น.435 เป็นไปได้อย่างเฉียบขาด มันจึงเป็นไปอย่างผิวเผิน. เว้นแต่บางคน หรือน้อยคนที่สุดที่จะถึงขนาดที่เรียกว่าตัดกิเลสเด็ดขาดลงไปได้. ปรัชญาอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ปรัชญาตะวันตกของพวกกริ๊กพวกอะไรก็เหมือนกันมันอยู่ในรูปอย่างนี้ทั้งนั้น การบังคับจิตจึงไม่สมบูรณ์. ปรัชญาชนิดที่ไม่อาศัยกำลังจิตมาแต่เดิมนี้ จะไม่เกิดลักษณะมีความคมอย่างมืดสำหรับตัดอะไรได้. "มันเป็นปัญญาชนิดที่ไม่ได้คมอย่างมืด, เป็นปัญญาที่ทำไปอย่างเนือย ๆ คล้ายจะ boycott ทางอาหารไม่ให้สิ่งนั้นได้อาหาร แล้วให้สิ่งนั้นค่อย ๆ ตายไปเองอย่างนี้ นี้มันมักจะล้มเหลวตรงที่ว่าการกระทำนั้น มันไม่สามารถจะรักษาไว้ให้เสมอต้นเสมอปลาย ไปจนตลอดเวลาได้มันก็เลยชวนให้เนือยๆ ไป; เป็นปรัชญา เป็นปัญญาที่เนือย ๆ ไป, เป็นเรื่องสำหรับพูดสำหรับคิดมากกว่าเป็นเรื่องสำหรับปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ระบบปรัชญาทุกระบบนั้นไม่มีการบังคับจิตโดยตรง หรือโดยเจาะจง มีแต่การบังคับจิตอย่างชักจูงอย่างเกลี้ยกล่อม. เพราะฉะนั้นมันจึงเหมาะแต่สำหรับคนที่มีปัญญา มีอะไรอยู่ในระดับสูง ไม่ลุ่มหลงในทางเนื้อหนังมาแล้ว ระบบนี้มันเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ลุ่มหลง หรือไม่ค่อยจะลุ่มหลงในทางเนื้อหนังมาแล้ว. ส่วนปัญหาของโลกนั้น มันมีตรงกันข้ามว่า เดี๋ยวนี้มันกำลังหลงในเนื้อหนังอย่างยิ่ง แล้วเราต้องการจะป้องกันความหลงในเนื้อหนังอย่างยิ่งนี้ไว้, มันจึงต้องการปัญญาระบบอื่น,ไม่ใช่ปัญญาระบบสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยจะหลงทางเนื้อหนังมาแล้ว ซึ่งเป็นปัญญาเกลี้ยกล่อมให้สูงขึ้นไป. เดี๋ยวนี้เราต้องการปัญญา อย่างมีดที่คมสำหรับตัด สำหรับพันลงไปอย่างไม่ดูหน้า. นี้ก็เป็นระบบ ๆ หนึ่งที่มีอยู่ในโลก ที่มุ่งจะแก้ปัญหาของโลก หรือจัดการกับจิตให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้เหมือนกัน. กเราต้องยอมรับในข้อนี้ ;มันเป็นเพื่อนที่อยู่ร่วมกันในโลก สำหรับทำหน้าที่ส่วนหนึ่ง แขนงหนึ่ง ระบบหนึ่งที่เหมาะแก่คนพวกหนึ่ง.
น.436 มองดูต่อไปอีกถึงระบบศีลธรรม ระบบวัฒนธรรม ศีลธรรมตามธรรมดา. เรื่องนี้ก็เคยพูดกันมากแล้วเรื่องจริยธรรมสากล เคยพูดกันแล้ว ย้อนไปนึกดูพิจารณาดูใหม่ก็แล้วกัน อยู่ในรูปของจริยธรรมสากล หรือในรูปของวัฒนธรรมของมนุษย์ประจำวัน จริยธรรมสากลก็ต้องบังคับตัวเอง วัฒนธรรมที่ดีของมนุษย์ ก็ต้องการบังคับตัวเอง ; แต่มันอยู่ในระดับที่เป็นไปอย่างสามัญธรรมดา คือ ไม่เฉียบขาดไม่รุนแรง เหมือนระบบของศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา. เพราะเหตุฉะนั้นในระบบจริยธรรมสากล หรือวัฒนธรรมทั่วไป จึงไม่มีเทคนิคเฉพาะ เพื่อจะบังคับจิตลงไปโดยตรง ; เป็นแต่เพียงเรื่องกล่าวไว้เป็นหลักเพื่อชี้ชวน ชักชวนไปตามธรรมดาสามัญอีกนั่นเอง. ดังนั้นมันจึงเป็นไปได้อย่างผิวเผิน คือบังคับจิตได้ หรือควบคุมจิตได้ในระดับผิวเผิน ; ในระดับที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่าบังคับตนเองนี้ บังคับตนเองอย่างความหมายสามัญธรรมดาทั่วไปในโลกนี้ มันผิวเผินเพียงเท่านี้. จิตไม่ถูกบังคับอย่างจริงจัง เหมือนวิธีการฝึกโดยตรงในระบบศาสนา เพราะเหตุนี้มันจึงมีกำลังน้อย. การบังคับจิตในระบบจริยธรรมสากล วัฒนธรรมสากลนี้มันมีกำลังน้อยไม่อาจจะต่อสู้กับความยั่วยวนทางเนื้อหนัง ในที่สุดมันก็ค่อยๆ ถูกชักจูงไป ให้เป็นบริวารของลัทธิวัตถุนิยมไปโดยไม่รู้สึกตัว. วัตถุนิยมในที่นี้ก็หมายความว่า ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ อย่างที่สมัยใหม่เขากำลังต้องการนี้. กำลังของจริยธรรมสากลมันมีน้อย มันต้านทานไม่ไหว มันก็ถูกกลืน : เป็นการแก้ไขให้ไม่ผิดจริยธรรม ไม่ผิดวัฒธรรมอะไรไปเสียเลย ในการที่จะมีความสุขทางวัตถุในมาตรฐานหนึ่ง, แต่ก็เป็นความลุ่มหลงด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นระบบจริยธรรมสากลนี้ มันเป็นเพียงปรัชญา เป็นเพียง Philosophy of moral หรือ moral philosophy คือปรัชญาของศีลธรรม.
น.437 สิ่งที่อยู่ในรูปของปรัชญานี้ มันก็เป็นเรื่องความคิดเสียมากกว่า ที่จะเป็นตัวการปฏิบัติอย่างเฉียบขาดลงไปโดยตรง มันเป็นแบบของ Philosophy อย่างนี้ มันเลยไม่มีกำลังพอจะต้านทานความยั่วยวนของวัตถุนิยม มันจึงถูกกลืน, ถูกกลืนมากยิ่งขึ้นทุกที.ในเวลานี้ เราจึงเห็นความเสื่อมทางศีลธรรม ทางจริยธรรมของโลก ทวีขึ้น ๆ เพราะสิ่งนี้ไม่มีกำลังพอที่จะต้านทานความยั่วยวนของวัตถุ. พูดชัด ๆ ว่า มันไม่มีเทคนิคเฉพาะสำหรับการบังคับฝึกฝนจิตให้เข้มแข็ง ให้เฉียบขาด ให้เป็นอิสระได้, เพราะฉะนั้นจึงหวังพึ่ง สติปัญญาของมนุษย์ในระบบนี้ไม่ได้ ในยุคในสมัยที่วัตถุนิยมกำลังระบาดจัดถ้ามันเป็นสมัยอื่นที่วัตถุนิยมไม่ได้ระบาดจัด ระบบจริยธรรมอย่างนี้ มันก็อาจจะพอที่จะแก้ปัญหาได้ ; แต่ถ้าเป็นยุคที่เสื่อมทรามทางจิตอย่างนี้ มันก็ไม่พอที่จะแก้ไขได้.เราจึงเห็นโลกทรุดต่ำจมลงไปในความเสื่อมทรามทางศีลธรรม จนเกิดการแก้ไขศีลธรรมให้คล้อยตามความต้องการของมนุษย์. สิ่งที่เคยบัญญัติว่า น่าเกลียด ลามก อนาจารผิดศีลธรรมนี้ก็กลายเป็นของไม่ผิดไป, มันแก้ไขกันมากถึงอย่างนี้. เลยเกิดศีลธรรมหรือจริยธรรมใหม่ ที่คล้อยตามวัตถุนิยม อย่างน่าสมเพชเวทนา. ทีนี้ เราจะดูระบบสุดท้าย คือ ระบบวิทยาศาสตร์. เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็เป็นวิทยาศาสตร์ พูดกันแต่เรื่องวิทยาศาสตร์, วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใหญ่โตไปกว่าเรื่องใดหมด. เราจะใช้ระบบวิทยาศาสตร์แก้ไขปัญหาของมนุษย์ ได้หรือไม่ ? คือทำการบังคับจิตตามวิถีทางอย่างวิทยาศาสตร์นี้จะทำได้หรือไม่ ? ข้อนี้มีปัญหาที่น่าสงสาร น่าสมเพชตัวเองเกิดขึ้น หรือแทรกแซงอยู่ทั่วไป คือความหมายของคำวิทยาศาสตร์นั่นเอง. ความหมายของคำว่า วิทยาศาสตร์ หรือตัววิทยาศาสตร์นั้นมันดีมาก ดีที่สุด ; เป็นวิทยาศาสตร์ที่ว่าไปตามความเป็นจริง ตามเหตุผล ตามการพิสูจน์ทดลอง, เรียกว่าวิทยาศาสตร์. แต่แล้วก็อย่าลืมว่ามันก็ยังมีเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายนามธรรม หรือฝ่ายจิตฝ่ายหนึ่ง; แล้วก็ยังมีฝ่ายวัตถุแท้ ๆ ฝ่ายสสารวัตถุแท้ ๆ นี้ก็อีกฝ่ายหนึ่ง.
น.438 ถ้าว่าคนที่จริง คุณช่วยจำไว้ด้วยว่า ผมกำลังบอกว่า สิ่งที่เรียกว่า "จิต" นั้นมันก็คล้ายๆ กับวัตถุอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. แต่มันเป็นเรื่องที่ละเอียดกว่า ประณีตกว่า จนเราต้องแยกออกเป็นคนละฝ่าย, ในคัมภีร์พุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเรียกจิตว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่ง, ใช้คำว่าธาตุชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ นี้,เรียกว่า วิญญาณธาตุ หรือนามธาตุอะไรก็ตาม, และยังเรียก space ความว่าง หรือสุญญตา ว่าเป็นธาตุอีกชนิดหนึ่งเหมือนกัน. นี่ก็เพราะว่ามันมีอะไร มีกฎเกณฑ์อะไรเหมือนกับวัตถุเหมือนกัน แต่มันมีรูปร่างต่างกัน. มันมาจากเหตุ จากปัจจัย งอกงามไปตามเหตุตามปัจจัยอะไรเหมือนกับวัตถุเหมือนกัน, แต่เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวไม่เห็นตัวไหวเร็ว กลับกลอกเร็ว ; แสดงออกโดยตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยวัตถุ, อาศัยวัตถุเป็นสื่อแสดงตัวเองออก. วัฒนธรรมทางจิตนี้ มันก็หมายความว่า รู้จักบังคับจิตไปตามกฎเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์นั้นเอง, คือต้องมีเหตุผล ต้องตั้งอยู่ในการพิสูจน์ทดลอง และพิสูจน์ได้อยู่ในตัวเองตามลำดับ. เพราะฉะนั้นถ้าว่าคุณฝึกอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้นได้จริง คุณจะมองเห็นว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ นับตั้งแต่การกำหนดลมหายใจยาวเป็นต้นไป จนถึงบรรลุผลสุดท้าย สลัดกิเลส สลัดทุกข์ได้ในขั้นที่ ๑๖. มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของทางวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ, คือมันต้องเป็นอย่างนั้น แล้วมันจึงจะเป็นอย่างนั้น แล้วมันจึงเป็นอย่างนั้น มันเป็นไปตามอำนาจของการกระทำ และผลที่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยตรงตามหลักเกณฑ์อันนั้น หรือตามกฎของธรรมชาติอันนั้นนี่มันเป็นวิทยาศาสตร์อย่างนี้ โดยสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย แต่มันเป็นเรื่องทางจิตแล้วก็ไม่มีใครเรียกมันว่า วิทยาศาสตร์. พวกฝรั่งหรืออาจารย์ทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันไม่เคยฝัน หรือว่าไม่เคยวี่แววว่าการปฏิบัติของพุทธบริษัทอย่างนี้ ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ;ทั้งที่แท้มันก็เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ฝ่ายนามธรรมเท่านั้นเอง. วิทยาศาสตร์ฝ่ายนามธรรมอย่างนี้ มันก็กลายเป็นอานาปานสติในพุทธศาสนาไป. ก็กลายเป็นเรื่องที่เราพูดแล้ว
น.439 เอามาพูดอีกไม่ได้ มันไม่รวมอยู่ในข้อนี้. แต่เราก็ยังพอใจ ยังรักระบบ หรือวิธีการอย่างวิทยาศาสตร์ แล้วมันก็เหลือแต่ทางวัตถุ. ทางวัตถุนี้ แม้จะใช้วิธีการอย่างวิทยาศาสตร์ แล้วจะมาบังคับร่างกายตามวิธีวิทยาศาสตร์อย่างนี้ มันทำไม่ได้, มันไม่ถึงจิต มันเป็นเรื่องการบังคับที่น่าขบขันคือการบังคับเข้าไปจากข้างนอก, แล้วก็บังคับอย่างที่เรียกว่า บังคับวัวให้กินหญ้า เมื่อวัวมันไม่กินหญ้า หรือเมื่อวัวมันจะกินหญ้า จะบังคับไม่ให้มันกินหญ้า มันเป็นเรื่องที่น่าขบขัน. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทางด้านวัตถุนี้ มันก็เลยไม่พอ ไม่พอที่จะบังคับจิต,ไม่พอที่จะสร้างจิตชนิดที่ให้มีกำลัง ให้มีสมรรถภาพมาก ในการที่จะไม่ลุ่มหลงทางเนื้อหนัง ; ยิ่งไปเกี่ยวข้องกับวัตถุมากเข้าเท่าไร มันก็ยิ่งชวนให้ลุ่มหลงในทางวัตถุมากเข้าเท่านั้น. มันเลยกลายเป็นสิ่งที่น่าขบขันยิ่งขึ้นไปอีก คือไปเล่นกับสิ่งที่มันจะกลืนเอาโดยไม่รู้สึกตัว. เพราะฉะนั้นที่จะทำได้ดีทางวิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุนี้ ก็ไม่มีอะไรเกินไปกว่าผลเพียงอนามัยในทางจิต หวังเพื่อให้จิตมีอนามัยดีแล้วก็ได้, ก็เป็นสิ่งที่หวังได้ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันฝ่ายวัตถุนี้. แต่เรื่องที่จะฝึกจิตชนิดที่ตัดกิเลสได้นั้นไม่มีหวัง. การมีอนามัยทางจิตดีนี้ไม่ได้หมายความว่า จิตจะตัดกิเลสได้, เพียงแต่มีความปรกติ หรือมีอะไรเป็นความปรกติ พอที่จะทนอยู่ได้เท่านั้นเอง. มันไม่ใช่สมรรถภาพทางจิต, มันเป็นเพียงอนามัยทางจิตชนิดที่ให้จิตอยู่อย่างปรกติ. สมรรถภาพทางจิตนั้นต้องตัดกิเลสได้ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่อาจจะหวังพึ่งวิทยาศาสตร์แห่งยุคปัจจุบันเพื่อการฝึกจิต ; มันเดินกันคนละทาง. ทีนี้ คุณก็พิจารณาดูทีเดียวตลอดสาย เพื่อการเปรียบเทียบ : ศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า, ศาสนาที่มีพระเจ้า, แล้วก็ระบบปรัชญา, ระบบจริยธรรม ศีลธรรม,
น.440 กระทั่งถึงระบบวิทยาศาสตร์ ที่เราจะเอามาประยุกต์กับการบังคับจิตของมนุษย์โดยเฉพาะนี้มันต่างกันอย่างไร ? ปัญหามันก็เหลืออยู่แต่ว่า ใครมีพื้นเพเท่าไร, จะเหมาะกับระบบไหนถ้ามันตรงกับพื้นเพแล้ว บางทีจะได้ผลมากเหมือนกัน, แม้จะเป็นระบบที่ไม่ใช่สูงสุด.มันอยู่ที่ว่าเราจะใช้สิ่งที่เรามีนี้ ระบบศาสนาหรือจรยธรรมที่เรามีนี้ ให้มันถูกต้อง ให้มันสมบูรณ์เท่านั้น. ถ้าเป็นระบบศาสนาอย่างที่ถือเอาความเชื่อ ความภักดีเป็นหลัก ก็ต้องระดมทุ่มเทกำลังในเรื่องนั้น, มันก็จะบังคับจิตได้ เป็นที่พอใจด้วยเหมือนกัน. ถ้าเป็นระบบที่ไม่มีความเชื่อ ความภักดี เป็นหลัก, ก็ต้องใช้เหตุผลทางสติปัญญา อาศัยกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ หรืออะไรเป็นหลัก มันก็ได้เหมือนกัน. มารวมใจความสำคัญ สั้น ๆ อยู่ที่คำพูดเพียงคำเดียวว่า " ความไม่เห็นแก่ตน " เท่านั้น. การที่จะเอา ‘ตน" ไปทิ้งเสีย ให้เหลืออยู่แต่ความถูกต้องความจริง ความเป็นธรรม ความ ยุติธรรม , ที่เราจะเรียกว่า พระเจ้าก็ได้ หรือจะเรียกว่า พระธรรมก็ได้ จะเรียกว่า ศาสนาก็ได้ อะไรก็ได้หลาย ๆ ชื่อ; แล้วมันก็มีความหมายอยู่ตรงที่ว่า เดี๋ยวนี้จิตมันถูกบังคับ, บังคับได้ ไม่ให้ตกเป็นทาสของความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง,มีผลอย่างนี้. แต่ที่มนเป็นไปโดยบังเอิญ โดยความที่หลาย ๆ หนเข้ามันก็เบื่อ ก็เอือมก็มี, พอที่จะเป็นตัวอย่างสำหรับสังเกตดูได้ เป็นชนวนสำหรับการก้าวหน้าต่อไปได้เหมือนกัน. ดังนั้นในฐานะที่คุณเป็นนักศึกษา ก็พยายามเป็นนักศึกษาให้พอตัว สมกับคำว่าเป็นนักศึกษา อย่ามองดูอะไรแต่เพียงด้านเดียว, อย่ามองดูระบบอื่นและผู้อื่นว่ามันผิดไปเสียหมด. มันมีความถูกต้องอยู่เป็นเรื่อง ๆ เฉพาะระบบนั้นเสมอ. ส่วนการที่มันจะสูงต่ำทัดเทียมกันหรือไม่ นี้มันก็ไม่แน่.
น.441 ขออภัย จะพูดตรง ๆ ว่า "ถ้าสำหรับคนโง่ละก็ ของฉลาดก็เอาไปใช้ไม่ได้"มันจะดีเกินไปจนใช้ไม่ได้. ถ้าเป็นคนฉลาดก็เอาของโง่ ๆ มาใช้ไม่ได้, มันเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว. เพราะฉะนั้นถ้าคนโง่ในโลกมีมาก หรือพูดได้ว่าในโลก มีคนโง่มาก, ระบบสำหรับคนโง่นั่นแหละจะสูงสุด มีประโยชน์ที่สุด มีค่าที่สุด. เพราะฉะนั้นอย่าได้ไปดูถูกดูหมิ่นเลย. ของดีเกินไปมันก็ไม่มีประโยชน์แก่คนโง่ หรือของมีค่าเกินไป มันก็ไม่เกิดประโยชน์แก่สัตว์หรือคน ที่ไม่ต้องการของมีค่า เหมือนเรื่องไก่ได้เพชรพลอย หรือลงได้หัวแหวน อย่างนี้เป็นต้น มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร. เพราะฉะนั้นอย่าอวดอ้างสติปัญญา วิชาความรู้ ปริญญา อะไรที่กำลังหลงกันนัก,มันใช้อะไรไม่ได้ก็ได้ มันสู้ " การนั่งหลับตา บังคับจิตอย่างโง่ ๆ ของชาวอินเดีย "อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกนั้น สู้อันนี้ก็ไม่ได้ ; แล้วมันจะแก้ปัญหาวิกฤตกาลในโลกได้. เวลาของเราก็หมดแล้ว.
น.442 พฤษภาคม ๒๕๑๒ เวลาสำหรับพวกเราล่วงมาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว ในวันนี้จะได้พูดกันถึงปัญหาสุดท้าย คือ การที่โลกนี้ มิได้มีการบังคับ จิต เพื่อบรมธรรม แม้แต่ระบบใด. ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึงปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์เรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ปัญหาที่กำลังมีอยู่เฉพาะหน้าในเวลานี้, คือความทุกข์ของโลก ทั้งโดยอย่างที่เปิดเผย และอย่างที่เร้นลับ. และได้ชี้ให้เห็นว่า มันเนื่องมาจากการที่ลุ่มหลงอยู่ในเรื่องของวัตถุ ที่เราเรียกกันง่ายๆว่า "วัตถุนิยม" ; และความลุ่มหลงนี้ได้มีมากขึ้นทุกที จนได้สูญเสียระบบวัฒนธรรม หรือจริยธรรมดั้งเดิม หวังแต่ความก้าวหน้าทางวัตถุ มีความเจริญทางวัตถุ ในลักษณะที่เป็นภัยแก่มนุษย์เองยิ่งขึ้นทุกที. แม้ว่าจะมีการศึกษามาก ก้าวหน้ามาก จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป; การศึกษา หรือการก้าวหน้าเหล่านั้น ๘๑๔
น.443 แทนที่จะช่วยแก้ไขปัญหา หรือช่วยดับทุกข์ ให้แก่คนในโลก กลับจะเป็นเครื่องส่งเสริมให้คนมีความทุกข์ ความลุ่มหลงมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม. เครื่องมือเครื่องใช้ที่แสนจะวิเศษที่ประดิษฐ์ขึ้นมาได้นั้น กลายเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างความทุกข์ให้แก่มนุษย์ยิ่งขึ้นไปอีก, จนเรียกโดยอุปมาว่าสร้างขึ้นมาเท่าไรก็กลายเป็นเครื่องมือของพญามารไปหมด. ทั้งที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นมาเพื่อหวังความเจริญ. ทั้งนี้ก็เพราะว่ามี "ความไม่รู้", ซึ่งหมายถึงความไม่รู้สึกตัวว่า อะไรเป็นอะไรจึงได้กระทำไปในลักษณะที่เป็นผลร้ายยิ่งกว่าเดิม อย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หรืออย่างที่ไม่น่าเชื่อ ในที่สุด แม้จะรู้สึกว่า สถานการณ์เป็นอย่างไร ก็ยังช่วยไม่ได้, แตก เพราะว่ายังไม่สามารถจะบังคับจิต หรือบังคับตัวเอง ให้เลิกกระทำชนิดที่เป็นการเชือดคอตัวเองเหล่านั้นเสียได้. เพราะฉะนั้นจึงอุปมาภาวะของมนุษย์ในโลกเวลานี้ ว่า เสมือนกับสร้างอะไรขึ้นมาสำหรับเชือดคอตัวเอง หรือเผาลนตัวเอง หรืออะไรทำนองนั้นไปหมด ;ไม่ต้องพูดถึงบรมธรรมกันเลย ทั้ง ๆ ที่ว่า แต่ละศาสนา แต่ละลัทธิ ก็มีวิธีการที่สามารถจะดับความทุกข์ โดยจะเข้าถึงบรมธรรมได้ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ขอให้มองดูในวงกว้างอีกทีหนึ่ง จนมองเห็นภาพพจน์ของเรื่องนี้ว่า มนุษย์ในโลกทุกหมู่ ทุกเหล่า ล้วนแต่มีเครื่องมือสำหรับจะทำความผาสุกหรือสันติสุขให้แก่ตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ; แต่แล้วก็เก็บเครื่องมือเหล่านั้นแขวนไว้เสียกลับไปสร้างเครื่องมือชนิดที่จะเอามาเชือดเฉือนตัวเอง ทรมานตัวเองให้เดือดร้อนให้เป็นทุกข์ ให้ร้อนระอุเป็นไฟไปหมด. นี้คือข้อที่ว่าศาสนากำลังเป็นหมัน หรืออย่างดีที่สุดก็ถูกแขวนไว้ข้างฝา เก็บไว้บนหิ้งเป็นต้น ในฐานะเป็นโบราณวัตถุ ที่มีค่ายังไม่อยากจะทิ้ง, เอาไว้ประดับ ; แล้วก็ชวนกันไปประพฤติ หรือกระทำในลักษณะที่ไม่ต้องมีศาสนากันนั่นเอง. นี่คืออาการที่เรียกว่ามีศาสนาแต่พอเป็นพิธีรีตอง หรือ
น.444 มีศาสนากันแต่เปลือก, หมายความว่ายังมีการทำพิธีรีตองทางศาสนาอยู่ แล้วก็งอกเงยไปในทางที่น่าสงสาร คือว่าเป็นไปในทางที่งมงายมากขึ้นอย่างที่เรียกว่าเปลือก หรือเหมือนกับดิน ที่เอามาพอกเข้าข้างนอก เอาดินเอาโคลนมาพอกเข้าข้างนอกให้หนา จนของจริงนั้นไม่ปรากฏ ; นี้ในส่วนศาสนา, เพราะว่าจิตใจ หรือความรู้สึกทั้งหมดมันไปอยู่ที่ความอร่อยของวัตถุธรรม อย่างที่ได้เคยพูดกันมาแล้ว หลายครั้งหลายหนในการบรรยายตอนต้น ๆ. ในครั้งสุดท้ายก็ได้พูดถึงวิธีการฝึกฝนและบังคับจิตระบบอื่น ที่เป็นไปเพื่อบรมธรรมด้วยกันทั้งนั้น, มีตั้งแต่อย่างต่ำ หรืออย่างง่ายที่สุด ขึ้นไปจนถึงอย่างสูงอย่างลึกที่สุด. แต่อย่างนั้นก็ยังช่วยอะไรไม่ได้. ระบบการฝึกจิตเหล่านี้กลายเป็นวิชาความรู้ชนิดหนึ่งไปเท่านั้น ; เพราะถูกเก็บไว้ในสมุดในตำรามากกว่าที่จะมาอยู่ที่เนื้อที่ตัวของคน. จนกว่าเมื่อไรความทุกข์มันจะได้เผาผลาญทรมานสัตว์โลก จนถึงระดับที่ถึงกับจะทำให้เกิดความรู้สึกว่า ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น, หรือเอือมระอาถึงที่สุดต่อวิชาความรู้ ความก้าวหน้า อย่างแบบใหม่นั้น จึงจะหันมาดูสิ่งที่วิเศษหรือดีที่สุดที่มีอยู่แล้วสำหรับมนุษย์ ที่ถูกละทิ้งกันไปเสียนาน, คือหัวใจของสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" นั่นเอง. เดี๋ยวนี้ ก็ยังมีเป็นส่วนน้อยที่เข้าถึงหัวใจของสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ของตน ๆแล้วก็เป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องศาสนา เพราะไม่เข้าถึงหัวใจของศาสนาของตนๆนั่นเอง. ถ้าเข้าใจถึงหัวใจของศาสนาของตน ๆ แล้วไม่มีหนทางที่จะทะเลาะวิวาท หรือขัดแย้งกันได้ ; เพราะว่าทุกศาสนา ทุกลัทธิย่อมหวังบรมธรรมด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งสรุปแล้ว มันอยู่ที่ "ความไม่เห็นแก่ตัว." นี้เราได้พูดกันมาแล้วอย่างละเอียดถึงข้อที่ ทุกศาสนาย่อมมุ่งทำลายความเห็นแก่ตัว , กาย และไปไกลถึงที่สุดก็คือ ทำลาย "ตัว"เสียทีเดียว. ทำลายความรู้สึก ว่าตัวได้แล้ว มันก็ทำลายความเห็นแก่ตัวได้โดยไม่ยาก,
น.445 ทีนี้ แต่ละศาสนาไม่เข้าถึงจุดอันนี้ แม้ของพุทธบริษัทเรา มิได้มุ่งทำลายความเห็นแก่ตัว กลับไปทำชนิดที่มันเป็นการเพิ่มความเห็นแก่ตัว, แม้แต่ทำบุญทำกุศลก็เพื่อเพิ่มความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. แล้วก็มีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวว่า เรายังทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้, ทำแต่เรื่องบุญ เรื่องกุศล เพื่อผลแห่งความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็พอแล้ว. เลยเป็นปัญหาเรื่องว่า อะไรเป็นบุญ เป็นกุศล ที่แท้จริงอยู่เรื่อยไป ไม่มีข้อตกลง หรือความตกลง ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายได้. นี้เรียกว่าไปถือเอาส่วนปลีกย่อย หรือส่วนเปลือกส่วนภายนอก ขึ้นเป็นส่วนสำคัญ. ถึงแม้ศาสนาอื่น ๆ ที่มีอยู่ในโลก ที่มีพระเจ้าเป็นหลัก ก็สาละวนอยู่แต่เรื่องเชื่อหรือบูชาพระเจ้า โดยไม่ต้องทำตามที่พระเจ้าต้องการ ; แล้ว ยังแถมไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า พระเจ้าแท้จริงคืออะไร ? และต้องการอะไร ? จึงเหลืออยู่แต่พิธีรีตองอีกตามเคย, เน้นหนักแต่เรื่องว่า เชื่อพระเจ้า แต่ก็ไม่รู้ว่า การเชื่อพระเจ้าจริง ๆ นั้นคือทำอย่างไร.การเชื่อพระเจ้าไม่ใช่เพียงแต่ว่า เชื่อ - เชื่อ - เชื่อ เชื่อด้วยจิต ด้วยความรู้สึกว่า เชื่อว่านับถือ ว่ารักพระเจ้า, พระเจ้ารักเรา เรารักพระเจ้าอะไรทำนองนี้ ;อย่างนี้มันยังเป็นเรื่องที่น่าหวัว. การเชื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงก็ต้องปฏิบัติตามที่พระเจ้าต้องการ, คืออย่าให้ทุกคนมีตัวของตัว อย่ามีความเห็นแก่ตัว, ถ้าจะมีตัวบ้างก็ให้เอาไปให้พระเจ้าเสีย อย่าให้มีตัวของตัว ; มันก็ไม่มีทางที่จะเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ก็มาทำผิดตรงนี้เอง ตรงวิธีที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะเอาตัวไปให้พระเจ้าเสียให้หมด อย่าเหลือเป็นตัวของตัว. มันมีการกระทำชนิดที่เพิ่มตัวของตัวอยู่เรื่อยไป ทั้งที่อ้างถึงพระเจ้า ;มันก็เลยมีผลในลักษณะที่เป็นความเห็นแก่ตัวมากขึ้นเหมือนกัน เช่นอ้างคุณพระเจ้ามาเพื่อความก้าวหน้าทางวัตถุ อย่างนี้เป็นเรื่องที่น่าหวัวสิ้นดี ไม่มีอะไรที่จะน่าหวัวมากกว่านี้. พระเจ้ามีความมุ่งหมายจะกำจัดความลุ่มหลงในทางวัตถุ, กำจัดอำนาจของวัตถุที่จะครอบงำมนุษย์ ; แต่มนุษย์ก็อ้างคุณของพระเจ้ามา เพื่อความก้าวหน้าทางวัตถุของตัว, แสวงหาวัตถุ ครอบครองวัตถุ แย่งชิงวัตถุ ; แม้แต่การทำสงครามก็อ้างคุณของพระเจ้า มาให้ช่วยตัว อย่างนี้มันเป็นเรื่องที่น่าหวัว.
น.446 ม้ศาสนาหรือลัทธิปรัชญาอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า หรือไม่เกี่ยวกับพระเจ้า หรือไม่เกี่ยวกับกฎเกณฑ์อะไรที่เป็นรูปร่างทางศาสนาโดยตรงก็มีอยู่มาก, เรียกว่า ปรัชญา หรือศีลธรรม วัฒนธรรม หรือจริยธรรม ก็มีอยู่มาก ก็ช่วยไม่ได้ตามเคย. มนุษย์ได้กวาดเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบริวารของความต้องการของตัว มาสนับสนุนความต้องการของตัว, ใช้ความรู้ทางปรัชญา ทางจริยธรรมนั้น มาเพื่อสนับสนุนความคิดเห็นของตัวในทางที่จะลุ่มหลงอยู่กับวัตถุ ; เลยเป็นอันว่าไม่มีอะไรเหลือ จะเป็นศาสนาก็ดี,จริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรมก็ดี, ความรู้วิชาอะไรก็ดี, ถูกกระทำให้เป็นบริวารของความสุขทางเนื้อหนังไปหมด. เพราะฉะนั้น เราจะได้พูดกันถึงวิธีการบังคับจิตนานาชนิด ล้วนแต่เพื่อบรมธรรม มันก็พลอยเป็นเรื่องน่าหวัวไปด้วยเหมือนกัน เพราะว่ามันกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ. เหมือนกับว่าเราไปเสนอขายผ้าห่มกันหนาวให้แก่คนที่กำลังร้อนอยู่ในเมืองร้อน ร้อนระอุหมด ก็ไม่มีใครซื้อ. แม้ว่าจะขายถูก หรือจะให้เปล่าก็ยังจะไม่เอาไม่มีใครเอา. ขอให้พวกคุณทุกคน ที่เป็นนักศึกษานี้เอาไปคิดดู เพราะว่ามันมีปัญหาหนักซับซ้อนกันอยู่หลายชั้นอย่างไร. การที่เราบวชเข้ามาชั่วระยะหนึ่ง เพื่อจะรู้เรื่องนี้ผมก็ขอร้องว่า ให้รู้ที่ตรงนี้ : คือรู้อย่างนี้รู้เรื่องนี้ รู้ในลักษณะอย่างนี้ตรงข้อเท็จจริงข้อนี้ ; มันจึงจะมีประโยชน์หรือช่วยได้ ; เพื่อว่าจะได้ไม่ไปรวมอยู่ในพวกที่หลง,จะได้เกิดมีสมาคมที่แยกตัวออกมาสำหรับจะเป็น "ผู้เป็นตัวอย่าง" หรือว่าอย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อเป็น " ผู้ที่เป็นตัวของตัวเอง " เป็นผู้รู้จักประโยชน์ของตัวเอง ขอให้มองดูให้ลึกในข้อที่ว่า โลกนี้กำลังต้องการบุคคลที่กล้าหาญ ที่จะผ่าแหวกแนวความดึงดูดของวัตถุนิยมออกมาได้. ตรงนี้คุณอาจจะฟังผิดที่ผมว่า "โลกนี้
น.447 กำลังต้องการ" ในเมื่อได้พูดมาตั้งมากมายว่า โลกนี้มันกำลังจมอยู่ในโคลน ในปลักของวัตถุนิยม แล้วก็ไปเอาโลกไหนมาต้องการธรรมะ. นี้ก็เป็นข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่จะต้องดูด้วยเหมือนกันว่า "คนที่โง่นั้นก็คือคนที่จะต้องการความฉลาด" คนโง่ มันก็มีความทุกข์ มีความลำบาก มีปัญหา มันควรจะต้องการความฉลาด ; หรือโดยเนื้อแท้มันต้องการความฉลาด แต่มันก็ไม่รู้จักความฉลาด มันก็ไม่ต้องการความฉลาด. เราก็พูดว่า มันต้องการความฉลาด. นี่มันคือข้อที่น่าสงสาร หรือน่าหวัว หรืออะไรพร้อม ๆ กันไปหมด. ที่แท้โลกนี้อยู่ในสภาพที่ต้องการธรรมะ แต่ว่าโลกนี้ก็ไม่ต้องการธรรมะ ; เพราะเหตุเพียงนิดเดียวคือว่า เพราะไม่รู้จัก. ทีนี้ จะต้องพูดกันถึงเรื่อง "เหตุที่ทำให้ไม่รู้จัก" เสียบ้าง ซึ่งเป็นความมุ่งหมายที่จะพูดในวันนี้. สำหรับคุณที่เป็นนักศึกษา เรียนมาแต่อยู่ในมหาวิทยาลัยเรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ไม่เคยพูดกันถึงเรื่องนี้. การศึกษาแผนใหม่ของคุณ ก็มักจะอวดอ้างว่า รู้ - รู้ - รู้. รู้อะไรไปเสียหมด, แล้วก็ไม่รู้สึกตัวว่ารู้เพียงด้านเดียว - รู้เพียงด้านเดียว.เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจถึงหลักของพระพุทธศาสนา ที่ทุกคนนับถือบูชานี้ ว่ามันมีหลักสำหรับความรู้ สำหรับการรู้อยู่. ซึ่งพวกคุณจะต้องรู้ และก็ไม่ใช่รู้เฉย ๆ จะต้องเอาไปใช้ในการรู้สิ่งทุกสิ่ง. เมื่อจะรู้อะไรต้องตั้งหัวข้อไว้อย่างน้อย ๔ อย่างว่า : - ๑. สิ่งนั้นคืออะไร ? ๒. เสน่ห์ของสิ่งนั้นมีอยู่อย่างไร ? ๓. โทษ คือความเลวของมันคืออย่างไร ? ๔. อุบายที่จะกำจัดส่วนที่เป็นโทษ เหลืออยู่แต่ส่วนที่เป็นประโยชน์นั้นคือ อย่างไร. นี้เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าท่านสอน : สิ่งนั้นคืออะไร ? อัสสาทะของสิ่งนั้นคืออะไร ? อาทีนวะของสิ่งนั้นคืออะไร ? นิสสรณะของสิ่งนั้นคืออะไร ? มี ๔ อย่าง.
น.448 มื่อรู้ว่า สิ่งนั้นคืออะไร นั้น หมายความว่า รู้จักทั้งด้านหน้าและด้านหลัง,คือปรากฏการณ์ด้านหน้าของมันเป็นอย่างไร ? แล้วมูลเหตุและปัจจัย สิ่งสร้างสรรค์อะไรของมัน คืออะไร ? รู้ทั้งเหตุ รู้ทั้งผลของมัน, รู้ทั้งหน้าตาและรู้ทั้งหลังฉากของมัน จึงเรียกว่า "รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร". แล้วจึงมาดูว่า อัสสาทะ คือเสน่ห์ความยั่วยวน - ความดึงดูด ของมันนั้นคืออะไรได้ง่าย. คือเพ่งดูเฉพาะส่วนนี้ที่หนึ่งก่อนแล้วก็ดู อาทีนวะ คือโทษของความเลวของมันนั้นพร้อมกันไปด้วย. จึงจะรู้ว่า อุบายหรือเทคนิค ในการที่จะออกมาเสียจากอำนาจของสิ่งนั้น มีอยู่อย่างไร. หลักเกณฑ์ ๔ ข้อนี้ใช้ได้ทุกสิ่ง ทั้งทางวัตถุ ทั้งทางจิตใจ, ทั้งทุกอย่างที่มนุษย์จะเกี่ยวข้องกับมนุษย์. เหมือนอย่างว่าคุณสูบบุหรี่ คุณก็ต้องรู้ว่า บุหรี่นี้มันคืออะไร, และรู้ว่าอัสสาทะ - เสน่ห์ของมันนั้นเป็นอย่างไร, แล้วอาทีนวะ - โทษหรือความเลวของมันนั้นเป็นอย่างไร, แล้วก็มีวิธีการอย่างไรที่จะออกมาเสียจากอำนาจครอบงำของบุหรี่ หรือความเสียหาย ความทุกข์ อันเกิดมาจากบุหรี่นั้น. เดี๋ยวนี้คุณรู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้น รู้แต่อัสสาทะ คือเสน่ห์ของมันเท่านั้น ก็สูบบุหรี่ปุ๋ย ๆ กันอยู่ทั่วไปเรื่อยไป. ในสี่อย่างนั้นคุณรู้เพียงอย่างเดียว คือรู้อัสสาทะ - คือเสน่ห์ของมัน. ข้อที่ ๑ มันคืออะไรก็ไม่รู้, ไม่สนใจจะรู้ เพราะต้องการแต่จะอร่อยในการสูบบุหรี่ คือ ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ อาทีนวะ - โทษของมัน ความเลวของมัน ก็ไม่สนใจจะรู้ ข้อที่ ๔ คืออุบายที่จะอยู่เหนือบุหรี่ นี้ก็ไม่สนใจจะรู้ ไม่ต้องการจะรู้ คุณมองดูข้อนี้ให้ดี แล้วจะมองเห็นข้อที่ว่า โลกทั้งโลก ชาวโลกทั้งโลกรู้จักโลกแต่ในแง่ที่ ๒ อย่างเดียวกับที่คุณรู้จักบุหรี่นั่นเหมือนกัน คือรู้จักแต่อัสสาทะ - คือส่วนที่ดึงดูดยั่วยวน เป็นเสน่ห์พึงใจ, รู้จักโลกแต่ในแง่นี้. นี้เรียกว่าไม่รู้ว่า
น.449 โลกนี้คืออะไร,ไม่รู้ว่าโลกนี้มันมีพิษ มีโทษ มีส่วนร้ายอย่างไร, หรืออุบายที่จะชนะโลก เป็นอย่างไร, อย่างนี้ ไม่รู้. รู้แต่ความดื่มด่ำอยู่ในรส อร่อยทางเนื้อหนังอยู่ตลอดเวลา. นี้เรียกว่ารู้แต่อัสสาทะของมัน, รู้แต่ส่วนที่เป็นเสน่ห์ของมันด้วยความลุ่มหลง. ถ้ามองเห็นข้อเท็จจริงข้อนี้ ก็จะมองเห็นข้อเท็จจริงอีกอันหนึ่ง พร้อมกันไปในตัวว่า วิธีการฝึกฝนจิตให้รู้จักโลก นี้สำคัญมาก, ตามแนวแห่งอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้น ที่เราได้พูดกันมาแล้ว คุณเอาไปปรับกันดู แล้วจับให้ได้ว่าทั้ง ๑๖ ขั้นนั้นมันคือเรื่องทำให้รู้จักโลกในทุกแง่ทุกมุม, แล้วก็ประพฤติสำเร็จด้วย, แล้วก็รู้ความสำเร็จที่เราได้ประพฤติแล้วนี้ด้วย ; ในอานาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้นนั้นจะมีอยู่อย่างนั้น.หมวดที่ว่าด้วย เวทนาปีติ และสุข นั้นแหละคือรู้จักสาระ เนื้อแท้อะไรของโลก ว่ามันเป็นอย่างไร, มันอร่อยอย่างไร, มันเป็นเหยื่อหุ้มเบ็ดอย่างไร ความอร่อยนี้หมายความว่า จะต้องเป็นเหยื่อ และหุ้มเบ็ดคือความทุกข์ที่ซ่อนอยู่ในนั้น. หมวดสุดท้ายก็คือเราสามารถเอาชนะมันได้โดยวิธีปฏิบัติ ๔ อย่างตอนท้าย. ถ้าทุกคนชวนกันศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้ ก็จะรู้จักโลกในด้านลึกครบทุกแง่ทุกมุม ก็จะหมดปัญหาไปได้. เดี๋ยวนี้ ไม่มีใครสนใจที่จะรู้จักโลกในแง่นี้ ในแง่ตามที่มันเป็นจริง เพราะเหตุอย่างเดียว เพราะความโง่ ซึ่งทำให้มีความอยาก ทำให้มีความหลง ทำให้มีความยึดมั่นถือมั่นในความอร่อย ; เลยกลัว ไม่กล้าสนใจในสิ่งที่ตนรู้อยู่แว่ว ๆ ว่ามันตำหนิข้อนี้ มันตำหนิสิ่งนี้ มันต้องการจะออกไปเสียห่างจากสิ่งนี้. เหมือนกับชาวบ้านที่กระทำอยู่อย่างน่าหวัว ต่อสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน ; พอพูดว่านิพพานเฉย ๆ เขาก็พอใจกันอยู่แล้วก็ภาวนาว่า " นิพพาน ปจฺจโย โหตุ๋ " ขอให้การกระทำของเราเป็นปัจจัยแห่งนิพพาน ; อย่างนี้พูดกันเป็นทุกคน ร้องตะโกนเป็นกันทุกคน, กลายเป็นมนต์บทหนึ่งไป.
น.450 ถามว่า ต้องการ นิพพานไหม ? รีบยกมือ, ต้องการอย่างยิ่งทีเดียว. ที่นี้ตั้งคำถามใหม่ไม่ใช้คำว่านิพพาน เช่นใช้คำว่าดับไม่เหลือ ไม่มีตัวตนสำหรับจะเกิดมาเป็นทุกข์อีกต่อไป อย่างนี้ก็ชักจะสั่นหัว. เรื่องความไม่เกิดมาอีกต่อไปนี้ กลัว เกลียด,คือกลัวจะไม่ได้พบกับสิ่งเอร็ดอร่อยตามที่ตัวหวัง หรือปรารถนาอยู่. ซึ่งเป็นเรื่องวัตถุนิยมทั้งนั้น, กลัวจะไม่ได้สวรรค์ จะไม่ได้อะไรต่าง ๆ ตามที่อุตส่าห์ลงทุนทำบุญไว้.หรือว่า เราจะพูดให้สรุปสั้นเข้ามา ในปัจจุบันนี้ ว่าจะกินน้ำหวานกันดี หรือว่าจะกินน้ำจืดกันดี ; ก็มีคนต้องการกินน้ำหวานทั้งนั้น ไม่มีใครต้องการกินน้ำจืด. แต่แล้วก็ดูให้ดีเถอะว่า น้ำหวาน กับน้ำจืด อันไหนมันมีอันตราย, อันไหนมันทำให้มีความยากลำบาก แล้วจมลงไปในความยุ่งยากลำบาก. เขาต้องการเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ, สาม ก. คือ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ไม่ต้องการความพักผ่อน. พอพูดถึงความพักผ่อนแล้ว กลัวเอือมระอา, ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หรือมีคุณอย่างยิ่ง. ข้อนี้เราหมายถึงความพักผ่อนในทางวิญญาณ, หมายถึงความเป็นอิสระในทางวิญญาณ, ไม่ไปลุ่มหลง เป็นทาสเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. มันก็หมายความอยู่ในตัวแล้วว่าเขาสมัครที่จะเป็นทาส เป็นบ่าวรับใช้ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ, รับใช้กิเลสตัณหา. การที่จะได้เป็นนายเหนือกิเลส ตัณหานั้น กลับไม่ต้องการ, เพราะเห็นว่ามันจืดชืดเหมือนกินน้ำจืด ไม่ใช่กินน้ำหวาน. อาการอย่างนี้เป็นแก่ทุกคน หรือเป็นกันทั้งโลก ก็โดยที่ไม่รู้ว่า "หวาน" นั้นคืออะไร นั่นเอง. ฉะนั้น เราจะต้องนึกกันต่อไปอีกว่าถึงข้อที่เคยพูดแล้วพูดอีก ค่อนข้างจะซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนกัน. คุณจะต้องนึกได้ว่าผมได้พูดแล้วพูดอีก ว่าสิ่งที่เรียกว่าพญามาร หรือซาตานนั้น ย่อมมาในลักษณะที่น่ารัก น่าหลงใหล หรือมีเสน่ห์อย่างยิ่งเสมอไป,
น.451 การที่เขียนรูปของพญามาร หรือซาตานเป็นรูปยักษ์ รูปสัตว์ป่า น่าเกลียดน่ากลัวนั้น นั่นเป็นเรื่องของคนโง่ แสดงให้รู้อยู่ว่า ผู้เขียนเป็นคนโง่ที่สุด สมกับที่เป็นมนุษย์ที่กำลังหลงอะไรอยู่ในโลก. สิ่งที่เรียกว่า พญามาร หรือซาตานนั้นไม่ได้มีรูปร่างอย่างนั้น, คนโง่มันเขียนมันเดาเอาเอง ไปเขียนรูปยักษ์ รูปมารน่าเกลียดน่ากลัว มีอาวุธ มีสัตว์ร้าย มีอะไรมาเป็นฝูงเป็นหมู่ นี้เป็นเรื่องของเด็กๆอมมือ. ถ้าจะเขียนให้ถูกต้อง ต้องเขียนเป็นรูปสิ่งที่สวยที่สุด ยั่วยวนที่สุด น่ารัก น่าตะครุบที่สุด, นั่นแหละคือพญามาร หรือซาตาน. นี่มนุษย์โง่ถึงขนาดนี้ แล้วจะไปรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนิพพานได้อย่างไร, คือไม่รู้ว่า สิ่งที่สวยงาม หอมหวนยวนใจนั่นแหละ คือพญามาร คือหน้าตาของพญามาร ; มิฉะนั้นมันจะหลอกใครได้เล่าคนก็รู้จักเสียหมดเท่านั้นเอง. แม้แต่เรื่องนิยายในพุทธศาสนาเรา พญามารอยู่ในชั้น ปรนิมมิตวสวัตตีโน้นเป็นชั้นสูงสุดของสวรรค์ชั้นกามาวจร พญามารอยู่ที่นั่น ; ถึงจะมีหน้าตา น่าเกลียดดุร้ายอย่างไร มันก็มาในรูปที่สวยงามที่สุด เป็นเสน่ห์ยั่วยวนที่สุด เป็นกามคุณชั้นสูงสุดของกามคุณทั้งหลาย จึงมาจับเอามนุษย์ได้โดยง่าย. ซาตานตามลัทธิศาสนาอื่น ของศาสนาคริสต์ หรืออะไรก็ตาม เขียนเป็นรูปสัตว์ร้าย มีเขี้ยว มีเขามีอะไร มือถืออาวุธต่าง ๆ นี้ก็เป็นเรื่องโง่อย่างเดียวกันอีก ; มาในรูปอย่างนี้ทำอะไรใครไม่ได้ ต้องมาในรูปที่เป็นเสน่ห์ ที่ชวนให้มนุษย์ลุ่มหลง,ให้ลุ่มหลงในเนื้อหนังจนลืมพระเจ้า.และอย่าลืมว่าซาตานมันเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า ที่พระเจ้าส่งมาเพื่อทดสอบมนุษย์เพื่อลองดีกับมนุษย์ เพื่อเล่นงานมนุษย์, ฉะนั้นต้องมาในรูปที่มนุษย์เข้าใจไม่ได้. เรื่องนี้คุณเอาไปคิดด้วย. ผมก็กำลังพูดอย่างที่เรียกว่า ไม่มีใครเชื่อ,เช่นพูดว่า ซาตานเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า. พวกที่ถือพระเจ้าเขาไม่เชื่อ, เขาโกรธ หาว่าผมด่าเขาด้วยซ้ำไป.
น.452 ต่เขาลืมไปว่า พระเจ้านั้นเขายอมรับว่า ก็คือทุกสิ่ง ไม่มีอะไร นอกจากพระเจ้า,พระเจ้าเป็นทุกสิ่ง, แล้วกลับไปยกเว้นซาตาน ให้เป็นคู่ปรปักษ์กับพระเจ้า, เกิดมีเป็น ๒ สิ่งเท่า ๆ กันขึ้นมา ; นั่นแหละคือผู้ที่ไม่รู้จักศาสนาของตัวเอง. ต้องถือว่าพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุดเพียงสิ่งเดียว ไม่มีอะไรมากไปกว่าพระเจ้า พระเจ้าเป็นทุกสิ่ง.มาร หรือซาตาน คืออานุภาพน้อย ๆ ส่วนหนึ่งที่พระเจ้าส่งมาลองดีมนุษย์, ลองดีแม้แก่พระเยซู, ลองดีแม้แก่พระพุทธเจ้า ไม่ยกเว้นใคร. มีแต่ว่าใครจะรู้เท่าทันหรือไม่เท่านั้น. ฉะนั้นเรารู้จักมารและซาตาน กันเสียให้ถูกต้อง ว่า จะต้องมาในรูปที่สวยสด งดงาม ยิ่งกว่าสิ่งใดเสมอ มันจึงเป็นที่ลุ่มหลง อย่างที่เรากำลังลุ่มหลง ตั้งแต่ของเล็กน้อยที่สุดไปจนถึงของใหญ่ที่สุด. เรื่องหลง ๆ คุณไปดูก็แล้วกัน มันต้องลุ่มหลงในสิ่งที่ยั่วยวนที่สุดเสมอไป. เพราะฉะนั้นสวรรค์นั่นเองจึงจะเป็นสิ่งที่ยั่วยวนที่สุดและเป็นมารที่สุด. อย่างว่าพญามารก็ต้องอยู่ในชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ; มนุษย์ก็ไม่รู้จักจึงกระทำกลับกันอยู่เสมอ ในลักษณะที่เรียกว่าเห็นกงจักร เป็นดอกบัว เพราะว่ามนุษย์ยังไม่ดีพอ. พระเจ้าต้องการจะถลกหนังให้หมดเนื้อร้าย ก็ต้องส่งของอย่างนี้มา, จนกว่ามนุษย์จะเกิดความรู้สึก และเปลี่ยนจิตใจ สำนึกบาป แล้วก็หันกลับไปทางตรงกันข้าม. ที่ถูกนั้น มารหรือซาตานนี้พระเจ้าส่งมาเพื่อทรมานมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ให้มนุษย์ได้ผ่านความทุกข์ แล้วจึงจะต้องการความดับทุกข์, เพราะถ้าไม่ผ่านความทุกข์ก็ไม่มีทางจะรู้จักความทุกข์ และต้องการจะพ้นทุกข์. เพราะฉะนั้นต้องการจะทำให้เขาเก่งมาก ก็ต้องมีวิธีการที่จะทรมานอย่างลึกซึ้ง อย่างกว้างขวาง อย่างสูง. ผู้ที่รอดไปได้จึงจะไปเป็นพระศาสดา เป็นผู้สั่งสอนสืบไปได้. ส่วนสัตว์ทั้งหลายทั่วไป ก็จมอยู่ในกองทุกข์ ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการโปรดปรานจากพระศาสดาอีกต่อไป.
น.453 ปัญหาโลกนี้ไม่ได้บังคับจิตเพื่อบรมธรรม ๘๒๕ นี่ถือว่า ยิ่งเป็นทุกข์มาก ก็ยิ่งทำให้รู้จักของดีมาก, ยิ่งเป็นทุกข์ถึงที่สุดก็จะรู้ความดับทุกข์ถึงที่สุด. ต้องรู้จักความดับทุกข์ ที่ความทุกข์, ต้องรู้จัก พระนิพพานท่ามกลางวัฏฏสงสาร อย่างนี้เป็นของธรรมดา. ถ้าความทุกข์ มันมีมาก็ให้ถือว่า มันมีมาสำหรับขูดเนื้อร้าย มาถลกหนังหัว ที่เป็นความโง่ออกไป กลายเป็นความฉลาด. นั่นแหละขอให้รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ซาตาน หรือมาร หรืออะไรนี้ จะต้องมาในรูปที่น่ารักที่สุดเสมอไป จึงจะหลอกคนได้ จึงจะเล่นงานคนได้หนักๆ. ในที่สุดก็จะรู้กันว่า จะกลับตัว หรือไม่กลับตัว, ไม่กลับตัวก็อยู่ในนรกไปพลางก่อน. ถ้ากลับตัวก็ไปอยู่ในโลกของพระเจ้า คือความสงบสุข. เพราะฉะนั้นสิ่งที่มาเพื่อทดสอบมันย่อมครอบงำคนประมาทในลักษณะอย่างนี้. หมายความว่าของที่ตามธรรมชาติแล้วไม่น่ายินดีนั้น ย่อมมาในสภาพของสิ่งที่น่ายินดี เราจึงได้หลง. ทีนี้ เรามองดูวัตถุนิยม ที่มีผลเป็นความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง. ถ้าดูด้วยสติปัญญามันคือศัตรูตัวร้ายกาจ แต่แล้วคนก็ยินดี, เห็นเป็นของน่ายินดี น่ารัก,เห็นเป็นความสุข, มันครอบงำบุคคล ย่ำยีบุคคลได้ด้วยลักษณะอย่างนี้. เพราะฉะนั้นขอให้สำนึกรู้สึกข้อเท็จจริงข้อนี้ไว้เสมอไป เผลอนิดเดียวเป็นได้เรื่อง ; คือว่าเผลอนิดเดียว ก็เข้าไปกอดรัดหรือตะครุบ หรือกอดรัดเอาพญามารเอาซาตานเข้า, เพราะมันน่ารักที่สุด น่ารักกว่าสิ่งใด ๆ ที่น่ารักในโลกนี้. คุณหนุ่ม ๆ น่าจะจำประโยคนี้ ไว้ในฐานะเป็นคาถาเป็นมนต์คาถาว่า "บรรดาสิ่งที่น่ารักที่สุด ยั่วยวนที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่าพญามารที่สุด ซาตานที่สุด." คุณระวังอย่าได้ไปหลงกอดรัด รวบรัดยึดถือเอา. พอไปหลงถึงขนาดนี้แล้ว ก็คำนวณดูเถิด มันก็สุดเหวี่ยง ยากที่จะสำนึกตัว ; ก็หลงไปพักหนึ่ง ก็เจ็บปวดไปพักหนึ่ง อย่างลึกซึ้ง แล้วก็กลับตัวต่อเมื่อมันพอ มันมีความเจ็บปวดเพียงพอ มีอะไรเพียงพอ ไปรู้ความจริง หรือกลับตัวได้, ในการเห็นกงจักรเป็นดอกบัว มันก็สิ้นสุดลงไปได้.
น.454 ดี๋ยวนี้เรามองดูที่โลกทั้งโลกของวัตถุนิยม มันอยู่ในภาวะที่ยังไม่สุดเหวี่ยงในทางที่จะไปรับเอา ไปกินเหยื่อของพญามาร. แม้ว่าจะมีคนเริ่มสนใจพุทธศาสนาอย่างถูกต้องกันมากขึ้น มันก็ยังนิดเดียว ยังจำนวนน้อยที่สุด, แล้วเมื่อพูดว่า คนที่สนใจพุทธศาสนานั้น คุณอย่าเพ่อเข้าใจว่าเขาเข้าถึงตัวพุทธศาสนา. พวกฝรั่งหรือพวกอะไรก็ตามที่กำลังมาสนใจพุทธศาสนา ล้วนแต่มาสนใจในแง่ของวิชาความรู้ทั้งนั้น, สนใจในแง่ของวิชาปรัชญา ในแง่ของศาสนาที่เป็นวิชาความรู้, เพราะว่าดูเป็นของแปลกดีน่าสนใจสำหรับผู้ที่อยากเรียนอยากรู้อย่างนี้เสียโดยมาก ; ไม่ได้เข้าถึงความจริง ที่ว่ามันเป็นเรื่องของความดับทุกข์อย่างไร. เพราะฉะนั้นเราจะต้องมองดูกันให้ดีๆ ให้เป็นไปในทางที่จริง หรือตรงตามข้อเท็จจริงของธรรมชาติ ที่อาจจะพูดได้ว่า กำลังเป็นหมัน พระธรรมกำลังเป็นหมันพระเจ้ากำลังเป็นหมัน ศาสนากำลังเป็นหมัน ทั้งที่มีอยู่เกลื่อนไปหมด. ยกสัญญลักษณ์ของสิ่งเหล่านี้ขึ้นเกลื่อนไปหมด, มีวัดวาอาราม มีโบสถ์ สุเหร่า มีองค์การศาสนามีอะไรเกลื่อนไปหมด, แต่กลับไม่มีตัวธรรมที่แท้จริงของศาสนา อย่างน้อยก็ในสมัยที่ไม่มีสิ่งที่เป็นสัญญลักษณ์เหล่านี้ เช่นในสมัยพระพุทธเจ้า ไม่มีสิ่งที่หรูหราเหล่านี้ สมัยต่อมาก็ยังไม่มีสิ่งเหล่านี้ แม้แต่พระพุทธรูปก็ยังไม่มี, ตั้ง ๖ - ๗ ร้อยปี นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานจึงมี. นั่นแหละ ในระยะอย่างนั้นยังมีธรรมะหรือมีศาสนาจริงมากกว่า เพราะว่าไม่มีเรื่องที่แพรวพราว หรูหราสวยงาม พิธีรีตองอะไรต่าง ๆ,มันก็มีของจริงมากกว่า มีธรรมะมากกว่า มีศาสนามากกว่า เข้าถึงพระเจ้ากันมากกว่า. พอมีเรื่องวัตถุ วัตถุธรรม หรือทางรูปธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็เลยเลือนไป ๆ ในลักษณะที่เรียกว่า รูปธรรมบังนามธรรม บังพระธรรม ; ยิ่งสร้างปัญหายิ่งมีปัญหามากขึ้น, เราศึกษาดูแล้วเราก็มองเห็นได้เหมือนกันว่า แม้ในครั้งพุทธกาลก็ไม่ได้มีใครที่ว่านับถือพระพุทธเจ้าไปทั้งบ้านทั้งเมือง ยังมีคนคัดค้าน มีคนเป็นปรปักษ์
Buddhadasa