น.2087 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๔ ว่าด้วย การไม่เป็นทาสตัณหา ๑. ผู้เห็นแก่ธรรม ๒. ข้าวของชาวเมืองไม่เสียเปล่า ๓. คุ้มค่าข้าวสุก ๔. เนื้อที่ไม่ติดบ่วงนายพราน ๕. ผู้ไม่ถูกล่าม ๖. มิตตภิกขุ ๗. ไม่เป็นโรคชอบเที่ยวเรื่อยเปื่อย ๓๓๖
น.2088 (ปฏิบักขนัย ของหมวด ๕ อันว่าด้วยการเป็นทาสตัณหา) ผู้เห็นแก่ธรรม ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุบริษัทมีสองชนิด. สองชนิดอะไรบ้างเล่า ? สองชนิด คือ ภิกษุบริษัทที่ หนักในอามิส ไม่หนักในพระสัทธรรม หนึ่ง, ภิกษุบริษัทที่ หนักในพระสัทธรรม ไม่หนักในอามิส หนึ่ง --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! ภิกษุบริษัทที่หนักในพระสัทธรรม ไม่หนักในอามิส เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ภิกษุเหล่าใด ไม่กล่าวยกยอกันเอง ต่อหน้าคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ว่า "ภิกษุรูปโน้นเป็น อริยบุคคลชนิดอุกโตภาควิมุตต์, รูปโน้นเป็น อริยบุคคลชนิดปัญญาวิมุตต์, รูปโน้นเป็น อริยบุคคลชนิดกาย- สักขี, รูปโน้นเป็น อริยบุคคลชนิดทิฏฐิปัตตะ, รูปโน้นเป็น อริยบุคคล ชนิดสัทธาวิมุตต์, รูปโน้นเป็น อริยบุคคลชนิดธัมมานุสารี, รูปโน้นเป็น อริยบุคคลชนิดสัทธานุสารี, รูปโน้น มีศีลมีการเป็นอยู่งดงาม, และรูปโน้น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทุก. อํ. ๒๐/๔๓/๒๙๓. ๓๓๗
น.2089 ทุศีลมีการเป็นอยู่เลวทราม" ดังนี้เป็นต้น. ภิกษุเหล่านั้นย่อมได้ลาภ เพราะการ ไม่กล่าวยกยอกันนั้นเป็นเหตุ. ครั้นได้ลาภแล้ว ภิกษุพวกนั้นก็ไม่ติดอกติดใจ ในรสแห่งลาภ ไม่สยบ ไม่เมาหมก, มองเห็นส่วนที่เป็นโทษ เป็นผู้รู้แจ่มแจ้ง ในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ บริโภคลาภนั้นอยู่. ภิกษุ ท .! ภิกษุบริษัทอย่างนี้แล เราเรียกว่า บริษัทที่หนักในพระ- สัทธรรม ไม่หนักในอามิส. ข้าวของชาวเมืองไม่เสียเปล่า ๑ ภิกษุ ท .! ถ้าหากภิกษุ กระทำในใจซึ่ง เมตตาจิต (เป็นต้น) แม้สัก ว่าชั่วลัดนิ้วมือเดียว, ภิกษุ ท. ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้เป็นอยู่ไม่ห่างจากผ่าน (การเผากิเลส) เป็นผู้ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา เป็นผู้ทำการสนองโอวาท ย่อมฉันข้าวของชาวเมือง ไม่เสียเปล่า ; จะกล่าวทำไมเล่า ถึงผู้ที่ กระทำในใจ ซึ่งเมตตาจิตนั้นได้มาก. คุ้มค่าข้าวสุก ๒ ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าไปอาศัยหมู่บ้านหรือนิคมแห่งใด แห่งหนึ่งอยู่. คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีก็ตาม เข้าไปหาภิกษุนั้นแล้ว นิมนต์ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต เอก. อํ. ๒๐/๑๒/๕๖. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๕๔/๕๖๓.
น.2090 ฉันอาหารในวันรุ่งขึ้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุนี้มีความหวังในอาหารนั้นก็รับนิมนต์. ครั้นราตรีล่วงไป ถึงเวลาเช้าเธอครองจีวร ถือบาตร เข้าไปสู่เรือนแห่งคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดีผู้นิมนต์, ถึงแล้วก็นั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้. คฤหบดีหรือ บุตรคฤหบดี ได้เลี้ยงดูเธอนั้น ด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยตนเอง ให้อิ่มหนำจนเธอบอกห้าม. เธอไม่นึกชมในใจทำนองนี้ว่า "วิเศษจริง, คฤหบดี หรือบุตรคฤหบดีนี้ เลี้ยงเรา ด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีตด้วยตนเอง ให้ อิ่มหนำจนเราต้องบอกห้าม" ดังนี้แล้ว, ภิกษุนั้นก็ไม่นึกหวังต่อไปอีกว่า "โอหนอ, แม้วันต่อ ๆ ไป คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี พึงเลี้ยงเรา ด้วยของเคี้ยว ของฉันอันประณีต ด้วยตนเอง ให้อิ่มหนำจนต้องบอกห้าม อย่างนี้อีกเถิด" ดังนี้. เธอนั้นไม่ติดอกติดใจในรสแห่งอาหาร ไม่สยบ ไม่เมาหมก, มองเห็นส่วนที่ เป็นโทษ เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ บริโภคอาหารนั้น อยู่. เธอนั้น ย่อมครุ่นคิดอยู่ด้วยความครุ่นคิดในทางออกจากกามบ้าง ครุ่นคิด อยู่ด้วยความครุ่นคิดในทางไม่เคียดแค้นบ้าง ครุ่นคิดอยู่ด้วยความครุ่นคิดในทางไม่ ทำให้ผู้อื่นลำบากโดยไม่รู้สึกตัวบ้าง ณ ที่นั่งฉันนั้นเอง. ภิกษุ ท .! เรากล่าวว่า "ทานที่ถวายแก่ภิกษุเช่นนี้ มีผลใหญ่". เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ภิกษุนี้ เป็นผู้ไม่มัวเมา และ เนื้อ ที่ไม่ติดบ่วงนายพราน ๑ ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ไม่ติดใจ ไม่สยบ อยู่ ไม่เมาหมกอยู่ ในกามคุณ ๕ เหล่านี้แล้ว มองเห็นส่วนที่เป็นโทษอยู่ เป็น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปาสราสิสูตร มู. ม. ๑๒/๓๓๓/๓๒๘.
น.2091 ผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ บริโภคกามคุณทั้ง ๕ นั้นอยู่ ; สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อันคนทั้งหลาย พึงเข้าใจได้อย่างนี้ว่า เป็นผู้ ไม่ถึงความพินาศ ย่อยยับ ไม่ต้องทำตามประสงค์ของมารผู้ใจบาปแต่อย่างใด ดังนี้. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนเนื้อบ่าตัวที่ไม่ติดบ่วง แม้นอนจมอยู่ใน กองบ่วง ในลักษณะที่ใคร ๆ พึงเข้าใจได้ว่า เป็นผู้ไม่ถึงความพินาศย่อยยับ ไม่ต้องทำตามประสงค์ของพรานแต่อย่างใด, เมื่อนายพรานมาถึงเข้า มันจะ หลีกหนีไปได้ตามที่ต้องการ ดังนี้. ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท .! สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : เมื่อไม่ติดใจ ไม่สยบอยู่ ไม่เมา หมกอยู่ ในกามคุณ ๕ เหล่านี้แล้ว มองเห็นส่วนที่เป็นโทษ เป็นผู้รู้แจ่มแจ้ง ในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ บริโภคกามคุณทั้ง ๕ อยู่ ก็เป็นผู้ที่คน ทั้งหลายพึงเข้าใจได้อย่างนี้ว่า เป็นผู้ไม่ถึงความพินาศย่อยยับ ไม่ต้องทำตาม ประสงค์ของมารผู้ใจบาปแต่อย่างใด ดังนี้. ภิกษุ ท .! กามคุณเหล่านี้ มีห้าอย่าง. ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้า อย่างคือ รูป ที่ได้เห็นด้วยตา, เสียง ที่ได้ยินด้วยหู, กลืน ที่ได้ดมด้วยจมูก, รส ที่ได้ลิ้มด้วยลิ้น และโผฏฐัพพะ ที่ได้สัมผัสด้วยกาย, อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าชอบใจ ยวนตาให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งไว้ซึ่งความใคร่ เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนดย้อมใจ. ภิกษุ ท.! กามคุณมีห้าอย่างเหล่านี้และ
น.2092 ผู้ไม่ถูกล่าม ๑ ภิกษุ ท .! บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ตัดเครื่อง ล่ามทางใจห้าอย่างให้ขาดออกด้วยดีแล้ว, คืนวันของบรรพชิตรูปนั้น ย่อม ผ่านไปโดยหวังได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเสื่อม มิได้. เครื่องล่ามทางใจห้าอย่าง ที่บรรพชิตรูปนั้นตัดให้ขาดออกด้วยดีแล้ว เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ในกาม ทั้งหลาย, ปราศจากความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความเร่าร้อน และ ความทะยานอยากในกามทั้งหลาย. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้, จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไป เพื่อความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส เพื่อความเพียรทำให้เนือง ๆ เพื่อความเพียรอันติดต่อเนื่องกัน และเพื่อความเพียรอันเป็นหลักมั่นคง. จิต ของผู้ใด ย่อมน้อมไป ในความเพียรดังกล่าวนี้, นั่นแหละ เป็นเครื่องล่าม ทางใจอย่างที่หนึ่ง ซึ่งเธอตัดให้ขาดออกด้วยดีแล้ว. ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ในกาย, --- ฯลฯ --- นั่นแหละ เป็นเครื่องล่ามทางใจอย่างที่สอง ซึ่งเธอ ตัดให้ขาดออกด้วยดีแล้ว. ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ในรูป, --- ฯลฯ --- นั่นแหละ เป็นเครื่องล่ามทางใจอย่างที่สาม ซึ่งเธอตัดให้ขาด ออกด้วยดีแล้ว. ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ ได้ฉันอาหารเต็มท้องตามประสงค์แล้ว ก็ ไม่มัวหาความสุขในการหลับ ไม่หาความสุขในการเอนกายเล่น ไม่หาความสุข ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทสก. อํ. ๒๔/๒๑, ๒๒/๑๔.
น.2093 ในการนอนซบเซาไม่อยากลุก เป็นอยู่. --- ฯลฯ --- นั่นแหละ เป็นเครื่อง ล่ามทางใจอย่างที่สี่ ซึ่งเธอตัดให้ขาดออกด้วยดีแล้ว. ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ โดย ตั้ง ความปรารถนาเพื่อเป็นเทวดาพวกใดพวกหนึ่ง ว่า "เราจักเป็นเทวดาผู้มีศักดาใหญ่ หรือเป็นเทวดาผู้มีศักดาน้อยชนิดใดชนิดหนึ่งด้วยศีลนี้, ด้วยวัตรนี้, ด้วยตบะนี้, หรือด้วยพรหมจรรย์นี้" ดังนี้. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้, จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไป เพื่อความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส เพื่อความเพียรทำให้เนื่อง ๆ เพื่อความเพียรอันติดต่อเนื่องกัน และเพื่อความเพียรอันเป็นหลักมั่นคง. จิตของ ผู้ใด ย่อมน้อมไป ในความเพียรดังกล่าวนี้, นั่นแหละ เป็นเครื่องล่ามทางใจ อย่างที่ห้า ซึ่งเธอตัดให้ขาดออกด้วยดีแล้ว. ภิกษุ ท .! บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ตัดเครื่อง ล่ามทางใจห้าอย่างเหล่านี้ให้ขาดออกด้วยดีแล้ว; คืนวันของบรรพชิตรูปนั้น ย่อมผ่านไป โดยหวังได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความ เสื่อมมิได้ ; เช่นเดียวกับคืนวันแห่งดวงจันทร์เวลาข้างขึ้น, ดวงจันทร์นั้น โดยสีก็แจ่มกระจ่าง, โดยวงกลดก็ใหญ่กว้างออก, โดยรัศมีก็เจริญขึ้น, โดยขนาด ก็ขยายใหญ่ขึ้น ; ฉันใดก็ฉันนั้น แล. มิตตภิกขุ ๑ ภิกษุ ท .! มิตรที่เป็นภิกษุ ที่ประกอบด้วยลักษณะห้าอย่างเหล่านี้ เป็นคนที่ใคร ๆ ควรคบ. ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๙๒/๑๔๖.
น.2094 (๑) ภิกษุนั้น ไม่ใช้ผู้อื่นให้ทำงาน. (๒) ภิกษุนั้น ไม่ชอบก่ออธิกรณ์. (๓) ภิกษุนั้น ไม่ทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อเหล่าพระเถระชั้นครูบาอาจารย์. (๔) ภิกษุนั้น ไม่ชอบเที่ยวไกล ๆ และไม่มีจุดหมาย. (๕) ภิกษุนั้น มีความสามารถในการแสดง, ในการชี้ชวน, ในการปลุกปลอบ, ในการเร้าให้เกิดความบันเทิง, ด้วยธรรมึกลาตามเวลาอันสมควร. ภิกษุ ท .! มิตรที่เป็นภิกษุ ที่ประกอบด้วยลักษณะห้าอย่างเหล่านี้แล เป็นคนที่ใคร ๆ ควรคบแท้ ไม่เป็นโรคชอบเที่ยวเรื่อยเปื่อย ๑ ภิกษุ ท. ! อานิสงส์ในการอยู่เป็นที่เหล่านี้ มีอยู่ห้าอย่าง. ห้าอย่าง อะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่าง คือ :- (๑) เธอ ย่อมได้บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ. (๒) เธอ ย่อมไม่เสื่อมจากสิ่งที่บรรลุแล้ว. (๓) เป็นผู้แตกฉานช่ำชองในบางสิ่งบางอย่าง แม้ที่บรรลุแล้ว. (๔) ไม่เป็นโรคที่ทำชีวิตให้ลำบาก (๕) และเป็นคนมีมิตร. ภิกษุ ท. ! อานิสงส์ในการอยู่เป็นที่ มีอยู่ห้าอย่างเหล่านี้และ หมวดที่สิบสี่ จบ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๘๕/๒๒๒.
น.2095 ผู้ชี้ชวนวิงวอน ! ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ภิกษุ ท. ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺชมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ภิกษุ ท. ! นั้น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. (สหายตนวคฺค สํ. ๑๘/๔๔๑/๖๗๔) ๓๔๕
Buddhadasa