Buddhadasa.org

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๙ — ว่าด้วยเนื้อนาบุญของโลก

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตที่ตรัสเตือนภิกษุ ว่าด้วยข้อเสียหายและคุณธรรมฝ่ายดีของบรรพชิต — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๙)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.2189 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๙ ว่าด้วย เนื้อนาบุญของโลก ๑. เนื้อนาบุญ เกิดจากองค์สาม มีศีลเป็นต้น ๒. เนื้อนาบุญ เกิดจากการมีสังวร ๓. เนื้อนาบุญ เกิดจากการเป็นอยู่ชอบ ๔. เนื้อนาบุญ เกิดจากการไม่ทำไปตามอำนาจกิเลส ๕. เนื้อนาบุญ เกิดจากการไม่เป็นทาสตัณหา ๖. เนื้อนาบุญ เกิดจากการพิจารณาเห็นธรรม ๗. เนื้อนาบุญ เกิดจากการไม่ลืมคำปฏิญาณ ๘. เนื้อนาบุญ เกิดจากการหมดพิษสงทางใจ ๙. เนื้อนาบุญ เกิดเพราะได้รับฝึกตามลำดับ ๑๐. พินัยกรรม ของ "พระสังฆบิดา" ๔๔๐

น.2190 เนื้อนาบุญ เกิดจากองค์สาม มีศีลเป็นต้น ๑ ภิกษุ ท .! ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีของพระราชา ที่ประกอบด้วยองค์ ประกอบสามอย่างแล้ว ย่อมเป็นม้าที่คู่ควรแก่พระราชา เป็นราชพาหนะได้ และ นับว่าเป็นของคู่บารมีของพระราชาด้วย. องค์ประกอบสามอย่างอะไรบ้างเล่า ? สามอย่างคือ ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีของพระราชาในกรณีนี้ เป็นม้าสมบูรณ์ด้วยสี ๑, สมบูรณ์ด้วยกำลัง ๑, สมบูรณ์ด้วยความไว ๑. ภิกษุ ท .! ม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ของพระราชา ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบสามอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นม้า ที่คู่ควรแก่พระราชา เป็นราชพาหนะได้ และนับว่าเป็นของคู่บารมีของพระราชา ด้วย ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบ สามอย่างแล้ว ย่อม เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. องค์ประกอบ สามอย่างอะไรบ้างเล่า ? สามอย่างคือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสี ๑, ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๑๔/ ๕๓๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๔๔๑

น.2191 สมบูรณ์ด้วยกำลัง ๑, สมบูรณ์ด้วยความไวแห่งปัญญา ๑. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสี เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล, สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร, สมบูรณ์ด้วย มรรยาทและโคจร, มีปรกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้ที่ถือกันว่าเป็นโทษ เล็กน้อย, สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้แล ชื่อว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสี. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละสิ่งอันเป็นอกุศลทั้งหลาย เพื่อยังสิ่งอันเป็นกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำลังแข็งขัน ทำความเพียร ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้แล ชื่อว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยความไวแห่งปัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "ทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ" ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ" , ย่อมรู้ชัดตามที่เป็น จริงว่า "ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ", ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้แล ชื่อว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยความไวแห่งปัญญา. ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบสามอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

น.2192 มีสังวร ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบหกอย่างแล้ว ย่อม เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็น เนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. องค์ประกอบหกอย่างอะไรบ้างเล่า ? หกอย่างคือ ภิกษุในกรณีนี้ : (๑) ได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว ไม่เกิดความยินดียินร้าย มีจิตมัธยัสถ์ เป็นกลาง มีความระลึกได้ และรู้สึกตัวอยู่เป็นประจำ. (๒) ได้ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ไม่เกิดความยินดียินร้าย มีจิตมัธยัสถ์ เป็นกลาง มีความระลึกได้ และรู้สึกตัวอยู่เป็นประจำ. (๓) ได้ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ไม่เกิดความยินดียินร้าย มีจิตมัธยัสถ์ เป็นกลาง มีความระลึกได้ และรู้สึกตัวอยู่เป็นประจำ. (๔) ได้ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ไม่เกิดความยินดียินร้าย มีจิตมัธยัสถ์ เป็นกลาง มีความระลึกได้ และรู้สึกตัวอยู่เป็นประจำ. (๕) ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ไม่เกิดความยินดียินร้าย มีจิต มัธยัสถ์เป็นกลาง มีความระลึกได้ และรู้สึกตัวอยู่เป็นประจำ. (๖) ได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่เกิดความยินดียินร้าย มีจิตมัธยัสถ์ เป็นกลาง มีความระลึกได้ และรู้สึกตัวอยู่เป็นประจำ. ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบหกอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกุก. อํ. ๒๒/๓๑๐/๒๗๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2193 เนื้อนาบุญ เกิดจากการเป็นอยู่ชอบ ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุบริษัทนี้ ไม่เหลวแหลกเลย. ภิกษุ ท .! ภิกษุบริษัทนี้ ไม่เหลวแหลกเลย. ภิกษุ ท .! ภิกษุบริษัทนี้ ตั้งอยู่แล้วในธรรมที่เป็นสาระล้วน. ภิกษุ ท .! ภิกษุสงฆ์ประเภทเดียวนี้เท่านั้น, ภิกษุบริษัทประเภท เดี๋ยวนี้เท่านั้น, เป็นบริษัทที่หาดูได้ยากในโลก. ภิกษุ ท .! ภิกษุสงฆ์ประเภทเดียวนี้เท่านั้น, ภิกษุบริษัทประเภท เดี๋ยวนี้เท่านั้น, เป็นบริษัทที่ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของ ทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! ภิกษุสงฆ์ประเภทเดียวนี้เท่านั้น, ภิกษุบริษัทประเภทเดียว นี้เท่านั้น, เป็นบริษัทที่ทายกถวายทานด้วยสิ่งของเล็กน้อย แต่กลับมีผลมาก ; ทายกถวายทานเป็นอันมาก ผลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามส่วน. ภิกษุ ท .! ภิกษุสงฆ์ประเภทเดียวนี้เท่านั้น, ภิกษุบริษัทประเภท เดี๋ยวนี้เท่านั้น, เป็นบริษัทที่ควรจะไปดูไปเห็น แม้จะต้องเดินสิ้นหนทางนับด้วย โยชน์ ๆ หรือถึงกับต้องพาเอาห่อสะเบียงไปด้วยก็ควร. ๑. บาลี พระพุทธบริษัท จตุกฺก, อํ. ๒๑/๒๔๘/๑๙๐, ตรัสแก่พระภิกษุสงฆ์ผู้นั่งแวดล้อม พระพุทธองค์อยู่โดยรอบ ล้วนแต่เป็นผู้นึ่งสงบอยู่ด้วยกันทั้งหมด ในวันอุโบสถวันหนึ่ง ซึ่งมีข้อความดัง เรื่องนี้.

น.2194 ภิกษุ ท .! ภิกษุสงฆ์ประเภทเดียวนี้เท่านั้น ซึ่ง พวกภิกษุผู้ถึงความ เป็นเทพ ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้, พวกภิกษุผู้ถึงความเป็นพรหม ก็มีอยู่ในภิกษุ- สงฆ์นี้, พวกภิกษุผู้ถึงอาเนญชา ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้, พวกภิกษุผู้ถึงความ เป็นอริยะ ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้ถึงความเป็นเทพ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสงัดจากกามและสงัดจากสิ่งอันเป็นอกุศลทั้งหลาย จึงบรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่ : เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงบรรลุฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจใน ภายใน ทำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิด แต่สมาธิแล้วแลอยู่; เพราะความจางไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปะ ชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึงบรรลุฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้า กล่าวว่า "ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข" ดังนี้ แล้วและอยู่ : เพราะละสุขและละทุกข์เสียได้ และเพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัส ในกาลก่อน จึงบรรลุฌานที่สี่ อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ถึงความเป็นเทพ ย่อม มีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล. ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้ถึงความเป็นพรหม เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แผ่จิตอันประกอบด้วยเมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา สู่ทิศที่หนึ่ง ทิศที่สอง ที่สาม และที่สี่ โดยลักษณะอย่างเดียวกันตลอดโลกทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และด้านขวาง, ด้วยจิตอันประกอบด้วย เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา อันไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท เป็นจิตกว้างขวาง

น.2195 ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวงหาประมาณมิได้ แล้วและอยู่. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ถึงความเป็นพรหม ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล. ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้ถึงอาเหญชา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้, เพราะผ่านพ้นการกำหนดหมายในรูปเสียได้, เพราะความดับ แห่งการกำหนดหมายในอารมณ์ที่ขัดใจ, และเพราะการไม่ทำในใจ ซึ่งการ กำหนดหมายในภาวะต่าง ๆ เสียได้ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงอากาสานัญ- จายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด" ดังนี้, แล้วแลอยู่ : เพราะผ่านพ้นอากาสานัญจายตนะเสียได้ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงวิญญา ณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด" ดังนี้, แล้วและอยู่ : เพราะผ่านพ้นวิญญาณัญจายตนะเสียได้ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงอากิญ- จัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อะไร ๆไม่มี" ดังนี้, แล้วแลอยู่ ; เพราะ ผ่านพ้นอากิญจัญญายตนะเสียได้ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงเนวสัญญานา- สัญญายตนะ, แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ถึงอาเนญชา ย่อมมีได้ ด้วย อาการอย่างนี้แล. ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้ถึงความเป็นอริยะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "ทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ", ย่อมรู้ชัด ตามที่เป็นจริงว่า "เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ" , ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ", ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "ข้อปฏิบัติ เครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ถึงความเป็นอริยะ ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล.

น.2196 ไม่ทำไปตามอำนาจกิเลส ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบหกอย่างแล้ว ย่อม เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. องค์ประกอบหกอย่างอะไรบ้าง เล่า ? หกอย่างคือ :- ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึงละ ได้ด้วยการสังวร ภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย การสังวร ๑, กิเลส เป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึงละได้ด้วยการเสพ ภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลส เหล่านั้นได้แล้วด้วย การเสพ ๑, กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึง ละได้ด้วยการอดกลั้น ภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย การอดกลั้น ๑, กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึงละได้ด้วยการงดเว้น ภิกษุก็เป็น ผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย การงดเว้น ๑, กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่า ใด จะพึงละได้ด้วยการบรรเทา ภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย การ บรรเทา ๑, กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึงละได้ด้วยภาวนา ภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย ภาวนา ๑. ภิกษุ ท .! กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึงละได้ด้วยการ สังวร ซึ่งภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย การสังวร เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้วเป็นผู้สำรวมด้วยการ สังวรในอินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นอินทรีย์ที่เมื่อภิกษุไม่ สำรวมแล้ว, กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๓๒/๓๒๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2197 และเร่าร้อน จะพึงบังเกิดขึ้น, และเมื่อภิกษุสำรวมแล้วเป็นอยู่, กิเลสเป็น เครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อน จะไม่พึงบังเกิด ขึ้นแก่ภิกษุนั้น. ภิกษุ ท .! ข้อนี้เป็นเพราะเมื่อภิกษุไม่สำรวม ด้วยอาการ อย่างนี้, กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและ เร่าร้อน จะพึงบังเกิดขึ้น, และเมื่อภิกษุสำรวมแล้วเป็นอยู่ กิเลสเป็นเครื่อง เศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อน จะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ ภิกษุนั้น. ภิกษุ ท .! กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่านี้แล ที่เราเรียกว่า กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิต อันจะพึงละได้ด้วยการสังวร ซึ่งภิกษุนั้นละได้ แล้วด้วยการสังวร ภิกษุ ท .! กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึงละได้ด้วย การเสพ ซึ่งภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย การเสพ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงนุ่งห่มจีวร เพียงเพื่อบำบัดความหนาว, เพื่อบำบัดความร้อน, เพื่อบำบัดสัมผัสเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เสือกคลานทั้งหลาย, เพียงเพื่อปกปิดอวัยวะที่ให้ความอายกำเริบ ; เธอพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงบริโภคบิณฑบาต ไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อ มัวเมา ไม่ใช่เพื่อประดับ ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง, แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์, ด้วย คิดว่าเราจักกำจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนอึดอัด) ให้เกิดขึ้น. ความที่อายุดำเนินไปได้, ความไม่มีโทษเพราะอาหาร และความอยู่ ผาสุกสำราญจักมีแก่เรา; เธอพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงใช้สอยเสนาสนะ เพียงเพื่อบำบัดความหนาว, เพื่อบำบัดความร้อน, เพื่อบำบัดสัมผัสเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เสือกคลานทั้งหลาย, เพียงเพื่อบันเทาอันตรายแต่ฤดู และเพื่อ

น.2198 ความเป็นผู้ยินดีในการหลีกเร้นอยู่ ; เธอพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงบริโภค หยูกยาซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่คนไข้ เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันเกิดจากอาพาธ ต่างๆ และเพียงเพื่อความเป็นผู้ไม่ต้องทนทุกข์เป็นอย่างยิ่ง. ภิกษุ ท .! ข้อนี้ เป็นเพราะ เมื่อภิกษุไม่พิจารณาแล้วเสพ ด้วยอาการอย่างนี้, กิเลสเป็นเครื่อง เศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อน จะพึงบังเกิดขึ้น, และ เมื่อภิกษุพิจารณาแล้วจึงเสพอยู่ กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็น เครื่องคับแค้นและเร่าร้อน จะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น. ภิกษุ ท. ! กิเลส เป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่านี้แล ที่เราเรียกว่า กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิต อันจะพึงละได้ด้วยการเสพ ซึ่งภิกษุนั้นละได้แล้วด้วยการเสพ ภิกษุ ท .! กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึงละได้ด้วย การอดกลั้น ซึ่งภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย การอดกลั้น เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้อดทนต่อความหนาว ต่อความร้อน, เป็นผู้อดทนต่อความหิว ต่อความระหาย, เป็นผู้อดทนต่อสัมผัสอันเกิดจาก เหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลานทั้งหลาย, เป็นผู้มีชาติแห่งบุคคลผู้อด- กลั้นต่อคลองแห่งถ้อยคำอันหยาบคาย อันว่าร้าย, และเป็นผู้อดกลั้นต่อทุกข- เวทนาในร่างกายที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างกล้าแข็ง แสบเผ็ด ขมขื่น ไม่เป็นที่สบายใจ หรือจวนจะถึงแก่ชีวิตได้. ภิกษุ ท .! ข้อนี้เป็นเพราะ เมื่อภิกษุไม่อดกลั้น อดทนด้วยอาการอย่างนี้, กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่อง คับแค้นและเร่าร้อน จะพึงบังเกิดขึ้น, และเมื่อภิกษุอดกลั้นอดทนอยู่ กิเลส เป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อน จะไม่พึง บังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น. ภิกษุ ท .! กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่านี้แล ที่เราเรียกว่า กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตอันจะพึงละได้ด้วยการอดกลั้น ซึ่ง ภิกษุนั้นละได้แล้วด้วยการอดกลั้น

น.2199 กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึงละได้ด้วย การงดเว้น ซึ่งภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย การงดเว้น เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมงดเว้น จากช้างดุ, ม้าดุ, โคดุ, สุนัขดุ; งู หลักตอ ขวากหนาม ห้วยเหว บ่อของ โสโครก หลุมอุจจาระ, ๑ และงดเว้นที่ที่ไม่ควรนั่ง ที่ไม่ควรไป และการ คบพวกเพื่อนที่ลามก อันวิญญูชนเพื่อนพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย จัดไว้ใน ฐานะที่ต่ำทราม ; ภิกษุนั้นพิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมงดเว้นที่ที่ไม่ควรนั่ง ที่ไม่ควรไปนั้น ๆ เสีย และย่อมงดเว้นพวกเพื่อนที่ลามกเหล่านั้นเสียโดยสิ้นเชิง ภิกษุ ท .! ข้อนี้เป็นเพราะเมื่อภิกษุไม่งดเว้น ด้วยอาการอย่างนี้, กิเลสเป็น เครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อน จะพึงบังเกิดขึ้น, และเมื่อภิกษุงดเว้นอยู่ กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่อง คับแค้นและเร่าร้อน จะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น. ภิกษุ ท .! กิเลสเป็น เครื่องเศร้าหมองจิตเหล่านี้แล ที่เราเรียกว่า กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตอัน จะพึงละได้ด้วยการงดเว้น ซึ่งภิกษุนั้นละได้แล้วด้วยการงดเว้น ภิกษุ ท .! กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึงละได้ด้วย การบรรเทา ซึ่งภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย การบรรเทา เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมไม่รับเอาไว้ ในใจ ย่อมละเสีย ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้สิ้นสุด ย่อมทำให้ถึงความมีไม่ได้ ซึ่งกามวิตก, พยาบาทวิตก, วิหิงสาวิตก อันบังเกิดขึ้นแล้ว; และย่อม ไม่รับเอาไว้ในใจ ย่อมละเสีย ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้สิ้นสุด ย่อมทำให้ถึงความ ๑. ตรงนี้รู้สึกแปลก และเข้าใจว่า ท่านหมายถึงความไม่ปรกติแห่งจิตที่เกิดขึ้น เพราะได้ พบเห็นเหล่าสัตว์ร้ายต่าง ๆ มีการกลัวและการเกลียด เป็นต้น.

น.2200 มีไม่ได้ ซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศลลามกทั้งหลาย ที่บังเกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุ ท .! ข้อนี้ เป็นเพราะ เมื่อภิกษุไม่บรรเทา ด้วยอาการอย่างนี้, กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมอง จิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อน จะพึงบังเกิดขึ้น, และเมื่อภิกษุ บรรเทาอยู่ กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและ เร่าร้อน จะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น. ภิกษุ ท .! กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมอง จิตเหล่านี้แล ที่เราเรียกว่า กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตอันจะพึงละได้ด้วยการ บรรเทา ซึ่งภิกษุนั้นละได้แล้วด้วยการบรรเทา ภิกษุ ท .! กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด จะพึงละได้ด้วย ภาวนา ซึ่งภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วด้วย ภาวนา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมอบรมสติ- สัมโพชฌงค์, ย่อมอบรมธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์, ย่อมอบรมวิริยสัมโพชฌงค์, ย่อมอบรมปีติสัมโพชฌงค์, ย่อมอบรมปัสสิทธิสัมโพชฌงค์, ย่อมอบรมสมาธิ- สัมโพชฌงค์, ย่อมอบรมอุเปกขาสัมโพชฌงค์, อัน (แต่ละอย่าง ๆ) ย่อมอาศัย วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ และน้อมไปเพื่อความปล่อย. ภิกษุ ท .! ข้อนี้เป็นเพราะ เมื่อภิกษุไม่ภาวนา ด้วยอาการอย่างนี้, กิเลสเป็นเครื่องเศร้า หมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อน จะพึงบังเกิดขึ้น, และ เมื่อภิกษุภาวนาอยู่ กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเครื่องคับแค้น และเร่าร้อน จะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น. ภิกษุ ท .! กิเลสเป็นเครื่องเศร้า หมองจิตเหล่านี้แล ที่เราเรียกว่า กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตอันจะพึงละได้ ด้วยภาวนา ซึ่งภิกษุนั้นละได้แล้วด้วยภาวนา. ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบหกอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

น.2201 เนื้อนาบุญ เกิดจากการไม่เป็นทาสตัณหา ๑ ภิกษุ ท .! ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีของพระราชา ที่ประกอบด้วยองค์ ประกอบหกอย่างแล้ว ย่อมเป็นม้าที่คู่ควรแก่พระราชา เป็นราชพาหนะได้ และ นับว่าเป็นของคู่บารมีของพระราชาด้วย. องค์ประกอบหกอย่างอะไรบ้างเล่า ? หกอย่างคือ ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีของพระราชา ในกรณีนี้ : (๑) เป็นม้าอดทนต่อรูปทั้งหลาย. (๒) เป็นม้าอดทนต่อเสียงทั้งหลาย. (๓) เป็นม้าอดทนต่อกลิ่นทั้งหลาย. (๔) เป็นม้าอดทนต่อรสทั้งหลาย. (๕) เป็นม้าอดทนต่อสัมผัสทางกายทั้งหลาย. (๖) เป็นม้าสมบูรณ์ด้วยกำลัง. ภิกษุ ท .! ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีของพระราชา ที่ประกอบด้วยองค์ ประกอบหกอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นม้าที่คู่ควรแก่พระราชา เป็นราชพาหนะ ได้ และนับว่าเป็นของคู่บารมีของพระราชาด้วย ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบ หกอย่างแล้ว ย่อม เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. องค์ประกอบหก อย่างอะไรบ้างเล่า ? หกอย่างคือ ภิกษุในกรณีนี้ : (๑) เป็นผู้อดได้เฉยได้ต่อความยั่วใจของ รูปทั้งหลาย. (๒) เป็นผู้อดได้เฉยได้ต่อความยั่วใจของ เสียงทั้งหลาย. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกฺก. อํ. ๒๒/๓๑๔/๒๗๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2202 ) เป็นผู้อดได้เฉยได้ต่อความยั่วใจของ กลิ่นทั้งหลาย. (๔) เป็นผู้อดได้เฉยได้ต่อความยั่วใจของ รสทั้งหลาย. (๕) เป็นผู้อดได้เฉยได้ต่อความยั่วใจของ สัมผัสทางกายทั้งหลาย. (๖) เป็นผู้อดได้เฉยได้ต่อความยั่วใจของ ธรรมารมณ์ทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบหกอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. เนื้อนาบุญ เกิดจากการพิจารณาเห็นธรรม ๑ ภิกษุ ท .! บุคคล เจ็ด จำพวกเหล่านี้ เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มี นาบุญอื่นยิ่งกว่า. เจ็ด จำพวกอะไรบ้างเล่า ? เจ็ด จำพวกคือ :- ภิกษุ ท .! บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ในสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอยู่ มีความกำหนดหมายในความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ กำหนดรู้พร้อมเฉพาะในความไม่เที่ยง เป็นผู้ฝังใจอย่างติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดตก บกพร่องในความไม่เที่ยง ถือเอารอบอยู่ (ซึ่งธรรมนั้น) ด้วยปัญญา ; บุคคลนั้น ได้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้น ไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๓/๑๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2203 นี่แล เป็นบุคคลแรก ซึ่งเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! ข้อต่อไปอีกคือ บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณา เห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอยู่ มีความกำหนดหมายในความ ไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ กำหนดรู้พร้อมเฉพาะในความไม่เที่ยง เป็นผู้ฝั่งใจอย่าง ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่องในความไม่เที่ยง ถือเอารอบอยู่ (ซึ่งธรรมนั้น) " ด้วยปัญญา ; อนึ่ง ความสิ้นอาสวะ และความสิ้นชีวิต ของบุคคลนั้น มีขึ้นไม่ ก่อนไม่หลังกว่ากัน (คือมรณภาพพร้อมกับความสิ้นอาสวะ). ภิกษุ ท. ! นี่แล เป็นบุคคลที่สอง ซึ่ง เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! ข้อต่อไปอีกคือ บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณา เห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอยู่ มีความกำหนดหมายในความ ไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ กำหนดรู้พร้อมเฉพาะในความไม่เที่ยง เป็นผู้ฝังใจอย่าง ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่องในความไม่เที่ยง ถือเอารอบอยู่ (ซึ่งธรรมนั้น) ด้วยปัญญา ; บุคคลนั้น เพราะความสั้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็น อันตราปรินิพพายีบุคคล. ๑ ภิกษุ ท .! นี่แลเป็นบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นผู้ควร ๑. บุคคลผู้ปรินิพพานในระหว่าง คือพระอนาคามีที่ละสัญโญชน์เบื้องบนเพิ่มขึ้นอีก ๕ อย่าง คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เหล่านี้แล้ว ได้บรรลุอรหัตผล ไม่ทันถึงครึ่งอายุประมาณ ก็ปรินิพพาน.

น.2204 แก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญ ของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! ข้อต่อไปอีกคือ บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณา เห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอยู่ มีความกำหนดหมายในความ ไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ กำหนดรู้พร้อมเฉพาะในความไม่เที่ยง เป็นผู้ฝั่งใจอย่าง ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่องในความไม่เที่ยง ถือเอารอบอยู่ (ซึ่งธรรมนั้น) ด้วยปัญญา ; บุคคลนั้น เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็น อุปหัวจปรินิพพานีบุคคล. ๑ ภิกษุ ท .! นี่แล เป็นบุคคลที่สี่ ซึ่ง เป็นผู้ควรแก่ ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญ ของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! ข้อต่อไปอีกคือ บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณา เห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอยู่ มีความกำหนดหมายในความ ไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ กำหนดรู้พร้อมเฉพาะในความไม่เที่ยง เป็นผู้ฝั่งใจอย่าง ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่องในความไม่เที่ยง ถือเอารอบอยู่ (ซึ่งธรรมนั้น) ด้วยปัญญา ; บุคคลนั้น เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็น อสังขารปรินิพพายีบุคคล. ๒ ภิกษุ ท .! นี่แล เป็นบุคคลที่ห้า ซึ่งเป็นผู้ควรแก่ ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญ ของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ๑. บุคคลผู้ปรินิพพานเมื่อครบอายุ คือพระอนาคามี ที่มีอายุเกินกึ่งกำหนดหรือพอจดอายุ- ประมาณ ก็ได้บรรลุอรหัตผล แล้วก็ปรินิพพาน. ๒. บุคคลผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องทำความเพียรมาก.

น.2205 ข้อต่อไปอีกคือ บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณา เห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอยู่ มีความกำหนดหมายในความ ไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ กำหนดรู้พร้อมเฉพาะในความไม่เที่ยง เป็นผู้ฝั่งใจอย่าง ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่องในความไม่เที่ยง ถือเอารอบอยู่ (ซึ่งธรรมนั้น) ด้วยปัญญา ; บุคคลนั้น เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็น สสังขารปรินิพพายีบุคคล. ๑ ภิกษุ ท .! นี่แล เป็นบุคคลที่หก ซึ่งเป็นผู้ควร แก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญ ของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! ข้อต่อไปอีกคือ บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณา เห็นความไม่เที่ยง ในสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอยู่ มีความกำหนดหมายในความ ไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ กำหนดรู้พร้อมเฉพาะในความไม่เที่ยง เป็นผู้ฝั่งใจอย่าง ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่องในความไม่เที่ยง ถือเอารอบอยู่ (ซึ่งธรรมนั้น) ด้วยปัญญา : บุคคลนั้น เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็น ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ. ๒ ภิกษุ ท .! นี่แล เป็นบุคคลที่เจ็ด ซึ่ง เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็น เนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ๑. บุคคลผู้ปรินิพพานโดยต้องทำความเพียรมาก. ๒. บุคคลผู้ละสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่างได้แล้ว ไปเกิดในโอปปาติกะในชั้นสุทธาวาสขึ้นไป จนถึชั้นงอกนิฏฐภพ แล้วละสัญโญชน์เบื้องบนเพิ่มขึ้นอีก ๕ อย่าง ก็บรรลุอรหัตผล แล้วก็ปรินิพพาน ในที่นั้น.

น.2206 อีกสูตรหนึ่ง) ๑ ภิกษุ ท .! บุคคล เจ็ด จำพวกเหล่านี้ เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มี นาบุญอื่นยิ่งกว่า. เจ็ด จำพวกอะไรบ้างเล่า ? เจ็ด จำพวกคือ :- ภิกษุ ท .! บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเป็นทุกข์ ในสังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นอยู่. --- ฯลฯ --- (ข้อความต่อไปของสูตรนี้เป็นไปทำนอง เดียวกันกับสูตรก่อน ผิดกันแต่สูตรนี้ กล่าวถึงความเป็นทุกข์ แทนที่จะกล่าวถึงความไม่เที่ยง, ผู้อ่านอาจ เติมข้อความให้เต็มได้ด้วยตนเอง โดยใส่คำว่า "ความเป็นทุกข์" แทนคำว่า "ความไม่เที่ยง" เท่านั้น จึง ไม่เรียงไว้ตลอดทั้งสูตร ในที่นี้). (อีกสูตรหนึ่ง) ๒ ภิกษุ ท .! บุคคล เจ็ด จำพวกเหล่านี้ เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มี นาบุญอื่นยิ่งกว่า. เจ็ด จำพวกอะไรบ้างเล่า ? เจ็ด จำพวกคือ :- ภิกษุ ท .! บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเป็น อนัตตาในธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอยู่. --- ฯลฯ --- (ข้อความต่อไปของสูตรนี้ ก็เป็น ไปทำนองเดียวกับสูตรแรก ผิดกันแต่สูตรนี้ กล่าวถึงความเป็นอนัตตา แทนที่จะกล่าวถึงความไม่เที่ยง และ ความเป็นทุกข์, ผู้อ่านอาจเติมข้อความให้เต็มได้ด้วยตนเอง จึงไม่เรียงไว้ตลอดทั้งสูตร). (อีกสูตรหนึ่ง) ๓ ภิกษุ ท .! บุคคล เจ็ด จำพวกเหล่านี้ เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มี นาบุญอื่นยิ่งกว่า. เจ็ด จำพวกอะไรบ้างเล่า ? เจ็ด จำพวกคือ : - ๑, ๒, ๓. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๔/๑๗.

น.2207 บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเป็น สุขในนิพพานเป็นอยู่ มีความกำหนดหมายในความเป็นสุขอยู่เป็นประจำ กำหนดรู้ พร้อมเฉพาะในความเป็นสุข เป็นผู้ฝังใจอย่างติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่องใน ความเป็นสุข ถือเอารอบอยู่ (ซึ่งธรรมนั้น) ด้วยปัญญา ; บุคคลนั้น ได้กระทำ ให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่. ภิกษุ ท .! นี่แล เป็น บุคคลแรก ซึ่งเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! ข้อต่อไปอีกคือ บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณา เห็นความเป็นสุขในนิพพานเป็นอยู่ มีความกำหนดหมายในความเป็นสุขอยู่เป็น ประจำ กำหนดรู้พร้อมเฉพาะในความเป็นสุข เป็นผู้ฝั่งใจอย่างติดต่อ สม่ำเสมอ ไม่ขาดตกบกพร่องในความเป็นสุข ถือเอารอบอยู่ (ซึ่งธรรมนั้น) ด้วยปัญญา ; อนึ่ง ความสิ้นอาสวะ และความสิ้นชีวิต ของบุคคลนั้น มีขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกว่า กัน (คือมรณภาพพร้อมกับความสิ้นอาสวะ). ภิกษุ ท. ! นี่แล เป็น บุคคลที่สอง ซึ่งเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! ข้อต่อไปอีกคือ บุคคลบางคนในกรณีนี้ มีปรกติพิจารณา เห็นความเป็นสุขในนิพพานเป็นอยู่ มีความกำหนดหมายในความเป็นสุขอยู่เป็น ประจำ กำหนดรู้พร้อมเฉพาะในความเป็นสุข เป็นผู้ฝั่งใจอย่างติดต่อสม่ำเสมอ ไม่ขาดตกบกพร่องในความเป็นสุข ถือเอารอบอยู่ (ซึ่งธรรมนั้น) ด้วยปัญญา : บุค- คลนั้น เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นอันตราปรินิพพายี-

น.2208 บุคคล, --- ที่สาม ซึ่งเป็นผู้ควรแก่ของบูชา --- เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มี นาบุญอื่นยิ่งกว่า : บุคคลนั้น เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นอุปสัจจปรินิพพานีบุคคล, --- ที่สี่ ซึ่งเป็นผู้ควรแก่ของบูชา -- - เป็นเนื้อนาบุญ ของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ; บุคคลนั้น เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ เบื้องต่ำ ๕ เป็นอสังขารปรินิพพานีบุคคล, ... ที่ห้า ซึ่งเป็นผู้ควรแก่ของบูชา --- เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ; บุคคลนั้น เพราะความสิ้น ไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นสสังขารปรินิพพานีบุคคล, --- ที่หก ซึ่งเป็น ผู้ควรแก่ของบูชา --- เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า : บุคคลนั้น เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ อกนิฏฐภพ. ภิกษุ ท .! นี่แล เป็น บุคคลที่เจ็ด ซึ่งเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ๑ ภิกษุ ท .! บุคคล เจ็ด จำพวกเหล่านี้แล เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควร แก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มี นาบุญอื่นยิ่งกว่า. เนื้อนาบุญ เกิดจากการไม่ลืมคำปฏิญาณ ภิกษุ ท .! บุคคล แปด จำพวกเหล่านี้ เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ ๑. ข้อความแห่งพระสูตรนี้ แปลกจากที่เราเคยทราบกันว่า ความเป็นอาหุเนยยบุคคลนั้น ครอบคลุมลงมาถึง พระสกทาคามี และพระโสดาบัน ด้วย, จะยุติเป็นอย่างไร ขอฝากท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วย วินิจฉัยต่อไป. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๐๑/๑๔๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2209 ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญ อื่นยิ่งกว่า. แปด จำพวกอะไรบ้างเล่า ? แปด จำพวกคือ : - (๑) พระโสดาบัน, (๒) พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล, (๓) พระสกทาคามี, (๔) พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล, (๕) พระอนาคามี, (๖) พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล, (๗) พระอรหันต์, (๘) พระผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์. ภิกษุ ท .! บุคคล แปด จำพวกเหล่านี้แล เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. "ผู้ปฏิบัติแล้ว ๔ จำพวก และผู้ตั้งอยู่ในผลแล้ว ๔ จำพวก นี่แหละ สงฆ์ ที่เป็นคนตรง, เป็นผู้ตั้งมั่นแล้วในปัญญา และศีล ย่อมกระทำให้เกิดบุญอันเนื่องด้วยอุปธิ ๑ แก่ มนุษย์ทั้งหลาย ผู้มีความต้องการด้วยบุญ กระทำการ บูชาอยู่ ; ทานที่ให้แล้วในสงฆ์ จึงมีผลมาก". ๑. บาลีว่า "โอปธิก" มีคำแก้ว่า "อตฺตภาวชนกปฏิสนฺธิปวตฺติวิปากทายกา" ซึ่งแปลว่า "เป็นผู้ให้เกิดอัตตภาพและให้วิบากอันเป็นไปเพื่อการปฏิสนธิใหม่".

น.2210 นื้อนาบุญ เกิดจากการหมดพิษสงทางใจ ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบห้าอย่างแล้ว ย่อม เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. องค์ประกอบห้าอย่างอะไรบ้าง เล่า ? ห้าอย่างคือ ภิกษุในกรณีนี้ : (๑) เป็นผู้สมบูรณ์ด้วย ศีล. (๒) เป็นผู้สมบูรณ์ด้วย สมาธิ (๓) เป็นผู้สมบูรณ์ด้วย ปัญญา. (๔) เป็นผู้สมบูรณ์ด้วย วิมุตติ. (๕) เป็นผู้สมบูรณ์ด้วย วิมุตติญาณทัสสนะ. (อีกสูตรหนึ่ง) ๒ (๑) เป็นผู้ประกอบด้วย ศีลขันธ์อันเป็นอเสขะ. (๒) เป็นผู้ประกอบด้วย สมาธิขันธ์อันเป็นอเสขะ. (๓) เป็นผู้ประกอบด้วย ปัญญาขันธ์อันเป็นอเสขะ. (๔) เป็นผู้ประกอบด้วย วิมุตติขันธ์อันเป็นอเสขะ. (๕) เป็นผู้ประกอบด้วย วิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นอเสขะ. ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบห้าอย่างเหล่านี้แล้ว ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๕๒/๑๐๗. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๕๒/๑๐๘.

น.2211 ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. เนื้อนาบุญเกิด เพราะได้รับการฝึกตามลำดับ ๑ ภัททาลิ! พวกเธอ ยังมีอะไร ๆ น้อยนัก ครั้งเมื่อเราได้แสดงธรรม- ปริยายเปรียบด้วยม้าอาชาไนยหนุ่ม ให้แก่พวกเธอทั้งหลาย โดยสมัยนั้น. เธอ ยังระลึกอุปมาเรื่องนั้นได้อยู่หรือ ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็อุปมาเรื่องนั้น ข้าพระองค์ระลึกไม่ได้แล้ว พระเจ้าข้า”. ภัททาลิ! ในข้อที่ระลึกไม่ได้นั้น เธออาศัยอะไรเป็นเหตุเล่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เพราะเหตุว่า ข้าพระองค์นั้น มิได้ทำให้สมบูรณ์ด้วยสิกขาในคำ สั่งสอนของพระศาสดามาสั้นเวลานานนักหนาแล้ว พระเจ้าข้า”. ภัททาลิ! นั่น มิใช่เหตุ, นั่น มิใช่ปัจจัยดอก. ที่แท้นั้นเราคอย จับดูใจของเธอด้วยใจของเรามานานช้า จนทราบว่า "โมฆบุรุษผู้นี้ เมื่อเรา กำลังแสดงธรรมอยู่ ก็หาได้ทำตนให้เป็นคนมีความต้องการด้วยธรรมไม่ กลับ ไม่สนใจ ไม่ประมวลเอาเข้ามาด้วยใจทั้งหมด ไม่เงี่ยโสตลงฟังธรรม" ดังนี้. ภัททาลิ! ก็แต่ว่า เราจักแสดงธรรมปริยายเปรียบด้วยม้าอาชาไนยหนุ่ม ให้แก่ เธอซ้ำอีก, เธอจงฟังธรรมปริยายนั้น ทำในใจให้สำเร็จประโยชน์เถิด, เราจัก กล่าวบัดนี้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ภัททาลิสูตร ม. ม. ๑๓/๑๗๕/๑๗๓, ตรัสแก่พระภัททาลิ ผู้หัวดื้อ ถือรั้น ไม่ยอมทำตามคำวิงวอนของพระพุทธองค์ที่ทรงชี้ชวนว่า "มาเถิด แม้พวกเธอทั้งหลาย ก็จงฉัน โภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียว. พวกเธอทั้งหลาย เมื่อฉันอยู่ซึ่งโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียว จักรู้สึกความที่ เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย มีความเบากายกระปรี้กระเปร่า มีกำลังและมีความผาสุก" ดังนี้. แต่เมื่อ ท่านภัททาลิได้ฟังธรรมเรื่อง "อุปมาด้วยม้าอาชาไนยหนุ่ม" ซ้ำเป็นครั้งที่สองก็กลับใจได้ และเข้าใจซาบซึ้ง ในพระพุทธดำรัสนั้น มีใจสูงขึ้นด้วยปีติแล้ว.

น.2212 มื่อท่านภัททาลิทูลสนองพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสพระพุทธวจนะนี้ ต่อไปว่า :- ภัททาลิ! เปรียบเหมือนคนฝึกม้าผู้สามารถ ได้ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีมา แล้ว ในชั้นแรก ย่อมฝึกให้รู้จัก การรับสวมบังเหียนก่อน. เมื่อม้านั้นถูกฝึกให้ รู้จักการรับสวมบังเหียนอยู่, พยศต่าง ๆ ที่ม้าประพฤติเป็นข้าศึกเป็นหลักตอ เสพผิดดิ้นรน เหมือนลักษณะของม้าที่ยังไม่เคยถูกฝึกนั้นก็ยังมีอยู่บ้าง. ม้านั้น เพราะถูกฝึกเนือง ๆ และถูกฝึกซ้ำ ๆ ซาก ๆ เข้าก็หมดพยศ ในข้อที่ไม่รับสวม บังเหียนนั้น. ภัททาลิ! เมื่อใด ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีตัวนั้น ถูกฝึกเนือง ๆ และถูกฝึก ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เข้า จนหมดพยศในข้อนั้นแล้ว, เมื่อนั้น คนฝึกม้า จึงทำการฝึก ม้าตัวนั้น ให้ยิ่งขึ้นไป ใน การเทียมแอก. เมื่อม้านั้นถูกฝึกให้รู้จักการเทียม แอกอยู่, พยศต่าง ๆ ที่ม้าประพฤติเป็นข้าศึกเป็นหลักตอเสพผิดดิ้นรน เหมือน ลักษณะของม้าที่ยังไม่เคยถูกฝึกนั้นก็ยังมีอยู่บ้าง. ม้านั้น เพราะถูกฝึกเนือง ๆ และถูกฝึกซ้ำ ๆ ซาก ๆ เข้า ก็หมดพยศ ในข้อที่ไม่รับแอกนั้น. ภัททาลิ! เมื่อใด ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีตัวนั้น ถูกฝึกเนือง ๆ และถูกฝึก ซ้ำ ๆซาก ๆ เข้า จนหมดพยศในข้อที่ไม่รับแอกนั้นแล้ว, เมื่อนั้น คนฝึกม้า จึงทำการฝึกม้าตัวนั้นให้ยิ่งขึ้นไป :- (๑) ในการแยกขากระโดดแผล็วขึ้นพร้อมกันทั้งสี่ขา, (๒) ในการเอี้ยวตะแคงตัวเป็นวงกลมจนผู้ขี่หยิบอาวุธที่ตกดินได้, (๓) ในการสามารถวิ่งจดแต่ปลายกับจนไม่เกิดเสียง, (๔) ในความเร็วทั้งที่หนีทีไล่,

น.2213 (๕) ในการไม่กลัวเสียงอึกทึกทุกชนิด, (๖) ในการรู้คุณค่าของพระราชา, (๗) ในการทำตัวให้สมกับเป็นวงศ์พระยาม้า, (๘) ในความเร็วเลิศ, (๔) ในความเป็นยอดม้า, (๑๐) ในความควรแก่การฟังแต่คำที่นิ่มนวล. ภัททาลิ! ม้านั้น เพราะถูกฝึกเนือง ๆ และถูกฝึกซ้ำ ๆ ซาก ๆ เข้าก็หมด พยศต่าง ๆ ในสิบข้อเหล่านั้น ภัททาลิ! เมื่อใด ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีตัวนั้น ถูกฝึกเนือง ๆ และถูกฝึก ซ้ำ ๆ ซากๆ เข้า จนกระทั่งหมดพยศทุกอย่างแล้ว, เมื่อนั้น คนฝึกม้าก็ย่อมฝึก ม้าตัวนั้นเพิ่มเติมให้ยิ่งขึ้นไป ทั้งโดยคุณภาพและกำลัง. ภัททาลิ! ม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ที่ประกอบด้วยองค์คุณสิบอย่างเหล่านี้ แล้ว ย่อมเป็นม้าที่คู่ควรแก่พระราชา เป็นราชพาหนะได้ และนับว่าเป็นของ คู่บารมีของพระราชาด้วย ; “ภัททาลิ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบ สิบอย่างแล้ว ย่อม เป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. องค์ประกอบ สิบอย่างอะไรบ้างเล่า ? สิบอย่างคือ ภิกษุในกรณีนี้ : (๑) เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิอันเป็นอเสขะ. (๒) เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาสังกัปปะอันเป็นอเสขะ. (๓) เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาวาจาอันเป็นอเสขะ. (๔) เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมากัมมันตะอันเป็นอเสขะ.

น.2214 (๕) เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาอาชีวะอันเป็นอเสขะ. (๖) เป็นผู้ประกอบด้วย สมมาวายามะอันเป็นอเสขะ. (๗) เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาสติอันเป็นอเสขะ. (๘) เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาสมาธิอันเป็นอเสขะ. (๔) เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาญาณอันเป็นอเสขะ. (๑๐) เป็นผู้ประกอบด้วย สัมมาวิมุติอันเป็นอเสขะ. ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบสิบอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. พินัยกรรม ของ "พระสังฆบิดา” ๑ ภิกษุ ท .! บัดนี้ ตถาคต ขอเตือนพวกเธอทั้งหลายไว้ ว่า : "สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอทั้งหลาย จงทำ ความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อม เถิด" ดังนี้. นี่แล เป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า. หมวดที่สิบเก้า จบ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๘๐/๑๔๓.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต