, หรือเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณโดยบริสุทธิ์. นี่การค้นคว้า หรือการก้าวหน้าในทั้งทางวัตถุ และทางจิตของมนุษย์สมัยนี้ วกกลับมาเป็นทาสของวัตถุไปทั้งหมดทั้งสิ้น, เป็นผลของการที่บังคับตัวเองไม่ได้. ถ้าจะแก้กันก็ต้องสารภาพบาปกันใหม่, สารภาพบาปกันทั้งหมด, แล้วก็บากหน้าไปทางทิศอื่น. การศึกษาค้นคว้าการก้าวหน้านี้ ต้องบากหน้าไปทิศทางอื่นคือในทิศทางที่จะไม่เป็นทาสของวัตถุนิยม และเป็นไปเพื่อความประสงค์ของพระเจ้าหรือของธรรมะ หรือของธรรมชาติที่ถูกต้อง. ดูต่อไปถึงสิ่งที่เขาถือว่าเป็นหน้าที่ขององค์การระหว่างชาติอันหนึ่ง ข้อหนึ่ง,คือเรื่อง โรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ทั้งโลก. องค์การระหว่างชาติถือเป็นปัญหาสำคัญที่จะทำให้คนไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ.เรื่องนี้มันมีหลายแง่ซับซ้อนกันอยู่, ถ้าเป็นเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง เพื่อหาพรรคหาพวก ทำเป็นคนใจบุญ แต่ก็กลายเป็นหน้าเนื้อใจเสือ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ความบริสุทธิ์หรือความถูกต้อง, มันก็มาจากการที่บังคับจิตไม่ได้อีกเหมือนกัน. มันเป็นการแสวงหาประโยชน์อะไรอย่างหนึ่ง, เป็นการลงทุนค้า เพื่อเอาผลที่มากกว่าทุนที่ลงไป.

น.408 ทีนี้ เราจะดูกันในแง่ที่ทำไปโดยบริสุทธิ์ใจ ก็เห็นได้ว่า เขาเหล่านั้นลืมไปว่า ไม่ได้มองเห็นความลับอันหนึ่งที่ว่า โรคภัยไข้เจ็บนี้มันมาจากการที่มนุษย์บังคับจิตไม่ได้. ผมพูดเช่นนี้ มันอยู่ในลักษณะที่จะต้องถูกกล่าวหาว่า บ้าบอหรือว่าเข้าข้างตัว, หรือมองอะไรด้านเดียวเรื่อยไป. แต่ผมขอให้ทุก ๆ องค์เอาไปคิด. ที่ว่าโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดมีมูลมาจากจิตที่บังคับไม่ได้, และว่า โรคทางกายนี้ มันมีมูล มาจากโรคทางจิต โรคทางวิญญาณ ; คือคนเรามันโง่ จึงเป็นโรคทางวิญญาณ มันก็มีโรคภัยไข้เจ็บทางจิต หรือทางกายมาก. เมื่อคนเราวิตกกังวล หิวเป็นเปรตอยู่เสมอในทางวัตถุนิยม นี้เป็นโรคทางวิญญาณแล้ว, แล้วไม่เท่าไร มันก็มาเป็นโรคทางจิต ทางกาย ; เป็นโรคประสาทเป็นโรคจิตแล้วก็เป็นโรคทางกาย เช่นโรคกระเพาะอาหาร โรคความดันโลหิตสูง นี้มันมีมูลมาจากที่ระบบทางจิตเสียไป. ระบบทางจิตเสียไป เพราะระบบทางวิญญาณมันเสียไป.มันมีความหิวทางวิญญาณ ขนาดหิวเป็นเปรตอยู่เสมอ, มนุษย์นอนสะดุ้งอยู่ทั้งโลกนอนไม่หลับอยู่ทั้งโลก, มันเป็นโรคทางวิญญาณ, แล้วมาเป็นโรคทางจิต คือเป็นโรคประสาท หรือโรคจิต แล้วก็มาเป็นโรคทางกาย. คุณไปถามหมอก็แล้วกัน ถานอนไม่หลับเป็นระยะยาว มันก็ต้องเป็นโรคกระเพาะอาหารไม่ดีเริ่มเสียขึ้นมา, แล้วก็เป็นโรคความดันโลหิตสูง แล้วก็เป็นโรคเส้นประสาท เป็นโรคเส้นโลหิตในสมองตีบตัน เป็นอัมพาต หรืออะไรทำนองนั้น. แม้โลกทางวัตถุล้วน ๆ เช่นที่ผมเคยพูดให้ฟังหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ให้ดูให้ดีแม้แต่ว่าทำมีดบาดมือ เดินตกล่องบนนอกชาน, ก็เพราะเป็นโรคทางวิญญาณคือสะเพร่า, ขาดธรรมะที่เรียกว่าสติสัมปชัญญะ ; ขาดธรรมะ นั่นแหละ คือโรคทางวิญญาณ , แล้วก็ทำมีดบาดมือ เดินตกล่อง, คิดดูเถิด มันน่าสงสาร.

น.409 แต่แล้วก็เห็นได้อย่างน่าอัศจรรย์ว่า โรคภัยไข้เจ็บทั้งหมดมันมาจากโรคทางวิญญาณ. โรคทางวิญญาณนั้น ต้องแก้ไขได้ด้วยเรื่องทางจิต คือบังคับจิตให้ได้. บังคับจิตให้อยู่ในอำนาจ ให้อยู่ในร่องในรอยของธรรมะ, แล้วโรคทางวิญญาณก็จะหายไป. มีสติสัมปชัญญะดี มีปัญญา ความเข้าใจถูกต้องดี มีความเข้มแข็งทางจิตดี,โรคทางกายก็หายไปหมด. เดี๋ยวนี้เรามายั่วกัน ๆ ให้เป็นทาสของวัตถุนิยม, มายั่วกันโดยตรงโดยอ้อม, โดยรู้สึกตัวโดยไม่รู้สึกตัว, ให้ทุกคนตกเป็นทาสของวัตถุนิยมของภูตผีปีศาจแห่งวัตถุ, มันก็เป็นโรคทางวิญญาณมากขึ้น ๆ เหลือคณนา, โรคภัยไข้เจ็บมันก็มีมากขึ้นทั้งทางกายทางจิตเหลือคณนาไปตามกัน. มนุษย์มีโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น แล้วก็แปลก ๆ ออกไป. อย่าเข้าใจว่าการค้นคว้าทางแพทย์เจริญ นี้จะทำมนุษย์ให้รอดตายหรือพ้นภัยจากโรคได้. มันมีชนิดที่เรียกว่า ตัวตายตัวแทน, เอาชนะโรคนี้ได้ โรคอื่นเกิดขึ้น,เอาชนะโรคนี้ได้อีก โรคอื่นเกิดขึ้นอีก, เพราะว่าโรคภัยไข้เจ็บนี้มันมีเหตุมีปัจจัยของมัน.มนุษย์เปลี่ยนไป เหตุปัจจัยมันก็เปลี่ยนไป, มันก็เกิดโรคอย่างอื่นซึ่งไม่เคยมีในตำรา,มันจะเป็นอย่างนี้เรื่อยไป ; และ แม้จะมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย ก็อยู่ด้วยความทนทรมาน ทางวิญญาณ. (ให้ขีดเส้นใต้ "ทนทรมานทางวิญญาณ" มันจึงจะเข้าใจได้ดี) แม้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอย่างอื่นก็มีโรคภัยไข้เจ็บทางวิญญาณ ที่เป็นการทนทรมานอย่างยิ่ง. การที่จะแก้ไขบำบัดโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ทั้งโลก โดยเฉพาะกรณีก็ตาม, ต้องแก้ไขทางจิตหรือทางวิญญาณเสียก่อน. นี้คือวิธีการที่จะต้องประยุกต์อย่างยิ่ง, ประยุกต์ธรรมะเข้ากับชีวิตของมนุษย์. เรื่องต่อไป ปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหาร. มนุษย์กำลังวิตกกังวลว่า จะขาดแคลนอาหาร. เขาคำนึงคำนวณกันว่าที่ดินจะไม่พอปลูกพืชผล, สัตว์ที่เป็นอาหาร ในทะเล ในบ่า กำลังจะหมดไป,

น.410 ก็ถูกแล้ว มันจะหมดไปแน่ มันไม่พอแน่, เพราะว่าความบ้าคลั่งของมนุษย์ในเรื่องความก้าวหน้าทางวัตถุ, มันทำให้เกิดความสับสน แม้แต่ฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล,เพราะมนุษย์รบกวนธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ๆ. การที่มีระเบิดปรมาณูระเบิดอยู่บ่อย ๆ ในโลกหรือว่ามีจรวด หรือมีอะไรไปกวนบรรยากาศของโลกอยู่เรื่อย ๆ และมากขึ้นๆ นี้มันต้องมีความผิดแปลกไปจากเดิม. ธรรมชาติถูกรบกวนมากเกินไป แม้แต่ฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล, แผ่นดินมันก็เสียไป, สัตว์ป่าก็จะไม่มีที่อยู่, ปลาก็จะไม่มีที่ปลอดภัย, เพราะถูกรบกวนด้วยความเจริญของมนุษย์ ; พร้อมกันนั้นมนุษย์ก็ทวีจำนวนมากขึ้น, การขาดแคลนอาหารมันก็ต้องมีขึ้น มากขึ้น เป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต, ไม่ใช่ปัจจุบัน. แต่ก็อย่าลืมว่า สิ่งเหล่านี้มันมาจากความสุรุ่ยสุร่าย การล้างผลาญโดยไม่จำเป็น, ความขาดแคลนจึงเกิดขึ้น. ถ้าเป็นอยู่ไปในทางเท่าที่จำเป็น เท่าที่พระเจ้าไม่ห้าม, ความขาดแคลนจะยังไม่มี ; แล้วก็เป็นอยู่อย่างประกอบด้วยธรรม มันก็มีความสันโดษ มักน้อย กินอยู่น้อย คือว่ากินอยู่พอดี. เดี๋ยวนี้ไปบูชากินดีอยู่ดีทางเนื้อหนัง ไม่บูชาหลักทางศาสนา ที่ว่า กินอยู่ แต่พอดี กลับไปถือกินดีอยู่ดี ขยายออกไปไม่มีสิ้นสุด. ความขาดแคลนมันก็มีปรากฏอยู่เฉพาะหน้า และจะรู้สึกขาดแคลนมากขึ้น. แม้แต่คนชั้นต่ำที่สุด ก็จะต้องมีตู้เย็น, จะต้องมีอาหารชนิดที่ใส่ไว้ในตู้เย็น อย่างนี้ มันจะไม่ขาดแคลนอย่างไรในเมื่อต้องการพร้อม ๆ กันอย่างนี้. คนสมัยก่อนอยู่ได้อย่างอาหารเหลือเพื่อ เพราะว่าเขากินอยู่ต่ำกว่านี้ กินอยู่พอดี กินอยู่พออยู่ไปได้ ; มันจึงเหลือเพื่อ. เดี๋ยวนี้กินอยู่ไม่มีขอบเขต มันทิ้งเสียวันละเท่าไหร่, เศษอาหารที่ทิ้งเสียวันหนึ่ง ๆ เท่าไร. คุณจะเห็นได้ว่า น้ำอัดลม เราดูดจิบไปนิดหนึ่ง ไม่ถึงหนึ่งในสี่ของขวดแล้วก็ทิ้งไป ในวันหนึ่งเท่าไร. อื่น ๆ ก็เหมือนกันอีก เอาไปใช้ในทางที่ไม่จำเป็น

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต