น.80 วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๑๔ ของพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึง ๔.๓๐ น. แล้ว. ครั้งนี้เป็นการบรรยายครั้งที่ ๓ ซึ่งจะกล่าวถึง "อาการโรคของสัตว์โลก" ผู้เป็น คนไข้ของอวิชชา" สืบเนื่องกันไปจากเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. พระพุทธเจ้าเป็นนายแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง. สัตว์โลก ทั้งปวงเป็นคนไข้ของอวิชชา. คนไข้ เหล่านั้น มีอาการโรคต่าง ๆ กัน แม้จะมากมาย ๕๕
น.81 อย่างไร ก็อยู่ในวิสัยที่พระพุทธเจ้าจะทรงเยียวยาได้. ดังนั้นขอให้ระลึกนึกถึงคำ บาลีที่ว่า : "สพฺพญญ สพฺทฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลก- ติกิจฉโก๋’, ไว้อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า "อาจารย์ของเรานั้นเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้ เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ชนะกิเลส เป็นผู้สอนที่ประกอบด้วยความกรุณาอันใหญ่หลวง เป็นนายแพทย์ผู้รักษาเยียวยาสัตว์ โลกทั้งปวง" ดังนี้. อาการโรค ของคนไข้ ของอวิชชา ทีนี้ เราก็จะดูกันในแง่ที่ว่า สัตว์โลกทั้งปวง ซึ่งเป็นคนไข้ของอวิชชานั้น มีอาการโรคอย่างไรบ้าง. อาการโรค มันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "โรค" เมื่อโรคมันมีต่าง ๆ กัน อาการโรคมันก็ต้องมีต่าง ๆ กันเป็นธรรมดา ; นี้เป็นเรื่องโรคภัยไข้เจ็บทางกาย ทางจิต. ส่วนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บในทางวิญญาณนั้น ความต่างมันก็มีอยู่ในรายละเอียดประเภท เบ็ดเตล็ด. โรคส่วนใหญ่มันเป็นโรคเดียว หรือโรคเหมือนกัน เป็นโรคเดียวที่เรา เรียกว่า เป็นโรคทางจิตทางวิญญาณ และที่เราเรียกว่า เป็นคนไข้ของอวิชชา เพราะว่า มัน มีมูลมาจากอวิชชา มีสมุฏฐานของโรคมาจากอวิชชา ซึ่งเป็นแม่บทของกิเลสตัณหา ทุกชนิด. ถ้าจะดูกันที่อาการภายนอก มันก็ต่างกันบ้าง หรือว่าถ้าเราจะแยกดูไป ทีละแง่ทีละมุม ไม่ดูกันแง่เดียวเสมอไป ก็จะเห็นความแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นคนไข้
น.82 ของอวิชชาเหมือนกัน หรือว่ามีสมุฏฐานมาจากอวิชชา ที่เป็นแม่บทของกิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด แล้วแต่จะเรียกตามภาษาวัด ๆ ในการที่เป็นโรคนี้ ก็มีอาการที่เรา เรียกกันตามธรรมดาที่แสดงออกมา คือว่าถ้ามีอาการคลั่งอย่างนี้ละก็มีลักษณะของอวิชชา เต็มตัว ; เพราะว่าคลั่ง หรือว่าอะไรทำนองนี้ มันไม่รู้สึกตัว. สัตว์โลกผู้เป็น คนไข้ของอวิชชา มีอาการคลั่งอยู่ด้วย กิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ ; มีโลภะ โทสะ โมหะ ชักนำไป หรือบังคับให้ทำ หรือครอบงำอยู่ หรืออะไรก็ตาม แล้วแต่จะเรียก มันก็คลั่งไปตามอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่ง ออกมาจากอวิชชา. อวิชชา คือปราศจากความรู้ เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบจิตใจที่ปราศจาก ความรู้. มันก็เกิด concept อย่างนั้นอย่างนี้ ; แต่เมื่อรวมกันแล้ว ก็มีเพียงสามประเภท คือ โลภะ โทสะ โมหะ ; บางทีก็เรียกว่า ราคะ โทสะ โมหะ ก็มี, บางทีก็เรียกว่า ราคะ โกธะ โมหะ ก็มี, แต่ที่เรียกกันโดยมากก็ว่า โลภะ โทสะ โมหะ. ราคะ มันก็รวมอยู่ใน โลภะ, โกธะ - ความโกรธมันก็รวมอยู่ใน โทสะ, โมหะ ก็มักจะเรียกว่า โมหะ แต่เพียงชื่อเดียว. โลภะ หรือ ราคะ นี้มันเหมือนกัน ตรงที่มีอาการที่จะรวบเข้ามาหาตัวหรือกอดรัดไว้กับตัว. ส่วนโทสะ หรือโกธะนั้นมัน มีอาการผลักออกไปจากตัว. ส่วนโมหะ นี้มีอาการเหมือนกับว่ามันไม่รู้จัก มันก็ สงสัยระแวงพัวพันอยู่รอบ ๆ สิ่งนั้น ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่นัก แต่ส่วนใหญ่ก็ไป หลงเวียนอยู่รอบ ๆ สิ่งเหล่านั้น ขอให้กำหนดจดจำคำอธิบายสามอย่างนี้ไว้ให้ดีๆ สำหรับพวกคุณที่เป็นนัก ศึกษา ; ชาวบ้านเขาเอาไปปนกันยุ่ง หรือบางทีก็แยกกันไม่ออกว่ามันต่างกันอย่างไร. เราอาศัยหลักทาง logic หรือทางวิทยาศาสตร์พิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ชัดว่า : พวก โลภะ
น.83 นั้นเป็นพวกที่จะดึงเข้ามากอดไว้กับตัว, พวก โทสะ มีแต่จะผลักให้ออกไป หรือทำลาย เสียไม่ให้ปรากฏ, พวก โมหะ มันก็พัวพันอยู่รอบ ๆ ด้วยความสนใจด้วยความสงสัย อย่างนี้มันไม่มีทางจะปนกันได้ แม้กิเลสจะมีมากชื่อ ตั้งร้อยตั้งพัน เราก็ สามารถที่จะเอามา จัดกลุ่มให้เหลือเพียงสามประเภทได้. ก็เป็นอันว่าเราเข้าใจเรื่อง กิเลสที่เป็นประธาน ซึ่งแบ่งออกไปเป็นสามอย่างนี้ได้ดี. สัตว์โลกมีอาการคลั่งอยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ เหมือนคนไข้ที่มีอาการคลั่ง. คลั่งทางร่างกาย ทางจิต นั้นมันเห็นง่าย มีอาการเห็นง่าย แต่ คลังทางวิญญาณนี้ไม่เห็น ได้ง่าย สำหรับผู้ที่ไม่มีธรรมจักษุ ดังนั้นจึงเห็นเป็นไม่คลั่ง. แต่อย่าลืมว่า เราเองถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่เพียงใดก็จะมีอาการคลั่งอยู่ด้วยความ โลภ ความโกรธ ความหลง ทั้งกลางวันกลางคืน ; แม้นอนหลับแล้วก็ยังคลั่งอยู่ใต้ สำนึก หรือด้วยความฝัน. ดังนั้นขออย่าได้ประมาท ดูมันให้ดี ๆ ว่ามันมีอาการคลั่งอยู่ ตลอดเวลาที่มันมีอาการของความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าครอบงำแล้วยังแถม อยู่ใต้สำนึก คือไม่ค่อยจะรู้สึก ; หมายความว่ามันพร้อมที่จะออกมาเป็นเต็มสำนึก อยู่เสมอ. จิตใต้สำนึกก็เต็มอยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ แล้วแสดงออกมาด้วยอาการ เต็มสำนึกเป็นคราว ๆ และเป็นอย่าง ๆ แล้วแต่ว่าอารมณ์อะไรจะเข้ามากระทบ. อารมณ์ที่ น่ารักก็ทำให้เกิดความรัก, อารมณ์ที่น่าเกลียด มันก็ทำให้เกิดความเกลียด, ทีนี้อารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลมันก็ทำให้หลงใหล
น.84 ชาวบ้านชาววัดพูดถึง โลภะ โทสะ โมหะ กันจนคืนไปหมด. แต่พวกคุณก็ อาจจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องครึกระพันสมัยอีกเหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องของชาวบ้านชาววัด คนแก่ยายแก่ตาแก่พูด. แต่ถ้าเรามองดูในตัวของตัวเองภายในจิตใจของตัวเอง ก็จะพบว่ามันก็ยังมี สิ่งนี้เดือดพล่านอยู่ในจิตใจ คือคลั่งอยู่ในภายในเป็นเรื่องทางวิญญาณ แต่ก็ขอให้สะดุ้งว่า เรายังมี โรคทางวิญญาณ อยู่. โลภะโทสะ โมหะ เป็นเหตุของอาการไข้ ที่วนเวียนอยู่ตลอดเวลา เรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ นี้ เป็นเรื่องที่จะต้องสนใจมากต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีหยุด แม้กระทั่งว่าจะหมดกิเลส หมดโลภะ โทสะ โมหะ ก็ยังต้องสนใจใน ฐานะที่มันหมดไปแล้ว. เดี๋ยวนี้มันยังมีอยู่ ยังมีความเคยชินที่จะเกิดอยู่ในใต้สำนึก รู้จักมันเสียให้ดี ๆ จะได้ผลคุ้มค่าในการที่ได้ลงทุนศึกษาพุทธศาสนา ด้วยความยากลำบาก หรือว่าด้วยเจตนาดี. สัตว์โลกมีอาการคลั่งอยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ แล้วก็มีอาการเพ้อไปตาม อำนาจของ โลภะ โทสะ โมหะ ที่มันทำหน้าที่ของมันเต็มที่ กลายเป็นวัฏฏะขึ้นมา. ถ้าคุณรู้จักกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ คุณก็ต้องรู้จักเรื่องของวัฏฏะ ซึ่งเป็น ความหมุนเวียนของกิเลสนี้.
น.85 ที่เขาพูดว่า "วัฏฏะ" หรือว่า วัฏฏสงสาร พวกคุณนักเรียน นักศึกษาสมัย ใหม่ ก็ชักจะรู้สึกว่า มันเป็นคำครึกระอีก ; ก็เลยมีความเฉยเมยที่จะเข้าไปรู้ให้ชัดว่า "มันคืออะไร" ถ้ารู้เมื่อไรก็จะรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าวัฏฏะหรือ วัฏฏสงสารนั้นมันมีอยู่ในตัวเรา นี่เองแทบตลอดเวลา. วัฏฏะ แปลว่า วงกลม สงสาร แปลว่า เวียนว่าย วัฏฏสงสาร แปลว่า เวียนว่ายอยู่ในวงกลม. วงกลมนี้ประกอบด้วยส่วน ๓ ส่วน คือ :- ส่วนที่ ๑ ได้แก่ กิเลส : โลภะ โทสะ โมหะ อย่างที่กล่าวแล้ว ส่วนที่ ๑ นี้ เป็นเหตุให้กระทำ ส่วนที่ ๒ ที่เรียกว่า "กรรม" ส่วนที่ ๒ คือสิ่งเรียกว่า "กรรม" กรรมดีกรรมชั่ว กรรมไม่ดีไม่ชั่ว อะไร ก็ตาม นี้มันทำด้วยอำนาจของกิเลส ส่วนที่ ๒ คือ กรรม นี้ก็ เป็นเหตุให้เกิดส่วนที่ ๓ ที่เรียกว่า "วิบาก". ส่วนที่ ๓ คือ ผลกรรม เรียกว่า "วิบาก" เป็นผลกรรมที่ทำให้เกิดความ รู้สึกเป็นสุข หรือเป็นทุกข์. แต่ว่าผลกรรมนี้มันไม่หยุดอยู่แค่นั้น พอเรารู้สึกเป็นสุข หรือทุกข์ มันก็เกิด concept อันใหม่ ที่จะเป็นกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาอีก :- รู้สึกเป็นสุขขึ้นมา มันก็เกิดกิเลสที่จะขยายความสุขนั้น, หรือว่าถ้าเป็นทุกข์ มันก็เกิดกิเลสประเภทโกรธ ประเภทโทสะขึ้นมา ก็จะทำกรรมไปตามอำนาจของโทสะนั้น ต่อไป เช่น ไปตีไปฆ่าเขา เป็นต้น.
น.86 ผลกรรม ทำให้เกิดกิเลสอีก - กิเลสก็ทำให้มีกรรม หรือมีการกระทำ กรรมขึ้นมาอีก - การทำกรรมทำให้เกิดผลอีก - ผลกรรมก็ทำให้เกิดกิเลสอีก ; มัน เป็นวงกลมที่ซ้ำกันลงไป แต่ว่ารูปร่างมันต่างกัน. เพราะฉะนั้น มันจึงมีลักษณะเหมือน กับเป็นห่วงของวงกลม ที่เกี่ยวกันเป็นลูกโซ่อยู่ในจิตใจของเราเป็นประจำวัน. นี่คือวัฏฏะ หรือวัฏฏะสงสาร มีอาการเหมือนกับเพ้อ คือเป็นเรื่อยไปไม่มีหยุด แต่แล้ว เราก็ไม่เคยเอาใจใส่กับสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นโรคร้าย. บางทีเราจะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องสนุกเสียด้วยซ้ำไป ที่ได้เกิดกิเลส เกิดราคะ เกิดความรู้สึกทางกามารมณ์ มันก็สนุกสนานไป; แม้จะเกิดกิเลสประเภทโทสะ โกธะ มันก็สนุกไปอีกแบบหนึ่งตามประสาของยักษ์มาร หรือภูตผีปีศาจ. . เพราะฉะนั้น มันจึง มีการทะเลาะวิวาทกัน ตีกัน อะไรกันแม้ในมหาวิทยาลัยอย่างที่พวกคุณก็เคยได้เห็นได้ยิน. นี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับสิ่งที่เรียกว่าวัฏฏะนี้ ไม่เช่นนั้นมันจะเป็น วงกลมไปไม่ได้มันจะขาดตอน ; กิเลสมันมีอาการที่หลอกให้โง่ให้หลง หลงว่าเป็น ของดี มันจึงส่งวนกันไปเป็นวงกลม ไม่ขาดตอนได้. ผู้ที่เรียกตัวเองว่า นักศึกษา ยกพวกตีกันบ้าง หรือทำอะไรที่น่าเกลียด น่าชัง มากขึ้นทุกที ตามยุคสมัยใหม่นี้ ก็เพราะเหินห่างจากศาสนา ซึ่งเป็นข้าศึก ของกิเลส. ไปรับเอาอารยธรรมบ้า ๆ บอ ๆ ของต่างประเทศมาเชิดชู ยึดถือจนลืมตัว มันก็ได้เป็นโรคของกิเลส มีอาการคลั่ง ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ, มีอาการเพ้อไปด้วย อำนาจ โลภะ โทสะ โมหะ ที่มันเวียนเป็นวงกลมให้ ทำกรรม-ให้รับผลกรรม -ให้เวียน มาก่อกิเลสใหม่เรื่อยไปอย่างนี้. นี่เป็นตัวอย่างของอาการโรค ของคนไข้ ของอวิชชา.
น.87 การพูดในรูปอุปมา ทำให้จำง่าย อยากจะบอกให้ทราบเสียตอนนี้เลยว่า ทำไมเราจึงพูดเป็นรูปอุปมาเช่นนี้ อุปมาเหมือนโรค เหมือนอะไรเหล่านี้ ก็เพราะมันจำง่าย, เป็นวิธีที่ใช้มาแต่โบราณกาล ก่อนพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าก็ใช้วิธีอุปมา เพราะว่ามันจำง่าย แล้วมันไปเข้าเรื่องกัน กับเรื่องที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ทำให้จำง่าย. เพราะฉะนั้นอย่าได้เห็น หรือรู้สึก ไปว่าเป็นเรื่องแกล้งพูดหรืออุปมากันสนุก ๆ หรือแปลก ๆ หาเรื่องที่จะอุปมากันเสียเรื่อย ; นี้มันก็ถูกเหมือนกัน หาเรื่องที่จะอุปมา ก็เพื่อว่าหาเรื่องที่จะช่วยให้เกิดความจำได้ง่าย แล้วก็จำได้ไม่ลืม จึง เปรียบอาการป่วยด้วยโรคของกิเลสเหมือนกับอาการป่วยซึ่งมี อาการคลั่ง อาการเพ้อของโรคนั้น ๆ. ทีนี้ ก็อยากจะ เปรียบด้วยอาการกินของแสลง. เมื่อการแพทย์ยังไม่เจริญ ในสมัยโบราณ เรื่องของแสลงนี้สำคัญมาก ทำให้ตายคาที่ได้เหมือนกัน; แต่มาถึง การแพทย์ในสมัยปัจจุบันนี้ ความรู้ก้าวหน้า กำจัดอันตรายจากการกินของแสลงนี้ได้มาก จึงไม่ค่อยจะสนใจกัน จนแทบจะไม่มีอะไรแสลง. แต่ผมยังอยากจะบอกให้ทราบว่า เรื่องของแสลงนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็น ปัญหาใหญ่ที่จะต้องระมัดระวัง ; เพราะว่า คำว่าของแสลงมิได้หมายความถึงของที่จะ กินเข้าไปทางปากอย่างเดียว มันจะกินเข้าไปทางตำ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางผิวหนัง อะไรก็ได้ คนโบราณเขาจึงว่าของแสลงเป็นของที่น่ากลัว
น.88 ๖๓ อาการโรคของสัตว์ผู้เป็นคนไข้ของอวิชชา คนที่เป็นโรคอัมพาตอยู่บ้าง ลองไปกินน้ำมะพร้าวอ่อน ก็ชักคาปาก, คนเป็นโรคกระเพาะบางชนิด กินกุ้งเข้าไปจะปวดท้องแทบจะขาดใจตายอยู่ที่ตรงนั้น นี่เป็นตัวอย่างของแสลงทางปาก ซึ่งยังมีกระทบกระทั่ง ทางตา ทางหู ทางอะไรอีกมาก ที่ทำให้มันมีอาการทนทรมาน เจ็บปวด หรือว่าถึงกับทำให้โรคภัยลุกลามยิ่งขึ้นไป. โรคทางวิญญาณมีของแสลง คืออายตนะ ๖ สำหรับโรคทางวิญญาณมีของแสลงก็คือ อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มีอยู่ ๖ ทาง เขาเรียกกันว่า อารมณ์ ๖ หรืออายตนะ ภายนอก ๖; นี้ก็เป็นคำแปลกคำใหม่สำหรับพวกคุณอีก ก็ขอให้จำไว้อีก เรื่องมัน จะได้น้อยลง, เรื่องที่จะศึกษา หรือสงสัย หรือลำบาก มันจะได้น้อยลง ๆ ถ้าเราจำคำ เหล่านี้ไว้ให้ดี ๆ. อารมณ์ ๖ คือ อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อารมณ์ทางตาก็คือ รูป อารมณ์ทางหูก็คือ เสียง อารมณ์ทางจมูกก็คือ กลิ่น อารมณ์ ทางลิ้นก็คือ รส ที่รู้สึกขึ้นที่ลิ้น อารมณ์ทางกายก็คือ สิ่งที่สัมผัส อยู่ทางผิวหนัง อารมณ์ ทางจิตก็คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในจิต ; เป็น ๖ อย่าง นี้เรียกว่า อารมณ์. คำว่า อารมณ์ แปลว่า ที่ยึดที่หน่วง "อารมณ์" ภาษาบาลีแปลว่า เข้าไปยึด หน่วง ที่เข้าไปเกาะเกี่ยว, มันเป็นสิ่ง หรือเป็นที่ที่จิตจะเข้าไปเกาะเกี่ยว ยึดหน่วง พัวพัน. คำว่าอารมณ์แปลว่าอย่างนี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี่เป็นอารมณ์ สำหรับที่จิตจะเข้าไปเกาะเกี่ยว.
น.89 อย่าเอาไปปนกับคำว่า อารมณ์ในภาษาไทย ใหม่ ๆ ที่เขาใช้กันอย่างอื่น เช่น อารมณ์เสีย อารมณ์ดี อารมณ์ร้าย นั้น ก็อีกความหมายหนึ่ง ซึ่งหมายถึงพวก emotion พวกอะไรไปทำนองนี้. อารมณ์ในทางภาษาศาสนานี้ เขาหมายถึงของข้างนอกที่มันจะกระทบ กันเข้ากับของข้างใน ของข้างในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของข้างนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ เป็นคู่กัน. นี่ก็คือตัวการใหญ่ในเรื่องของมนุษย์ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้มนุษย์ก็มีขึ้นมาไม่ได้ มีชีวิตอยู่ไม่ได้ หรือว่าไม่เกิดกิเลสไม่เกิดความทุกข์อะไรได้ มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เขาเรียกมันว่าเป็นเรื่องใหญ่. คำว่า "เรื่องใหญ่" มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "อินทรีย์" , อินทรีย์ คำนี้แปล ว่า ใหญ่ หรือ สำคัญ คือ เรื่องใหญ่. อินทรีย์ในภาษาบาลีไม่ใช่นกอินทรี หรืออะไร ทำนองนั้น ; แต่หมายถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เป็นตัวการสำคัญเป็นเรื่องใหญ่. อินทรีย์เที่ยวกินเหยื่อ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเข้า แล้วมันก็ก่อเรื่อง ให้เกิดกิเลส เว้นไว้แต่ว่าจะควบคุมอินทรีย์นั้นไว้ได้ดีเสียก่อน. ทีนี้คนมีโมหะ มีอวิชชา ไม่รู้จักควบคุม ก็ปล่อยไปตามเรื่องของอินทรีย์นี้ แล้วก็ไปกินของแสลงทางวิญญาณเข้า. รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ นี้ ที่จริงมันก็เป็นของจำเป็นที่ชีวิตจะต้องมี ; แต่เดี๋ยวนี้เราไม่มอง ไม่รู้สึกในแง่นั้น มันรู้สึกในแง่เพื่อ หรือแง่เกิน คือเป็นของเอร็ดอร่อยไปเสีย
น.90 มันเหมือนกับเรา กินข้าว กินอาหารประจำวันนี้ ถ้าเรากินอย่างอาหารมันก็ดี กินถูกต้องอย่างกินอาหารมันก็ดี ; แต่ทีนี้เรา กินอย่างเหยื่อ ไม่กินอย่างอาหาร กิน เพื่อให้อร่อยลิ้น กินอย่างพิถีพิถัน ต้องขับรถยนต์ไปตั้งครึ่งชั่วโมง เพื่อจะไปกินอาหาร อร่อย กลางวัน ที่ร้านนั้นร้านนี้ แทนที่จะไปกินอาหารจานละ ๕๐ สตางค์ ที่โรงเรียน หรือออฟฟิศนั้นเอง. ถ้า กินถูกต้อง คือ เพียงความอยู่ได้ของร่างกาย เรียกว่า "กินอาหาร" , ถ้า กินด้วยกิเลส ตัณหา เพื่อเอร็ดอร่อย เพื่อกิเลสตัณหานั้นเอง ก็เรียกว่า "กินเหยื่อ" ; ดังนั้น กินเหยื่อก็คือกินของแสลง. ถ้ากินอาหารนั้นก็เป็นของธรรมดา คนไข้ก็ต้อง กินอาหาร, ถ้ากินผิดก็กลายเป็นกินเหยื่อ หรือกินของแสลง. ที่โรงพยาบาลเขาก็ระมัดระวังให้คนไข้ ได้กินอาหารที่ถูกต้อง ไม่ต้อง การให้กินเหยื่อ เหยื่อคือของแสลง โรคทางวิญญาณมีของแสลงก็คือ "เหยื่อ" ที่เข้า มาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้. ขอให้จำคำว่า "อายตนะ" นี้ไว้ให้ดีๆ สำหรับจะได้ศึกษาต่อไปอย่าง ละเอียด มันมีเรื่องมาก ; ในที่นี้เรามองมันในฐานะเป็นของแสลง. คนไข้ของอวิชชาไม่ชอบกินยาของหมอที่แท้จริง ต่อไปก็อยากจะแนะให้เห็นว่า คนไข้ของอวิชชานี้ มีอาการที่ไม่ชอบกินยา ของหมอที่แท้จริง หรือหวังดี กลับไปชอบกินยาของหมอคดโกงหลอกลวง เหมือนกับ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว.
น.91 โดยทั่วไปเราก็เห็นว่า คนไข้ทางร่างกาย ทางวัตถุ ตามธรรมดานี้ เขาไม่ชอบ ไปโรงพยาบาล ; โดยเฉพาะในสมัยก่อนนี้เกลียดกลัวโรงพยาบาล ก็ไปหาหมอกลางบ้าน ซึ่งส่วนมากก็เป็นผู้ที่หลอกลวงโดยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง คือเขาไม่เจตนาก็มี เพราะเขา ไม่มีความรู้ เขาก็ทำไปตามความโง่ ความงมงาย. คนไข้ที่เป็นชาวบ้าน หรือชาวบ้าน ที่เป็นคนไข้นั้น ก็ตายเสียเป็นส่วนมาก เพิ่งจะนิยมไปโรงพยาบาลกันเมื่อไม่นานมานี้ ; ก่อนนี้ก็มีแต่หมอพื้นบ้าน ที่ทำไปตามบุญตามกรรม คนไข้ก็ติดหมออย่างนั้น ไม่ยอม รับการรักษาแบบใหม่ เพราะเขาว่ามันผิด หรือมันทำให้ตาย. ถึงแม้เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ ที่คนไข้ชอบไปหาหมอเถื่อน เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ; แบบนี้มันกำลังยุ่งกันมากขึ้น เพราะว่าหมอเถื่อนหรือหมอแท้ก็ปนกันยุ่งมากขึ้นทุกที. ฝ่ายหมอแท้ที่มีความรู้จริง ก็ยังมีแยกออกไปว่า เป็นผู้ที่มีเมตตากรุณา หรือ ว่าเป็นผู้เห็นแก่เงิน ; หมอที่มีความรู้จริงแต่เห็นแก่เงินก็มีเหมือนกัน, พวกชาวบ้าน ที่เป็นคนไข้ก็เลยกวัดแกว่งไม่รู้จะเอาอย่างไรกันแน่ ; แต่ว่าส่วนใหญ่ก็ยังงมงาย ไปหา หมอรดน้ำมนต์ หาหมออะไรอย่างนั้นมากกว่าที่จะไปหาหมอที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไปหา หมอไสยศาสตร์ดีกว่าไปหาหมอวิทยาศาสตร์ หมอวิทยาศาสตร์นี้ก็มักจะพูดในทำนองให้เขากลัวมากขึ้น หรือไม่หายกลัว, ส่วนหมอไสยศาสตร์นั้น เขามีการพูดหรืออะไรที่แสดงให้เขาหายกลัวเดี๋ยวนั้น สบายใจ ไปเดี๋ยวนั้น อย่างนี้เป็นต้น. คนไข้ก็เลยรวนเร หรือเวียนหัว ไปเอาของผิดแทน ของถูก ไปเอาของช่วยไม่ได้มาแทนของที่ช่วยได้ อยู่อย่างนี้. นี่คือข้อที่ว่าคนไข้ของ อวิชชานี้เป็นเสียอย่างนี้.
น.92 ในทางวิญญาณก็เหมือนกัน สัตว์โลกที่มีความเจ็บไข้ทางวิญญาณก็ไม่ ค่อยไปหาพระพุทธเจ้า เพราะว่าเขาไม่รู้. จงดูซิพวกคุณมีกี่องค์ที่มาศึกษาธรรมะนี้ นอกนั้นอีกมากมาย ไม่สนใจในเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเหมือนยา เหมือนหมอ. ชาวบ้านในสมัยพุทธกาลก็มีเป็นส่วนมากที่ไม่สนใจในธรรมะในฐานะ ที่เป็นยาแก้โรคทางวิญญาณ เขาก็เลยไปถือไสยศาสตร์เช่นเดียวกัน หาที่พึ่งดับทุกข์ทาง ไสยศาสตร์เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่ออะไรไปตามเรื่อง ไปบูชายัญ ฆ่าคนบูชายัญ นี้ก็มีใน ประวัติศาสตร์ของศาสนาในอินเดีย. คนไข้ของอวิชชา มีอะไรมากเกินไปถึงขนาดนี้ มันมีอาการชนิดที่ผิด ๆ นี้, ผิดเนื่องต่อกันไปเป็นสาย, เมื่อมันผิดอย่างนี้แล้วก็ไปผิดอย่างโน้นอีก, มันผิดอย่างโน้น แล้วก็ผิดอย่างโน้นต่อไปอีก. นี่อาการของโรคมันก็ผิดต่อ ๆ กันไป. คนไข้ของกิเลสมีอาการวิปริตต่าง ๆ มาก ทีนี้ มองดูอาการของ คนไข้ของกิเลส อีกทางหนึ่ง ซึ่งคุณควรจะจำไว้ เป็น คำในพระบาลี ในพระคัมภีร์ เป็นรูปพระพุทธภาษิตว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวัน เป็นไฟ”, เป็นวลีที่ควรจะจำไว้ตลอดชีวิตว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ” ถ้ามีกิเลสเต็มที่มันก็มีอาการอย่างนี้ : กลางคืนก็วิตกกังวลครุ่นคิด นอนไม่หลับ นอน หลับยาก แต่มันก็ต้องทนนอน เพราะมันเป็นกลางคืน, พอกลางวัน สว่างขึ้นมันก็ เป็นไฟ คือว่า ทำไปตามอำนาจของกิเลส.
น.93 แม้ในเรื่องธรรมดาที่ไม่เกี่ยวกับโรคกิเลสนี้ มันก็มีอาการอย่างนี้อยู่แล้ว : มนุษย์เรากลางคืนก็นอนคิดว่า พรุ่งนี้จะหากินอย่างไร ? จะทำอย่างไร ? พอสว่างขึ้น ก็รีบทำ ไปทำงานที่ออฟฟิศ ไปทำอะไรที่ไหนก็ตามใจ ตามธรรมดามันก็เป็นอย่างนี้ อยู่แล้ว. พอมีโรคกิเลสเข้ามาครอบงำ ก็เป็นอย่างนั้นรุนแรงมากขึ้น : กลางคืน ก็นอน ทรมานใจ กลางวันก็ทรมานกาย. นี่แหละรวมเรียกว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ" อย่าลืมเสียว่า ให้มองดูตัวเองด้วยว่า กลางคืนคิดด้วยอำนาจของกิเลส หรือว่าคิดตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีเหตุผลพอสมควร ; และพอกลางวันมันเป็นไฟ ด้วยอำนาจของกิเลส หรือว่าเป็นไปตามหน้าที่การงาน ที่มีสติปัญญาถูกต้องพอสมควร. แต่ถึงอย่างไรก็ขออย่าให้รวมอยู่ในคำว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ". แต่ว่า อัดควันนี้ ก็อย่าให้ถึงกับเป็นทุกข์ทรมาน, เป็นไฟก็อย่าให้ถึงกับเผาลน ให้มีธรรม คุ้มครอง ควบคุม ให้การอัดควัน หรือการลุกเป็นไฟนี้ให้ถูกต้อง ก็กลายเป็นสิ่งที่มี ทุกข์น้อย หรือไม่มีความทุกข์ไปในที่สุด. ให้มันหยุด "อัดควัน" หยุด "เป็นไฟ” ได้ในที่สุด คือให้มีแต่ธรรมะ หรือมีสติปัญญาที่ถูกต้อง ที่เรียกว่ามีธรรมะนี้อยู่ตลอดเวลา อย่าให้เลยไปเป็นอัดควันหรือเป็นไฟ. เดี๋ยวนี้คนไข้ของอวิชชาในโลกทั้งโลก มันอัดควันและเป็นไฟ กลางคืน ก็นอนคิดว่าจะทำอะไร? จะใช้ลูกระเบิดชนิดไหน ? เครื่องบินชนิดไหนไปโยนใส่พวก ข้าศึกให้มันตายให้หมด. พอกลางวันมันก็ไปทำอย่างนั้นจริงๆ; ถ้าอย่างนี้มันก็มาก เกินไป โลกนี้มันก็มีความทุกข์มหาศาลมากขึ้น. นี้คืออาการที่เรียกว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ”.
น.94 ทีนี้ จะดูกันที่เนื้อที่ตัวบ้าง ว่า สัดส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย ที่เรียก ว่า "ธาตุ" นี้กำลังวิปริต. แพทย์แผนโบราณเขาเข้าใจใช้คำว่า ธาตุ ขึ้นหน้า : ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม. ส่วนพวกคุณเรียนมหาวิทยาลัย เป็นแพทย์สมัยใหม่ ก็หัวเราะ เยาะตามเคย เพราะความที่ไม่เข้าใจตรงตามที่เป็นจริง. แพทย์สมัยโบราณนี้มีมาตั้งพันปี หรือว่าหมื่นปีก็ได้ ที่เริ่มรู้จักว่าอะไรเป็นอะไรในการเยียวยารักษาโรค. การแพทย์สมัยใหม่นี้เพิ่งก้าวหน้าจริงจังในระยะสักสิบ ๆ ปี หรือสักร้อยปีนี้ แยกตัวออกมาเด็ดขาดจากแพทย์สมัยโบราณ แพทย์สมัยโบราณเขาเรียกมันว่า ธาตุ : ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ; ที่ยังเหลืออยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้ก็อาศัยหลักอันนี้. จะ กินยา จะทำยาขึ้นกิน มันก็จะต้องนึกถึงเรื่องธาตุนี้ไว้ก่อน. ถ้าว่ามีโรคอะไรเกิดขึ้น เขาจะใช้คำว่า "ธาตุกำลังวิปริต" ผิดส่วนใน ระหว่างธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม. หมอจีนหรือหมอไทยก็ถือหลักอันนี้ ; จับ ชีพจร เขาก็จับเพื่อให้รู้ว่าธาตุอะไรมันหย่อน ธาตุอะไรมันเกิน ไม่ใช่อย่างที่พวกคุณ จับชีพจร เพื่อรู้การเต้นของหัวใจว่าผิดปกติอย่างไร. พวกคุณที่ไม่รู้เรื่องแล้วไปดูหมื่นว่าเขา ที่เขาใช้คำว่าธาตุ, พวกนักวิทยา- ศาสตร์ก็ดูหมื่นคนโบราณ ที่ใช้คำว่า "ธาตุ" หรือพูดด้วยคำว่าธาตุ. พอพูดว่าธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ไปเข้าใจว่า ดินคือดิน น้ำคือน้ำ ลมคือลม อะไรอย่างนี้ แยก ออกไปเป็นส่วน ๆ ไป ซึ่งความรู้สมัยใหม่นี้ก็ส่อไปในทางให้เห็นว่ามันไม่แยกกัน ; เช่น ในโลหิตซึ่งเป็นน้ำเหลวนั้น แพทย์โบราณก็ว่าเป็นธาตุน้ำ. แต่ในโลหิตนั้น ถูกแล้ว มีของแข็งมีของเหลวมีอุณหภูมิซึ่งเป็นธาตุไฟ มีแก๊สซึ่งอาจระเหยได้อยู่ในโลหิตนั้น ; ในโลหิตเพียงอย่างเดียวก็มีทั้ง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม. เยื่อเนื้ออะไร
น.95 บางอย่างที่มีอยู่ในโลหิตนั้นก็เป็นธาตุดิน, ความเป็นน้ำใสก็เป็นธาตุน้ำ, อุณหภูมิของ โลหิตก็เป็นธาตุไฟ, แก๊สระเหยได้ในโลหิตมันก็เป็นธาตุลม. คุณก็หัวเราะเยาะเขาที่ ไปเรียกเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ แยกกันเป็นอย่าง ๆ อยู่ข้างนอก. ที่จริงคำว่าธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เขาก็ มีหลักอย่างเดียวกัน กับสมัยใหม่ สมัยวิทยาศาสตร์นี้ : ธาตุดินคือของแข็ง, ธาตุน้ำคือคุณสมบัติ ที่มัน เปลี่ยนรูปได้ไปตามสิ่งที่ห่อหุ้ม คือความหมายของคำว่า cohesion ของที่มันเปลี่ยนรูปได้ ตามสิ่งที่ห่อหุ้ม เป็นลักษณะเฉพาะของน้ำ น้ำมันเปลี่ยนรูป เกาะยึดตัวมัน แล้วมันก็ยัง เปลี่ยนรูปไปตามสิ่งที่ห่อหุ้ม ลักษณะที่มันเกาะตัวกันอยู่เป็นของเหลวได้นี้เป็นธาตุน้ำ, ธาตุไฟ คืออุณหภูมินั่นเอง, ธาตุลม ก็คือการระเหยของแก๊ส. หมอแผนโบราณที่ศึกษาน้อย เขาแยกออกเป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็น่าหัวเราะ ; แต่หลักในทางศาสนา ทางภาษาบาลี ก็มีคำอธิบายที่มันไม่ ขัดกันกับความรู้สมัยใหม่นี้. เดี๋ยวนี้เราก็เห็นชัดอยู่ว่า ความวิปริตของร่างกายที่เป็น โรคนั้นมันมีหลักพื้นฐาน หรือ element อันนี้. สี่อย่างนี้ไม่ปรกติแล้ว เช่น อุณหภูมิ มันมากไป หรือน้อยไป, หรือความระเหยของอุณหภูมิหรือแก๊สนั้น มันไม่ถูกต้องตาม ธรรมชาติ มันจึงมีอาการเป็นโรคขึ้นมา เพราะความวิปริตของธาตุ ความไม่ถูกต้องตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติของสิ่งที่เรียกว่าธาตุ ที่ประกอบกันเข้าเป็นร่างกายนี้. เดี๋ยวนี้ คนเรามีอะไรที่ทำให้เกิดความวิปริตอย่างนั้นมากขึ้น มันก็เป็นเรื่องของกิเลส. ทางธรรม ก็มีธาตุ แบ่งออกไปอีกสองธาตุ คือ ธาตุจิต และ ธาตุว่าง. ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และยังมีอากาศธาตุ และวิญญาณธาตุอีก รวมเป็น หกธาตุ ประกอบกันอยู่เป็นคน ๆ หนึ่ง. อากาศ ในที่นี้หมายถึง ว่าง ไม่ใช่ธาตุลม ;
น.96 vacuum ที่เป็นส่วนประกอบที่มีอยู่ในร่างกายนี้มันเป็นอากาสธาตุตามความหมายของทาง พี่สิคส์, แล้ว วิญญาณธาตุนั้นคือธาตุจิตใจ ธาตุความรู้สึก รวมกันเป็นหกธาตุ ประกอบ กันอยู่เป็นคน ๆ หนึ่ง. พอความไม่ถูกต้อง หรือความไม่สมดุลย์ ระหว่างธาตุทั้งหกนี้เกิดขึ้นใน ร่างกายของคน ๆ หนึ่งนี้ ก็มีอาการของโรค ไม่ทางกายก็ทางจิต ไม่ทางจิตก็ทางวิญญาณ. ดังนั้นจึงมี โรคทางวิญญาณนี้อยู่เป็นส่วนใหญ่ เพราะความไม่ปรกติ ไม่ถูกต้อง ของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ วิญญาณธาตุคือ จิตใจ มันไม่ประกอบอยู่ด้วยความถูกต้อง มือวิชชาครอบงำมากเกินไป จึงเป็น โรคทางวิญญาณอยู่แทบตลอดเวลา. นี่เป็นเหตุให้เราเรียกว่า "เป็นคนไข้ของอวิชชา" เพราะอวิชชาครอบงำวิญญาณธาตุเสียเรื่อยไป มันเกิดขึ้นในตัวมันแล้วก็ครอบงำมัน. สิ่งที่เรียกว่า กิเลส ตัณหา นี้ก็ไม่ได้เกิดจากอะไร เกิดในจิต เกิดจากจิต และก็กัดจิตนั้น ทำลายจิตนั้นให้กร่อนไป. เหมือนกับการเกิดสนิม เกิดที่เหล็ก แล้วก็กัดเหล็กนั้นเอง. ฉะนั้น เมื่อเรารู้เรื่องส่วนประกอบที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น มนุษย์คนหนึ่งนี้ให้ถูกต้อง ที่เรียกว่าธาตุหนึ่ง ๆ นี้, แล้วก็ทำให้มันถูกต้อง มันก็จะ มีความสบาย. แต่เดี๋ยวนี้มีอาการที่เรียกว่า ธาตุวิปริต กันเสียเรื่อย ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต นี้ก็ เป็นอาการของโรคอันหนึ่งของโรคทางวิญญาณ. โรคทางวิญญาณ มีอุปาทานเป็นเชื้อโรค ทีนี้ จะดูกันถึงเชื้อโรคบ้าง ในคำอุปมาในภาษาธรรมนี้ “ร่างกายนี้ ประกอบอยู่ด้วยเชื่อโรค" คล้ายๆ กับว่าเป็นของประจำเอาเสียเลย หมายถึงโรคทาง
น.97 วิญญาณ. แม้โรคทางฟิสิกส์อย่างของพวกคุณนี้ก็เถอะ ผมก็อยากจะพูดว่า มันก็มี เชื้อโรคประจำอยู่ในร่างกายนี้ แต่มันไม่ถึงขนาดที่จะเป็นอันตราย มันจึงไม่ปรากฏ ไม่เป็นปัญหาขึ้นมา ; ต่อเมื่อรับมันเข้าไปมาก หรือมัน develop ขึ้นในภายในมากมันจึง จะเป็นอันตราย เราก็ถือว่ามันมีเชื้อโรคอยู่ในร่างกายตลอดเวลาเหมือนกันแม้โรคทางกาย. ส่วนโรคทางวิญญาณนี้ มันมีความเคยชินของเชื้อโรคนี้ จนมันเหมือนกับว่า มี อยู่ตลอดเวลา. เชื้อโรคที่เกิดโรคทางวิญญาณนี้ เราอยากจะเรียกมันว่า "อุปาทาน". ขอให้จำคำว่า "อุปาทาน" ไว้ในฐานะที่เป็นเชื้อ เพราะคำ ๆ นี้มันแปลว่าเชื้อ, คำว่า อุปาทานนี้ แปลว่า "เชื้อ". ไม้ฟืนนี้เป็นอุปาทานของไฟ, น้ำมันเชื้อเพลิงจึงเป็นอุปาทานของไฟ คือ เป็นเชื้อของไฟ ; คำว่า "อุปาทาน" แปลว่า เชื้อ. ในที่นี้เอามาเป็นเชื้อโรคทาง วิญญาณ หล่อเลี้ยงโรคทางวิญญาณไว้เรื่อย แต่อย่าเอาไปปนกับคำว่า อุปาทาน ตาม ภาษาชาวบ้านพูด : อุปาทานทำให้ จิตวิปริต เป็นฮิสทีเรีย เป็นอะไรทำนองนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น. คำว่า อุปาทาน เขาแปลว่า เชื้อที่หล่อเลี้ยงอะไรไว้ ไม่ให้มันหยุด หรือสิ้นสุดลงไปได้ เช่น น้ำมันหล่อเลี้ยงไฟนี้. ทางวิญญาณนี้ อุปาทานมันหล่อเลี้ยงโรคทางวิญญาณ, เชื้ออุปาทานนี้ มันหล่อเลี้ยงโรคทางวิญญาณ มันเป็นเชื้อของโรคทางวิญญาณ. อุปาทานก็คือ ความเข้าใจผิดแล้วก็มั่นหมายในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เรียกว่า "ความยึดมั่น" : ยึดมั่นในกามารมณ์, ยึดมั่นในความคิดความเห็นของตัวเอง, ยึดมั่นในสิ่งที่ทำ มาจนชิน ตั้งแต่อ้อนแต่ออก, แล้วก็ ยึดมั่นว่า ตัวกู - ของกู นี้, มีอยู่ ๔ อย่าง
น.98 ไปหารายละเอียดอ่านเพิ่มเติมจากคำบรรยายปีก่อน ๆ ที่เขาพิมพ์ไว้แพร่หลาย. เฉพาะที่นี่ เดี๋ยวนี้ อยากจะพูดให้เห็นว่า มันเป็นเชื้อโรคทางวิญญาณหล่อเลี้ยงโรคทางวิญญาณ. ทุกคนเคยชินในความมีเชื้อนี้ : ยึดมั่นอยู่ในทางกามารมณ์ พอวี่แวว ของกามารมณ์ผ่านมาก็ตะครุบเอาทันที. หรือว่า ยึดมั่นในทาง ทิฏฐิ - ในความคิดเห็น ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมทุกอย่าง. ยึดมั่นเพราะอุปาทาน อันนี้มันก็โง่ เคยทำอะไรมา แต่อ้อนแต่ออก แล้วก็ยึดมั่นอย่างนั้นอยู่เรื่อย. - โดยเฉพาะในเรื่องไสยศาสตร์ ถูกสอน ให้ผิดมาอย่างไร แล้วมันก็ผิดมาเรื่อย เช่น กลัวผี กลัวห่า นี้ก็อยู่ในพวกนี้ ที่ถูกทำให้โง่ กลัวผีมาตั้งแต่เล็ก มันก็ยังกลัวอยู่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย. โดยเฉพาะ ความ ยึดมั่น ว่า ตัวกู - ของกู นี้ มันก็ยิ่งเจริญงอกงามขึ้นทุกวัน ๆ เชื้อโรคมันหล่อเลี้ยง โรคทางวิญญาณไว้ไม่มีสิ้นสุด ไม่รู้จะเอา germiside อันไหนไปฆ่ามันได้ ก็ต้องเอา ธรรมะของพระพุทธเจ้า อย่างที่เราจะได้เรียนกันต่อไป. นี้เรียกว่าเรามองดูโรคทาง วิญญาณ ในส่วนที่เป็นเชื้อ กล่าวคือ อุปาทาน. โรคทางวิญญาณรักษายาก เพราะมีสิ่งสกปรกมาก ต่อไป เรามองดูมันในแง่ของความสะอาด คนเจ็บคนไข้ต้องได้รับการรักษา ความสะอาดเป็นอย่างดี. ทีนี้คนเจ็บคนไข้ของอวิชชาทางวิญญาณนี้ มันยากที่จะทำให้ สะอาดได้ ไม่เหมือนกับโรคทางกาย เอานั่นเอานี่มาทำให้มันสะอาดชะล้างให้มันสะอาด. โรคทางวิญญาณนี้มันมีความสกปรกทางวิญญาณ ก็คือ ‘กิเลสอีกนั่นแหละ รวมอยู่ที่ โลภะ โทสะ โมหะ, จะแยกแจกเป็นรายละเอียดเป็นอย่าง ๆ นั้น มันก็ได้ กี่อย่างก็ได้ หลายสิบอย่างก็ได้.
น.99 ตัวอย่างที่เขาเขียนไว้ในพระคัมภีร์ เรียกว่า "มลทิน" หรือ ของสกปรก นี้ ระบุเป็น : ความโกรธ เป็นความสกปรก, ความขี้เหนียว เป็นของสกปรก ; ความ หลบหลู่บุญคุณคนอื่น, ความริษยา คนอื่น, ความมายาสาไถย, การพูดเท็จ, ความ ปรารถนาเลว ปรารถนาผิด กระทั่งมิจฉาทิฏฐิ ความโง่ ความเห็นผิด, ความโอ้อวด. นี่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่ามลทิน หรือของสกปรกที่มันติดอยู่ที่ตัวเช่นเดียวกับของ สกปรก : ขี้เหงื่อขี้ไคล ซึ่งเป็นของสกปรกอยู่ที่ร่างกาย ; แต่นี่เป็นของสกปรกทาง วิญญาณ มันติดอยู่ที่ดวงวิญญาณ. ถ้าเราไม่พยายามชำระของสกปรกเหล่านี้ออกไปบ้าง คนไข้ก็แย่. เหมือน คนไข้ที่โรงพยาบาล เขาก็ชำระล้างให้ร่างกายสะอาดอยู่เป็นปรกติ ; คนไข้ทางวิญญาณ ก็ต้องพยายามชำระชะล้างของสกปรกของจิตนี้อยู่เป็นประจำเหมือนกัน ด้วยการ สำรวม ด้วยการระวัง ด้วยการละ ด้วยการทำที่มันตรงกันข้ามไว้เสมอ. ฉะนั้น เรื่องรักษาโรค มันก็ต้องมีวิธีครบถ้วนเหมือนกันหมด : ขัดถู ชะล้างสิ่งสกปรกออก จากตัวอยู่เสมอ. ยังมีสิ่งสกปรกเบ็ดเตล็ดให้เกิดโรคทางวิญญาณอีก ทีนี้ มันยังมีของหยุม ๆ หยิม ๆ ที่เรียกว่า อุปกิเลส ซึ่งจำแนกออกไปมากมาย อีก ; ไปหาอ่านดูเองบ้าง, นี้เป็นเพียงแต่ชี้ให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อแนะแนวให้รู้วิธี พอที่จะศึกษาด้วยตนเอง.
น.100 ทีนี้ของเบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าจะเอามาพูดให้ได้ยินอีกก็คือ โรคทาง วิญญาณนี้มันก็มีขี้กลาก. คำว่า "ขี้กลาก" หมายถึง คัน แต่มันไม่ใช่คันเฉยๆ พอไป เกาเข้าก็ยิ่ง สนุก ยิ่งอยากจะให้มันมี รู้สึกว่า อร่อย นี้เป็นแง่ที่เขาสอนให้ดูกันมากในหมู่ ผู้ปฏิบัติธรรม เพราะว่า กิเลสทั้งหลายมันจะมีอาการเหมือนกับขี้กลาก ยิ่งไปเกาเข้า มันก็ยิ่งคัน ยิ่งชวนให้เกา คือยิ่งไปเพิ่มกิเลส. เรามีกิเลสทีแรกก็น้อย ๆ เมื่อเป็นเด็กเกิดมา แล้วทำไมกิเลสมันขยาย ตัวมากออกไป ได้ก็เพราะมันมีอาการเหมือนขี้กลาก ยิ่งมีกิเลสมันยิ่งสนุก ยิ่งคันยิ่งเกา ยิ่งเกายิ่งสนุก ก็ยิ่งปล่อยให้มันลุกลาม ; โดยเฉพาะกิเลสประเภท ราคะ โลภะ นี้ ยิ่งมี มันยิ่งสนุก คนก็เลยชอบมีขี้กลากขี้เกลื้อนอะไรเอาไว้ที่ตัว นี้มันเป็นปัญหายุ่งยากของการรักษาโรคทางวิญญาณหรือกิเลส เพราะว่า กิเลส มันมีอะไรของมัน ล่อให้สนุกสนาน อยู่เสมอ เขาเรียกว่า "อัสสาหะ" อัสสาทะ แปลว่า ความอร่อย. ของเลว ของผิด มันก็มี อัสสาหะ ที่จะล่อให้คนพอใจ แล้ว ติดอร่อย แล้วก็เอามากขึ้นกว่าเดิม. ทีนี้ความทุกข์มันก็มีอัสสาทะ คือมันมีเหยื่อล่อ ให้คนอยากทำสิ่งที่เป็นทุกข์ ; ส่วนนั้นเขาเรียกว่า "อัสสาทะ" - เหยื่อล่อที่มีความ เอร็ดอร่อย เหมือนเหยื่อที่ล่อให้ปลากินเบ็ด. ปลาตัวหนึ่งเคยกินเบ็ด ติดเบ็ดแล้วหลุดไปได้ มันก็เข็ดไปประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวมันก็มากินเบ็ดอีก เพราะมันทนเหยื่อล่อไม่ได้ หรือเพราะความหิว ที่มันเป็นเหตุ ให้ทนเหยื่อล่อไม่ได้ ทนความยั่วยวนของเหยื่อไม่ได้ ; อย่างนี้เราเรียกว่าเป็นโรคขี้กลาก แล้วก็ทางวิญญาณ.
น.101 ขี้กลากที่มันเกิดอยู่ตามตัว หรือบนหัวบนอะไรนี้ มันเป็นขี้กลากทาง ร่างกาย ; ในที่สุดมันก็มีขี้กลากทางจิตใจ จิตใจมันมีอาการคัน แล้วมันก็ชอบ ได้แก่ กิเลสทั้งหลายอีกเหมือนกัน. โรคทางวิญญาณนี้เป็นได้มากกว่าโรคทางร่างกาย ; โรคทางร่างกายมัน เห็นง่าย แล้วเราก็อยากจะรักษาขี้กลากกันโดยมาก. แต่ทางจิตใจนี้เราไม่รู้สึก ก็เลย ปล่อยไว้จนงอกงามลุกลามใหญ่โต. กิเลสมันทำหน้าที่ของมันได้ทุกอย่าง ; ที่ร้ายกาจที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า "มันตอก" หรือว่า "มันตรึง" หรือว่า "มันลงหมุด" ยึดแน่นไว้กับความทุกข์ หรืออารมณ์ที่มาทำให้เกิดความทุกข์. กิเลส - กิเลสนี้มันมีอาการเหมือนกับตอกตะปู หรือว่าตรึงไว้ด้วย หมุด ปักเสียบไว้ให้มันติดอยู่ที่นั่น เหมือนเอาหลาวเสียบปลาให้มันติดอยู่กับดินนั้น. จิตหรือวิญญาณของคนมันจึงติดแน่นอยู่กับโลก หรือความทุกข์. นี่เรียกว่าเรามันถอนตัวออกมาจากความทุกข์ได้ยากเพราะเหตุนี้ คือติดอยู่ใน วัฏฏสงสารเหมือนที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้น หลุดออกมาได้ยาก ไม่สามารถที่จะทำลาย วัฏฏสงสารให้หยุด ให้แตกกระจายออกไป มันก็ติดแน่นไปกับวัฏฏสงสารเป็นวงกลม ด้วยแรงเหวี่ยงของวัฏฏสงสารที่มีความดึงดูดมาก. ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่าง ที่แสดงพอให้คุณสังเกตได้ จับฉวยเอาได้ว่า อาการ ของโรคทางวิญญาณเป็นอย่างไร. สัตว์โลกเป็นคนไข้ของอวิชชา คือเป็นโรคทาง
น.102 วิญญาณ ก็มีอาการล้วนแต่น่ากลัว แสดงให้เห็น นับตั้งแต่ มีการคลั่ง การเพ้อ การกิน ของแสลง การโง่ไปหาวิธีแก้ที่มันผิด ๆ มาตามลำดับ จนกระทั่งติดแน่นอยู่กับโรค จนถอนไม่ออก.] ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว คุณจะเข้าใจพระพุทธศาสนากัน ได้ง่าย; รู้จักพระพุทธเจ้าได้ดี เพราะว่าท่านเป็น "สพฺพโลกติกิจฉโก๋" - ผู้รักษา เยียวยาโรคทางวิญญาณของสัตว์ทั้งปวง แล้วก็ รู้จักยา ของท่าน คือ พระธรรม หรือ พระศาสนาที่จะเยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง. เวลาของเราก็หมดสำหรับวันนี้ ขอยุติไว้ที.
Buddhadasa