Buddhadasa.org

เตกิจฉกธรรม ครั้งที่ ๔ — อาการของโรคทางวิญญาณ

เตกิจฉกธรรม — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔ · วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.103 วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นวันที่ ๔ ของการบรรยาย. วันนี้จะได้กล่าวถึง อาการของโรคทางวิญญาณ ที่ปรากฏออกมาใน สายตาของโลกยุคปัจจุบัน. เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องทำในใจอยู่เสมอถึงข้อที่ว่า ความทุกข์ เปรียบเหมือน โรค, กิเลส เปรียบเหมือน สมุฏฐาน ของโรค, ความไม่มีกิเลส หรือ นิพพาน เปรียบเป็น ความหายโรค ไม่มีโรค ; มรรค มีองค์แปดประการ คือ วิธีการรักษา เยียวยาโรค ทำโรคให้หายไป. ๗๙

น.104 พระพุทธเจ้าทรงตั้งอยู่ในฐานะเป็นนายแพทย์ ผู้เยียวยารักษาโรคทางวิญญาณ โดยเฉพาะนั้นแก่สัตว์โลกทั้งปวง. ดังนั้นขอให้เราระลึกถึงด้วยความรู้สึกบูชาคุณของพระองค์อยู่เป็นปรกติว่า สพฺพญญู สพฺพฺทฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก ; -อาจารย์ของเรานั้นเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ชนะมาร เป็นผู้สั่งสอน ซึ่งประกอบไปด้วยกรุณาใหญ่ เป็นผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้อยู่เป็น ประจำ. อาการของโรคทางวิญญาณ แสดงออกทางกายและจิต สำหรับในวันนี้จะได้พูดถึง อาการของโรค ให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในระยะแรก คือถ้าไม่รู้จักเรื่องโรค ก็ไม่มีทางที่จะรู้จักเรื่องการ รักษาโรค. เราต้องรู้จักปัญหาให้เป็นที่ประจักษ์เสียก่อน เราจึงจะแก้หรือสะสางปัญหา เหล่านั้นได้ ; เพราะฉะนั้น ขอให้ตั้งใจฟังอีกครั้งหนึ่งถึงเรื่องอาการหรือลักษณาการ ของโรคที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ในยุคปัจจุบันนี้. และขอเตือนอยู่เสมอว่า อย่าได้ลืมหลักเรื่องโรคในทางกาย ทางจิต ทาง วิญญาณ ; โรคทางกายก็เสียบแทงร่างกาย, โรคทางจิตก็เสียบแทงจิต, โรคทาง วิญญาณก็เสียบแทงวิญญาณ ให้มีสภาพผิดปรกติ. เพราะฉะนั้น คำว่า "โรค" ใน ความหมายที่สรุปสั้นที่สุดในส่วนที่เป็นเหตุก็คือ ความผิดปรกติ.

น.105 ความผิดปรกตินั้น เรียกว่า โรค มีผลเป็นการเสียบแทง ทนทรมาน เนื่องจากความผิดปรกตินั้น ; การเป็นโรคทางกาย ก็มีความผิดปรกติทางกาย เสียบ แทงทางกาย, โรคทางจิต นอกจาก จะเสียบแทงทางจิต แล้ว มันยังจะเสียบแทง ลงมาถึงทางกายด้วย เพราะมันย่อมแสดงออกมาทางกายไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ; ส่วน โรคทางวิญญาณ ก็ไปไกลกว่านั้น มีความผิดปรกติทางวิญญาณแล้ว มีความทนทรมาน ทางวิญญาณ มันก็ แสดงออกมาทางจิต แสดงออกมาทางกาย ในที่สุด. ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า โรคทางวิญญาณนี้มันมีความสำคัญในฐานะเป็น ต้นตอที่มาของโรคทั้งหลายเหล่าอื่นด้วย. อวิชชาเป็นต้นเหตุของโรคทางวิญญาณ ทีนี้ มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้เป็นคนไข้ของอวิชชา ซึ่งเป็นโรคทางวิญญาณ, อวิชชาเป็นต้นเหตุ ของโรคทางวิญญาณ โดยมัน ปรุงขึ้นมาเป็นกิเลสต่าง ๆ ; ที่จะ - ต้องจำไว้ให้มั่นคงก็คือว่า : อวิชชาปรุงให้เกิดตัณหา ตัณหาปรุงให้เกิดอุปาทาน ; นี้เราพูดอย่างหลักคร่าว ๆ ไม่ซอยให้ละเอียดมากกว่านี้. อวิชชา คือ สภาพปราศจาก ความรู้ ปรุงให้เกิดความอยาก ไปตามความไม่รู้นั้น ; เมื่อ อยากในสิ่งใดก็ยึดมั่น ในสิ่งนั้น นี้เรียกว่า อุปาทาน. อวิชชา - ปราศจากความรู้ ทำให้อยากไปตามความไม่รู้ ก็คืออยากไป ตามความโง่. ส่วนความต้องการที่ไม่เกี่ยวกับความโง่นั้น ไม่เรียกว่าตัณหา ; คงหมาย

น.106 ถึงแต่ความต้องการที่มันเนื่องมาจากความโง่ กำลังเป็นไปตามอำนาจของความโง่ คือ อวิชชา นี้คือสิ่งที่เรียกในภาษาบาลีว่า "ตัณหา" ในกรณีของเราที่กำลังพูดกันอยู่. คำว่า ตัณหา ในภาษาไทยตามธรรมดา มีความหมายแคบหรือเป็นอย่างอื่น เพ่งเล็งอย่างอื่น. หมายถึง ความต้องการทางกิเลส ทางกามารมณ์รุนแรง นี้เรียกว่า ตัณหาในทางภาษาไทย. แต่คำว่า "ตัณหา" ในทางภาษาบาลี ที่เป็นหลักธรรมนั้น มัน ต้องการอะไรก็ได้ ถ้าต้องการด้วยความโง่. อันแรกก็ ต้องการกามารมณ์ด้วยความโง่, แล้วก็ ต้องการความเป็นนั้น เป็นนี่ ให้มีชีวิตอยู่นี้ด้วยความโง่, จนกระทั่ง ต้องการความไม่เป็นนั้นเป็นนี่ ไม่ ต้องการมีชีวิตอยู่ก็เป็นความต้องการเหมือนกัน แต่ด้วยความโง่ ; ดังนั้นมันจึงกว้าง ครอบงำครอบคลุมไปหมด ในบรรดาความต้องการด้วยความโง่ทั้งหลาย นี้เรียกว่า ตัณหา. ถ้าจะเปรียบอวิชชาเหมือนเชื้อโรคที่ได้รับครั้งแรก เดี๋ยวนี้มันก็ขยายตัวงอก งามออกมา ถึงขนาดที่จะเป็นเรื่องเป็นราว. ทีนี้ความต้องการ ซึ่งที่แท้ก็เรียกกันว่า ความอยากด้วยความโง่นี้ มันก็ปรุงไปตามเรื่องราวของมัน : อยากในสิ่งใดก็ยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งนั้น ; ฉะนั้นสิ่งที่จะให้มันอยาก มันจึงมีมากนับไม่ไหวก็เลยมีความยึดมั่น ถือมั่นในรูปร่างต่าง ๆ กันมากมาย ทีนี้ เมื่อไปยึดเข้าที่ในสิ่งใด ก็จะเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น ความเป็นทุกข์ มันจึงเลยมีมาก ไปตามความมากของสิ่งที่ไปยึดมั่นถือมั่น :-

น.107 ยึดมั่นด้วยอำนาจกามารมณ์ หรือทางกามารมณ์ก็ไปอย่างหนึ่ง, ยึดมั่น ในทางความคิดความเห็นที่ผิด ๆ ของตัวนั้นก็ไปอย่างหนึ่ง, ยึดมั่นในทางการกระทำ ที่ทำมาเป็นนิสัย ก็อย่างหนึ่ง, กระทั่งยึดมั่นตัวกู -ของกู ยึดมั่นสิ่งใดก็ยึดมั่นเอามา เป็นตัวกูบ้างเป็นของกูบ้าง. นี้มันมีต่าง ๆ กันอยู่อย่างนี้ เรียกว่า อุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด สิ่งหนึ่งเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางผิวหนัง บ้าง ทางใจบ้าง. ถ้าจะศึกษาพุทธศาสนาต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐาน ไม่อย่างนั้น จะเข้าใจไม่ได้. อวิชชาปรุงตัณหา ตัณหาก็เป็นเหตุให้เกิดอุปาทาน งอกงามออกไปใน สิ่งใด แล้วก็เป็นทุกข์เพราะอุปาทานนั้น. เหมือนที่เราสวดมนต์อยู่ทุกวันว่า สงฺขิตเตน ปญฺปาทานฺขนธา ทุกขา - โดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยความยึดมั่น นั่นแหละเป็นตัวทุกข์ ; เบญจขันธ์ ก็คือตัวเรา ขณะหนึ่ง ๆ ที่มีความยึดมั่น ถ้า เบญจขันธ์ คือ ร่างกาย จิตใจนี้ ยังไม่มีความยึดมั่นถือมั่นเกิดขึ้น มันก็ยังไม่เป็นทุกข์. เมื่อเบญจขันธ์ ” คือ ร่างกายจิตใจนี้ประกอบอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น คือมีความยึดมั่น ถือมั่นอยู่ในจิต แล้วก็ยึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือ ขันธ์ อีกเหมือนกันอย่างใดอย่างหนึ่ง ; นี้ก็เลยเป็นความทุกข์ขึ้นมา. สิ่งที่อยู่ข้างนอกตัวเรานั้น ทำให้เกิดความทุกข์ไม่ได้ ไม่เกิดอยู่ตาม ปรกติ ; ต่อเมื่อใดจิตไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งเหล่านั้นที่อยู่นอกตัวเรา มันก็กลายมาเป็นสิ่งที่ อยู่ในตัวเรา คือในความรู้สึกคิดนึกที่เรากำลังคิดอยู่ นี้เรียกว่ามันปรุงแต่งความคิด ที่เรียกว่าสังขารขันธ์ขึ้นมา ; ร่างกายจิตใจทั้งหมดนี้ก็ประกอบอยู่ด้วยความยึดมั่นในสิ่งนั้น

น.108 มันก็เลยมีความทุกข์ขึ้นมาแบบใดแบบหนึ่งในหลาย ๆ แบบ ชนิดที่เป็นทุกข์โดยส่วนตัว ก็เกิดก่อนทุกทีทันทีที่มีความยึดมั่นถือมั่น อุปาทาน เป็นเหตุให้มีกรรม ทีนี้ ความยึดมั่นที่เป็นตัวกิเลสนี้ มันยังมีอำนาจงอกเงยออกไป ถึง ขนาดที่เป็นเหตุให้มีการกระทำที่เรียกว่ากรรม. การทำกรรมนี้ก็ทำไปตามความโง่ ความอยากของความโง่ ; มันก็ไม่คิดอะไรมาก นอกจากเอาแต่ประโยชน์. กรรมนั้น ก็เลยเนื่องไปถึงบุคคลอื่น คือ ไปเกี่ยวข้องกันกับบุคคลอื่น ทำให้คนอื่นหรือสังคมพลอย เดือดร้อนไปด้วย ; ถ้ากระทำกันมาก ๆ คน มันก็เดือดร้อนกันทั้งโลก. นี้คือโลก หรือ สัตว์โลก ทั้งปวงกำลังมี ความทุกข์กันอยู่ โดยที่ตัวเอง เป็นผู้กระทำขึ้นแก่ตัวเอง ก็มี, และโดยที่การกระทำของคนนั้น มัน เกี่ยวข้องไปถึง คนอื่น ๆ ก็มี ; มันก็มีการเป็นทุกข์ทรมาน ที่เนื่องมาจากการทำผิดร่วมกันในโลก ฉะนั้น เราจะต้องมองดูให้กว้างหมด ทั้งความทุกข์ที่เป็นส่วนตัวและเป็นส่วนสังคม ทีนี้ ถ้ามองให้ดีก็จะพบว่ามันเนื่องกัน การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะทำให้ สังคมเดือดร้อนนั้น มันต้องเป็นเรื่องที่ตัวเองทำผิด และเดือดร้อนอยู่แล้ว ; ในบาง กรณีมันก็พลอยเดือดร้อนออกไปถึงคนอื่นโดยตรง เช่นเขาต้องการอะไรด้วยกิเลสตัณหา แล้วไปลักขโมย ไปฆ่า ไปเบียดเบียน ไปล่วงเกินของรักอะไรอย่างนี้. แต่ถ้ามัน อยากมากกว่านั้น มันต้องการจะกอบโกย มันก็มีการกระทำที่เป็นการกอบโกยระหว่าง บุคคล ระหว่างหมู่คณะ ระหว่างประเทศชาติ หรือระหว่างมุมโลกอีกโลกหนึ่ง กระทำ แก่อีกซีกโลกหนึ่ง.

น.109 นี้คุณคิดดู เป็นปัญหาใหญ่เล็กเท่าไร เมื่อคนซีกโลกหนึ่งมันต้องการจะ ทำการกอบโกยเอาเปรียบคนอีกซีกโลกหนึ่ง มันก็เดือดร้อนด้วยกันทั้งโลก ทั้งสองฝ่าย. มันมีมูลมาจากกิเลส ซึ่งจะเรียกว่าตัวเล็กๆ อวิชชาของคนเพียงคนเดียวนี้ก็ได้. ตรงนี้อยากจะแนะว่า คนที่ไม่รู้เขาจะเห็นว่ากิเลสนี้เป็นของเล็ก เป็นตัวเล็ก หรือเป็นคำพูดคำเดียว ; แต่ที่จริงแล้วกิเลสมันไม่ใช่ตัวเล็ก ไม่ใช่ของเล็ก มันใหญ่กว่า โลก. โลกนี้เป็นเหยื่อของกิเลส ฉะนั้นกิเลสจึงตัวใหญ่กว่าโลก. แต่คนที่ไม่ได้ ศึกษา ไม่ได้มองเห็นตัวกิเลส จะเข้าใจไปว่ากิเลสตัวเล็ก ๆ แต่แล้วก็อยู่ในคน ; บางที ตัวเองมองไม่เห็น คิดว่ามันเล็กเท่าเชื้อโรค ; อย่างนั้นมันก็ถูกเหมือนกัน แต่มันไม่ถูก ตามที่มันเป็นจริงแก่ทางจิตใจหรือทางวิญญาณ. มันถูกเท่าที่ความคิด หรือสายตาของ คนที่ไม่รู้นั้นมองเห็น นี่ก็เรียกว่าเป็นอวิชชาด้วยเหมือนกัน ซึ่งเป็นเหตุให้เข้าใจผิด มีความ ประมาท. ดังนั้น ถ้าพวกคุณที่ต้องการจะรู้พุทธศาสนา จะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า กิเลสนี้ให้มันถูกต้อง โดยขนาดมาตรฐาน โดยฤทธิ์เดชพิษสง หรืออะไรของมัน ก็ตาม. ฉะนั้นจึงยอมเสียเวลาพูดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน และได้พูดมาถึง อาการของ โรค ครั้งหนึ่งแล้ว. เดี๋ยวนี้ก็จะพูดให้ชัดลงไปในข้อที่ว่า มัน แสดงออกมา ให้เห็น ได้ในทางสายตา แล้วก็ในยุคปัจจุบัน นี้ด้วย. ที่ได้พูดยกตัวอย่างเหล่านี้ หรือเปรียบเทียบในลักษณะนี้ แล้วเอาเหตุการณ์ ในปัจจุบันมาพูดนี้ ก็เพื่อให้เข้าใจชัดให้มันเป็นเรื่องอยู่ในวิสัยที่จะต้องรู้ ที่จะต้องปฏิบัติ จะต้องเกี่ยวข้องด้วย ที่เรียกว่า practical นี้ให้มันมาก ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นเรื่องหลับตา พูด คือพูดไปแต่คำพูดอย่างงมงาย.

น.110 อาการของโรคทางวิญญาณที่ปรากฏในปัจจุบัน ขอให้ทนฟังในเรื่องอาการของโรคที่ปรากฏในสายตาของเราในยุคปัจจุบันนี้ ให้มากพอ แต่ก็มีเวลาพูดกันเพียงหัวข้อ พอสังเกตได้เท่านั้น โรคที่คนทั่วโลกกำลัง เป็นกันอยู่คือ :- โรคที่ ๑. อาการอันแรก ก็อยากจะเรียกว่า อาการของโรคเป็นทาส ของวัตถุ ถ้าเรียกตามภาษาศาสนา ก็เรียกว่าเป็นทาสของอารมณ์ หรืออย่างที่ พูดกันให้ชัดลงไปอีกก็ว่า เป็นทาสของเนื้อหนัง สวามิภักดิ์บูชาวัตถุ บูชาเนื้อหนัง หมายถึงวัตถุของกามารมณ์. ภาษาศาสนานี้ เมื่อเราพูดว่า เนื้อหนัง เราไม่ได้หมายถึงตัวเนื้อหนัง ; แต่ เรา หมายถึงกามารมณ์ เพราะว่ากามารมณ์ทุกชนิดมันก็ต้องอาศัยเนื้อหนังเป็นที่ตั้ง เป็น ที่ทำงาน แล้วก็เพราะความสุข หรือความเอร็ดอร่อยนั้นมันเป็นเรื่องฝ่ายเนื้อหนัง ไม่ใช่ ความสงบสุขฝ่ายวิญญาณ. นี้ก็เลยเรียกมันว่า เนื้อหนังสั้น ๆ ก็ได้ เนื้อหนังก็เป็นวัตถุ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า บูชาวัตถุก็ได้ ที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า วัตถุนิยม ก็เล็งถึงส่วนนี้. เมื่อไปหลงวัตถุนิยมก็ไม่บูชาเรื่องทางวิญญาณ ที่เรียกว่ามโนนิยม หรือ อะไรก็แล้วแต่จะเรียก ; เป็นโรคบูชาวัตถุ ก็เพราะว่าวัตถุมันให้ความเอร็ดอร่อยแก่ เนื้อหนัง และก็ไม่เป็นความสงบ เพราะมันเป็นความหลงในรสอร่อยของเนื้อหนัง ส่วน ร่างกายก็ไม่สงบ จิตก็ไม่สงบ. แต่ทีนี้ คนเรามันทน เพื่อความอร่อยทางเนื้อหนัง จึงทนความยากลำบากนานาประการ แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัว.

น.111 ขอให้มองดูที่โลก ในปัจจุบันนี้ทั้งโลก เป็นทาสของวัตถุ หรือทางเนื้อหนัง กันมากขึ้น ๆ เขาจะไม่คิดถึงสิ่งอื่นสิ่งใดหมด นอกจากประโยชน์จากวัตถุหรือเนื้อหนัง ; เพราะฉะนั้นจึงตั้งหน้าตั้งตากอบโกยวัตถุในประเทศตนไม่พอ ก็ต้องไปกอบโดยเอาจาก ประเทศอื่น ถ้าเขาไม่ยอมให้ ก็ต้องมีแผนการ หรือมีอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะ ปราบปรามหรือที่จะเอามาโดยตรง โดยอ้อม โดยไม่รู้ตัว. นี่เพราะต่างฝ่ายต่าง บูชาวัตถุ กระทำต่อกันและกันในลักษณะอย่างนี้ โลกนี้ จึงเป็นโรคที่เสียบแทง เผาลน อยู่ทั่วทุกหัวระแหง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ภัยที่เกิดมา จากการแย่งชิงหรือสงครามนี้มันก็มีทั่วทุกหัวระแหง. คนที่ไม่ร่วมสงครามก็พลอยได้รับ ความเดือดร้อนทั่วกันไปหมด แล้วมันก็มีโรคอื่น ๆ ปลีกย่อยรวมอยู่ในนั้นด้วย. ภัยของสงครามนี้ทำให้เกิดโรคกลัว โรคทนทรมานอีกนานาประการ เป็นเหตุให้ ฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้อื่น ทำคอรัปชั่น นี้ก็มียืดยาวออกไป ; อย่างนี้ อย่าเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องทางศาสนา ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางธรรม อย่าเห็นว่ามันเป็นเรื่อง ของโลก ทางโลก ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางธรรม ที่จริงนี้คือเรื่องที่เป็นใจความสำคัญของ เรื่องทางธรรม คือ กิเลสกำลังแสดงบทบาทเต็มที่ระบาดไปทั่วโลก ; มันออกไป จากจิตใจของคนที่ไม่ประกอบไปด้วยธรรมไม่มีธรรม มันก็ออกมาเป็นปฏิกิริยาขยายตัว ออกไปเรื่อย จนทำให้ เดือดร้อนกันไปทั่วโลก ; ก็หมายความว่าแต่ละคนเดือดร้อน และก็ไม่ใช่เดือดร้อนแต่เจ้าตัวคนเดียว หรือพวกเดียว พลอยเดือดร้อนกันทั่วไปหมด. นี้ขอให้จำชื่อว่า “โรคเป็นทาสของวัตถุ" หรือ เป็นทาสของเนื้อหนัง เป็นอาการของโรคอันแรก ที่กำลังระบาด อย่างน่ากลัวที่สุด.

น.112 โรคที่ ๒. อยากจะระบุชื่อว่า "โรคเกลียดพระเจ้า หรือเกลียด พระธรรม ". พระธรรม กับ พระเจ้า นั้น แทนกันได้ ถ้าหากว่าเราถือเอาความหมายของ คำว่าพระเจ้าให้ถูกต้อง ; อย่าเป็นพระเจ้าของเด็ก ๆ พระเจ้าของคนเขลาว่าเอาเอง ที่เป็น เหมือนกับบุคคลอย่างนั้นอย่างนี้ : โกรธก็ได้ เกลียดใครก็ได้ โมโหโทโสก็ได้. พระเจ้าอย่างนั้นเป็นพระเจ้าที่เขาพูดกันอีกรูปหนึ่งต่างหาก, สำหรับคนโง่ก็ต้องพูด อย่างนั้น ; ถ้าสำหรับคนฉลาดพังก็ต้องพูดอย่างอื่นให้มันดีกว่านั้น. พระเจ้านั้นต้องเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด นี่แง่ที่สำคัญ, แล้วก็เป็นต้นตอ ที่มาของทุกสิ่ง, ควบคุมทุกสิ่งอยู่ในที่ทั้งปวง ; เป็นบุคคลมันทำไม่ได้ แต่ต้องเป็น อะไรที่เก่งกว่าบุคคลมากมายหลายร้อยหลายพันเท่า. ฉะนั้น เราต้องถือเอาใจความว่า ได้แก่ พลัง หรือ อำนาจ อะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่นั้น หรือมีหน้าที่นั้นอยู่ตาม ธรรมชาติ หรือว่ามีปรกติเป็นอย่างนั้นก็แล้วกัน ในทาง พุทธศาสนาเราเรียกว่า พระธรรม. คำว่า "พระธรรม" มีความหมายกว้าง กว้างจนไม่มีปากจะพูด ไม่มีเวลา พอที่จะพูด คือ เป็นทุกสิ่ง เป็นต้นตอที่มาของทุกสิ่ง แล้วก็ เป็นสิ่งสูงสุด ไม่มีอะไร มาหักล้างได้ แล้ว ควบคุมสิ่งทั้งปวงอยู่ เพราะสิ่งทั้งปวงก็คือ ธรรม หรือ พระธรรม นั้นอีกเหมือนกัน. พระธรรมในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ, พระธรรมในฐานะเป็นตัว กฎของธรรมชาติ, พระธรรมในฐานะที่เป็นการประพฤติกระทำหน้าที่ของสัตว์ ที่ต้องทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, พระธรรมเป็นผลที่เกิดมาตามสมควรในการ กระทำ. ได้อธิบายไว้ในการบรรยายคราวอื่น ๆ ละเอียดแล้ว ไปหาอ่านดู ; เราเรียกว่า พระธรรม ในเมื่อพวกอื่นเขาจะเรียกว่า พระเจ้า ก็ตามใจ.

น.113 เดี๋ยวนี้ มนุษย์เป็นโรคเกลียดพระเจ้า หรือเกลียดพระธรรม ไม่เคารพ พระเจ้าหรือพระธรรมยิ่งขึ้นทุกที ; เพราะไปเป็นทาสของวัตถุเสียแล้ว ไปบูชาวัตถุ เสียแล้ว ไม่มีพระเจ้า หรือพระธรรมที่ถูกต้อง ก็ตั้งพระเจ้าเอาเองใหม่ ตั้งศาสนา เอาเองใหม่ บัญญัติพระธรรมเอาเองใหม่ตามอำนาจของกิเลส. ทีนี้ ก็เลย ตั้งศาสนา ที่เห็นแก่ประโยชน์ขึ้นมา ศาสนาประโยชน์ เรียกอย่างนี้ก็ได้ คือว่า ได้ - นั่นแหละ ถูก ได้ - นั่นแหละ ดี ได้ - มาเป็นของกู นั่นแหละยุติธรรม เดี๋ยวนี้แต่ละคนถือศาสนาอย่างนี้กันมากขึ้น. คุณสังเกตดูในหมู่พวกเรานี้ เริ่มไปถือศาสนา ที่ว่า "ได้ -เป็นของกู" นั่นแหละถูกต้อง หรือดี หรือยุติธรรม ; ในหมู่คณะหนึ่ง ๆ ก็ถือกันอย่างนั้น, ประเทศหนึ่ง ๆ ก็ถืออย่างนั้น, กลุ่มประเทศ แต่ละกลุ่มก็ถืออย่างนั้น ; ก็เรียกว่าตั้งศาสนากันขึ้นมาใหม่ เป็นศาสนาประโยชน์, ศาสนา ของวัตถุ ยื้อแย่งกันทางวัตถุ ได้-นั่นแหละถูกต้อง ได้-มาเป็นของเรานั่นแหละถูกต้อง. เป็นโรคเกลียดศาสนา เกลียดพระเจ้าอย่างถึงขนาด แล้วก็ไปสร้างพระเจ้า หรือศาสนา ขึ้นมาจากกิเลสของตัวเอง เป็นศาสนาวัตถุนิยม เป็นศาสนาประโยชน์ ; แล้วโรค อันนี้ก็เป็นมากขึ้น ๆ ๆ ลุกลามมากขึ้น จนเหนี่ยวรั้งไม่ไหว แก้ไขไม่ไหวยิ่งขึ้นทุกที. ผมอยากจะกล่าวเป็นส่วนตัวสักหน่อยว่า ผมเฝ้าสังเกตดูลักษณะอย่างนี้มา เป็นเวลา ๒๐ - ๓๐ ปีแล้ว พบว่ามันแรงขึ้นทุกทีรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที ; ศาสนาประโยชน์ ศาสนาวัตถุ ศาสนาเนื้อหนังนี้มันเจริญ แน่นหนาขึ้นมาในโลกทุกที. ศาสนาที่แท้จริง ศาสนาของพระธรรม ของพระเจ้าที่แท้จริง กำลังลับเลือนไปทุกที. อย่างที่พวกคุณ มาสนใจกันไม่กี่คนนี้ รู้สึกว่ามันออกจะเป็นของแปลก ในเมื่อส่วนใหญ่เขาต้องการ ในเรื่องทางวัตถุ ทางวัตถุนิยม ซึ่งมันตรงกันข้าม หรือเป็นข้าศึกแก่กันและกันกับ พระศาสนา หรือพระธรรมที่แท้จริง.

น.114 เราควรจะ รู้จักโรคของโลก อันนี้ไว้ว่า กำลังเป็นโรคเกลียดพระเจ้า เกลียดศาสนา เกลียดพระธรรม หันหลังให้พระธรรม หันหลังให้ศาสนา, หันหน้าไปหา วัตถุนิยมซึ่งไม่ควรจะเรียกว่าพระเจ้า ควรจะเรียกว่าภูตผีปีศาจ. ถ้าเป็นพระเจ้าก็เป็น พระเจ้าอย่างภูตผีปีศาจ มันก็มีพระเจ้าได้เหมือนกัน. ถ้าเราเป็นสัตบุรุษยึดความดี ความ ถูกต้อง ความยุติธรรมเป็นหลักกันแล้ว มันก็ต้องมีพระเจ้าหรือพระธรรมตามแบบ มโนนิยมดั้งเดิม. โรคที่ ๓. อยากจะระบุ เป็นโรคปลีกย่อยออกไปจากสองโรคข้างต้น คือ โรคขยายการกินการอยู่ การกินดีอยู่ดี ออกไปอย่างไม่มีขอบเขต จนกลาย เป็นอบายมุข. การอยู่ดีกินดีกลายเป็นอบายมุข ฟังดูก็น่าหวัว หรือน่าขัน หรือ ไม่น่าจะเป็นไปได้. ตรงนี้คุณต้องเข้าใจคำที่มันอาจจะสับสนกันอยู่ได้สองคำ คือคำว่า "กินดี อยู่ดี" กับคำว่า "กินอยู่พอดี", กินอยู่พอดีนั้นไม่เป็นไร ไม่อันตรายอะไร แล้ว ไม่ขยายออกไปได้ ; ส่วนคำว่า กินดีอยู่ดี นั้นมันไม่จำกัด มันขยายออกไปได้จนถึง จุดอันตราย. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ของเรา หรือว่านักศึกษาของเราก็ตาม เขามุ่งหมายการอยู่ดี กินดีกันทั้งนั้น. พูดอย่างนี้ไม่ใช่แกล้งพูดสบประมาท เขาต้องการจะมีเงิน มีทรัพย์ มีเกียรติ มีลูกมีเมีย หรือว่ามีอะไรที่ดี หรืออย่างน้อยก็ต้องการกินดีอยู่ดีทางปากทาง ท้อง. ทีนี้มันควบคุมไม่ได้ เพราะสิ่งที่เรียกว่ากิเลส หรือตัณหา หรืออวิชชา นั้น มันขยายตัวออกไปได้ไม่มีขอบเขต, การกินดีอยู่ดีของมนุษย์มันก็ขยายออกไปอย่างไม่มี ขีดขั้น .

น.115 เรื่อง อาหารการกิน เรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว เรื่อง ที่อยู่อาศัย เรื่อง อะไรต่าง ๆ นี้มันก็ขยายออกไปเรื่อย ๆ. ดูเหมือนเขาจะวางมาตรฐานกันให้มนุษย์คน หนึ่ง มีรถยนต์อย่างน้อยคันหนึ่ง มีตึกหลังหนึ่ง ข้างในตึกนั้นเต็มไปด้วยเครื่องสำราญ ขนาดนั้น ๆ; เขามุ่งหมายที่จะให้มันเป็นอย่างนี้ เข้าใจกันว่าอย่างนี้มันเป็นศาสนา พระศรีอาริย์. นั้นแหละคือผลของอวิชชา ซึ่งมันจะเป็นไปไม่ได้ และโดยเฉพาะมัน จะเป็นเรื่องสม่ำเสมอกันทุกคนไม่ได้ เพราะคนมีกรรมต่างกัน มีเหตุปัจจัยอะไรต่างกัน ; อย่างนี้มัน จะเหมือนกันไม่ได้. ที่นี้จะเอาให้เหมือนกันให้ได้ ก็ต้องจัดต้องบังคับ มันก็ยุ่ง. เรื่องการอยู่ดีกินดีที่ว่านี้ แทนที่จะเป็นการให้ความสงบสุข มันกลายเป็น ให้ความยุ่งยาก ให้ทรมานใจ ให้ทรมานกาย จนขยายวงออกไปถึงขนาดทำให้คนอื่น พลอยลำบาก ; แทนที่จะเป็นการอยู่ดีกินดี มัน กลับกลายเป็นอบาย หรือนรก อยู่ในนั้น อยู่ในสิ่งที่เรียกว่า กินดีอยู่ดี นั้น. พวก ทำบาป ทำชั่ว ทำคอรัปชั่น มันก็เอาไป เพื่อจะกินดีอยู่ดี ตามความ หมายของมัน ไม่ต้องการจะเอาไปทำอย่างอื่น ไม่ได้ต้องการจะเอาไปใช้อย่างอื่น หรือเอา ไปที่ไหน มันต้องการจะเอาไปเพื่อการกินดีอยู่ดีตามความหมายของตัวเองเท่านั้น แล้วก็ คอรัปชั่น เพราะว่ามันไม่ได้, ไม่ทันใจ. ครั้นได้ตามที่ต้องการแล้ว ก็เอาไปหลอก ตัวเองให้โง่มากขึ้น คือให้หลงในเรื่อง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มากขึ้น ; แล้ว มันก็เป็นอบายอยู่ที่นั่น เป็นนรกอยู่ที่นั้น คือร้อนอยู่ด้วยอำนาจของกิเลสอยู่ที่นั่นมาก ขึ้นกว่าเดิม ราคะ โทสะ โมหะ มีมากขึ้นกว่าเดิม ความมัวเมาในกามารมณ์มากขึ้น กว่าเดิม.

น.116 การอยู่ดีกินดีกลายเป็นอบาย กลายเป็นนรกที่สวยงามอยู่ในนั้น แต่มันก็เป็นนรก. เพราะว่ามันเป็นการทรมาน. ถ้าเป็นการอยู่ดีกินดีตามแบบโลก อย่างนี้แล้วละก็ เรียกว่า อันตราย. ถ้ากินอยู่พอดีตามหลักของพระพุทธศาสนาหรือ ศาสนาไหนก็ตาม ก็ต้องการจะกินอยู่พอดีตามที่พระเจ้าบัญญัติไว้ ; อย่างนี้ไม่มีอันตราย ไม่มีใครเดือดร้อน มีแต่จะเหลือกินเหลือใช้ แล้วเอาไปสงเคราะห์ผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เจือจานแก่บุคคลอื่นได้มากขึ้น ไม่เห็นแก่ตัว ไม่หวงไว้เพื่อตัว จนไม่รู้ว่าจะเอาไปไหน. โรคที่ ๔. อยากจะระบุ ความไม่สันโดษ. โรคความไม่สันโดษไม่ว่า ในอะไร ๆ หรือไม่ว่าในเวลาไหน เมื่อไม่สันโดษ, ไม่รู้สึกอิ่มอย่างที่เรียกว่าสันโดษ มันก็ต้องรู้สึกหิว. คุณจำคำสองคำนี้ไว้ให้ดี เพราะในประเทศไทยนี้เองก็กำลังจะเข้าใจ คำว่าสันโดษนี้ผิด. รัฐบาลสมัยหนึ่ง ขอร้องและห้ามไม่ให้สอนเรื่องสันโดษแก่ประชาชน พวกพระก็เลยงงกันไปหมด แต่มีพระบางส่วนเหมือนกันที่เห็นด้วยเห็นตามนั้น เพราะ เข้าใจคำว่าสันโดษผิด คำว่าสันโดษแปลว่ายินดีด้วยสิ่งที่กำลังมีอยู่ ตามตัวหนังสือแปลว่า อย่างนั้น นั่นแหละคือ ความรู้สึกอิ่ม ถ้าเราไม่ยินดีด้วยสิ่งที่กำลังมีอยู่ เราก็หิวเท่านั้น ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น สันโดษทำให้อิ่ม ; แต่มิได้หมายความว่า ทำให้ หยุดทำ อะไร หรือหยุดแสวงหาต่อไป, เรามีอะไร เราทำอะไรได้เท่าไร เราก็ควรจะพอใจ ในสิ่งนั้น มันจะได้เป็นการอิ่มอยู่ตลอดเวลา. แต่ถ้าได้อะไรมาเท่าไร เวลาไหนก็ตาม แล้วไม่พอใจ ไม่ยินดี ไม่รู้สึกอิ่มเลย มันก็เป็นจิตใจที่พร่อง ที่ว่าง ที่กลวง ที่หิวอยู่เสมอ ; นั่นแหละคือความเป็นเปรต ซึ่งมีความหมายเป็นความหิวอยู่เสมอ. มนุษย์มีความหิวอยู่เสมอ แม้จะมีของเต็มบ้านเต็มเรือน มีอะไรมากมายจน ไม่รู้ว่าจะบริโภคใช้สอยอย่างไร มันก็ยังหิวอยู่เสมอ ; ฉะนั้น จึงมีการคอรัปชั่นใหญ่

น.117 หรือไกล หรือลึกออกไปอีก เพื่อความเป็นเปรตของคน คือหิวมากออกไป. ไปหา อ่านดูเรื่องสันโดษที่เขียนไว้โดยละเอียดในการบรรยายคราวอื่น ๆ. สรุปใจความว่า ต้องการให้รู้สึกอิ่มอยู่เสมอ ให้มีเรี่ยวแรงทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ เข้มแข็ง เพราะอิ่มอยู่เสมอ ที่จะทำความก้าวหน้าต่อไปด้วยอำนาจของปัญญา. เดี๋ยวนี้คนขยันตัวเป็นเกลียว เพราะอำนาจของความหิว ความต้องการด้วยอำนาจของ ความโง่มันบังคับ ไม่ใช่ด้วยอำนาจของปัญญา ; อย่างนี้สันโดษไม่ได้จริง. ถ้ามี ปัญญาอยู่แล้วจะหยุดอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ มันต้องทำหน้าที่การงาน ; เมื่อทำได้เท่าไรมันก็ อิ่มอกอิ่มใจเท่านั้น. อย่างที่วัดนี้ ผมถือหลักว่า "เสร็จทุกวัน", งานที่ทำนี่เสร็จทุกวัน. อย่าง สร้างอาคารหลังหนึ่งกินเวลาหลาย ๆ ปี เราก็เสร็จทุกวัน แล้วก็อิ่มใจทุกวัน ไม่ใช่รอ ไปอีกหลาย ๆ ปี จนกว่าอาคารมันจะเสร็จ แล้วจึงจะอิ่มใจ; อย่างนั้นมันคงเหนื่อย ตายเสียก่อน หรือเป็นโรควิปริตทางจิต ทางวิญญาณ เป็นบ้า หรือตายเสียก่อน หรือ เป็นโรคทางร่างกายตายเสียก่อน. เพราะฉะนั้นเราเสร็จทุกวัน สบายใจทุกวัน อิ่มใจ ทุกวัน แล้วก็ทำสนุกไปทุกวัน, รุ่งขึ้นมันก็เหมือนกับเรื่องที่ตั้งต้นใหม่อีก แล้วมันก็ เสร็จในวันนั้นอีก แล้วก็สบายใจทุกวัน ; ลักษณะของความสันโดษเป็นอย่างนี้ มัน หล่อเลี้ยงให้ชุ่มชื่น. เดี๋ยวนี้คน เป็นโรคไม่สันโดษ ไม่รู้จักกับความอิ่มหรือความพอ หิวเป็น เปรตอยู่เสมอ เป็นอย่างนี้กันทั้งโลกมากขึ้น. นี้เป็นโรคทางวิญญาณ ที่กำลังเผา โลกอยู่ในปัจจุบัน นี้ : เผาทางวิญญาณ แล้วเป็นเหตุให้เผาทางกาย ทางภายนอก ทางวัตถุออกมา เป็นสงคราม หรือเป็นอะไร ทำให้เกิดการแก่งแย่งช่วงชิงกันต่อไปอีก.

น.118 โรคที่ ๕. อยากจะระบุชื่อว่าเป็น โรคของการพัฒนาสิ่งที่ไม่จำเป็นต้อง พัฒนา หรือทำสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำมากขึ้นทุกที. พวกคุณเป็นนักศึกษาย่อมทราบดีว่า โลกกำลังก้าวหน้ามากในทางการศึกษา การค้นคว้า การประดิษฐ์ จนกระทั่งทำเป็นขนาดหนัก เรียกว่าอุตสาหกรรม ; แต่แล้ว ก็ขอให้ดูผลที่เกิดขึ้นอีกทางหนึ่ง จากการที่มันก้าวหน้าเกินขอบเขต หรือว่าก้าวหน้า ไปในทางที่ไม่จำเป็น มันก็เนื่องมาจากเรื่องที่ว่ามาแล้ว คือไม่สันโดษ มันต้องการ ไม่มี ขอบเขต. คำว่าไม่มีขอบเขตหมายความว่า มันเกินความจำเป็น; เมื่อมัน ต้องการเกินความจำเป็นมันก็ค้นคว้าประดิษฐ์ประดอยเกินความจำเป็น. ของเกินจำเป็น ก็ออกมา แล้วมันก็ยิ่งมากขึ้น ๆ เกินจำเป็นมากขึ้น. นี้เป็นมูลเหตุของความไม่สงบ ในหมู่มนุษย์. การก้าวหน้าทางวิชาแพทย์ มันก็ก้าวหน้ามาก มากอย่างน่าอัศจรรย์ ขนาด ที่จะเปลี่ยนเครื่องอะไหล่ของคน เหมือนกับเปลี่ยนเครื่องอะไหล่รถยนต์ ; อย่างนี้มันก็ จะทำได้. แต่แล้วอย่าลืมว่า มัน ไม่ได้ทำให้มนุษย์มีความสงบสุข แต่ทำให้ยุ่งมากขึ้น เกินความจำเป็น ไม่ยอมตายในกรณีหรือในสถานะที่ควรจะยอมตาย อย่างนี้ก็เป็นเรื่อง ยุ่งมากขึ้น บ้ามากขึ้น. ยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยนหัวใจ อย่างนี้มันได้ผลไม่คุ้มค่าของความยุ่งยากลำบาก มันยังไม่ถึงเวลา เอาไว้ทีหลังก็ได้. อย่าไปสร้างความยุ่งให้มันเกิดขึ้นมากเกินความ จำเป็น ควรจะแก้ไขส่วนที่จำเป็นที่ควรจะแก้ไข โดยที่มันไม่เกิดความยุ่งยากลำบาก ; แล้วเมื่อถึงเวลาตาย ก็ควรให้มันตายไปด้วยความสงบ อย่าไปกระตุ้นไว้ อย่าให้มัน ตายไม่ลง.

น.119 เรื่องทางแพทย์นี้ มันอาจจะเลยเถิดไปถึงกับจะคอยกระตุ้นหล่อเลี้ยงไว้ จน ตายไม่ลง แล้วมันก็ตายอย่างไม่รู้ว่าตายเมื่อไร ตายในลักษณะอย่างไร คือตายไม่ได้สติ ; อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ใน ทางฝ่ายศาสนา ที่เขา ต้องการให้คนตายอย่างมีสติ ตายอย่างชนะความตาย. เดี๋ยวนี้เขากลับไปหล่อเลี้ยงไว้ ใส่นั่นใส่นี่ ฉีดโน่นฉีดนี่ไว้ ให้มันซึมกระทือ แล้วมันตายเมื่อไรก็ไม่รู้ มันตายอย่างผู้แพ้ ผู้ไม่รู้สึกตัว ; ในทาง สมัยใหม่เขาจะถือว่าดี หรืออะไรก็ตามใจ ผมไม่ทราบไม่สนใจด้วย. แต่ถ้าทางธรรม ทางศาสนาแล้ว เขาถือว่าเสียหาย เพราะไม่ได้ตายด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยความรู้สึกตัว หรืออย่างเอาชนะความตาย ; ทางธรรมะต้องการให้มีสติทำกาละ - คือ ตาย นี้ รู้สึกตัวอยู่ แล้วก็ดับจิต, ดับลงไปเหมือนกับเราปิดสวิทซ์ไฟหรือดับตะเกียง ; อย่างนี้เขาถือว่า เป็นผู้ลืมตา เป็นผู้มีแสงสว่าง เป็นผู้มีชัยชนะต่อความตาย. เมื่อมันไม่ควรจะอยู่ แล้วจะอยู่ไปทำไม? ดังนั้นการที่ไปประดิษฐ์ประดอย ในส่วนนี้ ก็เรียกว่าเป็นส่วนเกิน. พวกที่มีเงินจะเปลี่ยนหัวใจเพื่อมีอายุอยู่ต่อไป อีกสองสามเดือนสองสามปี ก็เพื่อสนุกสนานเท่าเดิม หรือเพื่อโง่เท่าเดิม ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร ; ทางศาสนาจึงถือว่ามันเกินไป มันฝืนความประสงค์ของ พระเจ้า. พวกคริสเตียนเขาก็ต่อต้าน หรือคัดค้านในการทำสิ่งที่เกินไปอย่างนี้ แต่ เขาให้เหตุผลเพียงว่า มันขัดความประสงค์ของพระเจ้า ; คนก็ไม่เชื่อฟัง. ถ้า ทาง ศาสนาพุทธ จะให้เหตุผลบ้าง ก็ เรียกว่าฝืนธรรมชาติ ผิดความมุ่งหมายของพระธรรม มันก็เหมือนกัน ; แต่ที่แท้มันคือโง่ ไปทำส่วนเกินมากเกินไป ทำแต่ส่วนพอดี ดีกว่า จะได้เอาเวลานั้นไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น แล้วก็ไม่ต้องมีอาการชนิดที่เรียกว่ามันเกินไป มันทุเรศเกินไป.

น.120 ที่พูดนี้ไม่ใช่จะแกล้งติเตียน พูดไปเพียงให้เห็นในส่วนเกินที่ก้าวหน้าจน เกินไป ในทางที่ยังไม่ควรจะก้าวหน้า ; ควรจะก้าวหน้าในส่วนที่ควรจะก้าวหน้าให้ มากกว่านั้น แล้วให้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ คือว่ามีจิตใจที่มีสติสัมปชัญญะ มีเหตุผล ไม่มีอวิชชาแทรกแซง. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องทางวัตถุทั่ว ๆ ไป ไม่เฉพาะแต่การแพทย์ การประดิษฐ์ ประดอยอะไรต่าง ๆ ที่เขาประดิษฐ์กันขึ้นมากมาย นั้นมันเพื่อส่วนเกิน. มนุษย์วิ่งออก ไปสู่ส่วนเกินอย่างวิ่งทีเดียว มิได้หยุด หรือมิได้เดินไปช้า ๆ แต่มันวิ่งออกไปสู่ ส่วนเกิน ก็คือโลกนี้มันวิ่ง มันหมุนอย่างหมุนจี๋ มันก็ยิ่งยุ่งมาก มีส่วนเกินมากเท่าไร ก็มีความทุกข์มากเท่านั้น. ขอให้ไปสังเกตดู ผลผลิต ผลประดิษฐ์ ขึ้นมาต่าง ๆ นี้ มีส่วนเกินมาก ยิ่งขึ้นทุกที. เด็ก ๆ มันก็โง่ หรือหลง มาแต่ในท้อง : เช่น เกิดมาก็ต้องมีโทรทัศน์ ต้องมีตู้เย็น ต้องมีรถยนต์ ต้องมีตึกอะไรอย่างนี้ มันก็วางมาตรฐานอย่างนั้นมาแต่ในท้อง ; พอเกิดมา ลืมตาขึ้นมามันก็เห็นสิ่งเหล่านี้. แต่คนโบราณไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ อยู่ได้ โดยไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ ; ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากมาก ก็ไม่ ต้องการ. คนสมัยนี้หาว่าคนโบราณโง่ครึกระ ไม่ก้าวหน้า, คนโบราณ เขา ไม่ได้ หลงมากในเรื่องส่วนเกิน เขาต้องการแต่เพียงเท่าที่มันพอดี ที่อยู่ได้อย่างผาสุก. ถ้า ก้าวหน้าก็ก้าวหน้าไปอย่างมีเหตุผลที่มันมี คือก้าวหน้าไปอย่างช้า ๆ ทีละนิด ๆ มันไม่ได้ วิ่งจี๋ หรือกระโดดพรวดพราดจะไปโลกพระจันทร์ หรือไปอะไรทำนองนี้ ; มันทำ ให้เปลืองหรืออะไร เกินกว่าที่ควรจะเปลือง แล้วมันก็ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบาก

น.121 เกินกว่าที่ควรจะยุ่งยากลำบาก ; เพราะมันเห็นแก่ตัวมากขึ้น มันก็เลยไม่เอื้อเฟื้อผู้อื่น จะปล่อยให้ผู้อื่นนอนตายเกลื่อนไปหมดก็ได้ โดยที่เราจะไปทำส่วนเกินส่วนเพื่อเหล่านั้น ด้วยเงินของเราเอง ไม่เอาไปเอื้อเฟื้อเจือจานกัน. คุณไปพิจารณาดูตามตัวอย่างนี้ จะพบว่า ส่วนเกินนั้นมันให้โทษลึกซึ้ง และทำให้ผู้เป็นเจ้าของส่วนเกินนั้นหิวเป็นเปรตอยู่เสมอด้วยเหมือนกัน มีความต้องการ อย่างไม่มีหยุดพัก เรียกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว. โวหารนี้จำไว้ด้วย "เห็นกงจักร เป็นดอกบัว" นี้กำลังมีมากขึ้นในโลกนี้ ; ไปเห็นสิ่งที่มันจะล้างผลาญมนุษย์ว่า มันเป็น สิ่งที่ก้าวหน้า หรือเป็นความเจริญ นี้เรียกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว โรคที่ ๖. อยากจะระบุว่า โรคความเห็นแก่ตัวข้างเดียว ยิ่งก้าวหน้า ตามแบบของชาวโลกนี้เท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัวเท่านั้น. การศึกษาก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว การกีฬาก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว ; นี่ราก ฐานมันเป็นอย่างนี้. ทีนี้การประกอบการงานอะไรต่อไปข้างหน้าก็เป็นการเห็นแก่ตัว เพราะเป็นโรคเห็นแก่ตัวชนิดขึ้นสมอง ; หมายความว่ามันเกินขอบเขต หรือว่าถึงขีด สูงสุด ตามองไม่เห็นผู้อื่นแล้ว เห็นแก่ตัวเท่านั้น มันก็เลยเห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ. เพราะฉะนั้น การที่จะทำอะไร จะศึกษาเล่าเรียนอะไรก็ตาม สมัยโบราณเขาให้ภาวนา ให้ว่าคาถา ที่จูงใจตัวเอง ให้มองเห็นความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม, ให้นึก ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วทำสิ่งนี้เพื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยซ้ำไป ไม่ใช่เพื่อความเห็นแก่ตัว.

น.122 อย่างคุณเข้ามาเรียนวิชาแพทย์กับอาจารย์ พอนาทีแรกเริ่ม. อาจารย์จะให้ นึกถึงพระเจ้า นึกถึงความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม ความอะไรที่เขาเรียกว่า พระธรรม แล้วเราก็จะทำสิ่งนี้ตามที่เป็นธรรม เพื่อความเป็นธรรม; แล้วเราก็เป็น แพทย์ที่มีอุดมคติ ออกมาเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ ให้ไม่มีความทุกข์เกี่ยวกับโรคทางกายนี้. อย่างนี้เห็นค่าจ้างรางวัลนั้นเป็นขี้ฝุ่นอยู่ใต้ฝ่าเท้าเสมอ, เห็นการได้ทำหน้าที่ตามอุดมคติ เป็นสิ่งสูงสุดอยู่บนศีรษะ บูชาอยู่อย่างนี้, มันก็ไม่มีช่องทางที่จะเห็นแต่หัว มันก็ เจริญไปได้เหมือนกัน ; ได้ประโยชน์ก้าวหน้าหรือเจริญไปได้ ต้องการทรัพย์ก็ได้ทรัพย์ ตามที่ควรจะได้ เพราะว่าเราเป็นแพทย์ผู้เยียวยาความทุกข์ยากของคนอื่น ไม่ใช่เป็นพ่อค้า ; อย่างนี้ก็เลยไม่มีความเห็นแก่ตัว ที่จะก่อรูปร่างขึ้นมา. จะเล่าเรียนอะไรก็ตาม เขาจะให้บูชาพระก่อนเสมอ เพื่อย้อมความไม่เห็น แก่ตัวไว้ทุกวัน ๆ ๆ. เดี๋ยวนี้มัน หลับตาทำอะไรอย่างเครื่องจักร พอกพูนความ เห็นแก่ตัวอย่างเครื่องจักร ; โลกมันจึงเป็นโลกของพวกภูตผีปีศาจที่เห็นแก่ตัว ไม่ดู หน้าใคร. นี่เรียกว่าเป็นโรคเห็นแก่ตัว ชักชวนกันมาเป็นพวก ก็เพื่อเห็นแก่พวก เพื่อจะไปทำลายพวกอื่น มีเชื้อโรคมาตั้งแต่กองเชียร์ในสนามกีฬาของมหาวิทยาลัย นี้คือ เชื้อ (germ) ของความเห็นแก่ตัว. รวมพวกกันเพื่อจะทำลายพวกอื่น หรือเพื่อจะข่มขี่ พวกอื่น ยกย่องส่งเสริม หรืออะไรแก่พวกตัวเท่านั้น. นี้เป็นการศึกษาที่ผิด เพราะมัน เพิ่มความเห็นแก่ตัว. โรคที่ ๗. อยากจะระบุ โรคที่ไม่รู้จักบุญคุณของพ่อแม่ หรือผู้มี บุญคุณ.

น.123 เพราะมีแต่ความก้าวหน้าทางวัตถุ ทางวิทยาศาสตร์ เห็นการที่ลูกเกิดมาจาก พ่อแม่นี้เป็นของธรรมดา เหมือนกับผลไม้ ต้นผลไม้สืบพันธุ์ อย่างนั้นก็เลยไม่มี ช่องว่างที่จะเห็นว่า พ่อแม่นี้เป็นผู้มีบุญคุณเหลือล้นแก่ชีวิตของเรา. มนุษย์คล้าย เครื่องจักรมากขึ้น ไม่มีความรู้สึกทางจิต ทางวิญญาณ พ่อแม่ก็เลยไม่มี ; เหมือนกับ ลูกผลไม้ที่ออกมาจากต้นไม้ มันก็ไม่ถือว่าต้นไม้เป็นเหมือนพ่อแม่ คล้าย ๆ กันอย่างนั้น ; มันเหมือนเครื่องจักร. ทีนี้ มนุษย์ที่พัฒนาการ ทางจิตทางวิญญาณสูง มันควรจะมีความรู้สึกอะไร ที่ลึกกว่านั้น คือเห็นว่ามีพ่อแม่ พ่อแม่มีบุญคุณ มีความเป็นพ่อแม่. ถ้าไม่มีความ เป็นพ่อแม่ มันก็เหมือนสุนัขและแมว ที่ไม่เห็นความเป็นพ่อแม่. พ่อแม่ก็ไม่ต้องมี บุญคุณ ไปดูสุนัขและแมวเป็นต้นนั้นเป็นตัวอย่าง. ถ้ามนุษย์ต่างจากสัตว์เหล่านั้น ก็ต้องมีพ่อแม่, มีสถาบันพ่อแม่ สูงสุดประเสริฐสุดอยู่บนศีรษะ และมีบุญคุณอย่างยิ่ง. เรายอมตายก็ได้ อย่าว่าแต่จะยอมเสียของรักเสียของอะไรเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่เลย. เดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวไม่เป็นอย่างนั้น เห็นแก่ตัวกู เห็นแก่ประโยชน์ของภู ทางเนื้อหนัง เลยไม่เคยตามใจพ่อแม่ในเรื่องนี้; มันก็พอดีกัน ครั้นตกไปถึงชั้นลูก ชั้นหลาน ชั้นเหลน มันก็เป็นอย่างนี้มากขึ้น สถาบันพ่อแม่จะหายไป; คุณคอย สังเกตดู. นักเรียนไปเรียนเมืองนอก กลับมาก็หาว่าตัวมีบุญคุณต่อพ่อแม่ เพราะทำให้ พ่อแม่มีชื่อเสียง นี้เป็นเรื่องที่เขาเล่าเป็นความจริง ไม่ใช่เป็นนิทานกุข่าว ; แทนที่ พ่อแม่จะมีบุญคุณแก่ลูก ลูกกลับกลายเป็นผู้มีบุญคุณแก่พ่อแม่.

น.124 โรคที่ ๘. อยากจะระบุว่า โรคที่ถือว่า ครูบาอาจารย์เป็นลูกจ้างไม่ใช่ ผู้มีบุญคุณ. โรคนี้ระบาดมาจากเมืองนอก เข้ามาเมืองไทย : ครูบาอาจารย์ก็เป็นลูกจ้าง มากขึ้น ทำความเคารพอย่างครูบาอาจารย์ ไม่มีสถาบัน ครูบาอาจารย์ไม่มี มีแต่สถาบัน ลูกจ้างสอนหนังสือ ; แล้วสัตว์ทั้งหลายจะเป็นอย่างไร มันไม่มีครูบาอาจารย์ที่จะชักนำ ในทางวิญญาณ หรือจูงในทางวิญญาณ. สำหรับครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน เป็นสถาบันที่ตกต่ำลงไปทุกที เพราะมัน ‘ออกมาจากวัฒนธรรมที่ไม่เห็นว่า ครูบาอาจารย์มีบุญคุณสูงสุด คือเป็นผู้นำทางวิญญาณ จนเขาจะทำอย่างไรกับครูบาอาจารย์ก็ได้. เรื่องทางเมืองนอกเมืองนามันก็ปรากฏอยู่ เป็นประจำวัน ; คุณไปดูเอาเองก็แล้วกัน. นี้ผมระบุว่าเป็นโรคอกตัญญู เชื้อโรค ของความอกตัญญูมันระบาด ไม่รู้คุณพ่อแม่ ไม่รู้คุณครูบาอาจารย์. โรคที่ ๙. อยากจะระบุว่า ความไม่เคารพคนเฒ่าคนแก่ พระเจ้า พระสงฆ์. วัฒนธรรมโบราณ คนเฒ่าคนแก่ ได้รับความเคารพยกย่อง แม้จะเป็นคน ยากจนเข็ญใจ หรือคนบ้า ๆ บอ ๆ อะไรก็ตามใจ ความเป็นคนเฒ่าคนแก่ของเขานั้น เขายกให้เป็นสถาบันที่ว่า คนหนุ่มสาวจะต้องเคารพ นี้คือ แก่ทางร่างกาย. ทีนี้ ถ้า แก่ทางวิญญาณ คือเป็นสมณพราหมณ์ เป็นพระเจ้าพระสงฆ์ก็ ยิ่งต้องเคารพ. เดี๋ยวนี้ คนแก่ถูกมองในแง่ที่น่ารังเกียจ จนกระทั่งแม้แต่พ่อแม่ของตัวเองนั่นแหละ ; พอแก่เฒ่า ขึ้นมา ลูกหลานก็มองว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ น่าจะหลีกไปเสียให้พ้น เห็นพระเจ้า พระสงฆ์เป็นคนครึกระล้าสมัย.

น.125 ถ้ามองกันที่ถูกที่ต้องแล้ว มันต้องไม่ใช่อย่างนั้น คนเฒ่าคนแก่นั้น แม้เขา จะไม่มีอะไรกับเราก็ตามใจ แต่ว่าเขาเกิดก่อนเรา เห็นโลกก่อนเรา. ถ้าเราเคารพ คนเฒ่าคนแก่อยู่ เราก็จะสนใจเอื้อเฟื้อคนเฒ่าคนแก่ รับฟังความคิดความเห็นของคนเฒ่า คนแก่ ซึ่งเขาคงจะบอกอะไรให้แก่เราได้ไม่น้อยเหมือนกัน. คุณอย่าลืมข้อเท็จจริงที่ว่า วิชาความรู้ ในโลกมนุษย์ มัน สืบมาจากคนที่เกิด ทีแรกเสมอ : แม้ทางวิทยาศาสตร์ขนาดไปโลกพระจันทร์ได้ มันก็งอกงามออกมาจาก ความรู้ขั้นต้น ๆ ของคนที่เกิดก่อนตายก่อน จนไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันปีมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมา ตรัสรู้เอาเองได้เดี๋ยวนี้. ฉะนั้นการรับฟังคนที่เกิดก่อน แล้วก็ให้เกียรติแก่คนที่เกิด ก่อนนั้น เขาถือกันว่าเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์อันหนึ่ง. สำหรับพระเจ้าพระสงฆ์นั้น หมายความว่าท่านเกิดก่อนในทางฝ่ายวิญญาณ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ต้องนับรวมคนที่บกพร่อง ; เพราะพระเจ้าพระสงฆ์ที่ปลอมตัวบวชก็มี พระเจ้าพระสงฆ์ที่เหลวไหลก็มี. เมื่อเราพูดว่าพระเจ้าพระสงฆ์ ก็หมายถึงว่าเป็นสถาบัน ที่ถูกต้อง แต่เอาเถอะอย่างน้อยก็ขอให้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ เช่นเดียวกับธงชาติเป็น สัญลักษณ์ของชาติ. เราเคารพผ้าขี้ริ้วผืนนั้นในฐานะเป็นสัญลักษณ์ของชาติ. ทีนี้ คนที่แก่หง่อม มีร่างกายที่น่าเกลียดนั่นแหละ เป็นสัญลักษณ์ของ ความที่เกิดก่อนเรา แก่ก่อนเรา เห็นโลกก่อนเรา หรืออะไรเหล่านี้, หรืออย่างน้อย พระเจ้าพระสงฆ์ หรือผ้าเหลืองนี้ ก็เป็นสัญลักษณ์ของความสงบ. ถ้าเราเหลือบเห็น พระสงฆ์เราก็นึกถึงความสงบ แล้วเราก็บูชาบุคคลที่สนใจในความสงบ หรือมีความสงบ ; ถ้าอาการอย่างนี้ยังมีอยู่ คือเคารพคนเฒ่าคนแก่พระเจ้าพระสงฆ์ในศาสนาแล้ว โลกก็ไม่ กระโจนไปสู่กองไฟได้ง่ายเหมือนเดี๋ยวนี้ เพราะมันยังมีจิตใจที่อ่อนโยน ไม่กระด้าง

น.126 โรคที่ ๑๐. อยากจะระบุอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อไปอีก คือเป็น โรคชอบ เพื่อนอันธพาล มากกว่าชอบเพื่อนที่เป็นสัตบุรุษ. โรคนี้มันพักตัวขึ้นมาอย่างที่ไม่ทันจะรู้สึกตัว หรือไม่น่าจะเป็น เมื่อตกอยู่ ใต้อำนาจของกิเลสอย่างโรคที่หนึ่งทีแรกแล้ว มันก็ชอบเพื่อนที่ส่งเสริมกิเลสด้วยกัน คือ ความเป็นอันธพาล. มันน่าประหลาด ที่เด็ก ๆ รุ่นหลังนี้ชอบเกเรเกกมะเหรกข่มเหง ผู้อื่น แล้วออกไปเป็นเด็กอันธพาล ; จำนวนจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋มันก็มากขึ้น เกิดพรึบขึ้นมา อย่างนี้, เป็นโรคชอบเพื่อนอันธพาลมากกว่าเพื่อนที่เป็นสัตบุรุษ เพื่อนที่สงบถูกต้อง เรียบร้อยถูกมองไปในแง่ครึกระ. อาการที่มีความโลดโผน อันธพาล ชกต่อย ตีรัน ฟันแทง จนกระทั่งฆ่ากันด้วยลูกระเบิด อย่างนี้มันกลายเป็นสิ่งที่นิยมชมชอบ กลายเป็น แฟชั่นขึ้นมา. โรคที่ ๑๑. อยากจะระบุว่า "โรคไม่รู้จักศิลปของพระเจ้า" เป็นคำ บัญญัติเฉพาะ "ไม่ชอบศิลปของพระเจ้า" พระเจ้าคือธรรมชาติ. ไม่ชอบศิลปตามแบบตามธรรมชาติ ตามมาตรฐานธรรมชาติ ซึ่งมี ลักษณะแห่งความสงบ ไปคิดประดิษฐ์ศิลปแบบต่าง ๆ แบบใหม่ ๆ นี่คุณรู้ดีกว่าผม ก็ได้ ; ศิลปแบบหลัง ๆ นี้ เป็นศิลป (art) อะไรที่คนอื่นดูไม่ออก นอกจากคนที่ไป บ้าหลงมันเท่านั้น. มันมีกฎเกณฑ์ศึกษากันอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น ตั้งพักตั้งนาน กว่าจะไปเข้าใจศิลปอันนั้น แล้วชอบศิลปอันนั้นได้ : ศิลปเสียเวลา ศิลปที่ไม่มี ประโยชน์ ศิลปที่ทำให้บ้ามากขึ้น เพ้อฝันมากขึ้น ไม่มีความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความ สงบ เป็นศิลปเสพติดเหมือนกับสูบกัญชายาผืน ; ไปหลงในศิลปประดิษฐ์ใหม่นั้น. ส่วนศิลปความงามตามธรรมชาติ ของดินฟ้าอากาศ ของดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ทะเล ภูเขา นี้ไม่มีใครชอบ ซึ่งมีลักษณะของความสงบนั้น.

น.127 เขากลับไปประดิษฐ์ศิลปที่ทำให้เพ้อฝัน เลื่อนลอยไปตามความโง่ ความ หลงบูชาสิ่งแปลกประหลาด แล้วก็ไปเรียกว่าศิลป หรือความงาม ; ถ้าเป็นไปอย่างนี้ มากขึ้น มันก็จะเป็นทางเหินห่างจากความสงบมากขึ้น จะไปสร้างความคิดฝันใหม่ ๆ ที่มันไหลไปด้วยอำนาจของอวิชชา กิเลส ตัณหา แปลก ๆ เท่านั้นเอง. เขาจะเรียกว่าค่า หรืออะไรก็ตามใจ หรือเขาจะรุมกันค่าผมตอบก็ตามใจ. ผมต้องพูดอย่างนี้ว่า มนุษย์ กำลัง เป็นโรคไม่ชอบศิลป์ของพระเจ้า แต่ชอบศิลปที่เลื่อนลอยไปตามอำนาจของ อวิชชา ที่อยากจะทำอะไรแปลก ๆ. โรคที่ ๑๒. อยากจะระบุถึง โรคที่ไม่มีศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร กาเมสุมิจฉาจาร นั้นคือ ศีลที่ห้ามไม่ให้ล่วงเกินของรักของผู้อื่น ; โดย เฉพาะวัตถุแห่งกามารมณ์ของผู้อื่นนั้นแหละ เช่น บุตร ภรรยา เราก็รู้กันดี. เดี๋ยวนี้เขา จะยกเลิกศีลข้อนี้กันมากขึ้นทุกทีในโลกนี้. เพราะคนไทยไปตามกันพวกฝรั่ง เรื่องศีล ข้อกาเมสุมิจฉาจารก็ค่อย ๆ จาง ๆ ไป ตามแบบพวกที่หลงวัตถุนิยม. การประพฤติ ประทุษร้ายภรรยาของผู้อื่นนี่จะไม่ถือกันว่าเป็นความผิดแล้ว กำลังจะไม่ถือว่าเป็นความผิด แล้ว เพราะความลุ่มหลงในกามารมณ์หนักขึ้น ก็จะแลกเปลี่ยนภรรยากันเฉพาะวัน เฉพาะคืน เพื่อกามารมณ์ที่มีรสแปลกออกไป ; นี้ก็เป็นลักษณะที่เรียกว่า จะไม่มีศีลข้อ กาเมสุมิจฉาจารกันแล้ว. เดี๋ยวนี้เจริญด้วยเครื่องคุมกำเนิดทางวัตถุ ทางการปฏิบัติอะไร ก็ตามเถิด คนหนุ่มคนสาวก็ไม่ต้องกลัวโทษที่จะเกิดมาจากข้อกาเมสุมิจฉาจารยิ่ง ๆ ขึ้น. โรคไม่มีศีลข้อที่ ๓ นี้ก็จะหนักขึ้น ๆ ในโลกนี้ ทั้งคนโสดและทั้งคนที่มีครอบครัว. ทีนี้จิตใจมันก็เสื่อมทรามตกต่ำ, จิตใจที่มันเสื่อมทรามตกต่ำนี้มันทำ อะไรได้ทุกอย่าง มันจึงมีการอวดอวัยวะที่ไม่ควรอวด, ใช้เครื่องนุ่งห่มที่ไม่

น.128 เป็นเครื่องนุ่งห่มแต่ส่อแสดงอวัยวะที่ไม่ควรส่อแสดง. เพื่อประหยัดเวลา คุณ ไปดูภาพนางเบ็ด ที่อยู่ในตึกโรงหนังแล้วลองอ่านข้อความนั้นดู. นั่นคือการอวด อวัยวะที่ไม่ควรจะอวด เพราะจิตใจมันตกไปเป็นทาสของกามารมณ์ จะยกเลิกศีลข้อที่ ๓ ข้อกาเมสุมิจฉาจาร. ความมีจิตทรามนี้ระบาดออกไป ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะมากขึ้น โลกนี้ก็เป็นโลกของภูตผีปีศาจอีก. โรคที่ ๑๓. โรคสุดท้าย อยากจะระบุ โรคประชาธิปไตยชนิดที่เชือด คอตัวเอง. โลกเรากำลังบูชาลัทธิประชาธิปไตย แต่ เป็นประชาธิปไตยของคนที่เป็น ทาสวัตถุ เป็นทาสของกามารมณ์ มันก็ชวนกันเฮไปยกวัตถุ หรือกามารมณ์ขึ้นเป็น พระเจ้า ; มันก็เป็นประชาธิปไตยในทางเป็นทาสของกามารมณ์ของวัตถุ. ประชาธิปไตย นั้นมันดีต่อเมื่อมันเป็นธรรมาธิปไตย คือบูชาพระธรรม บูชาพระเจ้า และเป็นประชา- ธิปไตยอิสรภาพ เสรีภาพ ; เพราะว่า พละเจ้า หรือพระธรรมนั่นแหละช่วยให้เรามี เสรีภาพจากอำนาจของกิเลส. เดี๋ยวนี้เราได้ประชาธิปไตยมาสำหรับทำอะไรตามชอบใจ ไปในทางเป็นทาสของกิเลส นี้เรียกว่า ประชาธิปไตยชนิดเชือดคอตัวเอง ให้มนุษย์ สูญเสียความเป็นมนุษย์ที่มีมนุษยธรรม แล้วก็เฮกันไปในทางที่เห็นแก่ตัวอย่างที่ว่ามาแล้ว ; เพราะว่าทุกคนเป็นโรคเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว พอได้ประชาธิปไตยมา ก็เฮไปในทางเห็น แก่ตัว. เพราะทุกคนเป็นโรคเห็นแก่ตัว การประชุมในที่ประชุมนั้น มันก็โหวตไปใน ทางทำตามความเห็นแก่ตัว ; นี้ก็คือ เชือดคอตนเอง. โลกกำลังมีความทุกข์ยากลำบากเพราะเศรษฐกิจ เพราะสงคราม เพราะ อะไรมากขึ้น ก็เพราะประชาธิปไตยทำไปเพื่อประโยชน์แก่เนื้อหนัง ทำไปเพื่อส่วนเกิน

น.129 ที่ไม่ควรจะเกินเหมือนที่ว่ามาแล้วในข้อต้น ๆ ; ผลสุดท้ายยอดของประชาธิปไตย ก็คือ ลัทธิแบบ ฮิปปี้อิสมฺ, ไม่ได้หมายถึงตัวฮิปปี้ แต่หมายถึงความหมายของลัทธิฮิปปี้อิสมฺ คือการบูชาประชาธิปไตยในทางเนื้อหนังของตนเอง มีปรัชญาของตัวเอง เพื่อให้เป็น อิสระในการที่จะบูชากิเลส ไปตามอำนาจของกิเลส ที่ผมเรียกเอาเองว่าฮิปปี้อิสมฺตาม ความหมายของพวกฮิปปี้. การศึกษา การก้าวหน้าของการศึกษา กระทั่งประชาธิปไตยนี้ ที่มันเดิน ไปผิดทาง มันเดินไม่ถูกทาง มันก็เพื่อเชือดคอตัวเองด้วยการเป็นทาสของอารมณ์ มากขึ้น ; ธรรมะหรือศาสนาเข้าไปไม่ได้ในรัฐสภาของพวกที่เป็นประชาธิปไตยชนิดนี้, ไม่มีพระเจ้า ไม่มีศาสนา ไม่มีธรรมะในสภานั้น ๆ. นี้ไม่ใช่คำด่า เป็นเพียงคำแถลง ตามความรู้สึกที่มองเห็นจากการสังเกตมาเป็นปี ๆ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ฝากไปให้คุณคิด ดูด้วย ; เพราะเป็นโรคที่ร้ายที่สุดของโลกในปัจจุบันนี้ คือโรคประชาธิปไตยชนิดที่ เชือดคอตัวเอง, มียอดสุดของอุดมคติ หรือปรัชญา เป็นฮิปปี้อิสมฺ ตามใจตนเองด้วย เรื่องทางเนื้อหนัง. วันนี้เราได้พูดกันมาจนเกินเวลาไปบ้างแล้ว เพื่อให้มันหมดตัวอย่างที่อยาก จะยกมาให้เห็นว่า โรคที่กำลังลุกลามอยู่ในโลก แสดงอาการปรากฏออกมาให้เห็นได้ ในสายตาของโลกยุคปัจจุบันนี้ อย่างน้อยที่สุดก็มีอยู่อย่างที่ได้ยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่างนี้. นี้ก็มี ต้นตอมาจากความเป็นคนไข้ของอวิชชา ขยายอาการออกไปเป็น ตัณหา เป็นอุปาทานตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งคุณต้องการจะเรียน จะศึกษา

น.130 จะเข้าใจ จึงได้มากันถึงที่นี่ ; ดังนั้นจึงต้องพูดถึงเรื่องที่มันเป็น practical จริง ๆ อย่างนี้ สำหรับที่จะรักษา เยียวยา แก้ไข ตามวิถีทางของพุทธศาสนา. จะชอบหรือไม่ชอบ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมไม่ถือเป็นหลักสำคัญ ; ผมจะพูดแต่ที่ผมเห็นว่าควรจะ พูด หรือมีเหตุผล ในการที่จะแก้ไขโลกให้ดีขึ้น, รักษาเยียวยาโรคให้ดีขึ้นตามความ มุ่งหมายของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นนายแพทย์ ผู้เยียวยารักษาโรคทางวิญญาณของสัตว์ โลกนี้ อยู่ตลอดกัลปาวสานต์. นกก็ร้องพอดี วันนี้แปลว่าหมดเวลา ขอยุติไว้เท่านี้ก่อน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต