Buddhadasa.org

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๐ — ว่าด้วยการมีศีล

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตที่ตรัสเตือนภิกษุ ว่าด้วยข้อเสียหายและคุณธรรมฝ่ายดีของบรรพชิต — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๙)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1943 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๐ ว่าด้วย การมีศีล ๑. ผ้ากาสี ผู้มีศีล ไม่เป็นหมอดูฤกษ์ยาม ๒. รักษาพรหมจรรย์ไว้ด้วยน้ำตา ผู้มีศีล ไม่เป็นหมอผีและหมอยา ๓. ผู้ที่ควรเข้าใกล้ ๙. อธิศีลสิกขา ๔. ละได้จักอยู่เป็น "พระ" ๑๐. สมณกิจ ๕. สมณพราหมณ์ที่นานับถือ ๑๑. กิจของชาวนา ๖. ผลประโยชน์ของความเป็นสมณะ ๑๒. ตั้งหน้าทำก็แล้วกัน ๗. ผู้ละความทุศีลเสียได้ ๑๓. เครื่องมือละกิเลส ๘. ภิกษุผู้มีศีลสมบูรณ์แล้ว ๑๔. เมื่อมีศีลควรส่งตนไปในแนวเผากิเลส ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยอาทิพรหมจริยศีล ๑๕. อริยกันตศีล ผู้มีศีล ไม่ทำลายพีชคามและภูตคาม ๑๖. ศีลอยู่เคียงคู่กับปัญญาเสมอ ผู้มีศีล ไม่กระทำการบริโภคสะสม ๑๗. ชำระศีลและทิฏฐิให้บริสุทธิ์ก่อน ผู้มีศีล ไม่ดูการเล่น ๑๘. ศีลเป็นฐานรองรับสติปัฏฐานสี่ ผู้มีศีล ไม่เล่นการพนัน ๑๙. ศีลเป็นฐานรองรับสติปัฏฐานสี่ (อีกนัยหนึ่ง) ผู้มีศีล ไม่นอนบนที่นอนสูงใหญ่ ๒๐. ศีลเป็นฐานรองรับโพชฌงค์เจ็ด ผู้มีศีล ไม่ประดับตกแต่งร่างกาย ๒๑. ศีลเป็นฐานรองรับอริยมรรคมีองค์แปด ผู้มีศีล ไม่พูดคุยเดรัจฉานกถา ๒๒. ศีลสมบัติเป็นรุ่งอรุณแห่งอริยมรรค ผู้มีศีล ไม่กล่าวคำแก่งแย่งกัน ๒๓. ศีลสมบัติเป็นธรรมมีอุปการะมากชั้นเอก ผู้มีศีล ไม่เป็นทูตนำข่าว ๒๔. ศีลสมบัติช่วยทำให้อริยมรรคเจริญเต็มที่ ผู้มีศีล ไม่ล่อลวงชาวบ้าน ๒๕. ผู้มีศีล จักถึงแก่นธรรม ผู้มีศีล ไม่เป็นหมอทายโชคลาง ๒๖. อำนาจศีลที่เป็นตัวกุศล ผู้มีศีล ไม่เป็นหมอทายลักษณะสิ่งของ ๒๗. อานิสงส์สำหรับผู้ทำศีลให้บริบูรณ์ ผู้มีศีล ไม่เป็นหมอทำนายการรบพุ่ง ๒๘. ผู้อยู่เหนือความหวัง ผู้มีศีล ไม่เป็นหมอโหราศาสตร์ ๒๙. เมื่อราชามีกำลัง ผู้มีศีล ไม่เป็นหมอทำนายดินฟ้าอากาศ ๓๐. ประสพบุญใหญ่ ๑๙๐

น.1944 (ปฏิปักขนัย ของหมวด ๑ อันว่าด้วยการทุศีล) ผ้ากาสี ๑ ภิกษุ ท .! ผ้ากาสี แม้ยังใหม่อยู่ สีก็งาม นุ่งห่มเข้าก็สบายเนื้อ ราคา ก็แพง, แม้จะกลางใหม่กลางเก่าแล้ว สีก็ยังงาม นุ่งห่มเข้าก็ยังสบายเนื้อ ราคา ก็แพง, แม้จะเก่าคร่ำแล้ว สีก็ยังงาม นุ่งห่มเข้าก็ยังสบายเนื้อ ราคาก็แพงอยู่ นั่นเอง. ผ้ากาสีแม้ที่เก่าคร่ำแล้ว คนทั้งหลายก็ยังใช้เป็นผ้าห่อรตนะ หรือ เก็บไว้ในหีบอบ. ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ภิกษุ แม้เพิ่งบวชใหม่ ถ้าเป็นผู้มีศีล มีความเป็นอยู่งดงาม, เราก็กล่าวว่า มีผิวพรรณงาม เหมือนผ้ากาสี ที่แม้ ยังใหม่อยู่ก็ดูสีงาม ฉะนั้น เรากล่าวภิกษุนี้ว่า มีผ้ากาสีเป็นคู่เปรียบ. อนึ่ง ชนเหล่าใด คบหา สมาคม เข้าใกล้ ทำตามเยี่ยงอย่างของภิกษุนั้น ข้อนั้น จะเป็นทางให้เกิดสิ่งอันเป็นประโยชน์ สิ่งอันเป็นความสุข แก่ชนเหล่านั้นเอง ตลอดกาลนาน ; เราจึงกล่าวภิกษุนั้นว่า ใครใกล้ชิดเข้าก็สบายตัว เหมือนผ้า กาสี นุ่งห่มเข้าก็สบายเนื้อ ฉะนั้น. เรากล่าวภิกษุนี้ว่า มีผ้ากาสีเป็นคู่เปรียบ. อนึ่ง ภิกษุนั้น รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการ ของชนเหล่าใด ทานนั้น ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่แก่ชนเหล่านั้น. เรา ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๑๙/ ๕๓๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๑๕๑

น.1945 จึงกล่าวภิกษุนั้นว่า มีค่ามาก เหมือนผ้ากาสี มีราคาแพง ฉะนั้น. เรากล่าว ภิกษุนั้นว่า มีผ้ากาสีเป็นคู่เปรียบ ภิกษุ ท .! ภิกษุแม้ ผู้มีอายุปูนกลาง ถ้าเป็นผู้มีศีล มีความเป็นอยู่ งดงาม, เราก็กล่าวว่า มีผิวพรรณงาม เหมือนผ้ากาสี ที่แม้ยังใหม่อยู่ก็ดู สีงาม ฉะนั้น. เรากล่าวภิกษุนี้ว่า มีผ้ากาสีเป็นคู่เปรียบ. อนึ่ง ชนเหล่าใด คบหา สมาคม เข้าใกล้ ทำตามเยี่ยงอย่างของภิกษุนั้น ข้อนั้น จะเป็นทาง ให้เกิดสิ่งอันเป็นประโยชน์ สิ่งอันเป็นความสุขแก่ชนเหล่านั้นเอง ตลอดกาล นาน ; เราจึงกล่าวภิกษุนั้นว่า ใครใกล้ชิดเข้าก็สบายตัว เหมือนผ้ากาสี นุ่งห่ม เข้าก็สบายเนื้อ ฉะนั้น. เรากล่าวภิกษุนี้ว่า มีผ้ากาสีเป็นคู่เปรียบ. อนึ่ง ภิกษุนั้น รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการของชน เหล่าใด ทานนั้น ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่แก่ชนเหล่านั้น เราจึงกล่าว ภิกษุนั้นว่า มีค่ามาก เหมือนผ้ากาสี มีราคาแพง ฉะนั้น เรากล่าวภิกษุนั้น ว่า มีผ้ากาสีเป็นคู่เปรียบ. ภิกษุ ท .! ภิกษุแม้ ผู้เป็นเถระ ถ้าเป็นผู้มีศีล มีความเป็นอยู่งดงาม เราก็กล่าวว่า มีผิวพรรณงาม เหมือนผ้ากาสี ที่แม้ยังใหม่อยู่ก็ดูสีงาม ฉะนั้น เรากล่าวภิกษุนี้ว่า มีผ้ากาสีเป็นคู่เปรียบ. อนึ่ง ชนเหล่าใด คบหา สมาคม เข้าใกล้ ทำตามเยี่ยงอย่างของภิกษุนั้น ข้อนั้น จะเป็นทางให้เกิดสิ่งอันเป็น ประโยชน์ สิ่งอันเป็นความสุขแก่ชนเหล่านั้นเอง ตลอดกาลนาน ; เราจึงกล่าว ภิกษุนั้นว่า ใครใกล้ชิดเข้าก็สบายตัว เหมือนผ้ากาสี นุ่งห่มเข้าก็สบายเนื้อ ฉะนั้น. เรากล่าวภิกษุนี้ว่า มีผ้ากาสีเป็นคู่เปรียบ. อนึ่ง ภิกษุนั้น รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการของชนเหล่าใด ทานนั้น ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่แก่ชนเหล่านั้น. เราจึงกล่าวภิกษุนั้นว่า มีค่ามาก เหมือนผ้ากาสี มีราคาแพง ฉะนั้น. เรากล่าวภิกษุนั้นว่า มีผ้ากาสีเป็นคู่เปรียบ

น.1946 อนึ่ง ภิกษุผู้เถระเช่นนี้ กล่าวอะไรขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย ก็ช่วยกันบอกกล่าวว่า "ขอท่านทั้งหลาย จงเงียบเสียงเถิด, ภิกษุผู้เฒ่าจะกล่าว ธรรมและวินัย บัดนี้" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียก ใจไว้ว่า “เราทั้งหลาย จักเป็นให้เหมือนอย่างผ้ากาสี ไม่เป็นอย่างผ้าเปลือก ปอละ" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. รักษาพรหมจรรย์ไว้ด้วยน้ำตา ๑ ภิกษุ ท .! บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม, แม้จะทุกข์ กายทุกข์ใจ ถึงน้ำตานองหน้า ร้องไห้อยู่ ก็ยังสู้ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์อยู่ได้ ก็มี ข้อที่น่าสรรเสริญเธอให้เหมาะสมแก่ธรรมที่เธอมีในบัดนี้ มีอยู่ห้าอย่าง. ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) ธรรมที่ชื่อว่า ศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้มีแล้วแก่เธอ. (๒) ธรรมที่ชื่อว่า หิริในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้มีแล้วแก่เธอ. (๓) ธรรมที่ชื่อว่า โอตตัปปะในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้มีแล้วแก่เธอ (๔) ธรรมที่ชื่อว่า วิริยะในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้มีแล้วแก่เธอ. (๕) ธรรมที่ชื่อว่า ปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้มีแล้วแก่เธอ. ภิกษุ ท .! บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม, แม้จะ ทุกข์กายทุกข์ใจ ถึงน้ำตานองหน้า ร้องไห้อยู่ ก็ยังสู้ประพฤติพรหมจรรย์ให้ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔/๕.

น.1947 บริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่ได้ก็มี ข้อที่น่าสรรเสริญเธอให้เหมาะสมแก่ธรรมที่เธอมี ในบัดนี้ ห้าอย่างเหล่านี้และ ผู้ที่ควรเข้าใกล้ ๑ ภิกษุ ท .! ก็บุคคลเช่นไรเล่า ที่คนทุก ๆ คนควรคบหาสมาคม ควร เข้าใกล้ ? ภิกษุ ท .! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีศีล สมาธิ และปัญญา พอเสมอกัน, บุคคล ดังกล่าวนี้ เป็นผู้ที่น่าคบหา สมาคม น่าเข้าใกล้. ข้อนั้น เพราะอะไร ? เพราะเมื่อเราเป็นผู้มีศีล สมาธิ และปัญญาเสมอกันแล้ว, การพูด กันถึงเรื่องศีล สมาธิ และปัญญาของเรานั้นก็จักมีได้ด้วย, การพูดกันของเรา นั้นจักไปกันได้ด้วย, และการพูดกันของเรานั้นจักเป็นความสบายอกสบายใจ ด้วย ; เพราะเหตุนั้น บุคคลเช่นนี้ จึงเป็น ผู้ที่ทุกคนควรคบหาสมาคม ควร เข้าใกล้. ภิกษุ ท .! ก็บุคคลเช่นไรเล่าที่ต้องสักการะเคารพเสียก่อน แล้วจึง คบหาสมาคม เข้าใกล้ ? ภิกษุ ท .! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีศีล สมาธิ และปัญญา ยิ่งกว่าเรา, บุคคล ดังกล่าวนี้ เป็นผู้ที่ต้องสักการะเคารพเสียก่อน แล้วจึง คบหา สมาคม เข้าใกล้ ข้อนั้นเพราะอะไร ? เพราะเราจักได้ทำกองศีล กองสมาธิ และกองปัญญาของเรา ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์บ้าง, เราจักได้ ประคับประคองกองศีล กองสมาธิ และกองปัญญา ที่บริบูรณ์แล้วไว้ได้ด้วยปัญญา ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๑๕๗/๔๖๕.

น.1948 ในธรรมนั้น ๆ บ้าง; เพราะฉะนั้น บุคคลเช่นนี้ จึงเป็น ผู้ที่ต้องสักการะเคารพ เสียก่อน แล้วจึงคบหาสมาคม เข้าใกล้ แล. ละได้จักอยู่เป็น "พระ" ๑ ภิกษุ ท .! ความคดทางกาย ทางวาจา ทางใจ, โทษทางกาย ทาง วาจา ทางใจ, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของบรรพชิต พวกใด จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว ; บรรพชิตพวกนั้น ก็ต้องหล่นไปเองจากธรรมวินัยนี้ เหมือนล้อรถข้างที่ทำแล้วใน ๖ วัน ๒ ตั้งตรง ไม่ได้ ต้องตะแคงล้มไป ฉะนั้น. ภิกษุ ท .! ความคดทางกาย ทางวาจา ทางใจ, โทษทางกาย ทาง วาจา ทางใจ, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของบรรพชิต พวกใด จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม อันเธอละได้แล้ว ; บรรพชิตพวกนั้น ก็ตั้งมั่นอยู่ได้เองในธรรมวินัยนี้ เหมือนล้อรถข้างที่ทำแล้วนานถึง ๖ เดือน หย่อน ๖ วัน กลิ้งไปตั้งตรงอยู่ได้ไม่ล้ม ฉะนั้น ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียก ใจไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักละความคดทางกาย, โทษทางกาย, กิเลสเพียงดัง น้ำฝาดทางกาย ; จักละความคดทางวาจา, โทษทางวาจา, กิเลสเพียงดัง ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๑๔๒/๔๕๔. ๒. ล้อรถที่ช่างใช้ไม้ที่ไม่ดีทำและทำโดยความรีบร้อน ย่อมผิดกับล้อข้างที่ทำด้วยความ ประณีต และมีเวลานานเป็นธรรมดา, อ่านเรื่องละเอียด จากพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๖ ตอน “ครั้งมีพระชาติเป็นรถการ ช่างทำรถ".

น.1949 น้ำฝาดทางวาจา ; จักละความคดทางใจ, โทษทางใจ, กิเลสเพียงดังน้ำ ฝาดทางใจ" ดังนี้. ภิกษุ ท. !. พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล สมณพราหมณ์ที่น่านับถือ ๑ ดูก่อนพราหมณ์และคฤหบดี ท. ! ถ้าพวกปริพพาชกผู้ถือลัทธิอื่นจะพึง ถามท่านทั้งหลายว่า "สมณะหรือพราหมณ์ชนิดไหนเล่า ที่พวกท่านพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา" ดังนี้ไซร้; เมื่อพวกท่านถูกเขาถามเช่นนี้แล้ว พึงตอบ แก้แก่เขาว่า :- สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้ปราศจากราคะ - โทสะ - โมหะ ในรูปที่เห็นด้วยตา, เสียงที่ได้ยินด้วยหู กลิ่นที่รู้สึกด้วยจมูก, รสที่รู้สึก ด้วยลิ้น, โผฏฐัพพะที่สัมผัสด้วยกาย, ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจแล้ว, มีจิตสงบ ณ ภายใน, ประพฤติมรรยาทเรียบร้อยทั้งทางกาย วาจา และใจ; สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้นประเภทเดียวที่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา. ข้อนั้น เพราะอะไร ? เพราะว่า แม้พวกเราทั้งหลาย ยังไม่ปราศจากราคะ - โทสะ - โมหะ ในรูปที่เห็นด้วยตา ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจแล้ว, มีจิตยังไม่ สงบได้ ณ ภายใน, ยังประพฤติเรียบร้อยบ้าง ไม่เรียบร้อยบ้าง ทั้งทางกาย วาจา และใจ ก็จริงแล แต่ความประพฤติเรียบร้อยเด่นชัดของสมณพราหมณ์ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นครวินทสูตร อุปริ. ม. ๑๙/๕๓๐/๘๓๔, ตรัสแก่พราหมณ์และ คฤหบดีชาวบ้านนครวินทคาม คราวจาริกไปในแคว้นโกศล.

น.1950 หล่านั้น จักเป็นของเราผู้เห็นอยู่ซึ่งตัวอย่างอันยิ่ง. เพราะฉะนั้น สมณพราหมณ์ พวกนั้นจึงเป็นผู้ที่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา สำหรับเราทั้งหลายโดยแท้ ผลประโยชน์ของความเป็นสมณะ ๑ ภิกษุ ท .! ผลของความเป็นสมณะ เป็นอย่างไรเล่า ? โสตาปัตติผล, สกทาคามิผล, อนาคามิผล และอรหัตตผล เหล่าใดและ ภิกษุ ท. ! ผลเหล่านี้ เราเรียกว่า ผลของความเป็นสมณะ. ภิกษุ ท. ! ประโยชน์ของความเป็นสมณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ อันใดและ ภิกษุ ท .! อันนี้ เราเรียกว่า ประโยชน์ของความเป็นสมณะ. ภิกษุ ท. ! ความเป็นสมณะ เป็นอย่างไรเล่า ? อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้ อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งได้แก่ความเข้าใจอันถูกต้อง, ความมุ่งหมายอันถูกต้อง, การพูดจาอันถูกต้อง, การทำการงานอันถูกต้อง, การเลี้ยงชีวิตอันถูกต้อง, ความ พยายามอันถูกต้อง, ความมีสติครองตนอันถูกต้อง, ความปักใจแน่วอันถูกต้อง ; ภิกษุ ท .! อริยอัฏฐังคิกมรรคอันนี้ เราเรียกว่า ความเป็นสมณะ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๐/๑๐๑, ๑๐๔, ๑๐๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่อารามเชตวัน.

น.1951 ผู้ละความทุศีลเสียได้ ๑ ภิกษุ ท .! ความสงัด (คือห่างไกลจากบาปธรรม) อันยิ่งสำหรับภิกษุ ในธรรมวินัยนี้มีสามอย่างเหล่านี้เท่านั้น. สามอย่างอะไรบ้างเล่า ? สามอย่างคือ :- (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ละความทุศีลเสียได้ และสงัด จากความทุศีลนั้นด้วย. (๒) เป็นผู้มีความเห็นชอบ ละความเห็นผิดเสียได้ และสงัดจาก ความเห็นผิดนั้นด้วย. (๓) เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ละอาสวะทั้งหลายเสียได้ และเป็นผู้ สงัดจากอาสวะทั้งหลายนั้นด้วย. ภิกษุ ท .! เมื่อใดแล ภิกษุมีคุณธรรมสามอย่างดังกล่าวนี้แล้ว เมื่อนั้น ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็น ผู้ถึงยอด ถึงแก่น บริสุทธิ์ ตั้งอยู่ในสาระแล้ว. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนนาข้าวสาลีของคฤหบดีชาวนา มีผลได้ที่แล้ว, คฤหบดีชาวนาก็รีบ ๆ ให้เกี่ยวข้าวนั้น, ครั้นแล้วก็รีบ ๆ ให้เก็บขน, ครั้นแล้ว ก็รีบ ๆ ให้นำขึ้นไปไว้ในลาน, ครั้นแล้วก็รีบ ๆ ให้ทำเป็นกอง, ครั้นแล้วก็รีบ ๆ ให้นวด, ครั้นแล้วก็รีบ ๆ ให้สงฟาง, ครั้นแล้วก็รีบ ๆ ให้สาด, ครั้นแล้ว ก็รีบ ๆ ให้สี, ครั้นแล้วก็รีบ ๆ ให้ซ้อม, ครั้นแล้วก็รีบ ๆ ให้ผัดแกลบ, เมื่อ เป็นเช่นนี้ ข้าวเปลือกของคฤหบดีชาวนานั้นก็เป็นอันถึงที่สุด ถึงแก่น สะอาด ตั้งอยู่ในความเป็นข้าวสารได้ ฉันใดก็ดี ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้มีศีล ละความ ทุศีลเสียได้ และสงัดจากความทุศีลนั้นด้วย, เป็นผู้มีความเห็นชอบ ละความ เห็นผิดเสียได้ และสงัดจากความเห็นผิดนั้นด้วย, เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. ยํ. ๒๐/๓๑๑/๕๓๓.

น.1952 ละอาสวะทั้งหลายเสียได้ และเป็นผู้สงัดจากอาสวะทั้งหลายนั้นด้วย; ภิกษุ ท. ! ภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ถึงยอด ถึงแก่น บริสุทธิ์ ตั้งอยู่ในสาระแล้ว ฉันนั้น เหมือนกันแล. ภิกษุผู้มีศีลสมบูรณ์แล้ว ๑ มหาราชะ ! ภิกษุเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์แล้ว เป็นอย่างไรเล่า ? ผู้มีศีลถึงพร้อมด้วยอาทิพรหมจริยศีล ๑ มหาราชะ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต เว้นขาดจาก ปาณาติบาต วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่ ; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการ หนึ่ง. เป็นผู้ละอทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนาทาน ถือเอาแต่ของ ที่เขาให้แล้ว หวังอยู่แต่ของที่เขาให้ เป็นคนสะอาด ไม่เป็นขโมยอยู่ ; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เป็นผู้ละกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์โดยปกติ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากการเสพเมถุน อันเป็นของชาวบ้าน ; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เป็นผู้ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท พูดแต่ความจริง รักษาความสัตย์ มั่นคงในคำพูด ควรเชื่อถือได้ ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการ หนึ่ง. เป็นผู้ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อให้ฝ่ายนี้แตกร้าวกัน หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้น แล้ว ไม่นำมาบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อให้ฝ่ายโน้นแตกร้าวกัน แต่จะสมานคนที่แตก ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓, ตรัสแก่พระเจ้าอชาตสัตตุ ผู้ทูลถามเรื่องนี้โดยเฉพาะ ที่สวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ใกล้นครราชคฤห์.

น.1953 กันแล้ว ให้กลับพร้อมเพรียงกัน อุดหนุนคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ ให้พร้อม เพรียงกันยิ่งขึ้น เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง เป็นคนยินดีในการพร้อม เพรียง เป็นคนพอใจในการพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพรียงกัน ; แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เป็นผู้ ละการกล่าวคำหยาบเสีย เว้นขาดจาก การกล่าวคำหยาบ กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก เป็นคำฟูใจ เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน ; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เป็นผู้ ละคำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ กล่าวแต่ในเวลาอันสมควร กล่าวแต่คำจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลา; แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอ ประการหนึ่ง ๆ. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการล้างผลาญพืชคามและ ภูตคาม. เป็นผู้ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว เว้นจากการฉันในราตรีและ วิกาล. เป็นผู้เว้นขาดจากการฟ้อนรำ การขับร้อง การประโคม และการดู การเล่นชนิดเป็นข้าศึกแก่กุศล. เป็นผู้เว้นขาดจากการประดับประดา คือทัด ทรงตกแต่งด้วยมาลาและของหอมและเครื่องลูบทา. เป็นผู้เว้นขาดจากการนอน บนที่นอนสูงใหญ่. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเงินและทอง. เป็นผู้เว้นขาด จากการรับข้าวเปลือก. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ. เป็นผู้เว้นขาดจาก การรับหญิงและเด็กหญิง. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย. เป็น ผู้เว้นขาดจากการรับแพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ทั้งผู้และเมีย. เป็นผู้เว้น ขาดจากการรับที่นาและที่สวน. เป็นผู้เนขาดจากการรับใช้เป็นทูต ไปในที่ ต่างๆ (ให้คฤหัสถ์). เป็นผู้เว้นขาดจากการซื้อและการขาย. เป็นผู้เว้นขาด จากการโกงด้วยตาชั่ง การลวงด้วยของปลอมและการฉ้อด้วยเครื่องนับ (เครื่อง ตวงและเครื่องวัด). เป็นผู้เว้นขาดจากการโกง ด้วยการรับสินบนและล่อลวง

น.1954 ป็นผู้เว้นขาดจาก การตัด การฆ่า การจำจอง การซุ่มทำร้าย การปล้น และ การกรรโชก. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ๆ. ผู้มีศีลไม่ทำลายพืชตามและภูตคาม ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังทำพืชคามและภูตคามให้กำเริบ, คืออะไร บ้าง ? คือพืชที่เกิดแต่ราก พืชที่เกิดแต่ต้น พืชที่เกิดแต่ผล พืชที่เกิดแต่ยอด และพืชที่เกิดแต่เมล็ดเป็นที่ห้า ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการทำพืชคามและภูตคาม เห็นปานนั้น ให้กำเริบแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่ทำการบริโภคสะสม ๒ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ทำการบริโภคสะสมอยู่เนือง ๆ, คือ อะไรบ้าง ? คือสะสมข้าวบ้าง สะสมน้ำดื่มบ้าง สะสมผ้าบ้าง สะสม ยานพาหนะบ้าง สะสมเครื่องนอนบ้าง สะสมของหอมบ้าง สะสมอามิสบ้าง ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๕/๑๐๔. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๕/๑๐๕.

น.1955 บริโภคสะสมเห็นปาน นั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่ดูการเล่น ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ดูการเล่นกันอยู่เนือง ๆ คืออะไร บ้าง ? คือดูพ้อน ฟังขับ ฟังประโคม ดูไม้ลอย ฟังนิยาย ฟังเพลงปรบมือ ฟังตีฆ้อง ฟังตีระนาด ดูหุ่นยนต์ ฟังเพลงขอทาน ฟังแคน ดูเล่นหน้าศพ ดูชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ชนนกกระทา ดูรำไม้ รำมือ ชกมวย ดูเขารบกัน ดูเขาตรวจพล ดูเขาตั้งกระบวนทัพ ดู กองทัพที่จัดไว้. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการดูการเล่นเห็นปานนั้น เสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่เล่นการพนัน ๒ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเป็นผู้เล่นการพนันหรือการเล่นอันเป็น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๕/๑๐๖. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๖/๑๐๗.

น.1956 ที่ตั้งแห่งความประมาทกันอยู่เนือง ๆ คืออะไรบ้าง? คือเล่นหมากรุกชนิดแถว ละ ๘ ตาบ้าง ๑๐ ตาบ้าง เล่นหมากเก็บ เล่นชิงนาง หมากไหว โยนห่วง ไม้หึ่ง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่างๆ ทอดลูกบาต เป่าใบไม้ เล่นไถน้อย ๆ เล่นหกคะเมน เล่นไม้กังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถน้อย ธนูน้อย เล่นเขียนทายกัน เล่น ทายใจ เล่นล้อคนพิการบ้าง ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเล่นพนันหรือการเล่น อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอ ประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่นอนบนที่นอนสูงใหญ่ ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางคน ฉันโภชนะที่ทายกถวาย ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ทำการนอนบนที่นอนสูงใหญ่กันอยู่เนือง ๆ คืออะไรบ้าง ? คือนอนบนเตียงมีเท้าสูงเกินประมาณ บนเตียงมีเท้าทำเป็น รูปสัตว์ร้าย บนผ้าโกเชาขนยาว บนเครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยลายเย็บ เครื่อง ลาดขนแกะสีขาว เครื่องลาดขนแกะมีสัณฐานดังพวงดอกไม้ เครื่องลาดมีนุ่น ภายใน เครื่องลาดวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย เครื่องลาดมีขนขึ้นข้างบน เครื่องลาด มีชายครุย เครื่องลาดทอด้วยทองเงินแกมไหม เครื่องลาดทอด้วยไหมขลิบทองเงิน เครื่องลาดขนแกะใหญ่พอนางฟ้อนได้ ๑๖ คน เครื่องลาดบนหลังช้าง เครื่องลาด บนหลังม้า เครื่องลาดบนรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังอชินะ เครื่องลาดที่ทำ ด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดานแดง มีหมอนข้างแดง ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๖/๑๐๘,

น.1957 นอนบนที่นอนสูงใหญ่ เห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่ประดับตกแต่งร่างกาย ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเป็นผู้ประกอบการประดับประดาตกแต่ง ร่างกาย เห็นปานนี้กันอยู่เนือง ๆ คืออะไรบ้าง? คือการอบตัว การเคล้นตัว การอาบสำอาง การนวดเนื้อ การส่องดูเงา การหยอดตาให้มีแววคมขำ การใช้ ดอกไม้ การทาของหอม การผัดหน้า การทาปาก การผูกเครื่องประดับที่มือ การผูกเครื่องประดับที่กลางกระหม่อม การถือไม้ถือ การห้อยแขวนกล่องกลัก อันวิจิตร การคาดดาบ การคาดพระขรรค์ การใช้ร่มและรองเท้าอันวิจิตร การ ใส่กรอบหน้า การปักปืน การใช้พัดสวยงาม การใช้ผ้าชายเฟือยและอื่น ๆ. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการประดับตกแต่งร่างกาย เห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. แมน แก้รถจักร ผู้มีศีลไม่พูดคุยเดรัจฉานกถา ๒ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเป็นผู้ประกอบการคุยด้วยเดรัจฉานกถา ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๗/๑๐๙. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๗/๑๑๐,

น.1958 กันอยู่เนือง ๆ, คืออะไรบ้าง ? คือคุยกันถึงเรื่องเจ้านายบ้าง เรื่องโจรบ้าง เรื่อง มหาอมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องของน่ากลัว เรื่องการรบพุ่ง เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยานพาหนะ เรื่องบ้าน เรื่องจังหวัด เรื่องเมืองหลวง เรื่องบ้านนอก เรื่องหญิง เรื่องชาย เรื่องคนกล้า เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ตายไปแล้ว เรื่องความแปลก ประหลาดต่าง ๆ เรื่องโลก เรื่องสมุทร เรื่องความฉิบหายและเจริญบ้าง ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการคุยด้วยเดรัจฉานกถา เห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่กล่าวคำแก่งแย่งกัน ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเป็นผู้กล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันอยู่เนือง ๆ คืออะไรบ้าง ? คือแก่งแย่งกันว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึง ธรรมวินัยนี้ ท่านจะรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้อย่างไรได้ ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้า ปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ถ้อยคำของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำควรพูดก่อนท่านมาพูดทีหลัง คำควรพูดทีหลังท่านมาพูดก่อน ข้อที่ท่านเคย เชี่ยวชาญ เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว ข้าพเจ้ายกคำพูดแก่ท่านได้แล้ว ท่านถูก ข้าพเจ้าข่มแล้ว ท่านจงถอนคำพูดของท่านเสีย หรือท่านสามารถก็จงค้านมาเถิด. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๗/๑๑๑.

น.1959 กล่าวถ้อยคำแก่งแย่ง เห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่เป็นทูตนำข่าว ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเป็นผู้ประกอบการรับเป็นทูต รับใช้ไป ในที่นั้น ๆ กันอยู่เนือง ๆ คืออะไรบ้าง? คือรับใช้พระราชาบ้าง รับใช้อมาตย์ ของพระราชาบ้าง รับใช้กษัตริย์ รับใช้พราหมณ์ รับใช้คฤหบดี และรับใช้ เด็ก ๆ บ้าง ที่ใช้ว่า "ท่านจงไปที่นี่, ท่านจงไปที่โน้น, ท่านจงนำสิ่งนี้ไป, ท่านจงนำสิ่งนี้ในที่โน้นมา" ดังนี้. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการรับใช้เป็นทูต รับใช้ ไปในที่ต่างๆ เห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่ล่อลวงชาวบ้าน ๒ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๘/๑๑๒. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๘/๑๑๓.

น.1960 ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเป็นผู้แสวงหาลาภด้วยการกล่าวคำล่อ หลอก การกล่าวคำพิรี้พิไร การพูดแวดล้อมด้วยเลศ การพูดให้ทายกเกิดมานะ มุทะลุในการให้ และการใช้ของมีค่าน้อยต่อเอาของมีค่ามาก. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการแสวงหาลาภโดยอุบาย หลอกลวงเช่นนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่เป็นหมอทายโชคลาง ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่, คืออะไรบ้าง? คือทายลักษณะในร่างกาย บ้าง ทายนิมิตลางดีลางร้ายบ้าง ทายอุปปาตะ คือของตกบ้าง ทำนายฝัน ทาย ชะตา ทายผ้าหนูกัด ทำพิธีโหมเพลิง ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัด โปรยแกลบ ทำพิธีซัดโปรยรำ ทำพิธีซัดโปรยข้าวสาร ทำพิธีจองเปรียง ทำ พิธีจุดไฟบูชา ทำพิธีเสกเป่า ทำพิธีพลีด้วยโลหิตบ้าง เป็นหมอดูอวัยวะร่างกาย หมอดูภูมิที่ตั้งบ้านเรือน ดูลักษณะไร่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็น หมอทำยันต์กันบ้านเรือน หมอง หมอดับพิษ หมอแมลงบ่อง หมอหนูกัด หมอทายเสียงนกเสียงกา หมอทายอายุ หมอกันลูกศร (กันปืน) หมอดูรอยสัตว์. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำ เดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๙/๑๑๔.

น.1961 ผู้มีศีลไม่เป็นหมอทายลักษณะสิ่งของ ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่. คืออะไรบ้าง? คือทายลักษณะแก้วมณี (เช่นหมอดูเพชร) ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้เท้า ลักษณะศัสตรา ลักษณะ ดาบ ลักษณะลูกศร ลักษณะธนู ลักษณะอาวุธ ทายลักษณะหญิง ลักษณะ ชาย ลักษณะเด็กชาย ลักษณะเด็กหญิง ลักษณะทาส ลักษณะทาสี ทาย ลักษณะช้าง ลักษณะม้า ลักษณะกระบือ ลักษณะโคอุสภ ลักษณะโค ลักษณะ แพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกกระทา ลักษณะเหี้ย ลักษณะสัตว์ ชื่อกัณณิกา ลักษณะเต่า ลักษณะเนื้อบ้าง ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำ เดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่เป็นหมอทำนายการรบพุ่ง ๒ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่, คืออะไรบ้าง ? คือดูฤกษ์ยาตราทัพให้แก่ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๘๙/๑๑๕. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสตร สี. ที. ๙/๙๐/๑๑๖.

น.1962 พระราชาว่า วันนั้นควรยก วันนั้นไม่ควรยก, พระราชาภายในจักรุก พระราชา ภายนอกจักถอย, พระราชาภายนอกจักรุก พระราชาภายในจักถอย, พระราชา ภายในจักชนะ พระราชาภายนอกจักแพ้, พระราชาภายนอกจักชนะ พระราชา ภายในจักแพ้, องค์นี้จักแพ้ องค์นี้จักชนะบ้าง ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำ เดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่เป็นหมอโหราศาสตร์ ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่ คืออะไรบ้าง? คือทำนายจันทรคาธ สุริยคาธ นักษัตรคาธ ทำนายดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวพระเคราะห์ ว่าจักเดิน ในทางบ้าง นอกทางบ้าง, ทำนายว่า จักมีอุกกาบาต ฮูมเพลิง แผ่นดินไหว ฟ้าร้องบ้าง, ทำนายการขึ้น การตก การหมอง การแผ้วของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดาว จะมีผลเป็นอย่างนั้น ๆ ดังนี้บ้าง ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำ เดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๑. บาลีพระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๙๐/๑๑๗.

น.1963 ผู้มีศีลไม่เป็นหมอทำนายดินฟ้าอากาศ ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่. คืออะไรบ้าง ? คือทำนายว่าจักมีฝนดีบ้าง จักมีฝนแล้งบ้าง อาหารหาง่าย อาหารหายาก จักมีความสบาย จักมีความทุกข์ จักมีโรค จักไม่มีโรคบ้าง ทำนายการนับคะแนน คิดเลข ประมวล, แต่ง กาพย์กลอน สอนตำราว่าด้วยทางโลก ดังนี้บ้าง. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำ เดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่เป็นหมอดูฤกษ์ยาม ๒ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำ เดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่ คืออะไรบ้าง? คือดูฤกษ์อาวาหะ ดูฤกษ์วิวาหะ ดูฤกษ์ทำการผูกมิตร ดูฤกษ์ทำการแตกร้าว ดูฤกษ์ทำการเก็บทรัพย์ ดูฤกษ์ทำ การจ่ายทรัพย์ (ลงทุน), ดูโชคดีโชคร้ายบ้าง, ให้ยาบำรุงครรภ์บ้าง ร่ายมนต์ ผูกยึด ปิดอุดบ้าง, ร่ายมนต์สลัด ร่ายมนต์กั้นเสียง เป็นหมอเชิญผีถามบ้าง เชิญเจ้าเข้าหญิงถามบ้าง ถามเทวดาบ้าง ทำพิธีบวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวง มหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ร่ายมนต์เรียกขวัญให้บ้าง. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๙๑/๑๑๘. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๙๑/๑๑๙.

น.1964 ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำ เดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ผู้มีศีลไม่เป็นหมอผีและหมอยา ๑ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่, คืออะไรบ้าง? คือบนขอลาภผลต่อเทวดา ทำการบวงสรวงแก้บน สอนมนต์กันผีกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้เป็นชาย ทำ ชายให้เป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำการบวงสรวงในที่ปลูกเรือน พ่นน้ำมนต์ บูชาเพลิงให้บ้าง ประกอบยาสำรอกให้บ้าง ประกอบยาประจุ ประกอบยา ถ่ายโทษข้างบน ประกอบยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ทำยาหยอดตา ประกอบยานัดถุ์ ประกอบยาทำให้กัด ประกอบยาทำให้สมาน เป็นหมอป้ายยาตา เป็นหมอผ่าบาดแผล เป็นหมอกุมาร หมอพอกยาแก้ยาให้บ้าง ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำ เดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสียแล้ว. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. มหาราชะ ! ภิกษุนั้นแล ผู้มีศีลสมบูรณ์แล้วอย่างนี้ ย่อมไม่แลเห็นภัย แต่ที่ไหน ๆ ที่จะเกิดเพราะเหตุศีลสังวร เหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษกแล้ว มีปัจจามิตรอันกำจัดเสียได้แล้ว ย่อมไม่เห็นภัยแต่ที่ไหน ๆ เพราะเหตุข้าศึก ฉะนั้น. เธอประกอบด้วยกองศีลอันเป็นอริยคุณนี้แล้ว ย่อมได้เสวยสุขอัน หาโทษมิได้ ณ ภายใน. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สามัญญผลสูตร สี. ที. ๙/๙๒/๑๒๐.

น.1965 มหาราชะ ! ภิกษุเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์แล้ว ด้วยอาการอย่างนี้แล. อธิศีลสิกขา ๑ ภิกษุ ท. ! อธิศีลสิกขา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล, สำรวมด้วยปาติโมกข- สังวร, สมบูรณ์ด้วยมรรยาทและโคจร, มีปรกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้ว่าเป็นโทษเล็กน้อย, สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุ ท .! การปฏิบัติอย่างนี้ เราเรียกว่า อธิศีลสิกขา. สมณกิจ ๒ ภิกษุ ท .! กิจของสมณะที่สมณะต้องทำมีสามอย่างเหล่านี้. สามอย่าง อะไรบ้างเล่า ? สามอย่างคือ :- (๑) การสมาทานการปฏิบัติในศีลอันยิ่ง (๒) การสมาทานการปฏิบัติในจิตอันยิ่ง (๓) การสมาทานการปฏิบัติในปัญญาอันยิ่ง ภิกษุ ท .! กิจของสมณะที่สมณะต้องทำมีสามอย่างเหล่านี้และ ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "ความพอใจของเราจักต้องเข้มงวดพอ ในการสมาทานการปฏิบัติในศีล ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. ยํ. ๒๐/๓๐๓/๕๒๙. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๒๙๔/๕๒๑.

น.1966 อันยิ่ง, ในการสมาทานการปฏิบัติในจิตอันยิ่ง และในการสมาทานการปฏิบัติ ในปัญญาอันยิ่ง" ดังนี้. ภิกษุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ อย่างนี้แล. กิจของชาวนา ๑ ภิกษุ ท .! กิจของคฤหบดีชาวนาที่เขาจะต้องทำก่อน (แห่งการได้มา ซึ่งข้าวเปลือก) มีสามอย่างเหล่านี้. สามอย่างอะไรบ้างเล่า ? สามอย่างคือ คฤหบดีชาวนาในโลกนี้ ไถ คราด พื้นที่นาให้ดีเสียก่อน, ครั้นแล้วปลูกพืชลง ในเวลาอันควร, ครั้นแล้ว ไขน้ำเข้าบ้าง ไขน้ำออกบ้าง ตามคราวที่สมควร. ภิกษุ ท. ! กิจของคฤหบดีชาวนาที่เขาจะต้องทำก่อน (แห่งการได้มาซึ่งข้าวเปลือก) มีสามอย่างเหล่านี้แล ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : กิจที่ภิกษุจะต้องทำก่อน (แห่งการ ได้มาซึ่งมรรคผล) มีสามอย่างเหล่านี้สามอย่างอะไรกันเล่า ? สามอย่างคือ การสมาทานการปฏิบัติในศีลอันยิ่ง, การสมาทานการปฏิบัติในจิตอันยิ่ง และการ สมาทานการปฏิบัติในปัญญาอันยิ่ง ภิกษุ ท .! กิจที่ภิกษุจะต้องทำก่อน (แห่ง การได้มาซึ่งมรรคผล) มีสามอย่างเหล่านี้แล. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "ความพอใจของเราจักต้องเข้มงวดพอ ในการสมาทานการปฏิบัติในศีลอัน ยิ่ง, ในการสมาทานการปฏิบัติในจิตอันยิ่ง และในการสมาทานการปฏิบัติใน ปัญญาอันยิ่ง" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๒๙๕/๕๒๓.

น.1967 ตั้งหน้าทำก็แล้วกัน ๑ ภิกษุ ท .! กิจของคฤหบดีชาวนาที่เขาจะต้องรีบทำมีสามอย่างเหล่านี้ สามอย่างอะไรบ้างเล่า ? สามอย่างคือ คฤหบดีชาวนารีบ ๆไถ คราด พื้นที่นา ให้ดีเสียก่อน, ครั้นแล้ว ก็รีบ ๆ ปลูกพืช, ครั้นแล้ว ก็รีบ ๆ ไขน้ำเข้าบ้าง ไขน้ำออกบ้าง. ภิกษุ ท. ! กิจของคฤหบดีชาวนาที่เขาจะต้องรีบทำมีสามอย่าง เหล่านี้และ แต่ว่าคฤหบดีชาวนานั้น ไม่มีฤทธิ์หรืออานุภาพที่จะบันดาลว่า “ข้าวของเราจงงอกในวันนี้, ตั้งท้องพรุ่งนี้, สุกมะรืนนี้" ดังนี้ได้เลย, ที่ถูก ย่อมมีเวลาที่ข้าวนั้น เปลี่ยนแปรสภาพไปตามฤดูกาล ย่อมจะงอกบ้าง ตั้งท้องบ้าง สุกบ้าง ; ภิกษุ ท .! ฉันใดก็ฉันนั้น : กิจของภิกษุที่เธอจะต้องรีบทำมีสามอย่าง เหล่านี้. สามอย่างอะไรบ้างเล่า ? สามอย่างคือ การสมาทานการปฏิบัติในศีล อันยิ่ง, การสมาทานการปฏิบัติในจิตอันยิ่ง และการสมาทานการปฏิบัติในปัญญา อันยิ่ง ภิกษุ ท. ! กิจของภิกษุที่เธอจะต้องรีบทำมีสามอย่างเหล่านี้และ แต่ว่า ภิกษุนั้น ก็ไม่มีฤทธิ์หรืออานุภาพที่จะบันดาลว่า "จิตของเราจงหลุดพ้นจากอาสวะ ทั้งหลาย เพราะไม่มีอุปาทานในวันนี้ หรือพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้" ดังนี้ได้เลย ที่ถูก ย่อมมีเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเมื่อภิกษุนั้นปฏิบัติไปแม้ในศีลอันยิ่ง, ปฏิบัติ ไปแม้ในจิตอันยิ่ง และปฏิบัติไปแม้ในปัญญาอันยิ่ง จิตก็จะหลุดพ้นจากอาสวะ ทั้งหลายเพราะไม่มีอุปาทาน ได้เอง. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๐๙/๕๓๒.

น.1968 ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "ความพอใจของเราจักต้องเข้มงวดพอ ในการสมาทานการปฏิบัติในศีล อันยิ่ง, ในการสมาทานการปฏิบัติในจิตอันยิ่ง และในการสมาทานการปฏิบัติ ในปัญญาอันยิ่ง" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ อย่างนี้แล. เครื่องมือละกิเลส ๑ ภิกษุ! ก็เธอสามารถหรือ ที่จะศึกษา"ในสิกขาทั้งสาม คือใน อธิศีลสิกขา ในอธิจิตสิกขา และในอธิปัญญาสิกขา ? "ข้าพระองค์สามารถที่จะศึกษาในสิกขาทั้ง ๓ นั้น --- - พระเจ้าข้า”. ภิกษุ! ถ้าอย่างนั้น เธอจงศึกษาในสิกขาทั้ง ๓ คือในอธิศีลสิกขา, ในอธิจิตสิกขา, และในอธิปัญญาสิกขาเถิด. ภิกษุ ! เมื่อใดแล เธอจักศึกษาทั้งศีลอันยิ่งบ้าง ทั้งจิตอันยิ่งบ้าง ทั้งปัญญาอันยิ่งบ้าง, เมื่อนั้นเธอผู้กำลังศึกษาในศีลอันยิ่ง จิตอันยิ่ง และปัญญา อันยิ่งอยู่ จักละราคะ ละโทสะ และละโมหะได้; เพราะการละราคะ-โทสะ- โมหะได้นั้นเอง, เธอจักไม่กระทำสิ่งอันเป็นอกุศล และจักไม่เสพสิ่งที่เป็นบาป โดยแท้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๒๙๖/๕๒๔, ตรัสแก่ภิกษุวัชชีบุตรผู้ไม่อาจปฏิบัติ ตามสิกขาบท ๑๕๐ ที่สำคัญ ๆ ซึ่งยกขึ้นแสดงทุกครึ่งเดือนได้ โดยทรงสอนให้ปฏิบัติโดยหลักสิกขา ๓, คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ได้แก่หลักที่เป็นความหมายอย่างกว้างโดยไม่ต้องแยก เป็นสิกขาบทจำนวนมาก ยากแก่การจดจำ. ๒. คำว่า ศึกษา หรือ สิกขา ในบาลี หมายถึงการปฏิบัติไปเลย.

น.1969 เมื่อมีศีลควรส่งตนไปในแนวเผากิเลส ๑ ภิกษุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ มีปาติโมกข์ สมบูรณ์อยู่เถิด, จงเป็นผู้สำรวมในปาติโมกขสังวร มีมรรยาทและโคจรสมบูรณ์ อยู่เถิด, จงมีปรกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายซึ่งมีประมาณเล็กน้อย สมาทาน ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด. ภิกษุ ท .! เมื่อพวกเธอทั้งหลาย สมบูรณ์ด้วยศีลเช่นนั้นแล้ว อะไรเล่าเป็นกิจที่พวกเธอจะต้องทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ? ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุเดินอยู่ก็ตาม, ยืนอยู่ก็ตาม, นั่งอยู่ก็ตาม, นอน ตื่นอยู่ก็ตาม, อภิชฌาและพยาบาทของภิกษุนั้นก็ปราศจากไปแล้ว, ถีนมิทธะ, อุทธัจจกุกกุจจะ, วิจิกิจฉาของเธอก็ละได้แล้ว, ความเพียรก็ปรารภแล้วไม่ย่อ หย่อน, สติก็ตั้งมั่นไม่ฟันเพื่อน, กายก็รำงับไม่กระสับกระส่าย, จิตก็ตั้งมั่นเป็น หนึ่งแน่ ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุที่เป็นได้เช่นนี้ แม้จะเดินอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม นั่ง อยู่ก็ตาม นอนตื่นอยู่ก็ตาม, เราเรียกว่า "ผู้มีความเพียรเผากิเลส, มีความ กลัวต่อโทษแห่งวัฏฏะ, เป็นผู้ปรารภความเพียรติดต่อสม่ำเสมอเป็นนิจ, เป็นผู้มี ตนส่งไปในแนวแห่งความหลุดพ้นตลอดเวลา" ดังนี้. อริยกันตศีล ๒ ภิกษุ ท. ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วย ศีลทั้งหลายอันเป็นศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ, คือ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๘/๑๒. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๒๙/๑๔๑๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.1970 ไม่พร้อย เป็นไท ผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกลูบคลำด้วยตัณหาทิฏฐิ และเป็นไปพร้อม เพื่อสมาธิ. ๑ ศีลอยู่เคียงคู่กับปัญญาเสมอ ๒ พราหมณ์ ! องค์สองประการนี้ จะยกเสียอีกประการหนึ่ง บัญญัติคน ผู้ประกอบด้วยองค์เพียงประการเดียว ว่าเป็นพราหมณ์, และคนผู้ประกอบด้วย องค์เพียงประการเดียว เมื่อกล่าวว่า ตนเป็นพราหมณ์ ได้ชื่อว่า กล่าวชอบ ไม่ต้องกล่าวเท็จ, จะได้หรือไม่ ? ๑. ศีลไม่ขาด หมายถึงไม่ล่วงสิกขาบทข้อต้นหรือข้อปลายข้อใดข้อหนึ่ง, ศีลไม่ทะลุ หมาย ถึงไม่ล่วงสิกขาบทข้อกลาง ๆ, ศีลไม่ต่าง เพราะไม่ขาดเป็นหมู่ ๆ หมู่ละหลายสิกขาบทและหลายหมู่, ศีลไม่พร้อย เพราะไม่ขาดแห่งละสิกขาบทหลาย ๆ แห่ง, ศีลเป็นไท คือไม่เป็นทาสตัณหา ไม่รักษา ศีลแบบการค้ามุ่งเอาเครื่องตอบแทน, ศีลที่ผู้รู้สรรเสริญ เป็นศีลที่ใช้ได้ เพราะผู้รู้ท่านใคร่ครวญเสีย ก่อนจึงสรรเสริญว่าดีว่าชอบ, ศีลที่ไม่ถูกลูบคลำด้วยตัณหาทิฏฐิ หมายถึงศีลที่ตัณหาไม่แตะต้อง ทิฏฐิ มานะไม่แตะต้อง คือไม่ถือศีลเพราะยากจนเป็นเหตุให้กระด้างกระเดื่อง หรือเป็นเครื่องยกตนข่มท่าน ไปเป็นต้น, และศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธินั้น เป็นศีลที่ผู้รักษาเอาใจใส่พิจารณาตรวจสอบอยู่เสมอ ดังท่านเปรียบว่าเหมือนโคแม่ลูกอ่อนใส่ใจดูลูกไม่ห่างตา แม้บดเอื้อง ตาก็คอยชำเลืองดูลูก, กิริยา ที่พิจารณาศีล นับเข้าในสีลานุสสติกรรมฐาน และจิตของผู้มีศีลอย่างนี้ ใกล้สมาธิ และศีลเช่นนี้ เป็นฐานรองรับสมาธิได้ดีทีเดียว. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต โสณทัณฑสูตร สี. ที. ๙/๑๕๘/๑๙๓, ตรัสแก่โสณทัณฑพราหมณ์ ซึ่งทูลถึงเรื่องพวกพราหมณ์บัญญัติคนผู้ประกอบด้วยองค์ห้าว่าเป็นพราหมณ์โดย ชอบ แต่อาจจะยก สามองค์แรกออกเสียก็ได้ คงไว้แต่เพียงสององค์ คือเป็นผู้มีศีล มีศีลอันเจริญ ประกอบด้วยศีลอันเจริญ, และเป็นบัณฑิต มีปัญญา ; แต่ถูกพระพุทธองค์ทรงแสร้งท้วงดู ดังที่กล่าวแล้วข้างบน, ก่อนทรงรับรอง.

น.1971 "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! องค์สองประการนี้ จะยกเสียอีกประการหนึ่งหาได้ไม่ เพราะว่า ศีล ย่อมชำระปัญญาให้บริสุทธิ์ และปัญญาเล่าก็ชำระศีลให้บริสุทธิ์เหมือนกัน; ศีลอยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ ที่นั้น; ปัญญาอยู่ที่ใด ศีลอยู่ที่นั้น ; ผู้มีศีลก็มีปัญญา, ผู้มีปัญญาก็มีศีล ; บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวถึง ศีลและปัญญา ว่าเป็นของเลิศในโลก. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนคนล้างมือด้วยมือ หรือ ล้างเท้าด้วยเท้า ฉันใด ; ศีลย่อมชำระปัญญาให้บริสุทธิ์ และปัญญาเล่าก็ชำระศีลให้บริสุทธิ์เหมือนกัน ; ศีลอยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ที่นั้น : ปัญญาอยู่ที่ใด ศีลอยู่ที่นั้น ; ผู้มีศีลก็มีปัญญา, ผู้มีปัญญาก็มีศีล ; บัณฑิต ทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงศีลและปัญญา ว่าเป็นของเลิศในโลก ฉันนั้นเหมือนกัน". พราหมณ์ ! ข้อนั้น เป็นอย่างนั้นแหละพราหมณ์. ศีล ย่อมชำระ ปัญญาให้บริสุทธิ์ และปัญญาเล่า ก็ชำระศีลให้บริสุทธิ์เหมือนกัน; ศีล อยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ที่นั้น ; ปัญญาอยู่ที่ใด ศีลอยู่ที่นั้น ; ผู้มีศีลก็มีปัญญา, ผู้มีปัญญาก็มีศีล ; บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงศีลและปัญญา ว่าเป็นของ เลิศในโลก. พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนคนล้างมือด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้า ฉันใด; ศีล ย่อมชำระปัญญาให้บริสุทธิ์ และปัญญาเล่าก็ชำระศีลให้บริสุทธิ์ เหมือนกัน: ศีลอยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ที่นั้น : ปัญญาอยู่ที่ใด ศีลอยู่ที่นั้น ; ผู้มีศีลก็มีปัญญา, ผู้มีปัญญาก็มีศีล ; บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวถึงศีลและ ปัญญา ว่าเป็นของเลิศในโลก ฉันนั้นเหมือนกัน ชำระศีลและทิฏฐิให้บริสุทธิ์ก่อน ๑ พาหิยะ ! ถ้าอย่างนั้น ในเรื่องนี้ เธอ จงชำระสิ่งอันเป็นเบื้องต้นใน ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๒๐/๗๔๗ - ๘, ตรัสแก่ท่านพาหิยะ ผู้ทูลขอ ให้พระองค์ทรงแสดงธรรมแต่ย่อ ๆ ก่อนที่จะออกไปอยู่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท เพียรเผากิเลส มีตน ส่งไปในแนวธรรมนั้น.

น.1972 กุศลทั้งหลายให้บริสุทธิ์ก่อนเถิด. ก็อะไรเป็นสิ่งเบื้องต้นของสิ่งอันเป็นกุศล ทั้งหลายเล่า ? สิ่งเบื้องต้นนั้นก็ได้แก่ ศีล อันบริสุทธิ์หมดจดด้วยดี และทิฏฐิ (ความเห็น) ที่ถูกตรง. พาหิยะ ! โดยกาลใดแล ศีลของเธอเป็นศีลอันบริสุทธิ์หมดจดด้วยดี และทิฏฐิก็จักเป็นความเห็นที่ถูกตรง ; โดยกาลนั้น เธอพึ่งอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล แล้ว พึงอบรมสติปัฏฐานสี่เถิด. สติปัฏฐานสี่อะไรบ้าง ? สติปัฏฐานสี่ คือ :- พาหิยะ ! ในกรณีนี้ เธอจงพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนือง ๆ, จง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เนื่อง ๆ, จงพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ เนื่อง ๆ จงพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เนือง ๆ, มีความเพียรเผา กิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. พาหิยะ ! โดยกาลใดแล เธออาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จักอบรม สติปัฏฐานสี่เหล่านี้อย่างนี้ ; โดยกาลนั้น วันหรือคืนของเธอจักผ่านไปโดยหวัง ได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้. (กาลต่อมา พระพาหิยะนั้นออกไปทำความเพียร จนได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง) ศีลเป็นฐานรองรับสติปัฏฐานสี่ ๑ ภิกษุ ! ถ้าอย่างนั้น ในเรื่องนี้ เธอจงชำระสิ่งอันเป็นเบื้องต้นใน ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๙๒/๖๘๗, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ที่เชตวัน ซึ่งท่านรูปนี้ ต้องการจะปลีกตัวออกจากหมู่ อยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท ทำความเพียร เผากิเลส ส่งตัวไปในแนวธรรมนั้น ทูลขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรมย่อ ๆ.

น.1973 กุศลทั้งหลายให้บริสุทธิ์ก่อนเถิด. ก็อะไรเป็นสิ่งเบื้องต้นของสิ่งอันเป็นกุศล ทั้งหลายเล่า ? สิ่งเบื้องต้นนั้นก็ได้แก่ ศีล อันบริสุทธิ์หมดจดด้วยดี และทิฏฐิ (ความเห็น) ที่ถูกตรง. ภิกษุ! โดยกาลใดแล ศีลของเธอเป็นศีลที่บริสุทธิ์หมดจดด้วยดี และ ทิฏฐิก็จักเป็นความเห็นที่ถูกตรงด้วย ; โดยกาลนั้น เธออาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล แล้ว พึงอบรมสติปัฏฐานสี่โดยวิธีทั้งสาม เถิด. สติปัฏฐานสี่อะไรบ้างเล่า ? สติปัฏฐานสี่ คือ :- ภิกษุ! เธอจงพิจารณาเห็นกายในกาย ณ ภายใน อยู่เนือง ๆ ก็ดี, จงพิจารณาเห็นกายในกาย ณ ภายนอก อยู่เนื่อง ๆ ก็ดี, จงพิจารณาเห็นกาย ในกาย ทั้งภายในภายนอก อยู่เนื่อง ๆ ก็ดี; เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย (ในเวทนา จิต และธรรม ก็ตรัสทำนองเดียวกับในกาย) ภิกษุ! แต่กาลใดแล เธออาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จักอบรม สติปัฏฐานสี่เหล่านี้ โดยวิธีสาม ด้วยอาการอย่างนี้ : แต่กาลนั้น คืนหรือวัน ของเธอจักผ่านไป โดยหวังได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้. (กาลต่อมา ภิกษุรูปนั้นออกไปทำความเพียร จนได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง) ๑. โดยวิธีทั้งสาม คือ พิจารณาภายใน, พิจารณาภายนอก, พิจารณาทั้งภายในและภายนอก.

น.1974 ศีลเป็นฐานรองรับสติปัฏฐานสี่ ๑ (อีกนัยหนึ่ง) ภิกษุ! ถ้าอย่างนั้น ในเรื่องนี้ เธอจงชำระสิ่งอันเป็นเบื้องต้นใน กุศลทั้งหลายให้บริสุทธิ์เสียก่อนเถิด. ก็อะไรเป็นสิ่งเบื้องต้นของสิ่งอันเป็นกุศล ทั้งหลายเล่า ? ภิกษุ! ในกรณีนี้ เธอจงเป็นผู้สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึง พร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่เถิด, จงมีปรกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้มี ประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย. ภิกษุ! โดยกาลใดแล เธอจักสำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อม ด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย : โดยกาลนั้น เธออาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล แล้ว พึงอบรมสติปัฏฐานสี่เถิด. สติปัฏฐานสี่อะไรบ้างเล่า ? สติปัฏฐานสี่ คือ :- ภิกษุ! ในกรณีนี้ เธอจงพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนื่อง ๆ, จง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เนื่อง ๆ, จงพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ เนื่อง ๆ จงพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เนื่อง ๆ; เป็นผู้มีความเพียร เผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ภิกษุ ! แต่กาลใด เธออาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จักอบรมสติปัฏฐานสี่ เหล่านี้ ด้วยอาการอย่างนี้ แต่กาลนั้น คืนหรือวันของเธอจักผ่านไปโดย หวังได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๔๙/๘๒๘, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ที่เชตวัน ซึ่งท่านผู้นี้ ต้องการจะออกไปทำความเพียร เผากิเลส, ทูลขอให้พระองค์แสดงธรรมย่อ ๆ พอที่จะ ส่งจิตใจไปตามธรรมนั้นได้.

น.1975 ครั้งนั้น ภิกษุรูปนั้น ซาบซึ้งพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งนัก ลุกจากอาสนะถวาย อภิวาท ทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ต่อมา เธอปลีกตัวออกจากหมู่ อยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท เพียรเผา กิเลส ส่งตนไปในแนวธรรม จนสามารถทำให้แจ้งถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันเป็นประโยชน์ชั้นยอดได้ไม่นาน ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ทันตาเห็น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแล. ศีลเป็นฐานรองรับโพชฌงค์เจ็ด ๑ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนสัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง สำเร็จอิริยาบถสี่ คือเดินในบางคราว ยืนในบางคราว นั่งในบางคราว นอนในบางคราว, สัตว์ เหล่านั้นทั้งหมด อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่เหนือแผ่นดิน จึงสำเร็จอิริยาบถสี่นั้นได้ ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ฉันนั้นเหมือนกัน : ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมอบรมโพชฌงค์ ๗ ให้เกิดขึ้นได้ ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้มีมากขึ้นได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมอบรมโพชฌงค์ ๗ ให้เกิดขึ้นได้ ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้มีมากขึ้นได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอบรมสติสัมโพชฌงค์ ย่อมอบรมธัมมวิจัย- สัมโพชฌงค์ ย่อมอบรมวิริยสัมโพชฌงค์ ย่อมอบรมปีติสัมโพชฌงค์ ย่อม อบรมปัสสิทธิสัมโพชฌงค์ ย่อมอบรมสมาธิสัมโพชฌงค์ และย่อมอบรม อุเบกขาสัมโพชฌงค์, ชนิดที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไป เพื่อความปล่อยวาง. ภิกษุ ท .! ด้วยอาการอย่างนี้แล ภิกษุอาศัยศีล ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๑๒/๔๐๙.

น.1976 ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมอบรมโพชฌงค์ ๗ ให้เกิดขึ้นได้ ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้มี มากขึ้นได้. ศีลเป็นฐานรองรับอริยมรรคมีองค์แปด ๑ ภิกษุ ท .! การงานประเภทใดประเภทหนึ่งที่ต้องทำด้วยกำลัง อัน บุคคลกระทำอยู่ การงานเหล่านั้นทั้งหมด ต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน บุคคลจึงทำการงานที่ต้องทำด้วยกำลังเหล่านั้นได้ ด้วยอาการอย่างนี้ ฉันใด ; ภิกษุ ท .! ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เกิด ขึ้นได้ ย่อมทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากขึ้นได้ ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท .! ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยมรรคมี องค์ ๘ ให้เกิดขึ้นได้ ย่อมทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากขึ้นได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอบรมสัมมาทิฏฐิ ย่อมอบรมสัมมาสังกัปปะ ย่อมอบรมสัมมาวาจา ย่อมอบรมสัมมากัมมันตะ ย่อมอบรมสัมมาอาชีวะ ย่อม อบรมสัมมาวายามะ ย่อมอบรมสัมมาสติ และย่อมอบรมสัมมาสมาธิ, ชนิดที่โอน ไปสู่นิพพาน เอนไปสู่นิพพาน เอียงไปสู่นิพพาน ภิกษุ ท .! ด้วยอาการอย่าง นี้แล ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เกิดขึ้น ได้ ย่อมทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากขึ้นได้ ๑. บาลี พระพุทธภาษิตฺ มหาวาร. สํ. ๑๙/๖๙/๒๗๐.

น.1977 ศีลสมบัติเป็นรุ่งอรุณแห่งอริยมรรค ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่ออาทิตย์อุทัยขึ้น การขึ้นมาแห่งอรุณ (แสงเงินแสงทอง) ย่อมเป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตที่แลเห็นก่อน ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เพื่อ ความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ของภิกษุ ศีลสมบัติ (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ย่อมเป็นหลักเบื้องต้น เป็นนิมิตเบื้องต้น. ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีล แล้ว เธอต้องหวังข้อนี้ได้ คือว่า เธอจักอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรคให้เกิดขึ้นได้ จักทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยอัฐฐังคิกมรรค ให้เกิดขึ้นได้ ย่อมทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอบรมสัมมาทิฏฐิ ย่อมอบรมสัมมาสังกัปปะ ย่อมอบรม สัมมาวาจา ย่อมอบรมสัมมากัมมันตะ ย่อมอบรมสัมมาอาชีวะ ย่อมอบรม สัมมาวายามะ ย่อมอบรมสัมมาสติ และย่อมอบรมสัมมาสมาธิ, ชนิดที่มีการ นำออกซึ่ง ราคะ-โทสะ-โมหะ เสียได้ เป็นผลสุดท้าย. ภิกษุ ท .! ด้วย อาการอย่างนี้แล ภิกษุ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรค ให้เกิดขึ้นได้ ย่อมทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้ ศีลสมบัติเป็นธรรมมีอุปการะมากชั้นเอก ๒ ภิกษุ ท .! ธรรมชั้นเอก เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เพื่อความ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๘/๑๔๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๒/๑๕๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.1978 บังเกิดขึ้นแห่งอริยอัฏฐังคิกมรรค มีอยู่. ธรรมชั้นเอกนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ธรรมชั้นเอกนั้น ได้แก่ศีลสมบัติ (ความถึงพร้อมด้วยศีล). ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุ สมบูรณ์ด้วยศีลแล้ว เธอต้องหวังข้อนี้ได้ คือว่า เธอจักอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรค ให้เกิดขึ้นได้ จัดทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรค ให้เกิดขึ้นได้ ย่อมทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอบรมสัมมาทิฏฐิ ย่อมอบรมสัมมาสังกับปะ ย่อมอบรม สัมมาวาจา ย่อมอบรมสัมมากัมมันตะ ย่อมอบรมสัมมาอาชีวะ ย่อมอบรม สัมมาวายามะ ย่อมอบรมสัมมาสติ และย่อมอบรมสัมมาสมาธิ, ชนิดที่มีการ นำออกซึ่งราคะ - โทสะ - โมหะ เสียได้ เป็นผลสุดท้าย. ภิกษุ ท .! ด้วย อาการอย่างนี้แล ภิกษุ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรค ให้เกิดขึ้นได้ ย่อมทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้. ศีลสมบัติช่วยทำให้อริยมรรคเจริญเต็มที่ ๑ ภิกษุ ท .! เรายังมองไม่เห็นธรรมชนิดอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่จะทำ อริยอัฏฐังคิกมรรคอันยังไม่เกิด ให้บังเกิดขึ้น, และที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ถึงความเจริญ เต็มที่, เหมือนอย่าง ศีลสมบัติ (ความถึงพร้อมด้วยศีล) นี้เลย. ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลแล้ว เธอต้องหวังข้อนี้ได้ คือว่า เธอจักอบรมอริยอัฏฐัง- คิกมรรคให้เกิดขึ้นได้ จัดทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๖/๑๗๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.1979 ภิกษุ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรค ให้เกิดขึ้นได้ ย่อมทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอบรมสัมมาทิฏฐิ ย่อมอบรมสัมมาสังกัปปะ ย่อมอบรม สัมมาวาจา ย่อมอบรมสัมมากัมมันตะ ย่อมอบรมสัมมาอาชีวะ ย่อมอบรม สัมมาวายามะ ย่อมอบรมสัมมาสติ และย่อมอบรมสัมมาสมาธิ, ชนิดที่มีการ นำออกซึ่ง ราคะ - โทสะ - โมหะ เสียได้ เป็นผลสุดท้าย. ภิกษุ ท .! ด้วย อาการอย่างนี้แล ภิกษุ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรคให้ เกิดขึ้นได้ ย่อมทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้. ผู้มีศีลจักถึงแก่นธรรม ๑ ภิกษุ ท .! เมื่อศีล มีอยู่ อวิปฏิสารของผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ก็ถึงพร้อมด้วย ที่ตั้งอาศัย, เมื่อ อวิปฏิสาร มีอยู่ ความปราโมทย์ของผู้สมบูรณ์ด้วยอวิปฏิสารก็ถึง พร้อมด้วยที่ตั้งอาศัย, เมื่อ ความปราโมทย์ มีอยู่ ปีติของผู้สมบูรณ์ด้วยความ ปราโมทย์ ก็ถึงพร้อมด้วยที่ตั้งอาศัย, เมื่อ ปีติ มีอยู่ ปัสสิทธิของผู้สมบูรณ์ด้วยปีติ ก็ถึงพร้อมด้วยที่ตั้งอาศัย, เมื่อ ปัสสิทธิ มีอยู่ สุขของผู้สมบูรณ์ด้วยปัสสิทธิ ก็ถึง พร้อมด้วยที่ตั้งอาศัย, เมื่อ สุข มีอยู่ สัมมาสมาธิของผู้สมบูรณ์ด้วยสุข ก็ถึงพร้อม ด้วยที่ตั้งอาศัย, เมื่อ สัมมาสมาธิ มีอยู่ ยถาภูตญาณทัสสนะของผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมา- สมาธิ ก็ถึงพร้อมด้วยที่ตั้งอาศัย, เมื่อ ขลาภูตญาณทัสสนะ มีอยู่ นิพพิทาวิราคะของ ผู้สมบูรณ์ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ ก็ถึงพร้อมด้วยที่ตั้งอาศัย, เมื่อ นิพพิทาวิราคะ มีอยู่ วิมุตติญาณทัสสนะ ของผู้ที่สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาวิราคะ ก็ถึงพร้อมด้วยที่ตั้ง อาศัย. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทสก. อํ. ๒๔/๔/๓.

น.1980 ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนต้นไม้ ซึ่งสมบูรณ์ด้วยกึ่งและใบแล้ว สะเก็ด เปลือกนอกของมันก็บริบูรณ์ เปลือกชั้นในก็บริบูรณ์ กระพี้ก็บริบูรณ์ แก่น ก็บริบูรณ์ด้วย นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! เมื่อศีลมีอยู่ อวิปฏิสารของผู้สมบูรณ์ด้วย ศีล ก็ถึงพร้อมด้วยที่ตั้งอาศัย --- ฯลฯ --- เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณ- ทัสสนะของผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาวิราคะ ก็ถึงพร้อมด้วยที่ตั้งอาศัย ฉันนั้น เหมือนกันแล. อำนาจศีลที่เป็นตัวกุศล ๑ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ศีลอันเป็นกุศลทั้งหลาย มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีอะไร เป็นอานิสงส์?" ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า. อานนท์ ! กุศลศีลทั้งหลาย มือวิปฏิสาร (ความไม่ร้อนใจ) เป็น ประโยชน์ที่มุ่งหมาย มือวิปฏิสาร เป็นอานิสงส์. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็อวิปฏิสาร มีอะไรเป็นประโยชน์ ที่มุ่งหมาย มีอะไรเป็น อานิสงส์ ?" อานนท์ ! อวิปฏิสาร มีความปราโมทย์ เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีความปราโมทย์ เป็นอานิสงส์ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ความปราโมทย์ มีอะไรเป็นประโยชน์ ที่มุ่งหมาย มีอะไรเป็น อานิสงส์?" อานนท์ ! ความปราโมทย์ มีปีติ เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีปีติเป็น อานิสงส์. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทสก. อํ. ๒๔/๑/๑, ตรัสแก่ท่านพระอานนท์ ที่เชตวัน.

น.1981 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็บีติ มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีอะไรเป็นอานิสงส์ ?" อานนท์ ! ปีติ มีบัสสิทธิ เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีบัสสิทธิ เป็น อานิสงส์. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็บัสสิทธิ มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีอะไรเป็น อานิสงส์ ?" อานนท์ ! ปัสสิทธิ มีสุข เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีสุข เป็นอานิสงส์ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็สุข มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีอะไรเป็นอานิสงส์?" อานนท์ ! สุข มีสมาธิ เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีสมาธิ เป็นอานิสงส์ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็สมาธิ มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีอะไรเป็นอานิสงส์?" อานนท์! สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะ เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มียถาภูตญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ยถาภูตญาณทัสสนะ มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีอะไรเป็น อานิสงส์ ?" อานนท์ ! ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะ เป็นประโยชน์ที่ มุ่งหมาย มีนิพพิทาวิราคะ เป็นอานิสงส์. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็นิพพิทาวิราคะ มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีอะไรเป็น อานิสงส์ ?" อานนท์ ! นิพพิทาวิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นประโยชน์ที่มุ่ง หมาย มีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ อานนท์ ! ด้วยอาการอย่างนี้แล กุศลศีลทั้งหลาย มือวิปฏิสารเป็น ประโยชน์ที่มุ่งหมาย มือวิปฏิสารเป็นอานิสงส์, อวิปฏิสาร มีความปราโมทย์ เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์, ความปราโมทย์ มีปีติเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีปีติเป็นอานิสงส์, ปีติ มีปัสสิทธิเป็น ประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีปัสสิทธิเป็นอานิสงส์, บัสสิทธิ มีสุขเป็นประโยชน์ ที่มุ่งหมาย มีสุขเป็นอานิสงส์. สุข มีสมาธิเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีสมาธิเป็นอานิสงส์, สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย

น.1982 มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์, ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็น ประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์, นิพพิทาวิราคะ มีวิมุตติ- ญาณทัสสนะเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ อานนท์ ! กุศลศีลทั้งหลาย ย่อมยังความเป็นอรหันต์ให้เต็มได้โดยลำดับ ด้วยอาการอย่างนี้แล. อานิสงส์สำหรับผู้ทำศีลให้สมบูรณ์ ๑ ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย จงมีศีลสมบูรณ์ มีปาติโมกข์สมบูรณ์อยู่เถิด. พวกเธอทั้งหลาย จงสำรวมด้วยปาติโมกขสังวร สมบูรณ์ด้วยมรรยาทและโคจร อยู่เถิด ; จงเป็นผู้เห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายที่มีประมาณน้อย สมาทานศึกษา ในสิกขาบททั้งหลายเถิด ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงเป็นที่รัก ที่เจริญใจ ที่เคารพ ที่ยกย่อง ของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย" ดังนี้แล้ว, เธอพึงทำ ให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย พึงตามประกอบในธรรมเป็นเครื่องสงบแห่งจิตใน ภายใน เป็นผู้ ไม่เหินห่างในฌาน เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนา และให้ สุญญาคารวัตต์เจริญงอกงามเถิด. ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงเป็นผู้มีลาภด้วยบริการคือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการทั้งหลาย" ดังนี้ก็ดี, - - - ฯลฯ --- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อากังเขยยสูตร มู. ม. ๑๒/๕๔/๗๓.

น.1983 ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการของทายกเหล่าใด, การกระทำเหล่านั้น พึงมีผลมาก มีอานิสงส์มากแก่ทายกเหล่านั้น" ดังนี้ก็ดี,---ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "ญาติสาโลหิตทั้งหลายซึ่งตายจากกัน ไปแล้ว มีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงเราอยู่, ข้อนั้นจะพึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก แก่เขาเหล่านั้น" ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงอดทนได้ซึ่งความไม่ยินดี และ ความยินดี, อนึ่ง ความไม่ยินดีอย่าเบียดเบียนเรา, เราพึงครอบงำย่ำยีความไม่ยินดี ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้วอยู่เถิด" ดังนี้ก็ดี, ... ฯลฯ ... ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงอดทนความขลาดกลัวได้, อนึ่ง ความขลาดกลัวอย่าเบียดเบียนเรา, เราพึงครอบงำย่ำยีความขลาดกลัว ที่บังเกิดขึ้นแล้วอยู่เถิด" ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงได้ตามต้องการ ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งฌานทั้งสี่ อันเป็นไปในจิตอันยิ่ง เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร" ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "วิโมกข์เหล่าใด ก้าวล่วงรูปเสียแล้ว เป็นธรรมไม่มีรูป เป็นของสงบ, เราพึงถูกต้องวิโมกข์เหล่านั้นด้วยนามกายอยู่เถิด" ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงเป็นโสดาบัน เพราะความ สิ้นไปแห่งสั่งโยชน์สาม เป็นผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ผู้เที่ยงต่อพระนิพพาน มีการตรัสรู้อยู่ข้างหน้า" ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงเป็นสกทาคามีเพราะความ สิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม และเพราะความเบาบางแห่งราคะ โทสะ และโมหะ พึง มาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้นแล้วพึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้" ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ ---

น.1984 ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงเป็นโอปปาติกะ เพราะความ สิ้นไปแห่งสังโยชน์เบื้องต่ำห้า พึงปรินิพพานในภพนั้น ไม่กลับจากโลกนั้น เป็นธรรมดา" ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงแสดงอิทธิวิธีอย่างต่างๆ ได้ --. " ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงมีทิพย์โสต --- " ดังนี้ก็ดี, - - - ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราใคร่ครวญแล้ว พึงรู้จิตของสัตว์ เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น ด้วยจิตของตน --- " ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงตามระลึกถึงภพที่เคยอยู่ใน กาลก่อนได้หลาย ๆ อย่าง --- " ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงเห็นสัตว์ทั้งหลายด้วยจักษุทิพย์ อันหมดจดเกินจักษุสามัญของมนุษย์ --- " ดังนี้ก็ดี, --- ฯลฯ --- ภิกษุ ท .! ถ้าภิกษุหากจำนง ว่า "เราพึงทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญา- วิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมเที่ยว เข้าถึงแล้วแลอยู่" ดังนี้ก็ดี, เธอพึงทำให้ บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย พึงตามประกอบในธรรมเป็นเครื่องสงบแห่งจิตในภายใน เป็นผู้ไม่เหินห่างในฌาน ประกอบพร้อมแล้วด้วยวิปัสสนา และให้วัตรแห่งผู้อยู่ สุญญาคารทั้งหลายเจริญงอกงามเถิด. คำใดที่เราผู้ตถาคตกล่าวแล้วว่า "ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย จงมีศีล สมบูรณ์ มีปาติโมกข์สมบูรณ์อยู่เถิด. เธอทั้งหลาย จงสำรวมด้วยปาติโมกขสังวร สมบูรณ์ด้วยมรรยาทและโคจรอยู่เถิด : จงเป็นผู้เห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายที่มี ประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด" ดังนี้: คำนั้นอัน เราตถาคตอาศัยเหตุผลดังกล่าวนี้แล จึงได้กล่าวแล้ว.

น.1985 ผู้อยู่เหนือความหวัง ๑ ภิกษุ ท .! ก็บุคคลเช่นไรเล่า ชื่อว่าผู้อยู่เหนือความหวังเสียแล้ว ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ. เธอนั้น ได้ยินว่า "ภิกษุชื่อนี้ ได้กระทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะ มิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้วแลอยู่" ดังนี้. เธอไม่อาจมีความคิดว่า "เมื่อไรเล่า แม้เรา จัก กระทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้วแลอยู่บ้าง" ดังนี้. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ความหวังในวิมุตติของเธอ เมื่อก่อนหน้าที่เธอยังไม่ลุถึงวิมุตตินั้น ได้รำงับไปเสียแล้ว ภิกษุ ท. ! นี้แล เราเรียกว่า คนอยู่เหนือความหวัง เมื่อราชามีกำลัง ๒ ภิกษุ ท .! คราวใด พระราชามีกำลัง และพวกโจรเสื่อมกำลัง, คราวนั้น ทั้งพระราชาเอง ก็มีความผาสุก ที่จะเข้าในออกนอก หรือที่จะมีใบบอก ไปยังชนบทปลายแดน ; แม้พวกพราหมณ์และคฤหบดี ก็มีความสะดวกที่จะเข้าใน ออกนอก หรือที่จะอำนวยการงานนอกเมือง. ข้อนี้ฉันใด ; ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๑๓๗/๔๕๒. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ทุก. อํ. ๒๐/๘๗/๒๘๔,

น.1986 ภิกษุ ท. ! คราวใด พวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก มีกำลัง, พวกภิกษุลามก เสื่อมกำลังลง ; คราวนั้น พวกภิกษุลามก จำต้องเป็นผู้นิ่ง เงียบเชียบอยู่ใน ท่ามกลางสงฆ์ โดยเหตุที่ต้องเป็นพวกหล่นไปเอง ; ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุ ท. ! เหตุเช่นนี้มีขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่มหาชน ทำให้มหาชน มีความสุข เป็นความเจริญแก่มหาชนเป็นอันมาก และเพื่อความเกื้อกูล เป็น ความสุข ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทั่วกัน แล. ประสบบุญใหญ่ ๑ ภิกษุ ท .! นักบวชผู้มีศีล เข้าไปสู่สกุลใด, มนุษย์ทั้งหลายในสกุลนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ด้วยฐานะห้าอย่าง. ฐานะห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ? ห้าอย่างคือ : - (๑) ในสมัยใด จิตของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเลื่อมใส เพราะได้เห็น นักบวชผู้มีศีลซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เป็น ไปเพื่อสวรรค์ (๒) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย พากันต้อนรับ กราบไหว้ ให้อาสนะ แก่นักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติ ที่เป็นไปเพื่อการเกิดในสกุลสูง. (๓) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย กำจัดมลทินคือความตระหนี่เสียได้ ในนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติ ที่เป็นไปเพื่อการได้เกียรติศักดิ์อันใหญ่. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๗๑/๑๙๙.

น.1987 (๔) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมแจกจ่ายทาน ตามสติ ตามกำลัง ในนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติ ที่เป็นไปเพื่อการได้โภคะใหญ่. (๕) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมไต่ถาม สอบสวน ย่อมฟังธรรม ในนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติ ที่เป็นไปเพื่อการได้ปัญญาใหญ่. ภิกษุ ท .! นักบวชผู้มีศีล เข้าไปสู่สกุลใด, มนุษย์ทั้งหลายในสกุลนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ด้วยฐานะห้าอย่างเหล่านี้แล. หมวดที่สิบ จบ.

น.1988 ผู้ชี้ชวนวิงวอน ! ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา ภิกษุ ท. ! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺชมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ภิกษุ ท. ! นั้น โคนไม้ทั้งหลาย, นั่น เรือนว่างทั้งหลาย. ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา. (สหายตนวคฺค สํ. ๑๘/๔๔๑/๖๗๔) ๒๓๕

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต