น.1989 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๑ ว่าด้วย การมีสังวร ๑. ผู้มีหลักเสาเขื่อน ๒. ไม่ตกอบาย ดีกว่า ๓. ช้างนาบุญ ๔. ผู้พิชิตสงครามถึงที่สุดแล้ว ๕. ผู้พิชิตสงครามถึงที่สุดแล้ว (อีกนัยหนึ่ง) ๖. ผู้อยู่ในร่องรอย ๗. ผู้สมควรอยู่ป่า ๘. ผู้ต้องติดต่อด้วยสตรี ๙. ผู้ทำตามคำสั่งแท้จริง ๑๐. กระดองของบรรพชิต ๑๑. เอาตัวรอดได้เพราะสังวรด้วยความรู้ ๑๒. ผู้สำรวมมาจากภายใน ๑๓. ผู้ได้รับผลแห่งอินทรีย์สังวร ๒๓๖
น.1990 ต้องเสียกติกาณ์ (ปฏิปักขนัย ของหมวด ๒ อันว่าด้วยการไม่สังวร) ผู้มีหลักเสาเขื่อน ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้มีสังวรนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ เมื่อเห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก, ลิ้มรส ด้วยลิ้น, สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ; ก็ไม่สยบอยู่ ในอารมณ์ที่น่ารัก ไม่เคียดแค้นในอารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้ตั้งไว้ซึ่งกายคตาสติ มีจิตหาประมาณมิได้, ย่อมรู้ตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันเป็น ที่ดับแห่งบาปอกุศลที่เกิดแล้วแก่เขานั้นโดยสิ้นเชิง. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์หกชนิด อันมีที่อยู่อาศัยต่างกัน มีที่เที่ยวหากินต่างกัน มาผูกรวมกันด้วยเชือกอันมั่นคง คือ เขาจับงูมาผูกด้วย เชือกเหนียวเส้นหนึ่ง, จับจระเข้, จับนก, จับสุนัขบ้าน, จับสุนัขจิ้งจอก และ จับลิง, มาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่ง ๆ ครั้นแล้ว นำไปผูกไว้กับเสาเขื่อน หรือเสาหลักอีกต่อหนึ่ง. ภิกษุ ท. ! ครั้งนั้น สัตว์ทั้งหกชนิดเหล่านั้นมีที่อาศัย และที่เที่ยวต่าง ๆ กัน ก็ยื้อแย่งฉุดดึงกัน เพื่อจะไปสู่ที่อาศัยและที่เที่ยวของตน ๆ : งูจะเข้าจอมปลวก, จระเข้จะลงน้ำ, นกจะบินขึ้นไปในอากาศ, สุนัขจะเข้าบ้าน, ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สฬา. สํ. ๑๘/๒๔๗/๓๔๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒๓๗
น.1991 สุนัขจิ้งจอกจะไปป่าช้า, และลิงก็จะไปป่า. ภิกษุ ท .! ในกาลใดแล ความ เป็นไปภายในของสัตว์ทั้งหกชนิดเหล่านั้น มีแต่ความเมื่อยล้าแล้ว, ในกาลนั้น มันทั้งหลายก็จะพึงเข้าไปยืนเจ่า นั่งเจ่า นอนเจ่า อยู่ข้างเสาเขื่อน หรือเสาหลัก นั้นเอง. ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! ภิกษุรูปใดได้อบรมกระทำให้มากในกายคตาสติแล้ว ตา ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารูปที่น่าพอใจ, รูปที่ไม่น่าพอใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอ รู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; หู ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่น่าฟัง, เสียงที่ไม่ น่าฟังก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ; จมูก ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหา กลิ่นที่น่าสูดดม, กลิ่นที่ไม่น่าสูดดมก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง; ลิ้น ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารสที่ชอบใจ, รสที่ไม่ชอบใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึก อึดอัดขยะแขยง ; กาย ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาสัมผัสที่ยั่วยวนใจ, สัมผัส ที่ไม่ยั่วยวนใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง; และใจ ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุ นั้นไปหาธรรมารมณ์ที่ถูกใจ, ธรรมารมณ์ที่ไม่ถูกใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัด ขยะแขยง; ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้มีสังวร เป็นอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! คำว่า “เสาเขื่อน หรือเสาหลัก" นี้เป็นคำเรียกแทนชื่อแห่ง กายคตาสติ. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียก ใจไว้ว่า "กายคตาสติของเราทั้งหลาย จักเป็นสิ่งที่เราอบรม กระทำให้มาก กระทำให้เป็นยานเครื่องนำไป กระทำให้เป็นของที่อาศัยได้ เพียรตั้งไว้เนือง ๆ เพียรเสริมสร้างโดยรอบคอบ เพียรปรารภสม่ำเสมอด้วยดี" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล.
น.1992 ไม่ตกอบายดีกว่า ๑ ภิกษุ ท. ! อินทรีย์คือดวงตา ถูกแทงด้วยซี่เหล็กอันร้อนจัดเป็น เปลวลุกโชน เสียยังดีกว่า : การถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือหรือ โดยการแยกถือเป็นส่วน ๆ ในรูปอันเห็นด้วยตานั้น ไม่ดีเลย. ภิกษุ ท. ! วิญญาณอันกำหนัดแล้วด้วยความยินดี ในการถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบ ถือทั้งหมดก็ตาม วิญญาณอันกำหนัดแล้วด้วยความยินดีในการถือเอาโดยลักษณะ ที่เป็นการแยกถือเป็นส่วน ๆ ก็ตาม กำลังตั้งอยู่, ถ้าแหละบุคคลตายลงใน ขณะนั้นไซร้ คติที่เขาจะพึงไป มีสองอย่าง คือ นรก หรือกำเนิดเดรัจฉาน ข้อนี้เป็นฐานะที่แน่นอน. ภิกษุ ท .! เรากล่าวอย่างนี้ เพราะเห็นโทษอันนี้เอง. ภิกษุ ท .! อินทรีย์คือหู ถูกกระชากด้วยขอเหล็กอันร้อนจัดเป็น เปลวลุกโชน เสียยังดีกว่า : การถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือหรือโดย การแยกถือเป็นส่วน ๆ ในเสียงอันฟังด้วยหูนั้น ไม่ดีเลย, ---ฯลฯ --- ๒ ภิกษุ ท. ! เรากล่าวอย่างนี้ เพราะเห็นโทษอันนี้เอง. ภิกษุ ท .! อินทรีย์คือจมูก ถูกคว้านภายในด้วยมีดที่คมอันร้อนจัด เป็นเปลวลุกโชน เสียยังดีกว่า : การถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือหรือ โดยการแยกถือเป็นส่วน ๆ ในกลิ่นอันดมด้วยจมูกนั้น ไม่ดีเลย. --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท. ! เรากล่าวอย่างนี้ เพราะเห็นโทษอันนี้เอง. ภิกษุ ท .! อินทรีย์คือลิ้น ถูกตัดเสียด้วยมีดโกนที่คมกล้าอันร้อน จัดเป็นเปลวลุกโชน เสียยังดีกว่า : การถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สฬา. สํ. ๑๘/๒๑๐/๓๐๓. ๒. เติมให้เต็ม อย่างเดียวกับข้อบน.
น.1993 รือโดยการแยกถือเป็นส่วน ๆ ในรสอันลิ้มด้วยลิ้นนั้น ไม่ดีเลย. --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! เรากล่าวอย่างนี้ เพราะเห็นโทษอันนี้เอง. ภิกษุ ท .! อินทรีย์คือกาย ถูกแทงด้วยหอกที่คมอันร้อนจัดเป็น เปลวลุกโชน เสียยังดีกว่า : การถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือหรือโดย การแยกถือเป็นส่วน ๆ ในโผฏฐัพพะอันสัมผัสด้วยกายนั้น ไม่ดีเลย. ภิกษุ ท. ! วิญญาณอันกำหนัดแล้วด้วยความยินดี ในการถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือ ทั้งหมดก็ตาม วิญญาณอันกำหนัดแล้วด้วยความยินดีในการถือเอาโดยลักษณะที่ เป็นการแยกถือเป็นส่วน ๆ ก็ตาม กำลังตั้งอยู่. ถ้าแหละบุคคลตายลงในขณะนั้น ไซร์ คติที่เขาจะพึงไปมีสองอย่าง คือ นรก หรือกำเนิดเดรัจฉาน. ข้อนี้เป็น ฐานะที่แน่นอน. ภิกษุ ท .! เรากล่าวอย่างนี้ เพราะเห็นโทษอันนี้เอง. ภิกษุ ท .! การนอนหลับ ยังดีกว่า, แม้เราจะกล่าวว่า การนอนหลับ เป็นโทษ ไร้ผล เป็นความหลงใหล สำหรับผู้ที่มีชีวิตอยู่ ก็จริงแล, แต่เพราะ การตื่น ที่เต็มไปด้วยวิตกอันเลวทราม อาจทำลาย (ภาวะแห่ง) สงฆ์เสีย ได้นั้น ไม่ดีเลย. ภิกษุ ท.! เรากล่าวดังนี้ เพราะเห็นโทษอันต่ำทราม สำหรับผู้ที่มีชีวิตอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ช้างนาบุญ ๑ ภิกษุ ท .! ช้างหลวงที่ประกอบด้วยองค์ห้า ย่อมเป็นช้างคู่ควรแก่ พระราชา แยก เป็นโภคะประจำองค์พระราชา นับว่าเป็นองค์อวัยวะของ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๗๘/ ๑๓๙.
น.1994 พระราชา. องค์ห้าอะไรบ้างเล่า ? องค์ห้า คือ ช้างหลวงในกรณีนี้ เป็นช้าง ที่อดทนต่อรูปทั้งหลาย ๑. อดทนต่อเสียงทั้งหลาย ๑, อดทนต่อกลิ่นทั้งหลาย ๑, อดทนต่อรสทั้งหลาย ๑. อดทนต่อโผฏฐัพพะทั้งหลาย ๑. ภิกษุ ท .! ช้างหลวงที่อดทนต่อรูปทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ช้างหลวงเมื่อออกศึก ได้เห็นหมู่พลช้างก็ดี, หมู่พลม้า ก็ดี, หมู่พลรถก็ดี, หมู่พลราบก็ดี, (ของฝ่ายข้าศึก) แล้ว ก็ไม่ระย่อ ห่อหด ย่อมยืนหยัด ย่อมอาจที่จะเข้าสู่การรบได้. ภิกษุ ท .! ช้างหลวงอย่างนี้ ชื่อว่า อดทนต่อรูปทั้งหลาย ภิกษุ ท. ! ช้างหลวงที่อดทนต่อเสียงทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ช้างหลวงเมื่อออกศึก ได้ยินเสียงหมู่พลช้างก็ดี, หมู่พลม้า ก็ดี, หมู่พลรถก็ดี, หมู่พลราบก็ดี, ได้ยินเสียงกึกก้องแห่งกลอง บัณเฑาะว์ สังข์ และมโหระทึกก็ดี, แล้วก็ไม่ระย่อ ห่อหด ย่อมยืนหยัด ย่อมอาจที่จะเข้าสู่การ รบได้. ภิกษุ ท .! ช้างหลวงอย่างนี้ ชื่อว่า อดทนต่อเสียงทั้งหลาย ภิกษุ ท .! ช้างหลวงที่อดทนต่อกลิ่นทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ช้างหลวงเมื่อออกศึก ได้กลิ่นมูตและกรีส (ปัสสาวะและ อุจจาระ) ของช้างทั้งหลาย ชนิดที่เป็นชั้นจ่าเจนสงครามเข้าแล้ว ก็ไม่ระย่อ ห่อหด ย่อมยืนหยัด ย่อมอาจที่จะเข้าสู่การรบได้. ภิกษุ ท .! ช้างหลวงอย่างนี้ ชื่อว่า อดทนต่อกลิ่นทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! ช้างหลวงที่อดทนต่อรสทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ช้างหลวงเมื่อออกศึก เมื่อไม่ได้รับการทอดหญ้าและน้ำ มื้อหนึ่ง หรือสองมื้อ สามมื้อ สี่มื้อ หรือห้ามื้อ ก็ไม่ระย่อ ห่อหด ย่อม ยืนหยัด ย่อมอาจที่จะเข้าสู่การรบได้. ภิกษุ ท .! ช้างหลวงอย่างนี้ ชื่อว่า อดทนต่อรสทั้งหลาย.
น.1995 ภิกษุ ท. ! ช้างหลวงที่อดทนต่อโผฏฐัพพะทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้ ช้างหลวงเมื่อออกศึก ถูกศรที่เขายิงมาอย่างแรง เข้าหนึ่งลูก หรือสองลูก สามลูก สี่ลูก หรือห้าลูก ก็ไม่ระย่อ ห่อหด ย่อมยืนหยัด ย่อมอาจที่จะเข้าสู่การรบได้. ภิกษุ ท .! ช้างหลวงอย่างนี้ ชื่อว่า อดทนต่อ โผฏฐัพพะทั้งหลาย ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยเหตุ ห้าอย่างแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่น่าบูชาด้วยของที่จัดไว้บูชา, น่าต้อนรับด้วยของ ที่จัดไว้ต้อนรับ, น่ารับทักษิณาทานที่อุทิศเพื่อผู้ตาย, น่าไหว้, และเป็น เนื้อนาบุญชั้นดีเยี่ยมของโลก. เหตุห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่าง คือ เป็นผู้ อดทนต่อรูปทั้งหลาย, อดทนต่อเสียงทั้งหลาย, อดทนต่อกลิ่นทั้งหลาย, อดทน ต่อรสทั้งหลาย, อดทนต่อโผฏฐัพพะทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรูปทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว ไม่กำหนัดย้อมใจในรูปอันเป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด ย่อมสามารถที่จะดำรงจิตให้เป็นปรกติอยู่ได้ ภิกษุ ท. ! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่า อดทนต่อรูปทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อเสียงทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ไม่กำหนัดย้อมใจในเสียง อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ย่อมสามารถที่จะดำรงจิตให้เป็นปรกติอยู่ได้ ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่า อดทนต่อเสียงทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อกลิ่นทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ไม่กำหนัดย้อมใจในกลิ่น
น.1996 อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ย่อมสามารถที่จะดำรงจิตให้เป็นปรกติอยู่ได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่า อดทนต่อกลิ่นทั้งหลาย ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรสทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ไม่กำหนัดย้อมใจในรสอันเป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด ย่อมสามารถที่จะดำรงจิตให้เป็นปรกติอยู่ได้ ภิกษุ ท. ! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่า อดทนต่อรสทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อโผฏฐัพพะทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ไม่กำหนัด ย้อมใจในโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ย่อมสามารถที่จะดำรงจิตให้ เป็นปรกติอยู่ได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุอย่างนี้ ชื่อว่า อดทนต่อโผฏฐัพพะ ทั้งหลาย ภิกษุ ท .! ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยเหตุห้าอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็น ผู้ที่น่าบูชาด้วยของที่จัดไว้บูชา, น่าต้อนรับด้วยของที่จัดไว้ต้อนรับ, น่ารับ ทักษิณาทานที่อุทิศเพื่อผู้ตาย, น่าไหว้, และเป็นเนื้อนาบุญชั้นดีเยี่ยมของโลก แล. ผู้พิชิตสงครามถึงที่สุดแล้ว ๑ ภิกษุ ท. ! นักรบอาชีพบางประเภท ทนต่อผงคลีได้, ทนต่อยอดธงชัย ของข้าศึกได้, ทนต่อเสียงโห่ร้องได้, ทนต่อการสัมประหารกันได้, เขาสู้ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๐๑, ๑๐๔/๗๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.1997 เข้าผจญการสงครามนั้น เป็นผู้พิชิตสงคราม แล้วเข้ายึดครองสนามรบไว้ได้. นักรบอาชีพบางประเภทในกรณีนี้เป็นเช่นนี้ เป็นนักรบอาชีพประเภทที่ห้า๑ มีอยู่ในโลก หาได้ในโลก .... ภิกษุ ท .! นักบวชเปรียบด้วยนักรบอาชีพชนิดนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุ หาได้ในหมู่ภิกษุเหมือนกัน. ในกรณีนี้คือ ภิกษุทนต่อ "ผงคลี" ได้, ทนต่อ “ยอดธงชัยของข้าศึก" ได้, ทนต่อ "เสียงโห่ร้อง" ได้, ทนต่อ "การสัม- ประหารกัน" ได้, เธอสู้เข้าผจญการสงครามนั้น เป็นผู้พิชิตสงคราม แล้วเข้า ยึดครองสนามรบไว้ได้. ข้อว่า "สงครามวิชัย" สำหรับภิกษุนั้น ได้แก่อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ คือภิกษุอยู่ป่า หรืออยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่าง, มีมาตุคามเข้าไป นั่งเบียดนอนเบียด นั่งทับนอนทับ. เมื่อเธอถูกกระทำเช่นนั้น, ก็สลัดทิ้ง ปลดเปลื้องเอาตัวรอด หลีกไปได้ตามประสงค์ ภิกษุนั้น ย่อมเสพเสนาสนะอันสงัดเงียบ คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ลำธาร ท้องถ้ำ ป่าช้า บ่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง). เธอไปสู่ป่า หรือไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่างแล้ว ย่อมนั่งคู้ขาเข้าเป็นบัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. เธอละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา คอย ชำระจิตจากอภิชฌา ; ละความประทุษร้ายด้วยอำนาจพยาบาท มีจิตไม่พยาบาท เป็นผู้กรุณา มีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตว์ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากความ ประทุษร้ายด้วยอำนาจพยาบาท ; ละถีนมิทธะ มีจิตปราศจากถิ่นมิทธะ มุ่งอยู่ แต่ความสว่างในใจ มีสติสัมปชัญญะ คอยชำระจิตจากถิ่นมิทธะ ; ละอุทธิจจ- กุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชำระจิตจากอุทธจจกุกกุจจะ ; ๑. ต่อจากเรื่องที่ ๗ หมวดที่ ๒ ว่าด้วยการไม่สังวร.
น.1998 ละวิจิกิจฉา ข้ามพ้นวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า "นี่อะไร นี่อย่างไร ในกุศล- ธรรมทั้งหลาย (เพราะความสงสัย)", คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา. ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์ห้าประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตและทำ ปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ ได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามทั้งหลาย --- ฯลฯ --- บรรลุฌานที่หนึ่ง --- ที่สอง --- ที่สาม --- และที่สี่ แล้วแลอยู่. เธอ ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้ ถึงความไม่หวั่นไหวเช่นนี้ แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณ. เธอ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้ทุกข์. นี้เหตุให้เกิดทุกข์. นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ข้อปฏิบัติให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ; และย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า เหล่านี้อาสวะ, นี้เหตุ ให้เกิดอาสวะ, นี้ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ, นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งอาสวะ. เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นทั้งจากกามาสวะ, ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ; ครั้นจิตหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณว่า หลุดพ้นแล้ว. เธอ ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จ แล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก" ดังนี้. ความที่ภิกษุนั้นสลัดมาตุคามทิ้งพาตัวรอดไปได้ กระทั่งถึงการทำตน ให้สิ้นอาสวะนี้ ได้ในข้อว่า "สงครามวิชัย" สำหรับภิกษุนั้น. ภิกษุ ท .! เปรียบ เหมือนนักรบอาชีพที่ทนต่อผงคลีได้, ทนต่อยอดธงชัยของข้าศึกได้, ทนต่อ เสียงโห่ร้องได้, ทนต่อการสัมประหารกันได้, เขาสู้เข้าผจญสงครามนั้น เป็น ผู้พิชิตสงคราม แล้วเข้ายึดครองสนามรบไว้ได้ ฉันใด; ภิกษุ ท .! เรากล่าว นักบวชนี้ว่า มีนักรบอาชีพชนิดนั้นเป็นคู่เปรียบ ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! นักบวช
น.1999 บางคนในกรณีนี้ เป็นเช่นนี้ เป็นนักบวชเปรียบด้วยนักรบอาชีพประเภทที่ห้า มีอยู่ในหมู่ภิกษุ หาได้ในหมู่ภิกษุ แล. ผู้พิชิตสงครามถึงที่สุดแล้ว ๑ (อีกนัยหนึ่ง) ภิกษุ ท. ! นักรบอาชีพบางประเภท ถือดาบและโล่ สอดใส่ธนูและ แล่ง เข้าสู่สงครามอันประชิดแล้ว. เขาสู้เข้าผจญการสงครามนั้น เป็นผู้มีชัย ชนะในสงคราม แล้วเข้ายึดครองสนามรบไว้ได้. นักรบอาชีพบางประเภทใน กรณีนี้เป็นเช่นนี้ เป็นนักรบอาชีพประเภทที่ห้า ๒ มีอยู่ในโลก หาได้ในโลก.... ภิกษุ ท. ! นักบวชเปรียบด้วยนักรบอาชีพชนิดนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุ หาได้ในหมู่ภิกษุเหมือนกัน. ในกรณีนี้คือ ภิกษุเข้าไปอาศัยหมู่บ้านหรือนิคม แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่. เวลาเช้า เธอครองจีวร ถือบาตร เข้าไปสู่หมู่บ้านหรือ นิคมนั้น เพื่อบิณฑบาต. ด้วยการรักษากาย, รักษาวาจา, รักษาจิต, ตั้งสติไว้มั่น, และด้วยการสำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย, เธอได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก, ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย และได้รู้ ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ก็ไม่รวบถือเอาทั้งหมด และไม่แยกถือเอาเป็นส่วน ๆ. สิ่งที่เป็นอกุศลลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส มักไหลไปตามภิกษุผู้ไม่สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ. เธอก็ปฏิบัติเพื่อ ปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้, เธอรักษาและถึงความสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๐๗, ๑๑๓/๗๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. ต่อจากเรื่องที่ ๑๑ หมวดที่ ๒ ว่าด้วยการไม่สังวร.
น.2000 ภิกษุนั้น ภายหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว ย่อมเสพเสนาสนะ อันสงัดเงียบ คือป่า โคนไม้ ภูเขา ลำธาร ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เธออยู่ป่า หรืออยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่าง ย่อมนั่ง คู้ขาเข้าเป็นบัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. เธอละอภิชฌาในโลก --- ฯลฯ --- ฯลฯ ... ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์ห้าประการ อันเป็นเครื่องเศร้า หมองจิตและทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ ได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามทั้งหลาย --- ฯลฯ --- บรรลุฌานที่หนึ่ง --- ที่สอง --- ที่สาม --- และที่สี่ แล้วและอยู่. เธอ ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้ ถึงความไม่หวั่นไหว เช่นนี้แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณ. เธอ ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้ทุกข์, นี้เหตุให้เกิดทุกข์. นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ ; และย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า เหล่านี้อาสวะ, นี้เหตุให้เกิดอาสวะ, นี้ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ, นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ. เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นทั้งจากกามาสวะ ภวาสวะ และ อวิชชาสวะ ; ครั้นจิตหลุดพ้นแล้วก็เกิดญาณว่า หลุดพ้นแล้ว. เธอย่อมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะ ต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนนักรบอาชีพผู้นั้น ถือดาบและโล่ สอดใส่ธนู และแล่ง เข้าสู่สงครามอันประชิดแล้ว. เขาสู้เข้าผจญการสงครามนั้น เป็น ผู้มีชัยชนะในสงคราม แล้วเข้ายึดครองสนามรบไว้ได้ ฉันใด; ภิกษุ ท .! เรากล่าวนักบวชนี้ว่า มีนักรบอาชีพชนิดนั้นเป็นคู่เปรียบ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. !
น.2001 นักบวชบางคนในกรณีนี้ เป็นเช่นนี้ เป็นนักบวชเปรียบด้วยนักรบอาชีพ ประเภทที่ห้า มีอยู่ในหมู่ภิกษุ หาได้ในหมู่ภิกษุ และ ผู้อยู่ในร่องรอย ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุที่ทำตนเป็นพระประจำสกุล เมื่อประกอบด้วยการ กระทำห้าอย่างแล้ว ย่อมทำให้สกุลทั้งหลายให้ความรัก ให้ความพอใจ ให้ความ เคารพ และตั้งไว้ในภาวะที่ควร. ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ : - (๑) ไม่แสดงอาการเป็นกันเองกับคนที่ยังไม่ถึงขนาดเป็นกันเอง. (๒) ไม่แทรกแซงในสิ่งที่ไม่ได้รับอำนาจมอบหมาย. (๓) ไม่คบคนฝ่ายปฏิปักษ์. (๔) ไม่พูดกระซิบที่หู. (๕) ไม่ขอมากเกินไป. ภิกษุ ท .! ภิกษุที่ทำตนเป็นพระประจำสกุล เมื่อประกอบด้วยการ กระทำห้าอย่างเหล่านี้ ย่อมทำให้สกุลทั้งหลายให้ความรัก ให้ความพอใจ ให้ ความเคารพ และตั้งไว้ในภาวะที่ควร แล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๕๔/๑๑๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2002 ผู้สมควรอยู่ป่า ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุ ที่ประกอบด้วยเหตุสี่อย่างแล้ว สมควรที่จะเสพเฉพาะ ซึ่งเสนาสนะเงียบสงัดอันเป็นป่าและป่าชัฏ เหตุสี่อย่างอะไรบ้างเล่า ? สี่อย่าง คือ : - (๑) เป็นผู้มีความครุ่นคิดในทางการออกจากกาม. (๒) เป็นผู้มีความครุ่นคิดในทางไม่พยาบาท. (๓) เป็นผู้มีความครุ่นคิดในทางไม่เบียดเบียน. (๔) เป็นคนมีปัญญา ไม่โง่เขลาเงอะงะ. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ที่ประกอบด้วยเหตุสี่อย่างเหล่านี้แล้ว สมควรที่จะเสพ เฉพาะซึ่งเสนาสนะเงียบสงัดอันเป็นป่าและป่าชัฏแล. ผู้ต้องติดต่อด้วยสตรี ๒ ท่านพระอานนท์ ทูลถามว่า : - ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะปฏิบัติในมาตุคาม (สตรี) อย่างไร ?" พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า : - “อานนท์ ! การไม่พบปะกัน". "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! เมื่อยังมีการพบปะกัน จะพึงปฏิบัติอย่างไรเล่า ?" ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๔๐/๒๖๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๖๔/๑๓๒.
น.2003 “อานนท์ ! การไม่พูดด้วย". "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อต้องพูดด้วย จะพึงปฏิบัติอย่างไรเล่า ?" "อานนท์ ! ถ้าต้องพูดด้วย พึงมีสติแล". ผู้ทำตามคำสั่งแท้จริง ๑ ภิกษุ ท .! ถ้าหากพวกโจรผู้ทำโจรกรรม พึงเลื่อยอวัยวะใหญ่น้อย ทั้งหลาย ด้วยเลื่อยมีที่สำหรับจับทั้งสองข้างไซร้ แม้ในการที่ถูกทำเช่นนั้น ภิกษุใด มีใจประทุษร้ายต่อโจรนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า มิได้ทำตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุนั้น. ภิกษุ ท .! แม้ในเรื่องนั้น พวกเธอทั้งหลายพึงตั้งใจสำเหนียกไว้ว่า "จิตของเรา ต้องไม่ผิดปรกติด้วย, เราจักไม่เปล่งออกซึ่งวาจาอันเป็นบาปด้วย, เราจักเป็นผู้อยู่อย่างผู้ที่มีความเอ็นดู คิดจะทำประโยชน์เกื้อกูล มีจิตเมตตา หาโทสจิตแทรกมิได้ด้วย, เราจักอยู่ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปยัง บุคคลนั้นด้วย, และจักอยู่ด้วยใจ อันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ใหญ่หลวง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ปราศจากพยาบาท แต่ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง โดยมี บุคคลนั้นเป็นอารมณ์ด้วย." ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงตั้งใจสำเหนียกไว้ อย่างนี้แล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต กกจูปมสูตร มู.ม. ๑๒/๒๖๐/๒๗๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
น.2004 กระดองของบรรพชิต ๑ ภิกษุ ท .! เรื่องเคยมีมาแต่ก่อน : เต่าตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามริม ลำธารในตอนเย็น, สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ก็เที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็น เช่นเดียวกัน. เต่าตัวนั้นได้เห็นสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวหากิน (เดินเข้ามา) แต่ไกล, ครั้นแล้วจึงหดอวัยวะทั้งหลาย มีศีรษะเป็นที่ห้า เข้าในกระดองของตนเสีย เป็นผู้ ขวนขวายน้อยนึ่งอยู่. แม้สุนัขจิ้งจอกก็ได้เห็นเต่าตัวที่เที่ยวหากินนั้นแต่ไกล เหมือนกัน, ครั้นแล้ว จึงเดินตรงเข้าไปที่เต่า คอยช่องอยู่ว่า "เมื่อไรหนอ เต่าจักโผล่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งออก ในบรรดาอวัยวะทั้งหลาย มีศีรษะเป็นที่ห้า แล้วจักกัดอวัยวะส่วนนั้นคร่าเอาออกมากินเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ตลอดเวลา ที่เต่าไม่โผล่อวัยวะออกมา สุนัขจิ้งจอกก็ไม่ได้โอกาส ต้องหลีกไปเอง ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : มารผู้ใจบาป ก็คอยช่องต่อพวกเธอ ทั้งหลายติดต่อไม่ขาดระยะอยู่เหมือนกันว่า "ถ้าอย่างไร เราคงได้ช่อง ไม่ทางตา ก็ทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ", ดังนี้. ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่เถิด ; ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู, ได้ดมกลิ่น ด้วยจมูก, ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, หรือได้รู้ธรรมารมณ์ ด้วยใจแล้ว จงอย่าได้ถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด, อย่าได้ถือ เอาโดยลักษณะที่เป็นการแยกถือเป็นส่วน ๆ เลย ; สิ่งที่เป็นอกุศลลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สฬา. สํ. ๑๘/๒๒๒/๓๒๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.2005 พราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ, พวกเธอทั้งหลายจงปฏิบัติเพื่อการปิด กั้นอินทรีย์นั้นไว้, พวกเธอทั้งหลายจงรักษาและถึงความสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เถิด. ภิกษุ ท .! ในกาลใด พวกเธอทั้งหลาย จักเป็นผู้คุ้มครองทวารใน อินทรีย์ทั้งหลายอยู่; ในกาลนั้น มารผู้ใจบาป จักไม่ได้ช่องแม้จากพวกเธอ ทั้งหลาย และจักต้องหลีกไปเอง, เหมือนสุนัขจิ้งจอกไม่ได้ช่องจากเต่าก็หลีก ไปเอง ฉะนั้น. "เต่า หดอวัยวะไว้ในกระดอง ฉันใด, ภิกษุ พึงตั้ง มโนวิตก (ความตริตรึกทางใจ) ไว้ใน กระดอง กล่าวคือ อารมณ์แห่งกัมมัฏฐาน ฉันนั้น. เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิ ไม่อิงอาศัยได้, ไม่เบียดเบียนผู้อื่น, ไม่กล่าวร้ายต่อ ใครทั้งหมด, เป็นผู้ดับสนิทแล้ว" ดังนี้แล. ผู้เอาตัวรอดได้เพราะสังวรด้วยความรู้ ๑ ภิกษุ ท .! เมื่อบุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง (เรื่องราวของ) ตา ตามที่เป็น จริง, รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง (เรื่องราวของ) รูป ตามที่เป็นจริง, รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง (เรื่องราวของ) ความรู้แจ้งทางตา ตามที่เป็นจริง, รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง (เรื่องราว ของ) สัมผัสทางตา ตามที่เป็นจริง, และรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่ง (เรื่องราวของ) เวทนา อันเกิดจากสัมผัสทางตา ที่เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง ตามที่เป็นจริง ; ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สฬายตนวิภังคสูตร อุปริ. ม. ๑๕/๕๒๓/๘๒๘.
น.2006 เขาย่อมไม่หลงรักในตา ไม่หลงรักในรูป ไม่หลงรักในความรู้แจ้งทางตา ไม่ หลงรักในสัมผัสทางตา และไม่หลงรักในเวทนาอันเกิดจากสัมผัสทางตา ทั้งที่ เป็นสุข เป็นทุกข์ และไม่ทุกข์ไม่สุข ; เมื่อไม่หลงรัก ไม่ผูกใจ ไม่หลงใหลไปตาม แต่มีปรกติพิจารณาเห็น โทษของสิ่งนั้น ๆ อยู่ ดังนี้แล้ว ความยึดถือในขันธ์ทั้งห้าของเขา ก็หยุดฟักตัวใน กาลต่อไป ; ตัณหาคือความทะยานอยากอันระคนด้วยความเพลิดเพลินและความ กำหนัดรัก ซึ่งมีปรกติเพลินเฉพาะต่ออารมณ์นั้น ๆ ของบุคคลนั้น ก็เสื่อมถอย คลายคืน; ต่อนั้นไป ความกระวนกระวายทางกายก็เสื่อมถอยคลายคืน ; ความกระวนกระวายทางจิตก็เสื่อมถอยคลายคืน ; ความร้อนรุมทางกายก็เสื่อม ถอยคลายคืน ; ความร้อนรุมทางจิตก็เสื่อมถอยคลายคืน ; ความร้อนกลุ้ม ทางกายก็เสื่อมถอยคลายคืน ; ความร้อนกลุ้มทางจิตก็เสื่อมถอยคลายคืน ; เขา ได้เสวยสุขทั้งทางกายและทางใจ; ทิฏฐิความเห็นของเขา ผู้เป็นแล้วอย่างนี้ ย่อม เป็นสัมมาทิฏฐิ (ความเข้าใจที่ถูกต้อง) : ความคิดของผู้เป็นแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็น สัมมาสังกัปปะ (ความมุ่งหมายที่ถูกต้อง) : ความเพียรของผู้เป็นแล้วอย่างนี้ ย่อม เป็นสัมมาวายามะ (ความพยายามที่ถูกต้อง) ; ความระลึกของผู้เป็นแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นสัมมาสติ (ความระลึกที่ถูกต้อง) ; สมาธิของผู้เป็นแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็น สัมมาสมาธิ (ความตั้งจิตมั่นไว้ในแนวที่ถูกต้อง) ; กายกรรม วจีกรรม และ อาชีวะของเขา ก็บริสุทธิ์ดีแล้วมาตั้งแต่แรก ; อริยอัฏฐังคิกมรรคของเขาย่อม ถึงความเจริญเต็มที่ ด้วยอาการอย่างนี้. เมื่อเขาทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้เจริญอยู่อย่างนี้ สติปัฏฐานสี่ --- สัมมัปปธานสี่ --- อิทธิบาทสี่ --- อินทรีย์ห้า --- พละห้า --- โพชฌงค์เจ็ด ---
น.2007 ย่อมถึงความงอกงามบริบูรณ์ได้แท้. ธรรมสองอย่างของเขาคือ สมถะ และ วิปัสสนา ชื่อว่าเข้าคู่กันได้อย่างแน่นแฟ้น - - - (ในกรณีของ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีข้อความอย่างเดียวกัน) ผู้สำรวมมาจากภายใน ๑ เปรียบด้วยหม้อเต็มปิดไว้ ภิกษุ ท .! นักบวชเต็ม ขีดไว้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! การเดิน การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้แขนคู้ขา การเหยียดมือเหยียดเท้า การทรงสังฆาฏิ ถือบาตร ครองจีวร ของนักบวชบางคน ในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นที่น่าเลื่อมใส, ทั้งนักบวชผู้นั้น ก็รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "นี้ ทุกข์, นี้ เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ ข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้ด้วย. ภิกษุ ท .! นักบวชเต็ม ที่ถูกปิดไว้ เป็นอย่างนี้. เรากล่าวนักบวชนี้ว่า เปรียบเหมือนหม้อเต็มที่เขาปิดไว้ ฉะนั้นแล. เปรียบด้วยน้ำลึก - เงาลึก ภิกษุ ท. ! นักบวชลึก มีเงาลึก เป็นอย่างไรเล่า ? ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๓๙/๑๐๓, บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๔๑/๑๐๔, บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๔๓/๑๐๕.
น.2008 ภิกษุ ท. ! การเดิน การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้แขน คู้ขา การเหยียดมือเหยียดเท้า การทรงสังฆาฏิ ถือบาตร ครองจีวร ของนักบวช บางคนในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นที่น่าเลื่อมใส, ทั้งนักบวชผู้นั้น ก็รู้ชัดตามที่ เป็นจริงว่า "นี้ ทุกข์, นี้ เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้ด้วย. ภิกษุ ท .! นักบวชลึก มีเงาลึก เป็นอย่างนี้. เรากล่าวนักบวชนี้ว่า เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึก มีเงาลึก ฉะนั้นแล. เปรียบด้วยมะม่วงสุก สีผิวก็สุก ภิกษุ ท. ! นักบวชสุก มีผิวสุก เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! การเดิน การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้แขน คู้ขา การเหยียดมือเหยียดเท้า การทรงสังฆาฏิ ถือบาตร ครองจีวร ของนักบวช บางคนในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นที่น่าเลื่อมใส, ทั้งนักบวชผู้นั้น ก็รู้ชัดตามที่ เป็นจริงว่า "นี้ ทุกข์, นี้ เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้ด้วย. ภิกษุ ท .! นักบวชสุก มีผิวสุก เป็นอย่างนี้. เรากล่าวนักบวชนี้ว่า เปรียบเหมือนมะม่วงสุก สีผิวของมันก็ดูสุก ฉะนั้นและ ผู้ได้รับผลแห่งอินทรีย์สังวร ๑ ภิกษุ ท .! เมื่ออินทรีย์สังวร มีอยู่ ศีล ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๐๒/๓๒๑.
น.2009 มื่อ ศีล มีอยู่ สัมมาสมาธิ ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, เมื่อ สัมมาสมาธิ มีอยู่ ยถาภูตญาณทัสสนะ ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, เมื่อ ยถาภูตญาณทัสสนะ มีอยู่ นิพพิทาวิราคะ ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, เมื่อ นิพพิทาวิราคะ มีอยู่ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนต้นไม้ เมื่อสมบูรณ์ด้วยกึ่งและใบแล้ว สะเก็ดเปลือกนอก ก็บริบูรณ์ เปลือกชั้นใน ก็บริบูรณ์ กระพี้ ก็บริบูรณ์ แก่น ก็บริบูรณ์. ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท .! เมื่ออินทรียสังวร มีอยู่ ศีล ก็ถึงพร้อม ด้วยอุปนิสัย, เมื่อศีล มีอยู่ สัมมาสมาธิ ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, เมื่อสัมมาสมาธิ มีอยู่ ยถาภูตญาณทัสสนะ ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะ มีอยู่ นิพพิทาวิราคะ ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, เมื่อนิพพิทาวิราคะ มีอยู่ วิมุตติญาณ- ทัสสนะ ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย : ฉันนั้นเหมือนกัน แล. หมวดที่สิบเอ็ด จบ.
น.2010 ผู้ชี้ชวนวิงวอน ! ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ภิกษุ ท. ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺชมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ภิกษุ ท. ! นั้น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. (สหายตนวคฺค สํ. ๑๘/๔๔๑/๖๗๔) ๒๕๗
Buddhadasa