น.2011 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๒ ว่าด้วย การเป็นอยู่ชอบ ๑. ผู้รู้เท่าทันลาภสักการะ ๒๒. จุดประสงค์ของพรหมจรรย์ ๒. ผู้รู้จักอันตรายของทิฏฐธรรมสุข ๒๓. เครื่องประดับของพรหมจรรย์ ๓. ผู้ควรปลีกตัวออกจากหมู่ได้ ๒๔. ผลของพรหมจรรย์ที่แยบคาย ๔. ผู้ทน่าน่าเคารพ ๒๕. โพธิปักขิยธรรม ๕. ผู้ทน่าน่ารัก ๒๖. สติปัฏฐานที่เอียงไปนิพพาน ๖. ภิกษุที่ดี ๒๗. สัมมัปปธานที่เอียงไปนิพพาน ๒๘. อิทธิบาทที่เอียงไปนิพพาน ๗. การเป็นอยู่อย่างบรรพชิต ๒๙. อินทรีย์ที่เอียงไปนิพพาน ๘. ผู้เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยเจ้า ๓๐. พละที่เอียงไปนิพพาน ๙. ผู้อยู่ด้วยเครื่องอยู่แบบพระอริยเจ้า ๓๑. โพชฌงค์ที่เอียงไปนิพพาน ๑๐. ผู้ระลึกถึงธรรมที่ควรระลึกตลอดชีวิต ๓๒. อัฏฐังคิกมรรคที่เอียงไปนิพพาน ๑๑. ผู้สอบทานตัวเอง ๓๓. เชิงรองของจิต ๓๔. อริยสัมมาสมาธิ ๓๕. โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ๑๒. ธรรมทายาท ๑๓. ฉันอาหารวันละหนเดียว ๑๔. หลังอาหารแล้วภาวนา ๓๖. หมู่ซึ่งอยู่เป็นผาสุก ๑๕. ผู้ขึงสายพิณพอเหมาะ ๓๗. ผู้มีธรรมเครื่องอยู่ผาสุก ๑๖. ผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง ๓๘. ภิกษุเก่าคอยช่วยภิกษุใหม่ ๑๗. ผู้ไม่ประมาทในความตายแท้จริง ๓๙. การเป็นอยู่ที่ไม่เสื่อม แบบ ๑ ๑๘. ทางรอดสำหรับภิกษุไข้ ๔๐. การเป็นอยู่ที่ไม่เสื่อม แบบ ๒ ๑๙. ผู้อยู่ใกล้นิพพาน ๔๑. การเป็นอยู่ที่ไม่เสื่อม แบบ ๓ ๒๐. ผู้จักทำนิพพานให้แจ้ง ๔๒. การเป็นอยู่ที่ไม่เสื่อม แบบ ๔ ๒๑. ผู้เป็นอยู่ถูกพระพุทธธยาศัย ๔๓. การเป็นอยู่ที่ไม่เสื่อม แบบ ๕ ๒๕๘
น.2012 (ก. เกี่ยวกับลาภสักการะ ๖ เรื่อง) ผู้รู้เท่าทันลาภสักการะ ๑ ภิกษุ ท. ! ลาภสักการะและเสียงเยินยอ เป็นอันตรายที่ทารุณ แสบ เผ็ด หยาบคาย ต่อการบรรลุพระนิพพานอันเป็นธรรมเกษมจากโยคะไม่มีธรรม อื่นยิ่งกว่า ภิกษุ ท .! สมณพราหมณ์พวกใด รู้จักความเป็นสิ่งยวนใจ รู้จักโทษ อันต่ำทราม รู้จักอุบายเป็นทางพ้น ในกรณีอันเกี่ยวกับลาภสักการะและเสียง เยินยอ ตรงตามที่เป็นจริง ; สมณพราหมณ์พวกนั้น ย่อมกระทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ในธรรมอันสงบได้ ภิกษุ ท .! สมณพราหมณ์พวกใด รู้จักมูลฐานเป็นที่ตั้งขึ้น รู้จักความ ดับไม่เหลือ รู้จักความเป็นสิ่งยวนใจ รู้จักโทษอันต่ำทราม รู้จักอุบายเป็นทางพ้น ในกรณีอันเกี่ยวกับลาภสักการะและเสียงเยินยอ ตรงตามที่เป็นจริง; สมณ- พราหมณ์พวกนั้น ย่อมกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ใน ธรรมอันสงบได้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๒๗๘/๕๗๓, ๕๗๕,๕๗๖. ๒๕๙
น.2013 สมณพราหมณ์พวกใด รู้จักลาภสักการะและเสียงเยินยอ รู้จักมูลฐานเป็นที่ตั้งขึ้นแห่งลาภสักการะและเสียงเยินยอ รู้จักความดับสนิท แห่งลาภสักการะและเสียงเยินยอ รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งลาภ สักการะและเสียงเยินยอ; สมณพราหมณ์พวกนั้น ย่อมกระทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ในธรรมอันสงบได้. ผู้รู้จักอันตรายของทิฏฐธรรมสุข ๑ ภิกษุ ท. ! ลาภสักการะและเสียงเยินยอ เป็นอันตรายที่ทารุณ แสบเผ็ด หยาบคาย ต่อการบรรลุพระนิพพานอันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรมอื่น ยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! เรากล่าว ลาภสักการะและเสียงเยินยอ ว่าเป็นอันตราย แม้แก่ภิกษุผู้เป็นอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว ดังนี้. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้, ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามขึ้นว่า “ลาภสักการะและ เสียงเยินยอ เป็นอันตรายแก่ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว ชนิดไรเล่า พระเจ้าข้า ?" ดังนี้. อานนท์ ! เราหาได้กล่าวลาภสักการะและเสียงเยินยอ ว่าเป็นอันตราย ต่อเจโตวิมุตติอันไม่กลับกำเริบแล้ว ไม่. อานนท์ ! แต่ เรากล่าวลาภสักการะ และเสียงเยินยอ ว่าเป็นอันตราย ต่อการอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมนี้ ซึ่งภิกษุผู้อยู่ ด้วยความไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในธรรมเครื่องสงบ, ได้ลุถึงแล้ว. อานนท์! ลาภสักการะและเสียงเยินยอเป็นอันตรายที่ทารุณ แสบเผ็ด หยาบคาย ต่อการบรรลุพระนิพพานอันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ด้วยอาการอย่างนี้ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๒๘๐/๕๘๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.2014 อานนท์ ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักไม่เยื่อใยในลาภสักการะและเสียงเยินยอที่เกิดขึ้น. อนึ่ง ลาภสักการะและเสียงเยินยอที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องไม่มาห่อหุ้มอยู่ที่จิตของเรา" ดังนี้. อานนท์ ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. ผู้ควรปลีกตัวออกจากหมู่ได้ ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยธรรมห้าอย่างแล้ว สมควรที่จะให้ ปลีกตัวออกจากหมู่สงฆ์ได้. ธรรมห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่าง คือ ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ : (๑) เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้. (๒) เป็นผู้สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้. (๓) เป็นผู้สันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้. (๔) เป็นผู้สันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริการตามมีตามได้. (๕) เป็นผู้มากด้วยความคิดในการออกจากกาม. ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยธรรมห้าอย่างเหล่านี้แล สมควร ที่จะให้ปลีกตัวออกจากหมู่สงฆ์ได้. ผู้ที่น่าเคารพ ๒ ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยธรรมเจ็ดอย่างแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่ น่ารัก น่าพอใจ น่าเคารพ น่าสรรเสริญ ของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๔/๑๒๗. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๑/๑.
น.2015 ธรรมเจ็ดอย่างอะไรบ้างเล่า ? เจ็ดอย่าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ : (๑) เป็นผู้ไม่ต้องการลาภ. (๒) เป็นผู้ไม่ต้องการสักการะ. (๓) เป็นผู้ไม่ต้องการทำตัวให้เด่น. (๔) เป็นผู้มีความละอาย (ต่อการเป็นทาสกิเลส). (๕) เป็นผู้มีความกลัว (ต่อการเป็นทาสกิเลส). (๖) เป็นผู้มีความต้องการน้อย. (๓) เป็นผู้มีความเห็นถูกต้องตามคลองธรรม. ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยธรรมเจ็ดอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อม เป็นผู้ที่น่ารัก น่าพอใจ น่าเคารพ น่าสรรเสริญ ของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยกันแล. ผู้ที่น่ารัก ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยธรรมแปดอย่างแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่ น่ารัก น่าพอใจ น่าเคารพ น่าสรรเสริญ ของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยกัน. ธรรมแปดอย่างอะไรบ้างเล่า ? แปดอย่าง คือ :- (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ต้องการลาภ. (๒) เป็นผู้ไม่ต้องการสักการะ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๑๕๘/๙๔.
น.2016 (๓) เป็นผู้ไม่ต้องการทำตัวให้เด่น. (๔) เป็นผู้รู้จักกาล. (๕) เป็นผู้รู้จักประมาณ. (๖) เป็นคนใจสะอาด. (๗) ไม่เป็นคนพูดมาก. (๘) ไม่เป็นคนมักด่าว่าร้ายเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน. ภิกษุ ท. ! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยธรรมแปดอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็น ผู้ที่น่ารัก น่าพอใจ น่าเคารพ น่าสรรเสริญ ของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยกันแล. ภิกษุที่ดี ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุที่ดี : (๑) พึงทำตนให้อยู่เหนือ ๒ ลาภ ที่เกิดขึ้น. (๒) พึงทำตนให้อยู่เหนือ ความเสื่อมลาภ ที่เกิดขึ้น (๓) พึงทำตนให้อยู่เหนือ ยศ ที่เกิดขึ้น. (๔) พึงทำตนให้อยู่เหนือ ความเสื่อมยศ ที่เกิดขึ้น. (๕) พึงทำตนให้อยู่เหนือ สักการะ ที่เกิดขึ้น. (๖) พึงทำตนให้อยู่เหนือ ความเสื่อมสักการะ ที่เกิดขึ้น (๗) พึงทำตนให้อยู่เหนือ ความปรารถนาที่เลวทราม ที่เกิดขึ้น. (๘) พึงทำตนให้อยู่เหนือ ความได้เพื่อนไม่ดี ที่เกิดขึ้น. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต. อฏฐก. อํ. ๒๓/๑๖๓/๙๗. ๒. คำว่า "อยู่เหนือ" ในที่นี้ หมายถึงการไม่ยอมให้สิ่งนั้น ๆ ครอบงำจิต จนกิเลสหรือ ความทุกข์เกิดขึ้น.
น.2017 เพราะอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์อะไร จึงต้องทำเช่นนั้น ? เพราะว่า เมื่อภิกษุไม่ทำเช่นนั้น อาสวะทั้งหลายที่เป็นเครื่องทำลายล้างและทำ ความเร่าร้อน จะพึงเกิดขึ้นแก่เธอ. แต่เมื่อภิกษุทำตนให้อยู่เหนือลาภ (เป็นต้น) ที่เกิดขึ้นหรือมีมาแล้ว อาสวะทั้งหลายที่เป็นเครื่องทำลายล้างและทำความเร่าร้อน ย่อมไม่เกิดแก่เธอได้. ภิกษุ ท .! เพราะอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์เหล่านี้แล ภิกษุจึงต้องทำเช่นนั้น. ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักทำตนให้อยู่เหนือลาภ เหนือความเสื่อมลาภ เหนือยศ เหนือความเสื่อมยศ เหนือสักการะ เหนือความเสื่อมสักการะ เหนือความ ปรารถนาที่เลวทราม เหนือความมีเพื่อนไม่ดี ที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ" ดังนี้. ภิกษุ ท .! พวกเธอพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. (ข. เกี่ยวกับธรรมเนียมการเป็นอยู่ของพระอริยเจ้า ๕ เรื่อง) การเป็นอยู่อย่างบรรพชิต ๑ ภิกษุ ท .! เราอนุญาตให้ผู้ทำการให้อุปสมบท พึงบอกนิสสัยสี่ (แก่ ผู้อุปสมบทแล้ว) ดังนี้ว่า :- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาขันธกะ มหา. วิ. ๔/๑๐๖/๘๗.
น.2018 "การบรรพชา อาศัยการบริโภคคำข้าวที่หาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง ; เธอ พึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้น ตลอดชีวิต. ลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษที่พึงรับได้ คือ อาหารที่ถวายสงฆ์, อาหารที่เฉพาะสงฆ์, การนิมนต์เพื่อฉันอาหาร, อาหาร ที่ถวายตามสลาก, อาหารที่ถวายในปักษ์, อาหารที่ถวายในวันอุโบสถ และอาหาร ที่ถวายในวันขึ้นหรือแรมหนึ่งค่ำ “การบรรพชา อาศัย (การนุ่งห่ม) ผ้าบังสุกุลจีวร ; เธอพึงทำความ อุตสาหะในสิ่งนั้น ตลอดชีวิต. ลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษที่พึงรับได้ คือ ผ้า เปลือกไม้, ผ้าฝ้าย, ผ้าไหม, ผ้าขนสัตว์, ผ้าป่าน และผ้าแกมกันหลายอย่าง. “การบรรพชา อาศัยโคนต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัย ; เธอพึงทำความ อุตสาหะในสิ่งนั้น ตลอดชีวิต. ลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษที่พึงรับได้ คือ วิหาร, เรือนมุงแถบเดียว, เรือนชั้น, เรือนโล้น และถ้ำ. “การบรรพชา อาศัยยาอันประกอบขึ้นด้วยมูตรเน่า ; เธอพึงทำ ความอุตสาหะในสิ่งนั้น ตลอดชีวิต. ลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษที่พึงรับได้ คือ เนยใส, เนยขัน, น้ำมัน, น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย" ดังนี้. ผู้เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยเจ้า ๑ ภิกษุ ท. ! อริยวงศ์ (ธรรมที่เป็นเชื้อสายของพระอริยเจ้า) สี่อย่าง เหล่านี้ ปรากฏว่า เป็นธรรมอันเลิศ ยั่งยืน เป็นแบบแผนมาแต่ก่อน ไม่ ถูกทอดทิ้งแล้ว ไม่เคยถูกทอดทิ้งเลย ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ จักไม่ถูกทอดทิ้ง ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๕/๒๘.
น.2019 เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้รู้ไม่คัดค้านแล้ว. อริยวงศ์สี่อย่าง อะไรบ้างเล่า ? สี่อย่างคือ : - (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ และ เป็นผู้สรรเสริญความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้, ไม่ทำอเนสนา (การแสวงหา ไม่สมควร) เพราะจีวรเป็นเหตุ, ไม่ได้จีวรก็ไม่ทุรนทุราย, ได้จีวรแล้วก็ไม่ยินดี เมาหมกพัวพัน, เห็นส่วนที่เป็นโทษแห่งสังสารวัฏฏ์, มีปัญญาในอุบายที่จะถอน ตัวออกอยู่เสมอ, นุ่งห่มจีวรนั้น. อนึ่ง ไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษ ด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น. ก็ภิกษุใดเป็นผู้ฉลาด ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่น ในความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น เราเรียกภิกษุนี้ว่า ผู้สถิตอยู่ ในอริยวงศ์ อันปรากฏว่าเป็นธรรมเลิศมาแต่เก่าก่อน. (๒) อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ และเป็นผู้สรรเสริญความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้, ไม่ทำอเนสนา (การ แสวงหาไม่สมควร) เพราะบิณฑบาตเป็นเหตุ, ไม่ได้บิณฑบาตก็ไม่ทุรนทุราย, ได้บิณฑบาตแล้วก็ไม่ยินดีเมาหมกพัวพัน, เห็นส่วนที่เป็นโทษแห่งสังสารวัฏฏ์, มีปัญญาในอุบายที่จะถอนตัวออกอยู่เสมอ, บริโภคบิณฑบาตนั้น. อนึ่ง ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้นั้น. ก็ภิกษุใดเป็นผู้ ฉลาด ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่น ในความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมี ตามได้นั้น เราเรียกภิกษุนี้ว่า ผู้สถิตอยู่ในอริยวงศ์ อันปรากฏว่าเป็นธรรมเลิศ มาแต่เก่าก่อน. (๓) อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุเป็น ผู้สันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ และเป็นผู้สรรเสริญความสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้, ไม่ทำอเนสนา (การแสวงหาไม่สมควร) เพราะเสนาสนะเป็นเหตุ, ไม่ได้เสนาสนะก็ไม่ทุรนทุราย, ได้เสนาสนะแล้วก็ไม่ยินดีเมาหมกพัวพัน, เห็นส่วนที่เป็นโทษแห่งสังสารวัฏฏ์,
น.2020 มีปัญญาในอุบายที่จะถอนตัวออกอยู่เสมอ, ใช้สอยเสนาสนะนั้น. อนึ่ง ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้นั้น. ก็ภิกษุใดเป็นผู้ ฉลาด ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่น ในความสันโดษด้วยเสนาสนะ ตามมีตามได้นั้น เราเรียกภิกษุนี้ว่า ผู้สถิตอยู่ในอริยวงศ์ อันปรากฏว่าเป็นธรรม เลิศมาแต่เก่าก่อน. (๔) อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ เป็น ผู้มีใจยินดีในการบำเพ็ญสิ่งที่ควร บำเพ็ญ ยินดีแล้วในการบำเพ็ญสิ่งที่ควรบำเพ็ญ, เป็นผู้มีใจยินดีในการละ สิ่งที่ควรละ ยินดีแล้วในการละสิ่งที่ควรละ. อนึ่ง ไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น เพราะเหตุดังกล่าวนั้น. ก็ภิกษุใดเป็นผู้ฉลาด ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่น ในการบำเพ็ญสิ่งที่ควรบำเพ็ญและการละสิ่งที่ควรละนั้น เราเรียก ภิกษุนี้ว่า ผู้สถิตอยู่ในอริยวงศ์ อันปรากฏว่าเป็นธรรมเลิศมาแต่เก่าก่อน. ภิกษุ ท .! อริยวงศ์สี่อย่างเหล่านี้แล ปรากฏว่า เป็นธรรมเลิศ ยั่งยืน เป็นแบบแผนมาแต่เก่าก่อน ไม่ถูกทอดทิ้งแล้ว ไม่เคยถูกทอดทิ้งเลย ไม่ถูก ทอดทิ้งอยู่ จักไม่ถูกทอดทิ้ง เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้รู้ไม่ คัดค้านแล้ว. ภิกษุ ท .! ก็แลภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยอริยวงศ์สี่อย่างเหล่านี้ แม้หากอยู่ในทิศตะวันออก --- ทิศตะวันตก --- ทิศเหนือ --- ทิศใต้ เธอย่อม ย่ำยีความไม่ยินดีเสียได้ข้างเดียว ความไม่ยินดีหาย่ำยีเธอได้ไม่. ที่เป็นเช่นนั้น เพราะอะไร ? เพราะเหตุว่า ภิกษุผู้มีปัญญา ย่อมเป็นผู้ย่ำยีเสียได้ ทั้งความไม่ ยินดีและความยินดี, ดังนี้. ผู้อยู่ด้วยเครื่องอยู่แบบพระอริยเจ้า ๑ ภิกษุ ท .! การอยู่แบบพระอริยเจ้า ซึ่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย ได้อยู่ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทสก. อํ. ๒๔/๓๑/๒๐.
น.2021 มาแล้วก็ดี กำลังอยู่ในบัดนี้ก็ดี จักอยู่ต่อไปก็ดี มีเครื่องอยู่สิบประการเหล่านี้ สิบประการอะไรบ้างเล่า ? สิบประการคือ :- ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละองค์ห้าได้ขาด, ประกอบ พร้อมด้วยองค์หก, มีอารักขาอย่างเดียว, มีพนักพิงสี่ด้าน, เป็นผู้ถอนความเห็นว่า จริงดิ่งไปคนละทางขึ้นเสียแล้ว, เป็นผู้ละการแสวงหาสิ้นเชิงแล้ว, เป็นผู้มีความ ดำริอันไม่ขุ่นมัว, เป็นผู้มีกายสังขารอันสงบรำงับแล้ว, เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นด้วยดี, เป็นผู้มีปัญญาในความหลุดพ้นด้วยดี. ภิกษุ ท .! (๑) ภิกษุเป็นผู้ ละองค์ห้าได้ขาด เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละกามฉันทะ, ละพยาบาท, ละถีนมิทธะ, ละอุทธ์จจกุกกุจจะ และละวิจิกิจฉาได้แล้ว. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่า เป็นผู้ละองค์ห้าได้ขาด. ภิกษุ ท. ! (๒) ภิกษุเป็นผู้ ประกอบพร้อมด้วยองค์หก เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู. ได้ดมกลิ่น ด้วยจมูก, ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย และได้รู้ธรรมารมณ์ ด้วยใจแล้ว ก็เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ได้ ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์หก. ภิกษุ ท. ! (๓) ภิกษุเป็นผู้ มีอารักขาอย่างเดียว เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ประกอบการรักษาจิตด้วยสติ. ภิกษุ ท. ! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่ามีอารักขาอย่างเดียว. ภิกษุ ท .! (๔) ภิกษุเป็นผู้ มีพนักพิงสี่ด้าน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาแล้วเสพของสิ่งหนึ่ง, พิจารณาแล้ว
น.2022 อดกลั้นของสิ่งหนึ่ง, พิจารณาแล้วเว้นขาดของสิ่งหนึ่ง, พิจารณาแล้วบรรเทา ของสิ่งหนึ่ง. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มีพนักพิงสี่ด้าน.๑ ภิกษุ ท. ! (๕) ภิกษุเป็นผู้ ถอนความเห็นว่าจริงดิ่งไปคนละทาง ขึ้นเสียแล้ว เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถอน สละ คาย ปล่อย ละ ทิ้ง เสียแล้ว ซึ่งความเห็นว่าจริงดิ่งไปคนละทางมากอย่าง ของเหล่าสมณพราหมณ์มากผู้ด้วยกัน ที่มีความเห็นว่า "โลกเที่ยงบ้าง, โลกไม่เที่ยง บ้าง, โลกมีที่สุดบ้าง, โลกไม่มีที่สุดบ้าง, ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกันบ้าง, ชีพกับ สรีระต่างกันบ้าง, ตถาคตตายแล้วเกิดอีกบ้าง. ตถาคตตายแล้วไม่เกิดอีกบ้าง, ตถาคตตายแล้วเกิดอีกก็มีไม่เกิดอีกก็มีบ้าง, ตถาคตตายแล้วเกิดอีกก็มิใช่ไม่เกิดอีก ก็มิใช่บ้าง. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ถอนความเห็นว่าจริงดึงไป คนละทาง (ปัจเจกสัจจะ) ขึ้นเสียแล้ว. ภิกษุ ท .! (๖) ภิกษุเป็นผู้ ละการแสวงหาสิ้นเชิงแล้ว เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละการแสวงหากามแล้ว, เป็นผู้ละการแสวงหาภพแล้ว, และการแสวงหาพรหมจรรย์ของเธอนั้นก็ระงับไป แล้ว. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ละการแสวงหาสิ้นเชิงแล้ว. ภิกษุ ท. ! (๗) ภิกษุเป็นผู้ มีความดำริไม่ขุ่นมัว เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละความดำริในทางกามเสียแล้ว, เป็นผู้ละ ๑. การพิจารณาแล้วเสพ ใช้กับ สิ่งของ บุคคล ธรรม ที่ควรเสพ. การพิจารณาแล้วอดกลั้น ใช้กับ เวทนา ถ้อยคำ อารมณ์ ที่ควรอดกลั้น. การพิจารณาแล้วงดเว้น ใช้กับ สิ่งของ บุคคล ธรรม ที่ควรเว้น. การพิจารณาแล้วบรรเทา ใช้กับ อกุศลวิตกทุกชนิด.
น.2023 ความดำริในทางพยาบาทเสียแล้ว, และเป็นผู้ละความดำริในทางเบียดเบียนเสีย แล้ว. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว. ภิกษุ ท .! (๘) ภิกษุเป็นผู้ มีกายสังขารอันสงบรำงับแล้ว เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะละสุขเสียได้ เพราะละทุกข์ เสียได้ และเพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงบรรลุ ฌานที่ ๔ อันไม่มีทุกข์และสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์เพราะ อุเบกขา แล้วและอยู่ ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มีกายสังขารอันสงบ รำงับแล้ว. ภิกษุ ท. ! (๙) ภิกษุเป็นผู้ มีจิตหลุดพ้นด้วยดี เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากราคะ จากโทสะ จาก โมหะ. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นด้วยดี. ภิกษุ ท .! (๑๐) ภิกษุเป็นผู้ มีปัญญาในความหลุดพ้นด้วยดี เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดว่า "เราละ ราคะ โทสะ โมหะ เสียแล้ว ถอนขึ้นได้กระทั่งราก ทำให้เหมือนตาลยอดเน่า ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดได้อีกต่อไป" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาใน ความหลุดพ้นด้วยดี. ภิกษุ ท .! ในกาลยืดยาวฝ่ายอดีต พระอริยเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้เป็นอยู่แล้วอย่างพระอริยเจ้า ; พระอริยเจ้าทั้งหมดเหล่านั้น ก็ได้เป็น อยู่แล้ว ในการอยู่อย่างพระอริยเจ้า สิบประการนี้เหมือนกัน. ภิกษุ ท .! ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต พระอริยเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง จักเป็นอยู่อย่างพระอริยเจ้า ; พระอริยเจ้าทั้งหมดเหล่านั้น ก็จักเป็นอยู่ ในการอยู่อย่างพระอริยเจ้า สิบประการนี้เหมือนกัน.
น.2024 ภิกษุ ท .! ในกาลบัดนี้ พระอริยเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง กำลังเป็นอยู่ อย่างพระอริยเจ้า ; พระอริยเจ้าทั้งหมดเหล่านั้น ก็กำลังเป็นอยู่ในการอยู่อย่าง พระอริยเจ้า สิบประการนี้เหมือนกัน. ภิกษุ ท .! การอยู่แบบพระอริยเจ้า ซึ่งพระอริยเจ้าทั้งหลายได้อยู่มา แล้วก็ดี กำลังอยู่ในบัดนี้ก็ดี จักอยู่ต่อไปก็ดี มีเครื่องอยู่สิบประการเหล่านี้แล. ผู้ระลึกถึงสถานที่ที่ควรระลึกตลอดชีวิต ๑ ภิกษุ ท. ! สถานที่สามแห่ง เป็นที่ระลึกตลอดชีวิตของพระราชาผู้เป็น กษัตริย์มุรธาภิเษกแล้ว. สามแห่งที่ไหนบ้างเล่า ? สามแห่งคือ พระราชา ผู้เป็นกษัตริย์มุรธาภิเษก ประสูติ ณ ตำบลใด ตำบลนี้เป็นที่ระลึกตลอดชีวิตของ พระราชาพระองค์นั้นเป็นแห่งที่หนึ่ง, พระราชา ได้เป็นกษัตริย์มุรธาภิเษกแล้ว ณ ตำบลใด ตำบลนี้เป็นที่ระลึกตลอดชีวิตของพระราชาพระองค์นั้นเป็นแห่ง ที่สอง, พระราชาผู้เป็นกษัตริย์มุรธาภิเษก ทรงผจญสงครามได้ชัยชนะแล้ว เข้ายึดครองสนามรบนั้นไว้ได้ ณ ตำบลใด ตำบลนี้เป็นที่ระลึกตลอดชีวิตของพระ- ราชาพระองค์นั้นเป็นแห่งที่สาม ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : สถานที่สามแห่ง เป็นที่ระลึกตลอดชีวิต ของภิกษุเหมือนกัน. สามแห่งที่ไหนบ้างเล่า ? สามแห่งคือ :- ภิกษุ ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมน้ำฝาด ออกบวชจากเรือน เป็น ผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ณ สถานที่ใด สถานที่นี้เป็นที่ควรระลึกตลอดชีวิตของภิกษุ นั้นเป็นแห่งที่หนึ่ง. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๑๓๔/๔๕๑.
น.2025 ภิกษุ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า ทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ. เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ และข้อปฏิบัติให้ถึงความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ ณ สถานที่ใด สถานที่นี้ก็เป็นที่ควรระลึกตลอด ชีวิตของภิกษุนั้นเป็นแห่งที่สอง. ภิกษุ กระทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้ว แลอยู่ ณ สถานที่ใด สถานที่นี้ก็เป็นที่ควรระลึกตลอดชีวิตของภิกษุนั้นเป็นแห่ง ที่สาม. ภิกษุ ท .! สถานที่สามแห่งเหล่านี้ เป็นที่ควรระลึกตลอดชีวิตของ ภิกษุแล ผู้สอบทานตัวเอง ๑ ภิกษุ ท .! ข้อสอบทานสิบอย่างเหล่านี้ เป็นสิ่งที่นักบวชควรพิจารณา เนือง ๆ สิบอย่างอะไรบ้างเล่า ? สิบอย่างคือ :- (๑) นักบวชควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า "บัดนี้ เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์ แล้ว, (อาการกิริยาใด ๆ ของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้น ๆ)". (๒) นักบวชควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า "ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่อง ด้วยผู้อื่น, (เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย)" (๓) นักบวชควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า "อาการกายวาจาอย่างอื่น ที่เรา จะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ ยังมีอยู่อีก, (ไม่ใช่เพียงเท่านี้)" ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทสก. อํ. ๒๔/๙๑/๔๘
น.2026 (๔) นักบวชควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า "ตัวของเราเองติเตียนตัวเราเอง โดยศีลได้หรือไม่". (๕) นักบวชควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า "ผู้รู้ใคร่ครวญแล้ว ติเตียนเรา โดยศีลได้หรือไม่". (๖) นักบวชควรพิจารณาเนืองๆ ว่า "เราจะต้องพลัดพรากจากของ รักของชอบใจทั้งนั้น". (๗) นักบวชควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า "เรามีกรรมเป็นของตน เป็น ผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำดีก็ตามทำชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น". (๘) นักบวชควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า "วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้ เราทำ อะไรอยู่". (๙) นักบวชควรพิจารณาเนื่องๆ ว่า "เรายินดียิ่ง ในเรือนว่าง หรือไม่". (๑๐) นักบวชควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า "ปัญญาเครื่องรู้เห็นพิเศษที่ สามารถจะทำความเป็นอริยะอันยิ่งกว่ามนุษยธรรม ที่เราได้บรรลุแล้วมีอยู่หรือไม่ ซึ่งจะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน ในเวลาที่ถูกเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันถาม ในกาลภายหลัง". ภิกษุ ท .! ข้อสอบทานสิบอย่างเหล่านี้แล เป็นสิ่งที่นักบวชควร พิจารณาเนือง ๆ.
น.2027 (ค. เกี่ยวกับการทำให้ตรงตามพระพุทธประสงค์ ๑๐ เรื่อง) ธรรมทายาท ๑ ภิกษุ ท .! พวกเธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาท (คือรับมรดกธรรม) ·ของเราเถิด, อย่าเป็นอามิสทายาท (คือรับมรดกสิ่งของ) เลย. ความที่ควรจะ เป็นห่วงของเราในพวกเธอทั้งหลาย มีอยู่ว่า "ทำอย่างไรเสีย สาวกทั้งหลายของ เรา ก็คงจะเป็นธรรมทายาท ไม่เป็นอามิสทายาท" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ถ้าพวกเธอเป็นอามิสทายาท ไม่เป็นธรรมทายาทของเรา แล้ว พวกเธอทั้งหลายก็จะถูกเขาตราหน้าว่า "สาวกทั้งหลายของพระศาสดาเป็น อามิสทายาทอยู่โดยปรกติ หาได้เป็นธรรมทายาทไม่เลย" ดังนี้. แม้เราเองก็ จะถูกเขายกโทษว่า "สาวกทั้งหลายของพระศาสดา ล้วนแต่เป็นอามิสทายาทกัน เป็นปรกติ หาได้เป็นธรรมทายาทไม่เลย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ถ้าพวกเธอพากันเป็นธรรมทายาทของเรา และไม่เป็น อามิสทายาทแล้วไซร้ พวกเธอทั้งหลายก็จะได้รับการยกย่องว่า "สาวกทั้งหลาย ของพระศาสดา ล้วนแต่เป็นธรรมทายาทกันอยู่โดยปรกติ หาได้เป็นอามิสทายาท ไม่" ดังนี้. แม้เราเองก็จะได้รับการยกย่องว่า "สาวกทั้งหลายของพระศาสดา ล้วนแต่พากันเป็นธรรมทายาททั้งนั้น หาได้เป็นอามิสทายาทไม่เลย" ดังนี้ด้วย เหมือนกัน. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย จงพากันเป็น ธรรมทายาทของเราเถิด, อย่าได้เป็นอามิสทายาทเลย. ความที่ควรจะเป็นห่วง ของเราในพวกเธอทั้งหลาย มีอยู่ว่า “ทำอย่างไรเสีย สาวกทั้งหลายของเราพึง เป็นธรรมทายาทเถิด อย่าได้เป็นอามิสทายาทเลย" ดังนี้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ธัมมทายาทสูตร มู. ม. ๑๒/๒๑/๒๑.
น.2028 ฉันอาหารวันละหนเดียว ๑ ภิกษุ ท .! เราย่อมฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียว (คือฉันหนเดียว ลุกขึ้นแล้วไม่ฉันอีกในวันนั้น). ภิกษุ ท .! เมื่อเราฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่ง เดียวอยู่ ย่อมรู้สึกความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย มีความเบากาย กระปรี้ กระเปร่า มีกำลัง และมีความผาสุกด้วย. ภิกษุ ท .! มาเถิด, แม้พวกเธอทั้งหลาย ก็จงฉันโภชนะแต่ในที่นั่ง แห่งเดียว. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย เมื่อฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียวอยู่ จักรู้สึกความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย มีความเบากาย กระปรี้กระเปร่า มีกำลัง และมีความผาสุกด้วย. หลังอาหารแล้วภาวนา ๒ สารีบุตร ! คำของเธอทั้งหลาย เป็นสุภาษิตได้โดยปริยาย. เธอทั้งหลาย จงฟังคำของเราบ้าง. สารีบุตร ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เวลาหลังอาหาร กลับจาก ๑. บาลี พระพุทธภาษิต กกจูปมสูตร มู. ม. ๑๒/๒๕๑/๒๖๕. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาโคสิงคสาลสูตร ม. ม. ๑๒/๔๐๙/๓๘๒, ตรัสแก่ท่านพระ- สารีบุตร ที่ป่าโคสิงคสาลวัน. ณ ที่นี้ ท่านพระมหาสาวกล้วนแต่เป็นเถระมีชื่อเสียงคนรู้จักมาก ได้พา กันสนทนาด้วยเรื่องว่า "ป๋าโคสิงคสาลวัน จะชื่อว่าเป็นป่าที่งามสง่า เพราะมีภิกษุประเภทไหนเข้าอาศัยอยู่ ?" ท่านพระอานนท์ตอบว่า เพราะมีภิกษุพหูสูต, ท่านพระเรวัตตอบว่า เพราะมีภิกษุผู้ยินดีในการหลีกเร้น, ท่านพระอนุรุทธตอบว่า เพราะมีภิกษุผู้มีที่พยจักษุญาณ, ท่านพระมหากัสสปะตอบว่า เพราะมีภิกษุผู้ถือ ธุดงค์และสมบูรณ์ด้วยธรรมขันธ์ห้า, ท่านพระมหาโมคคัลลานะตอบว่า เพราะมีภิกษุผู้สามารถโต้ตอบ อภิธรรมไม่ติดขัด, และท่านพระสารีบุตรตอบว่า เพราะมีภิกษุผู้สามารถเข้าอยู่วิหารสมาบัติได้ตามต้องการ, เมื่อต่างท่านต่างความเห็น จึงพากันไปเฝ้า ทูลขอให้ตัดสินว่า คำของใครเป็นสุภาษิตกว่า, พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าได้ตรัสตอบดังข้อความข้างบนนั้น.
น.2029 บิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า หวัง อยู่ว่า "จิตของเรา ยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะยังไม่สิ้นอุปาทาน เพียงใด เราจักไม่เลิกถอนการนั่งกู้บัลลังก์นี้เพียงนั้น" ดังนี้. สารีบุตร ! ป่า โคสิงคสาลวัน พึงงามสง่า เพราะมีภิกษุประเภทนี้เข้าอาศัยอยู่และ ผู้ขึงสายพิณพอเหมาะ ๑ ดูก่อนโสณะ ! เมื่อเธอเข้าไปสู่ที่ลับหลีกเร้นอยู่แต่ผู้เดียว ความคิดได้ เกิดขึ้นแก่เธอว่า "สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่าใด ซึ่งปรารภความเพียรอยู่ เราก็เป็นผู้หนึ่งในบรรดาสาวกเหล่านั้น ถึงอย่างนั้น จิตของเราก็ยังหาพ้นจาก อาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้ไม่. อันที่จริง โภคะในสกุลของเรา ก็ยังมีอยู่มาก เราอาจจะใช้สอยโภคะและบำเพ็ญบุญได้อยู่. ถ้ากระนั้น เราควรสึกไปใช้สอย โภคะ และบำเพ็ญบุญเอาจะดีกว่า" ดังนี้, มิใช่หรือ ? "เป็นเช่นนั้นจริง พระเจ้าข้า” พระโสณะทูลตอบ. ดูก่อนโสณะ ! เธอมีความคิดในเรื่องนี้ เป็นอย่างไร : เมื่อก่อนแต่ ครั้งเธอยังเป็นคฤหัสถ์ เธอเชี่ยวชาญในเรื่องเสียงแห่งสายพิณ มิใช่หรือ ? "เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า." ดูก่อนโสณะ ! เธอจะสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน : เมื่อใด สายพิณของเธอ ขึงตึงเกินไป เมื่อนั้น พิณของเธอจะมีเสียงไพเราะน่าฟังหรือ จะใช้การได้หรือ ? "ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า." ดูก่อนโสณะ ! เธอจะสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน : เมื่อใด สายพิณของเธอ ซึ่งหย่อนเกินไป เมื่อนั้น พิณของเธอจะมีเสียงไพเราะน่าฟังหรือ จะใช้การ ได้หรือ ? ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๑๘/๓๒๖, ตรัสแก่ท่านโสณะ ผู้คิดจะลาสิกขา.
น.2030 "ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า." ดูก่อนโสณะ ! แต่ว่า เมื่อใด สายพิณของเธอ ไม่ตึงนักหรือไม่หย่อน นัก ขึงได้ระเบียบเสมอ ๆ กันแต่พอดี เมื่อนั้น พิณของเธอ ย่อมมีเสียงไพเราะ น่าฟังหรือ ใช้การได้ดีมิใช่หรือ ? "เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า." ดูก่อนโสณะ ! ข้อนี้ก็เป็นเช่นนั้นแล กล่าวคือ ความเพียรที่บุคคล ปรารภจัดเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน, ที่ย่อหย่อนเกินไป ย่อมเป็นไป เพื่อความเกียจคร้าน. โสณะ ! เพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งความเพียรแต่พอดี, จงเข้าใจความที่อินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ต้องเป็นธรรมชาติเสมอ ๆ กัน, จงกำหนด หมายในความพอดีนั้นไว้เถิด. "พระเจ้าข้า! ข้าพระองค์จักปฏิบัติอย่างนั้น". กาลต่อมา ท่านพระโสณะได้เริ่มตั้งความเพียรแต่พอเสมอ ๆ กัน ไม่ยิ่งไม่หย่อน, ได้ทราบ ความที่อินทรีย์ทั้งหลายต้องเป็นธรรมชาติเสมอ ๆ กัน กำหนดหมายในข้อนั้นไว้แล้ว, ก็ปลีกตัวออกจาก หมู่อยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท ทำความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในแนวนั้น, ไม่นานนักก็ได้ทำให้ รู้แจ้งถึงที่สุดของพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นที่ต้องประสงค์ของเหล่ากุลบุตรผู้ออกบวชจากบ้านเรือน เป็นผู้ไม่มีบ้านเรือน ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมเข้าถึงแล้วแลอยู่. ท่านได้รู้ว่า “ชาติของเรา สิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" ดังนี้. ท่านพระโสณะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแล้วในโลก. ผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง ๒ อานนท์! ก็สารีบุตร พาเอาสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ติดตัวปรินิพพานไปด้วยหรือ ? ๑. อินทรีย์ทั้งหลายในที่นี้ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๑๖/๘๓๖, ตรัสแก่ท่านพระอานนท์ ผู้เศร้า สลดในข่าวการปรินิพพานของท่านพระสารีบุตร ซึ่งจุนทสามเณรนำมาบอกเล่า ที่พระอารามเชตวัน ใกล้นครสาวัตถี.
น.2031 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ท่านพระสารีบุตร จะได้พาเอาศีลขันธ์ ฯลฯ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ของพวกข้าพระองค์ ติดตัวปรินิพพานไปด้วย ก็หามิได้, แต่ว่าสำหรับพวกข้าพระองค์นั้น ท่านพระ- สารีบุตร เป็นผู้กล่าวสอน ชี้แจงให้รู้ ให้เห็น ชี้ชวนให้รับเอาไปปฏิบัติ ให้กล้าในการทำ ให้พอใจใน การทำ, เป็นผู้ไม่เหน็ดเหนื่อยในการแสดงธรรม เป็นผู้อนุเคราะห์แก่เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน ทั้งหลาย ; พวกข้าพระองค์ทั้งหลาย ยังตามระลึกโอชะอันเกิดแต่ธรรม, โภคะอันเป็นธรรม, และการ อนุเคราะห์ด้วยธรรม, ของท่านพระสารีบุตรนั้นได้อยู่พระเจ้าข้า” ท่านพระอานนท์กราบทูล. อานนท์ ! เราได้กล่าวเตือนไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือว่า "ความเป็นต่าง ๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่น จากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ย่อมมี ; อานนท์ ! ข้อนั้น จักได้มาแต่ไหนเล่า : สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว เป็นแล้ว อันปัจจัย ปรุงแล้ว มีความชำรุดไปเป็นธรรมดา, สิ่งนั้นอย่าชำรุดไปเลย ดังนี้; ข้อนั้น ย่อมเป็นฐานะที่มีไม่ได้" อานนท์ ! เปรียบเหมือนเมื่อต้นไม้ใหญ่ มีแก่นเหลืออยู่ ส่วนใดเก่า คร่ำกว่าส่วนอื่น ส่วนนั้นพึงย่อยยับไปก่อน, ข้อนี้ ฉันใด; อานนท์ ! เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่มีธรรมเป็นแก่นสารเหลืออยู่. สารีบุตรปรินิพพานไปแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน. อานนท์ ! ข้อนั้น จักได้มาแต่ไหนเล่า : สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว เป็นแล้ว อันปัจจัยปรุงแล้ว มีความชำรุดไปเป็นธรรมดา สิ่งนั้นอย่าชำรุดไปเลย ดังนี้ : ข้อนั้น ย่อมเป็นฐานะที่มีไม่ได้. อานนท์ ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย จงมีตนเป็น ประทีป มีตนเป็นสรณะ อย่าเอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย; จงมีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย.
น.2032 อานนท์ ! ภิกษุ มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็น สรณะ, มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายเนื่อง ๆ อยู่. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายเนื่อง ๆ อยู่, พิจารณาเห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายเนือง ๆ อยู่ : มีเพียรเผากิเลส มีความ " รู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ จะพึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้. อานนท์ ! ภิกษุอย่างนี้แล ชื่อว่ามีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ ; มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่. อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้อง มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ ; มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่. อานนท์ ! ภิกษุพวกใด เป็นผู้ใคร่ในศึกษา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดและ ผู้ไม่ประมาทในความตายแท้จริง ๑ ภิกษุ. ท! มรณสติ (ความระลึกถึงความตาย) อันบุคคลเจริญทำให้ มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ หยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุด. พวกเธอเจริญมรณสติอยู่บ้างหรือ ? ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อฏฺฐก. อํ. ๒๓ /๓๒๗/ ๑๗๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่หมู่บ้านนาทิกะ.
น.2033 เมื่อรับสั่งดังนั้นแล้ว ภิกษุรูปหนึ่งทูลขึ้นว่า "แม้ข้าพระองค์ก็เจริญมรณสติอยู่ พระเจ้าข้า”. พ. "เธอเจริญมรณสติอย่างไรเล่า ? ภิกษุ !” ภิ. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคำนึงอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงวันหนึ่งคืนหนึ่ง. เราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มี พระภาคเจ้าเถิด. การปฏิบัติตามคำสอน ควรทำให้มากแล้วหนอ’ ดังนี้. ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่าง นี้แล พระเจ้าข้า”. อีกรูปหนึ่งทูลว่า "ถึงข้าพระองค์ ก็เจริญมรณสติอยู่ พระเจ้าข้า”. พ. "เธอเจริญมรณสติอย่างไรเล่า? ภิกษุ !” ภิ. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคำนึงอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วเวลากลางวัน. เราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มี พระภาคเจ้าเถิด. การปฏิบัติตามคำสอน ควรทำให้มากแล้วหนอ’ ดังนี้. ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่าง นี้แล พระเจ้าข้า”. อีกรูปหนึ่งทูลว่า "ถึงข้าพระองค์ ก็เจริญมรณสติอยู่ พระเจ้าข้า”. พ. "เธอเจริญมรณสติอย่างไรเล่า ? ภิกษุ !" ภิ. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคำนึงอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะที่ฉันบิณฑบาตเสร็จมือหนึ่ง. เราพึงใส่ ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. การปฏิบัติตามคำสอน ควรทำให้มากแล้วหนอ" ดังนี้. ข้าพระ- องค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล พระเจ้าข้า”. อีกรูปหนึ่งทูลว่า "ถึงข้าพระองค์ ก็เจริญมรณสติอยู่ พระเจ้าข้า”. พ. "เธอเจริญมรณสติอย่างไรเล่า ? ภิกษุ !” ภิ. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ในการเจริญมรณสตินี้ • ข้าพระองค์มีความคำนึงอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะที่ฉันอาหารเสร็จเพียง ๔-๕ คำ. เราพึง ใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. การปฏิบัติตามคำสอน ควรทำให้มากแล้วหนอ" ดังนี้. ข้าพระองค์เจริญมรณสติแม้อย่างนี้แล พระเจ้าข้า”. อีกรูปหนึ่งทูลว่า "ถึงข้าพระองค์ ก็เจริญมรณสติอยู่ พระเจ้าข้า”. พ. "เธอเจริญมรณสติอย่างไรเล่า ? ภิกษุ!" ภิ. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคำนึงอย่างนี้ว่า "โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะที่ฉันอาหารเสร็จเพียงคำเดียว. เราพึง
น.2034 ใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. การปฏิบัติตามคำสอน ควรทำให้มากแล้วหนอ’ ดังนี้. ข้าพระองค์เจริญมรณสติแม้อย่างนี้แล พระเจ้าข้า”. อีกรูปหนึ่งทูลว่า "ถึงข้าพระองค์ ก็เจริญมรณสติอยู่ พระเจ้าข้า”. พ. "เธอเจริญมรณสติอย่างไรเล่า ? ภิกษุ !" ภิ. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคำนึงอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะที่หายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือชั่วหายใจ ออกแล้วหายใจเข้า. เราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. การปฏิบัติตามคำสอน ควรทำ ให้มากแล้วหนอ’ ดังนี้. ข้าพระองค์เจริญมรณสติแม้อย่างนี้แล พระเจ้าข้า”. เมื่อสิ้นคำทูลทั้งหมดแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า :- ภิกษุ ท .! ภิกษุพวกที่เจริญมรณสติอย่างนี้ว่า "โอหนอ เราอาจจะมี ชีวิตอยู่ได้ เพียงวันหนึ่งคืนหนึ่ง --- ดังนี้ก็ดี, เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ เพียงชั่ว เวลากลางวัน --- ดังนี้ก็ดี, เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ เพียงชั่วขณะที่ฉันบิณฑบาต เสร็จมื้อหนึ่ง --- ดังนี้ก็ดี, เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ เพียงชั่วขณะที่ฉันอาหารเสร็จ เพียง ๔-๕ คำ. เราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. การ ปฏิบัติตามคำสอน ควรทำให้มากแล้วหนอ" ดังนี้ก็ดี; ภิกษุเหล่านี้ เราเรียกว่า ยังเป็น ผู้ประมาทอยู่ ยังเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะช้าไป. ภิกษุ ท .! ฝ่ายภิกษุพวกที่เจริญมรณสติอย่างนี้ว่า "โอหนอ เราอาจ จะมีชีวิตอยู่ได้ เพียงชั่วขณะที่ฉันอาหารเสร็จเพียงคำเดียว - - - " ดังนี้ก็ดี, ว่า "โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ เพียงชั่วขณะที่หายใจเข้า แล้วหายใจออก หรือ ชั่วหายใจออกแล้วหายใจเข้า. เราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. การปฏิบัติตามคำสอน ควรทำให้มากแล้วหนอ" ดังนี้ก็ดี; ภิกษุเหล่านี้ เรา เรียกว่า เป็น ผู้ไม่ประมาทแล้ว, เป็นผู้เจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะอย่าง แท้จริง.
น.2035 เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่ประมาทเป็นอยู่, จักเจริญมรณสติ เพื่อความ สิ้นอาสวะอย่างแท้จริง" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ อย่างนี้แล. ทางรอดสำหรับภิกษุไข้ ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุไข้ผู้มีกำลังน้อยรูปใด ไม่ละจากธรรมห้าอย่าง, เธอ พึงหวังผลอันนี้ได้ คือ เธอจักทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะ มิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้วแลอยู่ ต่อกาลไม่นานเลย, ธรรมห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) เป็นผู้พิจารณาเห็นความไม่งามในกายอยู่เป็นประจำ ; (๒) เป็นผู้มีการกำหนดหมายความปฏิกูล ในอาหาร อยู่เป็นประจำ ; (๓) เป็นผู้มีการกำหนดหมายความไม่น่ายินดี ในโลกทั้งปวง อยู่เป็น ประจำ ; (๔) เป็นผู้มีการกำหนดหมายความไม่เที่ยง ในสังขารทั้งปวง อยู่เป็น ประจำ ; (๕) และการกำหนดหมายในความตาย เป็นสิ่งที่เธอทำให้เข้าไปตั้ง ไว้ดีแล้วในภายใน. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๐/๑๒๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภภิกษุไข้ ซึ่งมีอาการหนักรูปหนึ่ง ที่กูฎาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้นครเวสาลี.
น.2036 ขอบ ภิกษุ ท .! ภิกษุไข้ผู้มีกำลังน้อยรูปใด ไม่ละจากธรรมห้าอย่างเหล่านี้, เธอพึงหวังผลอันนี้ได้ คือ เธอจักทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะ มิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้วแลอยู่ ต่อกาลไม่นานเลย แล. ผู้อยู่ใกล้นิพพาน ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบพร้อมด้วยธรรมสี่อย่างแล้ว ไม่อาจที่จะ ·เสื่อมเสีย มีแต่จะอยู่ใกล้นิพพานอย่างเดียว. ธรรมสี่อย่างอะไรบ้างเล่า ? สี่อย่างคือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล, เป็นผู้คุ้มครองทวารใน อินทรีย์ทั้งหลาย, เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ, เป็นผู้ตามประกอบในชาคริยธรรม อยู่เป็นประจำ. ภิกษุ ท .! ภิกษุ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล, มีการสำรวมด้วยปาติโมกขสังวร, มีมรรยาท และโคจรสมบูรณ์อยู่. เป็นผู้เห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้เล็กน้อย, สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยศีล. ภิกษุ ท. ! ภิกษุ เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียง ด้วยหู, ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก, ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๕๐/๓๗.
น.2037 และได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ก็ไม่รวบถือเอาทั้งหมด และไม่แยกถือเอา เป็นส่วน ๆ ;๑ สิ่งที่เป็นอกุศลลามกคืออภิชฌาและโทมนัส มักไหลไปตามภิกษุ ผู้ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ, เธอก็ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้, เธอรักษา และถึงความสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! ภิกษุ เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันอาหาร, ไม่ฉัน เพื่อเล่น ไม่ฉันเพื่อมัวเมา ไม่ฉันเพื่อประดับ ไม่ฉันเพื่อตกแต่ง, แต่ฉัน เพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก เพื่อ อนุเคราะห์พรหมจรรย์ โดยกำหนดรู้ว่า "เราจะกำจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสียแล้ว ไม่ทำเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนอึดอัด) ให้เกิดขึ้น, ความที่อายุดำเนินไปได้ ความ ไม่มีโทษเพราะอาหาร และความอยู่ผาสุกสำราญจะมีแก่เรา" ดังนี้, ภิกษุ ท. ! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่า เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ภิกษุ ท .! ภิกษุ เป็นผู้ตามประกอบในชาคริยธรรมอยู่เนืองนิจ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมชำระจิตให้หมดจด สิ้นเชิงจากกิเลสที่กั้นจิต ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่ง ตลอดวันยังค่ำไปจน สิ้นยามแรกแห่งราตรี, ครั้นยามกลางแห่งราตรี ย่อมสำเร็จการนอนอย่าง ราชสีห์ (คือ) ตะแคงข้างขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น, ครั้นยามสุดท้ายแห่งราตรี กลับลุกขึ้นแล้ว ก็ชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากกิเลส ที่กั้นจิต ด้วยการเดินจงกรม และด้วยการนั่งอีก. ภิกษุ ท. ! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่า เป็นผู้ตามประกอบในชาคริยธรรมอยู่เนืองนิจ. ๑. คือไม่ถือเอาเป็นอารมณ์สำหรับยินดียินร้าย ทั้งโดยส่วนรวมและส่วนปลีกย่อย ของ อารมณ์นั้น ๆ.
น.2038 ภิกษุ ท. ! ภิกษุ เมื่อประกอบพร้อมด้วยธรรมสี่อย่างเหล่านี้แล้ว ไม่อาจที่จะเสื่อมเสีย มีแต่จะอยู่ใกล้นิพพานอย่างเดียวแล. ผู้จัดทำนิพพานให้แจ้ง ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้ที่พอใจในความคลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ. ยินดีในความ คลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ ตามประกอบความพอใจในความคลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ เป็นผู้พอใจในหมู่, ยินดีในหมู่, ตามประกอบความพอใจในหมู่, อยู่แล้วหนอ ; เธอนั้น จักมาเป็นผู้โดดเดี่ยว ยินดียิ่งในความสงัดเงียบนั้น ข้อนี้ไม่เป็นฐานะ ที่มีได้. เมื่อไม่เป็นผู้โดดเดี่ยวยินดียิ่งในความสงัดเงียบแล้ว จักถือเอานิมิต ของสมาธิจิต และของวิปัสสนาจิตได้นั้น ข้อนี้ก็ไม่เป็นฐานะที่มีได้. เมื่อไม่ได้ถือเอานิมิตของสมาธิจิต และของวิปัสสนาจิตแล้ว จักยัง สัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนาให้บริบูรณ์นั้น ข้อนี้ก็ไม่เป็นฐานะที่มีได้. เมื่อไม่ทำสัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนาให้บริบูรณ์แล้ว จักยังสัมมาสมาธิ แห่งมรรคและผลให้บริบูรณ์นั้น ข้อนี้ก็ไม่เป็นฐานะที่มีได้. เมื่อไม่ทำสัมมาสมาธิแห่งมรรคและผลให้บริบูรณ์แล้ว จักละสัญโญชน์ ทั้งหลายนั้น ข้อนี้ก็ไม่เป็นฐานะที่มีได้. เมื่อไม่ละสัญโญชน์ทั้งหลายแล้ว จักทำนิพพานให้แจ้งนั้น ข้อนี้ก็ ไม่เป็นฐานะที่มีได้เลย. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๗๐/๓๓๙.
น.2039 ภิกษุผู้ที่ไม่พอใจในความคลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ, ไม่ยินดี ในความคลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ ไม่ตามประกอบความพอใจในความคลุกคลีกัน เป็นหมู่ ๆ, ไม่เป็นผู้พอใจในหมู่, ไม่ยินดีในหมู่, ไม่ตามประกอบความพอใจ ในหมู่, อยู่แล้วหนอ; เธอนั้น จักมาเป็นผู้โดดเดี่ยว ยินดียิ่งในความสงัดเงียบ นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้. เมื่อเป็นผู้โดดเดี่ยวยินดียิ่งในความสงัดเงียบแล้ว จักถือเอานิมิตของ สมาธิจิตและของวิปัสสนาจิตได้นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้ เมื่อถือเอานิมิตของสมาธิจิตและของวิปัสสนาจิตได้แล้ว จักยังสัมมา- ทิฏฐิแห่งวิปัสสนาให้บริบูรณ์ได้นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้. เมื่อทำสัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนาให้บริบูรณ์ได้แล้ว จักยังสัมมาสมาธิ แห่งมรรคและผลให้บริบูรณ์ได้นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้. เมื่อทำสัมมาสมาธิแห่งมรรคและผลให้บริบูรณ์ได้แล้ว จักละสัญโญชน์ ทั้งหลายได้นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้. เมื่อละสัญโญชน์ทั้งหลายได้แล้ว จักทำนิพพานให้แจ้งได้นั้น ข้อนี้ เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้และ ผู้เป็นอยู่อย่างถูกพระพุทธอัธยาศัย ๑ ภิกษุ ท .! เราเป็นผู้มันแล้วในข้อปฏิบัตินี้. ภิกษุ ท .! เราเป็นผู้ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อานาปานสติสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๑๙๑/๒๘๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ในวันเพ็ญเดือนสิบเอ็ด, วันนั้น พระพุทธองค์เสด็จประทับนั่งกลางแจ้ง แวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุ ทรงแลดูหมู่ภิกษุ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้สงบนิ่งเฉยอยู่, ณ ที่บุพพาราม มิคารมาตุปราสาท.
น.2040 มีจิตมั่นแล้วในข้อปฏิบัตินี้. ๑ ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอ ทั้งหลาย จงปรารภความเพียรให้ยิ่งกว่าประมาณ เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง. เราจักรอคอยพวกเธอ ทั้งหลายอยู่ ณ ที่นครสาวัตถีนี้แล จนกว่าจะถึงวันท้ายแห่งฤดูฝนครบสี่เดือน เป็นฤดูที่บานแห่งดอกโกมุท (เพ็ญเดือนสิบสอง). พวกภิกษุผู้เป็นชาวชนบทได้ทราบข่าวนี้ ก็พากันหลั่งไหลไปสู่นครสาวัตถี เพื่อเฝ้าเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้า. ฝ่ายพระเถระผู้มีชื่อเสียงคนรู้จักมาก ซึ่งมีท่านพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระมหากัจจายนะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหากับบีนะ พระมหาจุนทะ พระเรวัต พระอานนท์ และพระเถระรูปอื่นอีกหลายท่าน แบ่งกันเป็นพวก ๆ พากันสั่งสอนพร่ำชี้แจง พวกภิกษุ ใหม่ ๆ อย่างเต็มที่ : พวกละสิบรูปบ้าง ยี่สิบรูปบ้าง สามสิบรูปบ้าง สี่สิบรูปบ้าง. ส่วนภิกษุใหม่ ๆ เหล่านั้น เมื่อได้รับคำสั่งสอน ได้รับคำพร่ำชี้แจง ของพระเถระผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายอยู่ ก็ย่อมรู้คุณวิเศษ อันกว้างขวางอย่างอื่น ๆ ยิ่งกว่าแต่ก่อน; เป็นดังนี้จนกระทั่งถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายสืบไปว่า :- ภิกษุ ท. ! ภิกษุบริษัทนี้ ไม่เหลวไหลเลย. ภิกษุ ท. ! ภิกษุบริษัทนี้ ไม่เหลวแหลกเลย. ภิกษุบริษัทนี้ ตั้งอยู่แล้วในธรรมที่เป็นสาระล้วน ภิกษุ ท .! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะที่น่าบูชา น่าต้อนรับ น่ารับ ทักษิณาทาน น่าไหว้ เป็นเนื้อนาบุญชั้นดีเยี่ยมของโลก ; หมู่ภิกษุนี้ ก็มีรูป ลักษณะเช่นนั้น, ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น. ภิกษุ ท. ! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะที่ทานอันบุคคลให้น้อย แต่ กลับมีผลมาก ทานที่ให้มาก ก็มีผลมากทวียิ่งขึ้น ; หมู่ภิกษุนี้ ก็มีรูปลักษณะ เช่นนั้น, ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น. ภิกษุ ท .! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะยากที่ชาวโลกจะได้เห็น ; หมู่ภิกษุนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น, ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น ๑. หมายถึงพรหมจรรย์นี้ ที่ภิกษุพากันปฏิบัติ และสั่งสอนสืบ ๆ กันไปอยู่.
น.2041 บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะที่ควรจะไปดูไปเห็น แม้จะ ต้องเดินสิ้นหนทางนับด้วยโยชน์ ๆ ถึงกับต้องเอาห่อสะเบียงไปด้วยก็ตาม ; หมู่ ภิกษุนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น, ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น ภิกษุ ท .! ในหมู่ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งเป็น พระอรหันต์ ผู้สิ้น อาสวะแล้ว ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว มีภาระปลง ลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนเองบรรลุแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์ในภพสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ทั่วถึงโดยชอบ ; พวกภิกษุแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ ภิกษุนี้. ภิกษุ ท .! ในหมู่ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งสิ้นสัญโญชน์เบื้องต่ำห้า เป็น โอปปาติกะแล้ว จักปรินิพพานในที่นั้น ไม่เวียนกลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ; พวกภิกษุแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุนี้. ภิกษุ ท .! ในหมู่ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งสิ้นสัญโญชน์สาม และมีความ เบาบางไปของราคะ โทสะ โมหะ เป็น สกทาคามี มาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วจักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ : พวกภิกษุแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุนี้. ภิกษุ ท .! ในหมู่ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งสิ้นสัญโญชน์สาม เป็น โสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ผู้เที่ยงแท้ ผู้แน่ที่จะตรัสรู้ข้างหน้า; พวก ภิกษุแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุนี้. ภิกษุ ท .! ในหมู่ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่ง ประกอบความเพียรเป็น เครื่องต้องทำเนือง ๆ ในการอบรมสติปัฏฐานสี่, สัมมัปปธานสี่, อิทธิบาทสี่, อินทรีย์ห้า, พละห้า, โพชฌงค์เจ็ด, อริยมรรคมีองค์แปด, เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา, อสุภ, อนิจจสัญญา และอานาปานสติ; พวกภิกษุแม้เห็น ปานนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุนี้.
น.2042 (ฆ. เกี่ยวกับการประพฤติพรหมจรรย์ ๑๔ เรื่อง) จุดประสงค์ของพรหมจรรย์ ๑ ภิกษุ ท .! พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเป็น อานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์, พรหม- จรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความ ถึงพร้อมแห่งญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์. ภิกษุ ท .! ก็เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ อันใดมีอยู่, พรหมจรรย์นี้ มีเจโตวิมุตตินั้นแหละเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย, มีเจโตวิมุตตินั่นแหละเป็นแก่น สาร, มีเจโตวิมุตติ นั่นแหละเป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์ แล. เครื่องประดับของพรหมจรรย์ ๒ ภิกษุ ท .! พรหมจรรย์ที่ประพฤติกันอยู่นี้ มีการทำตามสิกขาเป็น อานิสงส์, มีปัญญาเป็นยอด, มีวิมุตติเป็นแก่นสาร, มีสติเป็นอธิปไตย. ภิกษุ ท. ! พรหมจรรย์มีการทำตามสิกขาเป็นอานิสงส์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้, สิกขาที่เนื่องด้วยอภิสมาจาร เราบัญญัติแล้วแก่สาวก ทั้งหลาย เพื่อให้คนที่ยังไม่เลื่อมใสเกิดความเลื่อมใส เพื่อให้คนที่เลื่อมใสแล้ว ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาสาโรปมสูตร มู. ม. ๑๒/ ๓๗/๓/ ๓๕๒. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๓/๓๒๙/๒๔๕.
น.2043 เลื่อมใสยิ่งขึ้น. สิกขาที่เนื่องด้วยอภิสมาจาร เราบัญญัติแล้วแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อให้คนที่ยังไม่เลื่อมใสเกิดความเลื่อมใส เพื่อให้คนที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น, ในลักษณะอย่างใด ๆ; สาวกนั้นก็เป็นผู้ทำตามสิกขานั้น ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย, ในลักษณะอย่างนั้น ๆ. อนึ่ง สิกขาที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เราบัญญัติแล้วแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อ ความสิ้นทุกข์โดยชอบด้วยประการทั้งปวง. สิกขาที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เราบัญญัติแล้วแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบด้วยประการทั้งปวง ในลักษณะอย่างใด ๆ; สาวกนั้นก็เป็นผู้ทำตามสิกขานั้น ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ ด่างจะไม่พร้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย, ในลักษณะอย่างนั้น ๆ. ภิกษุ ท.! พรหมจรรย์มีสิกขาเป็นอานิสงส์ เป็นอย่างนี้แล. ภิกษุ ท .! พรหมจรรย์มีปัญญาเป็นยอด เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้, ธรรมทั้งหลาย เราแสดงแล้วแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความสิ้นทุกข์ โดยชอบด้วยประการทั้งปวง. ธรรมทั้งหลาย เราแสดงแล้วแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบด้วยประการทั้งปวง, ในลักษณะอย่างใด ๆ; ธรรม ทั้งปวงนั้น สาวกของเรา ก็พิจารณาเห็นได้อย่างดีด้วยปัญญา, ในลักษณะ อย่างนั้น ๆ. ภิกษุ ท .! พรหมจรรย์มีปัญญาเป็นยอด เป็นอย่างนี้แล. ภิกษุ ท .! พรหมจรรย์มีวิมุตติเป็นแก่นสาร เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้, ธรรมทั้งหลาย เราแสดงแล้วแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อ ความสิ้นทุกข์โดยชอบด้วยประการทั้งปวง. ธรรมทั้งหลาย เราแสดงแก่สาวก ทั้งหลาย เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบด้วยประการทั้งปวง, ในลักษณะอย่างใด ๆ ;
น.2044 ธรรมทั้งปวงนั้น สาวกของเรา ก็ถูกต้องได้แล้ว ๑ ด้วยความหลุดพ้น, ใน ลักษณะอย่างนั้น ๆ. ภิกษุ ท .! พรหมจรรย์มีวิมุตติเป็นแก่นสาร เป็นอย่างนี้แล. ภิกษุ ท! พรหมจรรย์มีสติเป็นอธิปไตย เป็นอย่างไรเล่า ? สติอัน สาวกของเราตั้งไว้ด้วยดีในภายในว่า "เราจักทำสิกขาที่เนื่องด้วยอภิสมาจารที่ยัง ไม่บริบูรณ์ ให้บริบูรณ์ ดังนี้บ้าง, เราจักประคับประคองสิกขาที่เนื่องด้วย อภิสมาจารที่บริบูรณ์แล้วไว้ด้วยปัญญา ในสถานะนั้น ๆ ดังนี้บ้าง". สติ อันสาวกของเราตั้งไว้ด้วยดีในภายในว่า "เราจักทำสิกขาที่เป็นเบื้องต้นแห่ง พรหมจรรย์ที่ยังไม่บริบูรณ์ ให้บริบูรณ์ ดังนี้บ้าง, เราจักประคับประคอง สิกขาที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่บริบูรณ์แล้ว ไว้ด้วยปัญญา ในสถานะนั้น ๆ ดังนี้บ้าง" สติ อันสาวกของเราตั้งไว้ด้วยดีในภายในว่า "เราจักพิจารณาด้วย ปัญญาให้เห็นธรรมที่ยังไม่เห็น ในสถานะนั้น ๆ ดังนี้บ้าง, เราจักประคับ- ประคองธรรมที่พิจารณาเห็นแล้วไว้ด้วยปัญญา ในสถานะนั้น ๆ ดังนี้บ้าง". สติ อันสาวกของเราตั้งไว้ด้วยดีในภายในว่า "เราจักถูกต้องธรรม ที่ยังไม่ถูกต้อง, ด้วยความหลุดพ้น, ดังนี้บ้าง, เราจักประคับประคองธรรมที่ได้ถูกต้องแล้วไว้ ด้วยปัญญา ในสถานะนั้น ๆ ดังนี้บ้าง" ดังนี้. ภิกษุ ท .! พรหมจรรย์มีสติเป็น อธิปไตย เป็นอย่างนี้และ ภิกษุ ท .! ที่เรากล่าวว่า "พรหมจรรย์ที่ประพฤติกันอยู่นี้ มีสิกขาเป็น อานิสงส์, มีปัญญาเป็นยอด, มีวิมุตติเป็นแก่นสาร, มีสติเป็นอธิปไตย" ดังนี้นั้น เรากล่าวหมายเอาอธิบายที่ว่ามานี้แล. ๑. คำว่า "ถูกต้อง" ในที่นี้หมายถึง รู้รสแห่งธรรมที่ตนได้บรรลุแล้ว, ด้วยอำนาจ วิมุตติ ความหลุดพ้นจากกิเลส.
น.2045 ผลของพรหมจรรย์ที่แยบคาย ๑ ภูมิชะ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ที่ มีความเข้าใจ ถูกต้อง, มีความมุ่งหมายถูกต้อง, มีคำพูดถูกต้อง, มีการทำงานถูกต้อง, มีการเลี้ยงชีวิตถูกต้อง, มีความพยายามถูกต้อง, มีความระลึกถูกต้อง, มีความ ตั้งจิตมั่นไว้อย่างถูกต้อง ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ถ้าแม้ประพฤติ “พรหมจรรย์ โดยหวังผล ก็ต้องได้รับผล ; ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์ โดย ไม่หวังผล ก็ต้องได้รับผล ; ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งโดยหวังผล และ ไม่หวังผล ก็ต้องได้รับผล ; ถ้าแม้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยหวังผลก็มิใช่ ไม่หวังผลก็มิใช่ ก็ยังต้องได้รับผล. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ? เพราะเหตุแห่ง การได้รับผลนั้น เป็นสิ่งที่เขาทั้งหลายเหล่านั้น ได้ทำไว้อย่างลึกซึ้งแยบคาย. ภูมิชะ! เช่นเดียวกับบุรุษผู้ต้องการน้ำมัน เสาะหาน้ำมัน เที่ยว แสวงหาน้ำมันอยู่, เขาเกลี่ยเยื่อเมล็ดงาลงในราง ประพรมด้วยน้ำแล้วคั้นเรื่อยไป; แม้บุรุษนั้น ทำความหวัง --- ทำความไม่หวัง --- ทั้งทำความหวังและความ ไม่หวัง --- ทั้งทำความหวังก็หามิได้ ความไม่หวังก็หามิได้ ก็ตาม, เมื่อเขาเกลี่ย เยื่อเมล็ดงาลงในราง ประพรมด้วยน้ำ แล้วคั้นอยู่เรื่อยไป บุรุษนั้นก็ต้องได้ น้ำมันอยู่เอง. ข้อนี้เพราะเหตุอะไร ? เพราะเหตุแห่งการได้น้ำมันนั้น เป็นสิ่งที่ บุรุษนั้นได้ทำแล้ว โดยลึกซึ้งแยบคาย ฉันใดก็ฉันนั้น. (ทรงให้อุปมาโดยทำนองนี้อีก สามข้อ คือบุรุษผู้ต้องการน้ำนม รีดน้ำนมจากแม่โคลูกอ่อน, บุรุษผู้ต้องการเนย ปั่นเนยจากนมที่หมัก เป็นเยื่อแล้ว, บุรุษผู้ต้องการไฟ สีไฟจากไม้แห้ง, ก็ย่อมได้ผลตามที่ตนต้องการ. แม้จะทำความหวัง หรือความไม่หวังก็ตาม ผลนั้น ๆ ก็ย่อมมีให้เอง เพราะได้มีการทำที่ถูกต้องลงไปแล้ว). ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ภูมิชสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๗๙/๔๑๔, ตรัสแก่พระภูมิชเถระ ที่เวฬุวัน.
น.2046 พธิปักขิยธรรม ๑ ภิกษุ ท. ! ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ธรรมเหล่า นั้น พวกเธอทั้งหลาย พึงรับเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่วถึง พึงอบรม กระทำ ให้มาก โดยอาการที่พรหมจรรย์นี้ จักมั่นคง ดำรงอยู่ได้ ตลอดกาลนาน. ข้อนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่คน เป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก, และเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งแก่เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุ ท .! ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ? ธรรมเหล่านั้นได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘. ภิกษุ ท .! ธรรมเหล่านี้แล ที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่ง ที่พวกเธอทั้งหลาย พึงรับเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่วถึง พึงอบรม กระทำให้มาก โดยอาการที่พรหมจรรย์นี้ จักมั่นคง ดำรงอยู่ได้ ตลอดกาลนาน. ข้อนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่คนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก, และเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งแก่เทวดา แลมนุษย์ทั้งหลาย. สติปัฏฐานที่เอียงไปนิพพาน๒ ภิกษุ ท .! ลำแม่น้ำคงคา ลุ่มไปทางทิศตะวันออก ลาดไปทางทิศ ตะวันออก เทไปสู่ทิศตะวันออก ข้อนี้แม้ฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรม ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๔๐/๑๐๗. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๕๔/๘๓๙,๘๔๐.
น.2047 สติปัฏฐานสี่อยู่ กระทำสติปัฏฐานสี่ให้มากอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรมสติปัฏฐานสี่ กระทำสติปัฏฐานสี่ให้มากอยู่ ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย เนื่อง ๆ อยู่, เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายเนือง ๆ อยู่, เป็นผู้ พิจารณาเห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่, เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย เนื่อง ๆ อยู่; มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรมสติปัฏฐานสี่อยู่ กระทำสติปัฏฐานสี่ให้มากอยู่ ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน ด้วยอาการ อย่างนี้แล. สัมมัปปธานที่เอียงไปนิพพาน ๑ ภิกษุ ท .! ลำแม่น้ำคงคา ลุ่มไปทางทิศตะวันออก ลาดไปทางทิศ ตะวันออก เทไปสู่ทิศตะวันออก ข้อนี้แม้ฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรม ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๑๙/๑๐๙๑-๒.
น.2048 สัมมัปปธานสี่อยู่ กระทำสัมมัปปธานสี่ให้มากอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุ ท. ! ภิกษุอบรมสัมมัปปธานสี่ กระทำสัมมัปปธานสี่ให้มากอยู่ ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิด ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อการไม่เกิดขึ้นแห่งสิ่ง อันเป็นอกุศลลามกทั้งหลาย ที่ยังไม่เกิด, เพื่อละเสียซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศลลามก ที่เกิดขึ้นแล้ว, เพื่อการเกิดขึ้นแห่งกุศลทั้งหลายที่ยังไม่เกิด, และเพื่อความ ตั้งอยู่ได้ ไม่เลอะเลือน เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญบริบูรณ์ แห่งสิ่งอัน เป็นกุศลทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรมสัมมัปปธานสี่อยู่ กระทำสัมมัปปธานสี่ให้มาก อยู่ ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน ด้วย อาการอย่างนี้แล. อิทธิบาทที่เอียงไปนิพพาน ๑ ภิกษุ ท .! ลำแม่น้ำคงคา ลุ่มไปทางทิศตะวันออก ลาดไปทางทิศ ตะวันออก เทไปสู่ทิศตะวันออก ข้อนี้แม้ฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรม อิทธิบาทสี่อยู่ กระทำอิทธิบาทสี่ให้มากอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาด ไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๗๔/๑๒๔๙, ๑๒๕๐.
น.2049 ตะวันออก เทไปสู่ทิศตะวันออก ข้อนี้แม้ฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรม โพชฌงค์เจ็ดอยู่ กระทำโพชฌงค์เจ็ดให้มากอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรมโพชฌงค์เจ็ด กระทำโพชฌงค์เจ็ดให้มากอยู่ ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอบรมสติสัมโพชฌงค์, ย่อมอบรม ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์, ย่อมอบรมวิริยสัมโพชฌงค์, ย่อมอบรมปีติสัมโพชฌงค์, ย่อมอบรมปัสสิทธิสัมโพชฌงค์, ย่อมอบรมสมาธิสัมโพชฌงค์, ย่อมอบรม อุเปกขาสัมโพชฌงค์, ชนิดที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปสู่ ความปล่อยวาง. ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรมโพชฌงค์เจ็ดอยู่ กระทำโพชฌงค์เจ็ดให้มากอยู่ ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน ด้วยอาการ อย่างนี้แล. อัฏฐังคิกมรรคที่เอียงไปนิพพาน ๑ ภิกษุ ท .! ลำแม่น้ำคงคา ลุ่มไปทางทิศตะวันออก ลาดไปทางทิศ ตะวันออก เทไปสู่ทิศตะวันออก ข้อนี้แม้ฉันใด; ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรม ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๘/๑๘๓-๔.
น.2050 ขอบ อริยอัฏฐังคิกมรรคอยู่ กระทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้ลุ่มไป ทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรมอริยอัฏฐังคิกมรรค กระทำอริยอัฏฐังคิกมรรค ให้มากอยู่ ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่นิพพาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอบรมสัมมาทิฏฐิ, ย่อมอบรม สัมมาสังกัปปะ, ย่อมอบรมสัมมาวาจา, ย่อมอบรมสัมมากัมมันตะ, ย่อมอบรม สัมมาอาชีวะ, ย่อมอบรมสัมมาวายามะ, ย่อมอบรมสัมมาสติ, ย่อมอบรม สัมมาสมาธิ, ชนิดที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปสู่ความ ปล่อยวาง. ภิกษุ ท .! ภิกษุ อบรมอริยอัฏฐังคิกมรรคอยู่ กระทำอริยอัฏฐัง- คิกมรรคให้มากอยู่ ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปสู่ นิพพาน ด้วยอาการอย่างนี้แล. เชิงรองของจิต ๑ ภิกษุ ท .! หม้อ ที่ไม่มีเชิงรองรับ ย่อมกลิ้งได้ง่าย. ส่วนหม้อที่มี เชิงรองรับ ย่อมกลิ้งได้ยาก. ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : จิตที่ไม่มีเครื่อง รองรับ ย่อมหมุนไปได้ง่าย. ส่วนจิต ที่มีเครื่องรองรับ ย่อมหมุนไป ได้ยาก. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๕/๗๘-๙.
น.2051 ภิกษุ ท .! เครื่องรองรับของจิต เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล ได้แก่ ความเข้าใจอันถูกต้อง, ความมุ่งหมายอันถูกต้อง, การพูดจาอันถูกต้อง, การทำงานอันถูกต้อง, การเลี้ยงชีวิตอันถูกต้อง, ความพยายามอันถูกต้อง, ความระลึกอันถูกต้อง, ความปักใจมั่นคงอันถูกต้อง. อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล เป็นเครื่องรองรับของจิต. อริยสัมมาสมาธิ ๑ ภิกษุ ท .! เราจักแสดง สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ ที่ประกอบด้วย มูลฐาน และเครื่องปรุงพร้อมอย่างทั่วถึง แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอจงฟัง ข้อนั้น. ภิกษุ ท .! สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ ที่ประกอบด้วยมูลฐาน และ เครื่องปรุงพร้อมอย่างทั่วถึง เป็นอย่างไรเล่า ? สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะนั้น ได้แก่ ความเข้าใจอันถูกต้อง, ความมุ่งหมายอันถูกต้อง, การพูดจาอันถูกต้อง, การทำงานอันถูกต้อง, การเลี้ยงชีวิตอันถูกต้อง, ความพยายามอันถูกต้อง, ความระลึกอันถูกต้อง และความตั้งใจมั่นอันถูกต้อง. ๒ ภิกษุ ท .! ภาวะแห่งความเป็นหนึ่งของจิต แวดล้อมแล้วด้วยองค์ ทั้ง ๗ เหล่านี้แล เราเรียกว่า สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ ที่ประกอบด้วย มูลฐาน และเครื่องปรุงพร้อมอย่างทั่วถึง. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๕ -๖/๘๑-๘๓. ๒. บาลีบางแห่ง เช่น มหาจัตตารีสกสูตร อุปริ. ม. หามีคำว่า "ความตั้งใจมั่นอันถูกต้อง" คำนี้ไม่. เข้าใจว่า บาลีแห่งนั้นตกหล่น จึงถือเอาตามบาลีแห่งนี้ ซึ่งมีคำคำนี้ด้วย นับเป็นมรรค มีองค์ครบทั้ง ๘ องค์ นั่นแหละ ได้นามอีกนามหนึ่งว่า "อริยสัมมาสมาธิ อันประกอบด้วยมูลฐาน และประกอบเครื่องปรุงพร้อมอย่างทั่วถึง".
น.2052 ลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ๑ สุภัททะ ! ในธรรมวินัย ที่ไม่มีอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมไม่มีสมณะที่ ๑ (โสดาบัน), ที่ ๒ (สกทาคามี), ที่ ๓ (อนาคามี), ที่ ๔ (อรหันต์). สุภัททะ ! ในธรรมวินัยนี้แล มีอริยมรรคมีองค์ ๘ จึงมีสมณะที่ ๑, ที่ ๒, ที่ ๓, ที่ ๔. สุภัททะ ! ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ พึงอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่าง จากพระอรหันต์ทั้งหลายแล. (ง. เกี่ยวกับระเบียบแห่งการอยู่กันเป็นหมู่ ๘ เรื่อง) หมู่ซึ่งอยู่เป็นผาสุก ๒ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยอาการอย่างไร จึงชื่อว่าอยู่เป็นผาสุก ?" ท่าน พระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า. อานนท์ ! เมื่อภิกษุเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลด้วยตนเองแล้ว ไม่กล่าว ข่มผู้อื่น ด้วยศีลอันยิ่ง (ของตน). อานนท์ ! ภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ จึงชื่อว่าอยู่เป็นผาสุก. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ปริยายอื่นยังมีอีกหรือไม่ ภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยอาการอย่างไร จึงชื่อว่า อยู่เป็นผาสุก ?" ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๗๕/๑๓๘, ตรัสแก่สุภัทท- ปริพพาชก ที่สาลวัน แห่งเมืองกุสินารา ณ ราตรีที่ปรินิพพาน. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๕๐/๑๐๖, ตรัสแก่ท่านพระอานนท์ ที่โฆสิตาราม.
น.2053 อานนท์ ! มีอยู่ : เมื่อภิกษุเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยตนเองแล้ว ไม่กล่าวข่มผู้อื่นด้วยศีลอันยิ่ง ประการหนึ่ง ; และยังเป็นผู้คอยจ้องดูตนเอง ไม่มัว เพ่งดูคนอื่น อีกประการหนึ่ง. อานนท์ ! ภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ จึงชื่อว่า อยู่เป็นผาสุก. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ปริยายอื่นยังมีอีกหรือไม่ ภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยอาการอย่างไร จึงชื่อว่า อยู่เป็นผาสุก ?" อานนท์ ! มีอยู่ : เมื่อภิกษุเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยตนเองแล้ว ไม่กล่าวข่มผู้อื่นด้วยศีลอันยิ่ง, เป็นผู้คอยจ้องดูตนเอง ไม่มัวเพ่งดูคนอื่น; และ ยังเป็นผู้ไม่ปรากฏชื่อเสียง ก็ไม่กระวนกระวายใจเพราะความไม่ปรากฏชื่อเสียงนั้น อีกประการหนึ่ง. อานนท์ ! ภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ จึงชื่อว่าอยู่เป็น ผาสุก. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ปริยายอื่นยังมีอีกหรือไม่ ภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยอาการอย่างไร จึงชื่อว่า อยู่เป็นผาสุก ?" อานนท์! มีอยู่ : เมื่อภิกษุเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยตนเองแล้ว ไม่กล่าวข่มผู้อื่นด้วยศีลอันยิ่ง, เป็นผู้คอยจ้องดูตนเอง ไม่มัวเพ่งดูคนอื่น, เป็นผู้ยัง ไม่ปรากฏชื่อเสียง ก็ไม่กระวนกระวายใจเพราะความไม่ปรากฏชื่อเสียงนั้น ; และยังเป็นผู้ได้ตามต้องการ ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งฌานสี่ อันเป็นธรรม เป็นไปในจิตอันยิ่ง เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม อีกประการหนึ่ง. อานนท์! ภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ จึงชื่อว่าอยู่เป็นผาสุก. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ปริยายอื่นยังมีอีกหรือไม่ ภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยอาการอย่างไร จึงชื่อว่า อยู่เป็นผาสุก ?" อานนท์! มีอยู่ : เมื่อภิกษุเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยตนเองแล้ว ไม่กล่าวข่มผู้อื่นด้วยศีลอันยิ่ง, เป็นผู้คอยจ้องดูตนเอง ไม่มัวเพ่งดูคนอื่น, เป็น ผู้ยังไม่ปรากฏชื่อเสียง ก็ไม่กระวนกระวายใจเพราะความไม่ปรากฏชื่อเสียงนั้น,
น.2054 เป็นผู้ได้ตามต้องการ ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งฌานสี่ อันเป็นธรรมเป็นไป ในจิตอันยิ่ง เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม; และยังเป็นผู้ทำให้แจ้ง เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้วแลอยู่ อีกประการหนึ่ง. อานนท์ ! ภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ จึงชื่อว่าอยู่เป็นผาสุก. อานนท์! เรากล่าวว่า ธรรมเครื่องอยู่ผาสุกอื่นซึ่งสูงกว่า หรือประณีตกว่าธรรมเครื่องอยู่ผาสุก (คือการ ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ) นี้ หามีไม่เลย. ผู้มีธรรมเครื่องอยู่ผาสุก ๑ ภิกษุ ท .! ธรรมเป็นเครื่องอยู่ผาสุกห้าอย่างเหล่านี้. ห้าอย่างอะไร บ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) การทำซึ่งประกอบด้วยเมตตา ที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปตั้งไว้ เฉพาะแล้ว ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งใน ที่ลับ. (๒) การพูดซึ่งประกอบด้วยเมตตา ที่เธอเข้าไปตั้งไว้เฉพาะแล้ว ใน เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ (๓) การคิดซึ่งประกอบด้วยเมตตา ที่เธอเข้าไปตั้งไว้เฉพาะแล้ว ใน เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๔๙/๑๐๕.
น.2055 (๔) ศีลเหล่าใดซึ่งเป็นศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกแตะต้องด้วยตัณหาทิฏฐิ และเป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ, เธอ เป็นอยู่อย่างผู้มีศีลเสมอกัน ด้วยศีลทั้งหลายเช่นนั้น ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหม- จรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ (๕) ความเห็นอันใดซึ่งเป็นความเห็นอันประเสริฐ เป็นความเห็นที่ ผลักดันไปในทางที่ถูก ย่อมนำไป เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามความ เห็นนั้น, เธอเป็นอยู่อย่างผู้มีความเห็นเสมอกัน ด้วยความเห็นเช่นนั้น ในเพื่อน ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ ภิกษุ ท .! ธรรมเป็นเครื่องอยู่ผาสุกห้าอย่างเหล่านี้แล. ภิกษุเก่าคอยช่วยภิกษุใหม่ ๑ อานนท์! ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรม- วินัยนี้, ภิกษุเหล่านั้น อันพวกเธอทั้งหลาย พึงชักชวน พึงให้ตั้งมั่น พึงให้ ดำรงอยู่เฉพาะ ในธรรมห้าอย่าง. ธรรมห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) ภิกษุใหม่นั้น อันพวกเธอทั้งหลายพึงชักชวน พึงให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่เฉพาะ ในปาติโมกขสังวร ด้วยอาการอย่างนี้ว่า "มาเถิด ผู้มีอายุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยมรรยาท และโคจรอยู่เถิด, จงเป็นผู้เห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้เป็นโทษเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด" ดังนี้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๕๖/๑๑๔, ตรัสแก่ท่านพระอานนท์ ที่อันธก- วินทนคร ในประเทศมคธ.
น.2056 (๒) ภิกษุใหม่นั้น อันพวกเธอทั้งหลายพึงชักชวน พึงให้ตั้งมั่น พึง ให้ดำรงอยู่เฉพาะ ในอินทรียสังวร ด้วยอาการอย่างนี้ว่า "มาเถิด ผู้มีอายุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย มีสติคอยอารักขา มีสติคอยปกป้อง มีใจถูกคุ้มครองแล้ว ประกอบด้วยใจอันสติคอยอารักขาแล้ว อยู่เถิด" ดังนี้. (๓) ภิกษุใหม่นั้น อันพวกเธอทั้งหลายพึงชักชวน พึงให้ตั้งมั่น พึง ให้ดำรงอยู่เฉพาะ ในการหยุดพูดพล่าม ด้วยอาการอย่างนี้ว่า "มาเถิด ผู้มีอายุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้พูดแต่น้อยคำ จงทำการหยุดการพูดพล่ามเสียเถิด" ดังนี้. (๔) ภิกษุใหม่นั้น อันพวกเธอทั้งหลาย พึงชักชวน พึงให้ตั้งมั่น พึง ให้ดำรงอยู่เฉพาะ ในการหลีกออกจากหมู่ด้วยกาย ด้วยอาการอย่างนี้ว่า "มาเถิด ผู้มีอายุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้สมาทานการอยู่ป่า จงเสพเฉพาะเสนา- สนะอันเงียบสงัดที่เป็นป่าและป่าชัฏเถิด" ดังนี้. (๕) ภิกษุใหม่นั้น อันพวกเธอทั้งหลาย พึงชักชวน พึงให้ตั้งมั่น พึ่งให้ดำรงอยู่เฉพาะ ในความเห็นชอบ ด้วยอาการอย่างนี้ว่า "มาเถิด ผู้มีอายุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นสัมมาทิฏฐิ ประกอบด้วยความเห็นชอบเถิด" ดังนี้. อานนท์! ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรม- วินัยนี้, ภิกษุเหล่านั้น อันพวกเธอทั้งหลาย พึงชักชวน พึงให้ตั้งมั่น พึง ให้ดำรงอยู่เฉพาะ ในธรรมห้าอย่างเหล่านี้แล การเป็นอยู่ที่ไม่เสื่อม แบบที่หนึ่ง ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ ประชุมกัน ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/ ๒๑/๒๑.
น.2057 ให้มากพอ อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความ เสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักพร้อมเพรียงกันเข้าประชุม จักพร้อม เพรียงกันเลิกประชุม จักพร้อมเพรียงกันทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ อยู่เพียงใด, ความ เจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่ เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่าง เคร่งครัด อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความ เสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ภิกษุ พวกที่เป็นเถระ มีพรรษายุกาล บวชนาน เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ และตน จักต้องเข้าใจตัวว่าต้องเชื่อฟังถ้อยคำของท่านเหล่านั้น อยู่เพียงใด, ความเจริญ ก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่ลุอำนาจแก่ตัณหา ซึ่งเป็นตัวเหตุ ก่อให้เกิดภพใหม่ ที่เกิดขึ้นแล้ว อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลาย หวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักมีใจจดจ่อในเสนาสนะป่า อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักเข้าไปตั้งสติไว้อย่างมั่นเหมาะว่า "ทำ ไฉนหนอ ขอเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน ซึ่งมีศีลเป็นที่รัก ยังไม่มา
น.2058 ขอให้มา, ที่มาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุขเถิด" ดังนี้ อยู่เพียงใด, ความเจริญก็ เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมเจ็ดประการเหล่านี้ ยัง คงดำรงอยู่ได้ในภิกษุทั้งหลาย และพวกเธอก็ยังเห็นพ้องต้องกันในธรรมเจ็ด ประการเหล่านี้ อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มี ความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. การเป็นอยู่ที่ไม่เสื่อม แบบที่สอง ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่เป็นผู้พอใจในการทำงานก่อสร้าง ไม่ประกอบความเป็นผู้พอใจในการทำงานก่อสร้าง อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็น สิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่เป็นผู้พอใจในการคุย ไม่ประกอบ ความเป็นผู้พอใจในการคุย อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลาย หวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่เป็นผู้พอใจในการนอน ไม่ประกอบ ความเป็นผู้พอใจในการนอน อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลาย หวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่ นั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่เป็นผู้พอใจในการจับกลุ่มคลุกคลีกัน ไม่ประกอบความเป็นผู้พอใจในการจับกลุ่มคลุกคลีกัน อยู่เพียงใด, ความเจริญ ก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๓/๒๒.
น.2059 ไม่เป็นผู้มีความปรารถนาอันเลวทราม ไม่ลุอำนาจแก่ความปรารถนาอันเลวทราม อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท. ! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่เป็นผู้มีมิตรชั่ว สหายชั่ว เพื่อนเกลอชั่ว อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่ เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่เป็นผู้หยุดเลิกเสียในระหว่างเนื่องจาก ได้บรรลุคุณวิเศษสักเล็กน้อยแล้ว อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลาย หวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. การเป็นอยู่ที่ไม่เสื่อม แบบที่สาม ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักเป็น ผู้มีศรัทธา อยู่เพียงใด, ความเจริญ ก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักเป็นผู้มีหิริ ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักเป็น ผู้มีโอตตัปปะ ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักเป็น พหูสูต ฯลฯ ภิกษุ ท. ! ภิกษุทั้งหลาย จักเป็นผู้ปรารภความเพียร ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักเป็น ผู้มีสติ ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักเป็น ผู้มีปัญญา อยู่เพียงใด, ความเจริญ ก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตตก. อํ. ๒๓/๒๓/๒๓.
น.2060 ขอบ การเป็นอยู่ที่ไม่เสื่อม แบบที่สื่ ๑ ภิกษุ ท. ! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมสติสัมโพชฌงค์ อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมปัสสิทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมสมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. การเป็นอยู่ที่ไม่เสื่อม แบบที่ห้า ๒ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมอนิจจสัญญา อยู่เพียงใด, ความ เจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๔/๒๔. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๔/๒๕.
น.2061 อบรมอนัตตสัญญา ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมอสุภสัญญา ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมอาทีนวสัญญา ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมปหานสัญญา ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมวิราคสัญญา ฯลฯ ภิกษุ ท .! ภิกษุทั้งหลาย จักอบรมนิโรธสัญญา อยู่เพียงใด, ความ เจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท .! ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมเจ็ดประการเหล่านี้ ยัง คงดำรงอยู่ได้ในภิกษุทั้งหลาย และพวกเธอก็ยังเห็นพ้องต้องกันในธรรมเจ็ด ประการเหล่านี้ อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มี ความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. หมวดที่สิบสอง จบ.
น.2062 ผู้ชี้ชวนวิงวอน ! ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ภิกษุ ท. ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺชมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ภิกษุ ท. ! นั้น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. (สหายตนวคฺค สํ. ๑๘/๔๔๑/๖๗๔) ๓๑๑
Buddhadasa