น.2172 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๘ ว่าด้วย การไม่เสียความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ๑. รอดได้เพราะผู้นำ ๒. อุปัชฌายะที่ถูกต้องตามธรรม ๓. อาจารย์ที่ถูกต้องตามธรรม ๔. ผู้ควรมีศิษย์อุปัฏฐาก ๕. เถระดี ๖. เถระที่ไม่ต้องระวัง ๗. เถระบัณฑิต ๘. เถระไม่วิปริต ๙. เถระไม่โลเล (หลายแบบ) ๑๐. พ่อไม่ฆ่าลูก ๑๑. สมภารถูกหลัก ๑๒. สมภารไม่ติดถิ่น ๑๓. สมภารไม่ติดที่อยู่ ๑๔. สวรรค์ของสมภารเจ้าวัด ๔๒๒
น.2173 (ปฏิปักขนัย ของหมวด ๙ อันว่าด้วยการเสียความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่) รอดได้เพราะผู้นำ ๑ ภิกษุ ท .! เรื่องเคยมีมาแล้ว : โคบาลชาวมคธ เป็นคนมีปัญญา โดย กำเนิด ได้คำนึงถึงฤดูสารทในเดือนท้ายฤดูฝน ตรวจตราดูฝั่งแม่น้ำคงคาทาง ฟากนี้ แล้วได้ต้อนฝูงโคให้ข้ามไปฝั่งเหนือแห่งวิเทหรัฐฟากโน้น ตรงที่ที่เป็น ท่าสำหรับโคข้ามทีเดียว. โคบาลผู้นั้น ได้ต้อนเหล่าโคอุสภ อันเป็นโคพ่อฝูง เป็นโคนำฝูง ให้ข้ามไปเป็นพวกแรก, มันได้ว่ายตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่ง ฟากโน้นโดยสวัสดี. ต่อจากพวกแรกนั้น จึงได้ต้อนโคเหล่าอื่นอีก ซึ่งเป็น พวกโคใช้งานมีกำลัง และเป็นพวกโคที่เพิ่งฝึกใช้งาน, มันก็ได้ว่ายตัดตรงกระแส แม่น้ำคงคา ถึงฝั่งฟากโน้นโดยสวัสดี. ต่อจากพวกที่สองนั้น จึงได้ต้อนโค เหล่าอื่นอีก ซึ่งเป็นพวกโคหนุ่มและโคสาวที่รุ่น ๆ มันก็ได้ว่ายตัดตรงกระแส แม่น้ำคงคา ถึงฝั่งฟากโน้นโดยสวัสดี. ต่อจากพวกที่สามนั้น จึงได้ต้อนโด ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จูฬโคปาลสูตร มู. ม. ๑๒/๔๑๘/๓๙๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้เมืองอุกกเวลา, แคว้นวัชชี. ๔๒๓
น.2174 เหล่าอื่นอีก ซึ่งเป็นพวกลูกโค และโคที่ซูบผอม, มันก็ได้ว่ายตัดตรงกระแส แม่น้ำคงคา ถึงฝั่งฟากโน้นโดยสวัสดี เช่นกัน. ภิกษุ ท .! เรื่องเคยมีมาแล้ว : ลูกโคอ่อนที่เกิดในวันนั้น ว่ายไป ตามเสียงร้องของแม่, มันก็ได้ว่ายตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่งฟากโน้น โดยสวัสดี เช่นเดียวกัน อีก. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ? ข้อนั้นเป็นเพราะ โคบาลผู้นั้นเป็นบัณฑิต. จริงอย่างนั้น, โคบาลชาวมคธ เป็นคนมีปัญญา โดยกำเนิด ได้คำนึงถึงฤดูสารทในเดือนท้ายฤดูฝน ตรวจตราดูฝั่งแม่น้ำคงคาทาง ฟากนี้ แล้วจึงต้อนฝูงโคให้ข้ามไปฝั่งเหนือแห่งวิเทหรัฐฟากโน้น ตรงที่ที่เป็นท่า สำหรับโคข้ามทีเดียว. ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : สมณะหรือพราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่ง เป็นผู้ฉลาดเรื่องโลกนี้ ฉลาดเรื่อง โลกอื่น, เป็นผู้ฉลาดเรื่อง วัฏฏะ อันเป็นที่อยู่ของมาร ฉลาดเรื่อง วิวัฏฏะ อันไม่เป็นที่อยู่ของมาร, เป็นผู้ ฉลาดเรื่อง วัฏฏะ อันเป็นที่อยู่ของมฤตยู ฉลาดเรื่อง วิวัฏฏะ อันไม่เป็นที่อยู่ของ มฤตยู ; ชนเหล่าใดสำคัญว่าถ้อยคำของสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ควรฟัง ควรเชื่อ, ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อความสุข เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ชนเหล่านั้น สิ้นกาลนาน. ภิกษุ ท .! บรรดา เหล่าโคลุสภ อันเป็นโคพ่อฝูง เป็นโคนำฝูง ได้ว่าย ตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่งฟากโน้นโดยสวัสดี ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เหล่าภิกษุ ผู้เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะ จบพรหมจรรย์ หมดกิจควรทำ ปลง ภาระลงได้ ผู้มีประโยชน์ของตัวเองอันตามบรรลุได้แล้ว มีสัญโญชน์ในภพ สิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ทั่วถึงโดยชอบ ; แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็ได้ตัดผ่า กระแสแห่งมาร ถึงฝั่งโน้นแห่งนิพพาน โดยสวัสดีอย่างเดียวกัน.
น.2175 ภิกษุ ท. ! เหล่าโคพวกที่ใช้งานมีกำลัง และพวกที่เพิ่งฝึกใช้งาน ได้ว่ายตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่งฟากโน้นโดยสวัสดี ; ภิกษุ ท. ! ฉันใด ก็ฉันนั้น : เหล่าภิกษุอนาคามี ผู้เกิดผุดขึ้น และปรินิพพานในชั้น (สุทธาวาส) นั้น ไม่จำต้องวกกลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะความสิ้นไปรอบแห่ง สัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ; แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็ได้ตัดผ่ากระแสแห่งมาร ตรงไป ฝั่งโน้นแห่งนิพพานโดยสวัสดี (ไม่มีถอยกลับ) อย่างเดียวกัน. ภิกษุ ท .! เหล่าโคหนุ่มและโคสาวที่รุ่นๆ ก็ได้ว่ายตัดตรงกระแส แม่น้ำคงคา ถึงฝั่งฟากโน้นโดยสวัสดี; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เหล่าภิกษุ ผู้เป็นสกทาคามี เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ ๓ และเพราะทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง จักมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น แล้วก็จักกระทำที่สุดแห่ง ทุกข์ได้ ; แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็ได้ตัดฝ่ากระแสแห่งมาร ตรงไปฝั่งโน้นแห่ง นิพพานโดยสวัสดี อย่างเดียวกัน. ภิกษุ ท .! เหล่าลูกโคและโคที่ซูบผอม ก็ได้ว่ายตัดตรงกระแสแม่น้ำ คงคา ถึงฝั่งฟากโน้นโดยสวัสดี ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เหล่าภิกษุ ผู้เป็นโสดาบัน เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ ๓ มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ผู้เที่ยงแท้ ต่อการตรัสรู้ข้างหน้า; แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็ได้ตัดผ่ากระแสแห่งมาร ตรงไปฝั่งโน้นแห่งนิพพานโดยสวัสดี (ได้ในภายหลัง) อย่างเดียวกัน. ภิกษุ ท .! ลูกโลอ่อนที่เกิดในวันนั้น ว่ายไปตามเสียงร้องของแม่ ก็ได้ว่ายตัดตรงกระแสแม่น้ำคงคา ถึงฝั่งฟากโน้นโดยสวัสดี ; ภิกษุ ท .!
น.2176 ฉันใดก็ฉันนั้น : เหล่าภิกษุ ผู้แล่นไปตามกระแสแห่งธรรม ๑ ผู้แล่นไปตาม กระแสแห่งสัทธา ; ๒ แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็ได้ตัดฝ่ากระแสแห่งมาร ตรงไปยัง ฝั่งโน้นแห่งนิพพานโดยสวัสดี (ได้ในภายหลังสุด) อย่างเดียวกัน แล. อุปัชฌายะที่ถูกต้องตามธรรม ๓ ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง พึงเป็นอุปัชฌายะ ให้อุปสมบทได้. ธรรมห้าอย่างอะไรบ้างเล่า? ห้าอย่างคือ ภิกษุในกรณีนี้: (๑) เป็นผู้ประกอบด้วย กองศีลอันเป็นอเสขะ. (๒) เป็นผู้ประกอบด้วย กองสมาธิอันเป็นอเสขะ. (๓) เป็นผู้ประกอบด้วย กองปัญญาอันเป็นอเสขะ. (๔) เป็นผู้ประกอบด้วย กองวิมุตติอันเป็นอเสขะ. (๕) เป็นผู้ประกอบด้วย กองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นอเสขะ. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างเหล่านี้แล พึงเป็น อุปัชฌายะให้อุปสมบทได้. ๑. ผู้แล่นไปตามกระแสแห่งธรรม ได้แก่ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ด้วยอำนาจพิจารณา เห็นอนัตตาในสังขารทั้งหลาย, แต่พอได้บรรลุโสดาปัตติผลก็เป็นทิฏฐิปัตตะไป. ๒. ผู้แล่นไปตามกระแสแห่งสัทธา ได้แก่ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ด้วยอำนาจพิจารณา เห็นอนิจจังในสังขารทั้งหลาย, แต่พอได้บรรลุโสดาปัตติผลก็เป็นสัทธาวิมุตต์ไป. ๓. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อ. ๒๒/๓๐๑/๒๕๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2177 อาจารย์ที่ถูกต้องตามธรรม ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง พึงเป็นอาจารย์ให้ นิสสัยแก่กุลบุตรได้. ธรรมห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ ภิกษุในกรณีนี้ : (๑) เป็นผู้ประกอบด้วย กองศีลอันเป็นอเสขะ. (๒) เป็นผู้ประกอบด้วย กองสมาธิอันเป็นอเสขะ. (๓) เป็นผู้ประกอบด้วย กองปัญญาอันเป็นอเสขะ. (๔) เป็นผู้ประกอบด้วย กองวิมุตติอันเป็นอเสขะ. (๕) เป็นผู้ประกอบด้วย กองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นอเสขะ. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างเหล่านี้แล พึงเป็น อาจารย์ให้นิสสัยแก่กุลบุตรได้. ผู้ควรมีศิษย์อุปัฏฐาก ๒ ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง พึงให้สามเณร อุปัฏฐากได้. ธรรมห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ ภิกษุในกรณีนี้ : (๑) เป็นผู้ประกอบด้วย กองศีลอันเป็นอเสขะ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๐๑/๒๕๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๐๑/๒๕๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2178 (๒) เป็นผู้ประกอบด้วย กองสมาธิอันเป็นอเสขะ. (๓) เป็นผู้ประกอบด้วย ลองปัญญาอันเป็นอเสขะ. (๔) เป็นผู้ประกอบด้วย กองวิมุตติอันเป็นอเสขะ. (๕) เป็นผู้ประกอบด้วย กองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นอเสขะ. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง เหล่านี้แล พึงให้ สามเณรอุปัฏฐากได้. เถระดี ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุชั้นเถระ ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๕ อย่างแล้ว ย่อมเป็นที่รัก ที่ไว้วางใจ ที่เคารพ ที่ยกย่องสรรเสริญ ของพวกเพื่อนพรหมจรรย์ ด้วยกัน. องค์ประกอบห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) เธอ เป็นผู้มีศีล, สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร, สมบูรณ์ด้วย มรรยาทและโคจร, มีปรกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้ที่ถือกันว่าเป็นโทษ เล็กน้อย, สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย (๒) เธอ เป็นพหุสุต ทรงจำธรรมที่ฟังแล้ว สั่งสมธรรมที่ฟังแล้ว : ธรรมเหล่าใด มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในที่สุด แสดงพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง : ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๒๙/ ๘๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2179 ธรรมเหล่านั้นอันเธอได้ฟังมามากแล้ว จำได้ ว่าได้คล่องแคล่วด้วยวาจา มองเห็น ตามด้วยใจ เจาะแทงทะลุอย่างดีด้วยความเห็น. (๓) เธอ เป็นผู้มีถ้อยคำงดงาม มีวิธีพูดได้เพราะ มีถ้อยคำถูกต้อง ตามความนิยมแห่งชาวเมือง สละสลวย ไม่ตะกุกตะกัก ทำให้เข้าใจความหมาย ได้ง่าย. (๔) เธอ เป็นผู้ได้ตามต้องการ ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ทั้ง ๔ อันเนื่องในจิตอันยิ่ง เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร. (๕) เธอ เป็นผู้กระทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหา อาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐ- ธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่. ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุชั้นเถระ ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๕ อย่างเหล่านี้ แล้ว ย่อมเป็นที่รัก ที่ไว้วางใจ ที่เคารพ ที่ยกย่องสรรเสริญ ของพวกเพื่อน พรหมจรรย์ด้วยกันแล. เถระที่ไม่ต้องระวัง ๒ กัสสปะ ! ภิกษุ แม้เป็นเถระแล้ว แต่เป็นผู้ใคร่ต่อไตรสิกขาด้วยตนเอง, สรรเสริญผู้ปฏิบัติในไตรสิกขา, ชักจูงผู้ไม่รักไตรสิกขา, กล่าวยกย่องผู้รักการ ๑. ที่ว่า “เข้าถึงแล้วและอยู่" หมายถึงการอยู่ด้วยความรู้สึกอันสูงในคุณธรรมข้อนั้นตลอด เวลาไม่มีว่างเว้น. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๐๗/๕๓๑, ตรัสแก่ท่านพระมหากัสสปะ ที่นิคม ของชาวโกศล ชื่อปังกธา.
น.2180 ปฏิบัติในไตรสิกขา ตามเวลาที่ควรแก่การยกย่องตามที่เป็นจริง ; กัสสปะ ! เรา ตถาคตสรรเสริญภิกษุเถระชนิดนี้. ข้อนั้นเพราะอะไร ? เพราะเหตุว่า ภิกษุเหล่าอื่น รู้ว่า “พระศาสดา สรรเสริญภิกษุชนิดนี้" ก็จะคบหาแต่ภิกษุชนิดนั้น. ภิกษุเหล่าใดคบหา ภิกษุเถระชนิดนั้นเข้า ก็จะถือเอาภิกษุเถระชนิดนั้น เป็นตัวอย่างสืบไป; การ ถือเอาภิกษุเถระชนิดนั้น เป็นตัวอย่าง ย่อมเป็นทางให้เกิดสิ่งอันเป็นประโยชน์ และเป็นความสุข แก่ภิกษุเหล่านั้นเองสิ้นกาลนาน. กัสสปะ ! เพราะเหตุนั้น เราจึงสรรเสริญภิกษุเถระชนิดนี้แล. เถระบัณฑิต ๑ ภิกษุ ท .! คนเราแม้ยังเป็นเด็กหนุ่มรุ่นคะนอง ผมดำสนิท ตั้งอยู่ ในวัยเจริญ คือปฐมวัย, แต่ เขามีคำพูดเหมาะแก่กาล, พูดจริง, พูดได้ ประโยชน์, พูดเป็นธรรม, พูดเป็นวินัย, กล่าววาจามีที่ตั้ง มีที่อ้างอิง มีที่สิ้นสุด ประกอบด้วยประโยชน์ ; คนผู้นั้น ย่อมถึงการถูกนับว่า เป็น "เถระบัณฑิต" โดยแท้. เถระไม่วิปริต ๒ ภิกษุ ท .! ภิกษุเถระที่ประกอบด้วยองค์ประกอบห้าอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่มหาชน ทำมหาชนให้มีความสุข ทำไปเพื่อความ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๘/๒๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๓๐/๘๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2181 เป็นประโยชน์แก่คนเป็นอันมาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งแก่เทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย. ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) ภิกษุเป็นเถระ บวชมานาน มีพรรษายุกาลมาก. (๒) เป็นที่รู้จักกันมาก มีเกียรติยศ มีบริวาร ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต (๓) เป็นผู้ร่ำรวยลาภด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน- ปัจจัยเภสัชบริการ. (๔) เป็นพหุสูต ทรงจำธรรมที่ฟังแล้ว สั่งสมธรรมที่ฟังแล้วมาก --- ฯลฯ --- (๔) และ เป็นสัมมาทิฏฐิ มีทัศนะอันถูกต้อง. ภิกษุ ท .! ภิกษุนี้ ทำคนเป็นอันมาก ให้เลิกละจากอสัทธรรม, ให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม. ประชาชนทั้งหลาย ย่อมถือเอาแบบอย่างของภิกษุ นั้นไป เพราะคิดว่า เธอเป็นภิกษุเถระ บวชมานาน มีพรรษายุกาลมากบ้าง, เพราะคิดว่า เธอเป็นภิกษุเถระ ที่มหาชนเชื่อถือ รู้จักกันมาก มีเกียรติยศ มีบริวารมาก ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตบ้าง, เพราะคิดว่า เธอเป็นภิกษุเถระ ที่ร่ำรวยลาภด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการบ้าง, เพราะคิดว่า เธอเป็นภิกษุเถระ ที่เป็นพหูสูต ทรงจำธรรมที่ฟังแล้ว สั่งสมธรรม ที่ฟังแล้วได้บ้าง, ดังนี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุเถระ ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบห้าอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่มหาชน ทำมหาชนให้มีความสุข ทำไปเพื่อความ เป็นประโยชน์แก่คนเป็นอันมาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งแก่เทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย แล.
น.2182 เถระไม่โลเล (หลายแบบ) ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุเถระที่ประกอบด้วยเหตุห้าอย่าง (ห้าหมวด) เหล่านี้ แล้ว ย่อม เป็นที่รัก ที่ไว้วางใจ ที่เคารพ ที่ยกย่องสรรเสริญของเพื่อนผู้ประพฤติ พรหมจรรย์ด้วยกัน. ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) ภิกษุชั้นเถระนั้น ไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด, ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง, ไม่หลงใหลในอารมณ์เป็นที่ตั้ง แห่งความหลงใหล, ไม่ตื่นเต้นในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความตื่นเต้น, ไม่มัวเมาใน อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา. (๒) ภิกษุชั้นเถระนั้น เป็นผู้ปราศจากราคะ, เป็นผู้ปราศจากโทสะ, เป็นผู้ปราศจากโมหะ, เป็นผู้ไม่ลบหลู่คุณท่าน, เป็นผู้ไม่ตีตนเสมอท่าน. (๓) ภิกษุชั้นเถระนั้น ไม่เป็นคนหลอกลวงเก่งด้วย, ไม่เป็นคนพูด พิรี้พิไรเก่งด้วย, ไม่เป็นคนพูดหว่านล้อมเก่งด้วย, ไม่เป็นคนปลูกคำท้าทายให้เกิด มานะเจ็บใจเก่งด้วย, ไม่เป็นคนหากำไรทำนองเอาลาภต่อลาภเก่งด้วย. (๔) ภิกษุชั้นเถระนั้น เป็นคนมีศรัทธา, มีความละอายบาป, มี ความเกรงกลัวบาป, เป็นคนปรารภความเพียร, เป็นคนมีปัญญา. (๕) ภิกษุชั้นเถระนั้น เป็นคนอดใจได้ในรูปทั้งหลาย, อดใจได้ใน เสียงทั้งหลาย, อดใจได้ในกลิ่นทั้งหลาย, อดใจได้ในรสทั้งหลาย, อดใจได้ใน สัมผัสทางกายทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! ภิกษุเถระที่ประกอบด้วยเหตุห้าอย่าง (ห้าหมวด) เหล่านี้ แล้ว ย่อมเป็นที่รัก ที่ไว้วางใจ ที่เคารพ ที่ยกย่องสรรเสริญของเพื่อนผู้ประพฤติ พรหมจรรย์ด้วยกันแล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๒๖-๑๒๘/๘๑-๘๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2183 พ่อไม่ฆ่าลูก ๑ กัสสปะ ! เธอ จงกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย จงแสดงธรรมีกถาแก่ ภิกษุทั้งหลายบ้าง. กัสสปะ ! เรา หรือเธอ พึงช่วยกันกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย พึงช่วยกันแสดงธรรมกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ในเวลานี้ ภิกษุช่างเป็นคนว่ายากนัก ประกอบด้วยเหตุที่ทำให้ เป็นคนว่ายากด้วย ไม่อดทน ไม่ยอมรับคำตักเตือนโดยเคารพ" ท่านพระมหากัสสปะ กราบทูล. กัสสปะ ! จริงอย่างเธอกล่าวนั้นแหละ, ในครั้งก่อน พวกภิกษุชั้น เถระ สมาทานการอยู่ป่าเป็นวัตร และทั้งกล่าวสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น สมาทานการบิณฑบาตเป็นวัตร และทั้งกล่าวสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น, สมาทานการใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และทั้งกล่าวสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น, สมาทานการใช้จีวรเพียงสามผืนเป็นวัตร และทั้งกล่าวสรรเสริญการกระทำ เช่นนั้น, เป็นผู้จำกัดความต้องการให้มีแต่น้อย และทั้งกล่าวสรรเสริญการ กระทำเช่นนั้น, เป็นผู้สันโดษ และทั้งกล่าวสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น, เป็นผู้อยู่สงบ และทั้งกล่าวสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น, เป็นผู้อยู่อย่างไม่คลุก คลีกัน และทั้งกล่าวสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น. เป็นผู้ปรารภความเพียร และทั้งกล่าวสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น, บรรดาภิกษุชั้นเถระเหล่านั้น, ภิกษุ รูปใด สมาทานการอยู่ป่าเป็นวัตร --- ฯลฯ --- เป็นผู้ปรารภความเพียร และทั้ง กล่าวสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น, ภิกษุชั้นเถระทั้งหลาย ก็อาราธนาให้นั่งเฉพาะ ภิกษุเถระรูปนั้น ด้วยคำเป็นต้นว่า "มาเถิด ภิกษุ! ภิกษุรูปนี้ชื่ออะไร ? ภิกษุนี้ ช่างมีวาสนาจริง! ทั้งเป็นผู้ใคร่ต่อการปฏิบัติจริงด้วย ! มาเถิด ภิกษุ ! นิมนต์ ท่านจงนั่งอาสนะนี้" ดังนี้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๒๔๖/๔๙๔, ตรัสแก่ท่านพระมหากัสสปะ
น.2184 กัสสปะ ! ครั้นภิกษุชั้นเถระประพฤติกันอยู่อย่างนี้, ความคิดก็เกิดขึ้น แก่พวกภิกษุใหม่ ว่า ได้ยินว่า ภิกษุรูปใด สมาทานการอยู่ป่าเป็นวัตร --- ฯลฯ --- เป็นผู้ปรารภความเพียร และทั้งกล่าวสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น ด้วย, พระเถระทั้งหลาย ย่อมนิมนต์เธอนั้นด้วยอาสนะ ด้วยคำเป็นต้นว่า “มาเถิด ภิกษุ ! ภิกษุรูปนี้ชื่ออะไร ? ภิกษุนี้ช่างมีวาสนาจริง! ทั้งเป็นผู้ใคร่ต่อ การปฏิบัติจริงด้วย ! มาเถิด ภิกษุ ! นิมนต์ท่าน จงนั่งอาสนะนี้" ดังนี้. พวก ภิกษุผู้บวชใหม่เหล่านั้น ก็พากันประพฤติเพื่อให้เป็นเช่นนั้น ; และข้อนั้นย่อม เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พวกภิกษุเหล่านั้นเอง สิ้นกาลนาน. สมภารถูกหลัก ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุที่ประกอบด้วยองค์ประกอบห้าอย่างเหล่านี้แล้ว ควร ได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าอาวาส. ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) เจ้าอาวาส สมบูรณ์ด้วยมรรยาท สมบูรณ์ด้วยวัตร. (๒) เจ้าอาวาส เป็นพหุสูต เป็นเจ้าตำรับ. (๓) เจ้าอาวาส เป็นผู้ปฏิบัติขัดเกลากิเลส ยินดีในการหลีกเร้น ยินดี ในกัลยาณธรรม. (๔) เจ้าอาวาส มีวาจาอ่อนหวาน พูดเพราะหู. (๕) เจ้าอาวาส มีปัญญา ไม่โง่เขลา ไม่เงอะงะ. ภิกษุ ท .! ภิกษุที่ประกอบด้วยองค์ประกอบห้าอย่างเหล่านี้แล้ว ควร ได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าอาวาสแล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๙๐/๒๓๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2185 สมภารไม่ติดถิ่น ๑ ภิกษุ ท. ! อานิสงส์ในการอยู่อย่างมีจุดหมาย ห้าอย่างเหล่านี้มีอยู่ ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) เธอ ย่อมไม่มีความตระหนี่ที่อยู่ (คือไม่หวงเสนาสนะที่สบาย ๆ เมื่อมีผู้อื่น มาอยู่ด้วยก็แบ่งให้อยู่อาศัย ด้วยความเต็มใจ). (๒) เธอ ย่อมไม่มีความตระหนี่สกุลอุปัฏฐาก (คือยินดีให้ภิกษุอื่นรู้จักมักคุ้น ด้วยสกุลอุปัฏฐากของตน). (๓) เธอ ย่อมไม่มีการหวงลาภ (คือการอยู่อย่างมีจุดหมาย ไม่คิดสะสมสิ่งของ จึงไม่มีการหวงสิ่งของต่าง ๆ ไว้ เพื่อการสะสม ยินดีแจกจ่ายลาภที่เกิดขึ้นเสมอ). (๔) เธอ ย่อมไม่มีการหวงชื่อเสียง เกียรติยศ (คือมีมุทิตาจิตกับผู้ที่ได้รับ ชื่อเสียงในถิ่นนั้น). (๕) เธอ ย่อมไม่มีการหวงคุณธรรม (คือมีใจหวังอนุเคราะห์ให้ผู้อื่นเจริญด้วย ปริยัติธรรม ปฏิบัตติธรรม และปฏิเวธธรรม ไม่คิดว่าจะเป็นคู่แข่งที่ครอบงำตน). ภิกษุ ท. ! อานิสงส์ในการอยู่อย่างมีจุดหมาย มีห้าอย่างเหล่านี้แล. สมภารไม่ติดที่อยู่ ๒ ภิกษุ ท. ! อานิสงส์ในการอยู่อย่างมีจุดหมาย ห้าอย่างเหล่านี้มีอยู่ ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๘๖/๒๒๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๘๖/๒๒๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2186 (๑) ภิกษุอยู่อย่างมีจุดหมาย ย่อมไม่มีภัณฑะสิ่งของมาก ไม่เป็นผู้ ชอบสะสมสิ่งของไว้มาก. (๒) ภิกษุอยู่อย่างมีจุดหมาย ย่อมไม่มีเภสัชมาก ไม่เป็นผู้ชอบสะสม เภสัชไว้มาก. (๓) ภิกษุอยู่อย่างมีจุดหมาย ย่อมไม่มีกิจมาก ไม่มีการงานที่ต้องจัด ต้องทำมาก จึงเอาดีในหน้าที่ของสมณะโดยตรงได้. (๔) ภิกษุอยู่อย่างมีจุดหมาย ย่อมไม่มีการคลุกคลีกับคฤหัสถ์และ บรรพชิต ด้วยการคลุกคลีกันอย่างแบบคฤหัสถ์อันเป็นสิ่งไม่สมควรแก่สมณะ. (๕) ภิกษุอยู่อย่างมีจุดหมาย จะจากถิ่นที่อยู่นั้นไป เธอ ย่อมจากไป ด้วยจิตที่ไม่ห่วงใย. ภิกษุ ท. ! อานิสงส์ในการอยู่อย่างมีจุดหมาย มีห้าอย่างเหล่านี้และ สวรรค์ของสมภารเจ้าวัด ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุเจ้าอาวาส ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบห้าอย่างแล้ว ย่อมบันเทิงใจเหมือนถูกพาตัวไปเก็บไว้ในสวรรค์ ฉะนั้น. องค์ประกอบห้าอย่าง อะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) ภิกษุเจ้าอาวาส ย่อมใคร่ครวญ ไต่สวนให้รอบคอบเสียก่อน กล่าวตำหนิคนที่ควรตำหนิ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๙๓/๒๓๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2187 (๒) ภิกษุเจ้าอาวาส ย่อมใคร่ครวญ ไต่สวนให้รอบคอบเสียก่อน กล่าวยกย่องคนที่ควรยกย่อง. (๓) ภิกษุเจ้าอาวาส ย่อมใคร่ครวญ ไต่สวนให้รอบคอบเสียก่อน แสดงความไม่เลื่อมใสให้ปรากฏ ในฐานะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส (๔) ภิกษุเจ้าอาวาส ย่อมใคร่ครวญ ไต่สวนให้รอบคอบเสียก่อน แสดงความเลื่อมใสให้ปรากฏ ในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส. (๕) ภิกษุเจ้าอาวาส ไม่ทำไทยทานที่ทายกถวายด้วยศรัทธาให้ตก เสียไป. ภิกษุ ท .! ภิกษุเจ้าอาวาส ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบห้าอย่างเหล่านี้ แล้ว ย่อมบันเทิงใจเหมือนถูกพาตัวไปเก็บไว้ในสวรรค์ ฉะนั้นแล. หมวดที่สิบแปด จบ.
น.2188 ผู้ชี้ชวนวิงวอน ! ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ภิกษุ ท. ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺชมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ภิกษุ ท. ! นั้น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. (สหายตนวคฺค สํ. ๑๘/๔๔๑/๖๗๔) ๔๓๙
Buddhadasa