Buddhadasa.org

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๖ — ว่าด้วยการไม่ลืมคำปฏิญาณ

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตที่ตรัสเตือนภิกษุ ว่าด้วยข้อเสียหายและคุณธรรมฝ่ายดีของบรรพชิต — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๙)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.2122 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๖ ว่าด้วย การไม่ลืมคำปฏิญาณ ๑. สมณสากยปุตติยะที่แท้ ๑๙. ผู้ออกหาวิเวกธรรม ๒. สมภาพแห่งสมณสากยปุตติยะ ๒๐. ผู้ได้บรรลุฌานที่หนึ่ง ๓. สมณพราหมณ์ที่แท้ ๒๑. ผู้ได้บรรลุฌานที่สอง ๔. สมณะบัวขาว ๒๒. ผู้ได้บรรลุฌานที่สาม ๕. สมณะบัวหลวง ๒๓. ผู้ได้บรรลุฌานที่สี่ ๖. สมณยุพราช ๒๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๗. สมณยุพราช (อีกนัยหนึ่ง) ๒๕. จุตูปปาตญาณ ๘. สมณะในธรรมวินัยนี้ ๒๖. อาสวักขยญาณทำให้เป็นสมณะจริง ๙. ผู้ทำสมคำปฏิญญาว่า "สมณะ" ๒๗. ยอมเสียชีวิตไม่ยอมล่วงสิกขาบท ๑๐. ผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ ๒๘. ผู้ไม่หลงเอาสิ่งอื่นมาเป็นแก่น ๑๑. ผู้มีกายสมาจารบริสุทธิ์ ๒๙. รู้ "ความลับ" ของขันธ์ห้า ๑๒. ผู้มีวจีสมาจารบริสุทธิ์ ๓๐. รู้ "ความลับ" ของอุปาทานขันธ์ ๑๓. ผู้มีมโนสมาจารบริสุทธิ์ ๓๑. รู้ "ความลับ" ของธาตุสี่ ๑๔. ผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์ ๓๒. รู้ "ความลับ" ของอินทรีย์หก ๑๕. ผู้ปิดกั้นอภิชฌาโทมนัสให้หยุดไหล ๓๓. รู้ "ความลับ" ของอินทรีย์ห้า ๑๖. ผู้รู้จักประมาณในการบริโภค ๓๔. รู้ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นสมณะได้ ๑๗. ผู้ตื่นจนกิเลสทำอะไรไม่ได้ ๓๕. รู้อริยสัจจ์จึงเป็นสมณะได้ ๑๘. ผู้มีสติสัมปชัญญะ ๓๗๒

น.2123 (ปฏิปักขนัย ของหมวด ๗ อันว่าด้วยการลืมคำปฏิญาณ) สมณสากยปุตติยะที่แท้ ๑ วาเสฏฐะ ท. ! พวกเธอแล มีชาติต่างกัน มีนามต่างกัน มีโคตร ต่างกัน มีสกุลต่างกัน ออกบวชจากเรือนเป็นผู้ไม่หวังเกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว เมื่อถูกเขาถามว่า "พวกท่าน เป็นใคร ?" ดังนี้, พวกเธอก็ปฏิญาณ ว่า "เราทั้งหลาย เป็นสมณสากยปุตติยะ" ดังนี้. วาเสฏฐะ ท .! อนึ่ง ศรัทธา ของผู้ใดแลตั้งมั่น ในตถาคต ฝั่งลง รากแล้ว ดำรงอยู่ได้มั่นคง อันสมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกก็ตาม ไม่ชักนำไปทางอื่นได้, ผู้นั้นควรที่จะกล่าว อย่างนี้ว่า "เราเป็นบุตร เป็นโอรส เกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มี พระภาคเจ้า เกิดโดยธรรม เนรมิตโดยธรรม เป็นทายาทโดยธรรม" ดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะคำว่า "ธรรมกาย" บ้าง ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อัคคัญญสูตร ปา. ที. ๑๑/๙๑/๕๕, ตรัสแก่ว่าเสฏฐสามเณร และภารทวาชสามเณร ณ ที่บุพพาราม. ๓๗๓

น.2124 “พรหมกาย" บ้าง "ธรรมภูต" บ้าง “พรหมภูต" บ้าง นี้ เป็นคำสำหรับใช้เรียก แทนชื่อ ตถาคต แล. สมภาพแห่งสมณสากยปุตติยะ ๑ ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนแม่น้ำใหญ่ ๆ เช่นแม่น้ำคงคา ยมนา อจิรวดี สรภู มหี ก็ตาม, ครั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมทิ้งชื่อเดิมของตน ย่อม ถึงการเรียกชื่อใหม่ว่า "มหาสมุทร" เหมือนกันหมด. ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! วรรณะทั้งสี่นี้ ก็อย่างเดียวกันฉันนั้น : จะเป็นกษัตริย์ หรือพราหมณ์ เวสส์ หรือศูทร ก็ตาม, เมื่อคนเหล่านั้น ออกบวชใน ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละทิ้งชื่อ และชื่อสกุลแต่เดิมของตนเสีย ย่อมถึงการเรียกชื่อใหม่ ว่า "พวกสมณสากยปุตติยะ" ดังนี้ เหมือนกันหมด โดยแท้. ภิกษุ ท .! ข้อที่วรรณะทั้งสี่ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ หรือพราหมณ์ เวสส์ หรือศูทร ครั้นออกบวชในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละทิ้งชื่อ และชื่อสกุลแต่เดิมของตนเสีย ถึงการเรียกชื่อใหม่ว่า "พวกสมณสากยปุตติยะ" ดังนี้ เหมือนกันหมด นี้แล เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่น่าจะเป็นได้ --- ในธรรมวินัยนี้, ซึ่งเมื่อภิกษุทั้งหลาย เห็นแล้ว ๆ ซึ่งข้อนี้ ย่อมเกิดความ พอใจอย่างยิ่งในธรรมวินัยนี้แล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อุ. ขุ. ๒๕/๑๕๗/๑๑๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่บุพพาราม.

น.2125 สมณพราหมณ์ที่แท้ ๑ ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่ง รสอร่อยของโลก โดยความเป็นรสอร่อยของโลก, โทษของโลกโดยความ เป็นโทษของโลก, อุบายเครื่องออกไปพ้นจากโลกโดยความเป็นอุบายเครื่องออก ไปพ้นจากโลก ; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ถูกสมมติว่าเป็นสมณะใน บรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ ทั้งหลายก็ตาม, ก็เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ได้แท้ และได้ทำให้แจ้งซึ่ง ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลเป็นอยู่. สมณะบัวขาว ๒ ภิกษุ ท .! สมณะบัวขาว เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง, มีความ มุ่งหมายถูกต้อง, มีการพูดจาถูกต้อง, มีการทำงานถูกต้อง, มีการเลี้ยงชีวิตถูก ต้อง, มีความพากเพียรถูกต้อง, มีความระลึกถูกต้อง, มีความตั้งใจมั่นคงถูกต้อง, มีญาณถูกต้อง, มีวิมุติถูกต้อง ; แต่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย ภิกษุ ท .! บุคคลอย่างนี้แล เรียกว่า เป็นสมณะบัวขาว ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๓๔/๕๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๑๗/๘๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2126 สมณะบัวหลวง ๑ ภิกษุ ท .! สมณะบัวหลวง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง, มีความ มุ่งหมายถูกต้อง, มีการพูดจาถูกต้อง, มีการทำงานถูกต้อง, มีการเลี้ยงชีวิตถูกต้อง, มีความพากเพียรถูกต้อง, มีความระลึกถูกต้อง, มีความตั้งใจมั่นคงถูกต้อง, มีญาณ ถูกต้อง, มีวิมุติถูกต้อง; และเป็นผู้ถูกต้อง ๒ วิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายด้วย. ภิกษุ ท .! บุคคลอย่างนี้แล เรียกว่า เป็นสมณะบัวหลวง. สมณะยุพราช ๓ ภิกษุ ท .! สมณะยุพราช เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นเสขะ (คือยังต้องทำกิจต่อไป) เป็นผู้ปฏิบัติอยู่ ยังปรารถนานิพพานอันเป็นที่เกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า เป็นอยู่. . เปรียบเหมือนโอรสองค์ใหญ่ของพระราชาผู้เป็นกษัตริย์มุรธาภิเษก เป็นผู้ควรแก่การอภิเษก แต่ยังมิได้รับการอภิเษก ดำรงอยู่ในตำแหน่ง ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๑๗/๘๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. คำว่า "ถูกต้อง" ในที่นี้ หมายถึงความที่จิตประกอบอยู่ด้วยความพ้นจากกิเลสของบุคคล ผู้บรรลุวิโมกข์แปด: ในที่นี้ โดยใจความก็คือ เป็นผู้บรรลุเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติทั้งสองอย่างแล้ว ยัง คล่องแคล่วในวิโมกข์ทั้งแปดอีกด้วย. ๓. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๑๓/๘๗.

น.2127 ยุพราช ฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นเสขะ เป็นผู้ปฏิบัติอยู่ ยังปรารถนา นิพพานอันเป็นที่เกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า เป็นอยู่ ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! บุคคลอย่างนี้แล เรียกว่า เป็นสมณะยุพราช. สมณะยุพราช (อีกนัยหนึ่ง) ๑ ภิกษุ ท .! สมณะยุพราช เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง, มีความ มุ่งหมายถูกต้อง, มีการพูดจาถูกต้อง, มีการทำงานถูกต้อง, มีการเลี้ยงชีวิตถูกต้อง, มีความพากเพียรถูกต้อง, มีความระลึกถูกต้อง และมีความตั้งใจมั่นคงถูกต้อง. ภิกษุ ท .! บุคคลอย่างนี้แล เรียกว่า เป็นสมณะยุพราช. สมณะในธรรมวินัยนี้ ๒ ภิกษุ ท. ! สมณะ (ที่หนึ่ง) มีในธรรมวินัยนี้เอง, สมณะที่สองก็มีใน ธรรมวินัยนี้, สมณะที่สามก็มีในธรรมวินัยนี้, สมณะที่สี่ก็มีในธรรมวินัยนี้ ; ลัทธิอื่นก็ว่างจากสมณะของลัทธิอื่น. ภิกษุ ท .! เธอทั้งหลาย จงบันลือสีหนาท โดยชอบอย่างนี้เถิด. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๑๗/๘๙. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๓/๓๒๓/ ๒๔๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2128 สมณะ (ที่หนึ่ง) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นรอบแห่งสัญโญชน์สาม เป็นผู้แรกถึงกระแสนิพพาน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ผู้เที่ยงแท้ ผู้แน่ที่จะตรัสรู้ข้างหน้า. ภิกษุ ท .! นี้แล เป็นสมณะ (ที่หนึ่ง). ภิกษุ ท. ! สมณะที่สอง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นรอบแห่งสัญโญชน์สาม และเพราะความมีราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง เป็นผู้มาอีกครั้งเดียว มาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น ก็ทำที่สุด แห่งทุกข์ได้. ภิกษุ ท .! นี้แล เป็นสมณะที่สอง ภิกษุ ท .! สมณะที่สาม เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นรอบแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำห้าอย่าง เป็นผู้ลอยเกิด (ในชั้น สุทธาวาส) ย่อมมีการปรินิพพานในภพนั้น ไม่เวียนกลับมาจากโลกนั้นเป็น ธรรมดา, ภิกษุ ท .! นี้แล เป็นสมณะที่สาม. ภิกษุ ท .! สมณะที่สี่ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ ได้กระทำให้แจ้ง เจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้ว แลอยู่ ภิกษุ ท .! นี้แล เป็นสมณะที่สี่ ภิกษุ ท .! สมณะ (ที่หนึ่ง) มีในธรรมวินัยนี้เอง, สมณะที่สองก็มี ในธรรมวินัยนี้, สมณะที่สามก็มีในธรรมวินัยนี้, สมณะที่สี่ก็มีในธรรมวินัยนี้ ; ลัทธิอื่นก็ว่างจากสมณะของลัทธิอื่น ภิกษุ ท .! เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาท โดยชอบอย่างนี้ แล.

น.2129 ทำสมคำปฏิญาณว่า "สมณะ" ๑ ภิกษุ ท. ! มหาชนเขารู้จักเธอทั้งหลายว่า "สมณะ สมณะ" ดังนี้, ถึงเธอทั้งหลายเล่า เมื่อถูกเขาถามว่า ท่านทั้งหลาย เป็นอะไร ? พวกเธอทั้งหลาย ก็ปฏิญาณตัวเองว่า "เราเป็นสมณะ" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เมื่อเธอทั้งหลาย มีชื่อว่า สมณะ และปฏิญาณตัวเองว่า เป็นสมณะ อยู่อย่างนี้แล้ว, พวกเธอทั้งหลาย จะต้องสำเหนียกใจว่า "ธรรม เหล่าใด อันจะทำเราให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ (คือเป็นอรหันต์ผู้ลอยบุญ บาปเสียแล้ว), เราจะประพฤติถือเอาด้วยดี ซึ่งธรรมเหล่านั้น. ด้วยอาการ ปฏิบัติของเราอย่างนี้ สมัญญาว่าสมณะของพวกเราก็จักเป็นจริง และคำปฏิญาณ ว่าสมณะของพวกเราก็จักสมจริง ; อนึ่งเล่า เราบริโภคใช้สอย จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการของทายกเหล่าใด, การบำเพ็ญทาน ของทายกเหล่านั้น ก็จักมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ; และการบรรพชาของเรา เอง ก็จักไม่เป็นหมันเปล่า แต่จักมีผลมีกำไรแก่เราโดยแท้" ดังนี้. ภิกษุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้ แล. ผู้ถึงพร้อมด้วยหิริโอตตัปปะ ๒ ภิกษุ ท .! ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่จะทำพวกเราให้เป็นสมณะ ที่จะทำ พวกเราให้เป็นพราหมณ์ ? ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๔๙๖/๔๕๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่นิคม ชื่อ อัสสปุระ ของอังคราชกุมาร ในชนบทอังคะ ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร ม. ม. ๑๒/๔๙๖/๔๖๐.

น.2130 พวกเธอต้องสำเหนียกตนให้ได้อย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ถึง พร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ ; ภิกษุ ท .! พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล. ภิกษุ ท .! เรื่องนี้คงเกิดมีแก่พวกเธอ คือจะพากันถึงความนอนใจเสียเพียงเท่านั้น ว่า "พวกเราถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ. พอแล้วด้วยคุณเพียงเท่านี้ พวก เราได้ตามถึงผลแห่งสมณปฏิบัติแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกมิได้มี" ภิกษุ ท .! เราจักบอกแก่พวกเธอ เราจักเตือนพวกเธอให้รู้ : เมื่อพวกเธอต้อง การความเป็นสมณะ ก็อย่าทำผลของความเป็นสมณะให้เสื่อมไป เพราะว่ากิจที่ พวกเธอจะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกยังมีอยู่. ผู้มีกายสมาจารบริสุทธิ์ ๑ ภิกษุ ท. ! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นลำดับนั้น คืออะไร ? คือการสำเหนียกตนเองให้ได้ว่า กายสมาจาร (การประพฤติชอบสม่ำเสมอด้วย กาย) ของเรา บริสุทธิ์แล้ว หงายได้แล้ว เปิดเผยได้แล้ว หาช่องทะลุมิได้ เป็นอันสำรวมดีแล้ว, อนึ่ง เราจักไม่ยกตนข่มท่านด้วยคุณข้อนี้เป็นอันขาด ; ภิกษุ ท .! พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล. ภิกษุ ท .! เรื่องนี้คงเกิดมีแก่ พวกเธอ คือจะพากันถึงความนอนใจเสียเพียงเท่านั้นว่า "พวกเราถึงพร้อมด้วย หิริและโอตตัปปะ, กายสมาจารของพวกเราบริสุทธิ์. พอแล้วด้วยคุณเพียง เท่านี้ พวกเราได้ตามถึงผลแห่งสมณปฏิบัติแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก มิได้มี". ภิกษุ ท. ! เราจักบอกแก่พวกเธอ เราจักเตือนพวกเธอให้รู้ : เมื่อ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร ม. ม. ๑๒/๔๙๗/๔๖๑.

น.2131 พวกเธอต้องการความเป็นสมณะ ก็อย่าทำผลของความเป็นสมณะให้เสื่อมไป เพราะว่า กิจที่พวกเธอจะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกยังมีอยู่. ผู้มีวจีสมาจารบริสุทธิ์ ๑ ภิกษุ ท .! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นลำดับนั้น คืออะไร ? คือการสำเหนียกตนเองให้ได้ว่า วจีสมาจาร (การประพฤติชอบสม่ำเสมอด้วยวาจา) ของเรา บริสุทธิ์แล้ว หงายได้แล้ว เปิดเผยได้แล้ว หาช่องทะลุมิได้ เป็นอัน สำรวมดีแล้ว, อนึ่ง เราจักไม่ยกตนข่มท่านด้วยคุณข้อนี้เป็นอันขาด ; ภิกษุ ท .! พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล. ภิกษุ ท .! เรื่องนี้คงเกิดมีแก่พวกเธอ คือ จะพากันถึงความนอนใจเสียเพียงเท่านั้นว่า "พวกเราถึงพร้อมด้วยหิริโอตตัปปะ, กายสมาจารของพวกเราบริสุทธิ์, วจีสมาจารบริสุทธิ์. พอแล้วด้วยคุณเพียงเท่านี้ พวกเราได้ตามถึงผลแห่งสมณปฏิบัติแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกมิได้มี". ภิกษุ ท. ! เราจักบอกแก่พวกเธอ เราจักเตือนพวกเธอให้รู้ : เมื่อพวกเธอ ต้องการความเป็นสมณะ ก็อย่าทำผลของความเป็นสมณะให้เสื่อมไป เพราะว่า กิจที่พวกเธอจะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกยังมีอยู่. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๔๙๗/๔๖๒.

น.2132 ผู้มีมโนสมาจารบริสุทธิ์ ๑ ภิกษุ ท .! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นลำดับนั้น คืออะไร ? คือการสำเหนียกตนเองให้ได้ว่า มโนสมาจาร (การประพฤติชอบสม่ำเสมอด้วยใจ) ของเรา บริสุทธิ์แล้ว หงายได้แล้ว เปิดเผยได้แล้ว หาช่องทะลุมิได้ เป็นอัน สำรวมดีแล้ว, อนึ่ง เราจักไม่ยกตนข่มท่านด้วยคุณข้อนี้เป็นอันขาด ; ภิกษุ ท .! พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล. ภิกษุ ท .! เรื่องนี้คงเกิดมีแก่พวกเธอ คือ จะพากันถึงความนอนใจเสียเพียงเท่านั้นว่า "พวกเราถึงพร้อมด้วยหิริและ โอตตัปปะ, กายสมาจารของพวกเราบริสุทธิ์, วจีสมาจารบริสุทธิ์, มโนสมาจาร บริสุทธิ์. พอแล้ว ด้วยคุณเพียงเท่านี้ พวกเราได้ตามถึงผลแห่งสมณปฏิบัติ แล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกมิได้มี". ภิกษุ ท .! เราจักบอกแก่พวก เธอ เราจักเตือนพวกเธอให้รู้ : เมื่อพวกเธอต้องการความเป็นสมณะ ก็อย่า ทำผลของความเป็นสมณะให้เสื่อมไป เพราะว่ากิจที่พวกเธอจะต้องทำให้ยิ่งขึ้น ไปอีกยังมีอยู่. ผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์ ๒ ภิกษุ ท .! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นลำดับนั้น คืออะไร ? คือการสำเหนียกตนเองให้ได้ว่า อาชีวะของเรา บริสุทธิ์แล้ว หงายได้แล้ว ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๔๙๘/๔๖๓. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร ม. ม. ๑๒/๔๙๘/๔๖๔.

น.2133 เปิดเผยได้แล้ว หาช่องทะลุมิได้ เป็นอันสำรวมดีแล้ว, อนึ่ง เราจักไม่ยกตน ข่มท่านด้วยคุณข้อนี้เป็นอันขาด ; ภิกษุ ท .! พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล. ภิกษุ ท .! เรื่องนี้คงเกิดมีแก่พวกเธอ คือจะพากันถึงความนอนใจเสียเพียงเท่า นั้นว่า "พวกเราถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ, กายสมาจารของพวกเราบริสุทธิ์, วจีสมาจารบริสุทธิ์, มโนสมาจารบริสุทธิ์, อาชีวะบริสุทธิ์. พอแล้ว ด้วยคุณ เพียงเท่านี้ พวกเราได้ตามถึงผลแห่งสมณปฏิบัติแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้น ไปอีกมิได้มี". ภิกษุ ท .! เราจักบอกแก่พวกเธอ เราจักเตือนพวกเธอให้รู้ : เมื่อพวกเธอต้องการความเป็นสมณะ ก็อย่าทำผลของความเป็นสมณะให้เสื่อมไป เพราะว่า กิจที่พวกเธอจะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกยังมีอยู่. ผู้ปิดกั้นอภิชญาโทมนัสให้หยุดไหล ๑ ภิกษุ ท .! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นลำดับนั้น คืออะไร ? คือการสำเหนียกตนเองให้ได้ว่า เราจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย : ได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว จักไม่ถือเอาทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด และ การถือเอาโดยการแยกเป็นส่วน ๆ. สิ่งอันเป็นอกุศลลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามผู้ที่ไม่สำรวมอินทรีย์คือตาใดเป็นเหตุ, เราจักปฏิบัติเพื่อปิดกั้น อินทรีย์นั้นไว้ จักเป็นผู้รักษา ถึงการสำรวมอินทรีย์คือตา; ได้ฟังเสียงด้วยหู ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก, ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, ได้รู้ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๔๙๙/๔๖๕.

น.2134 ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว จักไม่ถือเอาทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด และ การถือเอาโดยการแยกเป็นส่วน ๆ. สิ่งอันเป็นอกุศลลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามผู้ที่ไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ, เราจักปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์ เหล่านั้นไว้ จักเป็นผู้รักษา ถึงการสำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย ; ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. ... ฯลฯ ... (มีตรัสมิให้นอนใจด้วยคุณเพียงเท่านั้น และตรัสเตือนว่ายังมีกิจที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก ในตอนท้ายนี้ ทุกครั้ง). ผู้รู้ประมาณการบริโภค ๑ ภิกษุ ท .! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นลำดับนั้น คืออะไร ? คือการสำเหนียกตนเองให้ได้ว่า เราจักเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ : จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน, ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉันเพื่อมัวเมา ไม่ฉัน เพื่อประดับ ไม่ฉันเพื่อตกแต่ง, แต่ฉันเพื่อเพียงให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิต เป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ; ด้วยการทำอย่างนี้ เราจักขจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนอึดอัด) ให้ เกิดขึ้น ; ความที่อายุดำเนินไปได้, ความไม่มีโทษเพราะอาหาร และความ อยู่ผาสุกสำราญ จักมีแก่เรา ดังนี้ ; ภิกษุ ท .! พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล --- ฯลฯ --- (มีตรัสมิให้นอนใจด้วยคุณเพียงเท่านั้น และตรัสเตือนว่า ยังมีกิจที่ต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก ในตอนท้ายนี้ทุกครั้ง). ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๐๐/๔๖๖.

น.2135 ตื่นจนกิเลสทำอะไรไม่ได้ ๑ ภิกษุ ท .! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นลำดับนั้น คืออะไร ? คือการสำเหนียกตนเองให้ได้ว่า เราจักตามประกอบในธรรมเป็นเครื่องตื่น : เราจักชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณียธรรม (คือกิเลสที่กั้นจิต) ด้วยการ เดินจงกรม ด้วยการนั่ง ตลอดวันยังค่ำ ไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี, ครั้น ยามกลางแห่งราตรี เราจักนอนอย่างราชสีห์ (คือ) ตะแคงข้างขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น, ครั้นยามสุดท้ายแห่งราตรี เราลุกขึ้นแล้ว จักชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณียธรรม ด้วยการเดินจงกรม และด้วย การนั่งอีก ; ภิกษุ ท .! พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล. --- ฯลฯ --- (มีตรัสมิให้นอนใจด้วยคุณเพียงเท่านั้น และตรัสเตือนว่ายังมีกิจที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก ในตอนท้ายนี้ ทุกครั้ง). ผู้มีสติสัมปชัญญะ ๒ ภิกษุ ท .! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นลำดับนั้น คืออะไร ? คือการสำเหนียกตนเองให้ได้ว่า เราจักเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ : รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การค้ การเหยียด, การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร, การกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม, การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ, การไป การหยุด, การนั่ง การนอน, ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร ม. ม. ๑๒/๕๐๐/๔๖๗. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๐๑/๔๖๘.

น.2136 การหลับ การตื่น, การพูด การนึ่ง; ภิกษุ ท .! พวกเธอพึงสำเหนียกอย่าง นีแล. --- ฯลฯ --- (มีตรัสมิให้นอนใจด้วยคุณเพียงเท่านั้น และตรัสเตือนว่ายังมีกิจที่จะต้องทำให้ ยิ่งขึ้นไปอีก ในตอนท้ายนี้ ทุกครั้ง). ผู้ออกหา วิเวกธรรม ๑ ภิกษุ ท .! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นลำดับนั้น คืออะไร ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มาเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนไม้ ภูเขา ลำธาร ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง กองฟาง (อย่างใด อย่างหนึ่ง). ในเวลาภายหลังอาหาร เธอกลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้ บัลลังก์ (ขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. เธอ ละอภิฌา ในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา คอยชำระจิตจากอภิชฌา; ละพยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณามีจิตหวังความเกื้อกูล ในสัตว์ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากพยาบาท ; ละถิ่นมิทธะ มุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิต ปราศจากถิ่นมิทธะ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว คอยชำระจิตจากถิ่นมิทธะ ; ละอุทธัจจกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชำระจิตจาก อุทธัจจกุกกุจจะ ; ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า "นี่อะไร นี่อย่างไร" ในกุศลธรรมทั้งหลาย (เพราะความสงสัย) คอยชำระจิต จากวิจิกิจฉา. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๐๒/๔๖๙.

น.2137 ชายผู้หนึ่ง กู้หนี้เขาไปทำการงานสำเร็จผล ใช้หนี้ต้นทุนเดิมหมดแล้ว กำไรยังเหลือพอเลี้ยงภรรยาได้ถมไป; เขาคงคะนึง ถึงโชคลาภว่า "เมื่อก่อนเรากู้หนี้เขาไปทำการงานสำเร็จผล ใช้หนี้ต้นทุนเดิม หมดแล้ว กำไรยังเหลือพอเลี้ยงภรรยาได้ถมไป" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์ บันเทิงใจ โสมนัส เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อย่างหนึ่ง) ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง ป่วยไข้หนัก ทนทุกข์ อาหาร ไม่ตก กำลังน้อย. ครั้นเวลาอื่นเขาหายจากไข้นั้น อาหารก็ตั้ง กำลังก็มี ; เขาต้องนึกถึงกาลเก่าว่า "เมื่อก่อน เราป่วยไข้หนัก ทนทุกข์ อาหารก็ไม่ตก กำลังน้อยลง บัดนี้เราหายจากไข้นั้น อาหารก็ตั้ง กำลังก็มีมา" ดังนี้, เขาย่อม ปราโมทย์บันเทิงใจ โสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่างหนึ่ง) ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง ติดเรือนจำ ครั้นเวลาอื่นเขา หลุดจากเรือนจำโดยสะดวก ไม่มีภัย ไม่เสียทรัพย์ ; เขาต้องนึกถึงกาลเก่า อย่างนี้ว่า "เมื่อก่อน เราติดเรือนจำ บัดนี้ เราหลุดมาได้โดยสะดวก ไม่มีภัย ไม่เสียทรัพย์" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจ โสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่างหนึ่ง) ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง เป็นทาสเขา พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจไม่ได้. ครั้นถึงสมัยอื่น เขาพ้นจากการเป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจได้ ; เขาต้องนึกถึงกาลเก่า อย่างนี้ว่า "เมื่อก่อนเราเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตาม อำเภอใจไม่ได้ ครั้นถึงสมัยอื่น เราพ้นจากการเป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่ง ผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจได้" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจ โสมนัสเพราะ ข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีกอย่างหนึ่ง)

น.2138 ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง นำทรัพย์เดินทางไกล อัน กันดาร ครั้นพ้นทางกันดารได้โดยสะดวก ไม่มีภัย ไม่ต้องเสียโภคทรัพย์ ; เขา ต้องนึกถึงกาลเก่าอย่างนี้ว่า "เมื่อก่อน เรานำทรัพย์เดินทางไกลอันกันดาร ครั้น พ้นทางกันดาร ไม่มีภัย ไม่ต้องเสียโภคทรัพย์" ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์ บันเทิงใจ โสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ (เหล่านี้) เป็นฉันใด ; ภิกษุ ท .! ภิกษุ พิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการ ที่ตนยังละไม่ได้ว่า เป็นเช่นกับการกู้หนี้ เช่นกับการเป็นโรค เช่นกับการติดเรือนจำ เช่นกับการเป็น ทาส และการนำทรัพย์ข้ามทางกันดาร, และเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการ ที่ละเสียได้แล้วในตนเอง เป็นเช่นกับการหมดหนี้ การหมดโรค การหลุดจาก เรือนจำ การพ้นจากทาส การบรรลุถึงที่พ้นภัย (เธอย่อมปราโมทย์บันเทิงใจ โสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ) ฉันนั้นเหมือนกันแล ผู้ได้บรรลุฌานที่หนึ่ง ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นเครื่องเศร้า หมองใจและทำปัญญาให้ถอยกำลัง เหล่านี้ ได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามและ สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จึง บรรลุ ฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกนั้น, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติ และสุขอันเกิดแต่วิเวกนั้น ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๐๕/๔๗๑.

น.2139 นายช่างอาบก็ดี หรือลูกมือของเขาก็ดี เป็น คนฉลาด โรยผงที่ใช้สำหรับถูตัวในเวลาอาบน้ำลงในขันสำริด แล้วพรมน้ำหมัก ไว้, ครั้นเวลาเย็น ก้อนผงออกยางเข้ากัน ซึมทั่วกันแล้ว จับกันทั้งภายใน ภายนอก ไม่ไหลหยด ฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกาย เธอ ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. ผู้ได้บรรลุฌานที่สอง ๑ ภิกษุ ท .! อีกประการหนึ่ง, เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ ภิกษุจึง บรรลุ ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้เกิดสมาธิ มีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่. เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่ สมาธิ, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิไม่ถูก ต้องแล้ว มิได้มี. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนห้วงน้ำอันลึก มีน้ำอันป่วน ไม่มีปากน้ำ ทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ แต่ฝนตกเพิ่มน้ำให้แก่ห้วงน้ำ นั้น ตลอดกาลโดยกาล, ท่อน้ำเย็นพลุ่งขึ้นจากห้วงน้ำ ประพรมทำให้ชุ่ม ถูกต้องห้วงน้ำนั้นเอง, ส่วนไหน ๆ ของห้วงน้ำนั้นที่น้ำเย็นไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๐๕/๔๗๒.

น.2140 เต็มรอบ ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ส่วนใดส่วนหนึ่งในกายเธอ ที่ปีติ และสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้ได้บรรลุฌานที่สาม ๑ ภิกษุ ท .! อีกประการหนึ่ง, เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ ภิกษุ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึง บรรลุ ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า "ผู้ได้บรรลุฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข" ดังนี้ แล้วและอยู่. เธอ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยลำพังสุขหาปีติมิได้, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่สุข หาปีติมิได้ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนในหนองบัวอุบล หนองบัวปทุม หนองบัว บุณฑริก มีดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางเหล่าที่เกิดอยู่ในน้ำ เจริญอยู่ในน้ำ ยังขึ้นไม่พ้นน้ำ จมอยู่ภายใต้อันน้ำเลี้ยงไว้, ดอกบัวเหล่านั้นถูก น้ำเย็นแช่ชุ่ม ถูกต้องตั้งแต่ยอดตลอดราก, ส่วนไหน ๆ ของดอกบัวเหล่านั้น ทั่วทั้งดอก ที่น้ำเย็นไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ข้อนี้เป็นฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุ ประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยลำพังสุขหาปีติมิได้, ส่วนใดส่วนหนึ่งในกายเธอ ที่ลำพังสุขหาปีติมิได้ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๐๖/๔๗๓.

น.2141 ได้บรรลุฌานที่สี่ ๑ ภิกษุ ท .! อีกประการหนึ่ง, เพราะละสุขและละทุกข์เสียได้, เพราะ ความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน, ภิกษุ จึง บรรลุ ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. เธอนั้น นั่งแผ่ไปตลอดกายนี้ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส, ส่วนใดส่วนหนึ่งของ กายเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนชายคนหนึ่ง นั่งคลุมตัวด้วยผ้าขาวตลอด ศีรษะ, ส่วนไหน ๆ ในกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ผ้าขาวไม่ถูกต้องแล้ว (คือไม่คลุมแล้ว) มิได้มี. ข้อนี้เป็นฉันใด ; ภิกษุ ท .! ภิกษุนั่งแผ่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใสไปตลอด กายนี้, ส่วนใดส่วนหนึ่งในกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ถูก ต้องแล้ว มิได้มี, ฉันนั้นเหมือนกัน. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๒ ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น, ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้อย่างไม่ หวั่นไหว เช่นนี้แล้ว, เธอ ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. เธอระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ คือ เธอระลึกได้ชาติ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร ม. ม. ๑๒/๕๐๗/๔๗๔. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๐๗/๔๗๕.

น.2142 หนึ่งบ้าง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ ห้าชาติบ้าง, สิบชาติ ยี่สิบชาติ สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติบ้าง, ร้อยชาติ พันชาติ แสนชาติบ้าง, ตลอดหลาย สังวัฏฏกัปป์ หลายวิวัฏฏกัปป์ หลายสังวัฏฏกัปป์และวิวัฏฏกัปป์บ้าง, ว่า เมื่อ เราอยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร มีวรรณะ มีอาหาร อย่างนั้น ๆ, เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ มีอายุสุดลงเท่านั้น ; ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้เกิดในภพโน้น มีชื่อ โคตร วรรณะ อาหาร อย่างนั้น ๆ ได้เสวยสุขและ ทุกข์เช่นนั้น ๆ มีอายุสุดลงเท่านั้น ; ครั้นจุติจากภพนั้น ๆ ๆ ๆ แล้วมาเกิดใน ภพนั้นนี้. เธอระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้ง อาการและลักษณะ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนชายผู้หนึ่ง ออกจากบ้านตนเองไปบ้านคนอื่น แล้วออกจากบ้านนั้นไปสู่บ้านอื่นอีก แล้วออกจากบ้านนั้น ๆ กลับมาสู่บ้านของ ตนเอง เขาจะระลึกได้อย่างนี้ว่า เราออกจากบ้านตนเองไปสู่บ้านโน้น ที่บ้านโน้น นั้น เราได้ยืน ได้นั่ง ได้พูด ได้นิ่ง อย่างนั้น ๆ, ครั้นออกจากบ้านนั้นแล้ว ได้ไปสู่บ้านโน้นอีก, แม้ที่บ้านโน้นนั้น เราได้ยืน ได้นั่ง ได้พูด ได้นึ่ง อย่างนั้น ๆ, เราออกจากบ้านนั้นแล้ว กลับมาสู่บ้านของตนเอง. ข้อนี้เป็น ฉันใด; ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ --- ฯลฯ --- พร้อมทั้งอาการและลักษณะเช่นนี้, ฉันนั้นเหมือนกัน จุตูปปาตญาณ ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น, ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้อย่างไม่ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๐๘/๔๗๖.

น.2143 หวั่นไหว เช่นนี้แล้ว, เธอ ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ จุตูปปาตญาณ. เธอ มีจักษุเป็นทิพย์ บริสุทธิ์กว่าจักษุของสามัญมนุษย์ ย่อมแลเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ บังเกิดอยู่, เลวทราม ประณีต, มีวรรณะดี มีวรรณะเลว, มีทุกข์ มีสุข เธอรู้แจ้งชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต พูดติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็น มิจฉาทิฏฐิ ประกอบการงานด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ล้วนพากันเข้าสู่อบายทุคติวินิบาตนรก. ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอย ! ส่วนสัตว์ เหล่านี้หนอ ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า ทั้งหลาย เป็นสัมมาทิฏฐิ ประกอบการงานด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่ กายแตกตายไป ล้วนพากันเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์". เธอมีจักษุทิพย์ บริสุทธิ์ กว่าจักษุของสามัญมนุษย์ เห็นเหล่าสัตว์ผู้จุติอยู่ บังเกิดอยู่ เลว ประณีต มีวรรณะดี วรรณะเลว มีทุกข์ มีสุข, รู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ ดังนี้. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนเรือนสองหลัง มีประตูตรงกัน, ณ ที่นั้น ชายมีจักษุดี ยืนอยู่หว่างกลาง เขาอาจเห็นหมู่มนุษย์ที่เข้าไปในเรือนบ้าง ออกมา บ้าง เดินไปมาบ้าง เดินตรงบ้าง เลี้ยวบ้าง. ข้อนี้เป็นฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุ มีจักษุเป็นทิพย์ บริสุทธิ์กว่าจักษุของสามัญมนุษย์ ย่อมแลเห็นเหล่าสัตว์ ผู้จุติอยู่ บังเกิดอยู่, เลวทราม ประณีต, มีวรรณะดี มีวรรณะเลว, มีทุกข์ มีสุข. --- ฯลฯ --- เธอรู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้, ฉันนั้นเหมือนกัน. อาสวักขยญาณทำให้เป็นสมณะจริง ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น, ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใจ ไม่มีกิเลส ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๐๙/๔๗๗.

น.2144 ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้อย่างไม่ หวั่นไหว เช่นนี้แล้ว, เธอ ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ. เธอ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "ทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ; และว่า เหล่านี้เป็นอาสวะทั้งหลาย, นี้เหตุแห่งอาสวะ ทั้งหลาย, นี้ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้ ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความ ดับไม่เหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย". เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้น จากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ. ครั้นจิตหลุดพ้นแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพันแล้ว". เธอรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความ (หลุดพ้น) เป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสที่ไหล่เขา ไม่ขุ่นมัว, คนมีจักษุดี ยืนอยู่บนฝั่งในที่นั้น, เขาจะเห็นหอยต่าง ๆ บ้าง กรวดและหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง อันหยุดอยู่และว่ายไปในห้วงน้ำนั้น, เขาจะสำเหนียกใจอย่างนี้ว่า "ห้วงน้ำนี้ใส ไม่ขุ่นเลย หอย ก้อนกรวด ปลาทั้งหลาย เหล่านี้ หยุดอยู่บ้าง ว่ายไปบ้าง ในห้วง น้ำนั้น". ข้อนี้เป็นฉันใด; ภิกษุ ท. ! ภิกษุย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "ทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ ; และว่า เหล่านี้เป็นอาสวะทั้งหลาย, นี้เหตุแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้ความดับ ไม่เหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ ทั้งหลาย" . เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ. ครั้นจิตหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า "จิตพันแล้ว". เธอรู้ชัดว่า

น.2145 "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่ จะต้องทำเพื่อความ (หลุดพ้น) เป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก", ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้เสร็จกิจแล้ว เช่นดังกล่าวนี้ เราเรียกว่า เป็นสมณะ บ้าง, เป็นพราหมณ์ บ้าง, เป็นนหาตกะ บ้าง, เป็นเวทคู บ้าง, เป็นโสตติยะ บ้าง, เป็นอริยะ บ้าง, เป็นอรหันต์ บ้าง (ทรงให้คำอธิบายว่า เป็นสมณะ เพราะสงบจากสิ่งที่เป็นอกุศลลามก ที่เป็นไปข้างฝ่ายเศร้า หมอง ที่เอียงไปข้างความต้องเกิดอีก เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล เป็นที่ตั้งของความ เกิด ความแก่ ความตาย ต่อ ๆ ไป, --- เป็นพราหมณ์ เพราะลอยสิ่งที่เป็นอกุศลลามกเสียแล้ว --- เป็น นหาตกะ เพราะล้างสิ่งที่เป็นอกุศลลามกแล้ว --- เป็นเวทคู เพราะรู้จบสิ้นสิ่งที่เป็นอกุศลลามกแล้ว --- เป็น โสตติยะ เพราะไม่สดับสิ่งที่เป็นอกุศลลามกแล้ว --- เป็นอริยะ เพราะไปจากสิ่งที่เป็นอกุศลลามกแล้ว --- เป็นอรหันต์ เพราะไกลจากสิ่งที่เป็นอกุศลลามกแล้ว --- ). ยอมเสียชีวิตไม่ยอมล่วงสิกขาบท ๑ ภิกษุ ท. ! เช่นเดียวกับที่มหาสมุทร ย่อมมีน้ำหยุดอยู่ที่ระดับใดระดับ หนึ่งเป็นธรรมดา หาล้นฝั่งไปไม่. ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท .! เราบัญญัติสิกขา- บทใด ๆ แก่สาวกทั้งหลายของเราแล้ว สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ก้าวล่วง สิกขาบทนั้น ๆ แม้จะต้องเสียชีวิต ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุ ท .! ข้อที่เราบัญญัติสิกขาบทใด ๆ แก่สาวกทั้งหลายของเราแล้ว สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ก้าวล่วงสิกขาบทนั้น ๆ แม้จะต้องเสียชีวิต นั้นแล เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่น่าจะมีได้ --- ในธรรมวินัยนี้, ซึ่งเมื่อภิกษุทั้งหลาย ได้เห็นแล้ว ๆ ซึ่งข้อนี้ ย่อมเกิดความพอใจอย่างยิ่งในธรรมวินัยนี้แล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อุ. ข. ๒๕/๑๕๕/๑๑๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2146 ผู้ไม่หลงเอาสิ่งอื่นมาเป็นแก่น ๑ ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ กุลบุตรบางคน มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความรำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ครอบงำเอาแล้ว เป็นคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะปรากฏมีได้" ดังนี้. ครั้นบวชแล้ว เธอ สามารถทำลาภสักการะและเสียงเยินยอให้เกิดขึ้นได้, เธอไม่มีใจยินดีในลาภ สักการะและเสียงเยินยออันนั้น, ไม่มีความดำริเต็มรอบแล้ว ในลาภสักการะ และเสียงเยินยออันนั้น, เธอไม่ทะนงตัวเพราะลาภสักการะและเสียงเยินยอ อันนั้น, เธอไม่เมาไม่มัวเมาในลาภสักการะและเสียงเยินยออันนั้น, ไม่ถึง ความประมาทในลาภสักการะและเสียงเยินยออันนั้น; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ความถึงพร้อมด้วยศีลเกิดขึ้นได้, เธอมีใจยินดีในความถึงพร้อมด้วยศีล อันนั้น, แต่ไม่มีความดำริเต็มรอบแล้วในความถึงพร้อมด้วยศีลอันนั้น, เธอ ไม่ทะนงตัวเพราะความถึงพร้อมด้วยศีลอันนั้น, เธอไม่เมาไม่มัวเมาในความถึง พร้อมด้วยศีลอันนั้น, ไม่ถึงความประมาทในความถึงพร้อมด้วยศีลอันนั้น ; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ความถึงพร้อมด้วยสมาธิเกิดขึ้นได้, เธอมีใจยินดี ในความถึงพร้อมด้วยสมาธิอันนั้น, แต่ไม่มีความดำริเต็มรอบแล้วในความถึง พร้อมด้วยสมาธิอันนั้น, เธอไม่ทะนงตัวเพราะความถึงพร้อมด้วยสมาธิอันนั้น, เธอไม่เมาไม่มัวเมาในความถึงพร้อมด้วยสมาธิอันนั้น, ไม่ถึงความประมาทใน ความถึงพร้อมด้วยสมาธิอันนั้น ; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ ญาณทัสสนะ (ปัญญาเครื่องรู้เห็น) เกิดขึ้นได้อีก, เธอมีใจยินดีในญาณทัสสนะอันนั้น, แต่ ไม่มีความดำริเต็มรอบแล้วในญาณทัสสนะอันนั้น, เธอไม่ทะนงตัวเพราะญาณ- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาสาโรปมสูตร มู. ม. ๑๒/๓๗๐/๓๕๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้นครราชคฤห์

น.2147 ทัสสนะอันนั้น, เธอไม่เมาไม่มัวเมาในญาณทัสสนะอันนั้น, ไม่ถึงความประมาท ในญาณทัสสนะอันนั้น; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ สมยวิโมกข์ (ความพ้น พิเศษโดยสมัย) เกิดขึ้นได้อีก. ภิกษุ ท .! ข้อนี้ย่อมเป็นไปได้ คือข้อที่ ภิกษุนั้นจะพึงเสื่อมคลาย จากสมยวิมุตติอันนั้นก็ได้. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษผู้ต้องการด้วยแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว ตัดเอาแก่นถือไปด้วยมั่นใจว่า 'นี่ เป็นแก่นแท้' ดังนี้. บุรุษมีตาดี เห็นคนนั้นเข้าแล้ว ก็กล่าวว่า "ผู้เจริญคนนี้ ช่าง รู้จักแก่น, รู้จักกระพี้, รู้จักเปลือกสด, รู้จักสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือก, รู้จักใบ อ่อนที่ปลายกิ่ง. จริงดังว่า ผู้เจริญคนนี้ ต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้น หาแก่นไม้ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว ก็ตัดเอาแก่นแท้ถือไปด้วยมั่นใจว่า ‘นี่ เป็น แก่นแท้' ดังนี้. สิ่งที่เขาจะต้องทำด้วยแก่นไม้ จักสำเร็จประโยชน์เป็นแท้" ดังนี้ ; ฉันใดก็ฉันนั้น (ที่กุลบุตรบางคนออกบวชด้วยศรัทธา ปฏิบัติไม่หลงผิด จนกระทั่ง บรรลุอสมย วิโมกข์). ภิกษุ ท .! ข้อนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่โอกาสที่จะเป็นได้ คือข้อที่ ภิกษุนั้น จะพึงเสื่อมคลายจาก อสมย์วิมุตติ (ความหลุดพ้นที่ไม่มีสมัย) อันนั้น เลย. ภิกษุ ท .! พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภสักการะและเสียงเยินยอเป็น อานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมด้วยศีลเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมด้วยสมาธิเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อม ด้วยญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์. ภิกษุ ท .! ก็เจโตวิมุตติที่ไม่กำเริบอันใด มีอยู่ พรหมจรรย์นี้มี เจโตวิมุตตินั่นแหละเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีเจโตวิมุตตินั้นแหละเป็นแก่นสาร มีเจโตวิมุตตีนั้นแหละเป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์ แล.

น.2148 รู้ "ความลับ" ของขันธ์ห้า ๑ โสณะ! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ย่อม รู้จักลักษณะ รู้จักเหตุ เกิดขึ้น รู้จักความดับสนิท รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิท แห่ง รูป ; --- เวทนา ; --- สัญญา ; --- สังขาร ; ย่อมรู้จักลักษณะ รู้จักเหตุเกิดขึ้น รู้จักความดับสนิท รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่ง วิญญาณ ; โสณะ ! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ถูกสมมติว่าเป็นสมณะในบรรดา สมณะทั้งหลายก็ตาม, ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลายก็ตาม, ก็เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ได้แท้ แลได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็น สมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม นี้ เข้าถึงแล้วแลเป็นอยู่. รู้ "ความลับ" ของอุปาทานขันธ์ ๒ ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ย่อม รู้จักรสอร่อย, รู้จักโทษ และรู้จักอุบายเครื่องสลัดออกไปพ้น ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ๓ ตามที่ เป็นจริง ; ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ขนฺธ. สํ. ๑๗/๖๓/๑๐๒, ตรัสแก่โสณะคฤหบดีบุตร ที่เวฬุวัน. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙๕/๒๙๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๓. อุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน.

น.2149 ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ถูกสมมติว่าเป็นสมณะใน บรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ก็ตาม, ก็เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ได้แท้ และได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ใน ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วและเป็นอยู่. รู้ "ความลับ" ของธาตุสี่ ๑ ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ย่อม รู้จักรสอร่อย, รู้จักโทษ และรู้จักอุบายเครื่องสลัดออกไปพ้น ในธาตุ ๔ เหล่านี้ ๒ ตามที่เป็นจริง ; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ถูกสมมติว่าเป็นสมณะใน บรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ก็ตาม, ก็เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ได้แท้ แลได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ใน ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลเป็นอยู่ รู้ "ความลับ" ของอินทรีย์หก ๓ ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ย่อม รู้จักความเกิดขึ้น, รู้จัก ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๙/๔๑๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม. ๓. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๗๓/๙๑๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2150 ความดับไป, รู้จักรสอร่อย, รู้จักโทษ และรู้จักอุบายเครื่องสลัดออกไปพ้น ใน อินทรีย์ ๖ เหล่านี้ ๑ ตามที่เป็นจริง ; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ถูกสมมติว่าเป็นสมณะใน บรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ก็ตาม, ก็เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ได้แท้ และได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ใน ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลเป็นอยู่. รู้ "ความลับ" ของอินทรีย์ห้า ๒ ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ย่อม รู้จักความเกิดขึ้น, รู้จัก ความดับไป, รู้จักรสอร่อย, รู้จักโทษ (เมื่อยึดถือ) และรู้จักอุบายเครื่องสลัดออก ไปพ้น ในอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ๓ ตามที่เป็นจริง ; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ถูกสมมติว่าเป็นสมณะใน บรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ก็ตาม, ก็เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ได้แท้ แลได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ใน ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลเป็นอยู่. ๑. อินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๕๘/๘๔๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๓. อินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา. อีกหมวดหนึ่งคือ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส และอุเบกขา - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๗๖/๙๒๑ ; มีใจความเหมือนกัน.

น.2151 รู้ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นสมณะได้ ๑ ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ย่อมรู้จักชรามรณะ, ผู้จักเหตุ เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, รู้จักความดับสนิทแห่งชรามรณะ, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่อง ให้ถึงความดับสนิทแห่งชรามรณะ ; ย่อม รู้จักชาติ, รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งชาติ, รู้จักความดับสนิทแห่งชาติ, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งชาติ ; ย่อม รู้จักภพ, รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งภพ, รู้จักความดับสนิทแห่งภพ, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งภพ ; ย่อม รู้จักอุปาทาน, รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, รู้จักความดับสนิท แห่งอุปาทาน, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งอุปาทาน ; ย่อม รู้จักตัณหา, รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งตัณหา, รู้จักความดับสนิท แห่งตัณหา, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งตัณหา ; ย่อม รู้จักเวทนา, รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งเวทนา, รู้จักความดับสนิท แห่งเวทนา, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งเวทนา ; ย่อม รู้จักผัสสะ, รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะ, รู้จักความดับสนิทแห่ง ผัสสะ, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งผัสสะ ; ย่อม รู้จักอายตนะ ๖, รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งอายตนะ ๖, รู้จักความ ดับสนิทแห่งอายตนะ ๖, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งอายตนะ ๖ ; ย่อม รู้จักนามรูป, รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งนามรูป, รู้จักความดับสนิท แห่งนามรูป, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งนามรูป ; ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๑๘/๓๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2152 ย่อม รู้จักวิญญาณ, รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, รู้จักความดับสนิท แห่งวิญญาณ, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งวิญญาณ ; ย่อม รู้จักสังขาร, รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งสังขาร, รู้จักความดับสนิท แห่งสังขาร, รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งสังขาร ; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ถูกสมมติว่าเป็นสมณะใน บรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ก็ตาม, ก็เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ได้แท้ แลได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ใน ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลเป็นอยู่. รู้อริยสัจจ์จึงเป็นสมณะได้ ๑ ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ย่อมรู้จักตามที่เป็นจริงว่า ทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, รู้จักตามที่เป็นจริงว่า เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, รู้จักตามที่เป็นจริงว่า ความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, รู้จักตามที่เป็น จริงว่า ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ ; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ถูกสมมติว่าเป็นสมณะใน บรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ก็ตาม, ก็เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ได้แท้ แลได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ใน ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วและเป็นอยู่. หมวดที่สิบหก จบ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๒/๑๗๐๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2153 ผู้ชี้ชวนวิงวอน ! ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ภิกษุ ท. ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺชมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ภิกษุ ท. ! นั้น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. (สหายตนวคฺค สํ. ๑๘/๔๔๑/๖๗๔) ๔๐๓

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต