น.2063 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๓ ว่าด้วย การไม่ทำไปตามอำนาจกิเลส ๑. ท่อนไม้ที่ลอยออกไปได้ถึงทะเล ๒. ผู้เลือกเอาข้างอยู่ป่า ๓. ผู้ชนะภัย ๕ อย่าง ๔. ผู้อยู่บ่าชนะภัย ๕ อย่าง ๕. ผู้หมดราคี ๖. คนในบัญชี ๗. คนไม่แหวกแนว ๘. คนไม่ทิ้งธรรม ๙. คืนวันที่มีแต่ "ความสว่าง" ๑๐. ผู้ไม่ถูกตรึง ๑๑. ผู้รอดจากการสึก ๑๒. ผู้เปรียบด้วยการไม่ถูก "แมลงวันตอม" ๓๑๒
น.2064 (ปฏิบักขนัย ของหมวด ๔ อันว่าด้วยการทำไปตามอำนาจกิเลส) ท่อนไม้ที่ลอยออกไปได้ถึงทะเล ๑ ภิกษุ ท. ! พวกเธอได้เห็น ท่อนไม้ใหญ่โน้น ซึ่งลอยมาโดยกระแส แม่น้ำคงคา หรือไม่ ? "ได้เห็นแล้ว พระเจ้าข้า” ภิกษุทั้งหลายกราบทูล. ภิกษุ ท. ! ถ้าท่อนไม้นั้น จะไม่เข้าไปติดเสียที่ ฝั่งใน หรือฝั่งนอก, ไม่จมเสียในกลางน้ำ, ไม่ขึ้นไปติดแห้งอยู่บนบก, ไม่ถูกมนุษย์จับไว้, ไม่ถูก อมนุษย์จับไว้, ไม่ถูกเกลียวน้ำวนวนไว้, ไม่ผุเสียเองในภายในไซร้, ท่อนไม้เช่นที่ กล่าวนี้ จักลอยไหลพุ่งไปสู่ทะเล เพราะเหตุว่า ลำแม่น้ำคงคาโน้มน้อม ลุ่มลาด เอียงเทไปสู่ทะเล. ข้อนี้ฉันใด ; ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สฬา. สํ. ๑๘/๒๒๓/๓๒๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ริมฝั่งแม่น้ำ คงคา เนื่องจากได้เห็นไม้ท่อนใหญ่ซึ่งกำลังลอยมาโดยกระแสแม่น้ำคงคาพัดส่ง ๓๑๓
น.2065 ภิกษุ ท .! แม้พวกเธอทั้งหลายก็ฉันนั้น : ถ้าพวกเธอไม่เข้าไปติด เสียที่ฝั่งใน, ไม่เข้าไปติดเสียที่ฝั่งนอก, ไม่จมเสียในท่ามกลาง, ไม่ติดแห้งอยู่ บนบก, ไม่ถูกมนุษย์จับไว้, ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้, ไม่ถูกเกลียวน้ำวนวนไว้, ไม่ เน่าเสียเองในภายใน ไซร้, พวกเธอก็จะเลื่อนไหลไปสู่นิพพาน เพราะเหตุว่า สัมมาทิฏฐิมีธรรมดาที่โน้มน้อม ลุ่มลาด เอียงเทไปสู่นิพพาน. ครั้นสิ้นกระแสพระดำรัสแล้ว, ภิกษุรูปหนึ่ง ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! อะไรเล่า เป็นฝั่งใน หรือฝั่งนอก ? อะไรชื่อว่าจมในท่ามกลาง ? อะไรชื่อว่า ขึ้นไปติดแห้งอยู่บนบก? อะไรที่ถูกมนุษย์จับไว้ ? อะไรที่ถูกอมนุษย์จับไว้ ? อะไรชื่อว่าถูกเกลียวน้ำวน วนไว้ ? อะไรชื่อว่าเน่าเสียเองในภายใน?" ภิกษุ ท .! คำว่า "ฝั่งใน" เป็นชื่อของ อายตนะภายใน ๖. คำว่า "ฝั่งนอก" เป็นชื่อของ อายตนะภายนอก ๖. คำว่า "จมเสียในท่ามกลาง" เป็นชื่อของ นันทิราคะ. คำว่า "ขึ้นไปติดแห้งอยู่บนบก" เป็นชื่อของ อัสมิมานะ (ความสำคัญว่าเรามีเราเป็น). คำว่า "ถูกมนุษย์จับไว้" ได้แก่ ภิกษุในกรณีนี้เป็นผู้ระคนด้วยพวกคฤหัสถ์ เพลิดเพลินด้วยกัน โศกเศร้าด้วยกัน, มีสุข เมื่อคฤหัสถ์เหล่านั้นมีสุข, เป็นทุกข์ เมื่อคฤหัสถ์เหล่านั้นเป็นทุกข์, ประกอบการงานในกิจการที่บังเกิดขึ้นแก่คฤหัสถ์เหล่านั้นด้วยตน. ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้ถูกมนุษย์จับไว้. คำว่า "ถูกอมนุษย์จับไว้” ได้แก่ ภิกษุบางรูป ในกรณีนี้ ประพฤติพรหมจรรย์โดยตั้งความปรารถนาเทพนิกายชั้นใดชั้นหนึ่ง ว่า "ด้วยศีลนี้ หรือด้วยวัตรนี้ หรือว่าด้วยตบะนี้ เราจักได้เป็นเทวดาผู้มีศักดา ใหญ่ หรือเป็นเทวดาผู้มีศักดาน้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง" ดังนี้. ภิกษุนี้ เรา เรียกว่า ผู้ถูกอมนุษย์จับไว้. คำว่า "ถูกเกลียวน้ำวนวนไว้" เป็นชื่อของ กามคุณ ๕. ภิกษุเป็นผู้เน่าเสียเองในภายใน คืออย่างไรเล่า ? คือ ภิกษุบางรูป ในกรณีนี้ เป็นคนทุศีล มีความเป็นอยู่ลามกไม่สะอาด มีความประพฤติชนิดที่
น.2066 ตนเอง นึกแล้วก็กินแหนงตัวเอง มีการกระทำที่ต้องปกปิด ซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะก็ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่คนประพฤติพรหมจรรย์ ก็ปฏิญญาว่า เป็นคนประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนเน่าใน เปียกแฉะ มีสัญชาติหมักหมม เหมือนบ่อที่เทขยะมูลฝอย. ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้เน่าเสียเองในภายใน แล. ผู้เลือกเอาข้างอยู่ป่า ๑ นาคิตะ ! เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน นั่งเข้าสมาธิแล้ว. เราได้เกิดความคิดขึ้นว่า "บัดนี้ เลกวัด (คนเฝ้าอาราม) อาจรบกวนภิกษุรูปนั้น, หรือสามเณรจักทำเธอให้เคลื่อนจากสมาธิก็ได้" ดังนี้ ; เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่พอใจการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านของภิกษุรูปนั้นเลย. นาคิตะ ! เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร แม้นั่งโงกง่วงอยู่ในป่า. เราได้เกิดความคิดขึ้นว่า "เธอผู้นี้ อาจบรรเทาความ กระวนกระวายเพราะง่วงนอนเสีย แล้วจึงทำไว้ในใจซึ่งอรัญญสัญญา (ความ กำหนดหมายว่าป่า) นั้นแล ให้เป็นอารมณ์อันหนึ่ง ในบัดนี้" ดังนี้ ; เพราะ เหตุนั้น เราจึงพอใจด้วยการอยู่ป่าของภิกษุรูปนั้น. นาคิตะ ! เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร แม้นั่ง เข้าสมาธิอยู่ในป่า แต่จิตยังไม่เป็นสมาธิ เราได้เกิดความคิดขึ้นว่า "เธอผู้นี้ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกฺก. อํ. ๒๒/๓๘๒/๓๑๓, ตรัสแก่นาคิตภิกษุ ที่แนวป่าอิจฉา- นังคละ บ้านพราหมณ์ชาวโกศล ในคราวจาริกไปในแคว้นโกศล.
น.2067 อาจตั้งจิตที่ยังไม่เป็นสมาธิในเวลานี้ ให้เป็นสมาธิได้, หรือว่าจักตามรักษาจิตที่ ตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้วไว้” ดังนี้: เพราะเหตุนั้น เราจึงพอใจด้วยการอยู่ป่าของภิกษุ รูปนั้น. นาคิตะ ! เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร นั่งเข้า สมาธิอยู่ในป่า. เราได้เกิดความคิดขึ้นว่า “เธอผู้นี้ อาจเปลื้องจิตที่ยังไม่หลุดพ้น ในเวลานี้ ให้หลุดพ้นได้, หรือว่าจักตามรักษาจิตที่หลุดพ้นแล้ว" ดังนี้ : เพราะ เหตุนั้น เราจึงพอใจด้วยการอยู่ป่าของภิกษุรูปนั้น. นาคิตะ ! เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน ได้ปัจจัย คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการ ; ภิกษุนั้นยังมุ่งหวังลาภสักการะ มุ่งหวังชื่อเสียง ถึงกับยอมสละสถานที่ที่หลีกเร้น ยอมสละเสนาสนะป่าอันเงียบสงัด เข้าไปอยู่ในหมู่บ้าน นิคม และเมืองหลวง แล้วสำเร็จการอยู่ในที่นั้น ๆ; เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่พอใจการอยู่ในเสนาสนะ ใกล้บ้านของภิกษุรูปนั้นเลย. นาคิตะ ! เราเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ได้ ปัจจัย คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการ ; ภิกษุนั้น ไม่นิยมชมชอบในลาภสักการะและชื่อเสียง เธอไม่ยอมสละสถานที่ที่หลีกเร้น ไม่ยอมสละเสนาสนะป่าอันเงียบสงัด ; เพราะเหตุนั้น เราจึงพอใจด้วยการอยู่ป่า ของภิกษุรูปนั้นแท้ นาคิตะ ! แม้เราเอง, ในเวลาใด เดินทางไกล เมื่อไม่เห็นใคร ๆ ข้างหน้าหรือข้างหลัง, ในเวลานั้น เราสบายใจ โดยที่สุดแต่จะถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ แล.
น.2068 ผู้ชนะภัย ๕ อย่าง ๑ ภิกษุ ท. ! ภัยในอนาคตเหล่านี้ มีอยู่ ๕ ประการ ซึ่งภิกษุผู้มองเห็นอยู่ ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น อยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. ภัยในอนาคต ๕ ประการนั้น คืออะไรบ้างเล่า ? ห้าประการคือ : - (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เรายังหนุ่ม ยังเยาว์วัย ยังรุ่นคะนอง มีผมยังดำสนิท ตั้งอยู่ในวัยกำลังเจริญ คือปฐมวัย ; แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ ความแก่ จะมาถึงร่างกายนี้, ก็คนแก่ถูกความชราครอบงำ แล้ว จะมนสิการถึงคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย ; และ จะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่ายๆ เลย. ก่อนที่ สิ่งอันไม่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือความแก่) นั้นจะมาถึงเรา เราจะ รีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว แม้จะแก่เฒ่าก็จักอยู่ เป็นผาสุก" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้เป็นอนาคตภัยข้อแรก อันภิกษุผู้มองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น อยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. (๒) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เรามีอาพาธ น้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุให้ความอบอุ่นสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก พอ ปานกลาง ควรแก่การทำความเพียร ; แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ ความเจ็บไข้ จะมาถึงร่างกายนี้, ก็คนที่เจ็บไข้ถูกพยาธิครอบงำแล้ว จะมนสิการถึงคำสอน ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๑๗/๗๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2069 ของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย ; และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าชัฏก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย. ก่อนที่สิ่งอันไม่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่า ชอบใจ (คือความเจ็บไข้) นั้นจะมาถึงเรา เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยัง ไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว แม้จะเจ็บไข้ ก็จักอยู่เป็นผาสุก" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นอนาคตภัยข้อที่สอง อันภิกษุผู้มองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว (๓) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ ข้าวกล้างามดี บิณฑะ (ก้อนข้าว) ได้ง่าย เป็นการสะดวกที่จะยังชีวิตให้เป็นไปด้วยความพยายาม แสวงหาบิณฑบาต ; แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ ภิกษาหายาก ข้าวกล้าเสียหาย บิณฑะ ได้ยาก ไม่เป็นการสะดวกที่จะยังชีวิตให้เป็นไปด้วยความพยายามแสวงหา บิณฑบาต, เมื่อภิกษาหายาก ที่ใดภิกษาหาง่าย คนทั้งหลายก็อพยพกันไป ที่นั้น, เมื่อเป็นเช่นนั้น ความอยู่คลุกคลีปะปนกันในหมู่คนก็จะมีขึ้น เมื่อมีการคลุกคลี ปะปนกันในหมู่คน จะมนสิการถึงคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้ สะดวกเลย ; และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัดซึ่งเป็นป่าชัฏก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย. ก่อนที่สิ่งอันไม่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือภิกษาหายาก) นั้นจะมาถึงเรา เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำ ให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว จักอยู่เป็นผาสุก แม้ในคราวที่เกิดทุพภิกขภัย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้เป็นอนาคตภัยข้อที่สาม อันภิกษุ ผู้มองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการ ทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำ ให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. (๔) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ คนทั้งหลาย สมัครสมานชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน เข้ากันได้ดุจดังนมผสมกับน้ำ มองแลกัน
น.2070 ด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่กัน เป็นอยู่ : แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ภัย คือโจร ป่ากำเริบ ชาวชนบทผู้ขึ้นอยู่ในอาณาจักรแตกกระจัดกระจายแยกย้ายกันไป, เมื่อ มีภัยเช่นนี้ ที่ใดปลอดภัย คนทั้งหลายก็อพยพกันไป ที่นั้น, เมื่อเป็นเช่นนั้น ความอยู่คลุกคลีปะปนกันในหมู่คนก็จะมีขึ้น เมื่อมีการอยู่คลุกคลีปะปนกันในหมู่ คน จะมนสิการถึงคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย ; และจะ เสพเสนาสนะอันเงียบสงัดซึ่งเป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่ายๆ เลย. ก่อนที่สิ่งอันไม่ ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือโจรภัย) นั้นจะมาถึงเรา เราจะรีบทำความ เพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว จักอยู่เป็นผาสุก แม้ในคราว ที่เกิดโจรภัย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้เป็นอนาคตภัยข้อที่สี่ อันภิกษุผู้มองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น อยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่ง ที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. (๕) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ สงฆ์สามัคคี ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุเทสเดียวกัน อยู่เป็นผาสุก ; แต่จะมีสักคราวหนึ่ง ที่ สงฆ์แตกกัน, เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว จะมนสิการถึงคำสอนของท่านผู้รู้ ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย ; และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัดซึ่งเป็น ป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่ายๆ เลย. ก่อนที่สิ่งอันไม่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือสงฆ์แตกกัน) นั้นจะมาถึงเรา เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ซึ่งเป็น สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว จักอยู่เป็นผาสุก แม้ในคราวเมื่อสงฆ์แตกกัน" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้เป็นอนาคตภัยข้อที่ห้า อันภิกษุผู้มองเห็น ควรแท้ที่จะเป็น ผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป,
น.2071 พื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เสียโดยเร็ว. ภิกษุ ท .! ภัยในอนาคต ๕ ประการเหล่านี้แล ซึ่งภิกษุผู้มองเห็นอยู่ ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น อยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่ง ที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ผู้อยู่ป่าชนะภัย ๕ อย่าง ๑ ภิกษุ ท! ภัยในอนาคตเหล่านี้ มีอยู่ ๕ ประการ ซึ่งภิกษุผู้อยู่ป่า มองเห็นอยู่ ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วใน การทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. ภัยในอนาคต ๕ ประการนั้น คืออะไรบ้างเล่า ? ห้าประการคือ :- (๑) ภิกษุผู้อยู่ป่าในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เรา อยู่ผู้เดียวในป่า งูพิษ หรือแมลงป่อง หรือตะขาบ จะพึงขบกัดเราผู้อยู่ผู้เดียว ในป่า, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมี แก่เรา, เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้เป็นภัยในอนาคต ข้อแรก อันภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๑๕/๗๗.
น.2072 มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว (๒) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เราอยู่ผู้เดียวในป่า ก็เมื่อเราอยู่ผู้เดียวในป่า เราจะพึงพลาดตกหกล้มบ้าง อาหาร ที่เราบริโภคแล้ว จะพึงเกิดเป็นพิษบ้าง น้ำดีของเรากำเริบบ้าง เสมหะของเรา กำเริบบ้าง ลมมีพิษดั่งศัสตราของเรากำเริบบ้าง, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้ เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เราจะรีบทำความเพียรเพื่อ ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้เป็นภัยในอนาคตข้อที่สอง อันภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น อยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว (๓) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เราอยู่ ผู้เดียวในป่า ก็เมื่อเราอยู่ผู้เดียวในป่า จะพึง มาร่วมทางกันด้วยสัตว์ทั้งหลาย มีสิงห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หรือเสือดาว, สัตว์ร้ายเหล่านั้นจะพึงปลิด ชีพเราเสีย, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะ พึงมีแก่เรา, เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยัง ไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้เป็นภัย ในอนาคตข้อที่สาม อันภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มี เพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว (๔) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เราอยู่ ผู้เดียวในป่า ก็เมื่อเราอยู่ผู้เดียวในป่า จะพึง มาร่วมทางกันด้วยพวกคนร้าย ซึ่ง ทำโจรกรรมมาแล้วหรือยังไม่ได้ทำ (แต่เตรียมการจะไปทำ) ก็ตาม, พวกคนร้าย
น.2073 หล่านั้นจะพึงปลิดชีพเราเสีย, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตราย อันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้ เป็นภัยในอนาคตข้อที่สี่ อันภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยัง ไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว (๕) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เราอยู่ ผู้เดียวในป่า พวกอมนุษย์ดุร้ายก็มีอยู่ในป่า พวกมันจะพึงปลิดชีพเราเสีย, กาล กิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เราจะรีบ ทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้เป็นภัยในอนาคตข้อที่ห้า อัน ภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่ง ไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยัง ไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว ภิกษุ ท .! ภัยในอนาคต ๕ ประการเหล่านี้แล ซึ่งภิกษุผู้อยู่ป่ามอง เห็นอยู่ ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการ ทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. ผู้หมดราคี ๑ ภิกษุ ท .! เครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง เป็นอย่างไรเล่า ? ๑. บาลี พระพุทธภาษิต วัตถูปมสูตร มู. ม. ๑๒/๖๔-๖๙/๙๓-๙๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.2074 ภิกษุ ท .! โลภะอันไม่สม่ำเสมอคืออภิชฌา เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้า- หมอง, พยาบาท เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง, ความโกรธ เป็นเครื่องทำจิต ให้เศร้าหมอง, ความผูกโกรธ เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง, ความลบหลู่คุณท่าน เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง, ความตีตนเสมอท่าน เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้า- หมอง, ความริษยา เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง, ความตระหนี่ เป็นเครื่อง ทำจิตให้เศร้าหมอง, ความมายา เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง, ความอวดตน เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง, ความหัวดื้อ เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง, ความบิดพลิ้ว เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง, ความมานะ เป็นเครื่องทำจิต ให้เศร้าหมอง, ความดูหมิ่นท่าน เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง, ความมัวเมา เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง, ความประมาท เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง. ภิกษุ ท .! ภิกษุรู้ชัดว่า "โลภะอันไม่สม่ำเสมอคือ อภิชฌา เป็นเครื่อง ทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว เธอก็ละโลภะอันไม่สม่ำเสมอคืออภิชฌา ที่เป็น เครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า “พยาบาท เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละพยาบาท ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า "ความโกรธ เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความโกรธ ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า “ความผูกโกรธ เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความผูกโกรธ ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า “ความลบหลู่คุณท่าน เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้ แล้ว ก็ละความลบหลู่คุณท่าน ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย.
น.2075 ธอรู้ชัดว่า "ความตีตนเสมอท่าน เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้ แล้ว ก็ละความตีตนเสมอท่าน ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า “ความริษยา เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความริษยา ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า "ความตระหนี่ เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความตระหนี่ ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า “ความมายา เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความมายา ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า "ความอวดตน เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความอวดตน ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า "ความหัวดื้อ เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความหัวดื้อ ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า "ความบิดพลิ้ว เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความบิดพลิ้ว ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า "ความมานะ เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความมานะ ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า “ความดูหมื่นท่าน เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้ แล้ว ก็ละความดูหมิ่นท่าน ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า "ความมัวเมา เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความมัวเมา ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. เธอรู้ชัดว่า “ความประมาท เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว ก็ละความประมาท ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมองเสีย. ภิกษุ ท .! ในกาลใด เมื่อภิกษุรู้ชัดว่า “โลภะอันไม่สม่ำเสมอคือ อภิชฌา เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว โลภะอันไม่สม่ำเสมอคือ
น.2076 อภิชฌา ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง ก็เป็นสิ่งที่เธอละได้แล้ว ; อนึ่ง เมื่อเธอรู้ชัด (แต่ละอย่าง ๆ) ว่า "พยาบาท, ความโกรธ, ความผูกโกรธ, ความลบหลู่คุณท่าน, ความตีตนเสมอท่าน, ความริษยา, ความตระหนี่, ความ มายา, ความอวดตน, ความหัวดื้อ, ความบิดพลิ้ว, ความมานะ, ความดูหมื่นท่าน, ความมัวเมา, ความประมาท, (แต่ละอย่างๆ) เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง" ดังนี้แล้ว พยาบาท,ฯลฯ ความประมาท, ที่เป็นเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง ก็เป็น สิ่งที่เธอละได้แล้ว ; ในกาลนั้น ภิกษุนั้น เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความ เลื่อมใสที่หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้าว่า "เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มี พระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย วิชชาและข้อปฏิบัติให้ได้วิชชา, เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง, เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า, เป็นครูผู้สอนของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย, เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยธรรม, เป็นผู้มีความจำเริญจำแนก ธรรมสั่งสอนสัตว์" ดังนี้. เธอเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสที่หยั่ง ลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระธรรมว่า "ธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ ดีแล้ว, เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และ ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด, เป็นสิ่งที่ ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว, เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน" ดังนี้. เธอเป็นผู้ประกอบ พร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสที่หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระสงฆ์ว่า "สงฆ์สาวก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรม เป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติ สมควรแล้ว ; ซึ่งได้แก่คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ. นั่นแหละ คือสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา,
น.2077 ป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ, เป็นสงฆ์ควรรับทักษิณาทาน, เป็น สงฆ์ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี, เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เพราะเหตุที่ ภิกษุนั้นสละกิเลสได้แล้ว, คายเสียแล้ว, พันไปแล้ว, ละได้แล้ว, สลัดทิ้งเสียแล้ว; เธอจึงได้ความรู้แจ้งอรรถ ได้ความรู้ แจ้งธรรม ว่า "เรา เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสที่หยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า, ในพระธรรม, ในพระสงฆ์" ดังนี้; แต่นั้น เธอย่อมได้ความปราโมทย์ที่ประกอบด้วยธรรม, เมื่อเธอมีความปราโมทย์แล้ว ปีติ ก็บังเกิดขึ้น, เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติ กาย ก็สงบระงับ, ภิกษุผู้มีกายสงบ ระงับแล้ว ย่อมได้เสวยความสุข, เมื่อเธอมีความสุข จิต ย่อมตั้งมั่น ภิกษุ ท .! ก็เพราะเหตุที่ ภิกษุได้ความรู้แจ้งอรรถ ได้ความรู้แจ้งธรรม ว่า "กิเลสอันเราสละได้แล้ว, คายเสียแล้ว, พ้นไปแล้ว, ละได้แล้ว, สลัดทิ้งเสีย แล้ว" ดังนี้ : เธอย่อมได้ความปราโมทย์ที่ประกอบด้วยธรรม, เมื่อเธอมีความ ปราโมทย์แล้ว ปีติ ก็บังเกิดขึ้น, เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติ กาย ก็สงบระงับ, ภิกษุผู้มีกายสงบระงับแล้ว ย่อมได้เสวยความสุข, เมื่อเธอมีความสุข จิต ย่อม ตั้งมั่น. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้น มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ แม้หากว่าจะบริโภคบิณฑบาตแห่งข้าวสาลี อันขาวสะอาดปราศจากเม็ดที่มีสีดำ มีแกงและกับมากอย่างไซร้, การบริโภคนั้น ก็ไม่เป็นอันตรายแก่เธอ (ไม่ทำ เธอให้เศร้าหมอง), ภิกษุ ท .! ผ้าอันเศร้าหมองต้องมลทินแล้ว มาถึง น้ำอันใสสะอาด ย่อมเป็นผ้าบริสุทธิ์ขาวสะอาด, หรือ ทองที่มาถึงปากเบ้า ก็เป็นทองบริสุทธิ์ผ่องใส. ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้มีศีล
น.2078 อย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ แม้หากว่าจะบริโภคบิณฑบาต แห่งข้าวสาลีอันขาวสะอาดปราศจากเม็ดมีสีดำ มีแกงและกับมากอย่างไซร้, การ บริโภคนั้น ก็ไม่เป็นอันตรายแก่เธอ (ไม่ทำเธอให้เศร้าหมอง), ฉันนั้น เหมือนกัน. ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้น มีจิตอันประกอบด้วยเมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา, แผ่ไปยังทิศ ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่ และทิศเบื้องบน เบื้องต่ำ และด้านขวาง และแผ่ไปยังโลกทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง ด้วยจิตที่ประกอบพร้อมด้วย เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา ชนิดที่ไพบูลย์ ถึงความเป็นจิตใหญ่ หา ประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท เป็นอยู่. เธอย่อมรู้ชัดว่า "สิ่งนี้ มีอยู่, สิ่งที่เลว มีอยู่, สิ่งที่ประณีต มีอยู่. สิ่งที่เป็นอุบายเครื่องออกไปพันแห่งสัญญานี้ ที่ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่” ๑ ดังนี้. เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้อยู่ จิต ก็ย่อมหลุดพ้น ไปจากอาสวะ คือ กาม ภพ และอวิชชา ; เมื่อจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายแล้ว ก็มี ญาณ ว่า "หลุดพ้นได้แล้ว" ดังนี้, เธอก็ย่อมรู้ชัดว่า "ชาติ สิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็น อย่างนี้มิได้มีอีก" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า "ผู้อาบแล้ว สนานแล้ว ด้วยเครื่องอาบ เครื่องสนานอันมีในภายใน" ดังนี้แล. คนในบัญชี ๒ ภิกษุ ท .! ก็ภิกษุเหล่าใด เป็นคนไม่หลอกลวง ไม่พูดพล่าม ๑. หมายถึง อริยสัจจ์สี่ : สิ่งนี้ = ทุกข์, สิ่งที่เลว = สมุทัย, สิ่งที่ประณีต = นิโรธ, อุบาย เครื่องออก = มรรค. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๔/๒๖.
น.2079 ฉลาด ไม่เป็นคนกระด้าง มีใจเป็นสมาธิดี ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่านั้น เป็น คนของเรา. ภิกษุ ท .! ก็ภิกษุเหล่านั้น ไม่ได้ออกไปนอกธรรมวินัยนี้ และ พวกเธอ จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ แล. คนไม่แหวกแนว ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้เป็นที่เชื่อถือของมหาชนทั่วไป เมื่อมีการกระทำ สามอย่างนี้เข้าแล้ว, จะชื่อว่า เป็นผู้ทำมหาชนให้ได้รับประโยชน์ ทำมหาชนให้ได้ รับความสุข ทำไปเพื่อความเจริญแก่มหาชน เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เป็นไป เพื่อความสุข ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. การกระทำสามอย่างอะไรบ้างเล่า ? สามอย่าง คือ : - (๑) ทำการชักชวนมหาชนในการกระทำทางกาย อันเข้ารูปกับหลัก เกณฑ์แห่งการทำที่สุดทุกข์ในพระศาสนา. (๒) ทำการชักชวนมหาชนในการกระทำทางวาจา อันเข้ารูปกับหลัก เกณฑ์แห่งการทำที่สุดทุกข์ในพระศาสนา. (๓) ทำการชักชวนมหาชนในการบำเพ็ญทางจิต อันเข้ารูปกับหลัก เกณฑ์แห่งการทำที่สุดทุกข์ในพระศาสนา. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้เป็นที่เชื่อถือของมหาชนทั่วไป เมื่อมีการกระทำ สามอย่างเหล่านี้เข้าแล้ว, ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำมหาชนให้ได้รับประโยชน์ ทำมหาชน ให้ได้รับความสุข ทำไปเพื่อความเจริญแก่มหาชน เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เป็นไปเพื่อความสุข ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๑๓๔/๔๕๐.
น.2080 คนไม่ทิ้งธรรม ๑ ภิกษุ ท .! ในทิศใด พวกภิกษุ มีความพร้อมเพรียงกัน มีความ บันเทิงต่อกันและกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เข้ากันและกันได้สนิทเหมือน น้ำนมกับน้ำ มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรักอยู่; ภิกษุ ท .! ทิศนั้น เป็นที่ผาสุกแก่เรา แม้ต้องเดินไป (อย่างเหน็ดเหนื่อย) จะป่วย กล่าวไปไยถึงการที่เพียงแต่นึกถึง. ในกรณีนี้ เราเชื่อแน่แก่ใจว่า เป็นเพราะ ภิกษุเหล่านั้น ได้ละทิ้งธรรมสามอย่างเสียแล้ว และพากันมาถือกระทำให้มาก ในธรรมสามอย่าง. ธรรมสามอย่างอะไรบ้างเล่าที่เธอละทิ้งเสียแล้ว ? สามอย่าง คือ: - (๑) ความตรึกในทางกาม, (๒) ความตรึกในทางมุ่งร้าย, (๓) ความตรึกที่ก่อให้เกิดความลำบากแก่ผู้อื่น. ธรรมสามอย่าง เหล่านี้แล ที่พวกภิกษุเหล่านั้น ละทิ้งเสียแล้ว. ก็ธรรมอีกสามอย่างอะไรบ้างเล่า ที่พวกภิกษุเหล่านั้นพากันมาถือ กระทำเพิ่มพูนให้มาก ? สามอย่างคือ :- (๑) ความตรึกในการหลีกออกจากความพัวพันในกาม, (๒) ความตรึกในการทำความไม่มุ่งร้าย, (๓) ความตรึกในการไม่ทำคนอื่นให้ลำบาก. ธรรมสามอย่างเหล่านี้แล ที่พวกภิกษุเหล่านั้นพากันมาถือ กระทำเพิ่มพูนให้มาก ภิกษุ ท .! ในทิศใด พวกภิกษุ มีความพร้อมเพรียงกัน มีความบันเทิง ต่อกันและกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เข้ากันและกันได้สนิทเหมือนน้ำนมกับน้ำ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๕๕/๕๖๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2081 มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรักอยู่ ; ภิกษุ ท .! ทิศนั้น เป็นที่ผาสุก แก่เรา แม้ต้องเดินไป (อย่างเหน็ดเหนื่อย) จะป่วยกล่าวไปไยถึงการที่เพียงแต่ นึกถึง. ในกรณีนี้ เราเชื่อแน่แก่ใจว่า เป็นเพราะพวกภิกษุเหล่านั้น ได้ละทิ้ง ธรรมสามอย่างเหล่าโน้นเสียแล้ว และพากันมาถือ กระทำให้มากในธรรม สามอย่างเหล่านี้แทน. คืนวันที่มีแต่ "ความสว่าง" ๑ ภิกษุ ท .! คืนวันของภิกษุ ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหกอย่างแล้ว ย่อมผ่านไปโดยหวังได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความ เสื่อมมิได้. หกอย่างอะไรบ้างเล่า ? หกอย่างคือ ภิกษุในกรณีนี้ :- (๑) ไม่มีความต้องการมาก จึงไม่เป็นทุกข์ เพราะรู้จักพอในเรื่อง จีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการ. (๒) เป็นคนมีศรัทธา. (๓) เป็นคนมีศีล. (๔) เป็นคนปรารภความเพียร. (๕) เป็นคนมีสติ. (๖) เป็นคนมีปัญญา. ภิกษุ ท .! คืนวันของภิกษุที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหกอย่างเหล่านี้ แล้ว ย่อมผ่านไป โดยหวังได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้เลย. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๓/๓๕๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2082 ผู้ไม่ถูกตรึง ๑ ภิกษุ ท. ! ตะปูตรึงใจ ๕ ตัว เป็นสิ่งที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งละได้แล้ว ภิกษุรูปนั้น จักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. ข้อนี้เป็น ฐานะที่มีได้เป็นได้. ภิกษุ ท. ! ตะปูตรึงใจ ๕ ตัว เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมมิได้สงสัย เคลือบแคลง, ย่อมปลงใจเชื่อ ย่อม เลื่อมใส ในพระศาสดา. " ภิกษุใดเป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้นย่อมน้อมไป เพื่อความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส เพื่อความเพียรทำให้เนื่อง ๆ เพื่อความเพียร อันติดต่อเนื่องกัน และเพื่อความเพียรอันเป็นหลักมั่นคง. จิตของผู้ใด ย่อม น้อมไปในความเพียร ดังกล่าวนี้, นั่นแหละ เป็นตะปูตรึงใจตัวแรกที่เธอนั้น ละได้แล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุ ย่อมมิได้สงสัย เคลือบแคลง, ย่อม ปลงใจเชื่อ ย่อมเลื่อมใส ในธรรม. ... ฯลฯ ... นั่นแหละ เป็นตะปูตรึงใจ ตัวที่สอง ที่เธอนั้นละได้แล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุ ย่อมมิได้สงสัย เคลือบแคลง, ย่อม ปลงใจเชื่อ ย่อมเลื่อมใส ในพระสงฆ์. ... ฯลฯ ... นั่นแหละ เป็นตะปูตรึงใจ ตัวที่สาม ที่เธอนั้นละได้แล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุ ท. ! อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุ ย่อมมิได้สงสัย เคลือบแคลง, ย่อม ปลงใจเชื่อ ย่อมเลื่อมใส ในไตรสิกขา. ... ฯลฯ ... นั่นแหละ เป็นตะปูตรึงใจ ตัวที่สี่ ที่เธอนั้นละได้แล้ว ด้วยอาการอย่างนี้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต เจโตขีลสูตร มู. ม. ๑๒/๒๐๘/๒๓๐, ๒๓๑.
น.2083 ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุ ไม่ครุ่นโกรธในเพื่อนผู้ประพฤติ พรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ไม่ทำความไม่ชอบใจ มิได้มีจิตถูกโทสะกระทบ กระทั่ง มิได้เกิดเป็นตะปูตรึงใจ. ภิกษุใดเป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อม น้อมไป เพื่อความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส เพื่อความเพียรทำให้เนื่อง ๆ เพื่อ ความเพียรอันติดต่อเนื่องกัน และเพื่อความเพียรอันเป็นหลักมั่นคง. จิตของ ผู้ใด ย่อมน้อมไปในความเพียร ดังกล่าวนี้, นั่นแหละ เป็นตะปูตรึงใจตัวที่ห้า ที่เธอนั้นละได้แล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุ ท .! ตะปูตรึงใจ ๕ ตัวเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งละ ได้แล้ว; ภิกษุรูปนั้น จักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้ แล. ผู้รอดจากการสึก ๑ ภิกษุ! เป็นอย่างนั้นแหละ, ข้อที่ร่างกายเกิดหนักตัวขึ้น, ทิศทั้งหลาย ไม่กระจ่าง, ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง, ถีนมิทธะเข้าจับจิต, ฝืนใจประพฤติ พรหมจรรย์, มีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย ; อาการเหล่านี้ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย, ไม่รู้ประมาณในการบริโภค, ไม่ประกอบ ชาคริยธรรมเนือง ๆ, ไม่เห็นแจ้งในธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, ไม่ขวนขวายบำเพ็ญ โพธิปักขียธรรมภาวนา ตลอดราตรีเป็นเบื้องต้นและราตรีเป็นเบื้องปลาย. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๗๙/๕๖, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเกิดหนักเนื้อตัว ขึ้น เพราะถูกนิวรณ์ครอบงำ ผืนใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ จนต้องไปกราบเรียนพระอุปัชฌายะให้ทราบ เรื่อง, ท่านจึงพาเข้าไปเฝ้า และได้รับคำแนะนำดังเรื่องนี้.
น.2084 ภิกษุ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ เธอ พึงสำเหนียกใจไว้ว่า “เราจัก เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย, เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค, จักประกอบ ชาคริยธรรมเนือง ๆ, เป็นผู้เห็นแจ้งในธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, จักเป็นผู้ ขวนขวายบำเพ็ญโพธิปักขิยธรรมภาวนาตลอดราตรีเป็นเบื้องต้น และราตรีเป็น เบื้องปลาย" ดังนี้. ภิกษุ ! เธอพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้ ภิกษุรูปนั้น น้อมรับเอาโอวาทอันนี้ หลีกออกจากหมู่ อยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท เพียรเผา กิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น. ในที่สุด ก็ถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว. ผู้เปรียบด้วยการไม่ถูก "แมลงวันตอม" ๑ ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุเดินอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม นั่งอยู่ก็ตาม นอน อยู่ก็ตาม, .ถ้าเธอ เกิดครุ่นคิดอยู่ด้วยความครุ่นคิดในทางกาม ก็ดี เกิดความ ครุ่นคิดอยู่ด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น ก็ดี เกิดความครุ่นคิดอยู่ด้วยความ ครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบาก ก็ดี ขึ้น, ภิกษุนั้น ไม่รับเอาความครุ่นคิดเช่น นั้นๆ ไว้ ละทิ้งเสีย ถ่ายถอนออกเสีย ทำให้สิ้นสุดเสีย ถึงความไม่มีอะไร เหลืออยู่ : ภิกษุผู้เป็นเช่นนี้ แม้เดินอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม นั่งอยู่ก็ตาม นอนอยู่ก็ตาม เราเรียกว่า ผู้ทำความเพียรเผากิเลส ผู้กลัวต่อความเป็นทาสของ กิเลส เป็นผู้ปรารภความเพียร ติดต่อสม่ำเสมอ และเป็นผู้มีตนส่งไปแล้วใน การกระทำเช่นนั้น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗/๑๑.
น.2085 (อีกสูตรหนึ่ง) ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ละองค์ห้าได้แล้ว และ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์ห้า เราเรียกว่า "ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น, ๒ ผู้อยู่จบพรหมจรรย์, เป็นยอดบุรุษ" ในธรรมวินัยนี้. ภิกษุ ท.! ภิกษุเป็นผู้ละองค์ห้าได้แล้ว เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! กามฉันทะเป็นสิ่งที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละได้แล้ว, พยาบาท ก็เป็นสิ่งที่เธอละ ได้แล้ว, ถีนมิทธะ ก็เป็นสิ่งที่เธอละได้แล้ว, อุทธัจจกุกกุจจะ ก็เป็นสิ่งที่เธอ ละได้แล้ว, วิจิกิจฉา ก็เป็นสิ่งที่เธอละได้แล้ว. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่า เป็นผู้ละองค์ห้าได้แล้ว ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์ห้า เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยกองศีลอันเป็นอเสขะ, เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยกองสมาธิอันเป็นอเสขะ, เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยกอง ปัญญาอันเป็นอเสขะ, เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยกองวิมุตติอันเป็นอเสขะ, เป็นผู้ ประกอบพร้อมด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นอเสขะ. ภิกษุ ท.! ภิกษุ อย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์ห้า ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้ละองค์ห้าได้แล้ว และผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์ห้า เราเรียกว่า "ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น, ๒ ผู้อยู่จบพรหมจรรย์, เป็น ยอดบุรุษ" ในธรรมวินัยนี้ ฉะนี้แล. หมวดที่สิบสาม จบ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทสก. อํ. ๒๔/๑๗/๑๒. ๒. ผู้มีคุณธรรมข้อนี้ เข้าใจว่า เรียกกันโดยศัพท์เดิม คือ เกวลี, หรือเกพลี, โดยไม่ต้อง แปลออกมา, ทำนองเดียวกับคำพิเศษอื่น ๆ เช่นคำว่า ภควา, อรหันต์ ฯลฯ.
น.2086 ผู้ชี้ชวนวิงวอน ! ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ภิกษุ ท. ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺชมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ภิกษุ ท. ! นั้น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. (สหายตนวคฺค สํ. ๑๘/๔๔๑/๖๗๔) ๓๓๕
Buddhadasa