Buddhadasa.org

เตกิจฉกธรรม ครั้งที่ ๑ — พระพุทธเจ้าเป็นแพทย์ของโลกทั้งปวง

เตกิจฉกธรรม — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔ · วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.27 วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึง เวลา ๔.๓๐ น. แล้ว. วันนี้เป็นวันแรกของการบรรยาย และเนื่องจากคุณทุก ๆ รูปเป็นนักศึกษา วิชาการแพทย์ ต้องการความรู้เกี่ยวกับสิ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การเป็นแพทย์ใน อนาคต เป็นต้น ; ดังนั้นผมจึงคิดว่า เราจะพูดกันถึงเรื่อง พระพุทธเจ้าในฐานะ ที่เป็นแพทย์ เป็นหัวข้อแรก.

น.28 ตามปกติเราจะต้องพูดถึง จะต้อง ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องแรก อยู่ แล้ว ; และบัดนี้เราก็จะพูดถึงพระพุทธเจ้าและยังแถม ในฐานะที่ว่าเป็นแพทย์ อีกด้วย ขอให้สนใจฟังใน สองประเด็น พร้อมกันไป. เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เราก็จะต้องนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องระลึก ถึงอยู่เสมอ ซึ่งเป็นส่วนทั่วไป หรือส่วนพื้นฐาน, ส่วนที่ท่านเป็นแพทย์นั้น เป็นเรื่อง ส่วนที่เป็นพิเศษ. หลักฐานที่อ้างว่า พระพุทธเจ้าเป็นแพทย์ ข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าถูกจัดไว้ในฐานะเป็นแพทย์ นี้ คงจะไม่ค่อยได้ยิน ได้ฟังกันมากนัก บางคนคงจะนึกไปเสียว่าเป็นเรื่องแกล้งพูด ; จึงขอบอกให้ทราบถึง ที่มาของคำ ๆ นี้ว่า ในพระไตรปิฎก ส่วน ขุททกนิกาย มีข้อความกล่าวไว้ว่าพระอรหันต์ องค์หนึ่ง ได้ตอบคำถามของบุคคลที่เขาสนใจ หรือประหลาดใจอย่างยิ่งในพระอรหันต์ องค์นั้น มาถามว่า : การที่ท่านมีอะไรแปลกประหลาดขนาดนี้ ; ไม่มีความกลัว ไม่มีความหวั่นไหว, ท่านเป็นลูกศิษย์ของใคร ? ใครเป็นอาจารย์ของท่าน พระ- อรหันต์องค์นั้นก็ตอบเป็นภาษาบาลีว่า :- "สพฺพญญู สพพุทฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก๋". ท่านตอบหลายคาถา, นี้เป็นคาถาแรกที่สำคัญ ซึ่งมีใจความว่า :=

น.29 อาจริโย มม - อาจารย์ของข้าพเจ้าเป็น สพพญญ - รู้สิ่งทั้งปวง, สพฺพทฺสาวี - เห็น สิ่งทั้งปวง, ชิโน - เป็นผู้ชนะมาร, สตฺถา - เป็นศาสดาผู้สั่งสอน, มหาการุณิโก - เป็น ผู้มีความกรุณาอันใหญ่หลวง, สพฺพโลกติกิจฉโก - เป็นแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคของ สัตว์โลกทั้งปวง. ใจความสำคัญที่เราประสงค์ในที่นี้ก็คือ คำว่า สพฺพโลกติกิจฉโก -เป็น แพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง. แต่เราก็ควรจะรู้คุณบทอื่น ๆ มาตาม ลำดับด้วย. สพพญญ สมุพุทฺสาวี - ผู้รู้สิ่งทั้งปวง, ผู้เห็นสิ่งทั้งปวง ; นี้เรา ก็คงจะเคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน เพราะเป็นคำที่พูดกันมาก เคยชินแก่คนทั่วไป ; แต่ อาจจะมีความเข้าใจผิด พลาดไขว้เขวอยู่บ้าง ในคำว่า "ทั้งปวง" รู้สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่ง ทั้งปวง คือรู้ทุกสิ่ง หรือเห็นทุกสิ่ง. คำว่า "ทุกสิ่ง" ในที่นี้ ชาวบ้านที่เขามีการศึกษาตามแบบชาวบ้าน ก็มักจะ เข้าใจไปในทำนองว่า รู้จนไม่มีอะไรเหลือ, กระทั่งว่า รู้ภาษาทุกภาษา จะพูดภาษา อะไรก็ได้ หรือจะทำอะไรก็ได้, อย่างนี้เคยเข้าใจผิดกันอยู่ทั่วๆ ไป. บางคนถึงกับว่า จะเอาพระพุทธเจ้ามาพูดภาษาจีน ภาษาฝรั่งอะไรเดี๋ยวนี้ก็ได้, ทำอะไรเป็นหมด; จน จะให้ท่านมาเป็น engineer ปฏิบัติการอันเกี่ยวกับเครื่องจักรในปัจจุบันอันแสนจะยุ่งยาก ก็ทำได้ทันที อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่า "รู้สิ่งทั้งปวง" ; เขาเข้าใจกันอย่างนี้.

น.30 ความหมายที่พระพุทธเจ้าทรงรู้เห็น สิ่งทั้งปวง เมื่อตรวจดูตามตัวหนังสือ ตามอรรถในพระบาลีอรรถกถาระบุชัดแต่เพียงว่า "รู้ทุกสิ่งที่ควรจะรู้สำหรับความเป็นพระพุทธเจ้า", ทุกสิ่งที่ควรจะรู้สำหรับความ เป็นพระพุทธเจ้า. ข้อแรก ก็ต้อง รู้จักดับความทุกข์ ทุกอย่างทุกประการ ; ดับทุกข์ได้ แล้ว, รู้เรื่องความดับทุกข์ทุกอย่างทุกประการจะให้พูดในแง่ไหน, ปริยายไหน อะไร อย่างไรก็ได้ ; บรรดาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความดับทุกข์ ละก็รู้ทุกสิ่ง นี่เรียกว่า สัพพัญญู. ส่วนสิ่ง นอกนั้น ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการตรัสรู้, เรื่องความดับทุกข์ ก็รู้อีกมาก มายเหมือนกัน ; แต่จะพูดถึงเท่ากับว่า จะให้พูดภาษาต่างประเทศเดี๋ยวนี้ก็จะพูดได้ หรืออะไรทำนองนี้ มันก็เป็นเรื่องขัดกันกับเหตุผลที่มีอยู่ในคัมภีร์นั้น ๆ เพราะฉะนั้นเอา เป็นว่า เรื่องที่เป็นความดับทุกข์ และเกี่ยวข้องกันอยู่กับความดับทุกข์แล้ว ท่านรู้หมด. หรือจะพูดให้กว้างกว่านั้น ก็ต้องพูดว่า : ท่านจะรู้อะไรก็ตาม จะต้องรู้ ไปในแง่ของการที่จะดับทุกข์ได้ ; ถ้าเผอิญท่านรู้อะไรนอกไปจากเรื่องทางพระพุทธ- ศาสนา หรือเรียกว่ารู้เรื่องโลกโดยประการทั้งปวง ก็จะต้องรู้เฉพาะในส่วนที่จะเป็น ประโยชน์แก่การดับทุกข์ หรือมันเกี่ยวข้องกันอยู่ แค่นี้มันก็กว้างขวางอยู่แล้ว. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ตรง ๆ เหมือนกันว่า :- สิ่งที่ตลาดตรู้มีประมาณ มาก เปรียบเทียบเหมือนกับใบไม้หมดทั้งป่าทั้งคง, แต่ที่เอามาสอนแต่เพียงเท่า กับใบไม้กำมือเดียว. นี่ก็เป็นเครื่องคำนวณได้เหมือนกันว่า รู้เท่าไรแล้วเอามาสอน

น.31 เพียงเท่าไร. ฉะนั้น เราควรรู้หรือเข้าใจความข้อนี้ให้เหมาะสมกับที่เป็นนักศึกษา ว่า "สัพพัญญู" หมายความว่าอะไร. ความหมายของคำ "เห็นสิ่งทั้งปวง" คำว่า สพฺพทสสาวี - มีปกติเห็นสิ่งทั้งปวง ; นี้ก็มีความหมายคล้าย ๆ กันกับ คำว่า "เห็น" ในที่นี้มีความหมายอย่างเดียวกับ "รู้" คือเห็นด้วยปัญญา. เขา เรียกว่า "ตาใน" หรือ "ตาใจ" - ธรรมจักษุ คือ เห็น ; ส่วนที่เห็นด้วยตาเนื้อตานอก เหมือนคนธรรมดานี้ ก็เห็น. พระพุทธเจ้าท่านอาจจะมีสายตาธรรมดานี้ ดีที่สุดด้วย ก็ได้, แล้วนอกจากนั้นก็ยังมีสายตาของปัญญา - ของธรรมจักษุ. มั่นเป็นเรื่องของปัญญา เปรียบเหมือนดวงตาสำหรับจะเห็นธรรมอย่างนี้ท่านก็มีมากถึงที่สุด ที่เกี่ยวกับความเป็น พระพุทธเจ้า. แม้แต่คนเราตามธรรมดา นอกจากมีดวงตาเป็นตาเนื้อสำหรับจะดูอะไรแล้ว ก็ยังมีตาปัญญานี้ด้วยกันทุกคน แต่ว่ามันน้อย หรือว่า บางทีตามันเขว เห็นผิด เข้าใจผิด ไปเสียอีกก็มี ; อย่างนี้เรียกว่าไม่มีตา. ภาษาบาลีเขาพูดว่า "มีตา" ก็หมายความว่า ตาเนื้อนี้ก็ไม่บอด แล้วก็มี ตาใน คือ ตาใจสว่างไสว ; นี้เรียกว่าคนมีตา - มีธรรมจักษุ, แล้วก็เห็น. ท่านที่มีธรรมจักษุ : แม้แต่ เห็นวัตถุ ก็เห็นไปในแง่ ของธรรมะ, แล้ว เห็นธรรมะ ก็เห็นได้ในที่ทั่ว ๆ ไป จากสิ่งทุกสิ่ง หรือจากวัตถุนั้นด้วยเหมือนกัน คือ

น.32 ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่จะรู้สึกมันได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. นี้ก็เรียกว่าทุกสิ่ง คือ ดู เห็นสิ่งทุกสิ่ง ว่าเป็นอย่างไรด้วย ตาเนื้อ หรือด้วยอวัยวะทางฝ่ายร่างกาย, แล้วก็เห็นทุกสิ่งด้วยสติปัญญา ด้วยตาใน ว่ามันมี ความหมายอย่างไร มีความจริงอย่างไร อย่างนี้ก็เห็นหมด. สรุปแล้วก็คือ เห็นความจริงที่ว่ามันเป็นของที่ไม่จริง เหมือนที่คนทั่วไป คิด, มันเป็นของที่เป็นมายา คือประกอบกันเข้า แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ไม่มี หยุด อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเห็น. เห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างนั้นตามที่เป็นจริง, แล้วก็ ไม่โง่ ไม่หลง ในสิ่งเหล่านั้น, และเห็นว่าทุกสิ่งที่มันมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ไม่มีอะไรจะมาทำ ให้โง่ ให้หลงได้ ก็เรียกว่าเป็น สพฺพทสสาวี คือมีปกติเห็นสิ่งทั้งปวงอย่างถูกต้องตาม ที่เป็นจริง. แต่สำนวนบาลีเขานิยมใช้คู่กันคือ "ทั้งรู้" และ "ทั้งเห็น" ถ้าจะให้มันแยกกัน รู้ ก็คือ รู้ส่วนที่เป็นความรู้, ส่วนเห็นก็คือเป็น เรื่องเห็นโดยประจักษ์ หลังจากที่ได้ผ่านสิ่งเหล่านี้ไปแล้วด้วยชีวิตจิตใจ ด้วยการชิม ด้วยการลอง ด้วยการอะไรทุกอย่างจนเห็นประจักษ์ เหมือนกับเห็นด้วยตาเนื้อว่า อันนี้ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. "ความรู้" เป็นเรื่องความรู้ทั่ว ๆ ไป เป็นพื้นฐาน, ส่วน "ความเห็น" คือ เห็นประจักษ์ชัดเต็มที่ รวมเข้าด้วยกันทั้งรู้ ทั้งเห็น. จะมีสำนวนพูดอย่างนี้เสมอว่า ; ญาณตา ปฺสตา - ผู้รู้ผู้เห็น. ในที่นี้ว่า อญฺญฺทฺสาวี - ผู้รู้ผู้เห็น. นี่เป็นจุด เริ่มแรกของความหมายของคำว่า "พุทธะ" คือพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระศาสดา ท่านจะ ต้องเริ่มต้นมา ด้วยการรู้เห็นสิ่งทั้งปวงอย่างถูกต้อง.

น.33 ความหมายของคำว่า ชิโน ทีนี้ก็มาถึงบทว่า "ชิโน่" แปลว่า ชนะ คำว่า "ชนะ" นี้ก็เหมือนกัน เป็น เรื่องทางฝ่ายนามธรรม ทางฝ่ายวิญญาณ, เป็นความชนะทางฝ่ายจิตใจ ไม่ใช่ชนะทาง ฝ่ายวัตถุ หรือทางกาย ซึ่งรบกันด้วยกำลังกายกำลังอาวุธ แล้วก็ชนะ ; อย่างนั้น ไม่ เรียกว่า ชนะ เพราะว่า มันไม่ชนะจริง เดี๋ยวก็แพ้เดี๋ยวก็ชนะ มันเป็นเพียงโอกาสของ บางฝ่าย บางคราว ที่จะได้โอกาสย่ำยีผู้อื่น หรือว่าข่มผู้อื่นไว้ได้พักหนึ่ง แล้วมันก็ กลับแพ้ได้อีก เมื่อไรก็ได้. แต่ตามทางธรรมะ ทางศาสนา เขาให้ถือเอาการชนะ ทางจิตใจว่าเป็นชนะ เพราะว่าเป็นการชนะที่ไม่กลับแพ้. ถ้าเราเอาชนะอะไรแล้ว ต้องเป็นชนะที่ไม่กลับแพ้, และสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่สำคัญด้วย. คำว่าชิโน - ชนะ ในที่นี้หมายถึง ชนะมาร, บรรดาสิ่งที่เป็นมารทั้งหลาย ไม่สามารถจะเป็นมารแก่ท่านได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือกิเลส - มารตัวแรก ; ทำให้เสียหาย, ทำให้เป็นทุกข์, ทำให้ตาย. ชนะมาร คือ ชนะกิเลสก็เป็นอันว่า ชนะ อย่างอื่น ๆ หมด รวมทั้งชนะกรรม, ชนะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; ชนะไปหมด ถ้าชนะกิเลส. ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้คนธรรมดาก็กลัว แล้วก็ถูกมันครอบงำทำให้เป็น ทุกข์. แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ความหมายของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นไม่มี; ไม่อาจจะครอบงำจิตใจให้เป็นทุกข์. นี้เรียกว่าชนะความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ; เพราะได้ชนะกิเลสมาเสียก่อนแล้ว ; ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงเลยไม่มีความหมาย.

น.34 ต่อไปจึงมี ชนะกรรม ชนะผลของกรรม, ที่ว่า สัตว์ต้องเป็นไปตามกรรม นั้นก็หมายความว่า สัตว์ยังยึดถือสุข ทุกข์, ดี ชั่ว, เดี๋ยวก็ร้องไห้เดี๋ยวก็หัวเราะ นี่เป็น ไปตามกรรม. ส่วนพระอรหันต์นั้นท่านชนะกรรม โดยเห็นสิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมาย, กรรมดี กรรมชั่ว สุขทุกข์ ฯลฯ ก็ตาม มันไม่มีความหมาย, เป็นสักว่าธรรมชาติอันหนึ่ง ในฝ่ายนามธรรม ซึ่งเป็นอย่างนั้นเอง ; นี่มันเป็นเหตุให้ไม่กลัวความตาย ไม่กลัว • ความทุกข์ ไม่ยินดีหรือพอใจในความสุข หรือความที่มันได้อย่างที่เรียกว่า มีบุญ หรือ มีกุศล. นี่คือชนะกรรม เป็นต้น. เมื่อชนะกิเลส แล้วก็จะชนะธรรมชาติทุกสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความทุกข์ เช่น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือความที่ต้องเป็นไปตามกรรมหรืออะไรก็ตาม ; ชนะ กิเลสอย่างเดียวก่อน แล้วมันก็พลอยชนะอย่างอื่นไปหมด. นี่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชนะมาร หมายความว่าอย่างนี้. นี่เป็นใจความสำคัญ เท่านี้ก็พอ จะขยายเป็นคำพูดอีกกี่หมื่นกี่แสนคำก็ได้ แต่ใจความสำคัญมันมีอยู่เพียงเท่านี้ สำหรับคำว่า "ผู้ชนะมาร". ฉะนั้นคุณเป็นนักศึกษา จะต้องรู้จักคำเหล่านี้อย่างถูกต้อง. ความหมายของคำว่า สตฺถา คำว่า "สตฺถา" - เป็นพระศาสดา นี้หมายความว่าท่านไม่ได้รู้ หรือไม่ได้ เป็นอะไร แต่โดยส่วนพระองค์ท่าน; แต่เป็นผู้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ด้วยการสอน ด้วยการชี้ทาง. ความหมายที่สำคัญ ก็คือ เป็นผู้สอน. สตฺถา แปลว่าผู้สอน ; แต่

น.35 คำว่าสอนนี้ไม่ใช่เป็นการสอนตามธรรมดา อย่างที่สอนในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย มัน เป็นการสอนพิเศษทางฝ่ายวิญญาณ, เรียกให้ชัด ไม่ให้มันปนกันยุ่ง เขาก็มักจะ ใช้คำว่า "ผู้ปลุกให้ตื่น". คำว่า พระศาสดา ที่เราแปลว่าผู้สอน, นี้สอนโดยการ กระทำคือ ผู้ปลุกให้ตื่นจากหลับกล่าวคือกิเลส. สัตว์ทั้งหลายกำลังหลับอยู่ด้วยกิเลส มือวิชชาเป็นประธาน, พระศาสดา เป็นผู้ปลุกสัตว์ทั้งหลายให้ตื่นจากหลับ คือกิเลสนั้น, นั่นแหละคือความหมายของคำว่า สตฺถา - ศาสดา หรือผู้สอน. อวิชชา ก็คือความ ไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้, ถูกเปรียบเหมือนกับว่า "ความหลับ" ใครมีอวิชชาเขาเรียก คนหลับ แล้วก็หลับไม่รู้จักตื่น จนกว่าจะมีการปลุกตามแบบของ พระพุทธเจ้า. แม้คุณจะเรียนมหาวิทยาลัย เรียนอะไร ๆ ให้มันยิ่งไปกว่านั้นเท่าไร ๆ ก็ยังมี อวิชชา ประเภทหลับไม่รู้ตื่น, เพราะมันคนละเรื่องกัน ; แม้จะไปเรียนปรัชญา ไปเรียน ศาสนาอะไร มันก็ยังมีอวิชชาอยู่นั่นเอง ถ้ายังไม่รู้แจ้งถึงขนาดที่ว่า กิเลสถูกทำลายไป. เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้าปลุก และเป็นการปลุกที่สำเร็จ. ก็ต้องหมายความว่า ทำคนนั้นให้ตื่นขึ้นมา, คือกิเลสสั้นไปตามส่วน ตามมากตามน้อย จนกระทั่งสิ้นไปเลย หมดไปเลย. มันก็กลายเป็นว่า ตื่นน้อยหรือตื่นมาก ; ตื่นน้อยหมายความว่า มัน เริ่มตื่นไปตามลำดับ ไม่กลับหลับอีก แล้วจะมีวันสักวันหนึ่งซึ่งมันจะตื่นถึงที่สุด ตื่น เต็มที่.

น.36 คำว่า พุทธะ แปลว่า ตื่น, ผู้ตื่นก็ได้, หรือบางทีใช้เป็นเครื่องมือ, เป็น ผู้ปลุกคนอื่นให้ตื่นก็ได้. คำว่า ศาสดา หรือ สตฺถา นั้น ตามตัวหนังสือแปลว่าผู้สอน แต่เป็นการสอนชนิดที่เป็นการปลุกให้ตื่น, ให้ตื่นนี้ ตื่นจากหลับ คือกิเลส. นี้เราควร รู้จักพระศาสดาในลักษณะอย่างนี้. ความหมายของคำ มหาการุณิโก สำหรับบทว่า "มหาการุณิโก๋" แปลว่า ผู้มีความกรุณาอันใหญ่หลวง. นี้มีความสำคัญที่เนื่องกันกับคำว่าพระศาสดา, ความหมายของคำว่า กรุณา มันขนาบ อยู่ทั้งข้างหน้า และข้างหลัง ; เพราะว่ามีความกรุณา จึงพยายามที่จะไปสอนคนที่ควร จะสอน แม้จะเหน็ดเหนื่อย ลำบาก ยุ่งยากอย่างไร ก็อุตส่าห์ไปสอน โดยไม่หวังค่าจ้าง รางวัล ไม่หวังเกียรติยศชื่อเสียง ไม่หวังอะไรหมด ; แต่เป็นด้วยอำนาจของความกรุณา นำให้ไปสอน. ทีนี้ เมื่อสอนอยู่ หรือสอนแล้วก็ตาม ; เมื่อสอนอยู่ก็สอนด้วยความ กรุณา ถ้าไม่มีความกรุณาก็จะมีความหมายไปในทางยุ่งยากลำบาก, คือไปสอนอยู่อย่าง เห็นแก่ตัว. ครูอาจารย์ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย บางคนไม่มีความกรุณา, สอนด้วย ความเห็นแก่ตัว ; คืออยากจะได้เงินเดือน อยากจะได้ชื่อเสียง. แต่พระพุทธเจ้าท่าน ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นสิ่งที่เลือกมาสอนจึงผิดกัน, และความพยายามในการสอน ในการอะไรจึงผิดกัน ความกรุณาเป็นเหตุให้เลือกสิ่งที่สอน เอามาสอนอย่างดีที่สุด คือพยายามปลุกผู้นั้นให้ตื่นขึ้นมาให้จนได้ ไม่ว่ามันจะยุ่งยากลำบากอย่างไร.

น.37 นี่โดยส่วนพื้นฐานทางจิตใจของพระพุทธองค์ ก็มีความกรุณาเป็นพื้นฐาน เรียกว่าเป็น ผู้มีความกรุณาอันใหญ่หลวง ; มองเห็นสัตว์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่น่าสงสาร อยู่เป็นพื้นฐาน, แล้วก็พยายามที่จะไปสอนด้วยความกรุณานั้น. เมื่อจะสอน ก็สอนอยู่ด้วยความรู้สึกที่เป็นความกรุณา ; ฉะนั้น จึงเป็น คำสอนที่บริสุทธิ์ และก็มีประโยชน์ที่สุด. นี้แหละเขาจึงยกให้เป็นคุณธรรมอัน ใหญ่หลวงอันหนึ่ง เรียกว่า เมตตา ก็มี, เรียกว่า กรุณา ก็มี, แล้วแต่ว่าจะใช้คำไหน. โดยมากคำประพันธ์ร้อยกรองของภาษาบาลีนี้มันบังคับ ให้ต้องเลือกเอาคำนั้นคำนี้มาใช้ เพราะเขาต้องการคำที่มีพยางค์เป็น ครุ ลหุ ให้ถูกต้องตามกฎของคำฉันท์คำกลอน. ดังนั้น การที่บางคราวใช้กรุณา ; บางคราวใช้เมตตา ; ก็อย่าไปเห็น เป็นของแปลก เอาแต่ความหมายก็แล้วกัน. เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีความกรุณา ; แล้วก็เป็นผู้มีความอดทน : นี้เป็นคุณธรรมที่ทำให้ความเป็นพระ ศาสดานั้นสำเร็จในหน้าที่ คือ เที่ยวสอนเที่ยวปลุกคน. เราท่องเป็นหลักสำหรับจำกันง่ายๆ ไว้เสียเลยก็ได้ว่า :- "สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี." สุทธิ - ก็หมายความว่า เป็นคนบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย. ปัญญา - ก็คือมีปัญญารอบรู้ เป็น สพฺพญญู สพฺพทฺสาวี อย่างที่ว่ามาแล้ว. เมตตา - ก็คือมีความกรุณา มีความรักสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จนลืมพระองค์เอง.

น.38 ขันตี - ความอดทน, เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของพระพุทธเจ้านั้น ต้อง เหน็ดเหนื่อย ยุ่งยาก ลำบากเหลือแสน : อย่างจะไปทรมานคนอันธพาลนั้นก็ลำบาก มาก, ปลุกคนหลับให้ตื่นนี้มันก็ลำบากมาก, ถ้าไม่มีความอดทนก็ทำไปไม่ได้ ทำไป ไม่สำเร็จ. ฉะนั้น ก็ต้องทำด้วยความอดทน ; ความอดทนต้องมาเป็นข้อรั้งท้ายอยู่ ตลอดเวลา. ที่นี้ สำหรับเราก็เหมือนกัน จะต้องใช้คุณธรรม ๔ ประการนี้เหมือนกัน แต่ว่าในระดับที่น้อยลงตามแบบของเรา; เราจะต้องพยายามให้มี สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี ตามอย่างพระพุทธเจ้า. สำหรับพระพุทธเจ้าท่านมีสิ่งเหล่านี้ ก็เพื่อ ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า, หรือหน้าที่แม้แต่ของพระโพธิสัตว์นั้น ก็มีหน้าที่อย่าง เดียวกัน. ความหมายที่ว่า เป็นแพทย์ของโลก ทีนี้ ก็มาถึงคำสำคัญที่ว่า "สพฺพโลกติกิจฉโก๋" ; สพฺพโลก - แปลว่า โลก ทั้งปวง. ติกิจฺฉโก - แปลว่า ผู้เยียวยาแก้ไข, มีความหมาย เป็นหมอ เป็นแพทย์, เป็นแพทย์ของโลกทั้งปวง. ตอนนี้อยากจะขอทบทวนถึงคำว่า แพทย์ ว่าหมอ กันอีกสักทีหนึ่ง ; คือ ถ้าเป็นแพทย์ในภาษาไทยนี้ก็ปลอดภัย แต่ถ้าเป็นหมอก็ยังกำกวม เช่น เป็นหมอผี หมอยา หมอเสน่ห์ หมอทำคนให้ตาย หมอความช่วยจำเลยผู้ทุจริตให้รอด, หมอ อย่างนี้ไม่ไหว ; เป็นคำที่มันกำกวม เลวก็ได้ ดีก็ได้. แต่ถ้าพูดว่าเป็นแพทย์แล้ว

น.39 ในภาษาไทย เขามีความหมายรัดกุม เป็นไปในทางที่จะรักษาโรค โดยหน้าที่ โดย บริสุทธิ์ใจ. ดังนั้นใช้คำว่าแพทย์ดีกว่า ; พระพุทธเจ้าเป็นแพทย์ของสัตว์โลก ทั้งปวง ไม่ใช้คำว่า "พระพุทธเจ้าเป็นหมอของสัตว์โลกทั้งปวง" เดี๋ยวมันจะพาล ออกไปนอกลู่นอกทาง, ถ้าเรารู้คุณธรรมอื่น ๆ ของพระพุทธเจ้า ว่า ท่านเป็น สพพญญู สพฺพทส- สาวี - เป็นผู้ชนะมารแล้ว ท่านเป็นผู้ปลุกคนให้ตื่นด้วยความกรุณาอันใหญ่หลวง, ความกรุณาอันใหญ่หลวงนี้ ทำให้เป็นแพทย์, และทำให้เป็นแพทย์ที่ดี. ความกรุณา ทำให้อยากช่วยคน หรือทำให้อยากเป็นแพทย์ก่อน แล้วความกรุณานั้นทำให้เป็น แพทย์ ที่ดี คือ อดทน. เมื่อวานนี้ก็มีพวกคุณองค์หนึ่งถามถึงว่า จะมีธรรมะอะไร สำหรับการที่ จะเป็นแพทย์ในอนาคต เมื่อเรียนสำเร็จแล้ว ? ผมก็อยากจะบอกว่า นี่มันเป็นการ ตอบอยู่ในตัวแล้ว คุณ ทำตามอย่างพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน. คือในหน้าที่การงาน ของคุณที่เป็นแพทย์ ก็จะต้องเป็น สพพญญู สพฺพทฺสาวี - คือ รู้ เห็นอย่าง แตกฉาน ทั่วถึง ในวิชชาที่เป็นหน้าที่การงานของแพทย์ แม้แขนงไหนก็ตาม. แล้ว ก็เป็นชิโน - ชนะโลก, หรือเอาชนะโลก หมายความว่า เราชนะโรคภัยไข้เจ็บ แล้ว ก็พยายามชนะตัวเอง อย่าตามใจกิเลส, อย่าไปเห็นแก่อามิส ละโมบโลภลาภ ใช้วิชาแพทย์นี้ไปรีดคนเอาเงิน ; อย่างนั้นไม่ใช่ชนะ, แต่มันแพ้ แพ้เกินกว่าที่จะแพ้. ถ้าชนะตัวเอง บังคับตัวเองได้ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, สิ่งตอบแทนนั้นให้มันเป็นไปตาม ปรกติ ตามควร ตามยุติธรรม. เพราะว่า ถ้าเรา ได้เป็นแพทย์ที่ถูกต้องแล้ว จะได้อะไรมามากมาย มหาศาล, คือได้ความดีได้คุณธรรมที่ดี ในการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์นี้. ส่วน

น.40 เงินที่เขาจะให้เป็นค่ารักษานั้น มันเป็นเรื่องเล็กน้อย มันเป็นขี้ฝุ่น. ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็เป็นผู้ชนะ และเป็นผู้มีความกรุณาอันใหญ่ยิ่งเหมือนพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ได้ทำ หน้าที่ของแพทย์ สตฺถา ผู้สอน หมายความว่า มีความรู้พอ ที่จะเป็นผู้ปลุก ผู้แก้ไข เยียวยา รักษา ; สำหรับพวกเราเป็นแพทย์ทางร่างกาย, แต่พระพุทธเจ้าท่านเป็นแพทย์ทางฝ่าย วิญญาณ ฝ่ายจิตใจ แต่ก็ต้องเป็นผู้ที่สามารถแก้ไขผู้อื่น. การทำตัวเป็นผู้แก้ไข ก็เรียกว่าเป็นศาสดาปลุกคนให้ตื่น, ตื่นจากกิเลส ตื่นจากความทุกข์, ออกมาเสียจาก ความทุกข์. ถ้ามีความเมตตา กรุณาจริง ก็ทำตัวเป็นผู้ช่วยบำบัดทุกข์ของคนไม่เลือกหน้า แล้วก็อยู่ในบทที่ว่า สพฺพโลกติกิจฉโก อยู่ดี. ฉะนั้นเมื่อเราจะเดินตามอย่างพระพุทธเจ้า โดยหลักนี้แล้ว ก็เป็นแพทย์ที่ดีได้ แม้จะเป็นแพทย์ฝ่ายฟิสิกส์ คือเป็นแพทย์ที่แก้ไข ทางฝ่ายร่างกาย. โรคของสัตว์โลกมีหลายชั้น เรื่องถัดไปก็อยากจะพูดให้เนื่องกันไปเสียเลย คือว่า แก้ไข รักษา เยียวยา โรคของสัตว์โลกทั้งปวง, คำว่า "โลกทั้งปวง"’ นั้นหมายความว่า, - สัตว์ทั้งปวง ก็ได้, หรือว่าโรคทั้งปวง ก็ได้ ; ฉะนั้นจึงควรพ่วงผนวกเข้าไปเสียด้วยกันเลยว่า "เป็นผู้ เยียวยารักษา โรคทั้งปวงของสัตว์โลกทั้งปวง". ถ้าเป็นหมอทางฝ่ายวัตถุร่างกาย นี้ก็เป็นผู้รักษาโรคทุกชนิดของคนทุกคน ถ้าเป็นผู้แตกฉานจริง ก็สามารถที่จะรักษา โรคทุกชนิดของคนทุกคน นับว่าเป็นหมอพิเศษ .. ส่วนพระพุทธเจ้านั้นท่านเป็นได้โดย

น.41 สมบูรณ์ โดยอัตโนมัติ, รักษาโรคทางวิญญาณได้ทุกโรค และแก้โรคของคนทุกคน ที่อยู่ในวิสัยที่จะรักษาได้ ; มีคำจำกัดไว้ชัดว่า “เวไนยสัตว์" สัตว์ที่อยู่ในขอบข่าย ของการที่จะนำไปได้ หรือรักษาได้. ในเรื่องความเป็นแพทย์ เป็นหมอของพวกคุณ ที่จะเป็นต่อไปนี้ ก็เห็นชัด อยู่แล้วว่า มันมีโรค หรือมีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับโรคที่แก้ไขไม่ได้ก็มี, พอเห็นแล้ว หมอก็รู้ได้ว่าเป็นโรคนี้มันตายแน่. นี่ก็แปลว่า โรคนั้นมันเป็นโรคที่แก้ไขไม่ได้บ้าง, หรือมันถึงสภาพ ถึงขนาดที่เรียกว่าแก้ไขไม่ได้เสียแล้วบ้าง ; นี้ก็มีเห็นชัดอยู่ โรคที่ หมอรวมกันทั้งโลกก็รักษาเขาไม่หาย, ตายแน่. พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นแพทย์ทางวิญญาณก็เหมือนกัน มันยังมีข้อแม้ที่ว่า สัตว์ทั่วไปนี้ บางคน หรือเรียกว่า บางพวก มันอยู่ต่ำเกินไป, หมายความว่า มันตาย อยู่ในทางวิญญาณ รักษาไม่พื้นก็มีอยู่มาก .. เขาเรียกว่า พวกที่เป็น อาภัพพสัตว์ คือสัตว์ที่ไม่อาจจะช่วยแก้ไขได้. ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่อาจจะโปรดพวกมิจฉาทิฏฐิ, คือบุคคลที่ตายในทางวิญญาณอยู่ด้วยส่วนหนึ่งเหมือนกัน. คนในประเทศอินเดียที่ทัน เห็นพระพุทธเจ้า เคยเดินสวนทางกับพระพุทธเจ้า แต่กลับเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าโปรด ไม่ได้ก็มีอยู่มากเหมือนกัน เพราะนั่นเขาเป็นคนตายแล้ว. ทีนี้ เรามีคำว่า เวไนยสัตว์ หรือ ปุริสทมุม หรือคำอื่น ๆ ที่คล้ายกัน : สัตว์ ที่พอจะนำไปได้, สัตว์ที่พอจะฝึกฝนได้ ทรมานได้. นี่คือคำว่า "โรคทั้งปวง" คือโรคของหมู่สัตว์ที่อยู่ในข่ายที่พอจะช่วยเหลือ แก้ไข เยียวยาได้. บางคนเป็นโรคมาก บางคนเป็นโรคน้อย, ที่เป็นโรคน้อยก็ เยียวยาได้ง่ายและโดยเร็ว, ที่เป็นโรคมากก็ต้องลำบากมากหน่อย ; ซึ่งพระพุทธเจ้า

น.42 ก็ได้ทรงพยายามแก้ไข คืออยู่ในพวกที่ท่านพยายามแก้ไข แม้จะเหนื่อยยากลำบากมาก และเสียเวลานาน. คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง หรือโรคทั้งปวงนี้ เมื่อรวมกันเข้าแล้ว มันก็มีมาก มีเป็นชั้น ๆ. ฉะนั้น ผมก็อยากจะพูดถึงคำว่า โรคทั้งปวง ให้เป็นที่เข้าใจกันเสียก่อน ในวันแรกนี้. เมื่อเราต้องการจะให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้สามารถ แก้ไข เยียวยา โรคทั้งปวง แม้กระทั่งทางฝ่ายร่างกาย หรือทางฝ่ายจิต เราก็มีทางที่พอจะมองเห็นได้ หรืออธิบายได้ โดยที่ข้อเท็จจริงมันมีอยู่ว่า โรคทุกโรคนี้ มันขึ้นอยู่กับโรคทางวิญญาณ. โรค ทางกายก็ขึ้นอยู่กับโรคทางวิญญาณ, โรคทางจิตก็ขึ้นอยู่กับโรคทางวิญญาณ ; ฉะนั้น เราควรจะทำความเข้าใจในข้อนี้กันเสียก่อน ให้เพียงพอ. เมื่อพูดว่า โรคทางวิญญาณ มันก็คงจะเป็นของแปลกสำหรับพวกคุณส่วน มากที่ไม่เคยได้ศึกษา หรือไม่เคยได้ยินได้ฟัง, แล้วผมก็เอามาทำ system เอาเองด้วย ให้มี : โรคทางกาย โรคทางจิต โรคทางวิญญาณ ; ช่วยจำไว้ทีหนึ่งก่อน. โรคทางกาย คือโรคที่บำบัดทางฟิสิกส์, ทางหยูก ทางยา ทางอะไรก็ตาม ที่มันเกี่ยวกับร่างกาย, จะเรียกง่ายๆ ว่า โรคทางกาย ทางพี่สิกส์ หรือทางไหนก็ตาม ที่มันยังเนื่องกันอยู่กับทางกาย. โรคถัดไป มันก็เป็น โรคทางจิต ส่วนที่เป็นระบบประสาท ที่เรามักจะส่ง ไปโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา หรือโรงพยาบาลอะไรพวกนั้น, แม้โรงพยาบาลประสาท ตามธรรมดา ก็ต้องสงเคราะห์เข้าไว้ในโรคทางจิต.

น.43 โรคทางวิญญาณ นั้นมันกระโดดไปไกล คือมัน เป็นโรคของสติปัญญา ความคิดความเห็น ที่เรียกว่าทิฏฐิ. คนสบายดีไม่เป็นโรคทางกายไม่เป็นโรคทางจิต ที่จะต้องไปปากคลองสาน ; แต่ ทุกคนยังเป็นโรคทางวิญญาณ, มีความเข้าใจผิด มีวิญญาณหม่นหมอง เป็นทุกข์เป็นร้อน, มีปัญหาทางจิต ทางวิญญาณรอบด้าน, ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทำให้ทุกข์ทนหม่นหมอง, ความได้ที่ไม่ ถูกใจ, ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ, ความพบกับสิ่งที่ไม่น่ารักใคร่พอใจ, นี้เป็นประจำวัน. คนดี ๆ มีสติปัญญาตามธรรมดาสามัญ ก็ยังสู้ไม่ไหว. นี่แหละเป็น เหตุให้ต้องมีพระพุทธเจ้าขึ้นมาสำหรับรักษาโรคส่วนนี้. ผมเรียกว่า โรคทางวิญญาณ เพื่อแยกกันให้มันชัดออกไป. ที่นี้ คุณ ในฐานะเป็นนักศึกษาแพทย์ คุณก็มองเห็นได้ทันทีว่า ระบบ ประสาท หรือพวกนั้น มันเนื่องกันอยู่กับร่างกาย ไม่ขึ้นอยู่กับฝ่ายสติปัญญา. เพราะ ฉะนั้นโรคทางกาย หรือโรคทางจิตนี้ มันเครือเดียวกัน, เทือกเถาเหล่ากอฝ่ายทาง ร่างกายด้วยกัน. ร่างกายดี ระบบประสาทก็ดี ; ระบบประสาทดีร่างกายก็ดี อย่างนี้ เป็นต้น. ส่วน โรคทางวิญญาณ นั้นเป็นโรคของความคิดเห็น หรือสติปัญญา นี้มัน แยกออกไปไกล. ดังนั้น ในทางศาสนา ทางพระคัมภีร์พุทธศาสนา ที่เป็นภาษาบาลีเขาก็มี เพียง สองโรค เท่านั้นคือ : โรคทางกาย กับโรคทางจิต ไม่มีคำว่าโรคทางวิญญาณ ; เพราะเขาให้คำว่า จิต นั้นหมายถึงเรื่องทางวิญญาณ อย่างที่ผมเรียกว่า โรคทางวิญญาณ หรือโรคที่เกิดมาจากกิเลส. โรคทางกายนี้เลยกินความไปถึงโรคที่เกี่ยวกับทางกายโดยตรง หรือโดยอ้อม ; ทีนี้เราจะใช้คำว่าโรคตามหลักในพระคัมภีร์ว่า โรคทางกาย กับโรคทางจิต เพียงสอง อย่างนั้นมันไม่ได้ ; เพราะว่าภาษาไทยมันไปเปลี่ยนแปลงเสียแล้ว, เอาคำว่าโรคทางจิต

น.44 ไปใช้กับโรคทางระบบประสาท หรือทางจิต ที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย เช่นโรงพยาบาล โรคจิตนั้น เราเรียกกันว่าโรคจิต. ดังนั้น คำว่า โรคจิต ในภาษาไทยชนิดนี้ ใช้กันไม่ได้กับคำว่าโรคจิต ใน พระคัมภีร์พระไตรปิฎก หรือฝ่ายอรรถกถา ซึ่งเรียกว่าโรคทางกาย และโรคทางจิต. โรคทางจิต ก็หมายถึงโรคที่ผมเรียกว่า โรคทางวิญญาณ คือโรคทางกิเลส, แต่ถ้าว่าพูดถึงโรคทางจิต ในภาษาไทยหมายถึงโรคจิตที่ไม่ใช่กิเลส, เป็นโรคจิตที่เกี่ยว กับระบบประสาทและคนก็ไม่ค่อยเป็นกันมากนัก. โรคจิตตามภาษาชาวบ้าน ภาษาไทยนี้ มันไม่ค่อยเป็นกันทุกคน ; แต่ถ้า พูดว่าโรคจิตตามภาษาบาลีในพระคัมภีร์นั้นเป็นกันทุกคน. ถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่ เพียงใด ก็ยังเป็นโรคจิตเต็มที่กันอยู่ทุกคน, มันขัดขวางกัน เกะกะกันไปหมดอย่างนี้. ฉะนั้นผมจึงทำ system ใหม่ให้มันมี ๓ โรค :- โรคทางกาย นี้ส่วนหนึ่ง, โรคทางจิต นี้อยู่ในระหว่างกลางที่เนื่องกับทางกายหรือทางฝ่ายวิญญาณ ส่วน โรคทางฝ่ายวิญญาณ นั้นเป็นโรคของความคิดเห็น สติปัญญาที่เกี่ยวกับกิเลสล้วน ๆ ไปเลย. ตามที่จัดใหม่นี้ โรคทางกายก็เนื่องกันกับร่างกายจริง ๆ ไปเลย, ส่วนโรคจิต ก็หมายถึงระบบประสาทโดยตรง เราก็ให้มันอยู่ตรงกลาง มันจะมาเกี่ยวข้องกับโรคทาง กายนี้บ้างก็ได้ มันจะไปเกี่ยวข้องกับโรคทางวิญญาณโน้นบ้างก็ได้ ดังนั้นจึงให้มันเป็น โรคอีกโรคหนึ่งดีกว่า. เราก็เลยมีโรคถึง ๓ โรค : โรคทางกาย ทางพี่สิคส์ล้วน ๆ, โรคทางจิตเกี่ยวกับ mentality ทุกแขนงล้วน ๆ, โรคที่เกี่ยวกับทางวิญญาณ เรียกว่า spiritual, spiritual นั้นแปลว่าเกี่ยวเนื่องกับฝ่ายวิญญาณ นี่ก็เป็นโรคเหมือนกัน, เลยได้ โรคฝ่าย physical, ฝ่าย mental, และฝ่าย spiritual.

น.45 ถ้ามันยุ่งยากนัก ก็นึกถึงตัวอย่างง่ายๆ ว่า : เรามีโรงพยาบาลธรรมดาสามัญ ทั่ว ๆ ไป แล้วยังมีโรงพยาบาลโรคจิต, นั่นคือสำหรับรักษาโรคทางกาย โรคทางจิต ส่วน physical ส่วน mental, แต่ถ้ามันเป็นโรคที่ ๓ ซึ่งเป็นโรคฝ่าย spiritual นี้ก็ต้องไป หาพระอรหันต์, มีสำนักงานอยู่ที่ซึ่งพระอรหันต์ท่านอาศัยอยู่ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ก็เรียกว่าโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า ; นี้เรียกโรคทางวิญญาณ. การบัญญัติอย่างนี้เพื่อสะดวกแก่การศึกษา ทำความเข้าใจ; ใครจะไปใช้ อย่างอื่นก็ได้ไม่มีใครว่า ก็ได้เหมือนกัน, แต่เดี๋ยวนี้เราจะพูดกันให้รู้เรื่องเร็ว ๆ ก็เลย แยกโรคเป็น ๓ ประเภทอย่างนี้. ทุกโรคขึ้นอยู่กับโรคทางวิญญาณ ทีนี้ ก็มาถึงข้อที่ผมพูดเมื่อตะกี้นี้ว่า : โรคทุกโรค ขอให้มองดูให้ดีว่า มันขึ้นอยู่กับโรคทางวิญญาณ คือ ทางสติปัญญา ทางความคิด ความเห็น สติปัญญา ในที่นี้ก็อย่าไปเล็งถึงคำว่า intellect คำว่า intellect นี้มันเนื่อง กันอยู่กับร่างกาย หรือระบบประสาทมาก, มันมีอีกคำหนึ่งที่เรียกว่า wisdom นั่นแหละ เป็นสติปัญญาชนิดนั้น จึงจะเป็นเรื่องของทางฝ่ายวิญญาณจริง ๆ. ยังแถมคำว่า intuitive wisdom ให้มันชัดลงไปอีก หมายถึง wisdom ที่มอง เห็นอยู่ในภายในของตัวเอง คนอื่นไม่พลอยมองเห็นหรือรู้ได้, เห็นเฉพาะตน และเป็น ความเห็นอย่างแจ่มแจ้งเฉพาะตน ชนิดที่พูดออกมาก็พูดไม่ได้. สติปัญญาที่จำเป็นที่จะ ต้องใช้แก้ไขโรคในทางฝ่ายวิญญาณต้องเป็นสติปัญญาทางฝ่ายวิญญาณจริงๆ คือ wisdom.

น.46 เขาใช้สิ่งที่เรียกว่าสติปัญญา หรือ wisdom นี้ แก้ไขโรคทางวิญญาณ, คือ รู้จริง เห็นจริง ในสิ่งทุกสิ่งที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, แล้วก็ไม่ ยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งใดโดยความเป็นตัวกู - ของกู, โรค คือความโลภ ความ โกรธ ความหลง มันก็เกิดไม่ได้แก่วิญญาณนั้น คือไม่มีโรคทางวิญญาณ. แต่เราก็ไม่ได้อยู่ในสภาพอย่างนั้นตลอดไป : พอไปเห็นรูปด้วยตา ฟังเสียง ด้วยหู จมูกได้กลิ่นขึ้นมา มันก็เกิดเผลอมีความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้น ก็ป่วยเป็นโรคทางวิญญาณ. พอมีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นหลักใหญ่ ทีนี้มันก็มีอาการ ที่ทรมานทางวิญญาณ, เป็นความเจ็บไข้ทางวิญญาณ : นับตั้งแต่ความโง่ ความหลง ความไม่รอบคอบ ความวิตกกังวล นอนไม่หลับ. พวกคุณเป็นนักศึกษาแพทย์ก็ย่อมจะรู้ดี : ถ้าคนเรามีความวิตกกังวล จน นอนไม่หลับ มันจะเกิดอะไรขึ้นแก่ระบบประสาท แก่ร่างกาย. พอเรามีอารมณ์เสียในทางจิตใจรุนแรงอย่างนี้แล้ว เราก็นอนไม่หลับ หรือ หลับไม่สนิทเป็นเวลามากพอ เราก็ต้องเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาท เกี่ยวกับโรค อัมพาต โรคอะไรไปตามเรื่อง, ทีนี้ตลอดเวลากระเพาะอาหารก็ผิดปรกติหมด. ถ้ามีโรคทางวิญญาณ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นมา เต็มที่แล้ว ตอนนั้นกระเพาะอาหารก็เสียหมด, ไม่หิวข้าว เห็นอยู่ชัด ๆ กินเข้าไปก็ไม่ย่อย. นี่โรคทางกาย หรือโรคทางกระเพาะอาหาร, นี่ก็เป็นปฏิกิริยามาจากโรคทางวิญญาณ.

น.47 ช่วง พอโกรธจัดนั้นกินข้าวลงเมื่อไร เพราะกระเพาะมันไม่ต้องการอาหาร กิน เข้าไปมันก็เป็นโทษ, หรือว่าเสียใจมาก นี้มันก็ไม่หิวข้าว กินเข้าไปมันก็เป็นโทษ, กลัวจัดก็เช่นเดียวกันเพราะระบบประสาทมันก็เสียกำลังหมด, ถ้ากลัวอยู่เป็นเวลานานนัก มันก็เกิดเป็นโรคทางระบบจิต ระบบ mental เป็นบ้าเป็นหลังไปเลย ร่างกายก็พลอย วิปริตไป. ถ้าเราอย่ามีโรคทางวิญญาณกันเลยแล้ว โรคทางกาย โรคทางจิต นี้จะ เกิดยากที่สุด. แต่เราจะต้องเอาเปรียบกันหน่อยที่ว่า การแก้โรคทางวิญญาณนี้ หมายถึงใช้ wisdom ปัญญาชนิดที่ฉลาดจริง ๆ รู้จักป้องกันไปหมด, จะไม่พลัดตกหกล้ม เพราะว่ามี ความปรกติทางวิญญาณ. จะไม่ทำมีดบาดมือ, จะไม่กินมากจนเป็นโรคที่เกี่ยวกับกิน เข้าไปมาก, หรือแม้ที่สุดแต่โรคคันโรคน้ำเหลืองเสียนี้ ถ้าใจคอปรกติโลหิตมันก็เสียยาก น้ำเหลืองมันก็เสียยาก. ดูให้ดี ๆ โรคทางฟิสิกส์แท้ ๆ มันก็ขึ้นอยู่กับโรคทางวิญญาณ, กว่าจะมาเป็น วัณโรค หรือความดันโลหิตสูง หรืออะไรเหล่านี้ มันมาจากโรคทางวิญญาณ, จิตใจ ต้องเสียก่อน จึงแสดงออกมาทางความดันโลหิตสูง. หรือแม้ที่สุดโรคเบาหวาน ถ้า จิตใจปรกติอย่างแบบของพระอรหันต์, ทุก ๆ อย่างในร่างกายมันจะทำหน้าที่ถูกต้องหมด มันจึงไม่มีน้ำตาลเหลือ ไม่มีน้ำตาลขาด. ผมกล้าพูดอย่างนี้ แต่ไม่มีใครเชื่อ ขอให้เอาไปคิดไปนึกดูด้วยว่า ถ้าเราอย่าเป็นโรคทางวิญญาณเสียอย่างเดียว แล้ว โรคทางพี่สิคส์ ทาง mental จะหาได้ยาก เกิดได้ยาก หรือไม่เกิด. ส่วนที่มันเกิดเป็นเรื่องที่กระทบกระทั่งจากอุบัติเหตุจากภายนอกนั้น ก็เป็น เรื่องต้องยกเว้น, ไปกระทบหนาวเป็นหวัด เป็นนิวโมเนีย นี้มันก็เป็นโรคทางฟิสิกส์

น.48 เป็นเหตุกระทบโดยบังเอิญ. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ถ้ามีจิตใจแข็ง จิตใจสูง มีวิญญาณสูง ก็สู้ได้มาก, นี้ก็เป็นเรื่องทางจิตที่พิเศษออกไปอีก มีความอดทนมาก มีความเข้ม แข็งมาก. พวกโยคี เขาอบรมทางวิญญาณนี้ก่อน แล้วก็มีจิตเข้มแข็ง มีกายเข้มแข็ง จนกินยาพิษได้อะไรก็ได้, โรคทุกโรคมันตั้งต้นที่โรคทางฝ่ายวิญญาณก่อน, ฉะนั้น เราจึงถือเป็นหลักว่าถ้าไม่มีโรคทางวิญญาณ โรคทางจิตและทางกายนี้มันเกิดยากหรือไม่ เกิดเลย. นี่เราจะเริ่มเห็นความสำคัญของความเป็นหมอ เป็นแพทย์ในทางฝ่ายวิญญาณ คือพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็สามารถรักษาโรคทุกโรคได้อย่างไร เพราะว่าท่านเป็นแพทย์ ทางฝ่ายวิญญาณแก้โรคทางฝ่ายวิญญาณได้หมด, แล้วก็แก้โรคฝ่ายจิต ฝ่ายกายได้หมด หรือเกือบหมดไปด้วย. คำว่า "โรค" หมายถึงทิ่มแทง มีทั้งกายและจิต เราจะพูดถึงคำว่า "โรค" กันเสียหน่อย ชั่วเวลาที่เหลือเล็กน้อยนี้. มันก็ อีกตามเคย ผมพูดในลักษณะฟังดูคล้าย ๆ กับว่า ผมดูหมิ่นดูถูกพวกคุณเสมอ, แต่ผม ก็ไม่มีจิตใจเจตนาที่จะดูถูกดูหมิ่น. สำหรับคำว่า "โรค" พวกคุณคงจะรู้จักมันแต่เพียง เท่าที่มันมีในห้องเรียน หรือในตำรับตำราอะไรของคุณว่า โรคอย่างนั้น ๆ ๆ แล้วก็ เรียกว่าโรค ว่า disease แล้วคุณก็จะไม่อยากเรียก โลภะ โทสะ โมหะ นั้นว่าเป็นโรค ทางวิญญาณ, ไม่จัดไว้ในฝ่ายโรค แต่ไปจัดเป็นอย่างอื่นเสีย ก็เลยไม่ต้องมีโรคทาง วิญญาณกัน.

น.49 คำว่า "โรค" นั้นเป็นภาษาบาลี root หรือรากศัพท์นั้นมันแปลว่า ทิ่ม แทง, เอาของแหลม ๆ มาที่มมาแทง ก็เรียกว่า "รุช" ออกมาเป็นรูปภาษาว่า โรค - โรโค, แปลว่าสิ่งที่ทิ่มแทง ที่นี้คุณก็ไปคิดดูซิว่า โลภะ โทสะ โมหะ มันทิ่มแทงจิตใจ ทิ่มแทง ดวงวิญญาณ เช่นเดียวกับโรคทางกายทางจิตหรือเปล่า ? ความเจ็บความไข้ทางร่างกาย มันก็ทิ่มแทงร่างกาย. ถ้าโรคมันไม่ทิ่มแทงร่างกาย เราจะต้องเดือดร้อน อะไรที่จะต้องไปรักษา มันเล่า, แม้จะปวดหัว มันก็ทิ่มแทงร่างกาย มันปวดหัว ทนไม่ได้, หรือว่ามีโรค ที่ตรงนั้นตรงนี้ ก็จะต้องผ่าตัดจะต้องรักษา ; เพราะว่าอาการของโรคนั้นมันคือทิ่มแทง ทนอยู่ไม่ได้ ; โรคทางกายก็ทิ่มแทงกาย โรคทางจิตก็ทิ่มแทงจิต โรคทางวิญญาณก็ ทิ่มแทงทางวิญญาณ. ด้วยเหตุนี้ เราจึงถือว่าทั้งหมดนี้เรียกว่าโรคได้ทั้งนั้น แม้แต่ โลภะ โทสะ โมหะ : ความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้ ในทางศาสนาเขาก็เรียกว่าโรค เพราะว่า มันทิ่มแทงวิญญาณ หาความสงบสุขทางวิญญาณไม่ได้ มันก็เป็นโรค. ความเป็นแพทย์ของพระพุทธเจ้า ที่ว่า รักษาโรคได้ทุกโรคนี้ มันเล็งไป ยังโรคทางวิญญาณนี้ก่อน, หมดโลภะ โทสะ โมหะแล้ว มันก็ไม่มีโรคทางวิญญาณ, มันก็ป้องกันไม่ให้มีโรคทางกาย ทางจิตได้มาก อย่างที่ว่ามาแล้ว. ดังนั้นเราจึงควรถือว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นแพทย์ ผู้รักษาโรคทั้งปวง, คำว่า "โรค" ทั้งปวงนั้น เมื่อเราใช้คำว่า โรคทางกาย, โรคทางจิต, โรคทางวิญญาณ รับรองว่าหมดไม่มีอะไรเหลือ มันจะรวมอยู่ในคำสามคำนี้. ส่วนคำว่า "สัตว์ทั้งปวง" โลกทั้งปวง ค่อยพูดกันวันหลัง.

น.50 สำหรับวันนี้ เรารู้จักพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นแพทย์ รักษาเยียวยาโรคทั้งปวง, และเราก็รู้ในส่วนที่ท่านได้เป็นแพทย์ รักษาเยียวยาสัตว์โลก ทั้งปวงอยู่จริง. ในชั้นแรกท่านมีความเหมาะสมที่จะเป็นแพทย์ชนิดนั้น ก็คือ : สพพญญ สพฺพฺทฺสาวี ชิโน สตฺถา มหาการุณิโก. คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ท่านเหมาะสมที่จะ เป็นแพทย์ทางวิญญาณ ; ในที่สุดท่านก็เป็น สพฺพโลกติกิจฉโก - เป็นแพทย์ผู้เยียวยา รักษาโรคแก่สัตว์โลกทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร. โรคคือสิ่งที่เสียบแทง : โรคกายเสียบแทงกาย, โรคจิตเสียบแทงจิต, โรควิญญาณเสียบแทงวิญญาณ. จะรู้สึกหรือไม่รู้สึกนั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตามข้อเท็จจริง มันเป็นอย่างนี้. ผู้บวชตามพระพุทธเจ้า ต้องเป็นแพทย์ทางวิญญาณด้วย เป็นอันว่า เดี๋ยวนี้เรารู้จักนายแพทย์ หรือจะเป็นบรมมหาแพทย์อะไรก็ตาม แล้วแต่จะเรียก ของสัตว์โลกทั้งปวงเข้าแล้ว คือพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ที่เราทุกองค์บวช อุทิศท่าน, จะบวชตลอดชีวิตหรือบวชชั่วคราวอย่างที่คุณบวชกันนี้ก็ตามใจ. บวชอุทิศ พระพุทธเจ้า ด้วยการมอบกายถวายชีวิตแก่พระพุทธเจ้า เพื่อทำตามอุดมคติของท่าน. เพราะฉะนั้น ในส่วนหนึ่ง คุณเป็นนักเรียนแพทย์ แล้วจะออกไปเป็น แพทย์ทางกาย ทางจิตอะไรก็ตาม, แต่ว่าคุณ จะต้องเป็นแพทย์ในทางวิญญาณอยู่

น.51 ตามมากตามน้อย ตามสัดส่วนที่จะเป็นได้ในอนาคต. เมื่อคุณออกไปประกอบอาชีพ เป็นแพทย์ จะไปใช้หยูกยาของพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านั้นด้วย คือ ธรรมะ ซึ่งเป็นหยูกยาทางฝ่ายวิญญาณ ไปรักษาคนเหล่านั้นให้เขาหายจากโรคทางกาย ทางจิต ให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น, กระทั่งป้องกันไม่ให้มันเกิดมีขึ้นอีก. นี่ เราก็ถูกนับเนื่อง หรือนับรวม อยู่ในความเป็นแพทย์ทางวิญญาณ อย่าง พระพุทธเจ้าด้วย. แต่อาชีพของเราก็คงจะเป็นแพทย์ทางฝ่ายกาย หรือฝ่ายจิต ไปตาม แบบฉบับอย่างที่คุณเรียนในหลักสูตร. แต่อย่าลืมว่า เดี๋ยวนี้กำลังเป็นภิกษุนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ นับเนื่องอยู่ใน ความเป็นแพทย์ เป็นลูกสมุนของพระพุทธเจ้า. ขอให้ระมัดระวังให้ดี อย่าทำเสียชื่อ อย่าทำเสียหาย ให้แก่สถาบันแพทย์ทางวิญญาณของพระพุทธเจ้า. เวลาของเราก็หมดลงตามที่กำหนดไว้หนึ่งชั่วโมง ขอยุติไว้เท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต