Buddhadasa.org

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๕ — ว่าด้วยการไม่หละหลวมในธรรม

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตที่ตรัสเตือนภิกษุ ว่าด้วยข้อเสียหายและคุณธรรมฝ่ายดีของบรรพชิต — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๙)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.2096 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๕ ว่าด้วย การไม่หละหลวมในธรรม ๑. ผู้ไม่ใช่นกแก้วนกขุนทอง ๒. ถุงธรรม ๓. ปริยัติที่ไม่เป็นงูพิษ ๔. ผู้สนทนาถูกเรื่องที่ควรสนทนา ๕. เนื้อแท้ ที่ไม่อันตรธาน ๖. ยอดแห่งความเพียร ๗. ผู้ไม่มีอหังการ์ ๘. ผู้ไม่ทำศาสนาเสื่อม ๙. ผู้สามารถทำพระศาสดาให้เป็นมิตร ๑๐. คนควรเลี้ยงโค ๑๑. ลูกในคอก ๑๒. ทางเจริญของ "ลูกในคอก" ๑๓. ผู้ไม่โลเล ๑๔. ผู้ไม่ร้องเพลง ๑๕. ผู้ไม่ประมาท ๑๖. ผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑๗. ผู้ตายไม่เสียที ๑๘. ผู้ไม่หล่นจากศาสนา ๓๔๖

น.2097 (ปฏิปักขนัย ของหมวด ๖ อันว่าด้วยการหละหลวมในธรรม) ผู้ไม่ใช่นกแก้วนกขุนทอง ๑ ภิกษุ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนปริยัติธรรม (นานาชนิด) คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ ; และเธอย่อมรู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้น ๆ ด้วยปัญญา. ภิกษุ อย่างนี้แล ชื่อว่า ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม). ภิกษุ ! ภิกษุผู้มากด้วยปริยัติเราก็แสดงแล้ว, ผู้มากด้วยการบัญญัติ เราก็แสดงแล้ว, ผู้มากด้วยการสาธยายเราก็แสดงแล้ว, ผู้มากด้วยการคิดเราก็ แสดงแล้ว, และธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม) เราก็แสดงแล้ว ด้วยประการฉะนี้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๐๐/๑๔. ๓๔๗

น.2098 ภิกษุ ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัย ความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ ทั้งหลาย. ภิกษุ! นั่น โคนไม้ทั้งหลาย. นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ภิกษุ! เธอ ทั้งหลาย จงเพียรเผากิเลส, อย่าได้เป็นผู้ประมาท; เธอทั้งหลายอย่าเป็น ผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนเธอทั้งหลาย ของเรา. ถุงธรรม ๑ ภิกษุ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนปริยัติธรรม (นานาชนิด) คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ, แต่เธอไม่ใช้วันทั้งวันให้เปลืองไปด้วยการเรียนธรรมนั้น ๆ ไม่ เริดร้างจากการหลีกเร้น, ประกอบตามซึ่งธรรมเป็นเครื่องสงบใจในภายในเนื่อง ๆ. ภิกษุอย่างนี้แล ชื่อว่า ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม). ภิกษุ ! ภิกษุผู้มากด้วยปริยัติเราก็แสดงแล้ว, ผู้มากด้วยการบัญญัติ เราก็แสดงแล้ว, ผู้มากด้วยการสาธยายเราก็แสดงแล้ว, ผู้มากด้วยการคิดเราก็ แสดงแล้ว, และธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม) เราก็แสดงแล้ว ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุ ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัย ความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่ พวกเธอทั้งหลาย. ภิกษุ! นั่น โคนไม้ทั้งหลาย. นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๙๙/๗๓.

น.2099 ภิกษุ! เธอทั้งหลาย จงเพียรเผากิเลส, อย่าได้เป็นผู้ประมาท ; เธอทั้งหลาย อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนเธอ ทั้งหลายของเรา. ปริยัติที่ไม่เป็นงูพิษ ๑ ภิกษุ ท. 1 ก็กุลบุตรบางพวกในกรณีนี้ เล่าเรียนปริยัติธรรม (นานา ชนิด) คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ, กุลบุตรเหล่านั้น ครั้นเล่าเรียนธรรมนั้น ๆ แล้ว ก็สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมนั้น ๆ ด้วยปัญญา ; เมื่อสอดส่องใคร่ ครวญเนื้อความด้วยปัญญา, ธรรมเหล่านั้น ย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์ของกุลบุตร เหล่านั้น. กุลบุตรเหล่านั้น เล่าเรียนธรรม ด้วยการมิได้เพ่งหาข้อบกพร่อง (ของ ธรรมหรือของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง) และมิได้มีความคิดที่จะใช้เป็นเครื่องทำลาย ลัทธิใดลัทธิหนึ่งเป็นอานิสงส์. ผู้รู้ทั้งหลายเล่าเรียนปริยัติธรรมเพื่อคุณประโยชน์ อันใด กุลบุตรเหล่านั้นก็ได้รับคุณประโยชน์อันนั้นแห่งธรรม ; ธรรมเหล่านั้น ก็กลายเป็นธรรมที่กุลบุตรเหล่านั้นถือเอาด้วยดี เป็นไปเพื่อความเป็นประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อสุขแก่กุลบุตรเหล่านั้นเอง ตลอดกาลนาน. ข้อนั้นเพราะ เหตุไร? เพราะความที่ธรรมทั้งหลายอันกุลบุตรเหล่านั้นถือเอาด้วยดี เป็นเหตุ ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการใคร่จะได้งู เที่ยวเสาะ แสวงหาอยู่. บุรุษนั้น ครั้น เห็นงูตัวใหญ่ จึงเอาท่อนไม้มีง่ามดังเท้าแพะ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อลคัททูปมสูตร มู. ม. ๑๒/๒๖๘/๒๗๙.

น.2100 กดงูนั้น ให้เป็นการถูกกดไว้อย่างดี ครั้นแล้ว จึงจับงูนั้นที่คออย่างมั่นคง. แม้งู ตัวนั้น จะพึงรัดเอามือ แขน หรืออวัยวะแห่งใดแห่งหนึ่งของบุรุษนั้นด้วยลำตัว ของมัน ก็ตามที, แต่บุรุษนั้นไม่ตาย หรือไม่ต้องได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะ การรัดเอาของงูนั้นเป็นเหตุ, ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะงูตัวนั้นถูกจับไว้ อย่างมั่นคงดีแล้วเป็นเหตุ : ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : กุลบุตรบางพวกในกรณีนี้ เล่าเรียน ปริยัติธรรม (นานาชนิด) --- กุลบุตรเหล่านั้น ครั้นเล่าเรียนธรรมนั้น ๆ แล้ว ก็สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมนั้น ๆ ด้วยปัญญา. เมื่อสอดส่องใคร่ครวญ เนื้อความด้วยปัญญา, ธรรมเหล่านั้น ย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์ของกุลบุตรเหล่า นั้น. กุลบุตรเหล่านั้นเล่าเรียนธรรม ด้วยการมิได้เพ่งหาข้อบกพร่อง (ของธรรม หรือของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง) และมิได้มีความคิดที่จะใช้เป็นเครื่องทำลายลัทธิใด ลัทธิหนึ่งเป็นอานิสงส์. ผู้รู้ทั้งหลาย เล่าเรียนปริยัติธรรมเพื่อคุณประโยชน์อันใด กุลบุตรเหล่านั้น ก็ได้รับคุณประโยชน์อันนั้นแห่งธรรม ; ธรรมเหล่านั้น ก็กลาย เป็นธรรมที่กุลบุตรเหล่านั้นถือเอาด้วยดี เป็นไปเพื่อความเป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่กุลบุตรเหล่านั้นเองตลอดกาลนาน. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะความ ที่ธรรมทั้งหลายอันกุลบุตรเหล่านั้นถือเอาด้วยดีเป็นเหตุ, ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงทราบ ถึงความหมายแห่งคำพูดอันใดของเรา พึงจดจำข้อนั้น โดยประการนั้น ; ถ้าพวกเธอยังไม่เข้าใจ เราจะทบทวนในข้อนั้นแก่เธอทั้งหลาย หรือพวกเธอ เอาไปสอบถามพวกภิกษุผู้ฉลาดดูก็ได้ แล.

น.2101 สนทนาถูกเรื่องที่ควรสนทนา ๑ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายอย่ากล่าวถ้อยคำที่ยึดถือเอาแตกต่างกันว่า "ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรม วินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด, ข้าพเจ้าซิปฏิบัติชอบ. คำควรกล่าวก่อน ท่านกล่าวที่หลัง คำควรกล่าวทีหลัง ท่านมากล่าวก่อน คำพูดของท่านจึงไม่เป็น ประโยชน์ คำพูดของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์. ข้อที่ท่านเคยถนัด มาแปรปรวน ไปเสียแล้ว. ข้าพเจ้าสลัดคำพูดของท่านได้แล้ว ท่านถูกข้าพเจ้าข่มแล้ว เพื่อ ให้ถอนคำพูดผิด ๆ นั้นเสีย หรือถ้าท่านสามารถก็จงค้านมาเถิด" ดังนี้. พวก เธอทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวถ้อยคำเห็นปานนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า การกล่าวนั้น ๆ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ไม่ เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความ รู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน. ภิกษุ ท .! เมื่อพวกเธอทั้งหลายจะกล่าว จงกล่าวว่า "ความทุกข์เป็น เช่นนี้ ๆ, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ" ดังนี้. ข้อนั้นเพราะ เหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า การกล่าวนั้น ๆ เป็นการกล่าวประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ว่า "นี้ ทุกข์, นี้ เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ ความดับสนิทแห่งทุกข์, นี้ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์" ดังนี้แล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๕/๑๖๖๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2102 นื้อแท้ที่ไม่อันตรธาน ๑ ภิกษุ ท .! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้, สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่ง ขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะ อันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะ เหล่านั้นมากล่าวอยู่: เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ภิกษุ ท .! ส่วน สุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อ ความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อ มีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ ; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อม ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน จึงพากัน เล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า "ข้อนี้เป็นอย่างไร ? มีความ หมายกี่นัย ?" ดังนี้. ด้วยการทำดังนี้ เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้, ธรรม ที่ยังไม่ปรากฏ เธอก็ทำให้ปรากฏได้, ความสงสัยในธรรมหลายประการที่น่า สงสัย เธอก็บรรเทาลงได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุบริษัทเหล่านี้ เราเรียกว่า บริษัทที่มีการลุล่วงไปได้ ด้วยการสอบถามแก่กันและกันเอาเอง, หาใช่ด้วยการชี้แจงโดยกระจ่างของบุคคล ภายนอกเหล่าอื่นไม่; จัดเป็นบริษัทที่เลิศแล. ยอดแห่งความเพียร ๒ ภิกษุ ท .! ความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธาน สองประการเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากในโลก. สองประการอะไรบ้างเล่า ? สองประการ คือ :- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทุก. อํ. ๒๐/๙๒/๒๙๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ทุก. อํ. ๒๐/๖๓/๒๔๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2103 ฝ่ายคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ต้องใช้ความเพียร เพื่อให้ได้เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยาแก้ไข้, นี่อย่างหนึ่ง ; ฝ่ายบรรพชิต ผู้ออกบวชจากเรือนไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ต้องใช้ ความ เพียร เพื่อละอุปธิเสียทั้งหมด, นี่อย่างหนึ่ง. ภิกษุ ท .! ความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธาน สองประการเหล่านี้ แหละ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากในโลก ภิกษุ ท .! บรรดาความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธานสองประการ เหล่านี้ ความเพียร เพื่อละอุปธิเสียทั้งหมด จัดเป็น ยอดแห่งความเพียร. ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักตั้งความเพียร ที่เป็นหลักเป็นประธาน เพื่อละอุปธิ เสียทั้งหมด" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่าง นี้แล. ผู้ไม่มือหังการ์ ๑ สารีบุตร ! แม้เราจะพึงแสดงธรรมโดยย่อก็ตาม โดยพิสดารก็ตาม ทั้งโดยย่อและพิสดารก็ตาม, ผู้รู้ธรรม ก็ยังมีได้โดยยากอยู่นั่นเอง. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๑๗๐/๔๗๒, ตรัสแก่ท่านพระสารีบุตรเถระ

น.2104 "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! ถึงเวลาแล้ว, ข้าแต่พระสุคตเจ้า ! ถึงเวลา สมควรแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า จะพึงแสดงธรรมโดยย่อก็ตาม โดยพิสดารก็ตาม ทั้งโดยย่อและพิสดารก็ตาม, ผู้รู้ธรรม จักมีเป็นแน่" ท่านพระสารีบุตร กราบทูลขอร้อง. สารีบุตร ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "อหังการ (ความถือว่าเรา) มมังการ (ความถือว่าของเรา) อันเป็นมานา- นุสัย (กิเลสที่สะสมอยู่ในสันดานคือมานะ) จักต้องไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุแห่งกาย อันมีวิญญาณนี้, และจักต้องไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุแห่งสิ่งอื่นที่เห็นอยู่ในภาย นอกทั้งสิ้น : ก็เมื่อภิกษุเข้าถึง เจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันใดอยู่ อหังการ มมังการ อันเป็นมานานุสัย จักไม่มี, เราทั้งหลาย จักเข้าถึงเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันนั้น แล้วและอยู่" ดังนี้. สารีบุตร ! เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้เถิด สารีบุตร ! เมื่อใดแล ภิกษุ ไม่มือหังการ มมังการ อันเป็นมานา- นุสัย อันเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกายอันมีวิญญาณนี้, และไม่มือหังการ มมังการ อันเป็นมานานุสัย อันเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งสิ่งอื่นที่เห็นอยู่ในภายนอกทั้งสิ้น ; และเมื่อเธอเข้าถึง เจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันใดอยู่ อหังการ มมังการ อันเป็นมานานุสัย จักไม่มี, เธอ เข้าถึง เจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันนั้นแล้ว แลอยู่ ; สารีบุตร ! เมื่อนั้น, ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ตัดตัณหาได้แล้ว, รื้อสัญโญชน์เสียแล้ว, ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะรู้จักหน้าตาของมานะอย่าง ถูกต้องแล้ว.

น.2105 ไม่ทำศาสนาเสื่อม ๑ ภิกษุ ท .! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้ ย่อมทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป. สี่ประการอะไรบ้างเล่า ? สี่ประการ คือ : - (๑) ภิกษุ ท .! พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้ เล่าเรียนสูตรอันถือกันมาถูก ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันถูก ความหมายแห่งบทพยัญชนะที่ใช้กันก็ถูก ย่อมมีนัย อันถูกต้องเช่นนั้น. ภิกษุ ท .! นี่เป็น มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรม ตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป. (๒) ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุ เป็นคนว่าง่าย ประกอบ ด้วยเหตุที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย อดทน ยอมรับคำสั่งสอนโดยความเคารพหนักแน่น ภิกษุ ท .! นี่เป็น มูลกรณีที่สอง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป. (๓) ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุเหล่าใด เป็นพหูสูต คล่อง แคล่วในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท) พวก ภิกษุเหล่านั้น เอาใจใส่ บอกสอน เนื้อความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ, เมื่อ ท่านเหล่านั้นล่วงลับไป สูตรทั้งหลาย ก็ไม่ขาดผู้เป็นมูลราก (อาจารย์) มีที่ อาศัยสืบกันไป. ภิกษุ ท .! นี่เป็น มูลกรณีที่สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป. (๔) ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุผู้เถระ ไม่ทำการสะสม บริการ ไม่ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา ไม่เป็นผู้นำในทางทราม มุ่งหน้า ไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ย่อมปรารภความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อ บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง. พวกภิกษุที่บวช ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๘/๑๖๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2106 ในภายหลัง ได้เห็นพระเถระเหล่านั้นทำแบบฉบับเช่นนั้นไว้ก็ถือเอาเป็นตัวอย่าง, พวกภิกษุรุ่นหลัง จึงเป็นพระที่ไม่ทำการสะสมบริการ ไม่ประพฤติย่อหย่อนใน ไตรสิกขา ไม่เป็นผู้นำในทางทราม มุ่งหน้าไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ย่อม ปรารภความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้ แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท .! นี่เป็น มูลกรณีที่สี่ ซึ่งทำให้พระสัทธรรม ตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป. ภิกษุ ท. ! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้แล ย่อมทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไปเลย. ผู้สามารถทำพระศาสดาให้เป็นมิตร ๑ อานนท์ ! สาวกทั้งหลาย เรียกร้องหาศาสดา เพื่อความเป็นศัตรู ไม่เรียกร้องเพื่อความเป็นมิตร เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์! ในกรณีนี้ ศาสดา ผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จึงแสดงธรรมแก่สาวก ทั้งหลายว่า "สิ่งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอทั้งหลาย และสิ่งนี้ก็ เป็นไปเพื่อความสุขแก่พวกเธอทั้งหลาย" ดังนี้เป็นต้น, สาวกเหล่านั้นของศาสดา ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตกำหนดเพื่อรู้ทั่วถึง แต่แกล้งทำให้ผิดจาก คำสั่งสอนของศาสดาไปเสีย. อานนท์ ! สาวกทั้งหลายอย่างนี้แล ชื่อว่า ผู้เรียก ร้องหาศาสดา เพื่อความเป็นศัตรู ไม่เรียกร้องเพื่อความเป็นมิตร ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาสุญญตสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๔/๓๕๕ - ๓๕๖, ตรัสแก่ท่าน พระอานนท์.

น.2107 อานนท์ ! สาวกทั้งหลาย เรียกร้องหาศาสดา เพื่อความเป็นมิตร ไม่เรียกร้องเพื่อความเป็นศัตรู เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์! ในกรณีนี้ ศาสดา ผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จึงแสดงธรรมแก่สาวก ทั้งหลายว่า "สิ่งนี้เป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอทั้งหลาย และสิ่งนี้ ก็เป็นไปเพื่อความสุขแก่พวกเธอทั้งหลาย" ดังนี้เป็นต้น, สาวกเหล่านั้นของ ศาสดา ย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตกำหนดเพื่อรู้ทั่วถึง และไม่แกล้ง ทำให้ผิดจากคำสั่งสอนของศาสดา. อานนท์ ! สาวกทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่า ผู้เรียกร้องหาศาสดา เพื่อความเป็นมิตร ไม่เรียกร้อง เพื่อความเป็น ศัตรู. อานนท์ ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย จงเรียกร้อง หาตถาคต เพื่อความเป็นมิตรเถิด อย่าเรียกร้อง เพื่อความเป็นศัตรูเลย. ข้อนั้น จักเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่พวกเธอทั้งหลายเอง ตลอด กาลนาน. อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธอ อย่างทะนุถนอม เหมือนพวก ช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียก ยังดิบอยู่. อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด. อานนท์! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด. ผู้ใดมีมรรคผล เป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้เอง และ คนควรเลี้ยงโค ๑ ภิกษุ ท .! คนเลี้ยงโค ที่ประกอบด้วยองคคุณ ๑๑ อย่างแล้ว ย่อม ๑. บาลี พระพุทธภาษิต เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๘๑/๒๒๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2108 หมาะสมที่จะเลี้ยงโค ทำให้เพิ่มกำไรได้. องคคุณ ๑๑ อย่างอะไรบ้างเล่า ? สิบเอ็ดอย่างคือ คนเลี้ยงโคในกรณีนี้ เป็นผู้รู้จักเรื่องร่างกายของโค, เป็นผู้ฉลาดในลักษณะของโค, เป็นผู้เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ปิดแผล, เป็นผู้สุมควัน, เป็นผู้รู้จักท่าที่ควรนำโคไป, เป็นผู้รู้จักน้ำที่โคควรดื่ม, เป็นผู้รู้จักทางที่โคควรเดิน, เป็นผู้ฉลาดในที่ที่โคควรไป, เป็นผู้รู้จักรีดนมโคให้มีเหลือไว้บ้าง, เป็นผู้ให้เกียรติ แก่โคอุสภ อันเป็นโคพ่อฝูง เป็นโคนำฝูง ด้วยการเอาใจใส่เป็นพิเศษ. ภิกษุ ท. ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยองคคุณ ๑๑ อย่างนี้แล้ว ย่อมเหมาะสม ที่จะเลี้ยงโค ทำให้เพิ่มกำไรได้. ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! ภิกษุ ที่ประกอบด้วยองคคุณ ๑๑ ประการแล้ว ย่อม เหมาะสมที่จะถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ได้ ฉันนั้น. องค- คุณ ๑๑ ประการอย่างไรบ้างเล่า ? สิบเอ็ดประการคือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้รู้จักรูป, เป็นผู้ฉลาดในลักษณะ, เป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ปิด แผล, เป็นผู้สุมควัน, เป็นผู้รู้จักท่าที่ควรไป, เป็นผู้รู้จักน้ำที่ควรดื่ม, เป็นผู้รู้จักทางที่ควรเดิน, เป็นผู้ฉลาดในที่ที่ควรไป, เป็นผู้รู้จักรีด "นมโค" ให้มีส่วนเหลือไว้บ้าง, เป็นผู้บูชาอย่างยิ่งในภิกษุทั้งหลาย ผู้เถระ มีพรรษายุกาล บวชนาน เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ ด้วยการบูชาเป็นพิเศษ. พวกรู้จักรูป ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักรูป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "รูปชนิดใดก็ตาม ทั้งหมดนั้น

น.2109 ชื่อว่ารูป คือ มหาภูตรูปมี ๔ และอุปาทายรูป คือรูปที่อาศัยมหาภูตรูปทั้ง ๔" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักรูป เป็นอย่างนี้แล. พวกฉลาดในลักษณะ ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในลักษณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "คนพาล มีกรรม (การกระทำ) เป็นเครื่องหมาย, บัณฑิต ก็มีกรรม (การกระทำ) เป็นเครื่องหมาย" ดังนี้ เป็นต้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในลักษณะ เป็นอย่างนี้และ พวกคอยเบี้ยไข่ขาง ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อดกลั้นได้ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ทำให้หมดสิ้น ซึ่ง ความตรึกเกี่ยวด้วยกาม, ความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย, ความตรึกเกี่ยวด้วยการ ทำความลำบากให้แก่คนอื่น ที่เกิดขึ้นแล้ว ; และอดกลั้นได้ ละ บรรเทา ทำ ให้สิ้นสุด ทำให้หมดสิ้น ซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศลลามกทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างนี้แล. พวกปิดแผล ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ปิดแผล เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก, ลิ้มรสด้วยลิ้น, สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ, แล้วก็ไม่มีจิตยึดถือเอาทั้งโดย ลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด และการถือเอาโดยการแยกเป็นส่วน ๆ สิ่งที่ เป็นอกุศลลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามผู้ที่ไม่สำรวม ตา หู จมูก

น.2110 ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ, เธอก็ปฏิบัติ เพื่อปิด กั้นอินทรีย์นั้นไว้, เธอรักษาและถึงการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ปิดแผล เป็นอย่างนี้แล. พวกสุมควัน ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้สุมควัน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้แสดงธรรม ตามที่ได้ฟัง ได้เล่าเรียนมาแล้ว แก่ผู้อื่นโดย พิสดาร. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้สุมควัน เป็นอย่างนี้แล. พวกรู้จักท่าที่ควรไป ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักท่าที่ควรไป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อเข้าไปหาพวกภิกษุผู้เป็นพหูสูต คล่องแคล่วในหลัก พระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท), ก็ไต่ถาม ไล่เลียงโดย ทำนองนี้ว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! พระพุทธวจนะนี้ เป็นอย่างไร ? ความหมาย แห่งพระพุทธวจนะนี้มีอย่างไร ?" ดังนี้เป็นต้น ตามเวลาอันสมควร ; ท่านพหุสูต เหล่านั้น จึงทำข้อความที่ยังลี้ลับให้เปิดเผย ทำข้อความอันลึกซึ้งให้ตื้น และ บรรเทา ถ่ายถอน ความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยนานา- ประการให้แก่ภิกษุนั้นได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักท่าที่ควรไป เป็นอย่างนี้และ พวกที่รู้จักน้ำที่ควรดื่ม ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักน้ำที่ควรดื่ม เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้แล้ว อันผู้ใดผู้หนึ่งแสดง

น.2111 ยู่ เธอก็ได้ความรู้อรรถ ได้ความรู้ธรรม และได้ความปราโมทย์อันอาศัยธรรม ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักน้ำที่ควรดื่ม เป็นอย่างนี้แล. พวกรู้จักทางที่ควรเดิน ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จักทางที่ควรเดิน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดแจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘. ภิกษุ ท. ! ภิกษุ เป็นผู้รู้จักทางที่ควรเดิน เป็นอย่างนี้แล. พวกฉลาดในที่ที่ควรไป ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในที่ที่ควรไป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดแจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งสติปัฏฐาน ๔. ภิกษุ ท. ! ภิกษุ เป็นผู้ฉลาดในที่ที่ควรไป เป็นอย่างนี้แล. พวก รีด "นมโค" ให้มีส่วนเหลือ ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จัก รีด "นมโค" ให้มีส่วนเหลือไว้บ้าง เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! พวกคฤหัสถ์ผู้มีศรัทธา ย่อมปวารณาไม่มีขีดขั้นแก่ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัช- บริการ. ในการที่เขาปวารณาเช่นนั้น, ภิกษุ เป็นผู้รู้จักประมาณในการ รับปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้นเหล่านั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้รู้จัก รีด "นมโค" ให้มีส่วนเหลือไว้บ้าง เป็นอย่างนี้แล. พวกบูชาผู้เฒ่า ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้บูชาอย่างยิ่งในภิกษุทั้งหลายผู้เถระ ฯลฯ ด้วย การบูชาเป็นพิเศษ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าไป

น.2112 ตั้งไว้ซึ่งการกระทำทางกาย การกระทำทางวาจา และการกระทำทางใจ อัน ประกอบด้วยเมตตา ในภิกษุทั้งหลายผู้เถระ มีพรรษายุกาล บวชนาน เป็นบิดา สงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ ทั้งในที่แจ้งและทั้งในที่ลับ. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้บูชา อย่างยิ่งในภิกษุทั้งหลายผู้เถระ ฯลฯ ด้วยการบูชาเป็นพิเศษ เป็นอย่างนี้แล. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ที่ประกอบด้วยองคคุณ ๑๑ ประการเหล่านี้แล้ว ย่อม เหมาะสมที่จะถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ได้แท้ ลูกในคอก ๑ ภิกษุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย จงเที่ยวไปในที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็น วิสัยของบิดาตนเถิด. เมื่อพวกเธอเที่ยวไปในที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็นวิสัยของ บิดาตน, มาร ก็ไม่ได้ช่องทาง และไม่ได้โอกาสที่จะทำตามอำเภอใจของมัน ที่ที่ควรเที่ยวไปเช่นนั้น คือที่ไหนเล่า ? ที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็นวิสัยของบิดา ตนนั้น ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔. สติปัฏฐาน ๔ อะไรบ้างเล่า ? สี่คือ :- ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายเนือง ๆ เป็น อยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสียได้. เธอ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายเนื่อง ๆ เป็นอยู่ มีความ เพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน โลกเสียได้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๙๘/๘๐๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2113 เธอ พิจารณาเห็นจิตในจิตเนื่อง ๆ เป็นอยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้. เธอ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายเนื่อง ๆ เป็นอยู่ มีความเพียร เผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้. ภิกษุ ท .! นี่แล ที่ที่ควรเที่ยวไป ซึ่งเป็นวิสัยของบิดาตน ของภิกษุ ทางเจริญของ "ลูกในคอก" ๑ พราหมณ์! ในธรรมวินัยนี้ เรา สามารถบัญญัติกฎเกณฑ์แห่งการศึกษา ไปตามลำดับ การกระทำไปตามลำดับ และการปฏิบัติไปตามลำดับ ได้เหมือนกัน (กับที่ท่านมีวิธีฝึกสอนศิษย์ของท่านให้นับไปตามลำดับฉะนั้น). พราหมณ์ ! เปรียบเหมือน ผู้ชำนาญในการฝึกม้า ได้ม้าชนิดที่อาจ ฝึกได้มาแล้ว ในขั้นแรก ย่อมฝึกให้รู้จักการรับสวมบังเหียนก่อน แล้วจึง ฝึกอย่างอื่น ๆ ให้ยิ่งขึ้นไป ฉันใด ; พราหมณ์เอย ! ฉันนั้นเหมือนกัน, ตลาดต ครั้นได้บุรุษที่พอฝึกได้มาแล้ว ในขั้นแรก ย่อมแนะนำอย่างนี้ก่อน ว่า :- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต คณโมคคัลลานสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๘๒/๙๔, ตรัสแก่คณกโมค- คัลลานพราหมณ์ ซึ่งเข้าไปเฝ้าทูลถึงเรื่องการศึกษาไปตามลำดับ การกระทำไปตามลำดับ และการ ปฏิบัติไปตามลำดับ เช่นในการเล่าเรียนของพวกพราหมณ์ ในกระบวนฝึกอาวุธของบุคคลผู้ยิงศร และในการนับของตนเอง ซึ่งเลี้ยงชีวิตด้วยวิชาการบัญชีนี้, ในที่สุดได้ทูลขึ้นว่า แม้ในธรรมวินัยนี้ พระองค์อาจบัญญัติ เช่นที่กล่าวอ้างนั้น ได้หรือไม่. ทรงให้คำตอบแก่พราหมณ์ดังเรื่องนี้ ณ ที่บุพพาราม.

น.2114 "มาเถิด ภิกษุ ! ท่านจง เป็นผู้มีศีล, สำรวมด้วยดีในปาติโมกขสังวร, ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร เป็นอยู่, มีปรกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้ที่ถือกันว่าเป็นโทษเล็กน้อย, จงสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด" ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้มีศีล (เช่นกล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไป ว่า :- "มาเถิด ภิกษุ! ท่านจงเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย : ได้เห็น รูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู, ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก, ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย, ได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว, จักไม่ถือเอา ทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด และการถือเอาโดยการแยกเป็นส่วน ๆ. สิ่งอันเป็นอกุศลลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามผู้ที่ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ, เธอจักปฏิบัติ เพื่อปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้, เธอจักรักษาและถึงการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ" ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้สำรวมอินทรีย์ (เช่นที่กล่าว นั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า : - มาเถิด ภิกษุ! ท่านจง เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ จง พิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ไม่ใช่ฉันเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อประดับ เพื่อตกแต่ง, แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกัน ความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ; ด้วยการทำอย่างนี้ เราจักกำจัด เวทนาเก่า (คือหิว) เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนอึดอัด) ให้เกิดขึ้น ; ความที่อายุดำเนินไปได้, ความไม่มีโทษเพราะอาหาร และความอยู่ผาสุกสำราญ จักมีแก่เรา" ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ (เช่น ที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า : -

น.2115 "มาเถิด ภิกษุ ! ท่านจง ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่น (ไม่หลับ ไม่ง่วง ไม่มึนชา) จงชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากเครื่องกีดกั้นทั้งหลาย ด้วยการเดิน การนั่ง ตลอดวันยังค่ำไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี, ครั้นยามกลาง แห่งราตรี สำเร็จการนอนอย่างราชสีห์ (คือ) ตะแคงข้างขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น, ครั้นถึงยามท้ายแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิต ให้หมดจดสิ้นเชิงจากเครื่องกีดกั้นทั้งหลาย ด้วยการเดิน การนั่ง ต่อไปอีก" ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรม เครื่องตื่น (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า : - "มาเถิด ภิกษุ ! ท่านจง เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ : รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การ คู้ การเหยียด, การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร, การกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ, การไป การหยุด, การนั่ง การนอน, การหลับ การตื่น, การพูด การนิ่ง" ดังนี้. พราหมณ์! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัม- ปชัญญะ (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า : - "มาเถิด ภิกษุ ! ท่านจง เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนไม้ ภูเขา ลำธาร ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง กองฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง). ในเวลา ภายหลังอาหาร เธอกลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. เธอ ละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา คอย ชำระจิตจากอภิชฌา ; ละพยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณา มีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตว์ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากพยาบาท ; ละถิ่นมิทธะ มุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถิ่นมิทธะ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว คอย

น.2116 ชำระจิตจากถิ่นมิทธะ ; ละอุทธัจจกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชำระจิตจากอุทธัจจกุกกุจจะ ; ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้อง กล่าวว่า 'นี่อะไร นี่อย่างไร’ ในกุศลธรรมทั้งหลาย (เพราะความสงสัย) คอย ชำระจิตจากวิจิกิจฉา" ดังนี้. ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์ห้าประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิต ทำ ปัญญาให้ถอยกำลัง เหล่านี้ ได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรม ทั้งหลาย จึง บรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้ว แลอยู่. เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึง บรรลุฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสใน ภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่. เพราะความจางไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุข ด้วยนามกาย จึง บรรลุฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า "ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข" ดังนี้แล้วแลอยู่. และเพราะละสุขและละทุกข์ เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงได้ บรรลุ ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. พราหมณ์เอย ! ภิกษุเหล่าใด ที่ยัง เป็นเสขะ (คือยังต้องทำต่อไป) ยังไม่ บรรลุอรหัตตมรรค ยังปรารถนานิพพานอันเป็นที่เกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งไป กว่าอยู่, คำสอน ที่กล่าวมานี้แหละ เป็นคำสอนสำหรับภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น พราหมณ์เอย ! ส่วนภิกษุเหล่าใด เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว จบ พรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ต้องทำสำเร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ ตนอันบรรลุถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดย ชอบแล้ว, ธรรมทั้งหลาย (ในคำสอน) เหล่านี้ เป็นไป เพื่อความอยู่เป็นสุข ในทิฏฐธรรม และเพื่อสติสัมปชัญญะ แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นแล.

น.2117 ไม่โลเล ๑ ภิกษุ ท. ! มูลเหตุแปดอย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสียหาย สำหรับภิกษุผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงนิพพาน. มูลเหตุแปดอย่าง อะไรบ้างเล่า ? แปดอย่างคือ : - (๑) ความเป็นผู้ไม่พอใจในการทำงานก่อสร้าง, (๒) ความเป็นผู้ไม่พอใจในการคุย, (๓) ความเป็นผู้ไม่พอใจในการนอน, (๔) ความเป็นผู้ไม่พอใจในการจับกลุ่มคลุกคลีกัน, (๕) ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย, (๖) ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค, (๗) ความเป็นผู้ไม่พอใจในการกระทำเพื่อเกิดสัมผัสสนุกสบายทางกาย, (๘) ความเป็นผู้ไม่พอใจในการขยายกิจให้โยกโย้โอ้เอ้เนิ่นช้า. ภิกษุ ท .! มูลเหตุแปดอย่างเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสียหาย สำหรับภิกษุผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อลุถึงนิพพาน. ผู้ไม่ร้องเพลง ๒ ภิกษุ ท .! ในอริยวินัยนี้ ถือว่า การขับเพลง คือ การร้องไห้, การ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๔๓/๑๘๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๓๕/๕๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2118 ฟ้อนรำ คือ อาการของคนบ้า, การหัวเราะ ถึงกับแสยะฟัน คืออาการของเด็ก ; ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงกำจัด ตัดราก การขับเพลง, การฟ้อนรำ เสีย, ควรยิ้มแย้มพอประมาณ ต่อสัตบุรุษผู้ บันเทิงในธรรมทั้งหลาย เท่านั้น. ผู้ไม่ประมาท ๑ ภิกษุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย ได้ยินเสียงสุนัขจิ้งจอกแก่ ตัวที่ร้องอยู่ ในตอนย่ำรุ่งแห่งราตรีนี้ ไหม ? "ได้ยินแล้ว พระเจ้าข้า”. ภิกษุ ท. ! สุนัขจิ้งจอกแก่ตัวนั้น มันเกิดเป็นโรคเรื้อนอุกกัณณกะ : มันเที่ยววิ่งไปตามที่ที่มันอยากจะวิ่งไป, มันเที่ยวยืนตามที่ที่มันอยากจะยืน, มันเที่ยวนั่งตามที่ที่มันอยากจะนั่ง, มันเที่ยวนอนตามที่ที่มันอยากจะนอน (ก็หาความสบายมิได้ เพราะอำนาจแห่งโรคนั้น), แม้ลมหนาวก็พัดโกรกตัว มันอยู่. ภิกษุ ท .! ข้อนั้นเป็นการดีสำหรับภิกษุ คือข้อที่ภิกษุบางรูปในกรณีนี้ ปฏิญญาว่า เป็นสมณสากยปุตติยะ แล้วก็รู้สึกตัวว่า ตัวเป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่ประมาท เป็นอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอ ทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๓๑๖/๖๘๓-๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

น.2119 ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ อานนท์! ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ใด ประพฤติธรรม สมควร แก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่, ผู้นั้น ชื่อว่าย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด. อานนท์ ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตาม ธรรมอยู่" ดังนี้. อานนท์ ! พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. ผู้ตายไม่เสียที ๒ อัคคิเวสสนะ ! ถ้าภิกษุเถระ หรือภิกษุปูนกลาง หรือภิกษุใหม่ ก็ตาม ที่ยัง ไม่เป็นขีณาสพ (พระอรหันต์) แล้ว ทำกาละลงไป ก็ย่อมถึงซึ่งการนับว่า ตายแล้ว ทำกาละแล้ว ทั้งที่ยังฝึกไม่เสร็จ ดุจดั่งช้างแก่ หรือช้างปูนกลาง หรือช้างหนุ่ม ของพระราชาที่ยังฝึกไม่ได้ ตายลง ก็ย่อมถึงซึ่งการนับว่าตายแล้ว ทำกาละแล้ว ทั้งที่ยังฝึกไม่เสร็จ ฉันใดก็ฉันนั้น. อัคคิเวสสนะ ! ถ้าภิกษุเถระ หรือภิกษุปูนกลาง หรือภิกษุใหม่ ก็ตาม เป็นขีณาสพ (พระอรหันต์) แล้ว ทำกาละลงไป ก็ย่อมถึงซึ่งการนับว่าตายแล้ว ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๖๐/๑๒๙, ตรัสแก่ท่านอานนท์. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ทันตภูมิสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๗๑-๒/๔๐๓ -๔, ตรัสแก่อัคคิ- เวสสนพราหมณ์ ณ ที่เวฬุวัน.

น.2120 ทำกาละแล้ว อย่างเสร็จการฝึกแล้ว ดุจดั่งช้างแก่ หรือช้างปูนกลาง หรือช้าง หนุ่ม ของพระราชา ที่เขาฝึกดีแล้ว ตายลง ก็ถึงซึ่งการนับว่าตายแล้ว ทำกาละ แล้ว อย่างเสร็จการฝึกแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้นแล ผู้ไม่หล่นจากศาสนา ๑ ภิกษุ ท .! ผู้ที่ประกอบด้วยเหตุสี่ประการเหล่านี้แล้ว ย่อมเรียกได้ว่า "เป็นผู้ไม่หล่นจากธรรมวินัยนี้" ดังนี้. เหตุสี่ประการอะไรบ้างเล่า ? สี่ประการ คือ : - (๑) ผู้ประกอบด้วยศีล อันเป็นเครื่องไปจากข้าศึก (อริยศีล), (๒) ผู้ประกอบด้วยสมาธิ อันเป็นเครื่องไปจากข้าศึก (อริยสมาธิ), (๓) ผู้ประกอบด้วยปัญญา อันเป็นเครื่องไปจากข้าศึก (อริยปัญญา), (๔) ผู้ประกอบด้วยวิมุติ อันเป็นเครื่องไปจากข้าศึก (อริยวิมุตติ). ภิกษุ ท .! ผู้ประกอบด้วยเหตุสี่ประการเหล่านี้แล้ว ย่อมเรียกได้ว่า "เป็นผู้ไม่หล่นจากธรรมวินัยนี้" ได้เลย. หมวดที่สิบห้า จบ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒/๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.2121 ผู้ชี้ชวนวิงวอน ! ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ภิกษุ ท. ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺชมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ภิกษุ ท. ! นั้น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. (สหายตนวคฺค สํ. ๑๘/๔๔๑/๖๗๔) ๓๗๑

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต