น.446 มีอุปสรรคเกิดขึ้นทุกอย่าง เพราะว่า ทุกอย่างมันคือธรรมะ. ท่านอาจจะแปลกหูในคำพูด ที่ว่า ทุกอย่างคือธรรมะ. ถ้าแปลกหูก็ฟังไว้ หรือฟังไปเรื่อย ๆ ว่าไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ ธรรมะ เพราะว่าคำ ๆ นี้เป็นคำที่ประหลาดที่สุดในภาษาบาลี ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ ดี ชั่ว ผิด ถูก รูปธรรม นามธรรม อะไรก็ตาม ล้วนแต่เรียกว่าเป็นธรรมชนิดหนึ่งทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้จักธรรมะในแง่ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะได้ว่ากันต่อไป. สำหรับการพัฒนานั้น สิ่งที่เรียกว่า การพัฒนานี้มันก็เป็นธรรมะด้วย การทำให้เจริญนั้น มันก็เป็นตัวธรรมะอย่างหนึ่งด้วย. ทีนี้ ธรรมบรรยายมันช่วยได้ ในสองแง่ : แง่ที่ ๑ ก็คือ ธรรมะจะช่วยพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น. เมื่อบุคคลมีจิตใจ สูงขึ้น ย่อมทำการพัฒนาไม่ว่าในด้านไหน ได้ดี ; มีจิตใจที่ไม่ประกอบไปด้วยธรรมะ แล้ว ย่อมไม่อาจจะพัฒนาอะไรได้. ฉะนั้น ธรรมะนี้มันช่วยให้พัฒนาจิตใจ เมื่อ จิตใจมีการพัฒนาแล้ว ก็พัฒนาอะไรก็ได้ นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมะนั้น ให้กำลังใจในการพัฒนา ; คนที่ไม่มีธรรมย่อมไม่มีกำลังใจ ไม่มีความกระตือรือล้น ในการที่จะทำการพัฒนา. นี้เรียกว่า ธรรมะมีอยู่หลายอย่าง หลายแง่ หลายชั้น หลายมุม เอามาเป็น ตัวเรื่องเสียเลยก็ได้ เอามาเป็นเครื่องมือ หรืออุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้. หมายความว่า การรู้ธรรมะทำให้มีจิตใจสูงขึ้น ก็ได้อานิสงส์อย่างหนึ่ง, แล้ว การรู้จัก ใช้ธรรมะให้เกิดกำลังใจ เกิดความสนุกสนานในการที่จะทำการงาน นี้มันก็อีกอย่าง หนึ่ง ; เป็นสองอย่างด้วยกัน. แล้วคนเราก็ยังขาดอยู่ในสองอย่างนี้ ; จิตใจไม่สูงพอ ไม่รับผิดชอบในความเป็นมนุษย์ของตน ไม่คิดที่จะทำการงานตามหน้าที่ของมนุษย์, หรือถึงกับไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรด้วยซ้ำไป. หรืออีกทางหนึ่ง ทำงานไม่สนุก, ทำงาน อย่างฝืน อย่างขอไปที อย่างเสียไม่ได้. ในการทำงานส่วนตัวก็ตาม หรือแม้ที่สุดแต่ การถูกเรียกมาประชุม มาปรึกษาหารือ หรือเพื่อการอบรมอะไรก็ตาม ไม่รู้สึกสนุกเลย ;
น.447 พราะว่าขาดธรรมะ อย่างนี้ก็มี. ขอให้เข้าใจไว้ว่า ธรรมะนั้นเป็นตัวเรื่องก็ได้ เป็น อุปกรณ์ของเรื่องก็ได้. อย่าเป็นคนทำโลกให้รก ทีนี้ต่อไป ก็อยากจะพูดถึงคำว่า "พัฒนา" ถ้าเป็นอย่างเทศน์ธรรมมาสน์ วันนี้ก็เป็นการเทศน์โดยหัวข้อว่า .- น สิยา โลกวฑฺฒโน. เป็นภาษาบาลี. คำนี้ถ้าแปลตามตัวหนังสือก็แปลว่า : อย่าเป็นคนทำโลกให้รก, แต่เขา เอาความกันว่า "อย่าเป็นคนรกโลก". ภาษาบาลีเมื่อเอามาแปลเป็นภาษาไทย ย่อมมี ความหมายได้เป็นสองอย่างสามอย่างเสมอ. มันเกี่ยวกับแง่ของภาษา วิธีของภาษา ไวยากรณ์ของภาษา. โลกวัฑฒโน แปลว่า ทำโลกให้รกก็ได้, เป็นคนรกโลก หรือ เป็นเครื่องรกของโลกก็ได้. เอาบาลีเป็นหลักว่า อย่าเป็นคนรกโลก ; แต่ตัว หนังสือ มันว่า วัฑฒนะ โลกวัฑฒนะ -อย่าทำให้โลกเจริญ. คำว่าเจริญหรือ วัฑฒนะนั้น หมายถึงรก ; เราจะต้องรู้ว่า มันหมายถึงอย่างไรกันแน่ ก็ต้องมองกัน ต่อไป ในความหมายของคำว่ารก เดี๋ยวจะงงกันหมด. ขอให้เข้าใจว่า คำว่า วัฑฒนะ แปลว่า รก, รกหนาขึ้น มีมากขึ้น หนาขึ้น รกขึ้น นี้ก็เรียกว่าวัฑฒนะ. มาเป็นไทย แปลว่า พัฒนา, แต่ภาษา เดิมเป็นคำกลาง ๆ แปลว่า มันรกหนาขึ้นก็แล้วกัน : รกหนาด้วยหญ้า ด้วยพงที่ไม่มี ประโยชน์อะไร ; นี้ก็เรียกว่าวัฒนะด้วยเหมือนกัน เช่นผมยาวจนต้องตัด อย่างนี้ก็ เรียกว่า รก. "ผมมันรก" ภาษาบาลีเป็นอย่างนั้น ความหมายของคำว่า รก มันก็ เกิดเป็นสองอย่าง ขึ้นมา : คือ รกด้วยสิ่งที่มีประโยชน์ หรือว่า รกด้วยสิ่งที่ไร้ ประโยชน์. ถ้ารกด้วยสิ่งที่มีประโยชน์เราก็พอใจ เพราะว่าตรงตามความหมายของคำ ว่าพัฒนาอย่างที่เราต้องการ ; ถ้ามันรกไปด้วยสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เราก็ถือว่าเป็นโทษ.
น.448 ทีนี้ มนุษย์นี้มีเต็มไปอยู่ในโลก หรือว่าโลกมันเต็มไปด้วยมนุษย์. ถ้ามนุษย์ เป็นผู้ไม่มีประโยชน์ก็เรียกว่าเป็นคนรกโลก โลกนี้รกไปด้วยมนุษย์ที่ไร้ประโยชน์ ถ้าหากว่าคนมันดี ก็เรียกว่า โลกนี้รกไปด้วยคนที่มีประโยชน์ ก็เรียกว่า โลกมัน เจริญ. แต่แล้วความหมายทางธรรมมันยังมีลึกไปกว่านั้นอีก ; ที่เราพูดกันว่า มี ประโยชน์ มีประโยชน์ นั้นแหละระวังให้ดี; บางทีอาจจะรกรุงรัง, หรือว่า เพิ่มปัญหา เพิ่มภาระ เพิ่มความยุ่งยากไปเสียอีกก็มี. นี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่าให้มัน ขัดกันขึ้นมาได้. สมมติว่าเขาเอาของใช้ไม้สอย ที่แพงที่ทันสมัยไม่มีประโยชน์อะไร มาใส่ ให้คุณเต็มไปทั้งบ้าน, แล้วคุณก็ใช้มันไม่ได้ ; มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันก็รกบ้าน เปล่า ๆ, ราคาเป็นแสน เป็นล้าน เป็นร้อยล้าน อะไรก็มี. มันก็รกบ้านเปล่า ๆ มันก็กลายเป็นรกไปด้วยสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อีกเหมือนกัน. ทีนี้ ทว่าใช้มันเป็น ใช้ได้ทุกอย่างเลย ; แต่ทีนี้ มันมาก มันเกินจำเป็นมัน เกินฐานะ สิ่งเหล่านั้นมันก็ทำให้คุณปวดหัว แม้แต่จะเก็บรักษาเช็ดถูมัน ก็ไม่ไหวแล้ว ; นี้มันเกินฐานะ หรือเกินความจำเป็น. สิ่งนั้นก็ดีหรือมีประโยชน์อย่างที่เขาเรียกกัน เหมือนกัน ; แต่ถ้า มองดูให้ดี มันกลายเป็นมาเพิ่มให้เกิดความทุกข์. นี่ดู ความหมายของคำว่า พัฒนาหรือวัฒนา หรือวัฒนะ ในภาษาบาลีมันเป็นอย่างนี้. ถ้าเรา มีแต่เพียงพอเหมาะพอดี กับความเป็นอยู่หรือความเป็นไป ก็ ไม่ทำ ให้ปัญหายุ่งยากเกิดขึ้น. นี่เราจะเห็นวี่แววได้ว่า สิ่งที่จะมีประโยชน์ หรือสำเร็จ ประโยชน์ ไม่เป็นความทุกข์ขึ้นมานั้น มันอยู่ที่พอดี ; ตามหลักของพุทธศาสนาที่ว่า มันต้องมีความพอดี มากไปก็ไม่ได้ น้อยไปก็ไม่ได้. ที่เราจะทำให้มัน พัฒนานั้น จะทำอย่างไร จะให้มันมาก ไม่มีขอบเขต อย่างที่ว่า, หรือว่าจะทำให้มันพอดี ; เป็นสิ่งที่จะต้องคิดกันให้มาก มันต้องพอเหมาะพอดีไปด้วยสิ่งที่มีประโยชน์.
น.449 ถ้าพูดกันอีกแง่หนึ่ง ที่ว่า พอเหมาะพอดีหรือมีประโยชน์ของคนพวกหนึ่ง อาจจะไม่จำเป็นเลยสำหรับคนบางพวก ; เช่นในเรื่องสิ่งของต่าง ๆ ที่ชาวบ้านจะต้องมี ไม่จำเป็นที่พระจะต้องมี ขืนเอามาใส่ไว้ในวัด มันก็รกเปล่า ๆ เหมือนกัน. หรือว่า วัดธรรมดาสามัญ รถไปด้วยอะไรหลายๆ อย่างก็ไปดูก็แล้วกัน ; แต่พระอรหันต์ท่านก็ ไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้เลย อย่างนี้เป็นต้น. มันก็กลายเป็นของรกสำหรับพระอรหันต์ไปอีก รกอย่างไม่มีประโยชน์ นี้เรียกว่า วัฒนา หรือวัฒนะ นั้น, มันแปลว่า รก ; แล้วเราจะเอาประโยชน์จากอันนี้ ก็ต้องเอาอย่างว่า รกด้วยสิ่งที่มีประโยชน์. แต่เมื่อ รกแต่สิ่งที่มีประโยชน์แล้ว มันต้องรกแต่พอดี ; ไม่ใช่เอาอะไรมาใส่มาสุมไว้ จนเต็มบ้านเต็มเรือน ถึงหลังคา, ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น มันก็ไม่มีที่นอน ไม่มีที่เดิน อย่างนี้เป็นต้น. เพราะคำว่า วัฑฒนา นี้ มันมีความหมายเปิดให้เป็นอย่างยิ่ง : อย่าง หญ้ารกเป็นพง บุกเข้าไปไม่ไหว อย่างนี้ก็เรียกว่า มันวัฑฒนา, ผมยาวจนรุงรัง รุ่มร่ามเป็นปีศาจ อย่างนี้ก็เรียกว่า มันวัฑฒนาเหมือนกัน ในเรื่องเส้นผมจนมัน ต้องตัด. นี้เราเอาเป็นที่แน่นอนกันว่า ; จะต้องรกด้วยสิ่งที่มีประโยชน์ และ พอดี หรือตรงกับความต้องการของเรา หรือของสังคมของเรา. คำว่า "พัฒนาอนามัย" สำหรับคำว่า อนามัย ไม่ใช่เป็นคำใหม่ เป็นภาษาบาลี ซึ่งท่านก็เห็น อยู่แล้วว่ามันเป็นภาษาบาลี. ภาษาบาลีนี้ในรูปคำว่า อนามัย นี้ เป็นคำที่ใช้มาแล้ว ตั้ง ๒ - ๓ พันปี เป็นอย่างน้อย. เพราะเราไปอ่านหนังสือเก่าๆ พบเรื่องราวของคำว่า อนามัยนี้ ในหนังสือขนาดก่อนพุทธกาลประมาณสองพันปี สามพันปีกว่าแล้ว คนทักกัน ก็ทักกันด้วยคำ ๆ นี้.
น.450 ถ้าเราสนใจสักหน่อย เมื่อไปฟังเทศน์เวสสันดรชาดก. ตอนที่มีคำทักกัน ระหว่าง อัจจุตฤๅษีกับชูชก, หรือระหว่างเวสสันดรกับฤๅษี หรืออะไรก็ตาม ; คำแรก ที่เขาทักกันจะพูดว่า "กุสลญ . เจ อนามยํ” ซึ่งแปลว่า อนามัยของท่านยังดีอยู่หรือ ? อนามัย นี้ไม่ใช่คำในสองสามวันนี้ เ ป็นคำที่เขาใช้พูดกันอยู่จริงในรูปนี้ คือคำว่า "อนามัย". ในกรณีทักกันนั้น คำว่า อนามัย หมายถึงปกติภาวะ ที่ทำให้มนุษย์ ไม่ต้องทน ; พูดเป็นคำนิยาม ก็ต้องพูดอย่างนี้ มันรุ่มร่ามอย่างไรอยู่. ปกติภาวะ ที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องทน ; คำว่า "ทน" นี้ คงเข้าใจกันได้แล้ว ทนเพราะมันเจ็บปวด ไม่สะดวก ไม่สบาย หรือไม่อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งจนต้องทน ; ถ้ามีปกติภาวะที่ เรียกว่าอนามัยนั้น มันไม่มีอะไรที่ต้องทน . เขาไม่ได้หมายเฉพาะแต่ว่า โรคภัย ไข้เจ็บอย่างเดียว มันหมายถึงความปกติของร่างกายทุกชนิด. "ถ้าโรคภัยมันมีอยู่ละก็ ต้องเกิดการทน ; แต่ว่าถ้าต้องทน เราก็เรียกว่า โรคชนิดหนึ่งได้เหมือนกัน อนามัย แปลว่า ปกติภาวะที่ไม่รู้สึกว่ามี โรค. นี่คืออนามัย ใครๆ ก็ ต้องการ , โดยธรรมชาติก็ต้องการ ปกติภาวะอันนี้. คุณไปนึกเอาเองก็แล้วกันว่า พอมีอะไรผิดปกติขึ้นมา มันต้องทนทันที : เช่นเดี๋ยวมันก็จะปวดปัสสาวะขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องทน ; หรือจะปวดอุจจาระขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องทน , แล้วมันต้องไปจัดการ ให้หายภาวะที่ต้องทน, เพื่อไม่ต้องทน ให้หายภาวะที่ต้องทน ; หรือมันเกิดเป็นโรค อะไรขึ้นมา อย่างแม้ที่สุด แต่มันเมื่อยหลัง เราก็ต้องทน. มันต้องแก้ไขให้ปราศจาก ภาวะที่ต้องทน ; ฉะนั้น ปกติภาวะที่ให้มนุษย์ ไม่ต้องทนนั้นแหละคืออนามัย เมื่อเรามี อายุมากเข้า เช่น แก่ ชรา มากเข้า ก็มีเรื่องที่จะ ต้องทน มากเข้า เพราะว่าอนามัยมันเสื่อมไป. เดี๋ยวนี้เอากันแต่ว่าคนหนุ่ม ๆ และปัญหาเฉพาะหน้า
น.451 คือเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ, เรื่องที่ทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้นในตัว ในครอบครัว เราจะสนใจ มันในลักษณะที่ว่า จะทำให้สูญสิ้นภาวะที่ต้องทน. แต่บัดนี้เรามุ่งหมายกันเฉพาะเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ และทุก ๆ อย่างที่มันเนื่อง อยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ ; มันก็เลยเนื่องมาถึงเรื่อง กิน อยู่ นุ่งห่ม หลับนอนอะไร ๆ ทุก ๆ อย่างไปหมด ที่มันเนื่องกันอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ, ถ้าทำผิดแล้วมันก็เกิดโรคภัย ไข้เจ็บ ; ฉะนั้น สิ่งใดที่มันเนื่องกันอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ เราจะควบคุมมันให้ได้ ก็เรียกว่า เป็นผู้ที่มีอนามัย. เดี๋ยวนี้ เราก็มองกันในเรื่อง ความสะอาดซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ, ความรู้ความฉลาดที่จะป้องกันทางมาของความเสื่อมสุขภาพ ซึ่ง เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บทุกอย่าง ; รวมเป็นคำว่าอนามัย ; แล้วก็ไม่ควรถือว่า เป็นเรื่องใหม่ ๆ เพิ่งนึกเพิ่งคิดกันขึ้นมา. แต่ให้รู้ไว้ว่า มันเป็นเรื่องจำเป็น มีความ สำคัญแก่มนุษย์มา ตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักความเป็นมนุษย์ ; แต่ไม่มีหลักฐานชัด โดยเหตุที่ว่า มันไม่มีอะไรบันทึกอยู่เป็นลายลักษณ์อักษร ในสมัยหมื่นปี หรือกี่หมื่นปี มาแล้ว. อย่างที่จะมีเป็นลายลักษณ์อักษร บันทึกเรื่องอะไรเหล่านี้ให้เรารู้นี้ได้ ก็เพียงสอง สามพันปีมานี่เอง, แต่มันก็นานโขอยู่. ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่า เรากำลังทำกันอยู่ กับเรื่องที่มนุษย์ได้เคยทำมาแล้ว ในฐานะเป็นเรื่องที่สำคัญ ในท้องถิ่นของเรายังจะต้องมีการนำ ในการพัฒนาเรื่องอนามัยนี้ มันก็เป็น ปัญหาที่จะต้องพิจารณาดูว่า ; มันทำเพื่อแก้ความล้าหลังป่าเถื่อน, หรือว่าทำเพื่อ ความเจริญที่สูงขึ้นไปจากระดับธรรมดา. ถ้ามัน เป็นการทำเพียงว่าแก้ไข ความป่า เถื่อนที่ต่ำมาก มันก็เป็นเรื่องน่าละอาย อย่างยิ่ง ; ถ้าเป็นการกระทำเพื่อพัฒนา ให้มันสูงขึ้นกว่าระดับธรรมดา มันก็น่าชื่นใจ หรือน่าพอใจ, เหมือนในเรื่องที่จะ
น.452 มาขอร้องกันให้ทำส้วม, ทำอะไรอย่างนี้ ไปคิดดูเองก็แล้วกัน ; อย่างนี้มันยังอยู่ใน ระดับที่ยังไม่พ้นไปจากความเป็นป่าเถื่อน. จะต้องทำให้พ้นสูงกว่าป่าเถื่อน หรือว่ายัง ไม่สูงพ้นระดับธรรมดา ก็เขยิบขึ้นไปหน่อยอย่าถึงระดับธรรมดานัก, ให้ดีกว่าธรรมดา ขึ้นไปสักหน่อย. มีหินอยู่แผ่นหนึ่งอยู่ที่สุโขทัย พบอยู่ในบริเวณเขตพระราชฐานสมัยพระร่วง, เป็นหินแผ่นขนาดเท่าโต๊ะ มีรูตรงที่แห่งหนึ่ง คล้าย ๆ พอจุโถส้วมแห่งหนึ่ง แล้วก็มีราง ยาวออกไป. เมื่อแรกพบ เถียงกัน วิจารณ์กันต่าง ๆ นานาครั้งแรกก็มองไปในแง่เป็น วัตถุศักดิ์สิทธิ์ เช่นโสมสูตร, คิลานธรณี, ที่รดน้ำพระพุทธรูป หรือเทวรูป อะไร. ในที่สุด หลายปีเข้า มาพบความจริงว่ามันเป็นแผ่นหินที่ปิดส้วม ; เลยหัวเราะกันใหญ่ ว่า เรื่องส้วมแบบปิดแมลงวัน หรือปิดอะไรนี่ เคยมีมาแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตั้ง ๘๐๐ ปีมาแล้ว. ลองคิดดูซิ นี่ก็แปลว่า เขารู้จักใช้ส้วม ชนิดที่มีอนามัยมาแล้วด้วย เหมือนกัน ในสมัยสุโขทัยนั้น. ทีนี้คนทีหลัง เป็นคนมักง่าย หรือเป็นคนอะไรก็ตาม ไม่สนใจ ใช้ส้วม ธรรมชาติ เรี่ยราดไป ; มันก็เป็นเรื่องถอยหลังเข้าคลอง. ถอยหลังไปสู่ความป่า เถื่อน, ฉะนั้น เ ราจะมาอวดดี ไม่ได้ เราจะอวดดี อวดเก่งกว่าบรรพบุรุษในเรื่อง ชนิดนี้คงไม่ได้, มันเป็นความเหลวไหลของลูกหลานชั้นหลัง, หรือว่าความ บังเอิญเป็น หรืออะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ความเคยเจริญ เคยก้าวหน้าแล้วชงัก สูญหายไป ; ต้องมารื้อฟื้นกันใหม่. มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะนึกไปในทางอวดดีได้, ควรจะนึกไปในทางที่น่าสลดหรือสังเวช มากกว่า. ทีนี้ คำว่า อนามัย กับคำว่า พัฒนา มันมาด้วยกัน ก็อยากจะพูดถึงคำว่า พัฒนาต่อไปอีกสักหน่อย. การ พัฒนาอนามัยนี้ อย่าเข้าใจว่า มันจะเป็น
น.453 รื่องที่ทำได้ตามลำพัง, ส้อมต้อ แล้วมันคงจะไม่มีปัญหาเพียงแต่เรื่องทำส้วม ทำบ่อน้ำ หรือทำอะไรทำนองนี้ ; ถึงแม้ว่าในวันนี้ เราจะมิได้มีความมุ่งหมาย ที่จะทำความ เข้าใจกันในขอบเขตที่กว้างขวางทั้งหมด ; แต่มันก็จำเป็นที่จะต้องรู้. เพราะว่าสิ่งที่ เรียกว่า อนามัยนั้น มันมิได้มีแต่ทางร่างกาย มันมีทางจิตใจด้วย; ถ้าอนามัยใน ทางจิต มันเสื่อมแล้ว อนามัยทางกายมันก็สูญเสียไปทันที นี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกัน ไปเสียมาก. อนามัยทางกายก็มีมาก ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องส้วมเรื่องบ่อน้ำ มันมีมากอีก หลายสิบอย่าง ; ลิ แต่ว่าทั้งหมดนั้น มันก็ยัง ขึ้นอยู่กับอนามัยทางจิต. ซิก ถ้าอนามัย ทางจิตดี อนามัยทางกายก็จะดี อนามัยทางจิตเสีย มันจะเสียหมด. พวกโยคีที่มีอนามัยทางจิตสูง, เขาอยู่อย่างไม่รู้จักกับโรคภัยไข้เจ็บ กิน อาหารดิบ ๆ ก็ได้, กินใบไม้อะไรดิบ ๆ ก็ได้, กินของแข็งชนิดที่คนธรรมดาย่อยไม่ออก ก็ได้ แล้วผ้าก็ไม่ค่อยจะนุ่ง, อยู่ในบ่าที่ไม่มีบ้านเรือนปิดบัง ปกปิดมิดชิดอะไร ; แต่เนื่องจากอนามัยทางจิตสูง เพราะเขาฝึกเฉพาะ ก็เลยไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน เหมือนกัน ไม่รู้จักกับหยูกยาที่เรารู้จักกันนี้ อย่างยาปวดท้องปวดหัวนั้นไม่มีความหมาย สำหรับคนพวกนั้น อนามัยทางจิตของเขาแข็งแกร่ง จนไม่มีโอกาสที่จะปวดท้อง ปวดหัว. ไปคิดดูให้ดีเถิด อาการปวดท้อง ปวดหัวนี้มาจากอะไร ? มันมาจาก ร่างกายที่มัน ไม่มีอนามัยเพียงพอ ถูกแดดถูกฝนทนไม่ได้ ; rmf หรือน้ำย่อยอาหารไม่ แข็งแรงพอ มันย่อยอาหารไม่ได้. มาพวกนั้นแข็งแกร่งจนกินยาพิษได้ มันก็เลยมีอะไร แข็งแกร่งไปหมด จำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโลหิต ความต้านทานในโลหิตสูงมาก. ในทางร่างกายก็สามารถต้านทานเชื้อหนองแก ในทางเชื้อโรคอะไรต่าง ๆ ที่จะเข้าไปได้ ;
น.454 แล้วมันก็ถูกหยุด ถูกระงับได้. ในทางจิต มันก็ต้านทานมาก ไม่รู้จักเกลียด ไม่รู้จัก กลัว ไม่รู้จักโกรธ ไม่รู้จักรัก ไม่รู้จักยินดียินร้ายทั้งนั้นแหละ ;non เพราะฉะนั้น คน เหล่านี้จึงไม่มีวิตกกังวล. พวกโยคีเหล่านั้นไม่มีได้ ไม่มีเสีย, จิตใจอยู่ในสภาพที่ไม่มีได้ไม่มีเสีย กับใคร,ก็เลยไม่มีเศร้า ไม่มีรัก ไม่มีขึ้น ไม่มีลง ไม่มีฟู ไม่มีแฟบ ; ฉะนั้น ก็เลยไม่รู้จักวิตกกังวล, ก็เลยไม่รู้จักเป็นโรคกระเพาะ ไม่ย่อยอาหาร นอนไม่หลับ ปวดหัว ความดันโลหิตสูง อะไรทำนองนี้ไม่มี, ไม่รู้จักกัน. . เพราะอาการเหล่านี้ มาจากความตกต่ำของโลหิต ของความต้านทานของโลหิต ของกำลังของโลหิต หรือ ความผิดปกติของมันสมอง. เดี๋ยวนี้เรามีอนามัยทางจิตเลวลง ๆ ทุก ๆ ชั่วอายุคน, ร่างกายมันก็เลว ลง ๆ มันก็ต้องการความช่วยเหลือจากภายนอก ทางการแก้ไข หรือหยูกยาอะไรก็ตาม มากขึ้น, โรคภัยไข้เจ็บอะไรก็มีมากขึ้น และแปลกออกไปทุกที ๆ จนความรู้หรือการค้น คว้าเรื่องป้องกันโรคภัยไข้เจ็บนี้ มันตามหลังโรคอยู่เรื่อย เพราะมันอ่อนแอไปใน ลักษณะอื่นยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก. นี้จะเห็นได้ว่า อนามัยทางกายมันขึ้นอยู่กับอนามัยทางจิต. ถ้าเราจะ มามัวแก้ไขแต่อนามัยทางกาย มันก็เป็นเรื่องน่าหวัว ที่จะมาแก้กันแต่ปลายเหตุ ไม่เหลียว ดูต้นเหตุ ; ไม่ค้นคว้าต้นเหตุ มามัวแก้แต่ปลายเหตุ มันก็มีปัญหามากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ จนทำไม่ไหวในที่สุด. ฉะนั้น ควรจะฝั่งควรจะศึกษาธรรมะกันบ้าง ในฐานะเป็น เครื่องช่วยอนามัยทางจิต นั้นแหละ จะเป็นการพัฒนาอนามัยทางกายพร้อมกันไป ในตัว จึงเป็นอันว่า เราต้องทำพร้อมกันไปทั้งสองอย่าง. ปัญหาเฉพาะหน้าของเรามี ใน การที่จะต่อสู้มันพร้อมกับการตัดต้นเหตุของมัน ; ใ นที่เฉพาะหน้าเรา จะต้องแก้ไข มัน และพร้อมกันนั้น เราจะต้องมีความรู้เท่าทันที่จะป้องกันมัน จึงจะเป็นไปได้
น.455 เราพิจารณาดูแล้ว เรียกว่าเรายังล้าหลัง แม้อาการภายนอก ที่เป็น ปลายเหตุนี้ก็ยังมองกันไม่ลึก. ประชาชนของเราส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า แม้โรคอหิวาต์ เป็นต้นนี้ มันมีเชื้อโรค ; เพิ่งจะรู้กันเมื่อเร็ว ๆ นี้แล้วก็รู้กันเพียงไม่กี่คน, คนที่ไม่รู้ และไม่ยอมเชื่อก็ยังมีอยู่อีกมาก. เขาเชื่อว่ามันเป็นผีบันดาล, หรือว่ามันเป็นอาการ ของผีให้ร้าย เทวดาให้ร้าย จึงเป็นอหิวาต์, คิดดูซิ มันก็เป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลาย ซึ่งเรียกว่า ผู้นำท้องถิ่นนี้จะต้องชี้แจงเขาให้ดี ๆ ให้เขาเข้าใจว่า นั่นมันเป็นเรื่องที่น่า หัวเราะ สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. เราจะต้องมองให้ลึกเข้าไป ถึงต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บทางกาย, และ มองให้ลึกเข้าไปถึงขนาดที่ว่า นี่มันก็ยัง มาจากการที่จิตใจของมนุษย์นี้มันเลวลง มันเข้มแข็งไม่พอ ร่างกายอ่อนแอลง จนไม่มีกำลังจิตพอที่จะต่อสู้ตัวมันเองได้. เรา ยังมีหน้าที่ที่จะต้องทำอยู่อีกหลายระดับ ให้ลึกเข้าไป ๆ. สิ่งใดจำเป็นก่อน, หรือ จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ, จะเป็นตายกันพรุ่งนี้มะรืนนี้; นี้จะต้องทำก่อน แล้วก็ทำไป ตามลำดับ, ให้ลึกเข้าไปถึงส่วนลึก จนกระทั่งถึงเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ. คำว่า “พัฒนาอนามัย" นั้น ควรจะศึกษาให้สูงขึ้นไปจนถึงพัฒนาอนามัย ทางจิต อันเป็นต้นเหตุของอนามัยทางกายด้วยเสมอไป. การพัฒนาทุกสาขา ไม่ใช่เฉพาะสาขาอนามัย มันมีเรื่องทั้งอนามัยทางกายและทางจิต, และยังมีขอบเขต ที่ว่ากว้างออกไป ที่ว่าเป็นเรื่องของบุคคลเพียงคนเดียวหรือเป็นเรื่องของสังคมทั้งหมด อีกด้วย. ฉะนั้น จึงต้องรู้ให้พอที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ได้ ; และ ถ้าพัฒนาใน ทางวิญญาณได้ มันจะป้องกันได้กว้างขวาง มากกว่าที่จะพัฒนาทางจิตอย่างเดียว ; และมันจะเป็นการปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนา อย่างสมบูรณ์พร้อมกันไปในตัว. พัฒนาอนามัย ก็เป็นการประพฤติธรรม นี่อาจจะฟังไม่เข้าใจก็ได้ หรือว่าไม่เห็นด้วยก็ได้ ที่ว่าการปฏิบัติหน้าที่ให้ ถูกต้อง ในเรื่องพัฒนาอนามัยทางจิต แล้วก็สืบต่อลงมาถึงทางกายนี้ มันเป็นการ
น.456 ปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนาโดยเฉพาะ พร้อมกันไปในตัว. การทำร่างกายให้ดี ทำจิตใจให้ดีนี่แหละคือการประพฤติธรรม. ทีนี้ มี ไม่กี่คน ที่จะมองเห็นว่า การทำร่างกายให้ดี ทำจิตให้ดี อย่างนี้แหละคือการประพฤติธรรมะ ; โดยมากก็รู้สึกกันแต่ว่าประพฤติธรรมะก็ต้อง ไปที่วัด ต้องไปฟังเทศน์ ต้องไปให้ทาน ต้องไปสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร จะต้องไป นั่งวิปัสสนาจึงจะเป็นการปฏิบัติธรรม. นั่นมันนึกเอาเองตามประสาคนที่มองไม่เห็น ส่วนลึกของข้อเท็จจริงของธรรมชาติ. ธรรมะ มันอยู่ที่การทำให้ได้ขึ้นมา ที่เราเรียกว่า พัฒนาทั้งทางกายและ ทางจิต ; กายก็คือร่างกาย จิตก็คือใจนี้. การที่จะแก้ไขกายและจิตสองอย่างนี้ให้ มันดีขึ้นมา นี่เรียกว่าการปฏิบัติธรรม. โดยเนื้อแท้ที่ว่าไปเที่ยวสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ไปเที่ยวได้ทำบุญกันใหญ่โตนั้น มันก็เพื่อผลคือว่า จะทำให้ร่างกายและจิตใจของมนุษย์ มันดีขึ้น แต่แล้วมันก็ไม่ได้ทำ. สร้างวัดเฉย ๆ, สร้างโบสถ์เฉย ๆ, ฟังเทศน์เฉย ๆ, ฟังเฉย ๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่ได้ปฏิบัติอะไร มันก็เลยตายด้านหมด. ทีนี้ เรามาพูดถึงสิ่งที่มันจริงจังกว่า คือไม่ต้องพูดถึงโบสถ์ วิหาร หรือไป นั่งวิปัสสนาเลย ; พูดถึงการ แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ภายในตัวเรา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ร่างกายกับจิตใจเรานี้ให้มันดีขึ้น ๆ ; นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนา. ฉะนั้น การพัฒนาร่างกายหรือจิตใจอะไรก็ตามนี้ มันก็เป็นการปฏิบัติธรรมะใน พระพุทธศาสนา. การที่แก้ไขอนามัยทางกายก็ดี ทางจิตก็ดี ให้มีอนามัยทั้งสองทางนี้ ดีขึ้นนั้น นี้คือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา. อาตมาไม่กลัวว่า ใครจะว่าอะไรก็ตามใจ; ก็อยากจะพูดยืนยันอยู่อย่างนี้ ว่า : ไม่ต้องไปที่วัดก็ได้ ไม่ต้องไปสร้างโบสถ์ สร้างวิหารอะไรที่ไหนก็ได้ ถ้าอยาก
น.457 จะปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนานั้น จงทำไปในทางที่แก้ไขร่างกายและจิตใจนี้ ให้ มันดีขึ้น, ทำกันจริงๆ จัง ๆ ในการแข้ไขร่างกายและจิตใจ ให้มันดีขึ้น ๆ. นี้แหละ จะเป็นการปฏิบัติธรรมในศาสนา, เป็นตัวการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา; ทำที่นี่ ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ที่วัดก็ได้ ที่บ้านก็ได้ ; ก็ทำให้มันมีผลกว้างออกไปถึงขนาดที่ว่า มีผลเพื่อสังคมด้วย อย่าเพื่อตัวเองคนเดียว. นี้ถ้าท่านฟังดูจนเข้าใจแล้ว จะเห็นว่าในการที่เอาใจใส่เรื่องอนามัยให้ดีนี้ มันก็เป็นการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาด้วยเหมือนกัน, อย่าคิดเขลา ๆ ตื้น ๆ เพียงว่า โอ๊ย, มันเป็นเรื่องที่เขาบังคับให้ทำ หรือเขาชักชวนกันให้ทำเพื่อประโยชน์เพียงว่า จะอยู่กันสบายสักหน่อย โรคภัยไข้เจ็บน้อยสักหน่อย. นี่ก็เป็นคนที่เห็นอย่างสั้น ๆ ตื้น ๆ ในแง่ตื้น ๆ ไม่มองให้ลึก ให้เห็นว่า การแก้ไขนี้เป็นการแก้ไขที่มุ่งหมายจะให้มนุษย์ ดีขึ้นทั้งในทางกายและทางจิต. การที่รู้ว่าไข้เจ็บเป็นอย่างไร, แก้ไขได้อย่างไร, นี้มันก็เป็นความ ฉลาด ; ถ้ามี ความฉลาด ก็เรียกว่า มันดีขึ้นแล้วในทางจิตใจ. แล้วทาง ร่างกายก็ แก้ไขให้มันดี ไปตามที่เรารู้ ; มันก็ดีขึ้น ๆ ทั้งทางกายและทางจิตใจ, ก็เรียกว่า ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาได้. อยากจะพูดว่า สิ่งที่เรียกว่า การทำบุญ, ทำบุญ นั้นแหละ ก็คือการ พัฒนา เป็นการช่วยกันพัฒนา. ถ้าผิดจากนี้แล้วไม่ใช่การทำบุญ. อยากจะพูดตรง ๆ อย่างนี้ ถ้ามันเป็นการทำบุญที่แท้จริงมันต้องเป็นการทำที่มีการพัฒนา, หรือช่วยให้มี การพัฒนา ; อย่างเช่นเราทำบุญ เหมือนที่ทำ ๆ กันอยู่ จะทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้าง วัดวาอะไรนี้ ไปมองดูเถิด มันมุ่งหมายการพัฒนาทางกายและทางจิตของมนุษย์ทั้งนั้น แหละ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง.
น.458 อย่างการทำบุญนี้ มันทำออกไปเพื่อให้เพื่อนมนุษย์ได้รับประโยชน์มีความ เจริญขึ้น อย่างน้อยก็ทางร่างกาย มีการสร้างศาลา สร้างบ่อน้ำ สร้างอะไร ก็เป็นการ ทำบุญ เพื่อให้มนุษย์ได้รับประโยชน์ทางร่างกาย. ทีนี้มันไม่ใช่แต่เพียงทางร่างกาย ; การทำบุญนั้น มันมีการทำให้มีการสั่งสอน มีการแนะนำ มีการถือศีล มีการ ปฏิบัติธรรมมันก็ทำให้มีจิตใจดีขึ้น, และในบางแง่ มันก็เป็นการชักชวนกันมาก ๆ ช่วยกันพัฒนา. การทำบุญตามวัดวาอารามอะไรต่าง ๆ นี้ แล้วผู้ทำนั้น ทำด้วยหวังว่า ทั้งตัวเองและเพื่อนมนุษย์จะดีขึ้น ; อย่างนี้ มันก็เป็นการพัฒนาอย่างยิ่งทั้งกายและ ทางวิญญาณ ; ถ้าผิดจากนี้ไม่ใช่การทำบุญ. ถ้าผิดจากการพัฒนาไปแล้ว ไม่ใช่การทำบุญ มันเป็นการค้ากำไร ; ไม่ใช่ การทำบุญ เช่น เราสร้างวัด โดยคิดว่าเราจะได้สร้างสวรรค์วิมานอย่างนี้ มันก็เป็นการ ค้ากำไรเกินควร ไม่ใช่การทำบุญ ; แต่ถ้าเราสร้างวัดเพื่อให้มนุษย์ดีขึ้น รวมทั้งตัว เราเองด้วย อย่างนี้เรียกว่าเป็นการทำบุญที่แท้จริง เพราะมันเป็นการพัฒนา. ส่วนผู้ ทำบุญสักนิดหนึ่งแล้วจะเอาวิมาน จะเอาสวรรค์ นี้มันเป็นเรื่องละเมอเพ้อฝัน, เรื่อง ทำบุญอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ใช่ทำบุญจริง ; แต่คนชอบอย่างนั้น เขาก็ต้องพูดอย่างนั้น ถ้าทำบุญจริงมันก็ต้องเป็นการกระทำที่มีการพัฒนาแก่ร่างกายและจิตใจของมนุษย์ โดยตรง; ไม่ต้องเป็นเรื่องสวรรค์วิมาน ซึ่งมันมีการเพื่อไปด้วยกามคุณ หรือ กามารมณ์ จนไม่เป็นการพัฒนาและไม่เป็นอนามัยที่ดี. สมมติว่ามันจะเป็นได้จริง ตามที่เขาพูดกันว่า ทำบุญไปได้ วิมานแล้วก็มี นางฟ้าเป็นบริวารเป็นร้อยเป็นพันอย่างนี้ มันก็ตายหมด ; เพราะผู้ชายคนหนึ่งจะ ไปอยู่กับผู้หญิงเป็นร้อย ๆ พัน ๆ อย่างนี้มันก็ต้องตาย มันยิ่งกว่าไม่มีอนามัย ; มันก็ เป็นคนละเรื่อง. แต่ทว่า ถ้าเราสร้างโบสถ์ สร้างวิหารอะไรก็ตาม เพื่อแก้ไขทางจิตใจ ทำมนุษย์ให้เห็นแก่ตัวน้อยลง, นี่เป็นการพัฒนาทางจิตอย่างสูง แล้วก็เพื่อประโยชน์
น.459 แก่คน แม้เพียงว่า ให้คนไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจในวัดที่สร้างขึ้น ; นี้มันก็เป็นการพัฒนาอนามัยทางกาย. ทุกอย่างมันต้องเป็นการพัฒนาที่ถูกต้องตามความหมาย มันจึงจะเป็นการทำบุญ ; ถ้าไม่เช่นนั้นมันเป็นเรื่องหลอกกันให้ทำบุญ หรือว่าเป็นการค้ากำไรเกินควร. นี่ถ้าเมื่อพูดถึงอนามัยทางจิต อนามัยทางวิญญาณกันแล้ว ก็ต้องนึกให้กว้างถึงอย่างนี้ เพราะมันเป็นปัจจัยสำคัญของอนามัยทางร่างกาย. ถ้าคนมีจิตใจสูง มีอนามัยทางจิตจนมีจิตใจสูง ก็จะชิงกันสร้างส้วมสาธารณะ. คุณมองเห็นไหม ? ถ้าคน มีจิตใจสูงไม่เห็นแก่ตัว จะชิงกันสร้างส้วมสาธารณะ . แต่เดี๋ยวนี้สร้างส้วมใช้เองก็ยังไม่ทำเพราะมันมีความเห็นแก่ตัวมาก, มันมีความเห็นแก่ตัวสองซ้อน คนที่เราไปชวนเขาให้สร้างส้วมให้ถูกอนามัยใช้ เขาก็ไม่ยอมทำ ; อย่างนี้ทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นคนเห็นแก่ตัว ; แล้วสร้างนี่ก็สร้างเพื่อตัวเขา เขาก็ยัง ไม่ยอมทำ ; เรียกว่า เขามีความเห็นแก่ตัวสองซ้อนหรือสองชั้น คือมันมากเกินไป. แปลว่า จิตนั้นไม่มีความสูงในทางอนามัยเสียเลย ไม่มีความสูงในทางจิตใจเสียเลย ; มันเป็นจิตที่สกปรก ตกต่ำ มืดมัว เศร้าหมอง เร่าร้อน เป็นอันธพาล. แต่ ถ้าจิตใจนั้นถูกแก้ไขให้ดีขึ้นโดยธรรมะ มันก็จะเป็นจิต ที่มีอนามัยทางจิต มีความถูกต้องทางจิต มันก็จะชิงกันสร้างส้วม; แม้เป็นส้วมสาธารณะไม่ใช่เพื่อใช้เอง อื่น ๆ ก็เหมือนกัน. ถ้าคนมีอนามัยทางจิตดี มีธรรมะ มีความถูกต้องทางจิต มีความปกติทางจิตแล้ว ; จะฟังสิ่งต่าง ๆ เข้าใจ, แล้วก็จะชิงกันปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องหรือควรปฏิบัติ. ถ้าเป็นเรื่องพัฒนา มันก็ต้องเป็นการปฏิบัติธรรม นี่คือหัวข้อในตอนนี้ ถ้ามีการปฏิบัติธรรม มันก็จะต้องเป็นการพัฒนา : ไม่ว่าทางกายก็ทางจิต หรือทั้งสองทาง ไม่แก่ตนเอง ก็แก่ผู้อื่น หรือสังคม ; ถ้าไม่เช่นนั้น ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม.
น.460 อาตมาอยากจะขอร้องว่าให้ทุกๆ ท่านที่มานี้ เข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการอนามัย ในฐานะ เป็นการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เป็นการจำใจที่จะต้องทำ เพราะกลัวโรคอหิวาห์ ; อย่างนั้นไม่ใช่การปฏิบัติธรรม ; มันขี้ขลาด มันกลัวตาย แล้วมันจึงทำ, หรือว่า เพราะเจ้านายบังคับ; อย่างนี้มันใช้ไม่ได้. จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานเหล่านี้ ในฐานะที่มันเป็นการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา หรือตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ปฏิบัติธรรม. จะปฏิบัติธรรม ต้องรู้จักธรรม ทีนี้ อยากจะพูดถึง คำว่า ธรรม กันเสียสักหน่อย เมื่อตะกี้ก็ได้พูดกันแล้วบ้าง อย่าหาว่าดูถูก ดูหมิ่นเลย อยากจะพูดว่าเพื่อนมนุษย์ของเรานี้ ยังรู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรมนี้น้อยไป ; บางทีก็น้อยมากจนน่าสงสาร ธรรมอยู่ที่วัด พระธรรมอยู่ที่วัดบางทีก็อยู่ในใบลาน อยู่ในหนังสือ อยู่บนธรรมาสน์ ไม่รู้ว่า ธรรมะนั้นมันคือทุกสิ่งและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือหน้าที่. ขอให้เข้าใจไว้ให้ถูกต้องว่า ธรรมะที่แท้จริงนั้น คือหน้าที่ที่มนุษย์ต้องกระทำ : หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องกระทำต่อตัวเอง คือต่อเนื้อตัวของตัวเอง ต่อลูกต่อเมีย ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่ออะไรทั้งหมดนี้ หน้าที่นี้แหละคือธรรม. เราต้องทำหน้าที่นี้ จึงจะเป็นการปฏิบัติธรรม; แต่แล้วก็ไม่มีความรู้พอ ไม่มีความเข้าใจพอว่า ธรรมะนั้นคือหน้าที่. เราจะต้องกินอยู่ให้ถูกต้อง จะต้องถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ให้ถูกต้อง จะต้องนุ่งห่มให้ถูกต้อง จะทำอะไรให้ถูกต้องตามหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำตามกฎของธรรมชาติ ตามที่ธรรมชาติระบุไว้ ให้ทำสิ่งเหล่านี้ทุก ๆอย่างให้ถูกต้อง, นั่นแหละคือธรรม, คือการปฏิบัติธรรม, นั่นคือตัวธรรม. ถ้าจะพูดให้มากไป มันจะกินเวลามาก จึงจะสรุปสั้น ๆ คำว่า "ธรรม, ธรรม" นี้ว่า ถ้าเอาตัวภาษาบาลีเป็นหลัก เพราะคำนี้เป็นภาษาบาลี คำว่า ธรรม ๆ
น.461 คำเดียวนี้ หมายถึงตัวธรรมชาติ ทั้งหมดด้วย, แล้วหมายถึง กฎของธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในตัวธรรมชาติเหล่านั้นด้วย, แล้วก็หมายถึง หน้าที่ที่มนุษย์ทุกคน จะต้องทำ ให้ถูกตรงตามกฎของธรรมชาตินั้นด้วย. นี่คือตัวธรรมที่สำคัญมันอยู่ที่ตรงนี้ ; แล้วก็จะได้เกิดผลขึ้นมาจากการกระทำหน้าที่นั้น ก็เรียกว่าธรรมอีกเหมือนกัน. คำว่าธรรมมันมี ๔ ความหมายลึก ๆ :- ๑. ธรรมชาติ หมายถึง รูปธรรม นามธรรม แผ่นดิน โลก ที่เราเห็น ๆอยู่ จิตใจหรือชีวิตของสิ่งที่มีชีวิต นี้ก็เรียกว่านามธรรม, รูปธรรม นามธรรมนี้คือตัวธรรมชาติ : เป็นสัตว์ เป็นคน เป็นต้นไม้ เป็นก้อนดิน ก้อนหิน อะไรก็ตามเป็นธรรมชาติ เป็นรูปธรรม นามธรรมทั้งหมด นี้ก็เรียกว่าธรรมเหมือนกันคือธรรมชาติ. ๒. ในธรรมชาติทั้งหมด มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวว่า ; นั้นต้องเป็นอย่างนั้น,มาปนเข้ากับอันนี้นั้นต้องเป็นอย่างนั้น, มาผสมเข้ากับอันนั้นต้องเป็นอย่างนั้น, แล้วจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนั้น, มีกฎที่ตายตัว ; นี่เราเรียกว่า กฎของธรรมชาติ กฎของธรรมชาตินี้ ภาษาบาลีก็เรียกว่า ธรรม เหมือนกัน. ๓. ที่นี้กฎของธรรมชาติมีอยู่อย่างนี้ มนุษย์ต้องทำตาม หลบหลีกไม่ได้หลบหลีกเป็นเกิดเรื่อง ที่จะต้องทน. ถ้าทำผิดจะมีเรื่องที่ต้องทน ; ทำถูกไม่มีเรื่องที่ต้องทน. นี่เรียกว่า หน้าที่ มนุษย์ต้องทำหน้าที่ของตนตามที่กฎธรรมชาติต้องการ. ๔. เมื่อทำหน้าที่ตามที่กฎธรรมชาติต้องการแล้ว ก็เกิดผลจากการทำหน้าที่นั้น. คำว่า "หน้าที่" นี้มันมีแต่ต่ำที่สุด ไปจนถึงสูงที่สุด ; หน้าที่ทางกายต้องกินอาหาร ต้องอาบ ต้องถ่าย ต้องนุ่งห่ม ต้องทำอะไรให้มันถูกต้อง นี่หน้าที่
น.462 ทางกาย แล้วหน้าที่ทางจิตใจ ก็ต้องรู้จักตั้งจิต ดำรงจิต ฝึกฝนจิต อย่างนั้น ๆ ให้ถูกตามหน้าที่ ; มิฉะนั้น มันจะเป็นไฟ หรือเป็นนรกขึ้นมาในจิต ถ้าทำถูกต้องตามหน้าที่ ผลก็เกิดเป็นสวรรค์ขึ้นมาในจิตใจของเรา. ทีนี้ เนื่องจากเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ธรรมชาติมันบังคับว่า คนอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ต้องนึกถึงหน้าที่ ที่เราจะต้องทำแก่สังคมอีก มันก็เลยเป็นหน้าที่ส่วนตัว, หน้าที่เกี่ยวกับสังคม, หน้าที่เกี่ยวกับร่างกาย, หน้าที่เกี่ยวกับจิตใจ, ทั้งหมดนี้เรียกว่า หน้าที่คำเดียวเท่านั้น. หน้าที่นั้นคือธรรม ฉะนั้น หน้าที่ทางอนามัยก็คือธรรมชนิดหนึ่ง แต่พวกอนามัยกลับไม่เรียกว่าธรรม ; ไปเรียกว่าอนามัย เรียกว่าทำส้วม เรียกว่าทำบ่อน้ำ เรียกอะไรก็ตามใจ. แต่โดยธรรมชาติแล้ว อันนั้นแหละคือธรรมชาติที่มนุษย์จะต้องทำ แล้วก็เรียกว่า ธรรม เรียกว่าหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติคือปฏิบัติธรรม จะต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ; ถ้าไม่ทำ ธรรมชาติก็ลงโทษ, ไม่ทำพระเจ้าลงโทษ. สิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้นคือหน้าที่, สิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ นั้นคือธรรม ; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า อนามัย ก็คือธรรมะแขนงหนึ่งในหลาย ๆ แขนงที่จำเป็นแก่มนุษย์. อย่าเตะให้มันกระเด็นออกไป ในฐานะเป็นกิจการอนามัย. จงดึงมันเข้ามาหาสิ่งที่เรียกว่าธรรม ในฐานะเป็นธรรม, เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ , เป็นธรรมะแขนงหนึ่งของธรรมะทั้งหลาย. อย่าสนใจกับอนามัยในฐานะเป็นอะไรก็ไม่รู้ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา แยกขึ้นมาพูดเอาเอง ; ที่จริงมันเป็นของธรรมชาติ ธรรมชาติกำหนดไว้ ธรรมชาติระบุไว้ธรรมชาติควบคุมอยู่ ; ไม่ทำไม่ได้ ; และเมื่อทำไปตามนี้ จะได้ชื่อว่า ปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธศาสนา : คือว่า มันดีขึ้น พัฒนาขึ้น ทั้งทางกายและทางจิต นี่คือปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา.
น.463 ขอให้มองเห็น ให้ยุติธรรมกันอย่างนี้ จะได้รักงานนี้ จะได้สนุกในการ ทำงานนี้ ไม่ใช่ฝืนใจทำ มันเป็นสิ่งที่น่าทำอย่างยิ่ง, ชวนทำอย่างยิ่ง, ทำแล้วภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ; เพราะว่าเป็นการปฏิบัติธรรมตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้า ; หรือถ้าพูดอย่างกว้างขวาง ก็คือว่าตามที่ธรรมชาติมันต้องการ. ถ้าพูดอย่างอุปมาอีกที ก็ว่าตามที่พระเจ้าเรียกร้อง. ศาสนาที่เขาถือพระเจ้าเขาก็พูดว่าพระเจ้าเรียกร้อง, หน้าที่ที่มนุษย์ควรทำทั้งหมดนี้ เขาว่าพระเจ้าเรียกร้อง ว่าเราจงมาทำหน้าที่ ที่พระเจ้าเรียกร้อง. แต่ถ้าเราเป็นผู้ที่ไม่ถือศาสนามีพระเจ้า หรือไม่ถือศาสนาอะไรเลย เราก็ยัง หลีกไม่ได้ เพราะมัน เป็นสิ่งที่ธรรมชาติเรียกร้อง , ลองไม่ทำดูซิ มันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าธรรมชาติมันมีอำนาจมากยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ไม่มีสิ่งใดจะมีอำนาจเหนือธรรมชาติ ธรรมชาตินั่นแหละคือตัวพระเจ้า คือตัวพระธรรม หรือคือตัวอะไร ๆ ที่นับถือกันอย่างยิ่ง หรือกลัวกันอย่างยิ่ง แล้วความโง่ทำให้ไม่กลัว แล้วก็พากันไม่ปฏิบัติ ; เมื่อไม่ปฏิบัติ ; มันก็มีผลเกิดขึ้นมาอย่างน่าเศร้า น่าละอาย. สรุปความว่า พัฒนาอนามัยนั้น คือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา. พระพุทธเจ้า ทรงเป็น จอมนักพัฒนา ทีนี้ อยากจะขอร้องให้นึกถึงพระพุทธเจ้าบ้าง พระพุทธเจ้าทรงเป็นจอมหรือเป็นโจกของนักพัฒนา ; ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อ เพราะความอวดดีหรือความเข้าใจผิดของเราว่า เราเป็นนักพัฒนา เลยเห็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพัฒนา. ขอให้มองตามความที่กล่าวมาแล้วว่า : ธรรมะทั้งหมดเป็นการพัฒนา, การปฏิบัติธรรมทั้งหมดนั้นแหละเป็นการพัฒนา. พระพุทธเจ้าเป็นจอมโจกของ
น.464 นักพัฒนา ทั้งทางกายและทั้งทางจิต, มีระเบียบวินัย ที่เป็นอนามัยทั้งทางร่างกายมากกว่าที่พวกคนเหล่านี้ปฏิบัติกันเสียอีก. ไปอ่านดูในสิกขาวินัย วินัยที่เกี่ยวกับรักษาร่างกายให้ถูกอนามัย อย่างนี้มีมาก : เช่น ถ่ายอุจจาระเบ่งแรงก็เป็นอาบัติ. ส่วนพวกชาวบ้านนี้ ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้เลย, นักอนามัยชาวบ้านนี้ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้. ยังมีอะไรอีกมาก ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในสิกขาบทที่จะต้องปฏิบัติเพื่ออนามัยเท่านั้น. แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทำอะไรเพียงเท่านี้ ; เพราะว่าเป็นนักพัฒนาจิต, และเพราะว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับจิต ทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษย์ มันขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวที่เรียกว่าจิต ; ฉะนั้น ท่านจึง มุ่งพัฒนาจิต ; เมื่อจิตพัฒนาแล้วมันก็ควบคุมทุกสิ่งให้เป็นการพัฒนาไปหมด ทั้งทางกาย ทางอะไร. ถ้าเราจะพูดกันถึงพระพุทธเจ้าในลักษณะนี้แล้วละก็ พูดกันหลายวันหลายเดือนก็ไม่จบ แต่พูดได้ทันทีเลย พูดได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นจอมโจกแห่งนักพัฒนาก็ตาม นักเศรษฐกิจก็ตาม นักอะไรก็ตาม ฉะนั้น เราต้องนึกถึง การพัฒนาจิตตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้ากันด้วย. นี่ถ้าเราจะไปทำกับประชาชน กับชาวบ้านของเรานี้; ถ้าจิตใจของเขาต่ำเขาจะไม่เล่นด้วยกับคุณ. เขาจะหาหนทางหลบเลี่ยงเบี่ยงบ่าย อย่างที่เรียกว่า "เหมือนกับจับปูใส่กระด้ง" อยู่เสมอไป. เราต้องไปพัฒนาจิตใจของเขาให้สูงขึ้นมาบ้าง ตามสัดส่วน ที่เราจะไปทำกันต่อไป ; เขาก็จะหันมาหาเรา, เขาจะนึกสนุกในการงานเพราะว่าถ้าจิตมันดีแล้ว ทุกอย่างมันดีเองหมด, แล้วการงานมันสนุกด้วย. ถ้าจิตมันต่ำแล้ว การงานมันน่าเบื่อระอา ; ผู้ที่มีจิตใจต่ำ จะเห็นการงานเป็นของน่าเบื่อน่าระอา; ถ้ามีจิตใจสูงแล้ว การงานเป็นของน่าสนุก เพราะว่าการงานนั้นเป็นการปฏิบัติธรรม.
น.465 การงานเป็นการปฏิบัติธรรมนี้ ขอให้ท่องเป็นมนต์ไว้สักบทหนึ่ง ; ว่าการงานนั้นคือการปฏิบัติธรรม. บอกลูกบอกหลาน บอกลูกแดง ๆ เลยว่า มา เถียงกันเท่าไรก็เอา พิสูจน์ได้ทุกเมื่อว่า : "การงานนี้คือการปฏิบัติธรรมตามแบบของ พระพุทธเจ้า" ; ที่บ้านก็ได้ ที่วัดก็ได้ ที่ทุ่งนาก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ในห้องน้ำก็ได้ ห้องส้วมก็ได้ ; ขอให้ทำหน้าที่หรือการงานให้ถูกต้อง ก็จะเป็นการปฏิบัติธรรมใน พระพุทธศาสนา. แล้วลูกเด็ก ๆ ของเราก็จะมีพื้นฐานทางจิตใจที่ดี, มีอนามัยทางจิตใจ ที่ดี, แล้วก็จะพูดกันง่ายในเรื่องอื่น รวมทั้งเรื่องอนามัยทางร่างกายด้วย. เดี๋ยวนี้ จิตใจมันกำลังเป็นโรค โรคทางจิต โรคความโลภ ความโกรธ ความหลง, โรคอะไรแล้วแต่จะเรียกกัน ; แต่มัน สรุปรวมอยู่ที่โรค ๆ เดียวกัน คือโรคเห็นแก่ตัว. กิเลสทั้งหมดที่เป็นโรคทางจิต มีหลายร้อยหลายพันชนิด รวม แล้วเป็นโรคอย่างเดียว คือโรคเห็นแก่ตัว : ความโลภก็เพราะว่าเห็นแก่ตัว, ความ โกรธก็มาจากเหตุที่มันเห็นแก่ตัว มันจึงโกรธได้, ความหลงความโง่ มันก็เพราะเรื่อง เห็นแก่ตัว. กิเลสทั้งหมดมันสรุปอยู่ที่เห็นแก่ตัว, มีความยึดมั่นถือมั่น โดยเป็นตัวกู - ของกู โรคมันอยู่ที่โรคนี้โรคเดียว. ถ้าแก้ไขโรคทางจิตนี้ให้หายไปได้ มันก็จะมี อนามัยทางจิตดีขึ้น ; นอนหลับสนิท ไม่สะดุ้ง ไม่หวาดเสียว ไม่ขี้โกรธ ไม่วิตก กังวล อะไรอย่างนี้ ; แล้วก็จะ ไม่มีโรคทางกายอีกเยอะแยะ : ไม่มีโรคปวดหัว ไม่มีความดันโลหิตสูง ไม่มีโรคลำไส้ตลอดกาลอะไรอย่างนี้. นี้เรื่อง พัฒนาทางจิตซึ่งเป็นสิ่ง ๆ เดียวที่เป็นต้นเหตุของการพัฒนาทุก ๆ แขนง ทุกสาขา ถ้าเราชักชวนให้เพื่อนมนุษย์ของเราเข้าใจเรื่องนี้ มันจะสนุกในการ พัฒนา; ไม่มีใครดื้อดึง ไม่มีใครคอยขัดคอ ขัดขา. อย่าไปชวนกันแต่เพียงว่า มันเป็นของที่จะต้องทำตามทางราชการขอร้องหรือบังคับ, หรือว่าถ้าไม่ทำ อหิวาต์ก็จะ กินเรา อะไรทำนองนี้ ; อย่างนั้นก็พูดได้เหมือนกัน พูดไปได้, แต่ว่าอย่าให้มัน เพียงเท่านั้น.
น.466 ให้เขาเห็นว่า นี้คือการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง , ให้เขาเห็นว่า นี้แหละ คือการทำบุญกุศลที่แท้จริง ไม่ใช่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วก็แท้จริงด้วย ; ไม่ต้องเสียเวลา เป็นหลายฝักหลายฝ่ายไปทำบุญที่วัด ทำงานที่บ้านอะไรอย่างนี้ นั่นมันเป็นความเข้า ใจผิด ทำงานที่ไหน มันเป็นการทำบุญที่นั่น. ขอให้งานนั้น มันเป็นงานที่ต้องทำ ไปตามหน้าที่ ที่ธรรมชาติต้องการ ตามที่ธรรมะต้องการ ; มีการทำงานที่ไหน ก็มีการทำบุญที่นั้น, แล้วเป็นการทำบุญจริงๆ เสียด้วย; ไม่ใช่บุญชนิดที่มาหลอก เอาเหยื่อมาล่อหรืออะไร ให้มันยุ่งกันไปหมด. ก็เป็นอันว่า นอกจากจะไปชักชวนกันไปทำงานเกี่ยวกับอนามัยแล้ว, เป็นการปฏิบัติธรรมะไปในตัว, เป็นการสอนศาสนาไปในตัว, เป็นการรู้จัก พระพุทธเจ้ามากขึ้นพร้อมกันไปในตัว , นั้นมันเป็นของสูงสุด. และให้ถือไว้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นหัวหน้าพัฒนาการ เป็นจอมโจกของนักพัฒนา ; พัฒนาทั้งทางกาย พัฒนาทั้งทางจิต แล้วก็มุ่งพัฒนาทางจิต เพราะว่าจิตเป็นที่รวมยอดของสิ่งทั้งปวง. เดี๋ยวนี้ลูกหลานของเรา หรือเพื่อนฝูงของเรา ไม่มีจิตที่เจริญแล้ว : คือ ไม่มีจิตที่ถูกพัฒนาแล้ว ; เป็นโรคเห็นแก่ตัวจัด มันไม่ยอมฟังเสียง ; แม้แต่ให้ ทำประโยชน์แก่ตัวเขาเอง ก็ยังไม่ยอมทำ อย่างที่พูดมาแล้วว่า ให้ทำส้วมใช้เองมันก็ยัง ไม่ยอมทำ ; แล้วเหตุไฉน จะไปทำส้วมสาธารณะได้. ฉะนั้น ต้องมาพิจารณากัน ในข้อที่ว่า มันกำลังเป็น โรคชนิดหนึ่ง ที่เป็นอุปสรรคแก่การพัฒนาอย่างยิ่ง : คือ โรคเห็นแก่ตัว. มันต้องพัฒนาจิตเสียก่อน ให้ความเห็นแก่ตัวซาลงไป ซาลงไป ก็จะง่ายแก่การพัฒนาที่แท้จริงทุก ๆ อย่าง. ความเห็นแก่ตัวจัด ก็สูญเสียอนามัยทางจิต เดี๋ยวนี้มันมีความเห็นแก่ตัวจนถึงขนาดว่า จะไม่ยอมทำอะไรให้เหน็ดเหนื่อย, ให้ผู้อื่นมาทำให้ เห็นแก่ตัว ; แล้วก็ขยันทำเอาเองเพราะเห็นแก่ตัว นี้ยังดีนะ
น.467 เดี๋ยวนี้มันเห็นแก่ตัวขนาดสองซับสองซ้อน ถึงขนาดว่าไม่อยากทำ แต่จะให้ผู้อื่นมาทำให้ ; มันเหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป ไม่อยากทำอะไรจะรอแต่ให้รัฐบาลมาทำให้. จะเป็นเรื่อง ถนนหนทาง จะเป็นเรื่องเหมืองเรื่องฝาย เรื่องอะไรก็ตามใจ จะรอแต่ให้รัฐบาลทำให้ หรือว่ารอให้คนอื่นมาทำให้ ; อย่างนี้มันเห็นแก่ตัวสองซ้อน. ถ้าเห็นแก่ตัวชั้นเดียว มันก็ขยันทำเพื่อเห็นแก่ตัวกู - ของกู นี้ก็ยังดี ; เห็นแก่ตัวสองชั้นนี้ มันขี้เกียจ, ไม่อยากทำ ไม่อยากเหนื่อย ไม่อยากขยับกาย, รอให้คนอื่นมาทำให้ ; ครั้นไม่มีใครเขามาทำให้ก็โพนทะนาด่าว่า. นี้เป็นเรื่องที่มี จิตใจตกต่ำ สูญเสียอนามัยทางจิตอย่างสิ้นเชิง; แล้วคนชนิดนี้จะมีการพัฒนา อะไรไม่ได้ เพราะว่าเป็นคนที่มีกิเลสเป็นพระเจ้า ไม่ใช่มีธรรมะเป็นพระเจ้า ; เพราะมีกิเลสเป็นตัวเขา มีกิเลสเป็นพระเจ้า. ถ้าเราถามกิเลสดูว่า เกิดมาทำไม ? สมมติว่า, หรือว่า ถ้าเป็นเรื่อง จริงที่เราทำได้. เราถามกิเลสดูว่า เกิดมาทำไม ? กิเลสก็จะบอกไปตามภาษากิเลส : เกิดมาเพื่อเอา เพื่อได้ เกิดมาเพื่อกาม เพื่อกิน เพื่อเกียรติ; กิเลสมันก็จะว่า อย่างนี้ : ว่าเกิดมาเพื่อ กิน กิน กิน เล่น เล่น, เกิดมาเพื่อกาม เพื่อกามารมณ์, เกิดมาเพื่อเกียรติ มีหน้ามีตา อะไรอย่างนี้. แต่ถ้าเราจะถามธรรมะ หรือถามพระธรรมดูบ้างว่า เกิดมาทำไม ? พระธรรม ก็จะตอบว่า เกิดมาเพื่อสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ; เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรตินั้น ยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ซึ่งถ้าว่าไปแล้ว มันเป็นเรื่อง สัญชาตญาณอยู่มาก. เกิดมาเพื่อกินนี้ เป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น. เกิด มาเพื่อกามารมณ์ บางทีก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน แม้ว่าจะมีอะไร ๆ แปลกกัน
น.468 โดยรูปร่าง แต่ความหมายอย่างเดียวกัน. หรือว่า เกิดมาเพื่อเกียรติ ที่เขาพูดถึง กันนัก มันก็ยังไม่สูงอะไรนัก เพราะมันเป็นเรื่องที่หลงใหลชนิดหนึ่ง. มันควรจะ ต้องมีอะไรที่ดีกว่านั้น ถึงเป็นเกียรติก็ไม่เป็นเกียรติที่ควรหลงใหล. ถ้าว่ามันมากนัก แล้ว มันก็จะเป็นเหมือนกับว่า สุนัข, ที่พอเราตบมือ มันก็กระโดดสูงขึ้นมาทันที ; แปลว่า เขายุให้ทำอะไรก็ได้. ถ้าว่าเมาเกียรติถึงขนาดนั้นแล้ว มันก็ไม่ใช่เกียรติแล้ว. เดี๋ยวนี้ก็ชอบให้คนอื่นมาประจบ มายกยอปอปั้น มายุ มาเสริม มาใส่หาง ตามภาษา ที่บ้านเราเรียกกัน มันจึงจะทำ; นี้ไม่ไหว. ถ้าไม่มีใครมายกมายอ อย่างนี้ก็ไม่ ยอมทำ ; อย่างนี้ก็ไม่ไหว. ฉะนั้น คำว่าเกียรติชนิดนั้นมันใช้ไม่ได้. ถ้ามันเป็นเกียรติที่ถูกต้องบริสุทธิ์สมกับคำว่า เกียรติ มันก็ควรจะเกี่ยวกับ ธรรมะอีกเหมือนกัน ; ประพฤติถูกต้อง จึงจะเป็นที่นิยมยกย่องของคนทั้งหลาย แล้ว เป็นเกียรติอย่างนี้มันก็ยังพอฟัง. แต่ว่าถ้าเป็นไปเพื่อหลงใหล เพื่อหลงอยู่ในเกียรติ มันก็ใช้ไม่ได้อีกเหมือนกัน ; เพราะมันทำให้นอนไม่หลับได้เหมือนกัน. คนเป็นโรคเส้นประสาท เพราะเกียรติยศ นี้มากเหมือนกัน, เป็นโรค เส้นประสาท หรือเป็น บ้าวิกลจริต เพราะเกียรตินี้มีมากเหมือนกัน ; เพราะ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องไม่พอกิน เรื่องกามไม่ได้อย่างที่ต้องการแล้ว เป็นโรคประสาท โรคจิตนั้นก็มีมากอยู่แล้ว. แต่เป็นเรื่องเพราะไม่มีเกียรติเพราะไม่ได้เกียรติ กลัวเสีย เกียรติ นอนไม่หลับ เป็นโรคเส้นประสาท อย่างนี้ก็มีอยู่มาก. ดูให้ดีเถอะ ; มัน เป็นคุณหรือเป็นโทษ ? ฉะนั้น ต้องไม่หลง ต้องไม่เป็นทาสของมัน จึงจะเรียกว่าเป็น เกียรติ. ถ้าไปหลงในเรื่องเกียรติจนนอนไม่หลับแล้วมันก็ ไม่มีอนามัยเหลือ : เพราะจะเป็นโรคจิตโรคเส้นประสาทหรือจะต้องตาย ไม่มีอนามัยเหลืออยู่เลย. การที่ กิเลสมาเป็นนาย แล้วปล่อยให้เป็นทาสของกิเลส เรื่องกิน เรื่อง กาม เรื่องเกียรติ อะไรเหล่านี้ ไม่มีอนามัยเหลือ เป็นเรื่องผิดอนามัยไปหมด ไม่มี ธรรมะเหลืออยู่เลย.
น.469 ถ้าถามธรรมะว่า เกิดมาทำไม ? ก็ตอบได้ว่า เกิดมาเพื่อให้ทำสิ่งดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะทำ ; นี่แหละคือธรรมะ. สิ่งที่เรียกอย่างนี้คือธรรม, คือหน้าที่ที่มนุษย์ ควรทำหรือต้องทำ, เราเกิดมานี้เพื่อทำหน้าที่ ที่มนุษย์ควรทำ ; และนั่นแหละสิ่งที่ ดีที่สุดที่มนุษย์ควรทำหรือต้องทำ. ถ้าอธิบายออกไปอีกก็คือว่า มีอนามัยทางจิต ; ถ้ามีอนามัยทางจิต จะไม่มีความเห็นแก่ตัว จะนอนหลับสนิท จะมีจิตใจสะอาด จิตใจ สงบ นอนหลับสนิท เยือกเย็นเป็นสุข นี่คืออนามัยทางจิต นี่คือผลของหน้าที่ ที่ถูกต้องที่มนุษย์จะต้องทำ. เราจะไปชวนเขาพัฒนา ทางอนามัย เราก็จะต้องพัฒนาตัวเราเองก่อน ให้ถูกต้องทางอนามัยเสียก่อน ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็ทางจิตด้วย. เราเป็นคนมีใจคอปกติ เยือกเย็น เป็นสุข ทางจิต มีทางร่างกาย ที่เราแสดงเป็นพยานได้ ว่าเราเป็นผู้มีความสุข ทั้งในทางกาย และทางจิต ; เขาก็จะเชื่อเรา. ถ้าเรามีอะไรที่ตัวเรา ซึ่งมันแสดงค้านกันอยู่ละก็ เขาจะไม่เชื่อเรา. เช่นอย่างอาตมาอ้วนอย่างนี้ จะไปแนะให้คนอื่นลดความอ้วนเขาคง ไม่เชื่อ ; เพราะว่าอาตมาก็ลดความอ้วนให้ตัวเองไม่ได้. ฉะนั้น เราจะต้องทำได้ เป็นพยานอยู่ เพราะว่าเราหรือครอบครัวของเรา หมู่คณะของเรา มีความร่มเย็นเป็นสุข เขาก็ทำตามทันที. ถามตัวเองก่อน เกิดมาทำไม ? นี่เราจะต้องมีความเข้าใจถูกต้องในข้อที่ว่า เราเกิดมาทำไม ? ทุกท่านต้องมี ความเข้าใจให้ถูกต้องว่า เกิดมาทำไม ? ทีนี้ จะตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า เกิดมา เพื่อมีอนามัยดี ทั้งทางร่างกายและทางจิต อย่างนี้ถูกที่สุดเลย. ฉันนี้เกิดมาเพื่อมี อนามัยดีทั้งกายและทางจิตใจ; อนามัยทางจิตดีนั้นถ้ามัน ถึงยอดสุด คือนิพพาน : คือความหมดกิเลส.
น.470 อนามัยทางกาย ก็นับว่าเอาละพอละ มีความสบายทางกาย ; เพราะว่า โรคทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณมันไม่มี ร่างกายสดชื่นแจ่มใส แม้แต่ตายก็ยิ้มตาย มันก็หมดปัญหา ; ไม่มีใครว่าเราได้ จึงขอให้เราหัดคิดว่า เราเกิดมาทำไม นี้ให้ ถูกต้อง; แล้วจะเข้าใจคำว่าอนามัยดีหมด เพราะ เกิดมาเพื่อมีอนามัยดีทั้งทางกาย และทั้งทางจิต. เดี๋ยวนี้เรามีความคิดสับสน สับสนทั้งทางร่างกายและทางจิต มีความเชื่อ หรืออะไรก็สับสนปนกัน ยุ่งไปหมด ความทุกข์ ความสุข หรือนิพพาน มีกี่คนที่ รู้จักว่า นิพพานคือยอดสุดของอนามัยทางจิต. เขาจะพูดว่าสุข สุข นี้ ไม่มีอะไร จะสูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งกว่าความสุข เพราะไม่รู้จักว่า นิพพาน คืออะไร ? มีความหมาย อย่างไร ? อาตมากำลังมาบอกว่า นิพพานนั้นแหละคือยอดสุดของอนามัยทางจิต คือ ตั้งรากฐานเป็นพื้นฐานของอนามัยทางกายด้วย. มันต้องมีความเย็นอกเย็นใจ จึงจะ มีความเยือกเย็นทางร่างกาย. อย่าเข้าใจว่ามีความเยือกเย็นทางร่างกายก่อน แล้ว จึงจะมีความเยือกเย็นทางใจ; นั้นมันเป็นไปไม่ได้. อย่างนั้นมันเป็นวัตถุนิยม อย่าง ที่พวกคอมมิวนิสต์ เขาพูดถึง ให้กายดีเสียก่อนแล้วใจจะดี นี่เป็นอุดมคติของพวกวัตถุ- นิยม ที่เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นหัวโจก. แต่ว่าถ้าให้จิตดีเสียก่อนแล้วร่างกายจะดีเอง นี่คือธรรมะในพระพุทธศาสนา ; หรือศาสนาไหนก็ตาม ต้องแก้ไขทางจิตใจให้ดี เสียก่อน โดยมีอนามัยทางจิตให้ดีเสียก่อน แล้วอนามัยทางกายจะดีไปตาม. ความเป็นไป ทางจิตถูกต้องให้ดีเสียก่อน ความเป็นไปทางบ้านเรือน ร่างกายทางภายนอกก็จะดีไปตาม. ได้พูดมาแล้วว่า ความรู้ทางธรรมะนี้มันช่วยการพัฒนา เป็นตัวการพัฒนา ก็อยากจะแนะที่ตรงนี้เลยว่า ให้เข้าใจคำ ๓ คำนี้ให้ถูกต้อง : คำว่า ความทุกข์ คำหนึ่ง
น.471 ความสุข คำหนึ่ง แล้วคำว่า นิพพาน อีกคำหนึ่ง ช่วยจำไว้ให้ดีว่า : ความทุกข์คำหนึ่ง ความสุขคำหนึ่ง นิพพานคำหนึ่ง มันไม่ใช่อันเดียวกัน. แต่เดี๋ยวนี้เอามาปนกันยุ่ง เพราะว่าคำพูดทำให้เข้าใจผิด คำพูดมันสับปลับ คำพูดที่พูดกันอยู่นี้มันสับปลับ ในวัดวา ก็พูดกันสับปลับ ไป ๆ มา ๆ ปนกันยุ่ง. สิ่งที่ ๑ ความทุกข์หมายความว่า มันต้องทน ทนยากเหลือทน กระทั่ง ทนไม่ไหว เรียกว่าความทุกข์. ความทุกข์คือสิ่งที่ทนยาก ทนอย่างเหลือทน กระทั่ง ทนไม่ไหว กระทั่งตาย. สิ่งที่ ๒ ความสุข นั้นทนง่าย น่าทน แล้วก็ชวนให้ทน. ความสุขนี้มัน ทนง่าย ; เพราะมันสนุกในการทน มันจึงน่าทน แล้วมันชวนให้ทน. สิ่งที่ ๓ คือ นิพพาน นี้ไม่ต้องทนอะไรเลย. แล้วไปดูความแตกต่าง ของมันซิ ความทุกข์นี้มันต้องทน เหมือนกับเอาไฟเผา เอาไฟลน เหมือนถูกอะไรทิ่มตำ อะไรแทงอยู่เสมอ ต้องทนถึงขนาดนี้เป็นความทุกข์ ; ส่วนความสุขนั้นทนเหมือนกัน แต่มันทนง่าย แล้วมันสนุกในการทน มันชวนให้ทน มันน่าทน. เปรียบเทียบเห็นง่าย ๆ อย่างว่าเป็นคนขอทานนี้ มันทนยาก แต่ถ้าเป็น เศรษฐี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นอะไรอย่างนี้ มันน่าเป็น มันน่าทน. เป็นนายกฯ มันต้องทน ; แต่ก็เห็นอยู่ว่ามันต้องทน มันมีภาระที่จะต้องทน แต่มันน่าทนและมัน ชวนทน. ถ้าเป็นสัตว์นรกมันก็เหลือทน ; แต่ถ้าเป็นเทวดาในสวรรค์ อิ่มเอิบด้วย กามารมณ์ มันก็น่าทนหรือชวนทน. แต่แล้ว มันก็มีการทนอยู่ตลอดเวลา เหมือนกัน ; ต้องทน ไม่ใช่ไม่ทน. กินของขมก็ต้องทน กินของหวานก็ต้องทน. ไม่เชื่อไป ลองดู แต่ว่ากินของหวานนั้นมันไม่รู้สึกในความที่ต้องทน ; เพราะมันชวนให้กิน กินเข้าไป ๆ มาก มันก็ต้องตายเหมือนกัน.
น.472 การบริโภคกามารมณ์ ที่ถือกันว่าเป็นเรื่องวัตถุประสงค์ของความเหงื่อไหล ไคลย้อยนี้ เพื่อผลของกามารมณ์นี้, ได้มา กินเข้าไปซิ มันก็ต้องทน ทนหลาย ๆ แง่, แล้วทนในทางจิตทางวิญญาณด้วย. ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าความสุขก็คือสิ่งที่ต้องทน ; แต่ว่ามันทนง่าย หรือน่าทน หรือชวนทน. ส่วน นิพพานนั้นไม่ต้องทนอะไรเลย มันต้องต่างกันลิบถึงขนาดนี้. ทีนี้ เรามองดูในเรื่องอนามัย เราจะแก้ไขให้ไปในทางที่ไม่ต้องทนอะไรเลย. อย่าลืมคำพูดที่ได้กล่าวในตอนต้นว่า อนามัยคือปกติภาวะที่มนุษย์จะไม่ต้องทนอะไร เลย ; นั้นเป็นเจตนารมณ์ของความหมายของคำ ๆ นี้. เราจะต้องแก้ไขไม่ให้ต้องมี การทน ไม่อร่อยเราก็ต้องทน อร่อยเราก็ต้องทน ; แต่ถ้าว่าเราเลิกไปเสียหมดได้ ทั้งอร่อยทั้งไม่อร่อย ; นั้นแหละคือไม่ต้องทน. ความเป็นอยู่ที่สายกลาง หรือตรงกลางอย่างยิ่ง หมายความว่า นิพพาน ไม่ได้ ไม่เสีย ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่อะไรทุกอย่างเลย ไม่มีอะไรที่เป็นคู่ ๆ จึงจะไม่เป็น เรื่องทน. จิตในขณะที่เราไม่ขมไม่หวานนั้นแหละไม่ต้องทน ถ้าขมก็ต้องทนขม ถ้าหวาน ก็ต้องทนหวาน. อนามัยที่ถูกต้องแท้จริงต้องเป็นภาวะที่ไม่ต้องทน, ที่ปราศจาก ความทน จึงจะเป็นอนามัยที่แท้จริง ที่ทำให้มีความปกติสุข ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ. ถึงแม้ว่า การทำส้วม การทำบ่อน้ำ การทำความสะอาดบ้านเรือน จะเป็น เรื่องเบื้องต้นก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของมันเป็นไปเพื่อไม่ต้องทน ; ฉะนั้น อย่าไปทำ จนต้องทน หรือหลงในการทน หรือชวนทน เตลิดเปิดเปิงไปทางโน้น ; หรือว่า ปล่อยปละละเลยในการต้องทน จนไม่ไหว จนเหม็นอื้อไปหมด ; อย่างนี้มันก็ไม่ได้. มันต้องอยู่ในระดับที่ไม่มีการต้องทน. ดังที่พูดมาเมื่อกี้นี้ว่า ถ้ามันเฟ้อมากไป เปลืองมากไป หรือเต็มรุงรังไปหมด ด้วยเครื่องวัตถุอนามัย เต็มบ้านเต็มเรือน มันก็อยู่ไม่ได้บ้านนั้น. มันยิ่งจะต้องมีความ
น.473 ต้องทนอะไร ๆ, มันเลยต้องทนทางเศรษฐกิจ มันต้องทนทางเก็บรักษา มันก็เกินไป ; เอาแต่ว่ามันเป็นภาวะที่ไม่ต้องทน ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเป็นอนามัยที่ดี. เรา ไม่ได้พูดถึงตู้เย็น, ไม่ได้พูดถึงเครื่องล้างชาม, ไม่ได้พูดถึง เครื่องสำรวยสำอาง อะไรเลย; เพราะ มันไม่ได้เกี่ยวกับอนามัย ; มันเกี่ยวกับการสะดวกสบาย หรือเป็น การตามใจ กิเลส อย่างอื่น, แล้วมันต้องทนต้องหาเงินมามาก ๆ ต้องเก็บรักษามาก ต้องลำบากมาก มันก็กลายเป็นเรื่องต้องทน อย่างทนหวาน. เดี๋ยวนี้เราจะไม่ทนทั้งขมและหวาน, จะปราศจากความทนโดยประการทั้งปวง จึงจะเรียกว่า ตรงตาม spirit ของคำว่าอนามัย ; ไม่ทรมานกาย ไม่ทรมานจิต ให้มี ความพักผ่อนทั้งทางกายและทางจิต นั้นแหละคือความหมายของคำว่านิพพาน ; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าอนามัย ก็คือปัจจัยแห่งความไม่ต้องทน. อาตมาก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำพูดอะไรให้มันรัดกุมกว่านี้. สิ่งที่เรียกว่าอนามัยนี้ คือ ปัจจัยแห่งความไม่ต้องทน ; ถ้าไม่ต้องทนแล้วก็เป็นสุขเลิศ เป็นนิพพาน ; ถ้า ยังต้องทนขม ทนหวาน อยู่แล้วไม่ไหวทั้งนั้น มันใช้ไม่ได้ทั้งนั้น สรุปความว่า รวมความกันที่ว่าเรื่อง อนามัย นี้ไม่ใช่เรื่องของเด็ก ๆ และ ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้านร้านตลาด, ทำเพียงป้องกันแมลงวันหรืออะไรทำนองนั้น. มัน เป็นการประพฤติธรรมอย่างสูง คือทำไป เพื่อให้ถึงภาวะที่ ไม่ต้องทน ซึ่งมีความ หมายอย่างเดียวกันกับนิพพาน. เดี๋ยวนี้มันเป็นไปไม่ได้ มันติดขัดอยู่ตรงที่คนเป็น โรคทางวิญญาณ, มนุษย์กำลังเป็นโรคทางวิญญาณ ; คือความเห็นแก่ตัว แม้จะชักชวน ทำส้วมใช้เอง ก็ไม่เอา ; อย่าว่าถึงจะทำส้วมสาธารณะเป็นต้นเลย. นั้นแหละคือโรค ทางวิญญาณ โรคเห็นแก่ตัวจัด ; นี้เป็น สิ่งที่น่าหัวเราะที่สุดในโลก คือการที่ต้อง ขอร้องให้ทำอะไรเพื่อตัวเอง.
น.474 คุณไปคิดดูเถอะ อย่าว่าอาตมาประชดแดกดันอะไรเลย สิ่งที่น่าหวัว ที่สุดคือ การขอร้องให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ; ต้องให้คนอื่นมาขอร้อง ชักชวนชี้ชวนบังคับให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง นี่อะไรจะมาน่าหวัวเท่าสิ่งนี้ไม่มี ฉะนั้น ควรจะเลิกกันเสียที สิ่งที่น่าหวัวกันที่สุดนี้เลิกกันเสียที. ไปบอกญาติโยม มิตร สหาย ลูกเล็กเด็กแดงอะไรให้เลิกกันเสียที, ให้ เลิกภาวะที่ต้องให้ผู้อื่นมาขอร้องชี้ชวน ให้ทำทุกสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองนี้ มันน่าละอายที่สุดในโลก, แล้วก็ยัง น่า ขบขัน น่าหัวเราะที่สุดในโลกด้วย. ทุกคนก็เห็นแก่ตัวอยู่แล้ว ควรจะเห็นแก่ตัวให้ถูกทาง ก็ทำประโยชน์ แก่ตัวก็แล้วกัน, ความเห็นแก่ตัวนั้นมันเป็นต้นทุนพอแล้ว ทำทุกอย่าง ทำอะไรสัก นิดหนึ่งก็ให้เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว. พวกเด็ก ๆ จะช่วยทำความสะอาดอะไร สักนิดหนึ่ง ก็ให้มุ่งว่าเราจะทำลายความเห็นแก่ตัว ให้มีจิตใจดีขึ้น, แล้วส่วน นอกนั้น เป็นผลพลอยได้เล็ก ๆ น้อย ๆ และให้ถือว่า เวลานั้นแหละคือการปฏิบัติพระธรรม ในพระพุทธศาสนา, ศาสนาทุกศาสนา ไม่เฉพาะแต่พุทธศาสนา ต่างมุ่งหมาย ทำลายความเห็นแก่ตัว. อย่าเข้าใจผิด อย่าไปดูถูกศาสนาอื่น เพราะว่าที่เป็นเนื้อแท้ ที่เป็นหัวใจ ของศาสนา ทุกศาสนานั้น มุ่งกำจัดทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น, ไปศึกษาดูให้ดีเถอะ นอกนั้นเป็นเรื่องฝอย เรื่องปลีกย่อย ; อย่าไปเอาเข้ามาเป็นหลัก ; หลักใหญ่นั้น เขาให้ทำลายความเห็นแก่ตัว. ศาสนาพุทธสอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว จนไม่มีตัว จนหมดตัวเลย เป็นพระอรหันต์ไปเลย. ศาสนาต่าง ๆ ที่มีพระเจ้า ศาสนาคริสต์ อิสลามอะไรก็ตาม เขามีพระเจ้า เขาว่าเอาตัวไปให้พระเจ้าเสีย, เอาตัวไปให้พระเจ้าเสีย อย่ามีตัวของตัวเป็นอันขาด แล้วก็
น.475 ทำตามพระเจ้าสั่ง ก็เลยทำอย่างที่ว่านี้ ; เป็นการพัฒนาทั้งทางกายและทางจิตตามที่ พระเจ้าสั่ง. มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ; เพียงแต่พูดคำเดียวว่า นี่เป็นเรื่องพระเจ้าสั่ง ไปทำส้วม ทำบ่อน้ำ ทำอะไรก็ตาม เขาก็ทำกันพรึบได้เลย. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครนับถือ พระเจ้า ไม่รู้จักพระเจ้า ไม่รู้จักหัวใจของศาสนาของตัว เลยต้องเป็นกันเหมือน อย่างที่เข็นครกขึ้นภูเขา. ทีนี้ ถ้าจะให้ดีถึงที่สุด ก็ต้องคิดว่า เ ราเกิดมาเพื่อส่วนรวม เกิดมาเพื่อ ผู้อื่น ; อย่ามีตัว อย่ามีความเห็นแก่ตัว นั้นแหละเป็นเรื่องจบ เป็นเรื่องที่สิ้นสุด ของมนุษย์ ไม่มีอะไรดีที่สุดยิ่งกว่านั้นอีกแล้ว. พระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้นเพื่อผู้อื่น ท่านทำเพื่อผู้อื่น, เรื่องตัวเป็นเรื่องเล็กน้อย แล้วก็สอนให้ทุกคนเห็นแก่ผู้อื่น ; พอเห็น แก่ผู้อื่น มันทำชั่วไม่ได้ แล้วการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น มันเป็นการทำดี ทำให้ตัวมีกิน มีใช้ พร้อมกันไปในตัว. ฉะนั้น จึงไม่ห่วงตัว โดยฝากไว้กับการเห็นแก่ส่วนรวม นั้นแหละทั้งหมดเลย. ถ้าเราทำเพื่อประเทศชาติ มันต้องมีกินมีใช้ด้วย เพราะว่าประเทศชาติ มันรวมทั้งเราด้วย ; แล้วเราก็ทำเพื่อประเทศชาติ มันจะอดไปได้อย่างไร. ชีวิตนี้ ต้องจบลง โดยบทสุดท้ายว่า เพื่อผู้อื่นจึงจะสมบูรณ์. ไม่มีใครฝันอย่างนี้ ไม่มีใคร หวังอย่างนี้ และไม่กล้าหวังอย่างนี้, หวังแต่เรื่องตัวกู - ของกูทั้งนั้น จะเหลือมรดก ทิ้งไว้ให้ลูกหลานของกูเท่านั้น ไม่เพื่อผู้อื่น ; กูตายไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ต้องเป็นของ ลูกของหลาน ของกู ไม่มีเพื่อผู้อื่น ; นี่มันเป็นเรื่องที่กิเลสครอบงำมากเกินไป. ไปดูภาพเขียนในตึก ที่ในวัดก็จะพบภาพ ภาพที่น่าสะดุดตาว่า ชีวิตมนุษย์ เป็นฉาก ๆ ฉาก ๆ มานั้น รวมมี ๑๐ ฉากด้วยกัน. ฉากที่ ๘ นั้น หมดตัวเองเลย ว่างเลย ไม่มีตัวเอง ไม่มีตัวกูที่จะไปหาความสุขความเอร็ดอร่อยอะไรที่ไหนแล้ว, เป็น
น.476 ภาพความว่าง กลมไปเลย. อีก ๒ ภาพ ก็คือ momentum - เป็นแรงงานสติปัญญา เมตตาเหลืออยู่ ไปเป็นภาพสุดท้าย คือเที่ยวแจกของ เที่ยวส่องตะเกียง เที่ยวแจกของ ให้ผู้อื่น เที่ยวส่องตะเกียงให้ผู้อื่น เป็นภาพสุดท้ายของชีวิต. นี่ ชีวิตที่สมบูรณ์ ต้องจบลงด้วยคำว่า ผู้อื่น. นี้เรื่องอนามัย เรื่องอะไร ก็ตาม เรื่องธรรมะ เรื่องอะไรต้องเป็นความมุ่งหมายที่เห็นแก่ผู้อื่น ; ถ้ายังคงเห็น แก่ตัวแล้ว มันไปไม่รอด, มันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ; มันก็ถึงขนาดที่ว่า ชักชวน ให้ทำส้วมใช้เองก็ยังไม่เอา เพราะความเห็นแก่ตัว. แต่ถ้าเห็นแก่ผู้อื่นแล้ว จะทำส้วม สาธารณะก็ได้ แล้วตัวเองก็ใช้ด้วยได้. นี่ความมุ่งหมายของธรรมะ ของกฎของธรรมชาติเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่อง อนามัยทางจิตอย่างสูงสุด. ผู้ที่เจริญอนามัยทางจิต ย่อมเจริญอนามัยทางกายด้วย เพราะมันเป็นของเล็กน้อยแฝงอยู่ในเรื่องของจิต. ทีนี้ก็เกิดภาวะที่ไม่ต้องทนอะไรเลย สมตามความหมายของคำว่า อนามัยอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ; ถูกต้องนั้นก็ถูกต้องละ, แต่ก็สมบูรณ์ด้วย คือถูกต้องหมด. นี่เราจะใช้ได้แค่ไหน ต้องใช้วิจารณญาณดู ; อะไร เป็นเบื้องต้น อะไรเป็นเรื่องริเริ่มลงมือก็ทำไป ; แต่ทำให้ถูกความหมายเถิด มันจะเป็น เรื่องเดียวกันหมด. พระพุทธเจ้าท่านว่า ทำบุญสักบาทหนึ่งหรือสักสตางค์หนึ่ง มันก็ได้ผล ได้ผล เหมือนกับทำบุญสักล้านหนึ่ง ๒ -๓ ล้าน, ขอให้มีเจตนาทำลายความเห็นแก่ตัว เถอะ ให้เขาเป็นเศรษฐีทำบุญเป็นล้าน ๆ, ขอให้ทำลายความเห็นแก่ตัวเถิด ถ้าเขาเป็น ชาวบ้าน ทำบุญเพียง ๑๐ สตางค์ ก็เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวเถิด แล้วก็ได้บุญ เท่ากัน. นี่เรื่องต่าง ๆ มันทำได้อย่างนี้ รวมทั้งเรื่องอนามัย ; จึงหวังว่า ท่าน ทั้งหลายผู้เป็นหัวหน้าท้องถิ่นของกิ่งพัฒนาอนามัยนี้ จะได้ เอาคำของอาตมาไปคิดไป
น.477 นึกดู ; มันจะช่วยให้เกิดกำลังใจในการทำงานต่อไป, แล้วมันจะเป็นการพัฒนา จิตใจของท่านด้วย, ให้มีอนามัยในทางจิตดีด้วย, มันก็หมดเรื่องเท่านั้นเอง ; เกิดมาที ก็หมดเท่านี้เอง. จิตเมื่อมีอนามัยดี มีธรรมะแล้ว มันก็จะไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู. อย่าให้ลิงล้างหู ด่าใส่หน้า ปัญหามันก็หมด. อยากรู้เรื่องลิงล้างหูละก็ ไปดูภาพที่ ในตึกโรงมหรสพทางวิญญาณ. ขอยืนยันในที่สุดจบนี้ว่า ธรรมะจำเป็นในทุกกรณี, แม้ในกรณีของการ พัฒนาอนามัย. โลกกำลังอยู่ในฐานะที่ว่า ต้องรบกันไปพลาง แลกเปลี่ยนธรรมะกัน ไปพลาง ให้ไปอ่านเรื่องนี้ดู เถอะตามหนังสือที่แจกไป. ขอยุติคำบรรยายวันนี้ ด้วยการกล่าวคำสวัสดีแก่ท่านทั้งหลายทุกคน. —————————
น.478 เรื่อง ลิงล้างหู —————— (ที่เสากลาง ระหว่างประตูทั้งสองข้างของโรงมหรสพทางวิญญาณ ภายใน เนื้อที่เล็กๆ เป็นภาพเขียนนิทานชาดก เรื่องลิงล้างหู ซึ่งมีเรื่องเดิมมาดังต่อไปนี้). พระโพธิสัตว์ สมัยเมื่อเสวยพระชาติเป็นพญาวานร ครอบครองบริวารลิง ฝูงใหญ่ อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ เป็นที่รักใคร่เลื่อมใสแก่วานรทั้งปวง. ครั้นสมัยต่อมา โพธิสัตว์พญาวานรถูกพรานป่าจับตัวไปได้ เพราะ นายพรานเห็นเป็นลิงเผือก ท่าทางเฉลียวฉลาด จึงได้นำไปถวายให้แก่พระราชา : คือ พระเจ้าพรหมทัตต์แห่งกรุงพาราณสี พระราชาทรงเลี้ยงพระโพธิสัตว์ไว้ในพระราชอุทยาน อันรื่นรมย์. พระโพธิสัตว์อยู่ในบ้านเมืองเป็นเวลาหลายสิบปี พระราชาเกิดเลื่อมใสใน วัตรปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ จึงได้ตรัสสั่งให้พรานป่านำพระโพธิสัตว์ไปปล่อย ให้ได้รับ อิสรภาพอย่างเดิม. บรรดาวานรบริวารทั้งหลาย ทราบข่าวการกลับมาของผู้ที่เป็นที่รักแห่งตน เยี่ยงบิดา ก็ชวนกันมาชุมนุมที่เนินหิน เพื่อเยี่ยมเยือนพระโพธิสัตว์ ; กระทำ สัมโมทนียกถา เจรจาถามทุกข์สุขแล้ว จึงถามว่า พระโพธิสัตว์หายไปอยู่ที่ไหนมา ตลอดเวลาที่เขาไร้ที่พึ่ง. พญาวานรผู้ประเสริฐ จึงเล่าความเป็นมาให้ฟังโดยตลอด เว้นแต่บางเรื่อง ที่ตนพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ควรเล่า, เพราะอาศัยความกรุณาในสาวกทั้งหลาย. ๔๕๓
น.479 บริวารลิงจึงถามว่า : "ข้าแต่ท่านผู้พญาวานร, ถ้าอย่างนั้น ท่านคงจะรู้จัก กิริยาที่คนในเมืองหลวงเขาประพฤติกัน ในหมู่ชนที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ปรารถนาจะฟัง ท่านจงเล่าเถิด. พระโพธิสัตว์จึงว่า "ดูกร ท่านทั้งหลายอย่าได้ถามเรา ถึงความประพฤติ ของมนุษย์ทั้งหลายเลย เราไม่อยากเล่า", แต่ผลที่สุด พระโพธิสัตว์ขัดการรบเร้าของ บริวารไม่ได้ ก็กล่าวคาถาว่า :- "หิรญฺญํ เม สุวณฺณํ เม เอสารตฺตึ ทิวา กถา" ความว่า มนุษย์ ในเมืองหลวงทั้งหลายนั้น เขาพูดกันแต่ว่า เงินของกู ทองของกู ทั้งคืนทั้งวัน ดังนี้. พระโพธิสัตว์กล่าวยังไม่ทันจบเรื่อง วานรทั้งหลายก็เอามือและเท้าปิดหู แล้วร้องห้ามว่า :- "ท่านอย่าเล่าอีกเลย, ท่านผู้เป็นหัวหน้า ท่านอย่าเล่าอีกเลย เราไม่ขอฟังเรื่อง ของมนุษย์อีกแล้ว ; ว่าแล้วก็กระโจนกันสุดฤทธิ์, วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ไปยังลำธาร ที่ใกล้ที่สุด เพื่อล้างหูของตนให้หมดจากข่าวลามกธรรมทั้งหลายของมนุษย์ในเมืองหลวง ; แล้วชวนกันย้ายฝูง หายสาบสูญเข้าไปในป่าลึก ให้ไกลแสนไกลจากกลิ่นของมนุษย์ มิช้ามินานก็ตายตามยถากรรม มิได้มีใครพบเห็นวานรฝูงนี้อีกเลย. ท่านทั้งหลาย จงระวังให้ดี ๆ อย่าให้ลิงล้างหูเอาเพราะเราได้ ดังเรื่อง ที่เล่ามานี้. ————————
น.480 (เรื่องที่ ๒๒) จิตที่คิดจะให้ สบายกว่าจิตที่คิดจะเอา โอวาทแก่หน่วยพัฒนาอนามัย มีดประชุมที่ ค่ายธรรมบุตร ๖ กรกฎาคม ๒๕๑๒ อาตมาขอแสดงความยินดี ในการที่ท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว. ที่ว่ายินดีด้วย ก็เพราะว่าการกระทำนี้ มันน่ายินดี; มีอะไรบ้างก็ได้พูดกันแล้ววันก่อน. วันนี้เป็นการแจกวัตถุที่ระลึกหรือประกาศนียบัตรแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อเอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจในสิ่งที่ได้กระทำไปแล้ว ; สิ่งที่เหลือต่อไปก็คือการปฏิบัติด้วยความเสียสละ. สิ่งสำคัญที่สุดก็ดูจะได้แก่ความเสียสละ ถ้าไม่มีความเสียสละแล้วก็เป็นอันว่าล้มเหลว : แม้ว่าความรู้ดี แผนการดี โครงการดี อะไรดีก็ตาม ถ้าปราศจากความเสียสละอย่างเดียวแล้ว มันก็ล้มเหลวไปหมด. ดังนั้นจึง ขอให้พวกเราทุกคนดำเนินงานต่อไปด้วยความเสียสละ ให้ถึง ที่สุดของวัตถุประสงค์ของเรื่องนี้ โดยเฉพาะก็คือเรื่องพัฒนาอนามัย : มีความหมายช่วยกันทำให้มนุษย์เรามีความอยู่เป็นผาสุกไม่ต้องทน. แต่ว่าคนโดยมากไม่สนใจ ไม่ ๔๕๕
น.481 เข้าใจ จึงต้องมีการอบรมและช่วยกันอบรมต่อๆ ไปอีก ในที่สุดก็สำเร็จได้ด้วยความเสียสละ. เรานึกกันเพียงอย่างเดียวก็พอว่า เราทุกคนจะต้องรู้จักการเสียสละ. พวกที่นับถือพุทธศาสนาก็พูดได้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นทั้งหมดของการเสียสละ . ในศาสนาไหนก็ตาม พระศาสดาคือทั้งหมดของการเสียสละ. อย่างพระเยซูนี้ เต็มไปด้วยการเสียสละ และสละชีวิตเป็นอันดับสุดท้าย เพื่อผลดีแก่เพื่อนมนุษย์. นี้แนะนำให้เอาไปคิดดูเถิดว่าทุกศาสนาก็เป็นเรื่องของการเสียสละ ถ้าปราศจากการเสียสละอย่างเดียวแล้วมันก็ล้มเหลว. ขอให้นึกไว้เสมอว่า จิตที่คิดจะให้นั้นสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา . นี้แหละจะเป็นข้อเตือนใจที่ดี. ลองจำเอาไปคิดอยู่เสมอว่า จิตที่คิดจะให้นั้นจะสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา. ถ้าผู้ใดไม่สนใจ ก็ดูจะไม่มีความหมาย แล้วก็จะไม่เชื่อ. แต่ว่า ขอให้ไปสังเกตดูเถิดว่า ทุกคราวที่หม่นหมองวิตกกังวลขุ่นมัวร้อนใจนั้น มันเนื่อง มาจากจิตที่คิดจะเอาทั้งนั้น . ในขณะใดจิตคิดจะให้ เวลานั้นจะไม่มีอาการอย่างนี้ ; แล้วจะสบาย แล้วจะเย็น แล้วจะพอใจ แล้วจะอิ่มใจ. จงไปคิดดู ไปสังเกตดูอย่างละเอียดลออถี่ถ้วนตลอดวันตลอดคืนที่เราเป็นอยู่ก็จะพบว่า เวลาไหนใจสบาย เวลานั้นจิตไม่ได้คิดจะเอา ; พอจิตคิดจะเอาแล้วละก็ จะมีอะไรที่มืดมัวหม่นหมองเร่าร้อนวิตกกังวลขึ้นมาทันที. ทีนี้คนเขาอาจจะเถียงว่า มัวแต่ให้แล้วไม่เอา แล้วจะได้อะไรกิน ? นี้เพราะไม่รู้จักว่าเราเกิดมาเพื่อจะให้มันมีความสบายใจ, เรากินก็กินเพื่อสบายใจ, เราทำอะไรเพื่อกิน กินก็เพื่อสบายใจ, มีใช้มีกินมีอะไรก็เพื่อความสบายใจ; แต่แล้วมันยังมีเคล็ดมากไปกว่านั้นที่ว่า เมื่อจิตคิดจะให้ มันก็ได้ความสบายใจ : เราเอาไว้กินเองนี้ เดี๋ยวก็หมดไป แล้วก็ไม่มีความสบายใจมากกว่าให้ผู้อื่น. ถ้าเรากินเองเข้าไปใน
Buddhadasa