Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคปลาย ครั้งที่ ๔๑ — อานาปานสติประยุกต์ (ต่อ)

บรมธรรม ภาคปลาย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.411 ก็มาก, สุรุ่ยสุร่ายเสียมาก, ปัจจัยหรืออาหารมันก็ขาดแคลน. ข้อนี้มันรวมอยู่ในข้อที่ว่าทำลายทรัพยากรของธรรมชาติโดยไม่จำเป็นอยู่มาก. ถ้าปรับการเป็นอยู่กันเสียใหม่ก็จะเหลือเพื่อ, ยังจะมีความเหลือเพื่ออยู่นั่นเอง. ปัญหาที่จะดูต่อไปก็คือ เรื่องการคุมกำเนิด. เขาว่า มนุษย์เกิดขึ้นในโลกมากไป จึงมีปัญหาเพราะมนุษย์เกิดมากเกินไปก็ต้องคุมกำเนิด. ทีนี้ก็มาถึงปัญหาคุมกำเนิดนี้จะมีภัยอย่างยิ่ง ถ้าใช้ไปทางวัตถุหรือทางพี่สิคส์. แต่ถ้าใช้ในทางจิต คือการบังคับจิตแล้วจะปลอดภัยอย่างยิ่ง. อย่าลืมว่าจะต้องนึกถึงการบังคับจิตได้ การฝึกฝนจิตจนบังคับจิตได้ มันเว้นการกระทำอันนั้นได้.หรือว่าควบคุมการบังคับตัวเอง บังคับจิตนี้มันปลอดภัยตรงที่ว่า จะไม่ไปทำลามกอนาจารคือว่าจะไม่ทำลายศีลธรรม, เพราะว่าตัวบังคับจิตได้, ถ้าไม่ใช้การบังคับจิตควบคุมไปใช้ทางพี่สิคส์ควบคุมในทางร่างกาย ในทางหยูกยา ทางผูกมัดอะไรทางควบคุมทางวัตถุ, ก็คุมกำเนิดได้. แต่แล้วก็เป็นโอกาสของจิตที่เลว ๆ นั้น จะไปทำการล่วงละเมิดทางประเพณี หรือมักมากทางกามารมณ์ ; ไม่ถือศีลข้อกาเมสุมิจฉาจารนี้เลย.เพราะว่ามันบังคับจิตไม่ได้ มันอยากทำและมันมีอุปกรณ์ให้ทำ ด้วยการควบคุมกำเนิดทางกาย โลกนี้ก็สูญเสียศีลธรรมข้อนี้อย่างแหลกลาญ, ไม่มีเหลือ. แต่ถ้าเป็นผู้บังคับจิตได้ จะบังคับส่วนที่ไปทำการกำเนิดนี้ได้, แล้วก็ไม่ไปล่วงเกินลูกเมียของผู้อื่นด้วยศีลธรรมข้อนี้มันก็ยังสะอาดดี ยังบริสุทธิ์ดี, ศีลข้อกาเมสุมิจฉาจารนี้ยังคงตั้งอยู่เป็นศีลธรรมอยู่ได้ มนุษย์ยังเคารพอยู่ได้. นี่แหละ ขอให้มองดูให้ดีว่า แม้ในแง่ของการคุมกำเนิดนี้ ก็ต้องใช้การบังคับจิต ใช้เครื่องมือทางจิต ซึ่งเราจะต้องฝึกฝนจิตให้ดี แล้วใช้มัน มันจึงจะรักษาศีลธรรมไว้ได้ในโลก. ถ้าปล่อยไปในทางวัตถุจิตมันก็เลว, แล้วก็เป็นโอกาสที่จะกระทำการสำส่อนทางประเวณี ทางอะไร จนเลอะเทอะ จนเน่าเฟะไปหมดทั้งโลก ;

น.412 ซึ่งคุณก็ได้ยินได้ฟังอยู่แล้วจากหนังสือข่าวต่าง ๆ ที่เล่าลือกัน หรือที่เขียนลงไปในหนังสือพิมพ์ เป็นหลักเป็นฐานก็มี. ศีลธรรมเกี่ยวกับประเพณีนี้ มันเป็นอย่างไรบ้างในเวลานี้. ถ้าต้องการให้โลกสะอาด, มีความบริสุทธิ์สะอาด, มันก็ต้องมีการบังคับจิต. เกี่ยวกับเรื่องประเวณี ตลอดถึงการคุมกำเนิดนั่นเอง ก็ต้องใช้วิธีการทางจิต หรือการบังคับจิต ;ไม่เช่นนั้น มันจะกระโจนลงสู่ความสกปรก ลามก อนาจาร ด้วยวิธีการคุมกำเนิดนั่นเอง.เรื่องที่มันเคยถือว่าน่าบัดสีที่สุด น่าขยะแขยงที่สุด เดี๋ยวนี้กลายเป็นเรื่องถูกต้องไป.คุณไปอ่านดู ไปสังเกตดู : ในสมัยปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา เรื่องที่เอามาทำให้ใครเห็นไม่ได้ พูดให้ใครได้ยินไม่ได้ แสดงไม่ได้ในที่สาธารณะ, เดี๋ยวนี้กลับมาแซ่อยู่ในวิทยุกระจายเสียง หรือในโทรทัศน์, เป็นความเสื่อมเสียเหลือที่จะเปรียบเทียบ เหลือที่จะคำนวณ. ปัญหาที่จะดูต่อไปก็คือ เรื่องการไม่รู้หนังสือ. เขาถือเป็นปัญหาใหญ่ว่า ถ้ามนุษย์ไม่รู้หนังสือแล้ว โลกนี้ไม่เจริญ ไม่มีทางจัดโลกให้เจริญ. ถ้ามองดูกันแต่เพียงในแง่นี้ ผมไม่เห็นด้วย, ผมว่าจิตสำคัญกว่า.มนุษย์รู้เรื่องจิต บังคับจิตให้ได้นี้จำเป็นก่อนรู้หนังสือ ยังไม่ต้องรู้หนังสือ แต่บังคับจิตให้ได้นี้ปลอดภัยกว่า, ปลอดภัยก่อน. ถ้าจะไประดมทุ่มเทให้มนุษย์รู้หนังสือ อย่างนี้ผมว่าไประดมทุ่มเทให้มนุษย์บังคับจิตให้ได้ก่อนดีกว่า ทั้งไม่ต้องไปลงทุนมากมายเหมือนให้รู้หนังสือ ซึ่งเดี๋ยวนี้มันเป็นปัญหาต้องใช้เงิน ไม่รู้ว่าเท่าไร ๆ เพื่อให้คนรู้หนังสือ.แต่กระนั้นคนในโลกก็รู้หนังสือไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์อยู่นั่นเอง ; แล้วก็ไม่เห็นว่าโลกมันดีขึ้นเพราะการรู้หนังสือ. มันมีแต่ตลบแตลงเก่ง หรือว่าเป็นทาสของวัตถุเก่งไปกว่าเดิม เห็นแก่ตัวจัดไปกว่าเดิม ยิ่งเรียนรู้หนังสือยิ่งเห็นแก่ตัวจัดไปกว่าเดิม. นี่ไม่ใช่ผมแกล้งพูด แกล้งว่า แกล้งค่า.

น.413 ขอให้ทุกคน ๆ ไปค้นคว้า ศึกษาพิจารณาดู เปรียบเทียบดู ระหว่างสมัยที่คนยังไม่ค่อยรู้หนังสือ กับสมัยที่คนรู้หนังสือมากที่สุดในเวลานี้ มันต่างกันอย่างไร.นี่ก็เพราะจิตของมนุษย์ไม่ถูกบังคับ ไม่ถูกทำให้อยู่ในกรอบของทำนองคลองธรรม ;ยิ่งรู้หนังสือยิ่งเป็นภัย. คนชนิดนี้ยิ่งรู้หนังสือยิ่งเป็นภัย ยิ่งเอาไปใช้ในทางเห็นแก่ตัว.มันต้องบังคับตัวเองได้ก่อน แล้วจึงรู้หนังสือ, แล้วหนังสือมันก็จะเป็นเครื่องมือของผู้ที่บังคับตัวเองได้ แล้วใช้ไปในทางถูกต้อง. เดี๋ยวนี้วิชาความรู้มันถูกใช้ไปในทางตามใจตัวเอง, ตามใจ ความต้องการทางเนื้อหนังของตัวเองนี้อย่างหนึ่ง ; แล้วก็ถูกใช้ไปในทางจะเอาเปรียบผู้อื่น, ทำลายผู้อื่น นี้อีกทางหนึ่ง. แม้การทำสงครามนี้ก็เป็นการทำลายผู้อื่น หรือเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น,และกำลังใช้ความรู้ทางหนังสือไปในทางฆ่าตัวเอง. ทางออกมีทางเดียวคือว่ารีบไปบังคับจิตให้ได้เสียก่อน การรู้หนังสือจะไม่เป็นการทำลายตัวเอง. ถ้าไม่มีการบังคับจิตได้ ยิ่งรู้หนังสือยิ่งเป็นอันตราย. สรุปความสั้น ๆ ว่า "ถ้าบังคับจิตไม่ได้ยิ่งรู้หนังสือยิ่งเป็นอันตราย". จัดการศึกษาของโลกนั้น คือจัดให้คนบังคับตัวเองได้ตั้งแต่อ้อนแต่ออกมาเลย, แล้วจึงมารู้หนังสือ การรู้หนังสือ จึงจะไม่เป็นอันตรายขึ้นมาแล้วจะมองไปถึงข้อที่ว่า การจะเรียนหนังสือได้ดีก็ต้องเพราะบังคับตัวเองได้. เด็ก ๆ หรือพวกคุณ โดยเฉพาะเรียนหนังสือไม่ดี ก็เพราะคุณบังคับตัวเองได้น้อยไป. ดูต่อไปอีกถึงการกีฬา ซึ่งเราออกจะพูดกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่หน่อย. เมื่อบังคับตัวเองไม่ได้ การกีฬาก็ไม่เป็นกีฬา. นักกีฬาไม่เป็นนักกีฬา แต่เป็นอันธพาลในสนามกีฬา. เดี๋ยวนี้มนุษย์มีการบังคับตัวเองได้น้อยลง สนามกีฬาเลยกลายเป็นที่เพาะอันธพาลทางวิญญาณ, คือไปฝึกฝนความเห็นแก่ตัว กันในสนามกีฬา นั่นเอง หาทางเอาเปรียบผู้อื่น ทำลายผู้อื่น เพราะว่าไปบูชาความชนะความแพ้, ไม่บูชากันเพียงความเป็นผู้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา .. ‘ดิกมันเลยบูชาชัยชนะ

น.414 ความชนะ, มันก็เลยมีความรู้สึกที่เข้าข้างตัวเห็นแก่ตัว. เอากองเชียร์ เอาเด็กเล็ก ๆไปฝึกความเห็นแก่ตัว นั่งเชียร์, ก็ไปฝึกเห็นแก่ตัว, ให้นั่งเชียร์เข้าข้างพวกของตัว.ผู้เล่นก็แสดงความเห็นแก่ตัวออกมาให้มาก ๆ มีโอกาสที่จะแสดงออกมาให้มาก ๆ ;เพราะฉะนั้นในวงการกีฬา มันก็เป็นการเพิ่มความเห็นแก่ตัว. สนามกีฬาเป็นที่ฝึกความเห็นแก่ตัว และยิ่งเป็นการพนันทางวิญญาณมากขึ้นยิ่งเล่นกีฬา ยิ่งเป็นการพนันทางวิญญาณมากขึ้น เพราะไปมุ่งแพ้มุ่งชนะ, ไม่มุ่งแต่สมรรถภาพในการเล่น หรือว่าบูชาน้ำใจ sporting spirit. คือความไม่เห็นแก่ตัวความยอมได้ ยอมแพ้ได้เพื่อผู้อื่นจะได้รับความพอใจหรืออะไรทำนองนี้. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครหัดเพื่อจะยอมแพ้ได้ เพื่อจะยอมใครได้, ฉะนั้น surrender tolerance มันมีไม่ได้.มันเป็นสิ่งที่เกลียดชังกันเสียอีก. และจะถูกหาว่าโง่กันเสียอีก ที่ยอมรักษากติกา ยอมรักษาความเป็นนักกีฬา ให้เราเป็นฝ่ายแพ้ นี้ไม่มีใครยอม, มันก็ทำลายกติกากลางสนามกีฬาให้คนเห็น. นี่เพราะเหตุอย่างเดียวเท่านั้น คือการบังคับจิตไม่ได้. ถ้านักกีฬาเป็นผู้ที่บังคับจิตได้ บังคับตัวเองได้ การกีฬาจะน่าดูกว่านี้มาก,จะบริสุทธิ์ จะน่าดู จะน่าเทิดทูน น่ารักษาไว้. เดี๋ยวนี้วงการกีฬาก็สกปรกมากขึ้นทุกทีเท่ากันกับที่มนุษย์ในโลกนี้มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที เพราะว่าเป็นทาสของวัตถุนิยมมากขึ้นทุกที. บูชาคำว่า "ชนะ - ชนะ - ชนะ", จนพาเด็กเล็ก ๆ ตั้งฝูงไปเชียร์,อย่างนี้มันไม่เคยมีมาแต่กาลก่อนเลย. การกำเนิดของกีฬาสมัยโบราณ เขาไม่มีอาการอย่างนี้, ไม่เอากองเชียร์เป็นพวกมึงพวกกูกันอย่างนี้. นี่โทษของการที่บังคับจิตไม่ได้การกีฬาก็สูญเสียความหมายไป. สิ่งที่จะดูต่อไปก็คือ งานศิลปะ. สิ่งนี้ก็สำคัญมาก. ว่าที่จริง ในโลกนี้จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ศิลป์ เพราะมันเป็นเครื่องหน่วงน้าวจิตใจ ประเล้าประโลมจิตใจ ชักจูงจิตใจไปได้มากกว่าอย่างอื่น

น.415 หรือจะเป็นที่ตั้งแห่งลัทธิศาสนา หรือวัฒนธรรมอะไรได้มากทีเดียว. "เพราะฉะนั้นเรายอมรับว่า ศิลปะนี้สำคัญมาก ที่จะต้องมีอยู่ในโลกและคู่กันกับมนุษย์, แต่ว่าทุกอย่างมันต้องไปพร้อมกันกับความถูกต้อง ความยุติธรรม ความบริสุทธิ์ หรือการบังคับตัวเองได้. เดี๋ยวนี้มนุษย์สูญเสียของสำคัญอย่างเดียวคือ การบังคับตัวเองไม่ได้ เพราะไปเป็นทาสของวัตถุนิยม หรือเนื้อหนัง. ทีนี้ศิลปะโดยมือของมนุษย์ก็เริ่มสกปรกลามก อนาจาร, จนกระทั่งว่า ศิลปะนั่นแหละเป็นมูลแห่งความเสื่อมเสียของศีลธรรม.ความมุ่งหมายเดิมจะมีศิลปะเพื่อผดุงรักษาศีลธรรม. ที่นี้การบังคับตัวเองไม่ได้ ตกเป็นทาสของเนื้อหนังนี้ทำให้ศิลปะกลายเป็นสิ่งส่งเสริมความเสื่อมเสียของศีลธรรม, มันเป็นศิลปะลามกอนาจารมากขึ้น. อีกทางหนึ่งที่นิยมกันมาก : ศิลปเพื่อ หรือเพ้อเจ้อ, ศิลปที่ทำให้เสียเวลาเปล่า ๆ modern art อะไรทำนองนี้. มันไปคิดประดิษฐ์ system อันใหม่ขึ้นมาตั้งเป็นระบบ system เป็นหลักอะไรขึ้นมา ต้องโง่ไปหลงศึกษาสิ่งนั้นให้เข้าใจ จึงจะรู้สึกว่า มันสวย. อย่างนี้มันก็เสียเวลาเปล่า ไม่มีประโยชน์อะไร, ไม่ช่วยในทางผดุงศีลธรรม หรืออะไรเลย. ศิลปะนี้ใช้ความงามเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวมนุษย์ให้คงอยู่ในขอบเขตของศีลธรรม. ส่วน Modern art ผมมองไม่เห็นว่าจะมีทางทำหน้าที่อย่างนี้ได้,มีแต่ให้หลงใหลเหมือนกับดื่มเหล้าชนิดหนึ่ง มึนเมาไปเท่านั้นเอง. ตามความรู้สึกที่แท้จริง จะเรียกว่าเป็นการประท้วง หรือการค่า หรือการอะไร ผมก็ยอมทั้งนั้น : ความรู้สึกที่แท้จริงในเรื่องนี้มันเป็นอย่างนี้ ว่าโลกนี้กำลังมีปัญหามากในเรื่องศิลปะ ที่เขาทำลายศิลปะที่จำเป็นแก่มนุษย์เสีย แล้วไปสร้างศิลปะที่ไม่จำเป็นแก่มนุษย์ขึ้นมา แล้วโลกนี้มันจะเป็นอย่างไร. ข้อเสียหาย อันนี้มันก็มีอยู่ตรงที่ว่า บังคับจิตไม่ได้ - บังคับจิตไม่ได้ - บังคับตัวไม่ได้, มันจะหันเหแนวของศิลปะไปสู่ลามกอนาจาร แล้วก็เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมเสียของศีลธรรม. อีกทางหนึ่ง

น.416 ก็ประดิษฐ์ศิลปะเพ้อเจ้อขึ้นมา ซึ่งเสียเวลาเปล่า ๆ ทำให้มนุษย์พลอยเสียเวลาเปล่า ๆ ;เอาเวลาเหล่านั้นมาเล่นกับความงามของธรรมชาติ ตามธรรมชาติที่มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเสียยังดีกว่า. เพราะฉะนั้นโลกเรายังต้องการศิลปะบริสุทธิ์ ที่ไม่ส่งเสริมความเสื่อมทรามทางศีลธรรม. หนัง ละคร เมื่อก่อนนี้ มีประโยชน์มากในแง่ศิลป ในแง่การศึกษา.คุณรู้ไหมว่า หนังละครนั้นสมัยโบราณหลายร้อยปีมาแล้ว คนที่ไม่รู้หนังสือเขาเรียนอักษรศาสตร์จากหนังจากละครทั้งนั้น เช่นเด็กปักษ์ใต้บ้านนอกเรา พูดกรุงเทพฯไม่เป็น เพราะไม่เคยไป. กรุงเทพ ฯ อยู่นอกฟ้าป่าหิมพานต์โน้นสมัยก่อนไปไม่ได้.แต่พวกหนังพวกละครเอาภาษากรุงเทพฯ มาพูดใส่หู จนเด็กพูดภาษากรุงเทพฯ ได้. ตัวพระเอกนางเอก ต้องพูดภาษาถูกต้องของชาติ ตัวตลกก็พูดภาษาพื้นบ้าน, หนังตลุงมันเป็นอย่างนั้น. ประเทศอินเดียสมัยโบราณ การละครก็เป็นอย่างนี้, ตัวพระเอกนางเอกต้องพูดสันสกฤต, ตัวสำคัญ ๆ ต้องมีส่วนหนึ่งที่พูดสันสกฤต, ตัวต่ำ ๆ ตัวผู้หญิงก็พูดภาษาปรากฤต คือพูดภาษาพื้นบ้าน. คนที่ไม่เคยไปเมืองหลวง ก็พูดภาษาเมืองหลวงได้ มันเป็นการศึกษาจากละคร. และส่วนหนึ่งมันเป็นศิลปอยู่ในหนังละครนั้น มันเป็นทั้งศิลปทั้งการศึกษาอะไรต่าง ๆ ดี. เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องเฟะ. เรื่องหนังเรื่องละคร เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องยั่วกิเลส ยั่วราคะ ยั่วอะไรมากที่สุดเท่าที่จะล้วงเงินในกระเป๋าของผู้ดูได้เท่าไร ก็เอาอย่างนั้น ; ไม่คำนึงถึงความสะอาดความถูกต้อง หรือการศึกษาหรืออะไร. เป็นเครื่องมือล้วงเงินจากกระเป๋า ของคนที่เป็นทาสของปีศาจทางเนื้อหนัง. บทนิยามมีอย่างนี้ ; "ศิลปหนังละคร เป็นเครื่องมือล้วงเงินจากกระเป๋า ของคนที่เป็นทาสของปีศาจทางเนื้อหนัง". นี้ว่าโดยส่วนใหญ่มิใช่ว่าจะจัดให้เป็นอย่างนี้ไปเสียทั้งหมด, แต่ว่าส่วนใหญ่ตั้ง ๙๐ - ๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างนี้.

น.417 สถาบันของชาติ โรงละครแห่งชาติ นี้ก็ควรต้องระวังให้ดี ๆ ที่จะยึดหลักมั่นไว้ตามเดิมได้หรือไม่, หรือว่าจะน้อมเอียงลงมาหาศิลปะอย่างนี้. ระวังให้ดีมันอยู่ที่การบังคับจิตได้หรือไม่ได้เหมือนกัน อะไรที่มันสูง ๆ แล้วมันลดลงมาต่ำ ก็เพราะว่ามันบังคับจิตไม่ได้. หนังสือพิมพ์ชั้นดี กลับเลวลง, คุณสังเกตดูเถิด เพราะมันบังคับจิตไม่ได้ มันเห็นแก่เงิน. มันไปเห็นว่าเสียเปรียบหนังสือพิมพ์เลว ๆ ขายเป็นเทน้ำเทท่า ;ก็ลดฐานะของตัวเองลงมาโดยไม่รู้สึกตัว มามีเรื่องเลว ๆ ต่ำ ๆ เพื่อเอาเงินมากเข้าไว้. เรื่องหนังและเรื่องละครก็เหมือนกัน มันรักษามาตรฐานไว้ไม่ได้ เพราะมันต้องการเงิน,เลยเปลี่ยนมาตรฐานให้เป็นเรื่องลามกอนาจารไปในที่สุด กลายเป็นมูลเหตุของความเสื่อมเสียทางศีลธรรมนี้. ศิลปะกลายเป็นพิษร้ายขึ้นมา เพราะมนุษย์บังคับจิตของตัวเองไว้ไม่ได้. ขอให้ระวังเรื่องบังคับจิตของตัวไว้ให้ได้เท่านั้น. ต้องการศิลปะแท้ศิลปะบริสุทธิ์ เมื่อไรก็รีบ - รีบ - รีบฝึกการบังคับจิต, บังคับตัวเองให้ได้, จะได้รักษาไว้ในขอบเขตของศิลปะอย่างถูกต้อง. ต่อไป เรื่องการทำมาหากิน. เรื่องทำมาหากินของประชาชน ที่ถือกันว่าเป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ. ประชาชนชนิดไหนที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ, คุณก็รู้ดี ผมไม่ต้องอธิบาย. แต่เดี๋ยวนี้กระดูกสันหลังมันจะหัก เพราะว่าเกิดการบังคับจิตไม่ได้ เกิดการบูชาวัตถุ เกิดการบูชาเนื้อหนังตามสมัยใหม่ ๆ วัฒนธรรมสมัยใหม่เข้ามา, การก้มหน้าก้มตาเพื่อเป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ มันก็รู้สึกว่าเป็นการเสื่อมเกียรติเป็นการไม่ยุติธรรม, มุ่งความสนุกสนานเอร็ดอร่อยมากขึ้น ก็ละทิ้งหน้าที่การงานมากขึ้น จับจดมากขึ้น อิดหนาระอาใจในการที่จะทำหน้าที่นี้มากขึ้น, อยากไปทำอะไรที่จะได้เงินเร็ว ๆ แล้วก็ไปสนุกสนานกันให้มาก กระดูกสันหลังของชาติมันจะง่อนแง่น คลอนแคลนลงทุกที. มันไม่เป็นกระดูกสันหลังที่แน่นหนาเหมือนแต่กาลก่อน, เพราะว่าเขาค่อยๆ กลายเป็นทาสของวัตถุนิยม ตามสมัยใหม่มากยิ่งขึ้นทุกที.

น.418 อยากเป็นข้าราชการมากกว่า อยากเป็นชาวนา มันก็ทนเป็นชาวนาด้วยจิตใจที่อยากเป็นข้าราชการ ; แล้วมันจะทำงานได้ดีอย่างไร. ปัญหาเรื่องที่จะช่วยกันอย่างนั้นช่วยกันอย่างนี้ เพื่อให้มันเสมอภาค มันก็มีมากขึ้น ที่มีปัญหาระหว่างลัทธิ ปัญหาคอมมิวนิสต์ หรือปัญหาระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับปัญหาของนายทุน มันเกิดขึ้นเพราะว่า คนที่ต้องทำงานหนัก เป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาตินั้น เกิดชะเง้อมองไปในทางวัตถุ หรือทางเนื้อหนังมากขึ้น. ก่อนนี้คนเราเจียมตัว ว่าเราธรรมชาติสร้างมาเพื่อเป็นชาวนา ก็เป็นชาวนา. ธรรมชาติสร้างมาเพื่อเป็นเจ้านาย ก็เป็นเจ้านาย ; เขาเจียมตัวกันได้ อย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกอย่างนั้น ต้องการเหมือนกันหมด, แกเป็นอย่างไร ฉันต้องเป็นอย่างนั้น. นี่มันเกิดการบังคับจิตไม่ได้ขึ้นทำนองนี้มันก็เกิดการปั่นป่วนรวนเรขึ้นที่รากฐานของประเทศชาติ. นี่มันก็มีความจริงอยู่ที่ว่า ธรรมชาติไม่ได้สร้างคนมาให้เท่า ๆ กัน, สร้างมาสำหรับเป็นกรรมกรก็มี, สร้างมาสำหรับเป็นพ่อค้า เป็นนักธุรกิจก็มี, สร้างมาเป็นนักปราชญ์ นักการเมือง อะไรก็มี ; จะเหมือนกันไม่ได้. เกิดต้องการ ให้เหมือนกันขึ้นมาเมื่อไร ก็ผิดธรรมชาติ มันก็ยุ่งเมื่อนั้น. ทีนี้ สมมุติว่า ชาวนายังอยากจะเป็นชาวนาไปตามเดิม แต่เขาก็เป็นไม่ได้เพราะว่าบังคับจิตไม่ได้ที่จะชะเง้อไปตามความหรูหราสมัยใหม่. ถ้าว่าไปตกอยู่ใต้อำนาจของความเห็นแก่เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังเสียแล้ว จะทำงานชนิดที่ต้องอดกลั้น อดทนกลางแดดกลางฝนอาบเหงื่อต่างน้ำ นี้มันทำไม่ได้ ; มันบังคับจิตให้ทำในสภาพอย่างนั้นไม่ได้. ก่อนนี้ไม่ต้องบังคับ เพราะไม่มีอะไร มายั่วให้เขาเห่อ หรือทะเยอทะยานเดี๋ยวนี้มีอะไรมายั่ว ให้เขาเห่อหรือทะเยอทะยาน, เขาก็ต้องทะเยอทะยาน, เขาก็บังคับจิตไม่ได้ ความรวนเรก็เกิดขึ้น.

น.419 ลดลงไปอีกว่า เขาตั้งใจจะทำ สมัครใจ ตั้งใจจะทำ.แต่เขาบังคับจิตไม่ได้ มันก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง เพราะงานมันหนัก มันอาบเหงื่อต่างน้ำ. นี้ควรต้องฝึกฝนจิตให้ถูกต้องตามวิธีของศาสนา, แล้วมีความสุขในการทำงาน พอใจในการทำงาน ; รู้สึกอิ่มใจที่ได้ทำงาน ที่ได้เหงื่อไหล เหงื่อนี้เลยกลายเป็นน้ำอมฤตไปได้อาบรดให้เย็นสบายไปได้ ; นี้มันอยู่ที่การบังคับจิตได้มากน้อยเพียงใด. แม้แต่เป็นชาวนาก็ต้องศึกษาเรื่องจิต มีการบังคับจิต ให้เดินไปถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของเรื่อง. ทีนี้ชาวนาที่ทำงานอาบเหงื่ออยู่ ก็จะรู้สึกเหมือนอาบน้ำเย็น, มีความพอใจ มีความสบายใจ สนุกสนาน หัวเราะร่วนในการงานไปได้.นี่กระดูกสันหลังของประเทศที่อาศัยกสิกรรมเป็นหลัก มันก็มั่นคงเท่านั้นเอง. เดี๋ยวนี้เรากำลังไปสนับสนุนให้เขาเหออกนอกทาง ให้ทะเยอทะยานออกไปนอกทาง, ให้เขยิบอะไร ๆ ก็ไม่รู้เป็นไปในทางที่มันขัดกันกับหน้าที่ที่ต้องทำ. ถ้าเราอบรมให้เขามีการบังคับตัวเองได้ เขาจะฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหมดได้ ; น้ำไม่มีเขาก็หาได้. เวลานี้ถ้าน้ำไม่มีเขาก็เรียกเอาจากรัฐบาล อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องที่จะเพิ่มความยุ่งยากมากขึ้น. นี่ยกตัวอย่างเพียงการทำนา. ทีนี้ มีการทำมาหากิน ด้วยหัตถกรรม หรือด้วยอะไรกรรมอีกหลายอย่างปัญหามันก็เหมือนกัน, คือว่าคนชั้นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ จะไม่ยอมสนุกสนานด้วยการอาบเหงื่อต่างน้ำอีกต่อไป เพราะบังคับจิตไม่ได้ ; ปัญหาจะเกิดขึ้นในโลกทั่วโลกเพราะเหตุนี้. นี่เรื่องบังคับจิตไม่ได้, มันก็มีความสำคัญเนื่องมาถึงเรื่องทำมาหากิน เรื่องชาวไร่ ชาวนา เรื่องชาวบ้าน. สิ่งสุดท้ายจะพูด เรื่องการศึกษาเล่าเรียนของเด็ก. เดี๋ยวนี้มีปัญหามาก หลายแง่หลายมุมเหลือเกินในเรื่องการศึกษาวิชาความรู้ของเด็กนี้ มันยุ่งกันไปหมด, แต่ว่าทุกปัญหามาจากการบังคับจิตไม่ได้ทั้งนั้น. เด็กเรียน

น.420 หนังสือไม่รู้ก็เพราะบังคับจิตไม่ได้ มีอะไรมายั่วมากเกินไป. แล้วมันก็ประหลาดที่ว่าการศึกษานี้เขาจัดกันอย่างไร จนเด็กเรียนไม่ไหว, พร้อมกันนั้นเด็กก็กำลังมีตัวตนที่ไม่เหมาะสำหรับการเล่าเรียน มันทำให้เห่อไปในทางความสุขความสบาย ความฝันหวานอะไรมากเกินไป; แล้วก็มีสิ่งมายั่วให้เด็กตกเป็นทาสของวัตถุมากเร็วเกินไป เปิดโอกาสกันมากเร็วเกินไป. เขาก็ไม่มีจิตใจที่จะบูชาการศึกษาเล่าเรียน มันไปบูชาความสุขทางเนื้อหนังพร้อมกันไปตั้งแต่เด็กเสียด้วย, ซึ่งสมัยก่อนเขาไม่เป็นกันอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ เด็ก ๆ มีวิทยุ มีโทรทัศน์ มีอะไรที่มาย้อมใจ ให้บูชาความสุขทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง นี้มากเกินไป เร็วเกินไป. เขาจัดวิทยุ จัดโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาแก่เด็ก แต่ที่จริงมันไม่ใช่ มันเป็นการมอมเด็กให้บูชาทางเนื้อหนังเร็วเกินไป,ทำให้เด็กโตเร็วเกินไป, สนใจเรื่องเพศเร็วเกินไป เรื่องอะไรเร็วเกินไป, มันศึกษาเล่าเรียนไม่ได้ ; นี่ส่วนตัวเด็ก. อีกปัญหาหนึ่ง ก็มีว่า การศึกษานี้กำลังเป็นไปอย่างละเมอ ๆ คือตามกันวัตถุ-นิยม. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องเป็นไปเพื่อพระเจ้า เพื่อธรรมะ เพื่อศาสนา, ซึ่งตรงกันข้ามจากวัตถุนิยม. เดี๋ยวนี้เขาโน้มแนวการศึกษาเพื่อไปเป็นทาสของวัตถุนิยม หันหลังให้พระเจ้า หันหลังให้ธรรมะ หันหลังให้ศาสนา. การศึกษาที่เปลี่ยนแนวได้อย่างนี้ก็เพราะว่าคนบังคับจิตไม่ได้ มีมูลมาจากมนุษย์ ทุกคนบังคับจิตไม่ได้. ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม, มนุษย์ทั้งโลกจึงจัดการศึกษาของตัวเอง น้อมไปในทางเป็นทาสของวัตถุนิยม, นี่มันก็อย่างหนึ่งแล้ว. ทีนี้ สมมุติว่าการศึกษานั้นจัดไปในทางถูกต้อง มีมาตรฐาน มีอะไรถูกต้องคนก็ทำไม่ได้ เด็กก็ทำไม่ได้. เพราะว่าเด็กถูกมอมให้เป็นทาสของวัตถุนิยม ; มันเลยเป็นไปไม่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง. ไม่ว่าจะเอาอย่างไหนมันทำไม่ได้ทั้งนั้น มันไม่เป็นไปเพื่อศีลธรรมอันดีงาม เพื่อความสะอาด สว่าง สงบ ของมนุษย์เลย. การศึกษาของเด็ก ๆ

น.421 กำลังเป็นปัญหา. คุณไปมองดู นับตั้งแต่วันที่เรียนไม่ค่อยจะได้, ไม่มีแก่ใจจะเรียนนั้นมันเป็นเพราะอะไร ? เพราะมันกำลังหลงเรื่องเนื้อหนัง, แม้เรียนได้ก็เรียนเพื่อเนื้อหนังมันก็กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปตั้งแต่เล็ก, เรียนเพื่อความเห็นแก่ตัวไปตั้งแต่เล็ก, พอโตเข้ามันก็หนาแน่นเกินกว่าที่จะทำลายความเห็นแก่ตัวอันนี้แล้ว. เพราะฉะนั้นการศึกษาเล่าเรียนของเด็กนักเรียนเป็นไปไม่สำเร็จ ก็เพราะการบังคับจิตไม่ได้. ฉะนั้นเราต้องสอนการบังคับจิตก่อนการสอนหนังสือ หรือว่าสอนพร้อม ๆ กันไป, อย่างน้อยก็ต้องสอนพร้อม ๆ กันไปกับการเรียนหนังสือ ให้เขาบังคับจิตได้, ซึ่งย่อมมีวิธีแบบใดแบบหนึ่ง ไม่ต้องถึงกับอานาปานสติสมบูรณ์แบบ ; แต่ต้องมีแบบใดแบบหนึ่งที่พอเหมาะสมได้ พอที่จะให้เด็กรู้จักบังคับจิตได้ ตามวิธีการของศาสนา พร้อมกันไปในตัว. ก็แปลว่าวิเศษที่สุดตรงที่ทำให้เด็กมีศาสนา พร้อมกันไปในตัว, มีศาสนาจริง ๆ พร้อมกันไปในตัว. เดี๋ยวนี้มีศาสนาอยู่ในสมุดท่องจำ, สัปดาห์หนึ่งมาบอกจดเรื่องศาสนาเสีย๕ นาที ๑๐ นาที ก็อยู่ในสมุด ไม่มีอยู่ที่ตัวเด็ก. แต่ถ้าเราบังคับ หรือมีหลักสูตรที่บังคับ ให้ต้องมีการฝึกเรื่องบังคับจิตได้ นี้อยู่เป็นประจำวัน ควบคู่กันไปกับการเรียนหนังสือนี้ เด็กก็จะมีศาสนาตัวจริงอยู่ในเนื้อในตัว แล้วก็มีความเจริญก้าวหน้า ในทางวิชาหนังสือ ; คือศาสนาก็มี วิชาความรู้ก็มี พร้อมกันไปในตัว มันก็ปลอดภัย. การศึกษาเล่าเรียนเป็นไปไม่ได้ ก็เพราะคนบังคับจิตไม่ได้. คนทั้งโลกที่จัดการศึกษาเขาก็จัดไปในทางที่จะเป็นทาสของวัตถุ, มันก็มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่ในตัวการศึกษานั้นเอง. ที่ว่ามีที่เรียนไม่พอ มีอะไรไม่พอนั้น มันไม่ใช่ความจริง, มันเป็นการขยายเกินกว่าจำเป็น มันก็ไม่พอ. ทีนี้ เมื่อเราสอนให้คนเห็นแก่ตัว อย่างนี้ แล้วใครจะมาช่วยสร้างโรงเรียนหรือช่วยทำอะไรต่าง ๆ, มันก็ยิ่งไม่มี. เพราะคนเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที. ถ้าลอง

น.422 คนอยู่ในขอบเขตของธรรมะ หรือศาสนา หรือเป็นคนของพระเจ้า จะมีคนช่วยกันสร้างโรงเรียน จนเด็กเรียนไม่ไหว มีคนศรัทธาช่วยกันสร้างโรงเรียน จนเด็กเรียนไม่ไหว.นี้เพราะว่าการศึกษาของเรา สอนการเห็นแก่ตัว เพิ่มความเห็นแก่ตัว โดยไม่รู้สึกตัวอยู่เรื่อยไป; โลกนี้ก็เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่ค่อยมีใครยินดีสละทรัพย์อะไรของตัวเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น จนสถานที่เล่าเรียนก็ไม่พอ โรงพยาบาลก็ไม่พอ อะไร ๆ ก็ไม่พอ; เพราะว่ามูลรากของการศึกษา มันเผลอ ทำให้คนเห็นแก่ตัวไปตั้งแต่อ้อนแต่ออก จนหนาแน่นขึ้น ๆ โดยการเดินตามก้นพวกวัตถุนิยม. เป็นอันว่าปัญหาต่าง ๆ ความทุกข์ร้อนต่าง ๆ ความยุ่งยากต่าง ๆ มันอยู่ที่การบังคับจิตไม่ได้ ถ้าลองบังคับจิตได้อย่างเดียว ปัญหาต่าง ๆ มันหมด เพราะฉะนั้นจึงขอให้มนุษย์ในโลกนี้ช่วยกันมองในแง่นี้กันเสียใหม่ เปลี่ยนแนวสำหรับเดินกันเสียใหม่, คือเป็นไปในทางที่จะบังคับจิตได้ แล้วก็จะบังคับตัวเองได้. การบังคับตัวได้อยู่ที่การบังคับจิตได้. ถ้าการศึกษาของโลกในสมัยนี้บูชาการบังคับตัวเอง,ก็ต้องหันไปดูเทคนิคของการบังคับจิตตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ; การบังคับตัวจึงจะมีได้. เวลาของเราก็หมด และเกินไปบ้าง เพราะอยากจะพูดให้จบเป็นเรื่อง ๆ ไป.

น.423 พฤษภาคม ๒๕๑๒ เวลาสำหรับพวกเราล่วงมาจวนจะ ๕.๐๐ น.แล้ว ในวันนี้ จะได้กล่าวถึง การบังคับจิตระบบอื่น นอกไปจากพุทธศาสนา เพื่อการเปรียบเทียบ. ในครั้งที่แล้วมา เราได้ยกเอาปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์มาพิจารณากัน ให้เห็นว่าปัญหาทุกชนิดส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ กับการบังคับจิตไม่ได้. ในการที่ปัญหาเกิดขึ้นก็ตาม ในการที่จะ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วก็ตาม มันมีมูลมาจากการบังคับจิตไม่ได้ โลกนี้จึงเต็มไปด้วยปัญหามากขึ้น เพราะการตามใจตัวเอง หรือ การปล่อยไปตามอารมณ์ คือความต้องการเฉพาะหน้า, หรือ ความต้องการที่เราสร้างความนิยมกันขึ้นว่า "ความเจริญ หรือ อารยธรรมนั้นมันต้องเป็นอย่างนั้น ๆ" แต่แล้วมันก็ไปอยู่ในรูป ของการที่ "เป็นการตามใจตัวเอง" เพื่อสิ่งที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า "อยู่ดี กินดี" ที่ไม่มีขอบเขต. ๗๙๕

น.424 ปัญหาทุกชนิด นับแต่ปัญหาใหญ่ของโลก เช่นสงคราม, มาถึงปัญหาเล็ก ๆ ปัญหาจิ๋ว ๆ เช่นลูกเด็ก ๆ ของเราเรียนหนังสือไม่ได้ดีในสมัยนี้; กระทั่งเกิดปัญหาระเบิดขวด หรืออะไรทำนองนั้นขึ้นมาในหมู่เด็ก ๆ ก็ล้วนแต่มีมูลมาจากการบังคับจิตไม่ได้ด้วยกันทั้งนั้น. และยิ่งกว่านั้นอีกก็คือว่า ไม่เคยรู้เรื่องการบังคับจิต, หรือมีหลักการที่จะสอนให้เด็กของเราบังคับจิตให้สำเร็จตามที่ต้องการ. แม้ว่าในหลักจริย-ธรรมสากลทั่ว ๆ ไป หรือว่าวัฒนธรรมทั่วๆ ไป หรือแม้แต่อุดมการที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ เช่น อุดมการลูกเสือ จะมีการกล่าวถึงการบังคับตัวเอง หรืออะไรทำนองนี้,มันก็ไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นการบังคับจิตได้. มันเกิดขึ้นตามความรู้สึกจำเป็นเฉพาะหน้า แล้วก็วางหลักไปว่า เพื่อจะบังคับตัวเอง. แต่แล้วการบังคับก็เป็นไปอย่างผิวเผิน, มันไม่มีเทคนิคที่จะจัดการกับจิตนั้นโดยเฉพาะ, ได้แต่เป็นเพียงความรู้สึกคิดนึกและความตั้งใจอย่างผิวเผิน. สำหรับการบังคับจิตในพุทธศาสนานั้น มีเทคนิคเฉพาะ ซึ่งคุณจะพิจารณาเห็นได้เองว่า จากการบังคับจิตตามแบบแห่งอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้นนั้นมันมีความรัดกุม หรือเป็นหลักวิชา, หรือเป็นอย่างที่เรียกว่า "เทคนิค" อย่างลึกซึ้งอย่างไร.ไปพิจารณาทบทวนดูใหม่ ตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ถึงขั้นที่ ๑๖ จะพบว่าตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ถึงขั้นที่๑๒, ๑๒ ขั้นนี้เป็นการบังคับจิตโดยตรงอย่างยิ่ง ; ขั้นที่เหลืออีก ๔ ขั้น เป็นการบังคับจิตในลักษณะที่ใช้จิตให้พิจารณา ให้รู้สึกในผลที่เป็นอุดมคติ. ยิ่งพิจารณาไปยิ่งเห็นว่ามันเป็นเทคนิค หรืออุบายที่จัดไว้เฉพาะอย่างยิ่ง. ทีนี้ เราจะต้องดูกันให้ละเอียดออกไป ว่า การบังคับจิตในระบบของพุทธศาสนานี้ มันต่างกันกับระบบอื่นอย่างไรบ้าง. แม้ว่าจะเรียกว่าการบังคับจิต การบังคับจิตได้ด้วยกันทั้งนั้น, มันก็ยังมีอะไรต่างกันอยู่, เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ควรศึกษาให้เข้าใจไว้ด้วย. ตามระบบของอานาปานสตินั้น เราควรจะมองให้กว้างออกไป

น.425 ถึงว่า ตัวแท้ของมันก็คือการทำการบังคับจิต อย่างที่เรียกว่าสมาธิโดยตรง. การจัดการเข้ากับจิตโดยตรงนี้ เรียกว่าตัวการกระทำ, แล้วมันก็มีอุปกรณ์ หรือมี motive มีอะไรที่เป็นต้นเหตุให้เกิดกำลังที่จะทำในสิ่งนี้, นับตั้งแต่ว่าจะต้องมีศรัทธาในเบื้องต้น. คำว่าศรัทธานี้มันต่างกันมากในระหว่างศรัทธา ๒ อย่าง คือ ศรัทธาอย่างไม่ต้องคิด ไม่ต้องนึก ศรัทธาอย่างเชื่อเลย โดยไม่ต้องคิดต้องนึกปราศจากปัญญา นี้ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. ในบางลัทธิ บางศาสนา ก็ใช้ศรัทธา ที่ห้ามคิด ห้ามพิจารณา ห้ามหาเหตุผลก็มี. แต่ในพุทธศาสนา สิ่งที่เรียกว่าศรัทธานั้น ต้องมาหลังการใช้เหตุผลเสร็จแล้ว.มีการพิจารณาจนเห็นแจ้งในเหตุผลอันนั้นแล้ว จึงจะมีศรัทธา. เพราะฉะนั้นจะต้องจำกัดให้ชัดลงไปว่า " ศรัทธาในพุทธศาสนา " คำว่า "ศรัทธาในพุทธศาสนา" ที่แปลว่า ความเชื่อนั้น ต้องหลังจากการใช้เหตุผลแล้ว, มันก็มีปัญญามากแล้ว. เพราะใช้เหตุผลนั้นคือปัญญา. ปัญญาในเบื้องต้นต้องมาแล้ว แล้วเราก็รวมเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ. คือรวมทั้งความเชื่อ และการใช้เหตุผลนี้เข้าด้วยกัน นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ. เมื่อมีความเข้าใจถูกต้องในตัวปัญหา ในเหตุผลทุกแง่ทุกมุมแล้ว, ศรัทธาจึงจะถูกปลงลงไปอย่างสิ้นเชิง, คือว่า ปล่อยศรัทธาลงไปอย่างสิ้นเชิง จนสุดกำลังจิตใจ; นี่เป็น motive ที่ทำให้พุทธ-บริษัทปฏิบัติหน้าที่ของตน. ทีนี้ก็ระดมกำลังความเพียร อย่างทุ่มเทอีกเหมือนกัน : มีศรัทธาแล้วก็มี ความเพียร. ระดมกำลังของความเพียรลงไปจนหมดสิ้นในการกระทำ หรือประพฤติปฏิบัติ, ซึ่งในที่นี้ก็ได้แก่การจัดการกับจิต จะโดยวิธีเทคนิคเต็มรูป หรือเทคนิคที่เรียกว่าธรรมดาสามัญสำหรับคนทั่วไป อย่างที่กล่าวแล้วก็ได้ทั้งนั้น, แต่มันต้องเต็มกำลังของความเพียร. มันต้องเอาจริงกันกับความเพียร การฝึกจิต โดยสมบูรณ์มันจึงเกิดขึ้น ; แล้วก็จะได้จิตที่มีกำลังมากพอที่จะบังคับตัวเองได้ ตามความต้องการ. แล้วก็

น.426 ต้องมองดูให้ดีว่า ในระบบอานาปานสตินี้ขั้นที่สุด คือขั้นสุดท้าย มันก็เกิดปัญญาอีกชนิดหนึ่งขึ้นมา คือปัญญาที่เหมือนมีด ที่จะตัดฟันสิ่งที่เป็นข้าศึก ซึ่งได้แก่ การตามใจตัวเอง เห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง ความลุ่มหลงอะไรทำนองนั้น ให้ขาดกระจายออกไป. ลองเปรียบเทียบปัญญาทีแรก - กล่าวคือปัญญาที่ทำให้ศรัทธานั้น มันเหมือนกับปัญญาที่เป็นแสงตะเกียงส่องทาง ; ปัญญาทีแรกผสมกันเป็นศรัทธา, แต่ว่าปัญญาทีหลัง อันสุดท้าย มันเหมือนกับมีด หรือของมีคม. ถ้าจะสมมุติให้เป็นแสงสว่างไปตามเดิม ก็เป็นแสงสว่างชนิดที่ลุกเป็นไฟ เผาไหม้กิเลส คือความลุ่มหลงอะไรต่าง ๆในเรื่องของกิเลส. ซึ่งในที่นี้ ในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้ เวลานี้ ปัญหาใหญ่ก็คือ การมัวเมาความสุขทางเนื้อหนัง ที่เราพูดถึงกันไม่รู้จักกี่ครั้งแล้ว. มันก็สามารถที่จะมีจิตเป็นอิสระจากการบีบคั้นของกิเลส หรือการลุ่มหลงไปตามอำนาจของกิเลส จนเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นเต็มโลก : นับตั้งแต่ปัญหาของผู้ใหญ่ มีสติปัญญามีความคิด เป็นผู้ควบคุมปกครองประเทศหรือปกครองโลก, ลงมาจนถึงปัญหาของพวกลูกเด็ก ๆ อมมือ. คุณจะต้องสรุปดูสั้นๆ ว่า การบังคับจิตในทางพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร. พุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาระบบที่ไม่มีตัวตน, ระบบที่สอนให้เลิกมีตัวตน, เลิกความคิดว่ามีตัวตน. โดยแท้จริงมันก็มิได้มีตัวตน แต่เราเป็นคนโง่ไปเข้าใจผิดว่ามีตัวตน มันต้องเลิกมีตัวตน. พุทธศาสนาไม่มีสอนเรื่องพระเจ้าชนิดที่เป็นบุคคล. พระเจ้าที่จะโปรดเราในลักษณะที่จะเป็นผู้โปรด ผู้ช่วยอะไรอย่างบุคคลช่วยนั้นไม่มี, มีแต่พระเจ้าชนิดที่เป็นนามธรรม คือพระธรรมนั่นเอง. เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องมีอะไรที่ต่างกันกับศาสนาระบบที่มีพระเจ้าอย่างบุคคล. พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคล แต่มีตัวธรรมชาตินั้นเป็นหลักธรรม ที่จะเป็นพระเจ้า ; คือมีความรู้เรื่อง

น.427 ธรรมชาติ, เรื่องกฎของธรรมชาติ, เรื่องหน้าที่ตามธรรมชาติ, เรื่องผลที่เกิดขึ้นจากหน้าที่ตามธรรมชาติ ; เหล่านี้มาเป็นหลัก. นี้มันเลยกลายเป็นวิทยาศาสตร์ไป,พุทธศาสนาจึงอยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์. ฉะนั้นการปฏิบัติ พุทธศาสนาทุกแง่ทุกมุม ทุกระดับ มันก็เป็นไปในรูปของวิทยาศาสตร์ จึงมีระบบอานาปานสติขึ้นมาอย่างที่คุณเห็น ๆ อยู่. คุณจะเห็นว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ : เข้าไปจัดการกับลมหายใจ แล้วปฏิบัติมาตามหลักที่วางไว้ ; นั้นก็คือเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเรื่อย ๆ มาจน เกิดผลเป็นปัญญา เป็นการตัดกิเลสขึ้นมา ตรงตามกฎของธรรมชาติ ; มันจึงมีsystem หรือ method หรืออะไรก็ตามเฉพาะของมันเอง. ส่วนสำคัญที่เราจะต้องสังเกตให้เห็นก็คือว่า พุทธศาสนาไม่มีตัวตน ไม่ได้สอนให้ยึดถือตัวตน ไม่มีความที่เป็นตัวเป็นตน. มันก็ต้องมีการปฏิบัติที่ต่างจากศาสนาที่สอนว่า มีตัวตน มีอัตตา มีอะไร. พระพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าชนิดเป็นบุคคล มันก็สอนต่างกับศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นบุคคล. พระพุทธศาสนาอิงหลักธรรมชาติ, ตั้งอยู่บนหลักของธรรมชาติ,ตามกฎของธรรมชาติ ; แล้วก็ต้องสอนต่างกับศาสนาที่มิได้อิงหลักตามธรรมชาติ แต่ไปอิงพระเจ้า หรืออะไรเป็นต้น. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การกระทำที่เป็นความมุ่งหมายของศาสนาทุกศาสนา ก็เพื่อจะขจัดความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น. คือต้องมีจิตที่ฝึกดีแล้วมีจิตที่ดีพอที่จะไม่ทำความทุกข์ให้อีกต่อไปด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นมันจึงต่างกันแต่เพียงวิธีที่จะให้เข้าถึงจุดสุดท้ายที่เราต้องการ คือความไม่มีทุกข์, ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าการบังคับจิตหรือการจัดการกับจิตมันก็ต้องมีอยู่ด้วยกันทุกศาสนา ทุกระบบอารยธรรม หรือวัฒนธรรมทางจิต. มันต้องมีกระทั่งถึงว่า ชาวบ้านทั่วไปในโลกนี้ก็พูดถึง self control คือการบังคับตัวเอง นี่มันก็คือการบังคับจิต .. เรากวาดสายตามองทีเดียวให้ทั่วโลก ทั้งโลกทุกยุคทุกสมัย จะพบว่า การจัดการกับจิตนี้มันเป็นสิ่งที่จำเป็น หรือเกี่ยวข้องกันอยู่

น.428 กับมนุษย์ตลอดเวลา. หากแต่ว่าจะทำได้ตามมากตามน้อย ตามวิธีการที่ผิดแปลกแตกต่างกันไป. เราก็น่าจะได้มีการเปรียบเทียบดู เพื่อความเข้าใจความลับของธรรมชาติและเพื่อเข้าใจมนุษย์ด้วยกัน ที่จะอยู่ร่วมโลกด้วยกัน. ที่ว่าอยู่ร่วมกันอย่างมีสันตินั้นมันขึ้นอยู่กับปัญหาข้อนี้, ทีนี้ เราก็ดูด้วยการเปรียบเทียบลงไปตามลำดับ : พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคล มีวิธีปฏิบัติอย่างอาศัยหลักตามธรรมชาติ, มีหลักปฏิบัติคือว่า มีปัญญาที่อยู่ในอำนาจของเหตุผล แล้วสร้างศรัทธาความเชื่อขึ้นมา สำหรับปฏิบัติแล้วเกิดปัญญาชนิดที่เป็นมีดสำหรับตัดกิเลสซึ่งเป็นมารร้าย. ถ้าเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าอย่างบุคคล ก็กล่าวไว้ สอนไว้ในลักษณะที่เป็นเหมือนกับบุคคลอย่างนี้ก็มี เช่นที่เราได้ยินในศาสนาอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป มีศาสนาคริสเตียน อิสลาม ฮินดู อะไรก็ตาม.ฮินดูมีหลายแขนง, ฮินดูมีพระเจ้าอย่างบุคคลก็มี, ไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคลก็มี ศาสนาไหนก็ตาม ที่สอนอย่างมีพระเจ้าอย่างบุคคลละก็ ต้องมาในรูปของความเชื่อชนิดที่ห้ามไม่ให้ใช้เหตุผล, ขอร้องให้เชื่อแบบไม่ต้องพิสูจน์ เพราะฉะนั้น motive ที่จะมีในการปฏิบัติลัทธิศาสนานั้น ๆ มันก็เลยเป็นเรื่องของความเชื่อ ความจงรักภักดี. เขาจะต้องรีบสร้างความจงรักภักดีนี้. คุณก็รู้อยู่แล้วว่า ความภักดีความรัก แล้วก็ความเชื่อ ๓ สิ่งนี้ไม่ใช่เหมือนกันทีเดียว. ความภักดีนั้นหมายความว่า มันไม่หวังต่อสิ่งอื่นแล้ว จะหวังแต่จากสิ่งนี้สิ่งเดียว. มีสิ่งนี้สิ่งเดียวเป็นของเราเป็นที่พึ่งเป็นผู้นำอะไรก็ตาม. แล้วก็มีความรักด้วย รักในสิ่งนี้ คือรักพระเจ้า อย่าง เป็นบุคคลคนหนึ่ง ; แล้วก็เชื่อด้วยความรัก หรือ ความภักดี อย่างไม่ต้องพิสูจน์ อย่างไม่ต้องสงสัยอะไรหมดเลย ; แล้วก็เสียสละตัวเรา. ทั้งๆ ที่เราคิดว่า เรามีตัวตนนี้ เราต้องเสียสละตัวตนของเรา เพื่อให้ไปเป็นตัวตนของพระเจ้า ไปอยู่กับ พระเจ้า ไปรวมกับพระเจ้า ตัวตนของเราอย่าได้มีเลย ; เพื่อจะตัดความเห็นแก่ตน ก็ต้องตัดโดยวิธีนี้.

น.429 ในเมื่อพุทธศาสนาตัดตัวตนโดยวิธีพิจารณา จนเห็นว่าไม่มีตัวตน, ตัวตนสลายละลายไป. แต่ศาสนาที่มีพระเจ้าทุกศาสนาก็ตัดตัวตนโดยวิธีอีกวิธีหนึ่งคือว่าตัวตนของเราไม่มี เพราะมันเป็นของพระเจ้า ; นี้ก็ต้องทำตามพระเจ้า อย่าทำตามกิเลสของตน. นี้คือการเสียสละตัวตนเสีย ไปให้พระเจ้า. ทีนี้ก็ต้องปฏิบัติตามพระเจ้า,ถือพระเจ้าเป็นหลัก. บทบัญญัติมีหลักว่าพระเจ้าต้องการอะไร ? สั่งไว้อย่างไร ? ก็ต้องทำตามคำสั่งนั้นอย่างเคร่งครัด. อันนี้คือ motive สำหรับผู้ปฏิบัติในศาสนาประเภทนี้จะต้องมี. การบังคับจิตก็มีได้ที่ตรงนี้ โดย motive อันนี้. พระเจ้าห้ามไม่ให้ทำอย่างนี้ก็ไม่ทำ ก็บังคับจิตไม่ให้ทำ, ให้ทำตามที่พระเจ้าต้องการ. อย่างนี้เรียกว่าไม่พูดกันถึงธรรมชาติ, ถึงกฎของธรรมชาติอะไรนัก ;ถือเอาตามที่บทบัญญัติมีไว้ ในลัทธิศาสนาว่า พระเจ้าต้องการอย่างไร. พระเจ้าต้องการให้สละตัวเองด้วยการบูชายัญ จนเลือดเนื้อเหี่ยวแห้งไป เหมือนในศาสนาฮินดูแขนงใหญ่ ก็ต้องทำ เพื่อความไม่มีตัวตน หรือตามคำสั่งของพระเจ้า : ไปเป็นตัวตัวเดียวกับพระเจ้า. หรือว่าพระเจ้าจะต้องการให้ เรารับใช้พระเจ้า โดยการรับใช้ผู้อื่น ๆ ซึ่งถือว่ารับใช้ผู้อื่นนั้นคือการรับใช้พระเจ้าก็ได้, ก็ไม่มีตัวตนเหมือนกัน. เอาตัวตนไปมอบให้พระเจ้าหมด, ความเห็นแก่ตัวก็มิได้มี. ถ้าจะมัวลุ่มหลงความสุขทางเนื้อหนังอยู่ บทบัญญัติก็บัญญัติไว้ว่า เป็นบาป, เป็นตัวบาปอย่างยิ่ง. แม้แต่จะมีสิ่งอะไรสำหรับครองชีวิตไว้อย่างเกินความจำเป็น มันก็ยังเป็นบาปเสียแล้ว, ไม่ต้องพูดถึงความสุขทางเนื้อหนังอย่างลุ่มหลงเลย. ส่วนใหญ่เราสรุปความได้ว่า การบังคับตัวเองในศาสนาที่มีพระเป็นเจ้านั้น ก็คือการทำตามความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า โดยอาศัยความเชื่อหรือการมอบกายถวายชีวิตเป็นเครื่องมือ, มันจึงอยู่ในรูปที่ต่างกันกับที่ว่าอาศัยกฎธรรมชาติเป็นหลัก ;แต่แล้วก็ขอให้ได้แต่เพียงผลที่ต้องการด้วยกันทั้งนั้น. ผลที่ต้องการคือบังคับจิตได้.

น.430 ไม่ปล่อยไปตามความต้องการของกิเลสหรือจิตที่ยังไม่ถูกบังคับ ซึ่งก็เรียกว่ากิเลส ; เรียกภาษาวิทยาศาสตร์สักหน่อยก็คือ การไม่ตามใจตัวเอง ต้องการบังคับตัวเอง, บังคับตัวเองก็คือบังคับจิต ทีนี้ มันก็แล้วแต่ว่า มันมีเทคนิคสูงต่ำ ตื้นลึกกว้างแคบกว่ากันและกันอย่างไร. เราลองเปรียบเทียบดู. เราก็จะเห็นได้ว่า ศาสนาที่มีพระเจ้าก็อาศัยบารมีของพระเจ้าเป็นเครื่องบังคับจิต ศาสนาที่ไม่มีพระเจ้าก็อาศัยบารมีของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม"คือความรู้ หรือสติปัญญา ที่มีอย่างเพียงพอในข้อเท็จจริงของธรรมชาติ. แต่ถ้าหากว่ามีการยอมแปลความของคำว่า "พระเจ้า" อย่างบุคคล กันเสียบ้าง ก็อาจจะเป็นอันเดียวกันได้. สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ที่ไม่ยอมให้พิสูจน์ ไม่ยอมให้ ใช้เหตุผลว่าอะไรคืออะไรนี้ มันก็คือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่เขาวางไว้ดีแล้ว, วางไว้อย่างถูกต้องอย่างเพียงพอแล้ว, สำหรับมนุษย์จะถือตามได้ทันที ; อย่าไปมัวพิสูจน์พิจารณาอะไรอยู่เลย มันเสียเวลา. แล้วคนโง่ก็ไม่มีปัญญาจะพิสูจน์ ขืนพยายามไปพิสูจน์มันก็ตายเปล่า เลยไม่มีโอกาสจะรู้. ฉะนั้นเชื่อตามกฎเกณฑ์ที่สำเร็จรูปที่เขาทำไว้ดีแล้วนั้นดีกว่า. ถ้าเป็นอย่างนี้พระเจ้ากับพระธรรมก็เป็นอย่างเดียวกัน อย่างหนึ่ง พระธรรมที่เขาทำสำเร็จรูป สำหรับคนที่ไม่ต้องคิด, อีกอย่างหนึ่งพระธรรมที่ไม่สำเร็จรูปที่ต้องคิดพิจารณา ; นี่มันต่างกันอยู่เป็น ๒ ฝ่ายอย่างนี้ แต่แล้วก็เพื่อผลอันเดียวกัน คือ ใช้บังคับจิตให้ ได้ก็แล้วกัน. ทีนี้ เรามองดูต่อไปถึงศาสนาอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคลแต่ก็มีสิ่งสมมุติอะไรอันหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่บุคคลแต่ว่าเป็นสิ่งสมมุติทำนองคล้าย ๆ กับบุคคลว่า "สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีอำนาจ เป็นสิ่งทั้งหมดของทุกสิ่ง เป็นสิ่งสูงสุด, อย่างที่เรียกในศาสนาฮินดูแขนงที่ไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคล. ศาสนาฮินดูลัทธินี้ เขาเรียกสิ่งสูงสุดนี้ว่า ปรมาตมัน คือว่าคล้ายกับนิพพานในพุทธศาสนา ผิดกันแต่ความหมายที่ว่า

น.431 มีอัตตา มีตัวตน. ปรมาตมัน แปลว่า ตนใหญ่, เดี๋ยวนี้เขาเรียกกันว่า Universal - Self ตนใหญ่ - ตนสากล ตัวตนทั้งหมดของสากลจักรวาล. เวทานติค คือศาสนาเวทานตะของฮินดูนั้น ผู้สอนศาสนาเวทานตะนี้ มักจะตู่ หรืออ้างว่า เวทานตะนี้เป็นต้นกำเนิดของพุทธศาสนา, ว่าพุทธศาสนาออกมาจากเวทานตะ เพราะว่า มีอะไรที่คล้ายกันมาก คือว่า "ดับตัวตนโง่ ๆ นี้เสีย แล้วก็ไปมีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรบริสุทธิ์" .อย่างเดียวกับพุทธศาสนาที่มีหลักว่า "ดับตัวตนที่ยึดมั่นถือมั่นเสีย แล้วก็เป็นนิพพาน"อย่างนี้เป็นต้น. แล้วก็ยังมีศาสนาที่เป็นคู่แข่งกันกับพุทธศาสนา พ้องสมัยกันอยู่ในเวลานั้นอีก คือศาสนาไชนะหรือนิครนถ์ ก็มีสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลย์" มีลักษณะเหมือนกับปรมาตมัน แต่จะผิดกันบ้างก็คงจะไม่มองดูในแง่ที่ว่าเป็นตัวตน, เป็นไกวัลย์ อะไร ๆที่เป็นกลาง ๆ. ส่วนปรมาตมันนั้นมันมีคำชัดลงไปเลยว่า "ตัวตน" อาตมัน - คือตัวตนปรม คือใหญ่ยิ่ง. ส่วนคำไกวัลย์นี้แปลว่า "ทุกสิ่ง" เป็นที่รวมของทุกสิ่ง ลัทธิศาสนาอย่างนี้ ที่เราจะเรียกในที่นี้ว่า ไม่มีพระเจ้าอย่างที่เป็นบุคคล แต่มีตนใหญ่ หรือมีสิ่งสูงสุดในทำนองพระเจ้า แต่ก็มิใช่อย่างบุคคล. ศาสนาประเภทนี้ก็มีอยู่หลายอย่าง หลายแขนง, แต่ก็มีวิธีการครึ่งศาสนาพระเป็นเจ้า และครึ่งศาสนาที่ไม่มีพระเป็นเจ้า. ไม่เหมือนพุทธศาสนาทีเดียว แล้วก็ไม่เหมือนศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นบุคคลทีเดียว ; แต่แล้วก็มีหลักลัทธิ สอนให้มีความหวังที่จะให้ตัวตนของตนหลุดออกไปสู่ปรมาตมัน หรือไกวัลย์. มันเป็นเรื่องความหวังและความเชื่อมากเหมือนกัน ; เช่นเดียวกับพุทธบริษัท ต้องการจะดับลงไปสู่"ความว่าง" พวกนั้นก็ต้องการจะมุ่งไปเป็นอัตตาที่ถาวร เป็นอัตตาที่ถาวรนิรันดร,เป็นไกวัลย์, เป็นปรมาตมัน. ในกรณีอย่างนี้มันก็ใช้ความหวังเป็น motive แล้วก็ปฏิบัติอย่างรุนแรง, มันก็รุนแรงไปอีกแบบหนึ่ง. อย่างเช่นปฏิบัติอานาปานสติ

น.432 อย่างรุนแรงอย่างนี้, มันก็เพื่อผลเป็นปัญญาไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ส่วนความหวังที่จะเข้าไปถึงอะไรอันหนึ่งนั้น มันก็เลยใช้การปฏิบัติที่รุนแรง ประเภทมีความเชื่อมีการกระทำอย่างรุนแรง ตามบทบัญญัตินั้น ๆ เป็นพื้นฐาน, ในฐานะเป็นพื้นฐานหรือทั่วไป แล้วต่อมาก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้เป็นเรื่องของปัญญามากขึ้น. ในศาสนาไชนะ เราจะพบการทรมาน อย่างที่เรียกว่าบำเพ็ญตบะทุกกร-กิริยาเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าเคยทำทุกอย่างนั้น, นั่นเป็นวิธีการของศาสนาไชนะหรือนิครนถ์. ทรมานกายจนเรียกว่า มีชีวิตก็ไม่ใช่ นี่ก็เรียกว่า เป็นการบังคับจิตอย่างแรง มากเกินไปก็ได้ ; บังคับกายด้วย บังคับจิตด้วย, บังคับจิตที่เนื่องกันอยู่กับกายนี้อย่างรุนแรง. เช่นเรื่อง อดอาหาร เรื่องไม่นุ่งห่ม เรื่องผึ่งแดดเรื่องตากลม เรื่องทุกเรื่องที่จะทำทรมานได้อย่างไร. การบังคับจิตนี้ ก็เป็นไปอย่างหยาบ หรืออย่างแสบเผ็ด อย่างรุนแรง. มันอาจจะเลยเถิดไป เพราะมันทำร่างกายให้หมดสมรรถภาพ ที่จะมาลุ่มหลงความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง มันก็เลยเถิดไป. ต่อมาจึงมีการแก้ไขระบบนี้ให้หนักไปทางปัญญา. โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ การทรมานอย่างรุนแรงนั้นลดน้อยลงไป, แต่ยังมีเหลืออยู่ เป็นเรื่องของสติปัญญามากขึ้น. ลัทธิเวทานตะ ซึ่งเคยมีพระพรหม หรือพระศิวะในรูปของปรมาตมัน เป็นที่มุ่งหมาย ก็ถูกแก้ไขจากความเชื่อรุนแรงนั้น มาเป็นปัญญามากขึ้นเหมือนกัน. รวมความแล้วมันมีความเชื่อ หรือความหวังในสิ่งนั้นเป็น motive สำหรับผู้ปฏิบัติ จะได้ใช้เป็นกำลังในการฝึกจิต หรือบังคับจิต. ถ้าเราจะสรุปเอาแต่ใจความสั้น ๆ ก็คือว่า ให้ไปหลงใหลในสิ่งที่ดีกว่าในตัวตนที่ดีกว่า ในคุณธรรมที่ดีกว่า ที่จะมาหลงในความสุขทางเนื้อหนัง ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง. จิตหรือดวงตาของจิตจะต้องเพ่งจ้องไปแต่ฝ่ายฝั่งโน้น คือสิ่งที่

น.433 ดีกว่าความสุขทางเนื้อหนัง. เขาก็บังคับจิตได้เหมือนกัน, แม้จะไม่ได้กระทำอย่างอานาปานสติ พิจารณาความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างพวกพุทธบริษัท. มันก็มองความสุขทางเนื้อหนัง หรือกามารมณ์อะไรนี้ อย่างเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงเหมือนกัน,คือมันเพิ่มความขยะแขยง หรือความเกลียดในสิ่งเหล่านี้ มากเกินไปกว่าที่จะดูมันแต่เพียงพอเหมาะพอดี ตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ, ซึ่งดูตามธรรมชาติเป็นจริง ๆ ว่า อะไรเป็นอะไร อะไรเป็นอย่างไร อะไรไม่ควรข้องแวะ อะไรควรจะถือเอาเป็นประโยชน์.มันก็ต่างกันอยู่มากเหมือนกัน ในลักษณะอย่างนี้, คือพุทธศาสนาไม่มีความรุนแรงมากถึงขนาดเกลียดชัง หรือถึงขนาดที่เรียกว่า เอาเป็นเอาตายกันเลย. พุทธบริษัทจึงมีหลักที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือเป็นไปอย่างกลาง ๆ ไม่รุนแรง, ไม่รุนแรงทั้งฝ่ายโง่ ฝ่ายหลงแก่เนื้อหนัง, และไม่รุนแรงทั้งฝ่ายที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อเนื้อหนัง. อย่างหนึ่งมันจมลงไปในเรื่องของเนื้อหนัง, อย่างหนึ่งมันทรมานกายทรมานใจ ทรมานอะไรต่างๆ ให้มันหมดสมรรถภาพที่จะไปลุ่มหลงทางเนื้อหนัง, นี่มันรุนแรงอย่างนี้. เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหา หรือวิธีแก้ปัญหา มันจึงมีรูปร่างต่างกัน, จึงนำมาเพื่อการเปรียบเทียบให้เห็นความต่างกันระหว่างศาสนา : - ศาสนาที่อิงธรรมชาติเป็นหลัก อย่างพุทธศาสนา, เมศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าอย่างบุคคล , แล้วก็ ศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าชนิดที่ไม่เป็นบุคคล คือมีสิ่งสูงสุดที่ ไม่เป็นบุคคล . ๓ ชนิดนี้มันต่างกัน. อันนี้เป็นหลักสำคัญที่คุณจะต้องไปศึกษาให้ดี ๆ สำหรับการเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ศาสนาในโลก อันได้แก่ :- - ศาสนาที่ยึดกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเป็นหลัก, ยึดสัจจธรรมของธรรมชาติเป็นหลัก อย่างพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่นที่เป็นเครือเดียวกัน นี้เป็นพวกหนึ่ง กลุ่มหนึ่ง. - ศาสนามีพระเจ้าอย่างบุคคล ที่พูดไว้ในรูปลักษณะเหมือนกับบุคคลนั้นเป็นศาสนากลุ่มหนึ่ง,

น.434 ศาสนาที่มีสิ่งสูงสุดทำนองพระเจ้า แต่มิใช่บุคคลนั้น มีอีกกลุ่มหนึ่ง.ทั้งหมดนี้นำมาเปรียบเทียบวิธีการบังคับจิต การมีจิตอย่างไรนี้ เพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน. ทีนี้ เราก็ลดลงมาถึงศาสนาระบบหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่ศาสนา มันเป็น ระบบปรัชญา มากกว่า แต่ก็ถูกยกขึ้นเป็นศาสนา, เช่นศาสนาของเล่าจื้อ ที่เรียกว่าเต๋า. คำว่า "เต๋า" ของเล่าจื้อเป็นคำที่ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไร ในภาษาไทยหรือในภาษาอังกฤษ, ก็ต้องใช้คำภาษาเดิมคือเต๋า. เมื่อไปดูคำอธิบายภาษาเดิมของเต๋าอย่างทั่วถึงแล้ว, มันรู้สึกคล้าย ๆ กับคำว่า "ธรรม" ในความหมายที่ลึกซึ้งในพุทธศาสนา.แต่ไม่ได้อยู่ในรูปของศาสนา หรือระบอบปฏิบัติทางศาสนา, มันอยู่ในรูปของปรัชญา ;เป็น system ที่ต้องใช้เหตุผล สำหรับดึงจิตไปตามเหตุผล ให้จิตมันมีปัญญา, ให้จิตมันเข้าถึงสิ่งนี้ด้วยปัญญา มันเป็นระบบปรัชญา. เพราะฉะนั้นมันจึงยากแก่การที่ว่าจะเป็นรูปเป็นร่างของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาอย่างชัดเจน. รูปปรัชญานี้ มันชวนจะเลื่อนไหลเรื่อยไปจนไปสู่ความที่มันไม่รู้จักจบได้. มันจึงยากที่คนจะใช้ปรัชญาเป็นที่พึ่ง จะใช้ได้แก่บางคนเท่านั้น. เต๋าในยุคหลังต่อมา ก็เปลี่ยนมาอยู่ในรูปของการปฏิบัติตามพอใจของผู้ถือศาสดาเดิมคนแรก คือเล่าจื้อ มิได้วางรูปการปฏิบัติไว้เป็น system เหมือนศาสนาอื่น ๆเพราะมันเป็นปรัชญาเต็มตัว. ทีนี้พอปล่อยไว้ในมือของผู้ถือต่อ ๆ มาในยุคหลัง มันก็เลยเลอะเลือนไป กลายเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะไปก็มี, ปฏิบัติเต๋าอย่างงมงายไปก็มี. ในที่นี้เราเล็งถึง เต๋า ที่แรกของเล่าจื้อ ก็เป็นเรื่องปรัชญา, ใช้การคำนึงคำนวณทางปรัชญาเพื่อจูงใจ ให้เฉยได้ต่อเรื่องโลก ๆ หรือเรื่องความสุขทางเนื้อหนัง, ไม่มีระบบปฏิบัติเคร่งครัดทางจิตที่เรียกว่าวิริยะหรือความพากเพียรอย่างเข้มแข็งในทางจิต, แต่มันไปมีอยู่ในรูปการชี้ชวนทางปัญญา ทางการใช้เหตุผลชั้นสูง. ทีนี้การบังคับจิตนั้นยากที่จะ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต