น.2154 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๗ ว่าด้วย การหมดพิษสงทางใจ ๑. สระน้ำที่มีอยู่ภายใต้จีวร ๒. ผู้เว้นยาพิษในโลก ๓. ผู้ไม่ตกเหว ๔. ผู้ไม่ต้องทะเลาะวิวาทกัน ๕. ผู้ไม่ควรอยู่ในคอก ๖. ผู้มีเพียรตลอดเวลา ๗. ผู้ไม่ต้องกลายเป็น "ลิงติดตัง" ๘. ผู้อยู่เหนือการสึก ๙. คุณธรรมของพระโสดาบัน ๑๐. คุณธรรมของพระสกทาคามี ๑๑. คุณธรรมของพระอนาคามี ๑๒. คุณธรรมของพระอรหันต์ ๑๓. หมดพิษสงทางใจจึงประกาศพระศาสนา ๔๐๔
น.2155 (ปฏิปักขนัย ของหมวด ๘ อันว่าด้วยพิษสงทางใจ) สระน้ำที่มีอยู่ภายใต้จีวร ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ เป็นผู้ปฏิบัติในข้อปฏิบัติสมควรแก่สมณะ เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! เมื่อ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง มือภิชฌามาก ละอภิชฌาได้, มีจิตพยาบาท ละพยาบาทได้, เป็นผู้มักโกรธ ละความมักโกรธได้, เป็นผู้ มักถือความโกรธ ละความถือโกรธได้, เป็นผู้ลบหลู่คุณท่าน ละความลบหลู่ คุณท่านได้, เป็นผู้ยกตนเทียมท่าน ละความยกตนเทียมท่านได้, เป็นคน ริษยา ละความริษยาได้, เป็นคนตระหนี่ ละความตระหนี่ได้, เป็นคนโอ้อวด ละความโอ้อวดได้, เป็นคนมีมายา ละความมายาได้, เป็นคนมีความปรารถนา ลามก ละความปรารถนาลามกได้, เป็นคนมีความเห็นผิด ละความเห็นผิดได้ ; ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จูฬอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๑๖/๔๘๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่อัสสปุรนิคมของชาวอังคะ ๔๐๕
น.2156 พราะละกิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น ซึ่งเป็นเครื่องมัวหมองของ สมณะ เป็นโทษของสมณะ เป็นน้ำฝาดของสมณะ เป็นเหตุให้สัตว์เกิดในอบาย และมีวิบากอันสัตว์ทั้งหลายจะต้องเสวยในทุคติ เหล่านี้ ได้แล้ว; เราก็กล่าว ภิกษุนั้นว่า "เป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติสมควรแก่สมณะ" ดังนี้. ผู้ปฏิบัติชอบนั้น ย่อมพิจารณาเห็นตนเป็นคนบริสุทธิ์ และพ้นจากสิ่งที่เป็นอกุศลลามกทั้งหลาย เหล่านี้ทั้งสิ้นแล้ว. เมื่อเธอพิจารณาเห็นตนเป็นเช่นนั้นอยู่, ความปราโมทย์ ก็เกิดขึ้น ; เมื่อเธอปราโมทย์แล้ว, ปีติ ก็เกิดขึ้น ; เมื่อเธอมีใจปีติแล้ว, นามกาย ก็สงบ; เธอมีนามกายสงบ ก็ได้เสวยสุข ; เมื่อเธอมีสุข จิต ก็ตั้งมั่น. ผู้ปฏิบัติชอบนั้น แผ่จิตไปสู่ทิศที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ ด้านขวาง ทั่วทุกทางโดยรอบตลอดโลกทั้งปวง ด้วยจิตอันประกอบ ด้วยเมตตา - - ฯลฯ - - กรุณา - - ฯลฯ - - มุทิตา - - ฯลฯ - - อุเบกขา อันไพบูลย์ ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท เป็นอยู่. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือน สระโบกขรณี มีน้ำไม่ขุ่นมัว น่าดื่ม เย็นสนิท ใสสะอาด มีท่าขึ้นลงโดยง่าย น่าเพลินใจ. ถ้าแม้มีบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังร้อนจัด มีความร้อนระอุไปทั้งตัว เหน็ดเหนื่อย คอแห้งระหายน้ำ มาจาก ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือทิศใต้ไซร้, บุรุษนั้นมาถึง สระโบกขรณีนั้นแล้ว จักทำความคอแห้ง ระหายน้ำ และความร้อน กระวนกระวายให้เสื่อมสูญได้. ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท .! ถ้าแม้นกุลบุตร ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่หวังประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือน จากสกุลกษัตริย์ ก็ตาม, จากสกุลพราหมณ์ก็ตาม, จากสกุลเวสส์ก็ตาม, จากสกุลศูทรก็ตาม, และ เขาได้อาศัยธรรมและวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อย่างนี้ ๆ ย่อมได้ความสงบในภายใน เราก็เรียกว่า "เป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติสมควรแก่สมณะ" ดังนี้, ฉันนั้นเหมือนกัน
น.2157 ถ้าแม้นกุลบุตรออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่หวังประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือนจาก สกุลกษัตริย์ก็ตาม, จากสกุลพราหมณ์ก็ตาม, จากสกุลเวสส์ก็ตาม, จากสกุลศูทร ก็ตาม, และ เขาได้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้ว แลอยู่ เราก็เรียกว่า "เป็นสมณะ" เพราะความสิ้นอาสวะทั้งหลาย, เช่นนั้น เหมือนกันแล. ผู้เว้นยาพิษในโลก ๑ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนถ้วยดื่มสำริดมีเครื่องดื่มใส่อยู่แล้วชนิดหนึ่ง ๒ สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรส แต่ว่ามียาพิษปนติดอยู่. ครั้งนั้น มีบุรุษ ผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังร้อนจัด มีความร้อนระอุไปทั้งตัว เหน็ดเหนื่อย คอแห้ง ระหายน้ำ มาถึงเข้า. คนทั้งหลาย บอกแก่บุรุษนั้นว่า "นี่แน่ท่านผู้เจริญ, ถ้วยดื่มสำริดใบนี้ มีเครื่องดื่มสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรส เปิดโอกาสสำหรับท่าน ; แต่ว่ามันมียาพิษปนติดอยู่. ถ้าหากท่านต้องการดื่มก็ดื่มได้, เมื่อท่านกำลังดื่ม จักติดใจมัน ด้วยสีของมันบ้าง ด้วยกลิ่นของมันบ้าง ด้วยรสของมันบ้าง ; แต่ว่า ครั้นดื่มแล้ว ท่านจักถึงความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะเหตุนั้น" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ที่นั้น ความคิดก็จะพึงเกิดขึ้นแก่บุรุษนั้นอย่างนี้ว่า "ความ กระหายในสุราของเรานี้อาจจะดับเสียได้ด้วยน้ำเย็น หรือด้วยหางนมเปรี้ยว หรือ ด้วยเครื่องดื่มชื่อมัฏฺโลณิกะ ๓ หรือด้วยเครื่องดื่มชื่อโลณโสจิรกะ ๔ ; เราไม่ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๑๓๕/๒๖๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. เป็นภาชนะพิเศษเรียกว่า อาปานิยกังสะ ซึ่งเรายังเข้าใจไม่ได้ว่าในบัดนี้ได้แก่ภาชนะเช่นไร. ๓. มัฏฐโลณิกะ เป็นน้ำของขนมเหลว ๆ ชนิดหนึ่ง ใส่เกลือ. ๔. โลณโสจิรกะ เป็นซุปที่ต้มขึ้นด้วยธัญญชาติ ด้วยผลไม้ ด้วยเง่าใต้ดิน แล้วใส่เกลือ.
น.2158 บังควรที่จะดื่มน้ำนั้น อันเป็นไปเพื่อทุกข์ ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา ตลอด กาลนาน" ดังนี้. บุรุษนั้น ได้พิจารณาถ้วยดื่มสำริดนั้นแล้ว ก็ไม่ดื่ม และวาง เสีย, บุรุษนั้น จึงไม่ถึงความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะเหตุนั้น ฉันใด ; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ในกาลอดีตก็ตาม, ในกาล อนาคตก็ตาม, ในกาลบัดนี้ก็ตาม, ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ได้เห็นสิ่งอันเป็นที่รัก ที่สนิทใจในโลก โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็น อนัตตา โดยความเป็นของเสียบแทง โดยความเป็นของน่ากลัว; สมณะหรือ พราหมณ์พวกนั้น ได้ละตัณหาเสียแล้ว. พวกใดได้ละตัณหาเสียแล้ว พวกนั้น ได้ละอุปธิแล้ว. พวกใดได้ละอุปธิแล้ว พวกนั้น ได้ละทุกข์แล้ว. พวกใดได้ ละทุกข์แล้ว พวกนั้น ได้หลุดพ้นแล้วจากความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ; เราตถาคต ย่อมกล่าวว่า "พวกเหล่านั้น ได้หลุดพ้นแล้วจากทุกข์" ดังนี้แล. ผู้ไม่ตกเหว ๑ ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใดก็ตาม ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ว่า ทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ ; ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๖๑/๑๗๓๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
น.2159 สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมไม่ยินดีอย่างยิ่งในเหตุปัจจัยเครื่องปรุงแต่งชนิด ที่เป็นไปเพื่อความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความ ทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ; เขาผู้ไม่ยินดีในเหตุปัจจัยเครื่อง ปรุงแต่งชนิดนั้น ๆ แล้ว ย่อมไม่ก่อสร้างเหตุปัจจัยเครื่องปรุงแต่งชนิดที่เป็นไป เพื่อความเกิด เป็นต้น นั้น ๆ อีก. ครั้นเขา ไม่ก่อสร้างเหตุปัจจัยนั้น ๆ แล้ว เขา ก็ไม่ตกลงไปในเหวแห่งความเกิดบ้าง, ในเหวแห่งความแก่บ้าง, ในเหวแห่งความ ตายบ้าง, ในเหวแห่งความโศกบ้าง, ในเหวแห่งความร่ำไรรำพันบ้าง, ในเหวแห่ง ความทุกข์กายบ้าง, ในเหวแห่งความทุกข์ใจบ้าง, ในเหวแห่งความคับแค้นใจบ้าง, เป็นแน่แท้. สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมหลุดพ้นจากความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความ คับแค้นใจ; เราตถาคต ย่อมกล่าวว่า "พวกเหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ได้" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงทำความ เพียรเพื่อให้รู้ว่า "ทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ความดับ สนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็น เช่นนี้ ๆ" ดังนี้แล. ผู้ไม่ต้องทะเลาะวิวาทกัน ๑ ภิกษุ ท. ! พวกเธอ อย่ากล่าวถ้อยคำที่เป็นเหตุให้ยึดถือแตกต่างกันว่า ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๕/๑๖๖๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2160 "ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรม- วินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก, คำควรกล่าวก่อน ท่าน กล่าวทีหลัง, คำควรกล่าวทีหลัง ท่านมากล่าวก่อน, คำพูดของท่านจึงไม่เป็น ประโยชน์ คำพูดของข้าพเจ้า เป็นประโยชน์, ข้อที่ท่านเคยถนัดมาแปรปรวน ไปเสียแล้ว ข้าพเจ้าแย้งคำพูดของท่านแหลกหมดแล้ว, ท่านถูกข้าพเจ้าข่มแล้ว เพื่อให้ถอนคำพูดผิด ๆ นั้นเสีย หรือท่านสามารถก็จงค้านมาเถิด" ดังนี้. พวก เธอไม่พึงกล่าวถ้อยคำเช่นนั้น เพราะเหตุไรเล่า? เพราะเหตุว่าการกล่าวนั้น ๆ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อ ความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เมื่อพวกเธอจะกล่าว จงกล่าวแต่เรื่องที่ว่า "ความทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ" ดังนี้. เพราะ เหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า การกล่าวนั้นเป็นการกล่าวที่ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน แล. ผู้ไม่ควรอยู่ในคอก ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้ประกอบด้วยเหตุห้าอย่าง เป็นผู้ที่ควรได้รับการปล่อย ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๔/๑๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2161 ออกจากหมู่ไปอยู่ผู้เดียวได้. เหตุห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ : - (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้รู้จักพอ ด้วย จีวรตามมีตามได้. (๒) เธอ เป็นผู้รู้จักพอ ด้วย อาหารบิณฑบาตตามมีตามได้. (๓) เธอ เป็นผู้รู้จักพอ ด้วย เสนาสนะตามมีตามได้. (๔) เธอ เป็นผู้รู้จักพอ ด้วย คิลานปัจจัยเภสัชบริการตามมีตามได้. (๕) เธอ มีความคิดหนักไปในทางหลีกออกจากถามอยู่มาก. ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้ประกอบด้วยเหตุห้าอย่างเหล่านี้แล เป็นผู้ที่ควร ไดรับการปล่อยออกจากหมู่ไปอยู่ผู้เดียวได้. ผู้มีเพียรตลอดเวลา ๑ ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุ กำลังเดินอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดใน กาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่น คิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา, และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ: ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังเดินอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. ยํ. ๒๑/๑๗/๑๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2162 มื่อภิกษุ กำลังยืนอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิด ในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความ ครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา, และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิด นั้นไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ; ภิกษุที่เป็น เช่นนี้ แม้กำลังยืนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อสิ่ง ลามก เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ. ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุ กำลังนั่งอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิด ในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา, และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ; ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังนั่งอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ. ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุ กำลังนอนอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดใน กาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่น คิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา, และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ ; ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังนอนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจแล.
น.2163 ผู้ไม่ต้องกลายเป็น "ลิงติดตัง" ๑ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงเที่ยวไปในที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็น วิสัยของบิดาตนเถิด. เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็นวิสัย ของบิดาตนอยู่ มารจักไม่ได้ช่องทาง มารจักไม่ได้โอกาสทำตามอำเภอใจของมัน ได้เลย. ภิกษุ ท .! ก็ที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็นวิสัยของบิดาตนสำหรับภิกษุนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ที่เป็นวิสัยเช่นนั้นได้แก่ สติปัฏฐาน ๔. สติปัฏฐานสี่อะไร บ้างเล่า ? สี่คือ :- (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ, มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกเสียได้. (๒) เธอ ย่อม พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ, มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกเสียได้. (๓) เธอ ย่อม พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ, มีความเพียร เผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก เสียได้. (๔) เธอ ย่อม พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ, มี ความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกเสียได้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๙๙/๗๐๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. นี้ตรงกัน ข้ามจากข้อที่ว่า "ลิงติดตัง" ที่เป็นอุปมาของภิกษุลุ่มหลงในกามคุณ ๕; ดูหัวข้อ "ลิง ติดตัง" ที่หมวด ๘ หน้า ๑๗๑.
น.2164 สติปัฏฐานสี่เหล่านี้และ เป็นที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็นวิสัย ของบิดาตนสำหรับภิกษุ ดังนี้แล. ผู้อยู่เหนือการสึก ๑ ภิกษุ ท .! ลำแม่น้ำคงคา มีธรรมดาลุ่มลาดเอียงเทไปยังทิศตะวันออก. ครั้งนั้นหมู่คนเป็นอันมาก พาเอาจอบและกะทอสำหรับขนดินมา ด้วยความ ตั้งใจว่า "พวกเราทั้งหลาย จักทำการทดแม่น้ำคงคานี้ให้ไหลกลับหลัง" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะเข้าใจความหมายข้อนั้นว่าอย่างไร : จะทำได้สำเร็จละหรือ ตามที่หมู่คนเป็นอันมากต้องการทดแม่น้ำคงคาให้ไหลกลับหลัง ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ไม่สำเร็จดอก พระเจ้าข้า" ภิกษุ ท .! ข้อที่ทำไม่สำเร็จนั้น เป็นเพราะเหตุไรเล่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เพราะเหตุว่า ลำแม่น้ำคงคา มีธรรมดาลุ่มลาดเอียงเทไปยังทิศ ตะวันออก, มันไม่เป็นการง่ายเลย ที่จะทดแม่น้ำคงคาให้ไหลย้อนกลับหลัง ; มีแต่จะให้หมู่คนเป็นอัน มากนั้น ได้รับส่วนแห่งความเหน็ดเหนื่อยลำบากเปล่า และมีความเดือดร้อนอย่างเดียวตลอดเวลาที่ทำการนั้น พระเจ้าข้า”. ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น ที่พระราชา หรืออำมาตย์ผู้ใหญ่ของ พระราชา มิตรสหายหรือญาติสาโลหิต จะพึงปวารณาด้วยโภคสมบัติ ที่อนุญาต ให้ใช้ตามพอใจ แก่ภิกษุ ผู้กำลังอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘ กระทำอริยมรรค มีองค์ ๘ ให้มาก ว่า "มาเถิด พ่อคนเจริญ, การนุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด เหล่านี้ จะมีประโยชน์อะไรสำหรับท่านนัก, จะเป็นคนหัวโล้น ถือกระเบื้อง ขอทานกินไปทำไมกัน, เชิญท่านสึกออกมา บริโภคสมบัติ และทำบุญเอาเถิด" ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๗๙/๒๙๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2165 ดังนี้. ภิกษุ ท .! ข้อที่ภิกษุนั้น ซึ่งกำลังอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘ อยู่ กระทำ อริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากอยู่ จักบอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่ง คฤหัสถ์ นั้น เป็นฐานะที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า การที่จิตของภิกษุนั้น น้อมไปในวิเวก ลุ่มลาดไปในวิเวก เอียงเท ไปในวิเวก ตลอดกาลนาน จักหมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำ นั้น เป็นฐานะที่มีไม่ได้ เป็นไม่ได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ย่อมอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘ กระทำอริยมรรค มีองค์ ๘ ให้มาก เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอบรม สัมมาทิฏฐิ, ย่อมอบรม สัมมาสังกัปปะ, ย่อมอบรม สัมมาวาจา, ย่อมอบรม สัมมากัมมันตะ, ย่อมอบรม สัมมาอาชีวะ, ย่อมอบรม สัมมาวายามะ, ย่อมอบรม สัมมาสติ, ย่อมอบรม สัมมาสมาธิ, อัน (แต่ละอย่าง) ย่อม อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ และน้อมไปเพื่อความปล่อย. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ย่อมอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘ กระทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มาก ด้วย อาการอย่างนี้แล. คุณธรรมของพระโสดาบัน ๑ ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำพอ ประมาณในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา. เธอยังล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง และต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านั้นบ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๒๙๗, ๓๐๐/๕๒๖,๕๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2166 เพราะเหตุว่า ไม่มีผู้รู้ใด ๆ กล่าวความอาภัพ ต่อการบรรลุโลกุตตรธรรม จัก เกิดขึ้นเพราะเหตุสักว่า การล่วงสิกขาบทเล็กน้อยและการต้องออกจากอาบัติเล็ก น้อยเหล่านี้. อนึ่ง สิกขาบทเหล่าใด ที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ที่เหมาะ สมแก่พรหมจรรย์, เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย. ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่ง สัญโญชน์ ๓ ๑ เป็นโสดาบัน (ผู้ถึงกระแสแห่งนิพพาน) เป็นผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็น ธรรมดา ผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ข้างหน้า. ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ ๓ เป็น ผู้ยังต้องท่องเที่ยวไปในภพแห่งเทวดาแลมนุษย์อีก ๗ ครั้ง เป็นอย่างมาก แล้วย่อม กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ ๓ จักต้อง ท่องเที่ยวไปสู่สกุล ๒ ๒ หรือ ๓ ครั้ง แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ ๓ เป็น ผู้มีพืชหนเดียว คือจักเกิดในภพแห่งมนุษย์หนเดียวเท่านั้น แล้วย่อมกระทำที่สุด แห่งทุกข์ได้. ๑. สัญโญชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ การเข้าใจผิดในนามรูปจากที่เป็นจริง ๑, วิจิกิจฉา การ ลังเลต่อการพ้นทุกข์ตามแบบของพระพุทธเจ้า ๑, สีลัพพัตตปรามาส การถือศีลและวัตรที่ถูกลูบคลำด้วยตัณหา และทิฏฐิ คือความปรารถนาผิดทาง โง่เขลา และถือรั้น ๑. ๒. คำว่า "สกุล” ในที่นี้ ในบาลีว่า "กุลานิ", โดยใจความ หมายถึงการมาเกิดในสกุลอย่าง มนุษย์ คือในบ้านเรือนแห่งมนุษย์
น.2167 สกทาคามี ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำพอ ประมาณในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา. เธอยังล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง และต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านั้นบ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้น เพราะเหตุว่า ไม่มีผู้รู้ใด ๆ กล่าวความอาภัพ ต่อการบรรลุโลกุตตรธรรม จักเกิด ขึ้น เพราะเหตุสักว่าการล่วงสิกขาบทเล็กน้อยและการต้องออกจากอาบัติเล็กน้อย เหล่านี้. อนึ่ง สิกขาบทเหล่าใด ที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ที่เหมาะสม แก่พรหมจรรย์, เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย. ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ ๓ และเพราะความที่ราคะ โทสะ โมหะ ก็เบาบางน้อยลง เป็นสกทาคามี ยังจะ มาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. คุณธรรมของพระอนาคามี ๒ ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำให้บริบูรณ์ ในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา. เธอยังล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง และต้อง ออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านั้นบ้าง. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๒๙๘/๕๒๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๒๙๘/๕๒๖.
น.2168 ไม่มีผู้รู้ใด ๆ กล่าวความอาภัพต่อการบรรลุโลกุตตรธรรม จักเกิดขึ้นเพราะเหตุสัก ว่าการล่วงสิกขาบทเล็กน้อย และการต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านี้. อนึ่ง สิกขาบทเหล่าใด ที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ที่เหมาะสมแก่พรหมจรรย์, เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ใน สิกขาบททั้งหลาย. ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ๑ เป็นอนาคามีผู้อุบัติขึ้นในทันที มีการปรินิพพานในภพนั้นๆ ไม่เวียนกลับจากโลก นั้น ๆ เป็นธรรมดา. (อีกนัยหนึ่งจำแนกพระอนาคามีเป็น ๕ จำพวก คือ) ๒ ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นผู้มีกระแสในเบื้องบนไปถึงอกนิฏฐภพ. ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นผู้ปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง. ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นผู้ปรินิพพานด้วยไม่ต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นผู้ปรินิพพานเมื่ออายุพ้นกึ่งแล้วจวนถึงที่สุด. ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น, เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง. ๑. สัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ คือ สักกายทิฏฐิ ๑, วิจิกิจฉา ๑, สีลัพพัตตปรามาส ๑, และ กามราคะ ความยินดีในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ๑, ปฏิฆะ ความหงุดหงิดด้วยอำนาจความขัดใจ ๑. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๐๐/๕๒๗.
น.2169 อรหันต์ ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำให้บริบูรณ์ ในสมาธิ ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา. เธอยังล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง และต้อง ออกจากอาบตีเล็กน้อยเหล่านั้นบ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุ ว่า ไม่มีผู้รู้ใด ๆ กล่าวความอาภัพต่อการบรรลุโลกุตตรธรรม จักเกิดขึ้นเพราะ เหตุสักว่า การล่วงสิกขาบทเล็กน้อยและการต้องออกจากอาบัติเล็กน้อยเหล่านี้ อนึ่ง สิกขาบทเหล่าใดที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ที่เหมาะสมแก่พรหมจรรย์, เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน มีศีลมั่นคง ในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ใน สิกขาบททั้งหลาย. ภิกษุนั้น ได้กระทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่. หมดพิษสงทางใจจึงประกาศพระศาสนา ๒ ภิกษุ ท .! ตถาคต เป็นผู้ พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ และเป็นของมนุษย์, แม้พวกเธอทั้งหลาย ก็ พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของ ทิพย์และเป็นของมนุษย์. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๐๐/๕๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหา. วิ. ๔/๓๙/๓๒, ตรัสแก่ภิกษุอรหันต์ ๖๐ รูป ชุดแรก ณ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี.
น.2170 พวกเธอทั้งหลาย จงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์สุข แก่คนจำนวนมาก เพื่อความเอ็นดูแก่โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. อย่าไปทางเดียวกันถึงสองรูป. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงแสดงธรรม ให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่ามกลาง ให้งดงามในเบื้องปลาย, จงประกาศแบบแห่งการปฏิบัติ อันประเสริฐ ให้เป็นไปพร้อมทั้งอรรถะทั้งพยัญชนะ ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง. สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นพวกมีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อย ก็มีอยู่, สัตว์พวกนี้ ย่อม เสื่อมจากคุณที่ควรได้ เพราะไม่ได้ฟังธรรม, สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมีเป็นแน่. ภิกษุ ท .! แม้เราเอง ก็จักไปสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดง ธรรม. หมวดที่สิบเจ็ด จบ.
น.2171 ผู้ชี้ชวนวิงวอน ! ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ภิกษุ ท. ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺชมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ภิกษุ ท. ! นั้น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. (สหายตนวคฺค สํ. ๑๘/๔๔๑/๖๗๔) ๔๒๑
Buddhadasa