น.52 วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ล่วงมา ๔.๓๐ น. แล้ว. เป็นวันที่ สองของการบรรยาย. ในคราวที่แล้วมาเราได้พูดกันถึงพระพุทธองค์ในฐานะที่ทรงเป็นนาย แพทย์ ของโลก ส่วนวันนี้เราจะได้พูดถึง สัตว์โลกที่เป็นคนไข้ กันตามสมควร. พึงรู้จักพระพุทธคุณที่ทรงเป็นแพทย์ของโลก การที่เราจะเข้าใจอะไรได้ดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนายแพทย์ หรือฝ่ายคนไข้ หรือฝ่ายอะไรก็ตาม ขอให้นึกถึงพระพุทธคุณข้อนี้อยู่เสมอ คือข้อที่ว่า : สพฺพญญ ๒๗
น.53 สพฺพทสสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพพโลกติกิจฉโก - อาจารย์ ของเรา เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ชนะมาร เป็นผู้สั่งสอน ที่มีความกรุณาอันใหญ่หลวง เป็นนายแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้. ข้อที่เป็น สพฺพญญู สพฺพฺทฺสาวี นี้เป็นเหตุให้รู้โลกทั้งปวงในพระพุทธคุณ บทอื่น เช่นบทที่เราสวดกันอยู่ทุกวันว่า "โลกวิทู" ซึ่งแปลว่า เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งโลก นี้ก็ระบุชัดว่า เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งสิ่งที่เรียกว่าโลกนั้น. นี้จะเล็งถึงโลก คือ แผ่นดินก็ตาม, โลก คือ หมู่สัตว์ก็ตาม, หรือโลก ในความหมายทางธรรมะ คือความทุกข์ทั้งปวงก็ตาม ; พระพุทธองค์เป็นผู้ทรงรู้แจ้ง ซึ่งสัตว์โลก. เฉพาะในกรณีนี้ เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งสัตว์โลก แทนที่จะเป็นโลกแผ่นดิน ; ที่ว่า รู้แจ้งสัตว์โลกก็มีหลายแง่ ในกรณีนี้เราหมายถึง รู้แจ้งสัตว์โลกในแง่ที่ว่า เขาเป็นทุกข์ หรือมีความทุกข์อยู่อย่างไร. ข้อที่พระองค์ทรงชนะมาร นี้ก็คือกิเลส ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์. ความทุกข์ ในที่นี้มี ความหมายเหมือนกับคำว่าโลก เพราะว่าโลก นี้คือสิ่งที่ประกอบ อยู่ด้วยความทุกข์ หมดความเป็นโลกเมื่อไร ก็หมดความเป็นทุกข์เมื่อนั้น. "โลก" ในความหมายนี้ มันเกิดมาจากกิเลส ซึ่งโง่ว่า "ตัวกู - ของกู" มันก็มีโลกขึ้นมา ถ้าอย่ามาโง่ในเรื่อง "ตัวกู - ของกู" มันก็ไม่มีโลก มันก็ไม่มีความทุกข์ พระศาสดา เป็นผู้มีมหากรุณาเป็นปรกติ เราจึงได้รับประโยชน์จากท่าน ในฐานะที่เป็นผู้แก้ไข เยียวยา รักษาซึ่งโลกทั้งปวง.
น.54 โลกทั้งปวงหมายถึงสัตว์มนุษย์ ทีนี้ก็มาถึงคำว่า โลกทั้งปวง ในฐานะที่เป็นหมู่สัตว์ คำว่าสัตว์ในที่นี้หมายถึง สัตว์มนุษย์ - สัตว์ที่มีความรู้สึกนึกคิดได้ ; จะหมายถึงสัตว์เดรัจฉานด้วยก็ได้ เพราะว่า สัตว์เดรัจฉานบางชนิดมันก็มีความรู้สึกนึกคิด แต่มันไม่ถึงระดับ ไม่ถึงขนาด ที่จะเข้าใจ รู้แจ้งธรรมะถึงขนาดนี้. เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานทั่วไป แม้จะตกอยู่ในฐานะที่มีความทุกข์เหมือนกับ คนไข้ ก็ยังต่ำเกินไป กว่าที่พระศาสดาจะรักษาแก้ไขได้ ก็ได้แต่ให้เราช่วยกันเมตตา กรุณามันไปตามธรรมดาสามัญ ; ในเรื่องทางฝ่ายร่างกาย ที่เป็นโรคกายหรือเป็นโรคจิต ธรรมดาสามัญนั้น ก็พอจะช่วยเหลือมันได้, แต่ที่จะช่วยแก้ไขโรคทางวิญญาณนั้น มันเป็นไปไม่ได้. ดังนั้น ก็ยังเหลือแต่หมู่สัตว์ที่ยังเป็นมนุษย์ แม้จะใช้คำว่า "มนุษย์" มันก็ ยังแคบไป ฉะนั้นจึงมักจะใช้คำว่า สัตว์ที่มีความรู้สึกนึกคิด เพราะเขาอยากจะให้คำว่า มนุษย์นี้กินความไปถึงเทวดาในเบื้องบน หรือว่าสัตว์ในนรกเบื้องต่ำด้วย. คำว่า "สัตว์" หรือว่า "สัตว์โลก" นี้หมายถึงสัตว์ที่มีความรู้สึกคิดนึก มีสติ ปัญญา พอที่จะเข้าใจเรื่องความสุข เรื่องความทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องดีเรื่องชั่ว สำหรับที่จะได้ยึดมั่นถือมั่นความดีความชั่ว. ถ้าบางคนยังไม่ทราบ ก็ควรจะทราบเสียว่า ความทุกข์ที่ท่านเปรียบเหมือน โลกนั้น มันเพิ่งตั้งต้นเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ดี หรือ ชั่ว แล้วก็ยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งที่เรียกว่า ดี หรือ ชั่วนั้น โดยความเป็น "ของภู"
น.55 ในคัมภีร์ไบเบิลของพวกคริสเตียน เขากล่าวไว้ในรูปของอุปมาที่ดีที่สุดเข้าใจ ได้ง่ายว่า เมื่อมนุษย์คู่แรก คือ อดัม กับ อีฟ กินผลไม้ของต้นไม้ที่ทำให้เกิดความ รู้สึกดี รู้สึกชั่ว ; พอกินเข้าไป ในทันทีทันใดนั้น ก็มีความทุกข์. แต่เขาเรียก ในภาษาธรรมะชั้นสูงว่า "ตาย" หมายความว่า ตายจากความไม่มีทุกข์ มาสู่ความมีทุกข์ ; ในขณะที่มนุษย์ รู้จักดี รู้จักชั่วนั้น. มนุษย์สมัยหิน หรือว่ามนุษย์สมัยก่อนโน้น มันไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว, มันยังเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์เดรัจฉานอยู่ จึงยังไม่มีความทุกข์. ในยุคไหนสมัยไหนที่มนุษย์เริ่มรู้จักดีรู้จักชั่ว ยุคนั้นเป็นยุคตั้งต้นแห่งความ ทุกข์ของมนุษย์ เรียกว่าโรคทางวิญญาณได้ตั้งต้นขึ้นที่จุดนั้น. นักโบราณคดีประมาณ กันว่า เมื่อสักแปดพันปีมานี้เอง ที่ความดีความชั่วเป็นสิ่งที่ฝั่งแน่นขึ้นมาในความ รู้สึกของมนุษย์ จนรู้สึกยึดมั่นถือมั่น ก็ต้องมีความทุกข์อย่างมนุษย์ คือมีความทุกข์ ในระดับสูง. เราจึงถือว่าเมื่อไรมันรู้จักดีรู้จักชั่วในลักษณะที่จะยึดถือแล้ว ก็เรียกว่า โรคได้เริ่มตั้งต้นขึ้นที่นั่น. มันเป็นกันทุกคนที่รู้จักยึดถืออย่างนี้. ทีนี้ พวกคุณทุกองค์ต้องการจะรู้ธรรมะสำหรับความเป็นแพทย์ เพื่อความ เป็นแพทย์ที่ดี ตรงนี้ก็เป็นปัญหาซึ่งควรจะพูดกันเสียเลย. ในฐานะที่คุณเป็นแพทย์ อย่างที่เล่าเรียนศึกษามานี้ ก็มีแต่การรักษาโรค ในทางกาย หรือทางจิต ยังไม่มีความรู้เรื่องโลก หรือการรักษาโรคในทางฝ่ายวิญญาณ, จึงต้องถือโอกาสบวชในระหว่างปิดภาค เพื่อจะมาศึกษาในเรื่องนี้. ดังนั้นถ้าพูดกันใน แง่โรคกาย โรคจิต คุณก็เป็นแพทย์ แต่ถ้าพูดกันในแง่โรคทางวิญญาณ คุณก็เป็น คนไข้เสียเอง.
น.56 คนธรรมดา เป็นคนไข้ของอวิชชา เมื่อเราพูดกันถึงโรคทางวิญญาณแล้ว ทุก ๆ คนก็เป็นคนไข้หมด เว้นแต่ พระอริยเจ้า ปุถุชนคนธรรมดาสามัญ ซึ่งยังไม่ใช่เป็นพระอริยเจ้าก็ เป็นคนไข้กันหมด เป็นพระอริยเจ้าก็เริ่มเป็นคนหายโรค จนกระทั่งหายเด็ดขาด คือเป็นพระอรหันต์. ในที่นี้ เราจะพูดกันอย่างในฐานะคนธรรมดาสามัญที่เป็นคนไข้ เป็นคนมี โรคด้วยกันทั้งนั้น, ดังนั้นเราจะเรียก คนไข้ทั้งโลก นี้ ว่าเป็นคนไข้ของอวิชชา, คุณ ควรจะจำวลีนี้ไว้ว่า "เป็นคนไข้ของอวิชชา" . อวิชชา เป็นภาษาบาลี อวิชา เป็นภาษาไทย. ถ้าเรายังเป็นคนธรรมดา ก็หมายความว่า เรายังมีอวิชชา ถ้าเราเป็นคนผิดธรรมดา ก็หมายความว่า เหนือธรรมดา สูงไปกว่าธรรมดาก็เป็นคนมีวิชชา, วิชชา นี้มีรากศัพท์เดียวกันกับ เวชฺโช หรือ เวชช หรือ เวชชกมุม ซึ่งแปลว่าหมอ มาจากคำว่า "ผู้รู้" คือรู้ในสิ่งที่มนุษย์ควรจะรู้หรือพอจะรู้ หรือพอจะหากินได้. วิชชา แปลว่า ความรู้ เวฺช ก็แปลว่า ผู้มีความรู้ พวกผู้มีความรู้, แล้ว แต่จะไปอยู่ในรูปของเอกวจนะ หรือพหุวจนะ. แต่ความรู้นี้ไม่มุ่งหมายเฉพาะรู้เรื่อง ดับทุกข์, มันรู้ทั่วไปก็ได้. ฉะนั้นเราเอาคำว่า ผู้เยียวยาสัตว์โลกทั้งปวงนี้ดีกว่า เพราะ แน่นอนว่า เป็นผู้มีความรู้ชนิดที่จะดับความทุกข์ของโลกได้. วิชชา ตัวนี้ควรจะเขียนให้ ช. สองตัวซ้อนกันอยู่เสมอ มันจะได้ผิดแปลก แตกต่างออกมาเสียจากคำว่า วิชา ในภาษาไทย, วิชาเลข วิชาการฝีมืออะไรก็ตาม อย่างนั้น มันไม่ใช่ วิชชา ในที่นี้ ซึ่งรู้เรื่องความดับทุกข์ จนดับทุกข์ได้.
น.57 สัตว์โลกทั้งปวงเป็นคนไข้ของอวิชชา อวิชชา คือ ภาวะที่ปราศจากวิชชา แม้จะรู้แต่รู้ผิดก็เรียกว่าปราศจากวิชชา, ไม่รู้เสียเลยก็เรียกว่าปราศจากวิชชา. ต่อเมื่อใด รู้เรื่องนี้อย่างถูกต้องถึงขนาดที่รู้ด้วยใจจริงอยู่ในใจ เป็นความรู้สึกของใจ เป็น intuition รู้สึกอยู่ด้วยใจจริง ๆ ; อย่างนี้จึงจะเรียกว่าวิชชาในที่นี้. ถ้ารู้เพราะท่องจำ หรือจดไว้ นี้ก็ยังไม่ใช่วิชชา อย่างเราจะมี พระไตรปิฎกซึ่งจะซื้อมาเมื่อไรก็ได้ มันก็ยังไม่มีวิชชาขึ้นมาได้ แม้จะอ่านจนทั่วถึง ตลอดพระไตรปิฎก แต่ถ้าไม่รู้ซึมซาบถึงความทุกข์ ความดับทุกข์ มันก็ยังไม่มีวิชชา. เพราะฉะนั้นการที่พวกคุณอุตส่าห์จดจำ หรือจำจดใส่สมุดลงไปนี้ ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีวิชชา มัน ต้องเอาไปกระทำให้ปรากฏแจ่มแจ้ง ในความรู้สึก จนจิตใจเปลี่ยนแปลง แล้ว จึง จะเรียกว่า เริ่มมีวิชชา. เราจะพูดกันถึง คนไข้ของอวิชชา ก็คือ คนไข้ของความไม่รู้ หรือปราศจาก ความรู้ที่ถูกต้อง นี้เรียกว่าเป็นคนไข้ของอวิชชาไปหมด. วิชชา คือ ความรู้ตามหลัก ในพระพุทธศาสนา นี้หมายถึงความรู้เรื่องความดับทุกข์ หรือ แก้ไขความทุกข์ อย่าง ที่เป็นคุณบทของพระพุทธองค์ที่ว่า : เป็นนายแพทย์ผู้เยียวยารักษาโลกของโรคทั้งปวง ต้องรู้จักการรักษาเยียวยาโรคนั้นให้หายไป แล้วรู้จักความหมายของโรคนั้น คือไม่มีทุกข์ แล้ว อย่างนี้เรียกว่ามีวิชชา. วิชชาหมายถึงรู้ตามหลักอริยสัจจ์ ๔ วิชชา ในที่นี้หมายถึง รู้เรื่องดับทุกข์ แต่อาจจะขยายออกไปถึงว่า รู้จัก ตัวความทุกข์นั้นด้วย, รู้จักตัวเหตุให้เกิดความทุกข์นั้นด้วย, รู้จักภาวะปราศจากทุกข์
น.58 หรือปราศจากโรคนั้นด้วย, แล้วก็รู้จักวิธีทำให้เป็นอย่างนั้นด้วย มันเลยเป็น ๔ อย่าง ด้วยกัน เรียกว่า อริยสัจจ์ เป็นพวกทฤษฎีล้วน ๆ ก็มี เช่นว่า : ความทุกข์ เป็นอย่างไร ? เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไร ? ความไม่มีทุกข์เลยมีสภาวะเป็นอย่างไร ? นี้มันก็เป็น พวกทฤษฎี. ส่วนข้อที่ว่าทำอย่างไรจึงจะดับทุกข์ได้นั้น เขาไม่หมายถึงทฤษฎี เขา หมายถึงการปฏิบัติเลย คือ การดำเนินอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปด นี่เป็น หนทางแห่ง ความดับทุกข์ ซึ่งหมายถึงตัวการปฏิบัติอยู่. ตัวความทุกข์ - ตัวเหตุให้เกิดทุกข์ - ภาวะที่ไม่มีความทุกข์นั้น เกี่ยวกับ ความรู้ในทางทฤษฎี แต่ก็มาจากความเห็นแจ้งอย่างแท้จริงในจิตใจ เป็นทฤษฎีในความ รู้สึก ไม่ใช่ทฤษฎีตัวหนังสือในสมุดในตำรา. เดี๋ยวนี้เราก็รู้อริยสัจจ์กันอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่จะไม่รู้ เราเอามาอ่านมาท่อง มาจำกันก็ได้ แต่มันรู้อย่างทฤษฎีตำรา หรือหนังสือ หรือคำพูด ไม่ใช่ทฤษฎีจากความ รู้สึกที่เป็นอยู่ภายในตัวจริงๆ เราต้องพยายามให้รู้ถึงขนาดนั้น และความรู้ถึงขนาดนั้น มันจะมีขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดเสร็จแล้ว ก็รู้แจ้งขึ้นมาถึง ที่สุดเลยว่า : ทุกข์เป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์อย่างไร ภาวะไม่มีทุกข์เลยเป็นอย่างไร มันก็รู้. เหมือนเมื่อคุณเรียนแพทย์จบหลักสูตร คุณก็รู้ตามความหมายที่คุณเล่าเรียน มา : โรคนั้นเป็นอย่างนั้น ? เหตุเป็นอย่างนี้ ; แก้ไขอย่างนั้น แก้ไขอย่างนี้. แต่ มันคงจะสู้ความรู้ในเมื่อคุณเป็นโรคเสียเองเป็นคนเจ็บเสียเอง แล้วรักษาหายมาแล้วอย่างไร นี้ไม่ได้ ; อย่างนี้มันรู้มากกว่า. เพราะฉะนั้นเราเรียนเรื่องโรคอะไรมา เราก็รู้ไป ตามเรื่องที่เรียน แต่เมื่อเราเป็นโรคนั้นเสียเอง รักษาหายดีแล้ว เราก็รู้ดีกว่า.
น.59 สำหรับโรคทางจิตทางวิญญาณนี้ก็เหมือนกัน มันรู้ไม่ได้ด้วยการเอาเรื่องราว นั้นมาอ่าน เช่น อ่านจากพระไตรปิฎก. มันรู้ได้ต่อเมื่อเราเป็นอย่างนั้นเข้าจริง และ ได้รักษาหายไปแล้ว ; นั่นแหละจึงจะรู้. เมื่อเรากำลังเป็นโรคนั้นอยู่ เราไม่มีทางรู้เลยว่าเราเป็นโรคนั้น และเราก็ ไม่เชื่อด้วยว่าเราเป็นโรคนั้น นี้เรียกว่าเราเป็นคนไข้ของอวิชชา. ดังนั้นขอให้ระวัง ให้ดี ๆ ๆ คำว่า "เป็นคนไข้ของอวิชชา นี้เป็นต้นเหตุของทั้งหมดที่เป็นความทุกข์. มัน เป็นการตั้งต้นให้เกิดความประมาท ความอวดดี ทุกคนก็คิดว่าตัวรู้แต่เป็นการรู้ด้วย ความประมาท รู้ด้วยความอวดดี ถ้ารู้จริงก็แก้ไขได้. เดี๋ยวนี้มันรู้อย่างอวดดีว่ารู้ ตามที่ได้ยินได้ฟังมา หรือมันรู้ชนิดที่เรียกว่าผิวเผินมากตามความรู้สึกสามัญสำนึก มันก็ นึกไปแต่ในทางที่ว่า ภูไม่เป็นอะไร ถึงขนาดที่ไม่รู้จักตัวความทุกข์. ดังนั้น ตามปกติปุถุชนคนธรรมดาสามัญไม่รู้จัก ไม่รู้สึกว่า ตัวมีความทุกข์ เหมือนคนบางคนที่เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นโรคอะไร ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคอยู่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโรค นี้ เรียกว่ายังหลับหูหลับตามากเกินไปแล้ว ยังอวดดีด้วย นี่เรียกว่าความประมาท ดังนั้นคนไข้ของอวิชชาทุกคนมีความประมาท โง่หลงใหลอยู่เป็นปรกติ วิสัย, เข้าใจว่าตัวไม่มีโรค เข้าใจว่าตัวจะยังไม่ตาย เป็นความประมาทอยู่เสมอ. นี้ก็เป็นเงื่อนต้น สำหรับที่จะเป็นคนไข้หนักขึ้นไปอีกหลาย ๆ ระดับ มัน ตั้งต้นด้วยอวิชชา แล้วมันก็เป็นได้อีกมากมายหลาย ๆ แขนง อวิชชามันปรุงแต่ง อะไร ๆ ได้มากมายหลายแขนงเป็นสังขาร.
น.60 สังขาร แปลว่า สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง แล้วก็ปรุงแต่งได้หลายแขนง นั่นก็คือ ทำให้เกิดกิเลสหลายระดับ เกิดความทุกข์ได้หลายชนิด. อวิชชา หมายถึง ปราศจากความรู้ที่เป็นญาณทัสสนะ ทีนี้ เราก็มาดูให้ดีถึงคำว่า อวิชชา สำหรับคำว่าอวิชชา โดยใจความที่สรุป นี้ก็คือ ไม่มีความรู้ ปราศจากความรู้ ที่เป็นญาณทัสสนะ ในความรู้สึกจริงๆ ว่า : ความทุกข์เป็นอย่างไร ? เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ? ความไม่มีทุกข์เป็น อย่างไร ? ทางให้ถึงความไม่มีทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ? ถ้ามาเกิดรู้ ๔ อย่างนี้แล้ว มันก็กลายเป็นวิชชา มาอยู่ในฝ่ายพระอริยเจ้า เสียแล้ว ; ตลอดเวลาที่ยังไม่รู้เรื่อง ๔ เรื่องนี้เลย มันก็เป็นฝ่ายปุถุชนคนพาล, คนโง่ หรือฝ่ายพญามาร หรือฝ่ายโลก อยู่ในฝ่ายโลก. พอรู้เรื่อง ๔ เรื่องนี้อย่างถูกต้อง พอสมควรในระดับหนึ่ง ก็เริ่มมาอยู่ในฝ่ายพระอริยเจ้า คือฝ่ายผู้หายโรค. ดังนั้น โรคทางวิญญาณนี้ : เราให้วิชชาเป็นฝ่ายหายโรค ให้อวิชชา เป็นฝ่ายมี โรค เป็นโรคทางวิญญาณ. "ทางวิญญาณ" หมายถึงสติปัญญา ตรงนี้อยากจะขอแทรกอะไรสักสองสามคำว่า : เรานิยมใช้คำว่า "ทาง วิญญาณ" เป็นพิเศษ สำหรับที่จะใช้พูดกันที่นี่ หรือพูดโดยผมพูด เขาหาว่าเป็นคำพูด
น.61 ครึกระ หรือว่าบ้า ๆ บอ ๆ หรืออะไรก็ไม่รู้. แต่ผมขอร้องให้ช่วยกันจำไว้ในฐานะ เป็นคำที่ประหยัดเวลา ; เพราะ ทางวิญญาณ คำนี้มันหมายถึง เรื่องทางจิตใจฝ่ายสูง ฝ่ายสติปัญญา ฝ่ายความคิดความเห็น ซึ่งจะมาใช้กันได้กับเรื่องคนไข้ หรือคนหายไข้ ตามแบบของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านเป็นหมอทางวิญญาณ รักษาโรคทางวิญญาณ คือรักษา โรคอวิชชา ; เมื่อโรคนี้หายไปแล้ว โรคทางกายทางจิตมันก็พลอยหายพลอยหมดไปด้วย หรือป้องกันไม่ให้เกิดได้อย่างยิ่ง. ที่นี่ เรามีโรงมหรสพทางวิญญาณ : มหรสพ แปลว่า เครื่องทำความ เพลิดเพลิน, "ทางวิญญาณ" ก็จำกัดให้ชัดแต่เพียงว่า ทางที่มันจะทำลายอวิชชา หรือทำวิชชาให้เกิดขึ้น. ดังนั้นในโรงมหรสพทางวิญญาณของเราจึงเต็มไปด้วยเครื่องมือ ที่จะช่วยให้เกิดความเพลิดเพลิน ในทางที่จะหลุดพ้นจากโรคในทางวิญญาณ. ดังนั้น ถ้าคุณเข้าใจมันดี ก็จะช่วยได้มาก คือจะประหยัดเวลาได้มาก แล้วมันสนุกด้วย, มันคง จะสนุกกว่าที่จะมานั่งทนฟังผมพูดในเวลาอย่างนี้. ดังนั้น ในระหว่างที่พักอยู่ที่นี่ ขอให้ใช้ประโยชน์ในสิ่งที่มีอยู่ในโรงมหรสพ ทางวิญญาณนั้นด้วย ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, ใช้เป็นเครื่องมืออันหนึ่ง เป็นอุปกรณ์ อันหนึ่งที่จะแก้ไขโรคของอวิชชา หรือความเป็นคนไข้ของอวิชชา. อย่าให้เป็นอวิชชา ขึ้นมาใหม่ โดยไม่เห็นคุณค่าของมัน มองดูก็มองดูผาด ๆ เดินผ่าน ๆ ไปทุกด้านแล้ว ก็ว่าพอแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ; นั่นมันจะเป็นอวิชชาอันใหม่ขึ้นมา เป็นแขนงใหม่.
น.62 ขอให้ไปดูภาพเหล่านั้นให้เข้าใจ มันก็จะเป็นเรื่อง ๆ เดียวกันหมดทุกเรื่อง กับที่กำลังพูดอยู่นี้ มันจะประหยัดเวลาและประหยัดความน่าเบื่อ ; เพราะฉะนั้นเรื่อง ธรรมะ หรือการรักษาโรค หรือ การหายจากโรคทางวิญญาณนี้มันต้องไม่น่าเบื่อ ความเบื่อหรือความไม่เบื่อมันอยู่ที่ความฉลาดหรือไม่ฉลาด ; ถ้าไม่ฉลาดมันก็ จะเบื่อเรื่องที่เป็นของคนชั้นสติปัญญา. ดังนั้นคนโง่ก็ไม่อาจจะชอบหรือสนุก ด้วยเรื่อง ของคนมีสติปัญญา : บางทีก็ฟังไม่ถูก ไม่รู้เรื่องอะไรเสียเลยด้วยซ้ำไป. เช่นจะให้ กรรมกร ให้พ่อครัว ให้คนเหล่านี้มาฟังเรื่องปรัชญา เรื่องศาสนาในชั้นลึก ก็ฟังไม่ถูก เพราะฟังไม่รู้เรื่อง แล้วมันก็เบื่อแสนที่จะเบื่อ. แต่ถ้าเป็นพวกผู้รู้ เป็นบัณฑิต นักปราชญ์ มันก็สนุกแสนที่จะสนุก ในการที่จะพูด จะคุย จะถูก จะวิจารณ์ หรือกระทั่งปฏิบัติ ในเรื่องอย่างนี้. นี่เพราะคนพวกหนึ่งเป็นคนไข้ของอวิชชามากเกินไป, อีกพวกหนึ่งก็เริ่มจะ หายโรค จึงพอใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ซึ่งเป็นมหรสพทางวิญญาณ. ดังนั้นเมื่อคุณมีเวลาอยู่ที่นี่น้อย ก็รีบใช้ให้เป็นประโยชน์ในการที่จะแก้ไข ความเป็นคนไข้ของอวิชชา ให้มาอยู่ในฝ่ายที่เป็นแพทย์ ร่วมกันกับพระพุทธเจ้า แล้วคุณก็จะออกไปเป็นหมอทางกาย ทางจิต รักษาโรคทางกาย ทางจิตได้ดี. นี้เรียกว่า เรามาอยู่ในฝ่ายวิชชา ตรงกันข้ามกับอวิชชา. นี่ขอให้ทุกองค์ตั้งต้น หรือตั้งจุดตั้งต้นด้วยความรู้ข้อนี้ : เริ่มหยุดการ เป็นคนไข้ของอวิชชา, รักษาให้หายกลายมาอยู่ในฝ่ายที่เป็นแพทย์ เป็นลูกสมุนของ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายแพทย์ใหญ่ของโลก ในทางฝ่ายวิญญาณโดยเฉพาะ
น.63 คนโง่ คือ ผู้ที่มีอวิชชาและเป็นพาล ข้อต่อไป ก็อยากจะพูดถึงคำว่า "คนโง่" คือคนที่มือวิชชา แต่ขอเตือนว่า แม้คุณจะเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยกี่แห่งกี่สิบแห่ง ก็ยังกล่าวไม่ได้ว่า เป็นผู้พ้นจาก ความเป็นคนโง่ ถ้ามันเป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ. ในภาษาไทยที่เรียกว่า "พาล" -พาละ, เป็นคนพาล หรืออันธพาลไปเลย ; แต่ความหมายมันต่างกันกับคำว่าพาล ในภาษาบาลี. ภาษาบาลี คำว่า พาล แปลว่า อ่อน : เด็กเพิ่งคลอดออกมาเป็นทารกนั้นเขาก็เรียกว่า พาละ คือหมายความว่ามันยัง อ่อนอยู่ ; แต่ในภาษาไทยไม่เรียกอย่างนี้ ไม่เรียกเด็กเล็ก ๆ ว่าเป็นคนพาล, ส่วนใน ภาษาบาลีเรียกว่า พาละเหมือนกัน คือมันยังอ่อนอยู่. ทีนี้มันโตขึ้น เกเร แล้วเป็น อันธพาล ไปอยู่ลาดยาว อย่างนี้มันก็ยังเรียกว่า "พาล" ตามเดิมนั่นแหละ ; เพราะว่า คนเหล่านั้นอ่อนอยู่ด้วยความรู้ทางวิญญาณ, เพราะยังเป็นทารกในภาษาวิญญาณจน กระทั่งมันตายไป แก่ตายไป มันก็ยังเป็นคนพาล คนอ่อนอยู่นั่นแหละ. ดังนั้นคำว่า พาลก็แปลว่าอ่อน. คำว่า "ลูกอ่อน" หรือคำว่า "หล่อน" นี้มาจากคำว่าอ่อน อ่อน นี้หมายถึง เป็นคนพาล พาลคือ อ่อน ไม่ใช่พาล-อันธพาล ; แต่จะเป็นพาลชนิดไหนก็ตาม มันปราศจากวิชชาทั้งนั้นแหละ หมายความว่ามันยังไม่มีวิชชา. เด็กเพิ่งคลอดมันก็ยัง ไม่มีวิชชา โตขึ้นมา ๆ ๆ มันก็ ไม่มีวิชชา มันก็ยังคงเป็นพาลอยู่ตลอดไป จนเข้าโลงไป นี้เขาเรียกว่า คนโง่. ขอให้ระวังให้ดี ๆ ตกอยู่ในความประมาทแล้ว ก็จะเป็นคนโง่ชนิดนี้จนเข้า โลงไป แม้เรียนพระไตรปิฎกจบแล้ว มันก็ยังมีโอกาสเป็นคนโง่ เพราะมันอ่อนในเรื่อง
น.64 ของวิชชา - ความรู้แจ้งถึงขนาดที่จะดับทุกข์ได้. ฉะนั้นเราประมาทไม่ได้ ถึงบวชหลาย พรรษาแล้ว เรียนจบพระไตรปิฎกแล้ว มันก็ยังมีความเป็นคนพาล เป็นคนอ่อนอยู่ นั่นแหละ, ยังเต็มไปด้วยอวิชชา ว่างจากวิชชาอยู่เสมอ. คำว่าคนโง่หรือคนพาลในทาง พุทธศาสนาต้องหมายความอย่างนี้ ถ้าเด็กเกิดความรู้สึกในเรื่องวิชชานี้อย่างถูกต้อง จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม ก็เป็น พระอริยเจ้าได้ จึงมีเรื่องพระโสดาบันอายุ ๗ ขวบ พระอรหันต์อายุ ๑๕ ขวบ อย่างนี้ มีกล่าวอยู่ในคัมภีร์. มันจะเป็น co-incident หรือเป็นอะไรก็สุดแท้ เป็นเหตุทำให้ เกิดความรู้สึกอันนี้ : มีความรู้อยู่จริง ๆ แล้วไม่มัวเมา ไม่หลง ในเรื่องกิเลสทุกชนิด ; นี้ก็เป็นคนแก่ ไม่ใช่คนอ่อน, เป็นบัณฑิต ไม่ใช่เป็นคนพาล. ถ้าไม่ลืมข้อนี้เสีย ความประมาทก็เกิดขึ้นยาก ; ถ้าลืมข้อนี้เสียแล้ว ความประมาทมันก็เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด. ขอให้รู้จักความเป็นคนอ่อน คนพาล คนโง่ ของตัวเองไว้ อย่าได้ อวดดี ; พอไปเรียนอะไรเข้าหน่อย เช่นบวชไปได้สักพรรษาหนึ่ง ก็อวดดีเสียแล้ว, ถ้าได้สัก ๑๐ พรรษา ก็ยิ่งอวดดีมากขึ้น แข็งกระด้างมากขึ้น ; อันนั้นคือความโง่ ความเป็นคนพาล ความอะไรมากขึ้น. นั่นแหละคืออวิชชาที่ไม่รู้สึกตัว, เป็นคนไข้ ของอวิชชา แล้วยังแถมไม่รู้สึกตัวเสียด้วย. คนไข้ชนิดนี้จะดื้อหมออย่างยิ่ง และมาก กว่านั้น ก็คือ จะไม่ยอมรับการรักษา. การบวช ก็เพื่อรู้เรื่องจะแก้โรคโง่ ดังนั้น การที่คุณบวชกันในคราวนี้ก็เพื่อจะรู้เรื่องนี้ จะแก้ไขเรื่องนี้ ก็ขอ ให้ถือเอา จุดนี้ เป็นจุดตั้งต้น ที่สำคัญที่สุด คือ ความเป็นคนโง่ เป็นคนพาล เป็น
น.65 คนอ่อนอยู่ด้วยอวิชชา เป็นคนไข้ของอวิชชา ; แล้วก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปๆ ลืมหู ลืมตา สว่างไสวขึ้น นับตั้งแต่เริ่มแรกด้วยการฟัง มีความรู้เพราะการใช้เหตุผลจนมี ความเข้าใจ แล้วก็ไปปฏิบัติดู จนมีความรู้สึกแจ่มแจ้ง เป็น experience เป็น realization เป็น intuition เป็นอะไรไปตามลำดับ. อย่างนี้มันก็จะเริ่มเป็นคนหายโรค เข้าไปอยู่ในเครือของพระพุทธเจ้า เพื่อ ที่จะช่วยกันรักษาเยียวยาเพื่อนมนุษย์กันต่อไปตามความสามารถ ; ไม่ได้ตั้งตัวเป็นพระ- พุทธเจ้า แต่ว่าเป็นลูกน้องของพระพุทธเจ้าที่ทำงานเหมือนกัน. ในที่สุดก็จะเป็น บุคคลประเภทที่มีค่า มีคุณค่าสูง คือเป็นปูชนียบุคคล, และข้อนี้จะเป็นกำลังใจ อย่างมากที่ทำให้พวกคุณอุตส่าห์ทนเรียน ทนคิดนึก ศึกษาและปฏิบัติ คือว่าเราเกิดมา ก็ให้ได้เป็นปูชนียบุคคล แล้วอาชีพบางอาชีพก็สะดวกแก่การเป็นปูชนียบุคคล. ผมพูดอย่างนี้ไม่ใคร่มีใครเชื่อ คือว่า ถ้าเกิดเป็นชาวนาเป็นกรรมกร อย่างนี้ มันยากที่จะเป็นปูชนียบุคคล ; ถ้าเกิดมาเป็นหมอ เป็นครู เป็นผู้ทำหน้าที่เสียสละ อย่างอื่น นี้มันก็ง่ายที่จะเป็นปูชนียบุคคล. แม้แต่เป็นตำรวจ เป็นทหาร ถ้าหากว่า เขาปฏิบัติหน้าที่ดีจริง ซื่อตรงจริง มันก็มีส่วนที่จะเป็นปูชนียบุคคล คือเสียสละให้ผู้อื่น ได้มีความสุข ได้นอนตาหลับ หรือได้หายจากโรค หรือได้หายโง่หายหลง. อย่างพวก ครูนี้ทำให้คนหายโง่หายหลง, พวกหมอก็ทำให้คนหายเจ็บหายไข้, พวกตุลาการ - อาชีพตุลาการก็ทำให้มีความเป็นธรรม มีความยุติธรรมอยู่ในโลกนี้ ; อาชีพอย่างนี้มัน ช่วยให้เป็นปูชนียบุคคลได้ง่าย.
น.66 ทำหน้าที่แพทย์ผู้เมตตาย่อมเป็นปูชนียบุคคล ดังนั้น ในฐานะที่พวกคุณเป็นหมอกันทั้งนั้น ที่มาบวชนี้ก็ให้รู้ไว้ว่า ความ ประเสริฐของการได้เกิดมาในชาตินี้ มันก็คือความเป็นปูชนียบุคคล ด้วยอาศัย วิชาหมอนี้ ถ้าเรามีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะช่วยคนให้หายจากทุกข์. เรื่องเงินค่ารักษา ค่าบริการนั้นมันเป็นของขี้ฝุ่น ให้มันอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา อย่ามาอยู่บนหัวของเรา ; พอ เราเผลอนิดเดียวเงินมันก็กลายมาอยู่บนหัวของเรา มันก็หมดความเป็นแพทย์ กลายเป็น หมอที่ขูดรีด ที่ชาวบ้านเขาเรียกกันอยู่ทุกวันนี้ เขาเรียกว่า หมอที่ขูดรีด ไม่ใคร่ได้ยิน คำว่า นายแพทย์ที่ขูดรีด. ส่วนที่คุณมีเมตตากรุณา เหมือนพระพุทธเจ้านั้นแหละ ทำให้คุณเป็น ปูชนียบุคคล. ความรู้หรือเป็นผู้มีความรู้นี้ทำให้เขาหายจากโรค แล้วเขาก็ขอบใจ ; เมื่อ เขามีความรู้สึกขอบใจ เขาก็ตอบแทนเอง บางทีเขาจะให้มากกว่าที่เราคิดจะเรียกร้อง เสียอีก. แต่ก็ต้องมียกเว้นบ้าง เพราะว่าคนในโลกนี้มีมาก คนที่อกตัญญูต่อหมอมันก็ ต้องมีบ้าง ; อย่าเห็นว่ามันเป็นของแปลก แต่คงไม่ถึง ๑ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์ ต้อง ยกไว้ให้เป็นคนไข้พิเศษไป ช่างหัวมัน. แต่เราจะทำหน้าที่รักษาด้วยดี ด้วยความรู้ มีสติปัญญาสามารถอย่างเต็มที่นั้น เราเอาความเป็นปูชนียบุคคล ไว้ก่อน ก็อยู่ในพวกที่ไม่เป็นคนไข้ของอวิชชา แต่เป็น ปูชนียบุคคลไปได้ ; นี่ก็แก้กันได้โดยตรงและโดยจริงจังอย่างนี้. ขอให้สนใจคำว่า "วิชชา" คำว่า "อวิชชา" เป็นจุดตั้งต้น ; เราเลิกเป็น คนไข้ของอวิชชาให้มากขึ้น ๆ เป็นผู้ตื่นอยู่ด้วยวิชชา เป็นหมอสมกับคำว่า เวชโช เป็น ผู้ มีวิชชา.
น.67 รายละเอียดเรื่อง วิชชา เรื่อง อวิชชา มีอยู่ในพระคัมภีร์ในหนังสือหนังหา ที่ผมพูดไว้ในที่อื่นก็มีมาก ไปหาอ่านดูได้. แต่ในที่นี้จะพูดกันในส่วนที่มันเป็น applied แก่อาชีพของคุณ. เปรียบอริยสัจจ์ กับเรื่องที่เกี่ยวกับแพทย์ เอาละทีนี้เราจะได้พูดเรื่อง วิชชา ที่เล็งถึงอริยสัจจ์ ๔ ประการนี้ ออกไป อีกหน่อย เพราะเป็นจุดตั้งต้น ในคัมภีร์โดยเฉพาะคัมภีร์ที่เป็นคำอธิบายของพระไตรปิฎกที่อธิบายพระ พุทธวจนะ เขาเปรียบอริยสัจจ์สี่นี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหมอ อย่างในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้นว่า :- อริยสัจจ์ที่ ๑ คือ ทุกข์ นั้นได้แก่โรค. อริยสัจจ์ที่ ๒ เหตุให้เกิดทุกข์ นั้นได้แก่สมุฏฐานของโรค อริยสัจจ์ที่ ๓ นิโรธ นั้นคือ สภาพที่ปราศจากโรค. อริยสัจจ์ที่ ๔ คือ อัฏฐังคิกมรรค นั้นเป็นวิธีที่ทำให้ปราศจากโรค อริยสัจจ์ทั้งสี่ที่เป็นหัวใจ เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนานั้น กลายเป็นเรื่องโรค เรื่องรักษาโรคไปโดยตรง นี้ก็ควรจะภาคภูมิใจว่า การเป็นหมอนั้นมันเกี่ยวข้องกับ หัวใจของพุทธศาสนา คือ เรื่องโรค เรื่องเหตุให้เกิดโรค เรื่องความไม่มีโรค เรื่อง
น.68 ทางให้ถึงความไม่มีโรค ผิดกันแต่ตัวหนังสือ ซึ่ง บางทีใช้คำว่า ทุกข์ บางทีใช้คำว่า โรค บางทีใช้คำว่า โลก มันก็เหมือนกัน หมายถึงการเสียบแทง ทุกข์ก็เสียบแทง โรคก็เสียบแทง โลกก็เป็นเครื่องเสียบแทง เพราะถ้ามันเป็นโรคที่โง่อยู่ด้วยอวิชชา มัน ก็เสียบแทงเผาลน. เมื่อเราเอาเรื่องของความเป็นแพทย์ เป็นหมอของเรา ไปเป็นเรื่องตัวแท้ ของพุทธศาสนาได้อย่างนี้ มันก็ง่าย, กลายเป็นเรื่องง่ายในการที่จะเรียน จะรู้ จะปฏิบัติ มันเข้าใจได้ดี. รู้เรื่องสี่เรื่องนี้เป็นวิชชา ปราศจากความรู้เรื่องสี่เรื่องนี้ก็เป็นอวิชชา. เมื่อคุณเรียนวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัย ก็ไม่พ้นหัวข้อ ๔ ข้อนี้. ถ้าเราจะ มาแยกดูตามหลักทาง logic ก็จะเห็นว่า มันก็ ๔ หัวข้อนี้เองว่า ; อันนี้คืออะไร อันนี้ มาจากอะไร อันนี้เพื่อผลอันใด อันนี้ ทำอย่างไรจึงจะได้ผลอย่างนั้น ; นี่เป็น เรื่อง logic ที่ใช้ได้ทั่วไป. เพราะฉะนั้น เรื่องโรคทางกาย " ทางจิต ทางวิญญาณ ก็อยู่ในหัวข้อ logic เหล่านี้. ถ้าคุ้นเคยกับความเป็นแพทย์ทางกายทางจิตมาแล้ว ก็จะง่าย ได้เปรียบคน เหล่าอื่นที่จะมารู้เรื่องโรค หรือความเป็นแพทย์ในทางฝ่ายวิญญาณ คือตัวพระพุทธ- ศาสนา และเรื่องพระพุทธเจ้านั้น. ขอให้รักคำว่า "วิชชา", ให้พยายามรู้เรื่องวิชชานี้แล้ว ก็จะได้กำจัด อวิชชา พร้อมกันไปในตัว. โลก, สัตว์โลกเป็นคนไข้ของ อวิชชา.
น.69 "โลก" ภาษาคน เขาแบ่งเป็นชั้น ๆ ทีนี้ก็จะพูดถึงสัตว์โลกนี้ ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับพวกคุณที่ยังใหม่นัก ต่อคำบัญญัติเฉพาะต่าง ๆ ในทางศาสนา ทีนี้เราก็จะได้พูดกันถึงคำว่า "สัตว์โลกทั้งปวง" ที่เป็นคนไข้ของอวิชชานั้นแหละ ว่ามันมีในพวกไหนบ้าง. การที่จะพูดเรื่องนี้ มันต้องรู้ความหมายของคำสองคำว่า "ภาษาคน" กับ “ภาษาธรรม" ทีนี้ เราจะพูดอย่างภาษาคน คือ คนธรรมดาเขาพูด หรือเขาเข้าใจกันอยู่ก่อน. เขาแบ่งโลกนี้ คือ สัตว์โลก ; คำว่า "โลก" ในที่นี้หมายถึงสัตว์โลกทั้งหมด นี้แบ่ง ออกเป็นสองพวก คือพวกที่อยู่ในทุคติ, และพวกที่อยู่ในสุคติ. ทุคติ แปลว่า คติชั่ว คติเลว คติทราม คติที่เป็นทุกข์. สุคติ หมายถึง คติดี คติสะดวก คติสบาย คติ ที่เป็นสุข. อย่างนี้คนว่าเอาเอง ในภาษาคน คนก็ว่าเอาเอง ปุถุชนคนธรรมดาก็คือ คนโง่ ก็ไปแบ่งมันว่า สุคติ ทุคติ. ทุคติมี ๔ พวก, สุคติก็มี ๔ พวก, ทุคติ ก็มี นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ; นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เป็นทุคติ. ฝ่าย สุคติ ก็หมายถึง มนุษย์ เทวดา กามาวจร แล้วก็ พรหมที่เป็นรูปาวจร และ พรหมที่เป็นอรูปาวจร ; มันก็ได้ อีกสี่ เป็นแปด. ภาษาชาวบ้านธรรมดา ภาษาญาติโยมธรรมดา ชาวไร่ ชาวนา เขาก็ว่ามี ; มนุษย์พวกหนึ่ง เทวดาในสวรรค์พวกหนึ่ง แล้วก็พรหมที่เป็นรูปพรหม พวกหนึ่ง พรหมที่เป็นอรูปพรหมพวกหนึ่ง ; เขาพูดกันติดปาก.
น.70 เรื่องเหล่านี้เขาพูดกันมานานแล้วเป็นแต่เราไม่ใคร่ได้พูดกัน คุณเกิดทีหลัง ก็ไม่ใคร่ได้ยิน ถ้าเคยอ่านหนังสือไตรภูมิพระร่วง ที่เป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัยทาง อักษรศาสตร์ ก็จะมีเรื่องอย่างนี้ : - ทุคติ เอาไปไว้ข้าง ต่ำ, สุคติ เอาไปไว้ข้าง สูง. นี่พูดอย่างภาษาคน ภาษา สมมติ ก็เอานรกไปไว้ขั้นต่ำที่สุด, แล้วสูงขึ้นมาชั้นหนึ่งก็เป็นเดรัจฉาน, สูงขึ้นมา อีกชั้นหนึ่งก็เปรต, สูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งก็อสุรกาย ; นี้หมดเรื่องต่ำ. พอมาถึง เรื่องสูง ขั้นแรกก็คือมนุษย์ในโลกธรรมดานี้, สูงขึ้นไปคือเทวดาในสวรรค์อย่างที่ เขียนตามฝาผนังโบสถ์, แล้วก็ถึงชั้นรูปพรหม ; ชั้นอรูปพรหม ที่เขาพูดว่าชั้น อกนิษฐ์นั่นแหละพรหมชั้นสูงสุด. นี่เขาพูดเป็นเรื่องอย่างสมมติอย่างภาษาโลก ; นรก ก็เหมือนกับที่เขียนที่ ฝาผนังโบสถ์ ถูกต้มถูกเผา, เดรัจฉาน ก็เหมือนกับที่เพ่นพ่านอยู่นี้, เปรต ก็ที่ ผอมโซ ทรมานอยู่ด้วยความเจ็บไข้, อสุรกาย ก็เป็นผีชนิดที่มองไม่เห็นตัว ไม่มีตัว. มนุษย์ ก็คือผู้ที่อาบเหงื่อต่างน้ำแลกกามารมณ์, สวรรค์ เทวดา ในสวรรค์ ก็คือว่า เขาไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำเหมือนมนุษย์ แต่ก็เต็มไปด้วยกามารมณ์, พวก พรหม เขา ไม่ต้องการกามารมณ์ เขาต้องการความสุขที่สะอาด ที่จืด ที่สนิท : รูปพรหม ก็ต้องการ ความสุขที่มาจากรูปธรรมที่บริสุทธิ์ ; อรูปพรหม ก็คือต้องการความสุขที่มาจากสิ่งที่ไม่มี รูปและนาม, เป็นเกียรติยศชื่อเสียง ทำนองนั้น ความดี ความอะไรที่มันไม่ใช่รูปธรรม และได้ความสุขจากอันนั้น ก็เป็นอรูปพรหม. ถ้าพูดภาษาวัดแท้ ๆ ก็ว่าพรหมที่เข้าฌาน โดยเอาของที่มีรูปร่าง มาเป็นอารมณ์ของฌานนี้ ได้ผลอันนี้เขาเรียกว่ารูปพรหม ; ถ้าเอา สิ่งที่ไม่มีรูปมาเป็นอารมณ์ของฌาน, เข้าฌานได้ผลอันนี้เป็นความสุขก็เรียกว่าเป็น อรูปพรหม.
น.71 เราจะเห็นได้ว่า มัน เป็นชั้น ๆ สูงขึ้นไป แล้วก็ ต่ำสุด สูงสุด นี้เขาเรียกว่า โลกทั้งปวง. . แล้วก็น่าหวัว ที่ให้สี่ชั้นต้น เป็นทุคติ ให้สี่ชั้นปลาย เป็นสุคติ. นี้เป็นภาษาคน ภาษาชาวบ้าน. พูดภาษาธรรม สัตว์ทุกชั้น ยังเป็นโรคทางวิญญาณ เดี๋ยวเราจะพูดกันให้เห็นว่า ทั้งหมดนี้ยังเป็นโรคทางวิญญาณ ทั้ง ๔ ชั้นนี้ ยังเป็นโรคทางวิญญาณ ; แต่ว่าเป็นโรคที่อยู่กันคนละระดับ. นี่เราทำความเข้าใจ เรื่องทางภาษาคนกันอย่างนี้ก่อน แล้วก็จะเข้าใจภาษาธรรมที่จะให้เห็นว่าทั้ง ๘ พวกนี้ เป็นโรคทางวิญญาณ เป็นทุกข์ทั้งนั้น. อันดับต่ำที่สุด - นรก มันก็เป็นโรคอยู่ชัด ๆ นรกมีความหมายว่า เดือดร้อน อยู่ด้วยความเดือดร้อนทั้งทางกายทั้งทางจิต มันเดือดร้อนเหมือนไฟเผาเมื่อไร เมื่อนั้น เรียกว่า นรก. ฉะนั้น สัตว์ในนรกเป็นโรคทางวิญญาณชนิดที่เจ็บปวดทรมาน ร้ายกาจ ; เป็นโรคเรื้อน หรือเป็นโรคมะเร็งอะไรที่ทำให้เดือดร้อนเหลือประมาณ เพราะนรก มีความหมายว่าเดือดร้อน. สูงขึ้นมา - โลก เดรัจฉาน มันมีความหมายว่า โง่ มันก็เดือดร้อน ทิ่มแทง จิตใจตัวเองอยู่ด้วยความโง่ นี้มันค่อยยังชั่ว มันไม่ค่อยเจ็บปวดเดือดร้อน เหมือนกับ เอาไฟมาเผา หรือเอาอะไรมาทิ่มแทง ; แต่มันก็เป็นความทิ่มแทงอย่างลึกซึ้งด้วยความโง่. เราเจ็บปวดด้วยความโง่ นี้ร้ายยิ่งกว่าเจ็บปวดด้วยเอามีดมาเชือด แต่มันไม่รู้สึก หรือ เห็นว่าไม่เจ็บ เฉย ๆ เสียก็มี. ฉะนั้น เดรัจฉานนี้จึงเป็นโรคทางวิญญาณอยู่เต็มประตู ด้วยความโง่ คืออวิชชา.
น.72 สูงขึ้นมาอีก - คือ เปรต, เปรตมีความหมายว่า หิวกระหาย ทะเยอทะยาน ด้วยอวิชชา. พวกเปรตนี้ก็ไม่พ้นจากความเป็นคนไข้ของอวิชชา มีความทุกข์อยู่เสมอ. สูงขึ้นมาอีก - อสุรกาย มีความหมายว่า กลัว เป็นอาณาจักรแห่งความกลัว คือ อาณาจักรแห่งอสุรกาย "อสุร" แปลว่า ไม่กล้าหาญ, "กาย" แปลว่า พวก ; พวกที่ไม่กล้าหาญ มันก็เพราะอวิชชาจึงทำให้กลัว. หมดอวิชชาเมื่อไร เป็นไม่มี ความกลัวอะไรเมื่อนั้น ; แม้สิ่งที่เขากลัวกัน จะเป็นเสือ หรือเป็นความตาย หรือ เป็นอะไรมันก็ไม่กลัว เพราะมันรู้ว่าคืออะไร มันก็ไม่กลัวในเมื่อมีวิชชา. เพราะมี อวิชชามันจึงกลัว กลัวได้สารพัดอย่าง กลัวแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่ควรจะกลัว นี่มันก็มีโรค ทางวิญญาณ มีโรคของอวิชชาเสียบแทง. นรก คือ ความเดือดร้อน, เดรัจฉาน คือ ความโง่, เปรต คือ ความหิว, อสุรกาย คือ ความกลัว ; นี้พูดอย่างภาษาธรรมแล้ว, มันไม่ได้อยู่ในโลกอื่น มัน อยู่ ในคน ๆ เดียวนี้เอง. ถ้าพูดภาษาคนกันแล้ว นรกอยู่ใต้ดินลึกลงไปเท่าไรก็ไม่รู้ กระทั่งถึงศูนย์ กลางของโลกที่ร้อนละลายอยู่. อย่างนี้เห็นว่าพูดอย่างหลับตาพูด นรกอยู่ข้างล่าง สวรรค์อยู่ข้างบน. ถ้าเรารู้วิทยาศาสตร์เราก็จะรู้ว่า ไม่มีข้างบนไม่มีข้างล่าง ; มันมี แต่ความดึงดูดรอบตัวของโลก ไปสู่จุดศูนย์กลางของโลก, นอกจากนั้นมันก็เป็นรัศมี ที่แผ่ออกไป ไม่ใช่ข้างบนและข้างล่าง. แต่ว่าในสมัยโบราณเขาพูดตามความรู้สึกว่า ให้นรกนั้นมันอยู่ข้างล่าง เขาเขียนภาพนรกอยู่ใต้ดินเต็มไปด้วยเมืองมียมบาล นั้นมัน เป็นภาษาโลก ภาษาคน.
น.73 ถ้าเป็น ภาษาธรรม นั้น นรกอยู่ที่ความร้อนใจ ร้อนใจที่ตรงไหนก็เป็น นรกอยู่ที่ตรงนั้น. เพราะฉะนั้นมันจึงอยู่ที่ในคนในมนุษย์นี้มันเป็นโรค กำลังเดือดร้อน เหมือนไฟเผา, อยู่ที่ไหนมันก็เป็นนรกที่นั้น, เดี๋ยวมันก็หายไป. ครั้นมัน โง่มันก็เป็น สัตว์เดรัจฉาน. เดี๋ยวมันเกิดหิว หิวอย่างไม่มีเหตุผล หิวทางจิต ทางวิญญาณ ไม่ใช่ หิวข้าว หิวอย่างอยากจะถูกลอตเตอรี่ หรือหิวอย่างอยากจะรับปริญญาหรืออะไรก็ตาม ถ้ามันเป็นเรื่อง หิวอย่างเกินขอบเขตแล้วมันก็เรียกว่าเป็นเปรต คือหิว. ถ้ามันกลัว เมื่อไร กลัวสอบไล่ตก หรือกลัวอะไรก็ตาม แม้กระทั่งกลัวตาย นี้มันก็เป็น เรื่อง อสุรกาย คือ กลัว. ถ้าพูดเป็นภาษาคน มันอยู่ที่อื่น นรกอยู่ใต้ดิน, เดรัจฉานอยู่ตามทุ่งนาโน่น, เปรตอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ทั่ว ๆ ไปตามภูเขา ตามทะเล อะไรก็ได้ แล้วแต่เขาจะพูดกัน, อสุรกาย ก็คือผีที่แลไม่เห็นตัว จะหลอกหลอนอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง, นี่พูดภาษาคน ธรรมดาที่เป็นคนไข้ของอวิชชา. ถ้าพูดอย่างเป็นผู้รู้ธรรมะ เป็นภาษาธรรม เป็นบุคคลที่มีธรรมแล้ว มันก็ทั้งนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย มันอยู่ในจิตใจของมนุษย์ ; สวรรค์ในอก นรกในใจ หมายความว่าอย่างนี้. มนุษย์เป็นคนไข้ของอวิชชาได้ในรูปต่าง ๆ ทีนี้ เราก็จะพบทันทีว่า มนุษย์นี้จะเป็นจุดศูนย์กลาง อันหนึ่ง ซึ่งมันจะ เป็นอะไรก็ได้ นั้นเป็นแต่เพียงร่างกาย ในร่างกายอย่างมนุษย์ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้
น.74 ถ้ามีความ ร้อนใจ ก็มีความ เป็นสัตว์นรก สิงอยู่, ถ้าโง่ มันก็มีความเป็นสัตว์เดรัจฉาน สิงอยู่, ถ้า หิว ก็มีเปรต สิงอยู่, ถ้ากลัว ก็มีความเป็น อสุรกาย สิงอยู่. ถ้าว่างจากความเป็นอย่างนั้น มันมาอยู่ในระดับธรรมดาสามัญ มีความต้อง การอย่างสามัญ, ทำงาน อยู่อย่างเหงื่อไหลไคลย้อยตามหน้าที่ของมนุษย์ เพื่อเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง ปรารถนาสิ่งที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างนี้เราเรียกว่า ในร่างนี้มันมีมนุษย์ มีความ เป็นมนุษย์ สิงอยู่. พอเมื่อใดไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย อาบเหงื่อต่างน้ำ ได้เล่นหัว ได้สนุกสนาน ร่าเริง ก็เรียกว่า เป็นเทวดา ชั้น กามาวจร. เทวดาที่บริโภคกามารมณ์ แม้สักสาม ชั่วโมง ห้าชั่วโมง สักครึ่งวัน หรือสักวันหนึ่งก็ได้. บางเวลาเรามีจิตใจเหมือน นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ก็แล้วแต่, แต่บางเวลาเราก็สบาย หลงใหลอยู่ในกามารมณ์ นี้เราก็เป็นเทวดา. บางเวลาเราก็เกลียดกามารมณ์ เราอยากจะอยู่นิ่ง ๆ อยากจะพักผ่อน นี่จิต มันน้อมมาเพื่อความ เป็นพรหม เราจะพักผ่อนอยู่กับเรื่อง วัตถุ สิ่งของ แล้วสบายอยู่ด้วย สิ่งเหล่านั้น ก็มีจิตใจเหมือนกับรูปพรหม แม้จะไปเล่นฟุตบอลเล่นแบดมินตัน เล่น อะไรอยู่อย่างนี้ อาศัยวัตถุเหล่านั้นเป็นหลัก นี้ก็เรียกว่า อาศัยของที่มีรูปเป็นหลัก แล้ว ให้เกิดมีความสบายใจอยู่. ทีนี้ เราเห็นว่า รูปธรรมหรือวัตถุเหล่านี้มันก็เกะกะ อยากจะพักผ่อนให้มัน มากไปกว่านั้น แล้วนั่งอยู่ด้วยความรู้สึกที่เป็นความคิดนึก เป็นนามธรรม คิดถึงความดี
น.75 คิดถึงเกียรติยศชื่อเสียง หรือความถูกต้อง หรือพอใจอยู่ในพวกคุณธรรมที่สูงที่สะอาด กว่านั้น มันก็พอที่จะเป็น อรูปพรหม ได้. นี้เรียกว่าพูดภาษาธรรมกันแล้ว ; นี่พูด ตามภาษาผู้รู้ ภาษาทางวิญญาณกันแล้ว. ความเป็นคู่ ๆ ล้วนแต่เป็นโรค แต่อย่างไรก็ดี ทั้ง ๘ อย่างนี้ มันรวมอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้. ถ้าพูดอย่างภาษาคน เขาพูดอย่างอุปมา เอาออกไปไว้นอกโลก : นรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์ ไปอยู่ข้างบนโน้น โง่ว่ามีข้างใต้ หรือมีข้างบน มันโง่ขนาดนั้น ก็เป็นอวิชชา. ทำให้เกิดของที่เป็นคู่ ๆ ขึ้นมาว่า ข้างบนข้างล่าง ข้างซ้ายข้างขวา ข้างสูงข้างต่ำ ข้างดีข้างชั่ว ข้างหอมข้างเหม็น ข้างไพเราะข้างไม่ไพเราะ ; มันเกิดเป็นของคู่ ๆ ขึ้นมา มันหลอกให้โง่อย่างยิ่งขึ้นไปอีก. ฉะนั้น เรื่องโลก เรื่องของความโง่ ภาษาคนนี้มัน จะมีของเป็นคู่ ๆ, มีดีมีชั่ว มีบุญมีบาป นี้ทำให้ยึดมั่นถือมั่น ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมแล้วมันไม่มีคู่ เป็นภาษาที่จริงกว่า ไม่มีบนไม่มีล่าง ไม่มีสูงไม่มีต่ำ ไม่มีดีไม่มีชั่ว อะไรทำนองนี้ ไม่มีร้อนไม่มีเย็น. ความรู้สึกธรรมดาเรารู้สึกว่า นี้มันร้อน นี้มันเย็น เช่นน้ำแข็งกับน้ำร้อนนี้ ; แต่ถ้าเราเรียนวิทยาศาสตร์ เราจะรู้ว่า มันเป็นเพียงสิ่งที่มีอุณหภูมิต่างกันเท่านั้น มันมี แต่อุณหภูมิที่ต่างกันเท่านั้น ถ้าพูดกันในแง่ธรรมดาเราพูดว่าอุณหภูมิที่ต่างกัน ; ถ้าเราจะพูดกลับกัน ซึ่งไม่ใคร่พูดกันก็ว่า มันมีความเย็นที่ต่างกัน.
น.76 เราพูดว่ามีความร้อนที่ต่างกันนี้ จะพูดว่ามีความเย็นที่ต่างกันก็ได้ ; วิทยาศาสตร์ก็ว่ามีอุณหภูมิที่ต่างกัน มันเป็นของที่เหมือนกัน อย่างเดียวกัน มันแล้ว แต่ว่า ผิวหนังร่างกาย ความรู้สึกทางฟิสิกส์ของสัตว์ตัวนั้นมันมีมากน้อยต่างกันอย่างไร. เย็นของคนมันก็ยังไม่เย็นของสัตว์บางชนิด หรือมันกลายเป็นของร้อนของสัตว์บางชนิด แล้วแต่ว่าสัตว์นั้นมันมีร่างกายอย่างไร. ทีนี้ เราก็เลิกมีคำคู่ ๆ : สูง - ต่ำ เย็น - ร้อน แข็ง - อ่อน ฯลฯ เหล่านี้ก็หายไปหมด ; นี่วิชชามันตั้งต้นที่นี่ ถ้าพูดอย่างพระพุทธเจ้าที่เป็นนายแพทย์ใหญ่ของโลกทั้งปวงนี้ ไม่มีของที่ เป็นคู่ ๆ มีแต่ทุกข์กับความทุกข์น้อย แล้วก็หมดทุกข์. มันมีแต่โรคกับความค่อยหายโรค แล้วก็จนหมดโรค มันมีเพียงเท่านั้น. ดังนั้นเราไม่ควรถือว่า อันหนึ่งเป็นสุขเป็นทุกข์ให้มันมากไป ถือว่ามันมี แต่ทุกข์ก็แล้วกัน แล้วทุกข์มันน้อย - น้อยจนหมดทุกข์ ซึ่งสมมติเรียกว่า นิพพาน คือ ดับสนิทแห่งความทุกข์ อย่าพูดเป็นความสุขขึ้นมา ถ้าพูดเป็นความสุขขึ้นมา เรียกว่า พูดโฆษณาชวนเชื่อ เป็นภาษาคนขึ้นมาอีก. ภาษาธรรม เขาไม่มีโฆษณาชวนเชื่อ คือไม่หลอกใคร บอกตรง ๆ ว่ามีแต่ โรค แล้วก็ค่อย ๆ หายโรค แล้วก็หมดโรคเท่านั้นเอง. มีแต่ทุกข์ แล้วทุกข์ดับไป ๆ จนหมดทุกข์ มีเท่านั้นเอง. นี่เรียกว่า ภาษาธรรม คือภาษาที่จริงกว่า เป็นปรมัตถ์ลึกซึ้ง. ส่วน ภาษาคน คนพาล คนโง่ ภาษาเด็กอ่อนนี้ มันก็มีของเป็นคู่ ๆ : มีสุข มีทุกข์ มีเย็นมีร้อน มีอ่อนมีแข็ง มีไพราะมีไม่ไพเราะ มีหวานมีขม ; มันมีไม่รู้กี่ร้อยคู่ กี่พันคู่ แล้วก็หลงกันอยู่ในคู่ ๆ นี้. คู่ที่ร้ายกาจก็ดูจะเป็นคู่ที่เป็นหญิงเป็นชาย ซึ่ง ต่อไปคุณก็จะรู้จักมันมากขึ้นไปอีก.
น.77 ถ้ามีความเป็นคู่แล้วก็จะเกิดความรู้สึกเป็นรัก และเป็นเกลียด นั่นแหละคือ ตัวอวิชชา. รักก็อวิชชา เกลียดก็อวิชชา. ขอให้จำไว้ให้ดีๆ ในเรื่องของเป็นคู่ มันไม่มีอะไรนอกไปจากนี้. ถ้าอยากจะให้เป็นวิชชา มันก็ต้องเลิกความเป็นคู่ รู้แจ้ง ตามที่เป็นจริงว่า มันไม่ได้เป็นคู่. ทีนี้โลกทั้งปวง สัตว์โลกทั้งปวง ทั้ง ๘ ชนิดนั้น มันเต็มอยู่ด้วยอวิชชา เต็มอยู่ด้วยถูกลวงของความเป็นคู่. ความอยาก คือ กิเลสตัณหานี้มันต้องอยากในฝ่ายที่ ต้องการที่มันตรงกับความต้องการ เช่นหอม เช่นหวาน เช่นนิ่มนวล เช่นไพเราะนี้ มันทำให้อยาก, แล้วมันก็เกลียดชนิดที่ตรงกันข้าม, แล้วมันก็เลยยินดียินร้ายอยู่ที่นี่ ยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่นี่ ; ไม่ปล่อยทั้งหมด. นรก มันเป็นโรค เพราะมันกำลังเดือดร้อนเหมือนกับไฟเผา. เดรัจฉาน มันเป็นโรค เพราะว่ามันกำลังลำบากยุ่งยากอยู่ด้วยความโง่. พวกเปรต มันเป็นโรค เพราะกำลังทรมานอยู่ด้วยความหิว. พวกอสุรกาย มันเป็นโรค เพราะมันลำบากยุ่งยากอยู่ด้วยความกลัว มนุษย์ มันเป็นโรค เพราะมันลำบากยุ่งยากอยู่ด้วยต้องอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อ แลกของที่ต้องการ. เทวดากามาวจร ในสวรรค์ นั้นก็กำลังเป็นโรค เพราะมันเปียกเปื้อนอยู่ ด้วยกามารมณ์นั้น ๆ ด้วยกามคุณนั้น ๆ.
น.78 พวกพรหม ชั้นรูปพรหม มันก็เป็นโรคด้วยความติดผืนที่เป็นความสุข ที่ดีไปกว่านั้น กูมีความสุข กูบริสุทธิ์ กูสะอาด แล้วพอใจตัวเอง เป็นสุขในตัวเอง ; เหมือนกับพวกติดผืนในโลกนี้ เป็นโรคติดผื่น ในรูปธรรมบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์. พวกอรูปพรหม มันก็เหมือนกัน จะเป็นอย่างติดเฮโรอินเสียด้วยซ้ำไป มันยิ่งกว่าติดผืน พวกพรหมชั้นสูงสุดนั้นติดเฮโรอินของความสุข ที่เป็นชั้นบริสุทธิ์ สูงสุด ที่มีความยึดมั่นถือมั่น เขาเรียกว่า อรูปสุข. ทั้ง ๘ พวกนี้มันเป็นโรคอยู่อย่างนี้ ถ้าจะเรียกให้ดีมันก็มีความอยาก มีความ หิวอยู่ทุกพวกทั้ง ๘ พวก แต่มันหิวต่าง ๆ กัน : เปรตนี้มันหิวไปในทางตัณหา ทาง กิเลสกามารมณ์มากเกินไป เขาก็ยกให้เป็นอาณาจักรแห่งความหิว ถ้ามันหิวออกหน้า เกินไปมันก็เป็นเปรต, แต่มนุษย์ก็มีความหิวอยู่ในระดับมนุษย์, เทวดาก็มีความหิวอย่าง เทวดา, พรหมก็มีความหิวอย่างพรหม. ถ้าหิวจนแผดเผาใจมากเกินไปก็เรียกว่าเปรต ; ดังนั้นมนุษย์ก็มีโอกาสที่จะเป็นเปรตเมื่อไรก็ได้ เทวดาหรือพรหมก็เหมือนกัน มันอาจจะ กลายสภาพมาเป็นเปรตเมื่อไรก็ได้ เมื่อหิวจัดเกินไป. นี่เขาเรียกว่าจุติ - จุติจากความ เป็นพรหมมาเป็นเปรตอีกก็ได้ ; ถ้ามันยังเป็นปุถุชน ยังอยู่ในวงของปุถุชน ยังเป็น คนไข้ของอวิชชานี้เหมือนกัน. ตั้งแต่นรกขั้นต่ำสุด อเวจี หรือนรกชั้นอะไรก็ตาม มันมีชื่อหลาย ๆ อย่าง รวมเรียกว่านรก นรกขั้นต่ำสุดขึ้นไป จนถึงพรหมชั้นสูงสุด มันเป็นคนไข้ของอวิชชา ทั้งนั้น.
น.79 ถ้ามีปัญหาว่า คุณเองเป็นอะไร ? มันก็คือบางคราว ถ้าร้อนใจก็เป็นสัตว์ นรก, ถ้าโง่ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน, ถ้าหิวก็เป็นเปรต, ถ้ากลัวก็เป็นอสุรกาย, ถ้าอาบเหงื่อ ต่างน้ำอยู่ก็เป็นมนุษย์ ถ้าบ้ากามารมณ์ก็เป็นเทวดา, บ้ารูปสุขก็เป็นรูปพรหม, บ้าอรูปสุข ก็เป็นอรูปพรหม ; ทุกคนเป็นคนไข้ของอวิชชา. นี้คือโลกทั้งปวงที่เป็นคนเจ็บไข้ ต้องให้พระพุทธเจ้ารักษาเยียวยา. วันนี้เราพูดกันถึงคนไข้ทั้งปวง หรือสัตว์โลกทั้งปวง เป็นคนไข้ของอวิชชา มีโรคของอวิชชาอยู่ในรูปต่าง ๆ กัน เสียบแทงอยู่เสมอ. เวลาของเราก็หมด นกมันก็ร้องพอดี นกคือนาฬิกาธรรมชาติ จำต้องยุติการ บรรยายในวันนี้ ไว้เพียงเท่านี้ก่อน.
Buddhadasa